ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ชวนหังสชาดก
ชาดกที่ ๔๗๖ · เตรสนิบาตชาดก

ชวนหังสชาดก

ว่าด้วยรักกันอยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๕๑ · บรรทัด ๖๘๔๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากชวนหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระเทศนาทัฬหธัมมธนุคคหสูตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อิเธว หํส นิปต ดังนี้.

ความพิสดารว่า จำเดิมแต่วันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน นายขมังธนูมีธรรมมั่นคง ๔ นาย ฝึกฝนดีแล้วมีมือได้ฝึกปรือแล้ว ยิงแม่นยำ ยืน ๔ ทิศ ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งมาเราจักจับลูกศรของนายขมังธนูผู้มีธรรมมั่นคง ๔ นาย เหล่านี้ ที่ฝึกฝนดีแล้วมีมือได้ฝึกปรือแล้วยิงแม่นยำ ยิงไปทั้ง ๔ ทิศไม่ทันตกถึงดินเลย แล้วนำมาให้ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไร บุรุษผู้วิ่งไปด้วยความเร็ว ต้องประกอบด้วยความเร็วอย่างยอดเยี่ยม เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลรับว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเร็วของบุรุษจะเป็นปานใด ความเร็วของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ยังเร็วกว่านั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเร็วของบุรุษนั้นจะเร็วปานใดเล่า อนึ่งเล่า ฝูงเทวดาย่อมเหาะไปข้างหน้าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ความเร็วของหมู่เทวดานั้น เร็วยิ่งกว่าความเร็วของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเร็วของบุรุษนั้น ความเร็วของหมู่เทวดาเหล่านั้นปานใด อายุสังขารย่อมสิ้นไปเร็วกว่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกในข้อนั้นอย่างนี้ว่า พวกเราต้องละความกระหายด้วยอำนาจความกำหนัดในกามทั้งหลายที่บังเกิดแล้วเสียให้ได้ อนึ่ง จิตของพวกเราต้องไม่ตั้งยึดความกระหายด้วยอำนาจความกำหนัดในกามทั้งหลายไว้เลย พวกเราต้องเป็นผู้ไม่ประมาทดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องสำเหนียกอย่างนี้ทีเดียว ดังนี้ ในวันที่ ๒พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาทรงดำรงในพุทธวิสัยของพระองค์ ทรงชี้แจงถ้วนถี่ถึงอายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ กระทำให้เป็นของชั่วประเดี๋ยว ทรพล ให้พวกภิกษุที่เป็นปุถุชนพากันถึงความสะดุ้งใจอย่างล้นพ้น โอ ธรรมดาพระพุทธพลอัศจรรย์นะ. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย ที่เรานั้นบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้วในบัดนี้ ชี้แจงถึงอายุสังขารในหมู่สัตว์เป็นภาวะชั่วประเดี๋ยว แสดงธรรมให้พวกภิกษุสลดใจได้ เพราะในปางก่อนถึงเราจะบังเกิดในกำเนิดหงส์เป็นอเหตุกสัตว์ ก็เคยชี้แจงความที่สังขารทั้งหลายเป็นสภาวะชั่วคราว แสดงธรรมให้บริษัททั้งสิ้น ตั้งต้นแต่พระเจ้าพาราณสีสลดได้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดชวนหงส์ มีหงส์เก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ณ ภูเขาจิตตกูฏ วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ พร้อมด้วยบริวารเคี้ยวกินข้าวสาลีเกิดเองในสระแห่งหนึ่ง ณ พื้นชมพูทวีปบินไปสู่เขาจิตตกูฏ ด้วยการบินไปอันงดงามระย้าระยับ ทางเบื้องบนแห่งกรุงพาราณสีกับบริวารเป็นอันมากประหนึ่งบุคคลลาดลำแพนทองไว้บนอากาศฉะนั้นทีเดียว. ครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสแก่พวกอำมาตย์ว่า อันหงส์แม้นี้คงเป็นพระราชาเหมือนเรา บังเกิดพระสิเนหาในพระโพธิสัตว์นั้น ทรงถือดอกไม้ของหอมและเครื่องประเทืองผิว ทอดพระเนตรดูพระโพธิสัตว์นั้นพลางรับสั่งให้ประโคมดนตรีทุกอย่าง. พระมหาสัตว์เห็นท้าวเธอทรงกระทำสักการะแก่ตน จึงถามฝูงหงส์ว่า พระราชาทรงกระทำสักการะเห็นปานนี้แก่เราทรงพระประสงค์อะไรเล่า. ฝูงหงส์พากันตอบว่า ข้าแต่สมมติเทพ ทรงพระประสงค์มิตรภาพกับพระองค์พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นมิตรภาพของพวกเราจงมีแก่พระราชาเถิด กระทำมิตรภาพแก่พระราชาแล้วหลีกไป.

