ทูตชาดก
ว่าด้วยการบอกความทุกข์แก่ผู้ที่ควรบอก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๗๗ · บรรทัด ๖๙๑๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการสรรเสริญปัญญาของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ทูเต เต พฺรหฺเม ปาเหสึ ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันถึงถ้อยคำปรารภพระคุณของพระศาสดาในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูความเป็นผู้ฉลาดในอุบายของพระทศพลเถิด พระองค์แสดงนางอัปสรทั้งหลาย แก่นันทกุลบุตร แล้วประทานพระอรหัต ทรงประทานผ้าเก่าแก่พระจุลปันถกะ แล้วประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทรงประทานดอกปทุมแก่นายช่างทอง แล้วประทานพระอรหัต พระองค์ทรงแนะสัตว์ทั้งหลายด้วยอุบายต่าง ๆ อย่างนี้พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น ที่ตถาคตเป็นผู้ฉลาดในอุบายโดยรู้อุบายว่า นี้เป็นดังนี้ แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้ฉลาดในอุบายเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี ชนบทไม่มีเงินใช้ เพราะพระเจ้าพรหมทัตทรงบีบบังคับชาวชนบทขนเอาทรัพย์ไปหมด. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ณ กาสิกคาม ครั้นเจริญวัยแล้ว ได้ไปเมืองตักกศิลา กล่าวกะอาจารย์ว่าข้าพเจ้าจักเที่ยวขอเขาโดยธรรม แล้วจักนำเอาทรัพย์มาให้อาจารย์ภายหลังแล้วเริ่มเรียนศิลปศาสตร์ ครั้นเรียนสำเร็จสอบไล่ได้แล้ว จึงบอกอาจารย์ว่าข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมจักไปนำทรัพย์ค่าจ้างสอนมาให้ท่าน แล้วออกเที่ยวไปตามชนบทแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม ได้ทองคำเจ็ดลิ่ม จึงไปด้วยคิดว่าจักให้อาจารย์ ในระหว่างทางได้ลงสู่เรือเพื่อข้ามแม่น้ำคงคา เรือโคลงไปมาในแม่น้ำนั้น ทองคำของพระโพธิสัตว์ก็ตกน้ำ พระโพธิสัตว์คิดว่า เงินเป็นของหายาก เมื่อเราจะเที่ยวแสวงหาทรัพย์ค่าจ้างสอนตามชนบท ก็จักเนิ่นช้าอย่ากระนั้นเลย เราควรนั่งอดอาหาร อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี่แหละ พระราชาจักทรงทราบความที่เรานั่งอยู่โดยลำดับ ก็จักส่งพวกอำมาตย์มา เราจักไม่พูดจากับพวกอำมาตย์เหล่านั้น ลำดับนั้น พระราชาก็จักเสด็จมาเอง เราจักได้ทรัพย์ค่าจ้างสอนในสำนักของพระราชาด้วยอุบายนี้ คิดดังนี้แล้ว ห่มผ้าสาฎกเฉวียงบ่าเอายัญและสายสิญจน์วงไว้โดยรอบ นั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ประดุจรูปปฏิมาทองคำบนพื้นทราย ซึ่งมีสีดังแผ่นเงินฉะนั้น.
มหาชนเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอดอาหารอยู่ จึงถามว่า ท่านนั่งเพื่ออะไร. พระโพธิสัตว์มิได้กล่าวแก่ใคร ๆ วันรุ่งขึ้น ผู้ที่อยู่บ้านใกล้ประตูพระนครได้ฟังว่า พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ที่นั้น จึงพากันไปถาม. พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าวแม้แก่ชนเหล่านั้น. ชนเหล่านั้นเห็นความลำบากของพระโพธิสัตว์ ก็พากันคร่ำครวญหลีกไป. ในวันที่ ๓ ชาวพระนครพากันมา ในวันที่ ๔ อิสรชนพากันมาจากพระนคร ในวันที่ ๕ ราชบุรุษพากันมา ในวันที่ ๖ พระราชาทรงส่งพวกอำมาตย์มา พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าวแม้แก่ชนเหล่านั้น. ในวันที่๗ พระราชาทรงกลัวภัย จึงเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ เมื่อจะตรัสถามจึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราส่งทูตทั้งหลายมาเพื่อท่านผู้ เพ่งอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา ทูตเหล่านั้นถามท่าน ท่าน ก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุยฺหํ มตํ นุ เต ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ความทุกข์ซึ่งเกิดแก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ ท่านจึงไม่บอกแก่คนอื่น.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์จะบอกแก่ผู้ที่สามารถจะนำทุกข์ไปได้เท่านั้น ไม่บอกแก่ผู้อื่น แล้วกล่าวคาถา๗ คาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้เจริญ ถ้า ความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ใดไม่พึงเปลื้องทุกข์ จากพระองค์ได้ พระองค์อย่าได้ตรัสบอกความทุกข์ นั้นแก่ผู้นั้น. ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิดทุกข์ ได้ ส่วนเดียวโดยธรรม พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้โดยแท้. ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของ นกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่านั้น. อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือ ว่าเป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้น กลับกลายเป็นศัตรูไปได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก อย่างนี้. ผู้ใดถูกถามเนือง ๆ ถึงทุกข์ของตน ย่อมบอก ในกาลไม่ควร ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวงหาประโยชน์ แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย. บุคคลรู้กาลอันควร และรู้จักบัณฑิตผู้มีปัญญา มีใจร่วมกันแล้ว พึงบอกความทุกข์ทั้งหลายแก่บุคคล ผู้เช่นนั้น นักปราชญ์พึงบอกความทุกข์ร้อนแก่บุคคล อื่น พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์. อนึ่ง ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้ ก็พึงรู้ว่า ประเพณีของโลกนี้ จะมีเพื่อถึงความสุข สำหรับเราผู้เดียวไม่ได้ นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริและ โอตัปปะอันเป็นของจริง พึงอดกลั้นความทุกข์ร้อน ไว้ผู้เดียวเท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺเช ความว่า ถ้าความทุกข์พึงเกิดขึ้นแก่พระองค์. บทว่า มา อกฺขาหิ แปลว่า จงอย่าบอก. บทว่า ทุพฺพิชานครํ ความว่า ถ้อยคำของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่าถ้อยคำของสัตว์ดิรัจฉาน เพราะเหตุนั้น คือเพราะไม่รู้โดยถ่องแท้ ไม่พึงบอกทุกข์ของตนซึ่งไม่สามารถจะนำไปได้. บทว่า อปิ เจ ความว่า เพราะท่านกล่าวไว้ในคาถาแล้ว. บทว่า อนานุปุฏฺโ แปลว่า ถูกถามบ่อย ๆ. บทว่า ปเวทเยแปลว่า ย่อมกล่าว. บทว่า อกาลรูเป แปลว่า ในกาลอันไม่สมควร. บทว่า กาลํ ความว่า ตลอดกาลที่พูดถึงความลับของตน. บทว่า ตถาวิธสฺส ความว่า รู้จักบุรุษผู้เป็นบัณฑิต ว่าผู้ใดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตนแล้วพึงบอกแก่บุคคลเช่นนั้น. บทว่า ติปฺปานิ แปลว่า ทุกข์. บทว่า สเจความว่า ถ้าว่าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้ พึงรู้ว่าเป็นน่าที่ของตนในเมื่อเรี่ยวแรงแห่งชาติชายตนหรือของผู้อื่นมีอยู่. บทว่า นีติ ความว่าประเพณีโลกเป็นอย่างนี้ อธิบายว่า โลกธรรม ๘. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า ถ้าประเพณีของโลกนี้ จะมีเพื่อถึงความสุขสำหรับเราเท่านั้นไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าผู้จะพ้นไปจากโลกธรรมทั้ง ๘ ประการที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่มี เมื่อเป็นเช่นนี้นักปราชญ์ผู้ปรารถนาแต่ความสุข เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ ไม่พึงทำกรรมที่ชื่อว่ายกทุกข์ให้แก่ผู้อื่น และเราก็มีหิริและโอตตัปปะ เพราะเหตุนั้นนักปราชญ์เมื่อเพ่งหิริโอตตัปปะในตนซึ่งเป็นของมีจริง ไม่พึงบอกแก่บุคคลอื่นพึงนอนปรับทุกข์อยู่แต่ผู้เดียว.
พระมหาสัตว์ครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาด้วยคาถา ๗ คาถาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความที่ตนแสวงหาทรัพย์เพื่ออาจารย์ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า
ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระองค์ต้องการจะหา ทรัพย์ให้อาจารย์ จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้นนิคม และ ราชธานีทั้งหลาย. ขอกะคฤหบดี ราชบุรุษและพราหมณ์มหาศาล ได้ทองคำ ๗ ลิ่ม ทองคำ ๗ ลิ่มของพระองค์นั้นหาย เสียแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกมาก. ข้าแต่พระมหาราช บุรุษผู้เป็นทูตของพระองค์ เหล่านั้น ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า ไม่สามารถจะ ปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่บอกแก่บุรุษเหล่านั้น. ข้าแต่พระมหาราช ส่วนพระองค์ ข้าพระองค์ คิดรู้ด้วยใจว่า พระองค์สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูล ให้พระองค์ทรงทราบ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขมาโน ความว่า ขออยู่กะคฤหบดีเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า เต เม ความว่า เมื่อข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำคงคาทองของพระองค์ ๗ ลิ่มหายเสียแล้ว คือตกไปในแม่น้ำคงคา. บทว่า ปุริสา เตความว่า ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้เป็นทูตของพระองค์. บทว่า มนสานุวิจินฺติตา ความว่า ข้าพระองค์รู้ว่าคนเหล่านั้น ไม่สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์ให้พ้นจากทุกข์ได้. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่บอกทุกข์ของตนแก่เขาเหล่านั้น. บทว่า ปเวทยึ แปลว่า ได้แจ้งไว้แล้ว.
พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
พระราชาผู้บำรุงรัฐกาสีใหญ่ มีพระหฤทัยเลื่อม ใส ได้พระราชทานทองคำ ๑๔ แท่ง แก่พระโพธิสัตว์ นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตรูปมเย ความว่า ได้ทรงพระราชทานทองคำ ๑๔ แท่งแก่พระโพธิสัตว์นั้น.
พระมหาสัตว์ถวายโอวาทแก่พระราชาแล้ว ให้ทรัพย์แก่อาจารย์บำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้น แม้พระราชากดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วชนทั้งสองก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตเป็นผู้ฉลาดในอุบาย แม้ในกาลก่อนตถาคตก็เป็นผู้ฉลาดในอุบายเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์ อาจารย์ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนมาณพ คือเราตถาคตนั่นแล.
จบอรรถกถาทูตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๕๗–๒๖๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เตรสนิบาตชาดก ๔๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ ทูตชาตกํ ฯ
