จุลลนารทกัสสปชาดก
ว่าด้วยพิษเหวเปือกตมและอสรพิษ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๖๔ · บรรทัด ๖๘๘๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการประเล้าประโลมของสาวเทื้อ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า น เต กฏฺานิ ภินฺนานิ ดังนี้.
เล่ากันมาว่า ธิดาของสกุลชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง มีอายุประมาณ๑๕-๑๖ ปี เป็นหญิงมีรูปเลอโฉม แต่ไม่มีใครสู่ขอนาง. ลำดับนั้น มารดาของนางคิดว่า ธิดาของเราเป็นสาวแล้ว แต่ไม่มีใครสู่ขอนางเลย เราต้องใช้นางล่อประเล้าประโลมภิกษุของพระศากยะรูปหนึ่ง เหมือนล่อปลาด้วยเหยื่อให้สึกเสียจนได้ แล้วจักอาศัยเธอเลี้ยงชีพ. ครั้งนั้น กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง บวชถวายชีวิตในพระศาสนา ตั้งแต่กาลที่อุปสมบทแล้ว ก็ละทิ้งสิกขาบท เกียจคร้าน มัวแต่ประดับสรีระอยู่. มหาอุบาสิกาจัดแจงยาคูและข้าว ขาทนียโภชนียะไว้ในเรือน ยืนที่ประตูเรือนใคร่ครวญบรรดาภิกษุที่พากันเดินไปในระหว่างถนนสักรูปหนึ่ง ซึ่งมีท่าทางที่นางสามารถจะเกี้ยวได้ด้วยรสตัณหา เมื่อขบวนพระผู้ทรงพระไตรปิEก ผู้ทรงพระอภิธรรม ผู้ทรงพระวินัย พากันเดินไปกับบริวารเป็นอันมาก ก็ยังไม่เห็นรูปไร ๆ ในกลุ่มที่พอจะเกาะไว้ได้ ในกลุ่มแห่งพระธรรมกถึกผู้กล่าวธรรมไพเราะก็ดี ในกลุ่มแห่งพระผู้สมาทานปิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เช่นกับวลาหกอันกระจายฝอยก็ดีผู้เดินไปภายหลังแห่งภิกษุกลุ่มนั้น ก็คงยังไม่เห็นสักรูปหนึ่งเลย ครั้นเห็นภิกษุรูปหนึ่งหยอดยาตาจนถึงขอบตา นุ่งอันตรวาสกทำด้วยผ้าทุกูลพัสตร์ห่มจีวรเนื้อเกลี้ยงเป็นมันระยับ ประคองบาตรสีเหมือนแก้วมณี กั้นร่มอันชวนใจให้ยินดี ปล่อยอินทรีย์ร่างกายล่ำสันอันใหญ่โตกำลังเดินมา คิดว่าเราอาจเกี้ยวภิกษุนี้ได้ จึงเดินไปไหว้รับบาตร กล่าวว่า นิมนต์มาเถิดเจ้าข้าพามาเรือนให้นั่งแล้วเลี้ยงดูด้วยข้าวยาคูเป็นต้น กล่าวกะภิกษุนั้น ผู้ฉันเสร็จว่าข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ตั้งแต่บัดนี้ไป พระคุณเจ้าพึงมาที่นี้เท่านั้นนะเจ้าคะตั้งแต่นั้น ภิกษุนั้นก็ไปบ้านนั้นเป็นประจำ ต่อมาได้คุ้นเคยกัน.