อยู่มาวันหนึ่ง ในเวลาที่พระราชาเสด็จสู่พระอุทยาน พระโพธิสัตว์บินไปสู่สระอโนดาต ใช้ปีกข้างหนึ่งนำน้ำมา ข้างหนึ่งนำผงจันทน์มา ให้พระราชาทรงสรงสนานด้วยน้ำนั้น โปรยผงจันทน์ถวาย เมื่อมหาชนกำลังดูอยู่นั่นแหละ ได้พาบริวารบินไปสู่เขาจิตตกูฏ. จำเดิมแต่นั้น พระราชาปรารถนาจะเห็นพระมหาสัตว์ ก็ประทับทอดพระเนตรทางที่มา ด้วยทรงพระอาโภคว่าสหายของเราคงมาวันนี้. ครั้งนั้น ลูกหงส์สองตัวเป็นน้องเล็กของพระมหาสัตว์ปรึกษากันว่า เราจักบินแข่งกับพระอาทิตย์ บอกแก่พระมหาสัตว์ว่า ฉันจักบินแข่งกับดวงอาทิตย์. พระมหาสัตว์กล่าวว่า พ่อเอ๋ย อันความเร็วของดวงอาทิตย์เร็วพลัน เธอทั้งสองจักไม่สามารถบินแข่งกับดวงอาทิตย์ได้ดอก จักต้องย่อยยับเสียในระหว่างทีเดียว อย่าพากันไปเลยนะ. หงส์เหล่านั้นพากันอ้อนวอนถึงสองครั้งสามครั้ง. แม้พระโพธิสัตว์ก็คงห้ามหงส์ทั้งสองนั้นตลอดสามครั้งเหมือนกัน หงส์ทั้งสองนั้น ดื้อดันด้วยมานะ ไม่รู้กำลังของตน ไม่บอกแก่พระมหาสัตว์เลย คิดว่า เราจักบินแข่งกับดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นไปเลย พากันบินไปจับอยู่ ณ ยอดเขายุคนธร. พระมหาสัตว์ไม่เห็นหงส์ทั้งสองนั้น ถามว่า หงส์ทั้งสองนั้นไปไหนกันเล่า ได้ฟังเรื่องนั้นแล้วคิดว่า หงส์ทั้งสองนั้น ไม่อาจแข่งกับดวงอาทิตย์ จักพากันย่อยยับเสียระหว่างทางเป็นแม่นมั่น เราต้องให้ชีวิตทานแก่หงส์ทั้งสองนั้น แม้พระมหาสัตว์ก็บินไปจับอยู่ที่ยอดเขายุคนธรเช่นเดียวกัน ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว หงส์ทั้งคู่ก็บินถลาขึ้นไปกับดวงอาทิตย์. ฝ่ายพระมหาสัตว์เล่าก็บินไปกับหงส์ทั้งสองนั้น. น้องเล็กแข่งไปได้เพียงเวลาสายก็อิดโรย ได้เป็นดุจเวลาที่จุดไฟขึ้นที่ข้อต่อแห่งปีกทั้งหลาย. น้องเล็กนั้นจึงให้สัญญาแก่พระโพธิสัตว์ให้ทราบว่า พี่จ๋า ฉันบินไม่ไหวแล้ว.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ปลอบเธอว่าอย่ากลัวเลยนะ ฉันจักให้ชีวิตแก่เธอ ประคองไว้ด้วยอ้อมปีก ให้เบาใจไปสู่เขาจิตตกูฏ มอบไว้ท่ามกลางฝูงหงส์ บินไปอีกทันดวงอาทิตย์ แล้วบินชลอไปกับน้องกลาง. บินแข่งกับดวงอาทิตย์ไปจนถึงเวลาจวนเที่ยง ก็อิดโรย. ได้เป็นดุจเวลาที่จุดไฟขึ้นที่ข้อต่อแห่งปีกทั้งหลาย ลำดับนั้น ก็ให้สัญญาแก่พระโพธิสัตว์ให้ทราบว่า พี่จ๋า ฉันไปไม่ไหวละ. พระมหาสัตว์ปลอบโยนหงส์แม้นั้นโดยทำนองเดียวกัน ประคองด้วยอ้อมปีก ไปสู่เขาจิตตกูฏ. ขณะนั้นดวงอาทิตย์ถึงท่ามกลางฟ้าพอดี ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า วันนี้เราจักทดลองกำลังแห่งสรีระของเราดู แล้วบินไปด้วยความเร็วรวดเดียวเท่านั้น จับยอดเขายุคนธรถลาขึ้นจากนั้น ใช้กำลังรวดเดียวเหมือนกันทันดวงอาทิตย์ บางคราวก็แข่งไปข้างหน้า บางคราวก็ไล่หลัง ได้คิดว่า อันการบินแข่งกับดวงอาทิตย์ของเราไร้ประโยชน์ เกิดประดังจากการทำในใจโดยไม่แยบคาย เราจะต้องการอะไรด้วยประการนี้ เราจักไปสู่พระนครพาราณสี กล่าวถ้อยคำประกอบด้วยอรรถประกอบด้วยธรรม แก่พระราชาสหายของเรา. พระมหาสัตว์นั้นหันกลับ เมื่อดวงอาทิตย์ยังไม่ทันโคจรผ่านท่านกลางฟ้าไปเลย บินเลียบตามท้องจักรวาลทั้งสิ้น โดยที่สุดถึงที่สุดลดความเร็วลง บินเลียบชมพูทวีปทั้งสิ้น โดยที่สุดถึงที่สุด ถึงกรุงพาราณสี. พระนครทั้งสิ้นอันมีบริเวณได้ ๑๒ โยชน์ ได้เป็นดุจหงส์กำบังไว้ ชื่อว่าระยะทางไม่ปรากฏเลย ครั้นความเร็วลดลงโดยลำดับช่องในอากาศจึงปรากฏได้. พระมหาสัตว์ผ่อนความเร็วลง ร่อนลงจากอากาศได้จับอยู่ ณ ที่เฉพาะช่องพระสีหบัญชร. พระราชาตรัสว่า สหายของเรามาตรัสสั่งให้จัดตั้งตั่งทอง เพื่อให้พระโพธิสัตว์เกาะ ตรัสว่า สหายเอ๋ย เชิญท่านเข้ามาเถิด เกาะที่ตรงนี้เถิด ดังนี้ตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

ดูก่อนหงส์ เชิญเกาะที่ตั่งทองนี้เถิด การได้เห็น ท่านชื่นใจฉันจริง ท่านเป็นอิสระในสถานที่นี้ ท่าน มาถึงแล้ว รังเกียจสิ่งใดที่มีอยู่ในนิเวศน์นี้ จงบอก สิ่งนั้นให้ทราบเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ แปลว่า ที่ตรงนี้พระราชาตรัสหมายเอาตั่งทอง. บทว่า นิปต แปลว่า เชิญจับอยู่. ด้วยบทว่า อิสฺสโรสิ นี้พระราชาตรัสว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นเจ้าของที่นี้มาแล้ว. บทว่า ยํ อิธตฺถิ ความว่า สิ่งใดมีอยู่ในนิเวศน์นี้ ท่านไม่ต้องเกรงใจ จงบอกแก่ฉันถึงสิ่งนั้น