ทูเต เต พฺรหฺเม ปาเหสินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อตฺตโน ปญฺญาปสํสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ธมฺมสภายํ ภิกฺขู สตฺถุ คุณกถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ปสฺสถาวุโส ทสพลสฺส อุปายโกสลฺลํ นนฺทสฺส กุลปุตฺตสฺส อจฺฉราโย ทสฺเสตฺวา อรหตฺตํ อทาสิ จุลฺลปนฺถกสฺส ปิโลติกํ ทตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ อทาสิ กมฺมารปุตฺตสฺส ปทุมํ ทตฺวา อรหตฺตํ อทาสิ เอวํ นานาอุปาเยหิ สตฺเต วิเนตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ตถาคโต อิทํ โหตีติ อุปายชานเนน อุปายกุสโล ปุพฺเพปิ อุปายกุสโลเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ชนปโท อหิรญฺโญ อโหสิ ฯ โส หิ ชนปทํ ปีเฬตฺวา ธนเมว สงฺกฑฺฒิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต กาสิกคาเม พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา ปจฺฉา ธมฺเมน ภิกฺขํ จริตฺวา อาจริยสฺส ธนํ อาหริสฺสามีติ วตฺวา สิปฺปํ ปฏฺฐเปตฺวา นิฏฺฐิตสิปฺโป อนุโยคํ ทตฺวา อาจริย ตุมฺหากํ อาจริยธนํ อาหริสฺสามีติ อาปุจฺฉิตฺวา นิกฺขมฺม ชนปเท จรนฺโต ธมฺเมน สเมน ปริเยสิตฺวา สตฺต นิกฺเข ลภิตฺวา อาจริยสฺส ทสฺสามีติ คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค คงฺคํ ตริตุํ นาวํ อภิรูหิ ฯ ตสฺส ตตฺถ นาวาย ปริวตฺตมานาย ตํ สุวณฺณํ อุทเก ปติ ฯ โส จินฺเตสิ ทุลฺลภํ หิรญฺญํ ชนปเท ปุน อาจริยธเน ปริเยสิยมาเน ปปญฺโจ ภวิสฺสติ ยนฺนูนาหํ คงฺคาตีเรเยว นีราหาโร นิสีเทยฺยํ ตสฺส เม นิสินฺนภาวํ อนุปุพฺเพน ราชา ชานิสฺสติ ตโต อมจฺเจ เปเสสฺสติ อหํ เตหิ สทฺธึ น มนฺเตสฺสามิ ตโต ราชา สยํ อาคมิสฺสติ อิมินา อุปาเยน ตสฺส สนฺติเก อาจริยธนํ ลภิสฺสามีติ ฯ โส คงฺคาตีเร อุตฺตริสาฏกํ ปารุปิตฺวา ยญฺญสุตฺตํ พหิ ฐเปตฺวา รชฏปฏวณฺเณ วาลุกาตเล สุวณฺณปฏิมา วิย นิสีทิ ฯ ตํ นีราหารํ นิสินฺนํ ทิสฺวา มหาชโน กสฺมา นิสินฺโนสีติ ปุจฺฉติ ฯ กสฺสจิ น กเถสิ ฯ ปุนทิวเส ทฺวารคามวาสิโน ตสฺส ตตฺถ นิสินฺนภาวํ สุตฺวา อาคนฺตฺวา ปุจฺฉึสุ ฯ เตสํปิ น กเถสิ ฯ เต ตสฺส กิลมถํ ทิสฺวา ปริเทวนฺตา ปกฺกมึสุ ฯ ตติยทิวเส นครวาสิโน อาคมึสุ จตุตฺถทิวเส นครโต อิสฺสรชนา ปญฺจมีทิวเส ราชปุริสา ฯ ฉฏฺฐทิวเส ราชา อมจฺเจ เปเสสิ ฯ เตหิปิ สทฺธึ น กเถสิ ฯ สตฺตเม ทิวเส ราชา ภยปฺปตฺโต หุตฺวา ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
ทูเต เต พฺรหฺเม ปาเหสึ คงฺคาตีรสฺมิ ฌายโต
เตสํ ปุฏฺโฐ น พฺยากาสิ ทุกฺขํ ตุยฺหํ มตํ นุ เตติ ฯ
ตตฺถ ตุยฺหํ มตํ นุ เตติ กึ นุโข พฺราหฺมณ ยํ ตว ทุกฺขํ อุปฺปนฺนํ ตํ ตุยฺหเมว มตํ น อญฺญสฺส อาจิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต มหาราช ทุกฺขํ นาม หริตุํ สมตฺถสฺเสวาจิกฺขิ- ตพฺพํ น อญฺญสฺสาติ วตฺวา สตฺต คาถา อภาสิ
สเจ เต ทุกฺขํ อุปฺปชฺเช กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒน
มา โข โน ตสฺส อกฺขาหิ โย ตํ ทุกฺขํ น โมจเย ฯ
โย ตสฺส ทุกฺขชาตสฺส เอกนฺตํ อปิ ภาสโต
วิปฺปโมเจยฺย ธมฺเมน กามํ ตสฺส ปเวทเย ฯ
สุวิชานํ สิงฺคาลานํ สกุนฺตานญฺจ วสฺสิตํ
มนุสฺสวสฺสิตํ ราช ทุพฺพิชานตรํ ตโต ฯ
อปิ เจ มญฺญตี โปโส ญาติมิตฺโต สขาติ วา
โย ปุพฺเพ สุมโน หุตฺวา ปจฺฉา สมฺปชฺชเต ทิโส ฯ
โย อตฺตโน ทุกฺขมนานุปุฏฺโฐ
ปเวทเย ชนฺตุมกาลรูเป
อานนฺทิโน ตสฺส ภวนฺติ มิตฺตา
หิเตสิโน ตสฺส ทุกฺขี ภวนฺติ ฯ
กาลญฺจ ญตฺวาน ตถาวิธสฺส
เมธาวินํ เอกมนํ วิทิตฺวา
อกฺเขยฺย ติปฺปานิ ปรสฺส ธีโร
สณฺหํ คิรํ อตฺถวตึ ปมุญฺเจ ฯ