อยู่มาวันหนึ่ง มหาอุบาสิกายืนอยู่ในระยะพอที่เธอจะได้ยิน กล่าวว่าในเรือนนี้มีเครื่องอุปโภคบริโภคพอประมาณ แต่ลูกชายหรือลูกเขยอย่างนั้น ที่สามารถจะตรวจตราเหย้าเรือนไม่มีเลย เธอฟังคำของนาง คิดว่า นางพูดเพื่อประโยชน์อะไรเล่านะ ได้เป็นเหมือนถูกเจาะที่หัวใจเข้าไปหน่อย. นางกล่าวกะธิดาว่าเจ้าจงยั่วยวนภิกษุนี้ให้เป็นไปในอำนาจของเจ้าให้ได้เถิด. ตั้งแต่นั้นมานางก็ประดับกายพริ้วเพรา ยั่วยวนเธอด้วยกะบิดกระบวนสตรีต่างๆ. ก็ที่เรียกนางสาวเทื้อนั้น ไม่พึงเห็นว่า มีร่างกายอ้วน จะอ้วนหรือผอมก็ตาม คงเรียกว่าสาวเทื้อได้ เพราะหนาไปด้วยราคะประกอบด้วยกามคุณ ๕ ประการ. ก็แลเธอยังหนุ่ม ยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส คิดว่า บัดนี้เราคงไม่อาจดำรงอยู่ในพระพุทธศาสนาได้ กล่าวว่า ฉันต้องไปวิหาร มอบบาตรและจีวรแล้ว จักไปที่ตรงโน้น เธอจงส่งผ้าของฉันไปที่นั้น แล้วไปสู่วิหารมอบบาตรจีวรกราบเรียนพระอาจารย์อุปัชฌาย์ว่า ผมจะสึกละครับ. ท่านเหล่านั้นพาเธอไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้จะสึกพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอจะสึกจริงหรือ เมื่อกราบทูลให้ทรงทราบว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า เหตุอะไรให้เธอสึก เมื่อเธอกราบทูลให้ทรงทราบว่า นางสาวเทื้อ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในครั้งก่อนนางคนนี้ ก็เคยกระทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ ก่อความเสื่อมเสียอย่างมหันต์แก่เธอผู้อยู่ในป่า เธอยังจะอาศัยนางนี้คนเดียวกันสึกเสียอีก เพราะเหตุไรเล่าพวกภิกษุพากันกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีสมบัติมากในแคว้นกาสี เรียนศิลปะสำเร็จตั้งหลักฐาน. ลำดับนั้น ภรรยาของท่านคลอดบุตรคนหนึ่ง ได้ถึงแก่กรรมไป. ท่านได้คิดว่า ความตายมีได้แก่ภรรยาที่รักของเรา ฉันใด ความตายจักต้องมาถึงเราฉันนั้น เราจะต้องการอะไรด้วยฆราวาส บวชเถอะน่ะ ละกามทั้งหลาย พาลูกชายเข้าสู่หิมพานต์ บวชเป็นฤาษีกับลูกชายนั้น ยังฌานอภิญญาให้เกิด ได้มีเผือกมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในราวป่า. ครั้งนั้น พวกโจรชาวปัจจันตคาม เข้าสู่ชนบทปล้นบ้าน จับคนเป็นเชลย ให้ขนข้าวของเดินทางไปสู่ชายแดน. ในกลุ่มเชลยนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งงาม ประกอบด้วยปรีชาในเชิงล่อลวง. นางคิดว่า โจรเหล่านั้นจับพวกเราไป คงจักใช้สอยอย่างใช้ทาส เราต้องหาอุบายอันหนึ่งหนีไปเสียให้ได้. นางจึงกล่าวว่า นายเจ้าข้าดิฉันประสงค์จะกระทำสรีรกิจ โปรดหยุดรอสักหน่อยเถิดเจ้าคะ แล้วลวงพวกโจรหนีไป เมื่อท่องเที่ยวไปในป่า บรรลุถึงอาศรมในเวลาเช้า ตอนที่พระโพธิสัตว์ให้ลูกชายเฝ้าอาศรมแล้วไปหาผลาผล จึงยั่วยวนดาบสเด็กนั้นด้วยการยินดีในกาม ทำลายศีลเขาเสีย ให้ตกอยู่ในอำนาจตนแล้ว กล่าวว่า เธอจะมาอยู่ในป่าทำอะไร มาเถิดนะ เราพากันไปสู่บ้าน เพราะในถิ่นบ้านนั้น