พระมหาสัตว์จับอยู่ที่ตั่งทอง. พระราชารับสั่งให้คนทาช่องปีกของพระมหาสัตว์นั้น ด้วยน้ำมันที่หุงซ้ำ ๆ ได้แสนครั้ง รับสั่งให้เอาข้าวตอกคลุกด้วยน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด ใส่จานทองพระราชทาน ทรงกระทำปฏิสันถารอันอ่อนหวาน ตรัสถามว่า สหายเอ๋ย ท่านมาลำพังผู้เดียวไปไหนมาเล่า. พระมหาสัตว์นั้นเล่าเรื่องนั้นโดยพิสดาร. ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระมหาสัตว์นั้นว่า สหายเอ๋ย เชิญท่านแสดงความเร็วชนิดที่แข่งกับดวงอาทิตย์ให้ฉันดูบ้างเถิด. พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชหม่อมฉันไม่สามารถที่จะแสดงความเร็วชนิดนั้นได้. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเชิญเธอแสดงเพียงขนาดที่พอเห็นสมกันแก่ฉันเถิด. พระมหาสัตว์ทูลว่า ได้ซิ มหาราชหม่อมฉันจักแสดงความเร็วขนาดที่พอเห็นสมถวาย พระองค์โปรดดำรัสสั่งให้นายขมังธนูผู้ยิงรวดเร็วประชุมกันเถิด. พระราชาทรงให้นายขมังธนูประชุมกันแล้ว. พระมหาสัตว์คัดนายขมังธนูได้ ๔ นาย ซึ่งเป็นเยี่ยมกว่าทุก ๆ คนลงจากพระราชนิเวศน์ ให้ฝังเสาศิลา ณ ท้องพระลานหลวง ให้ผูกลูกศรที่คอของตนจับอยู่ที่ยอดเสา ส่วนนายขมังธนูทั้ง ๔ นาย ให้ยืนพิงเสาศิลาผินหน้าไป๔ ทิศ ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช คน ๔ คนเหล่านี้ จงยิงลูกศร ๔ ลูกตรงไปทางทิศทั้ง ๔ โดยประดังพร้อมกัน หม่อมฉันจะเก็บลูกศรเหล่านั้นมามิให้ทันตกดินเลย แล้วทิ้งลงแทบเท้าของคนเหล่านั้น พระองค์พึงทรงทราบการที่หม่อมฉันไปเก็บลูกศรด้วยสัญญาแห่งเสียงลูกศร แต่หม่อมฉันจักไม่ปรากฏเลย แล้วเก็บลูกศรที่นายขมังธนูทั้ง ๔ ยิงไปพร้อมกันทันทีหลุดพ้นไปจากสายแล้ว มาทิ้งลงตรงใกล้ ๆ เท้าของนายขมังธนูเหล่านั้น แสดงตนจับอยู่ณ ยอดแห่งเสาศิลานั้นเอง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ความเร็วของหม่อมฉันนี้ มิใช่ความเร็วอย่างสูงสุดดอก มิใช่ความเร็วปานกลาง เป็นความขนาดเลวชั้นโหล่ ข้าแต่มหาราช ความเร็วของหม่อมฉันพึงเป็นเช่นนี้นะพระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระราชาทรงถามว่า สหายเอ๋ย ก็และความเร็วอย่างอื่นที่เร็วกว่าความเร็วของท่านน่ะ ยังมีหรือ. พระมหาสัตว์ กราบทูลว่า พระเจ้าข้าข้าแต่พระมหาราชเจ้า อายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ ย่อมสิ้น ย่อมสลาย ย่อมถึงความสิ้น เร็วพลันกว่าแม้แต่ความเร็วขนาดสูงสุดของหม่อมฉัน ตั้งร้อยเท่าพันทวีแสนทวี พระมหาสัตว์แสดงความสลายแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถความดับอันเป็นไปทุก ๆ ขณะด้วยประการฉะนี้. พระราชาทรงสดับคำของพระมหาสัตว์ทรงกลัวต่อมรณภัย ไม่สามารถดำรงพระสติไว้ได้ ชวนพระกายล้มเหนือแผ่นดิน. มหาชนพากันถึงความสยดสยอง. พวกอำมาตย์ต้องเอาน้ำสรงพระพักตร์พระราชา ช่วยให้พระองค์ทรงกลับฟื้นคืนพระสติ. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กราบทูลเตือนว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์อย่าได้ทรงหวาดเกรงเลย เชิญทรงเจริญมรณสติไว้เถิด ทรงประพฤติธรรมไว้เถิดทรงกระทำบุญมีให้ทานเป็นต้นไว้เถิด พระองค์อย่าประมาทเถิด พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อทรงอ้อนวอนว่า ฉันจักไม่สามารถที่จะอยู่แยกกับอาจารย์ผู้สมบูรณ์ด้วยญาณเช่นท่าน ชั่วระยะกาลอันใกล้ได้ ท่านไปต้องไปสู่เขาจิตตกูฎ ชี้แจงธรรมแก่ฉัน เป็นอาจารย์ให้โอวาทอยู่ ณ ที่นี้เลยเถิดนะจึงตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า

คนบางพวก ย่อมเป็นที่รักของบุคคลบางคน เพราะได้ฟัง อนึ่ง ความรักของบุคคลบางคน ย่อม หมดสิ้นไปเพราะได้เห็น คนบางพวกย่อมเป็นที่รัก เพราะได้เห็นและเพราะได้ฟัง ท่านรักใคร่ฉันเพราะได้ เห็นบ้างไหม. ท่านเป็นที่รักของฉันเพราะได้ฟัง และเป็นที่รัก ของฉันยิ่งนัก เพราะอาศัยการเห็น ดูก่อนพญาหงส์ ท่านน่ารักน่าดูอย่างนี้ เชิญอยู่ในสำนักของฉันเถิด.