สเจ จ ชญฺญา อวิสยฺหมตฺตโน
นายํ นีติ มยฺห สุขาคมาย
เอโกปิ ติปฺปานิ สเหยฺย ธีโร
สจฺจํ หิโรตฺตปฺปมเปกฺขมาโนติ ฯ
ตตฺถ อุปฺปชฺเชติ สเจ ตว อุปฺปชฺเชยฺย ฯ มา อกฺขาหีติ มา กเถหิ ฯ ทุพฺพิชานตรํ ตโตติ ติรจฺฉานคตวสฺสิตโตปิ ทุพฺพิชานตรํ ตสฺมา ตถโต อชานิตฺวา หริตุํ อสมตฺถสฺส อตฺตโน ทุกฺขํ น กเถตพฺพเมวาติ ฯ อปิ เจติ คาถาย กถิตตฺตาว ฯ อนานุปุฏฺโฐติ ปุนปฺปุนํ ปุฏฺโฐ ฯ ปเวทเยติ กเถติ ฯ อกาลรูเปติ อกาเล ฯ กาลนฺติ อตฺตโน คุยฺหสฺส กถนกาลํ ฯ ตถาวิธสฺสาติ ปณฺฑิตปุริสํ อตฺตนา สทฺธึ เอกมนํ วิทิตฺวา ตถาวิธสฺส อาจิกฺเขยฺย ฯ ติปฺปานีติ ทุกฺขานิ ฯ สเจติ ยทิ อตฺตโน ทุกฺขํ อวิสยฺหํ อตฺตโน วา ปเรสํ วา ปุริสกาเร สติ กิจฺจํ ชาเนยฺย ฯ นีตีติ เอวํ โลกปเวณิ อฏฺฐโลกธมฺมาติ อตฺโถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อถ อยํ โลกปเวณิ น จ มยฺหเมว สุขาคมาย อุปฺปนฺเนหิ อฏฺฐหิ โลกธมฺเมหิ มุตฺโต นาม นตฺถิ เอวํ สนฺเต สุขเมว ปฏฺเฐนฺเตน ปรสฺส ทุกฺขาโรปนํ นาม อยุตฺตํ เนตํ หิโรตฺตปฺปสมฺปนฺเนน กตฺตพฺพํ อตฺถิ จ เม หิโรตฺตปฺปนฺติ สจฺจํ สํวิชฺชมานํ อตฺตนิ หิโรตฺตปฺปํ อเปกฺขมาโนว อญฺญสฺส อนาโรเจตฺวา เอโกว ติปฺปานิ สเหยฺย ธีโรติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต สตฺตหิ คาถาหิ รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา อตฺตโน อาจริยสฺส ธนสฺส ปริเยสิตภาวํ ทสฺเสนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
อหํ รฏฺฐานิ วิจรนฺโต นิคเม ราชธานิโย
ภิกฺขมาโน มหาราช อาจริยสฺส ธนตฺถิโก ฯ
คหปตี ราชปุริเส มหาสาเล จ พฺราหฺมเณ
อลตฺถํ สตฺต นิกฺขานิ สุวณฺณสฺส ชนาธิป
เต เม นฏฺฐา มหาราช ตสฺมา โสจามิหํ ภุสํ ฯ
ปุริสา เต มหาราช มนสานุวิจินฺติตา
นาลํ ทุกฺขา ปโมเจตุํ ตสฺมา เตสํ น พฺยาหรึ ฯ
ตฺวญฺจ เมสิ มหาราช มนสานุวิจินฺติโต
อลํ ทุกฺขา ปโมเจตุํ ตสฺมา ตุยฺหํ ปเวทยินฺติ ฯ
ตตฺถ ภิกฺขมาโนติ เอเต คหปติอาทโย ยาจมาโน ฯ เต เมติ เต สตฺต นิกฺขา มม คงฺคาตรนฺตสฺส นฏฺฐา คงฺคาย ปติตา ฯ ปุริสา เตติ มหาราช ตว ทูตปุริสา ฯ มนสานุวิจินฺติตาติ นาลํ อิเม มํ ทุกฺขา โมเจตุนฺติ มยา ญาตา ฯ ตสฺมาติ เตน การเณน เตสํ อตฺตโน ทุกฺขํ นาจิกฺขึ ฯ ปเวทยินฺติ กเถสึ ฯ
ราชา ตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา มา จินฺตยิ พฺราหฺมณ อหํ เต อาจริยธนํ ทสฺสามีติ ทฺวิคุณํ ธนํ อทาสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา โอสานคาถมาห
ตสฺสาทาสิ ปสนฺนจิตฺโต กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน
ชาตรูปมเย นิกฺเข สุวณฺณสฺส จตุทฺทสาติ
ตตฺถ ชาตรูปมเยติ เต สุวณฺณสฺส จุทฺทส นิกฺเข ชาตรูปมเย เยว อทาสิ น จ ยสฺส วา ตสฺส วา สุวณฺณสฺสาติ อตฺโถ ฯ
มหาสตฺโต รญฺโญ โอวาทํ ทตฺวา อาจริยสฺส ธนํ ทตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ราชาปิ ตสฺโสวาเท ฐิโต ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา อุโภปิ ยถากมฺมํ คตา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต อุปายกุสโลเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ อาจริโย สารีปุตฺโต มาณโว ปน อหเมวาติ ฯ
ทูตชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