กามคุณมีรูปเป็นต้นหาได้ง่าย. ฝ่ายเขาก็รับคำว่าดี แล้วกล่าวว่า พ่อของฉันไปหาผลาผลมาจากป่า เราทั้งสองพบท่านแล้ว ค่อยไปพร้อมกันเลย. นางคิดว่าดาบสนี้เป็นเด็กรุ่น ไม่รู้จักอะไร แต่บิดาของเขาคงบวชเมื่อแก่ เขามาแล้วคงโบยตีเราว่า มึงทำอะไรที่นี้ จักตีเราฉุดไปโยนทิ้งเสียในป่าก็ได้ เมื่อเขายังไม่มานั่นแหละ เราต้องหนีไปเสีย. ครั้งนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า ฉันจะไปล่วงหน้า เธอพึงไปภายหลังนะ แล้วบอกที่หมายในหนทาง หลบไป. ตั้งแต่กาลที่นางไปแล้ว เขาเกิดโทมนัส ไม่กระทำวัตรอะไรๆ เหมือนแต่ก่อน คลุมศีรษะซบเซาอยู่ภายในบรรณศาลา. พระมหาสัตว์นำผลาผลมาเห็นรอยเท้าของนาง คิดอยู่ว่า นี้เป็นรอยเท้าของมาตุคาม ศีลของลูกชายเราคงถูกทำลายแล้วเป็นแน่ พลางเข้าสู่บรรณศาลา วางผลาผลลงเรียบร้อย เมื่อจะถามลูกชายจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
ฟืนเจ้าก็มิได้หัก น้ำเจ้าก็มิได้ตักมา แม้กองไฟ เจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกโพลง เหตุไรหนอ เจ้าจึงเหมือน คนโง่เขลา นอนซบเซาอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิปิ เต น หาสิโต ความว่า ทั้งกองไฟเจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกสว่าง. บทว่า มนฺโทว ความว่า เจ้าเป็นคนไม่มีปัญญา ซบเซาเหมือนคนโง่.
เขาได้ยินคำของบิดาแล้ว ลุกขึ้นกราบบิดา เมื่อจะเรียนให้ทราบเพื่อจะไปสู่ที่อยู่ของมนุษย์ จากที่อยู่ในป่า ด้วยความเคารพ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ ผมอดทนอยู่ในป่าไม่ได้ ผมจะขอลาคุณพ่อไป การอยู่ในป่าลำบาก ผมปรารถนา จะไปสู่บ้านเมือง. ข้าแต่คุณพ่อผู้เป็นดุจพรหม ผู้ออกจากป่านี้ไป อยู่ ณ ชนบทใด ๆ จะพึงศึกษาขนบธรรมเนียมที่ชาว ชนบทเขาประพฤติฉันอย่างไร ขอคุณพ่อจงพร่ำสอน ขนบธรรมเนียมนั้นแก่ผมด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺสปามนฺตยานิ ตํ ความว่า ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ ผมขอบอกกะคุณพ่อ. บทว่า คนฺตเว แปลว่า เพื่อจะไป. บทว่า อาจารํ ความว่า ผมอยู่ในชนบทใด เมื่ออยู่ในชนบทนั้น ต้องศึกษาต้องทราบ ข้อที่ต้องประพฤติ คือ แบบธรรมเนียมของชนบทอย่างใด โปรดสั่งสอน โปรดตักเตือนธรรมนั้นเถิด.
พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดีละพ่อ ฉันแสดงจารีตของประเทศแก่เจ้าแล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ถ้าเจ้าละป่า เหง้ามันและผลไม้ในป่า พึงพอใจอยู่ ในบ้านเมือง เจ้าจงสำเหนียกจารีตของชนบทนั้นของ เราไว้. เจ้าจงอย่าเสพของมีพิษ จงเว้นเหวโดยเด็ดขาด อย่าจมอยู่ในเปือกตม ในที่ใกล้อสรพิษ จงเตรียมตัว ให้พร้อม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ความว่า ถ้าเจ้าชอบใจอยู่ในแว่นแคว้น เจ้าจงสำเหนียกธรรมคือจารีตของชนบท. บทว่า ยตฺโต อาสีวิเสความว่า เจ้าพึงประพฤติสำรวม เตรียมพร้อมเที่ยวไปใกล้อสรพิษ เมื่ออาจก็พึงเว้นอสรพิษเสียให้ห่างไกล.