คาถาเหล่านั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนสหายพญาหงส์ บุคคลจำพวกหนึ่งย่อมน่ารักด้วยการฟัง คือดูดดื่มใจด้วยได้ฟัง เพราะได้ยินว่า มีคุณอย่างนี้แต่จำพวกหนึ่งพอเห็นเท่านั้น ความพอใจหมดไปเลย คือความรักหายไปหมดปรากฏเหมือนพวกยักษ์ที่มากันมาเพื่อกัดกิน จำพวกหนึ่งเล่า เป็นผู้น่ารักได้ทั้งสถาน คือทั้งได้เห็น ทั้งได้ฟัง เหตุนั้นฉันขอถามท่าน เพราะเห็นฉันท่านจึงรักฉันบ้างหรือไร คือท่านยังจะพึงใจฉันบ้างหรือไม่ แต่สำหรับฉันท่านเป็นที่รักด้วยได้ยิน แน่ละ ยิ่งมาเห็นยิ่งรักนักเทียว ท่านเป็นที่รักน่าดูของฉันเช่นนี้ อย่าไปสู่เขาจิตตกูฏ จงอยู่ในสำนักของฉันนี้เถิด.

พระโพธิสัตว์กราบทูลด้วยคาถาว่า

ข้าพระองค์ทั้งหลายได้รับการสักการบูชาแล้ว เป็นนิตย์ พึงอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แต่ บางครั้งพระองค์ทรงเมาน้ำจัณฑ์แล้ว จะพึงตรัสสั่งว่า จงย่างพญาหงส์ให้ฉันที.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺโต จ เอกทา ความว่า ข้าแต่พระมหาราช พวกหม่อมฉันได้รับบูชาเป็นนิตย์ ก็น่าจะอยู่ในพระราชวังของพระองค์ แต่บางครั้งพระองค์ทรงเมาสุราแล้ว พึงตรัสได้ว่า จงย่างพญาหงส์ให้ข้าเถิด ดังนี้ เพื่อจะได้เสวยมังสะ ทีนั้นพวกข้าเฝ้าของพระองค์ก็จะพึงฆ่าหม่อมฉันย่างเสียด้วยประการฉะนั้น ครั้งนั้นหม่อมฉันจักกระทำอย่างไรได้.

ลำดับนั้น พระราชาเพื่อจะประทานพระปฏิญญาแก่พระโพธิสัตว์นั้นว่าถ้าเช่นนั้น ฉันจักไม่ดื่มน้ำเมาเป็นเด็ดขาด จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

การดื่มน้ำเมา ซึ่งเป็นที่รักของฉันยิ่งกว่าท่าน ฉันติเตียนการดื่มน้ำเมานั้น เอาเถอะ ตลอดเวลาที่ ท่านยังอยู่ในนิเวศน์ของฉัน ฉันจักไม่ดื่มน้ำเมาเลย. ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถา ๖ คาถาว่า ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย ก็ดี ของนกทั้งหลายก็ดี รู้ได้ง่าย แต่เสียงของมนุษย์ รู้ได้ยากกว่านั้น. อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือ ว่าเป็นญาติ เป็นมิตร หรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้น กลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก อย่างนี้. ใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใด แม้บุคคลนั้นจะอยู่ไกล ก็เหมือนกับอยู่ใกล้ ใจเหินห่างจากบุคคลใด แม้บุคคล นั้นจะอยู่ใกล้ก็เหมือนกับอยู่ไกล. ถ้ามีจิตเลื่อมใสรักใคร่กัน ถึงแม้จะอยู่กันคนละ ฝั่งสมุทร ก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน ถ้ามีจิตประทุษร้ายกัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกัน ก็เหมือนกับอยู่คนละฝั่งสมุทร. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คนที่เป็นศัตรูกันถึงจะ อยู่ร่วมกัน ก็เหมือนกับอยู่ห่างไกลกัน ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ คนที่รักกันถึงแม้จะอยู่ห่างไกล กัน ก็เหมือนกับอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ. ด้วยการอยู่ร่วมกันนานเกินควร คนรักกันย่อม กลายเป็นคนไม่รักกันก็ได้ ข้าพระองค์ขอทูลลาพระองค์ไป ก่อนที่ข้าพระองค์จะกลายเป็นผู้ไม่เป็นที่รัก ของพระองค์.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๓๔–๒๔๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เตรสนิบาตชาดก · ๕๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๓ ชวนหํสชาตกํ ฯ

