ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อกิตติชาดก
ชาดกที่ ๔๘๐ · เตรสนิบาตชาดก

อกิตติชาดก

ว่าด้วยอกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๐๖ · บรรทัด ๗๐๐๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอกิตติชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้ทานบดี ชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อกิตฺตึ ทิสฺวาน สมฺมนฺตํ ดังนี้.

เล่ากันมาว่า อุบาสกนั้นนิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน ในวันสุดท้าย ได้ถวายบริขารทั้งปวงแก่พระอริยสงฆ์. ลำดับนั้น พระศาสดาประทับท่ามกลางบริษัทนั้นแหละ เมื่อทรงกระทำอนุโมทนาตรัสว่า อุบาสก การบริจาคของเธอใหญ่หลวง กรรมที่ทำได้ยากยิ่งเธอกระทำแล้ว ธรรมดาว่าทานวงศ์นี้ เป็นวงศ์ของหมู่บัณฑิตแต่ก่อนแท้จริง อันชื่อว่าทานไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ ไม่ว่าเป็นบรรพชิต ควรให้ทั้งนั้น ก็บัณฑิตแต่เก่าก่อนบวชอยู่ในป่า และแม้จะฉันใบหมากเม่านึ่งกับวัตถุเพียงแต่น้ำ ไม่เค็มและไร้กลิ่น ก็ยังให้แก่ยาจกที่ประจวบเหมาะ ตนเองยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยปีติสุข. อุบาสกนั้นกราบทูลอาราธนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การถวายบริกขารทั้งปวงนี้ ปรากฏแก่มหาชนแล้วละ พระเจ้าข้าข้อนี้พระองค์ตรัสยังมิได้ปรากฏ โปรดตรัสคำนั้นแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสีพระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาล มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ บิดามารดาขนานนามว่า อกิตติ. เมื่อท่านเดินได้แล้ว มารดาคลอดน้องสาวคนหนึ่ง. บิดามารดาขนานนามว่า ยสวดี. พระมหาสัตว์ได้อายุ ๑๖ ปี ไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทั้งปวงแล้วกลับมา. ลำดับนั้น มารดาบิดาของท่านทำกาลกิริยาลง. ท่านได้จัดทำเปตกิจแก่มารดาบิดาแล้ว ทำการสำรวจทรัพย์อยู่ สดับว่าท่านผู้ชื่อโน้นสร้างสมบัติไว้เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว. ท่านผู้โน้นสร้างสมบัติประมาณเท่านี้ล่วงลับไปแล้ว ก็มีใจสลด ดำริว่า ทรัพย์นี้ปรากฏแก่เรา ผู้รวบรวมทรัพย์หาปรากฏไม่ ทุกคนทิ้งทรัพย์นี้ไปเสียทั้งนั้น. เราก็คงขนเอามันไปไม่ได้ จึงเรียกน้องสาวมาบอกว่า เธอจงดูแลทรัพย์นี้เถิด. น้องสาวถามว่า ก็พี่มีอัธยาศัยอย่างไรเล่าพี่. กล่าวว่าฉันอยากจะบวช น้อง. คุณพี่เจ้าคะ ดิฉันไม่ขอน้อมเศียรรับทรัพย์ที่พี่ถ่มทิ้งไว้แล้ว ดิฉันไม่ต้องการทรัพย์นี้ดอก แม้ดิฉันก็จักบวชบ้าง.