ดาบสกุมารเมื่อไม่รู้เนื้อความของคำที่บิดากล่าวไว้โดยย่อ จึงถามว่า
ผมขอถาม คุณพ่อกล่าวอะไรว่าเป็นพิษ เป็นเหว เป็นเปือกตม เป็นอสรพิษ ของพรหมจรรย์ ผมถาม แล้ว คุณพ่อโปรดบอกความข้อนั้นแก่ผมเถิด. ฝ่ายดาบสโพธิสัตว์ ได้พยากรณ์แก่บุตรว่า ดูก่อนนารทะ น้ำดองในโลกเขาเรียกว่า สุรา สุรานั้น ทำใจให้ฮึกเหิม มีกลิ่นหอม ทำให้พูดมาก มีรสหวาน แหลมปานน้ำผึ้ง พระอริยะทั้งหลายกล่าว สุรานั้น ว่าเป็นพิษของพรหมจรรย์. ดูก่อนนารทะ หญิงทั้งหลายในโลก ย่อมย่ำยี บุรุษผู้ประมาทแล้ว หญิงเหล่านั้น ย่อมจูงจิตของ บุรุษไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นจากต้นไป ฉะนั้น นี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเหวของพรหมจรรย์. ดูก่อนนารทะ ลาภ สรรเสริญ สักการะ และ การบูชาในตระกูลอื่น นี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเปือกตม ของพรหมจรรย์. ดูก่อนนารทะ พระราชาเป็นใหญ่ครอบครอง แผ่นดินนี้ เจ้าอย่าเข้าไปใกล้พระราชาผู้เป็นใหญ่ เป็น จอมแห่งมนุษย์เช่นนั้น. ดูก่อนนารทะ เจ้าอย่าเที่ยวไปใกล้บาทมูลแห่ง พระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอิสระ และเป็นอธิบดีเหล่านั้น พระราชานั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นอสรพิษของพรหมจรรย์. บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร พึงเข้าไป ใกล้เรือนใด พึงรู้กุศล คืออโคจร ๕ ที่ควรเว้นในสกุล นั้นแล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น บุคคล เข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะหรือโภชนะแล้วพึงรู้จัก ประมาณบริโภคแต่พอควรและไม่พึงใส่ใจในรูปหญิง. เจ้าจงเว้นให้ห่างไกลซึ่งการตั้งคอกโค ร้านขาย สุรา คนเกเร ที่ประชุมและขุมทรัพย์ทั้งหลาย เหมือน บุคคลผู้ไปด้วยยาน เว้นหนทางอันไม่ราบเรียบฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสโว ได้แก่ยาพิษอันเป็นเช่นกับน้ำดองดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ตทาหุ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสุรานั้นกล่าวคือน้ำดองว่าเป็นพิษแห่งพรหมจรรย์. บทว่า ปมตฺตํ ได้แก่ ผู้มีสติหลงลืม. บทว่า ตูลภฏฺํว ความว่า เปรียบดังปุยนุ่นที่ถูกลมพัดจากต้นร่วงลงมา. บทว่า อกฺขาโต แปลว่า อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นตรัสแล้ว. บทว่าสิโลโก ได้แก่ เกียรติคุณ. บทว่า สกฺกาโร ได้แก่ กรรมมีอัญชลีกรรมเป็นต้น. บทว่า ปูชา ได้แก่ การบูชาด้วยสักการะมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ปงฺโก ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวเปือกตมเพราะอรรถว่า ทำให้จมลง. บทว่า มหนฺเต แปลว่า ถึงความเป็นผู้มีอานุภาพมาก. บทว่า น เตสํ ปาทโต จเร ความว่า ไม่พึงเที่ยวไปใกล้พระบาทของพระราชาเหล่านั้น คือไม่พึงเข้าถึงราชสกุล. จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายทรงกริ้วแล้ว ย่อมให้ถึงความวอดวายโดยครู่เดียวเท่านั้น เหมือนอสรพิษฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความด้วยอำนาจโทษดังกล่าวแล้วในการเข้าไปภายในพระราชวัง. บทว่า ภตฺตตฺโถ ความว่า เป็นผู้มีความต้องการด้วยภัต. บทว่า ยนฺเตตฺถ กุสลํ ความว่า ในบรรดาเรือนที่เจ้าพึงเข้าไปเรือนใดเป็นกุศล คือ ไม่มีโทษ เจ้าพึงรู้เรือนที่เว้นจากอโคจร ๕ ประการพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น. บทว่า น จ รูเป มนํ กเร ความว่าเจ้าพึงเป็นผู้รู้จักประมาณในตระกูล แม้เมื่อบริโภคเล่าก็อย่าไว้วางใจในรูปสตรีในตระกูลนั้น อย่าลืมตายึดเอานิมิตในรูปหญิง. บาลีในคัมภีร์ทั้งหลายว่า คุฏฺํ มชฺชํ กิราสญฺจ ดังนี้ แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าว โคฏฺํ มชฺชํ กิราสญฺจ แล้วกล่าวว่า บทว่า โคฏฺํ ได้แก่ ที่โคทั้งหลายพักอยู่. บทว่า มชฺชํ ได้แก่ โรงสุรา. บทว่า กิราสํ ได้แก่ คนผู้เป็นนักเลง และคนเกเร. บทว่า สภาธิกรณานิ จ ได้แก่ ที่ประชุม ที่ขุมทรัพย์ แห่งเงินและทอง. บทว่า อารกา ความว่าเจ้าพึงเว้นสิ่งทั้งหมดนั้นเสียให้ห่างไกล. บทว่า ยานีวความว่าเหมือนบุคคลมียานอันเต็มด้วยเนยใสและน้ำมันไปสู่หนทางอันราบเรียบฉะนั้น.
เมื่อบิดากำลังกล่าวสอนอยู่นั้นเอง มาณพกลับได้สติกล่าวว่า ข้าแต่พ่อข้าพเจ้าไม่ควรไปแดนมนุษย์ ลำดับนั้น บิดาได้สอนวิธีเจริญเมตตาเป็นต้นแก่ดาบสกุมาร ๆ ตั้งอยู่ในโอวาทของบิดา ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิด โดยไม่นานนัก สองดาบสพ่อลูก มิได้เสื่อมจากฌาน ได้บังเกิดในพรหมโลก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นางกุมาริกา นี้ ได้มาเป็นนางสาวเทื้อนี้ ดาบสกุมารได้เป็นภิกษุผู้กระสัน ส่วนดาบสบิดา คือเราตถาคตนั่นเองแล.
จบอรรถกถาจุลลนารทกัสสปชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๔๗–๒๕๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เตรสนิบาตชาดก ๔๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