อิเธว หํส นิปตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ทฬฺหธมฺม- ธนุคฺคหสุตฺตนฺตเทสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ภควตา หิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว จตฺตาโร ทฬฺหธมฺมา ธนุคฺคหา สุสิกฺขิตา กตหตฺถา กตุปาสนา จตุทฺทิสา ฐิตา อสฺสุ อเถโก ปุริโส อาคจฺเฉยฺย อหํ อิเมสํ จตุนฺนํ ทฬฺหธมฺมานํ ธนุคฺคหานํ สุสิกฺขิตานํ กตหตฺถานํ กตุปาสนานํ จตุทฺทิสา กณฺเฑ ขิตฺเต อปฺปติเต ปฐวิยํ คเหตฺวา อาคมิสฺสามีติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว ชเวน ชวนฺโต ปุริโส ปรเมน ชเวน สมนฺนาคโตติ เอวํ ภนฺเตติ ยถา จ ภิกฺขเว ตสฺส ปุริสสฺส ชโว ยถา จ จนฺทิมสุริยานํ ชโว ตโต สีฆตโร ยถา จ ภิกฺขเว ตสฺส ปุริสสฺส ชโว ยถา จ ยาว เทวตา จนฺทิมสุริยานํ ปุรโต ธาวนฺติ ตาสํ เทวตานํ ชโว ตโต สีฆตโร ยถา จ ภิกฺขเว ตสฺส ปุริสสฺส ชโว ตาสํ เทวตานํ ชโว ตโต สีฆตรํ อายุสํขารา ขียนฺติ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อุปฺปนฺนานิ กามราคปิปาสานิ ปชหิสฺสาม น จ โน กามราคปิปาสานิ จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสนฺติ อปฺปมตฺตา ภวิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ อิมสฺส สุตฺตสฺส กถิตทิวสโต ปฏฺฐาย ทุติยทิวเส ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สตฺถา อตฺตโน พุทฺธวิสเย ฐตฺวา อิเมสํ สตฺตานํ อายุสํขาเร อิตเร ทุพฺพเล กตฺวา ปริทสฺเสนฺโต ปุถุชฺชนภิกฺขู อติวิย สนฺตาสํ ปาเปสิ อโห พุทฺธพลนฺนามาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว สฺวาหํ อิทานิ สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต สตฺตานํ อายุสํขารํ อิตรภาวํ ทสฺเสตฺวา ภิกฺขู สํเวเชตฺวา ธมฺมํ เทเสมิ มยา หิ ปุพฺเพ อเหตุกหํสโยนิยํ นิพฺพตฺเตนาปิ สํขารานํ อิตรภาวํ ทสฺเสตฺวา พาราณสิราชานํ อาทึ กตฺวา สกลราชปริสํ สํเวเชตฺวา ธมฺโม เทสิโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ชวนหํสโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา นวุติหํสสหสฺสปริวุโต จิตฺตกูเฏ วสติ ฯ โส เอกทิวสํ ชมฺพูทีปตเล เอกสฺมึ สเร สปริวาโร สยํชาตสาลึ ขาทิตฺวา อากาเสว สุวณฺณกิลญฺชํ ปฏฺฐเปนฺโต วิย มหนฺเตน ปริวาเรน พาราณสินครสฺส มตฺถเกน มนฺทมนฺทาย วิลาสคติยา จิตฺตกูฏํ คจฺฉติ ฯ อถ นํ พาราณสิราชา ทิสฺวา อิมินาปิ มาทิเสน รญฺญา ภวิตพฺพนฺติ อมจฺจานํ วตฺวา ตสฺมึ สิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา มาลาคนฺธวิเลปนํ คเหตฺวา มหาสตฺตํ โอโลเกนฺโต สพฺพตุริยานิ ปคฺคณฺหาเปสิ ฯ มหาสตฺโต ตํ อตฺตโน สกฺการํ กโรนฺตํ ทิสฺวา หํเส ปุจฺฉิ ราชา มม เอวรูปํ สกฺการํ กโรนฺโต กึ ปจฺจาสึสตีติ ฯ ตุมฺเหหิ สทฺธึ มิตฺตภาวํ เทวาติ ฯ เตนหิ รญฺโญ อมฺเหหิ สทฺธึ มิตฺตภาโว โหตูติ รญฺญา สทฺธึ มิตฺตภาวํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อเถกทิวสํ รญฺโญ อุยฺยานํ คตกาเล อโนตตฺตทหํ คนฺตฺวา เอเกน ปกฺเขน อุทกํ เอเกน จนฺทนจุณฺณํ อาทาย ราชานํ เตน อุทเกน นฺหาเปตฺวา จนฺทนจุณฺเณน โอกิริตฺวา มหาชนสฺส ปสฺสนฺตสฺเสว สปริวาโร จิตฺตกูฏํ อคมาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ราชา มหาสตฺตํ ทฏฺฐุกาโม สหาโย เม อชฺช อาคมิสฺสตีติ อาคมนมคฺคํ โอโลเกนฺโต อจฺฉติ ฯ ตทา มหาสตฺตสฺส กนิฏฺฐา เทฺว หํสโปตกา สุริเยน สทฺธึ ชวิสฺสามาติ มนฺเตตฺวา มหาสตฺตสฺส อาโรเจสุํ มยํ สุริเยน สทฺธึ ชวิสฺสามาติ ฯ ตาต สุริยเวโค นาม สีโฆ สุริเยน ชวิตุํ น สกฺขิสฺสถ อนฺตราว วินสฺสิสฺสถ มา คมิตฺถาติ ฯ เต ทุติยํปิ ตติยํปิ ยาจึสุ ฯ โพธิสตฺโตปิ เต ยาวตติยวาเรปิ นิวาเรติเยว ฯ เต มานถทฺธา อตฺตโน พลํ อชานนฺตา มหาสตฺตสฺส อนาจิกฺขิตฺวาว สุริเยน สทฺธึ ชวิสฺสามาติ สุริเย อนุคฺคเตเยว คนฺตฺวา ยุคนฺธรมตฺถเก นิสีทึสุ ฯ มหาสตฺโต เต อทิสฺวา กหํ นุโข เต คตาติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา จินฺเตสิ เต สุริเยน สทฺธึ ชวิตุํ น สกฺขิสฺสนฺติ อนฺตราว นสฺสิสฺสนฺติ ชีวิตทานํ เตสํ ทสฺสามีติ ฯ โสปิ คนฺตฺวา ยุคนฺธรมตฺถเกเยว นิสีทิ ฯ อถ อุคฺคเต สุริยมณฺฑเล หํสโปตกา อุปฺปติตฺวา สุริเยน สทฺธึ ปกฺขนฺทึสุ ฯ มหาสตฺโตปิ เตหิ สทฺธึ ปกฺขนฺทิ ฯ กนิฏฺฐภาติโก ยาว ปุพฺพณฺหสมยา ชวิตฺวา กิลมิ ฯ ปกฺขสนฺธีสุ อคฺคิอุฏฺฐานกาโล วิย อโหสิ โส โพธิสตฺตสฺส สญฺญํ อทาสิ ภาติก น สกฺโกมีติ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต มา ภายิ ชีวิตนฺเต ทสฺสามีติ ปกฺขปญฺชเรน ปริกฺขิปิตฺวา อสฺสาเสตฺวา จิตฺตกูฏปพฺพตํ เนตฺวา หํสานํ มชฺเฌ ฐเปตฺวา ปุน ปกฺขนฺทิตฺวา สุริยํ ปตฺวา อิตเรน สทฺธึ ปายาสิ ฯ โสปิ ยาว อุปกฏฺฐมชฺฌนฺติกา สุริเยน สทฺธึ ชวิตฺวา กิลมิ ฯ ปกฺขสนฺธีสุ อคฺคิอุฏฺฐานกาโล วิย อโหสิ ฯ ตโต โพธิสตฺตสฺส สญฺญํ อทาสิ ภาติก น สกฺโกมีติ ฯ ตํปิ มหาสตฺโต ตเถว สมสฺสาเสตฺวา ปกฺขปญฺชเรนาทาย จิตฺตกูฏเมว อคมาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สุริโย นภมชฺฌํ ปาปุณิ ฯ อถ มหาสตฺโต อชฺช มม สรีรพลํ วิมํสิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอกเวเคเนว ปกฺขนฺทิตฺวา ยุคนฺธรมตฺถเก นิสีทิตฺวา ตโต อุปฺปติตฺวา เอกเวเคเนว สุริยํ ปาปุณิตฺวา กาเลน ปุรโต กาเลน ปจฺฉโต ชวิตฺวา จินฺเตสิ มยฺหํ สุริเยน สทฺธึ ชวนํ นาม นิรตฺถกํ อโยนิโสมนสิการสมฺภูตํ กึ เม อิมินา พาราณสึ คนฺตฺวา มม สหายสฺส รญฺโญ อตฺถยุตฺตํ ธมฺมยุตฺตํ กถํ กเถสฺสามีติ ฯ โส นิวตฺติตฺวา สุริเย นภมชฺฌํ อนติกฺกนฺเตเยว สกลจกฺกวาฬคพฺภํ อนฺตนฺเตน อนุสํยายิตฺวา เวคํ ปริหาเปนฺโต สกลชมฺพูทีปํ อนฺตนฺเตน อนุสํยายิตฺวา พาราณสึ ปาปุณิ ฯ ทฺวาทสโยชนิกํ สกลนครํ หํสฉนฺนํ วิย อโหสิ ฉิทฺทํ นาม น ปญฺญายิ อนุกฺกเมน เวเค ปริหาเปนฺเต อากาเส ฉิทฺทานิ ปญฺญายึสุ ฯ มหาสตฺโต เวคํ ปริหาเปตฺวา อากาสโต โอตริตฺวา สีหปญฺชรสฺส อภิมุขฏฺฐาเน อฏฺฐาสิ ฯ ราชา อาคโต เม สหาโยติ โสมนสฺสปฺปตฺโต ตสฺส นิสีทนตฺถาย กาญฺจนปีฐํ ปญฺญาเปตฺวา สมฺม ปวิส อิธ นิสีทาติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