ท่านอำลาพระราชา แล้วให้คนเที่ยวตีกลองร้องประกาศว่า เหล่าชนผู้มีความต้องการทรัพย์ จงพากันไปสู่เรือนของท่านอกิตติบัณฑิตเถิด ท่านบำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน ครั้นยังไม่สิ้นไป ก็ดำริว่า อายุสังขารของเราย่อมเสื่อมไป เราจะมัวรอให้ทรัพย์หมดในรูปทำไมกัน ผู้ต้องการจงพากันถือเอาไป แล้วเปิดประตูนิเวศน์ประกาศว่า เราให้หมดเลย เชิญขนไปเถิด ทิ้งเรือนอันมีเงินทองเสีย พาน้องสาวออกจากพระนครพาราณสีไป ทั้ง ๆ ที่มวลญาติพากันร่ำไห้ ท่านออกทางประตูใด ประตูนั้นได้นามว่า ประตูอกิตติ ท่านข้ามแม่น้ำท่าใด แม้ท่านั้นก็ได้นามว่า ท่าอกิตติ ท่านเดินไปได้สองสามโยชน์ก็สร้างบรรณศาลาในสถานอันน่ารื่นรมย์ แล้วบวชพร้อมกับน้องสาว. ตั้งแต่กาลท่านบวช ประชาชนชาวบ้าน ชาวตำบลและราชธานีเป็นอันมากพากันบวช จึงได้มีบริวารมาก เกิดลาภสักการะมากเป็นไปเหมือนครั้งพุทธุปบาทกาล. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ลาภสักการะนี้มีมากนัก ทั้งบริวารของเราก็มีมากมาย แต่เราควรอยู่ลำพังผู้เดียวเท่านั้น ถึงยามปลอด แม้แต่น้องสาวก็ไม่บอกให้ทราบ ออกไปลำพังผู้เดียวเท่านั้น ไปถึงแคว้นทมิฬโดยพักอยู่ในอุทยานใกล้กับท่ากาจีระ ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว. แม้ในที่นั้น ลาภและสักการะมากมายก็บังเกิดแก่ท่าน ท่านรังเกียจลาภสักการะนั้น ก็ทิ้งเหาะไปทางอากาศ ลงที่เกาะหมากเม่า ใกล้เกาะนาค. ครั้งนั้นเกาะหมากเม่าได้นามว่าเกาะงู ท่านสร้างบรรณศาลาชิดต้นหมากเม่าใหญ่พำนักอยู่ในเกาะงูนั้น การที่ท่านอยู่ในเกาะนั้นไม่มีใครทราบเลย. ลำดับนั้นน้องสาวของท่านตามหาพี่ชายลุถึงแคว้นทมิฬโดยลำดับ ไม่ได้พบท่าน จึงอยู่ในสถานที่ท่านเคยอยู่นั่นแหละแต่ไม่สามารถจะทำฌานให้เกิดได้. พระมหาสัตว์มิได้ไปที่ไหน ๆ เพราะท่านปรารถนาน้อย ในเวลาที่ต้นหมากเม่านั้นมีผล ก็ฉันผลหมากเม่า เวลามีแต่ใบก็เก็บมานึ่งฉัน.

ด้วยเดชแห่งศีลของท่าน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราชแสดงอาการร้อนแล้ว. ท้าวสักกเทวราชทรงนึกว่า ใครเล่านะประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่ ทรงเห็นอกิตติบัณฑิต ก็ทรงดำริว่า ดาบสนี้รักษาศีลเพื่ออะไรเล่า ต้องการเป็นท้าวสักกะ หรือปรารถนาอย่างอื่น ต้องทดลองท่านดู แล้วทรงดำริต่อไปว่า ดาบสนี้เลี้ยงชีวิตด้วยลำบาก ฉันใบหมากเม่าที่เพียงนึ่งกับน้ำ ถ้าปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ คงจะให้ใบหมากเม่านึ่งแก่เรา ถ้าไม่ปรารถนาคงไม่ให้ แล้วแปลงเป็นพราหมณ์ไปสู่สำนักของท่านพระโพธิสัตว์นึ่งใบหมากเม่าแล้วปลงลง คิดว่า เราให้เย็นจึงจะฉัน นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา. ลำดับนั้น ท้าวสักกะได้ยืนอยู่เฉพาะหน้าท่าน เพื่อขอภิกษา. พระมหาสัตว์เห็นท้าวสักกะแล้วมีความโสมนัส ดำริว่า เป็นลาภเหลือหลายของเราซินะ เราเห็นยาจก วันนี้ เราต้องให้ทานทำมโนรถของเราให้ลุถึงที่สุดถือใบหมากเม่านึ่งไปใส่ในภาชนะของท้าวเธอ มิได้เหลือไว้เพื่อตนเลยด้วยคิดว่าขอทานของเรานี้ จงเป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณดังนี้. พราหมณ์ได้รับใบหมากเม่านึ่งนั้นเดินไปหน่อย ก็อันตรธานไป. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ครั้นให้แก่ท้าวเธอแล้ว ก็มิได้นึ่งใหม่ คงยับยั้งด้วยปีตินั่นเอง วันรุ่งขึ้นนึ่งเสร็จ ก็นั่งที่ประตูบรรณศาลานั่นแหละ. ท้าวสักกะก็แปลงเป็นพราหมณ์มาอีก. พระมหาสัตว์ก็ให้แก่ท้าวเธออีก คงยับยั้งอยู่ด้วยอาการอย่างเดียว. แม้ในวันเป็นคำรบสาม คงให้อย่างนั้นแหละ ถึงโสมนัสว่า โอ เป็นลาภเหลือหลายของเรา เราอาศัยใบหมากเม่าประสบบุญใหญ่โต แม้ถึงจะอิดโรยเพราะไม่มีอาหารตลอดสามวัน ก็ยังออกจากบรรณศาลาในเวลาเที่ยงคืนได้นั่งที่ประตูบรรณศาลารำพึงถึงทานอยู่. ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้ขาดอาหารตลอดสามวัน แม้จะอิดโรยเห็นปานนั้น ก็ยังให้ทานได้อย่างน่ายินดีแม้ความแปรแห่งจิตก็มิได้มีเลย เรายังมิได้รู้ว่าท่านปรารถนาชื่อนี้แล้ว ให้ทานต้องถามจึงจักทราบอัธยาศัยของท่าน. ท้าวเธอเสด็จมาในเวลาเที่ยงคืน ยืนอยู่เบื้องหน้าพระมหาสัตว์ตรัสว่า เจ้าพระคุณดาบส ในเมื่อลมร้อนเห็นปานฉะนี้พัดพานอยู่ พระคุณเจ้าก็คงกระทำตปกรรมอยู่ในป่าอันมีน้ำเค็มล้อมรอบเห็นปานนี้ เพื่ออะไรเล่าขอรับ.

พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็นอกิตติดาบส ผู้ยับยั้งอยู่ จึงได้ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปรารถนา สมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอันแห้งแล้ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ปฏฺยํ ความว่า ท่านปรารถนามนุษย์สมบัติหรือ หรือว่าสวรรค์สมบัติเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น และทราบว่าท้าวเธอเป็นท้าวสักกะ เพื่อประกาศว่า อาตมภาพมิได้ปรารถนาสมบัติเหล่านั้นเลย แต่ปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ จึงกระทำการบำเพ็ญตบะ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

ดูก่อนท้าวสักกะ การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่งร่างกาย และความตายอย่าง หลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงยับยั้ง อยู่ ณ ที่นี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า พระมหาสัตว์แสดงความที่ท่านมีอัธยาศัยในพระนิพพานอย่างนี้ว่า การแตกทำลายขันธ์บ่อย ๆ และการตายอย่างลุ่มหลง เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาพระนิพพานอันเป็นธรรมชาติไม่มีเรื่องเหล่านั้น จึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้.

ท้าวสักกะสดับคำนั้นแล้ว ทรงมีพระหฤทัยยินดีว่า ข่าวว่า พระคุณเจ้ารูปนี้ เบื่อหน่ายในภพทั้งปวงแล้ว อยู่ในป่าเพื่อต้องการพระนิพพาน เราต้องถวายพระพรแก่ท่าน เมื่อจะเชิญท่านรับพร จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ความว่า กระผมขอถวายพรสุดแต่พระคุณเจ้าจะปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าจงรับพรเถิด.

พระมหาสัตว์เมื่อจะรับพร จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า

ดูก่อนท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ ชนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือก และสิ่ง ของอันเป็นที่รักทั้งหลายแล้วยังไม่อิ่มด้วยความโลภใด ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรญฺเจ เม อโท ความว่า ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพไซร้. บทว่า ปิยานิ จ ความว่า และสิ่งอื่นใดอันเป็นที่รัก. บทว่า อนุตปฺเปนฺติ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมปรารถนาสมบัติมีบุตรเป็นต้นบ่อย ๆ ก็ยังไม่ถึงความอิ่ม. บทว่า น มยิ วเส ความว่าขอความโลภจงอย่าอยู่ คืออย่าเกิดในอาตมภาพเลย.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงยินดีต่อท่านเมื่อจะให้พรยิ่งขึ้นไป และพระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพร ต่างก็กล่าวคาถาทั้งหลายว่า