4 Cullanāradakassapajātakaṃ.
Na te kaṭṭhāni bhinnānīti idaṃ satthā jetavane viharanto thūlakumārikapalobhanaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthivāsino kirekassa kulassa paṇṇarasasoḷasavassuddesikā dhītā ahosi sobhaggappattā. Na ca naṃ koci vāresi. Athassā mātā cintesi mama dhītā vayappattā na ca naṃ koci vāresi āmisena macchaṃ viya etāya ekaṃ sākiyabhikakhuṃ palobhetvā uppabbājetvā taṃ nissāya jīvissāmīti. Tadā sāvatthivāsī eko kulaputto sāsane uraṃ datvā pabbajitvā upasampannakālato paṭṭhāya sikkhāpadaṃ pahāya ālasiyo sarīramaṇḍanamanuyutto vihāsi. Mahāupāsikā gehe yāgukhādanīyabhojanīyāni sampādetvā dvāre ṭhitā antaravithiyā gacchantesu ekaṃ bhikkhuṃ rasataṇhāya bandhitvā gahetuṃ sakkuṇeyyarūpaṃ upadhārentī tepiṭakaabhidhammikavinayadharānaṃ mahantena parivārena gacchantānaṃ antare kañci gayhupagaṃ adisvā tesaṃ pacchato gacchantānaṃ madhuradhammakathikānaṃpi chinnavalāhakasadisānaṃ piṇḍapātikānaṃpi antare kañci adisvāva ekaṃ yāva bahiaṅgapaccaṅgā akkhīni añjetvā dukulantaravāsakaṃ nivāsetvā ghaṭitamaṭṭhaṃ cīvaraṃ pārupitvā maṇivaṇṇapattaṃ ādāya manoramaṃ chattaṃ dhārayamānaṃ visaṭṭhindriyaṃ kāyadaḷhabahulaṃ āgacchantaṃ disvā imaṃ sakkā gaṇhitunti gantvā vanditvā pattaṃ gahetvā etha bhanteti gharaṃ ānetvā nisīdāpetvā yāguādīni parivīsitvā katabhattakiccaṃ taṃ bhikkhuṃ bhante ito paṭṭhāya idheva Āgaccheyyāthāti āha. Sopi tato paṭṭhāya tattheva gantvā aparabhāge vissāsiko ahosi. Athekadivasaṃ mahāupāsikā tassa savanapathe ṭhatvā imasmiṃ gehe upabhogaparibhogamattā atthi tathārūpo pana me putto vā jāmātaro vā gehaṃ vicāretuṃ samattho natthīti āha. So tassā vacanaṃ sutvā kimatthaṃ nukho kathetīti thokaṃ hadaye viddho viya ahosi. Sā dhītaraṃ āha imaṃ palobhetvā tava vase vattāpehīti āha. Sā tato paṭṭhāya maṇḍitapasādhitā itthīkūṭavilāsehi taṃ palobhesi. Thūlakumārikāti na ca thūlasarīrāti daṭṭhabbā thūlā vā hotu kīsā vā pañcakāmaguṇikarāgena pana thūlatāya thūlakumārikāti vuccati. So hi daharo kilesavasiko hutvā nadānāhaṃ buddhasāsane patiṭṭhātuṃ sakkhissāmīti cintetvā vihāraṃ gantvā pattacīvaraṃ niyyādetvā asukaṭṭhānaṃ nāma gamissāmi tatra me vatthāni pesethāti vatvā vihāraṃ gantvā pattacīvaraṃ niyyādetvā ukkaṇṭhitosmīti ācariyupajjhāye āha. Te taṃ ādāya satthu santikaṃ netvā bhante ayaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitoti ārocesuṃ. Satthā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitosīti pucchitvā saccaṃ bhanteti vutte kenukkaṇṭhāpitosīti vatvā thūlakumārikāya bhanteti vutte bhikkhu pubbepesā tava araññe vasantassa brahmacariyassantarāyaṃ katvā mahantaṃ anatthamakāsi puna tvaṃ etameva nissāya kasmā ukkaṇṭhitosīti vatvā bhikkhūhi yācito atītaṃ āhari atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto Kāsikaraṭṭhe mahābhoge brāhmaṇakule nibbattitvā uggahitasippo kuṭumbaṃ saṇṭhapesi. Athassa bhariyā ekaputtaṃ vijāyitvā kālamakāsi. So yatheva me piyabhariyāya maraṇaṃ hoti evaṃ mayipi maraṇaṃ āgamissati kiṃ me gharāvāsena pabbajissāmīti cintetvā kāme pahāya puttaṃ ādāya himavantaṃ pavisitvā tena saddhiṃ isipabbajjaṃ pabbajitvā jhānābhiññā nibbattetvā vanamūlaphalāhāro araññe vihāsi. Tadā paccantagāmavāsino corā janapadaṃ pavisitvā gāmaṃ paharitvā karamare gahetvā bhaṇḍikaṃ ukkhipāpetvā paccantaṃ pāyiṃsu. Tesaṃ antare ekā abhirūpā kumārikā kerāṭikapaññāya samannāgatā. Sā cintesi ime amhe gahetvā dāsibhogena paribhuñjissanti ekena upāyena palāyituṃ vaṭṭatīti. Sā sāmi sarīrakiccaṃ kātukāmamhi thokaṃ paṭikkamitvā tiṭṭhathāti vatvā core vañcetvā palāyi araññe vicarantī bodhisattassa puttaṃ assame katvā phalāphalatthāya gatakāle pubbaṇhasamaye assamaṃ pāpuṇitvā taṃ tāpasakumāraṃ kāmaratiyā palobhetvā sīlamassa bhinditvā attano vase vattetvā kinte araññavāsena ehi gāmaṃ gacchāma tatra hi rūpādayo kāmaguṇā sulabhāti āha. Sopi sādhūti sampaṭicchitvā pitā me araññato phalāphalaṃ āharituṃ gato taṃ disvā ubhopi ekatova gamissāmāti āha. Sā cintesi ayaṃ taruṇadārako na kiñci jānāti pitarā panassa mahallakakāle pabbajitena bhavitabbaṃ so āgantvā idha kiṃ karosīti maṃ pothetvā pāde Gahetvā kaḍḍhitvā araññe khipissati tasmiṃ anāgateyeva palāyissāmīti. Atha naṃ ahaṃ purato gacchāmi tvaṃ pacchā gaccheyyāsīti vatvā maggasaññaṃ ācikkhitvā pakkāmi. So tassā gatakālato paṭṭhāya uppannadomanasso yathā pure kiñci vattaṃ akatvā sīsaṃ pārupitvā antopaṇṇasālāyaṃ pajjhāyanto nipajji. Mahāsatto phalāphalaṃ ādāya āgantvā tassā padavalañjaṃ disvā ayaṃ mātugāmassa padavalañjo jāto puttassa me sīlaṃ bhinnaṃ bhavissatīti cintento paṇṇasālaṃ pavisitvā phalāphalaṃ otāretvā puttaṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
na te kaṭṭhāni bhinnāni na te udakamābhataṃ
aggipi te na hāsito kinnu mandova jhāyasīti.
Tattha aggipi te na hāsitoti aggipi tayā na jalito. Mandovāti nippañño andhabālo viya ahosi.
So pitu kathaṃ sutvā uṭṭhāya pitaraṃ vanditvā gāraveneva araññavāsā manussavāsaṃ gamanatthāya pavedento gāthādvayamāha
na ussahe vane vatthuṃ kassapāmantayāmi taṃ
dukkho vāso araññasmiṃ raṭṭhaṃ icchāmi gantave.
Yathā ahaṃ ito gantvā yasmiṃ janapade vasaṃ
ācāraṃ brahme sikkheyyaṃ taṃ dhammaṃ anusāsa manti.
Tattha kassapāmantayāmi tanti kassapa āmantayāmi taṃ. Gantaveti gantuṃ. Ācāranti yasmiṃ janapade vasāmi tattha vasanto Yathā ācāraṃ janapadacārittaṃ sikkheyyaṃ jāneyyaṃ taṃ dhammaṃ anusāsa ovadāhīti vadati.
Mahāsatto sādhu tāta desacārittaṃ te kathessāmīti vatvā gāthādvayamāha
sace araññaṃ hitvāna vanamūlaphalāni ca
raṭṭhe rocayase vāsaṃ taṃ dhammaṃ nisāmehi me.
Visaṃ mā paṭisevittha papātaṃ parivajjaya
paṅke ca mā visīdittho yatto āsīvise carāti.
Tattha dhammanti sace raṭṭhavāsaṃ rocayasi tenahi tvaṃ janapadacārittaṃ dhammaṃ nisāmehi. Yatto āsīviseti āsīvisassa santike yattapaṭiyatto careyyāsi sakkonto āsīvisaṃ parivajjeyyāsīti attho.
Tāpasakumāro saṅkhittena bhāsitassa atthaṃ ajānanto pucchi
kiṃnu visaṃ papāto vā paṅko vā brahmacārinaṃ
kaṃ tvaṃ āsīvisaṃ brūhi taṃ me akkhāhi pucchitoti.