อิเธว หํส นิปต ปิยํ เม ตว ทสฺสนํ

อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทยาติ ฯ

ตตฺถ อิธาติ กาญฺจนปีฐํ สนฺธายาห ฯ นิปตาติ นิสีท ฯ อิสฺสโรสีติ ตฺวํ อิมสฺส ฐานสฺส อิสฺสโร สามิ หุตฺวา อาคโตสีติ วทติ ฯ ยํ อิธตฺถีติ ยํ อิมสฺมึ นิเวสเน อตฺถิ ตํ อปริสงฺกนฺโต อมฺหากํ กเถหิ ฯ

มหาสตฺโต กาญฺจนปีเฐ นิสีทิ ฯ ราชา สตปากสหสฺสปาเกหิ เตเลหิ ตสฺส ปกฺขนฺตรานิ มกฺเขตฺวา กาญฺจนตฏฺฏเก มธุลาเช จ สกฺขโรทกญฺจ ทาเปตฺวา มธุรปฏิสนฺถารํ กตฺวา สมฺม เอกโกว อาคโตสิ กหํ คมิตฺถาติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตํ ปวุตฺตึ วิตฺถาเรน กเถสิ ฯ อถ นํ ราชา อาห สมฺม มมปิ สุริเยน สทฺธึ ชวิตเวคํ ทสฺเสหีติ ฯ มหาราช น สกฺกา ตํ เวคํ ทสฺเสตุนฺติ ฯ เตนหิ เม สริกฺขกมตฺตํ ทสฺเสหีติ ฯ สาธุ มหาราช สริกฺขกมตฺตํ ทสฺเสสฺสามิ อกฺขณเวธิธนุคฺคเห สนฺนิปาเตหีติ ฯ ราชา สนฺนิปาเตสิ ฯ มหาสตฺโต สพฺพเสฏฺฐเก จตฺตาโร ธนุคฺคเห คเหตฺวา ราชนิเวสนา โอรุยฺห ราชงฺคเณ สิลาถมฺภํ นิกฺขณาเปตฺวา อตฺตโน คิวายํ กณฺฑํ พนฺธาเปตฺวา สิลาถมฺภมตฺถเก นิสีทิตฺวา จตฺตาโร ปน ธนุคฺคเห สิลาถมฺภํ นิสฺสาย จตุทฺทิสาภิมุเข ฐปาเปตฺวา มหาราช อิเม จตฺตาโร ชนา เอกปฺปหาเรน จตุทฺทิสาภิมุขาว จตฺตาริ กณฺฑานิ ขิปนฺตุ ตานาหํ ปฐวึ อปฺปตฺตาเนว อาหริตฺวา เอเตสํ ปาทมูเล ปาเตสฺสามิ มม กณฺฑคหณตฺถาย คตภาวํ กณฺฑสทฺทสญฺญาย ชาเนยฺยาสิ อหํ ปน น ปญฺญายิสฺสามีติ วตฺวา เตหิ เอกปฺปหาเรเนว ขิตฺตกณฺฑานิ ชิยาโต มุตฺตมตฺตานิ อาหริตฺวา เตสํ ปาทมูเล ปาเตตฺวา สิลาถมฺภมตฺถเก นิสินฺนเมว อตฺตานํ ทสฺเสตฺวา ทิฏฺโฐ เต มหาราช มยฺหํ เวโคติ วตฺวา มหาราช อยํ เวโค มยฺหํ เนว อุตฺตโม น มชฺฌิโม ปริตฺโต ลามกเวโค เอส เอวํ สิยา มหาราช อมฺหากํ เวโคติ อาห ฯ อถ นํ ราชา ปุจฺฉิ สมฺม อตฺถิ ปน ตุมฺหากํ เวคโต อญฺโญ สีฆตโร เวโคติ ฯ อาม มหาราช อมฺหากํ อุตฺตมเวคโตปิ สตคุเณน สหสฺสคุเณน สตสหสฺสคุเณน อิเมสํ สตฺตานํ อายุสํขารา สีฆตรา ขียนฺติ ภิชฺชนฺติ ขยํ คจฺฉนฺตีติ ขณิกนิโรธวเสน อรูปธมฺมานํ เภทํ ทสฺเสติ ฯ ราชา มหาสตฺตสฺส กถํ สุตฺวา มรณภยภีโต สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตุํ อสกฺโกนฺโต ภูมิยํ ปตติ ฯ มหาชโน อุตฺราสสมฺปตฺโต อโหสิ ฯ รญฺโญ มุขํ อุทเกน สิญฺจิตฺวา สตึ ปฏิลภาเปสุํ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต มหาราช มา ภายิ มรณสตึ ภาเวหิ ธมฺมํ จราหิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรหิ อปฺปมตฺโต โหหิ เทวาติ โอวทิ ฯ อถ ราชา สมีปํ ตุมฺหาทิเสน ญาณสมฺปนฺเนน อาจริเยน วินา วสิตุํ น สกฺขิสฺสาม จิตตฺกูฏปพฺพตํ อคนฺตฺวา มยฺหํ ธมฺมํ เทเสนฺโต โอวาทาจริโย หุตฺวา อิเธว วสาหีติ ยาจนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

สวเนน เอกสฺส ปิยา ภวนฺติ

ทิสฺวา ปเนกสฺส วิโยคฉนฺโท ฯ

ทิสฺวา จ สุตฺวา จ ปิยา ภวนฺติ

กจฺจิ นุโข เม ปิยสิ ทสฺสเนน ฯ

สวเนน ปิโย เมสิ ภิยฺโย จาคมฺม ทสฺสนํ

เอวํ ปิยทสฺสโน สมาโน วส หํส มม สนฺติเกติ ฯ

ตาสํ อตฺโถ สมฺม หํสราช สวเนน เอกจฺเจ ปิยา โหนฺติ เอวํคุโณ นามาติ สุตฺวา สวเนน ปิยายติ เอกสฺส ปเนกจฺเจ ทิสฺวาว ฉนฺโท วิคจฺฉติ เปมํ อนฺตรธายติ ขาทิตุํ อาคตา ยกฺขา วิย อุปฏฺฐหนฺติ เอกสฺส เอกจฺเจ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อุภยญฺจาปิ ปิยา โหนฺติ เตน ตํ ปุจฺฉามิ กจฺจิ นุโข เม ปิยสิ ทสฺสเนนาติ กจฺจิ นุโข มํ ปิยายสิ มยฺหํ ปน ตฺวํ สวเนน ปิโยว ทสฺสนํ ปนาคมฺม อติปิโยว เอวํ มม ปิยทสฺสโน สมาโน จิตฺตกูฏํ อคนฺตฺวา อิธ มม สนฺติเก วสาติ ฯ

โพธิสตฺโต อาห

วเสยฺยาม ตวาคาเร นิจฺจํ สกฺกตปูชิตา

มตฺโต จ เอกทา มชฺชํ หํสราชํ ปจนฺตุ เมติ ฯ

ตตฺถ มตฺโต จ เอกทาติ มหาราช มยํ ตว ฆเร นิจฺจํ ปูชิตา วเสยฺยาม ตฺวํ ปน กทาจิ สุรามทมตฺโต มํสขาทนตฺถํ หํสราชํ ปจนฺตุ เมติ วเทยฺยาสิ อถ เอวํ ตวานุชีวิโน มํ มาเรตฺวา ปเจยฺยุํ ตทาหํ กึ กริสฺสามีติ ฯ