Itaropissa byākāsi
āsavo tāta lokasmiṃ surā nāma pavuccati
manuññā surabhī vaggū madhukhuddarasūpamā
visaṃ tadāhu ariyā brahmacariyassa nārada.
Itthiyo tāta lokasmiṃ pamattaṃ pamathenti tā
haranti yuvino cittaṃ tūlabhaṭṭhaṃva māluto
papāto esa akkhāto brahmacariyassa nārada.
Lābho siloko sakkāro pūjā parakulesu ca
paṅko esova akkhāto brahmacariyassa nārada.
Mahantā tāta rājāno āvasanti mahiṃ imaṃ
mā tādise manussinde mahante tāta nārada.
Issarānaṃ adhipatīnaṃ na tesaṃ pādato care
āsīviso so akkhāto brahmacariyassa nārada.
Bhattattho bhattakāle yaṃ yaṃ gehaṃ upasaṅkame
yantettha kusalaṃ jaññā tattha ghāsesanaṃ care.
Pavisitvā parakule pānassa bhojanāya vā
mitaṃ khāde mitaṃ bhuñje na ca rūpe manaṃ kare.
Guṭṭhaṃ majjaṃ kirāsañca sabhādhikaraṇāni ca
ārakā parivajjehi yānīva visamaṃ pathanti.
Tattha āsavoti pupphāsavādivisaṃ. Tadāhūti taṃ āsavasaṅkhātaṃ suraṃ ariyā brahmacariyassa visanti vadanti. Pamattanti muṭṭhassatiṃ. Tūlabhaṭṭhaṃ vāti rukkhato bhassetvā patitatūlaṃ viya. Akkhātoti buddhādīhi kathito. Silokoti kittivaṇṇo. Sakkāroti añjalīkammādi. Pūjāti gandhamālādīhi pūjā. Paṅkoti osīdāpanaṭṭhena paṅkoti akkhāto. Mahanteti mahantabhāvappatte. Na tesaṃ pādato careti tesaṃ santike na care rājakulupako na siyāti attho. Rājāno hi āsīviso viya muhutteneva kujjhitvā anayabyasanaṃ pāpenti. Apica antepurappavesane vuttādīnavavasena attho veditabbo. Bhattatthoti bhattena atthiko hutvā. Yantettha kusalanti yante upasaṅkamitabbagehesu kusalaṃ anavajjaṃ pañcāgocararahitaṃ jāneyyāsi tattha ghāsesanaṃ careyyāsīti attho. Na ca rūpe manaṃ kareti kule mattaññū hutvā bhojanaṃ bhuñjantopi tattha itthīrūpe manaṃ mā kareyyāsi mā cakkhuṃ ummiletvā itthīrūpe nimittaṃ gaṇheyyāsīti vadati. Guṭṭhaṃ majjaṃ kirāsañcāti ayaṃ poṭṭhakesu pāṭho aṭṭhakathāyaṃ pana goṭṭhaṃ majjaṃ kirāsañcāti vatvā goṭṭhanti gunnaṃ ṭhitaṭṭhānaṃ. Majjanti pānāgāraṃ. Kirāsanti dhuttakerāṭikajananti vuttaṃ. Sabhādhikaraṇāni cāti sabhāyo ca hiraññasuvaṇṇānañca nidhiṭṭhānaṃ. Ārakāti etāni sabbāni dūrato parivajjeyyāsīti. Yānīvāti sappitelayānena gacchanto visamaṃ maggaṃ viya.
Māṇavo pituno kathentasseva satiṃ paṭilabhitvā tāta alaṃ me manussapathenāti āha. Athassa pitā mettādibhāvanaṃ ācikkhi. Tassa ovāde ṭhatvā nacirasseva jhānābhiññā nibbattesi. Ubho pituputtā aparihīnajjhānā brahmaloke nibbattiṃsu.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā sā kumārikā ayaṃ thūlakumārikā ahosi tāpasakumāro ukkaṇṭhitabhikkhu pitā pana ahamevāti.
Cullanāradakassapajātakaṃ catutthaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