อถสฺส ราชา เตนหิ มชฺชเมว น ปิวิสฺสามีติ ปฏิญฺญํ ทาตุํ คาถมาห

ธิรตฺถุ ตํ มชฺชปานํ ยํ เม ปิยตรํ ตยา

น จาปิ มชฺชํ ปิวิสฺสามิ ยาว เม วจฺฉสี ฆเรติ ฯ

ตโต ปรํ โพธิสตฺโต ฉ คาถา อาห

สุวิชานํ สิงฺคาลานํ สกุนฺตานญฺจ วสฺสิตํ

มนุสฺสวสฺสิตํ ราช ทุวิชานตรํ ตโต ฯ

อปิ เจ มญฺญตี โปโส ญาติมิตฺโต สขาติ วา

โย ปุพฺเพ สุมโน หุตฺวา ปจฺฉา สมฺปชฺชเต ทิโส ฯ

ยสฺมึ มโน นิวิสติ อวิทูเร สหาปิ โส

สนฺติเกปิ หิ โส ทูเร ยสฺมา วิวสเต มโน ฯ

อนฺโตปิ เจ โหติ ปสนฺนจิตฺโต

ปารํ สมุทฺทสฺส ปสนฺนจิตฺโต

อนฺโตปิ โส โหติ ปทุฏฺฐจิตฺโต

ปารํ สมุทฺทสฺส ปทุฏฺฐจิตฺโต ฯ

สํวสนฺตา วิวสนฺติ เย ทิสา เต รเถสภ

อารา ฐิตา สํวสนฺติ มนสา รฏฺฐวฑฺฒน ฯ

อติจีรนิวาเสน ปิโย ภวติ อปฺปิโย

อามนฺต โข ตํ คจฺฉามิ ปุรา เต โหมิ อปฺปิโยติ ฯ

ตตฺถ วสฺสิตนฺติ มหาราช ติรจฺฉานคตา หิ อุชุหทยา เตน เตสํ วสฺสิตํ สุวิชานํ มนุสฺสา ปน กกฺขลา ตสฺมา เตสํ วจนํ ทุวิชานตรนฺติ อตฺโถ ฯ โย ปุพฺเพติ โย ปุคฺคโล ปฐมเมว อตฺตมโน หุตฺวา ตฺวํ มยฺหํ ญาตโก มิตฺโต ปาณสโม สขาติ อปิ เอวํ มญฺญติ เสฺวว ปจฺฉา ทิโส เวรี สมฺปชฺชติ. เอวํ ทุชฺชานา มนุสฺสหทยา ฯ นิวิสตีติ มหาราช ยสฺมึ ปุคฺคเล เปมวเสน มโน นิวิสติ โส เกวลํ ทูเร วสนฺโตปิ อวิทูเร สหาปิ โส วสติเยว นาม ยสฺมึ ปน ปุคฺคเล มโน วิวสติ อเปติ โส สนฺติเก วสนฺโตปิ ทูเรเยว ฯ อนฺโตปิ โส โหตีติ มหาราช โย สหาโย ปสนฺนจิตฺโต โส จิตฺเตน อลฺลิยิตตฺตา ปารํ สมุทฺทสฺส วสนฺโตปิ อนฺโตเยว โหติ โย ปทุฏฺฐจิตฺโต โส จิตฺเตน อนลฺลิยิตตฺตา อนฺโต วสนฺโตปิ ปารํ สมุทฺทสฺส โหติ นาม ฯ เย ทิสา เตติ เย เวริโน ปจฺจตฺถิกา เอกโต วสนฺตาปิ เต ทูเร วสนฺติเยว สนฺโต ปน ปณฺฑิตา อารา ฐิตาปิ เมตฺตาภาวิเตน มนสา อาวชฺชนฺตา สนฺติเกเยว ฯ ปุรา เต โหมีติ ยาว ตว อปฺปิโย น โหมิ ตาวเทว ตํ อามนฺเตตฺวา คจฺฉามีติ วทติ ฯ

อถ นํ ราชา อาห

เอวํ เจ ยาจมานานํ อญฺชลึ นาวพุชฺฌสิ

ปริจารกานํ สนฺตานํ วจนํ น กโรสิ โน

เอวนฺตํ อภิยาจาม ปุน กยิราสิ ปริยายนฺติ ฯ

ตตฺถ เอวํเจติ สเจ หํสราช เอวํ อญฺชลึ ปคฺคยฺห ยาจมานานํ อมฺหากํ อิมํ อญฺชลึ นาวพุชฺฌสิ ตว ปริจารกานํ สมานานํ วจนํ น กโรสิ อถ นํ เอวํ ยาจาม ฯ ปุน กยิราสิ ปริยายนฺติ กาลานุกาลํ อิธาคมนาย วารํ กเรยฺยาสีติ อตฺโถ ฯ

ตโต โพธิสตฺโต อาห

เอวํ เจ โน วิหรตํ อนฺตราโย น เหสฺสติ

ตุยฺหํ วาปิ มหาราช มยฺหํ วา รฏฺฐวฑฺฒน

อปฺเปวนาม ปสฺเสม อโหรตฺตานมจฺจเยติ ฯ

ตตฺถ เอวํ เจ โนติ มหาราช มา จินฺตยิตฺถ สเจ อมฺหากํเยว วิหรนฺตานํ ชีวิตนฺตราโย น ภวิสฺสติ อปฺเปวนาม อุโภปิ อญฺญมญฺญํ ปสฺสิสฺสาม อปิจ ตฺวํ มยา ทินฺนํ โอวาทเมว มม ฐาเน ฐเปตฺวา เอวํ อิตรชีวิเต โลกสนฺนิวาเส อปฺปมตฺโต หุตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรนฺโต ทสราชธมฺเม อโกเปตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรหิ เอวํ หิ เม โอวาทํ กโรนฺโต มํ ปสฺสิสฺสสิเยวาติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต ราชานํ โอวทิตฺวา จิตฺตกูฏเมว คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺเตนาปิ มยา อายุสํขารานํ ทุพฺพลภาวํ ทสฺเสตฺวา ธมฺโม เทสิโตเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ กนิฏฺโฐ โมคฺคลฺลาโน มชฺฌิโม สารีปุตฺโต เสสหํสคณา พุทฺธปริสา ชวนหํโส ปน อหเมวาติ ฯ

ชวนหํสชาตกํ ตติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๗๕. ผันทนชาดกชาดกถัดไป๔๗๗. จุลลนารทกัสสปชาดก