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพร แก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกรย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วยโทสะ ใด โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพ ไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ฟังคนพาล ไม่พึงอยู่รวมกับคน พาล ไม่ขอกระทำและไม่ขอชอบใจการเจรจาปราศรัย กับคนพาล. ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำอะไรให้แก่ ท่านหรือ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล. คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควร จะแนะนำ ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำ ชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะพูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็นความดี. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพ พึงขอเห็น ขอฟังนักปราชญ์ ขออยู่ร่วมกันกับ นักปราชญ์ ขอกระทำและขอชอบใจการเจรจาปราศรัย กับนักปราชญ์. ข้าแต่ท่านกัสสปะ นักปราชญ์ได้กระทำอะไร ให้แก่ท่านหรือ ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะ เหตุไร ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์. นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ย่อมไม่ ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำดีเป็นความดี ของนักปราชญ์นั้น นักปราชญ์นั้น ผู้อื่นกล่าวชอบ ก็ไม่โกรธ ย่อมรู้จักวินัย การสมาคมคบหากันกับ นักปราชญ์นั้นเป็นความดี. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ เมื่อราตรี สว่างจ้า พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว ขออาหารอันเป็น ทิพย์และยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏขึ้น เมื่ออาตมภาพให้ ทานอยู่ ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพไม่พึงเสื่อมสิ้นไป ครั้นให้ทานแล้ว ขอให้อาตมภาพไม่พึงเดือดร้อน ภายหลัง เมื่อกำลังให้อยู่ ก็ขอให้อาตมภาพพึงยังจิต ให้เลื่อมใส ดูก่อนท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรง ประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ มหาบพิตร อย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย ดูก่อนท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด. นรชาติหญิงชายทั้งหลาย ย่อมปรารถนาจะเห็น โยม ด้วยวัตรจริยาเป็นอันมาก เพราะเหตุไรหนอ การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน. อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์ ผู้สำเร็จ ด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกอย่างแล้ว ก็จะพึงประมาท ทำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะ การเห็น มหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน ชาเตน ความว่า พระมหาสัตว์ขอว่า หมู่สัตว์มีดวงจิตใดเกิดแล้วจึงโกรธ ต้องเสื่อมจากไร่นาเป็นต้นเหล่านี้ด้วยอำนาจราชทัณฑ์ เพราะตนทำกรรมมีฆ่าสัตว์เป็นต้น หรือด้วยการฆ่าตนเสียด้วยวิธี มีกินยาพิษเป็นต้น โทสจิตนั้นไม่พึงอยู่ในอาตมภาพเลย. บทว่าน สุเณ ความว่า อาตมภาพไม่พึงได้ฟังด้วยเหตุเหล่านั้นว่า คนพาลย่อมอยู่ในที่ชื่อโน้นเป็นต้นก็ดี. บทว่า กินฺนุ เต อกรํ ความว่า คนพาลย่อมฆ่ามารดา บิดาของพระคุณเจ้าหรือ ก็หรือว่า คนพาลกระทำความพินาศอะไรให้แก่ท่านหรือ. บทว่า อนยํ นยติ ความว่า คนมีปัญญาทรามย่อมยึดถือสิ่งที่มิใช่เหตุว่าเป็นเหตุ คือย่อมคิดถึงกรรมที่ทารุณเห็นปานนี้ว่า เราจักกระทำปาณาติบาตเป็นต้นเลี้ยงชีพ. บทว่า อธุรายํ ความว่า คนมีปัญญาทราม ไม่ชักชวนในสัทธาธุระ ศีลธุระ และปัญญาธุระ ชักชวนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ. บทว่า ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ ความว่า การแนะนำชั่วนั่นแลเป็นความดีสำหรับผู้มีปัญญาทราม คือเขาย่อมยึดเอาทุศีลกรรมห้าประการแล้วประพฤตินั่นแหละเป็นดี อีกอย่างหนึ่ง เขาเป็นคนที่แนะนำได้ยากในทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพราะใคร ๆ ไม่สามารถที่จะแนะนำได้. บทว่า สมฺมา วุตฺโต ความว่า เขาถูกกล่าวโดยเหตุโดยการณ์ย่อมโกรธเคือง. บทว่า วินยํ ความว่า เขาไม่รู้จักวินัยที่ต้องประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ เช่นว่าต้องก้าวไปอย่างนี้เป็นอาทิ ทั้งไม่รับโอวาทด้วย. บทว่า สาธุ ตสฺส ความว่า เพราะเหตุเหล่านี้การไม่พบเห็นเขาเสียได้นั่นแหละเป็นการดี. บทวา ยาจกา ได้แก่ ผู้รับโภชนะอันเป็นทิพย์นั้น. บทว่า วตฺตจารีหิ ได้แก่ ด้วยทาน ศีล และอุโบสถกรรม. บทว่า ทสฺสนํ อภิกงฺขนฺติ ความว่า เหล่านระและนารีพากันมุ่งหวังจะเห็นข้าพเจ้า. บทว่า ตํ ตาทิสํ ความว่าเห็นท่านผู้ประดับด้วยเครื่องประดับเห็นปานนั้น. บทว่า ปมชฺเชยฺยํ ความว่า อาตมภาพถึงความประมาทเสียคือพึงปรารถนาสิริสมบัติของท่าน ในเมื่อตบะกรรมอาตมภาพบำเพ็ญเพื่อต้องการพระนิพพาน มาปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะเสียเล่า อาตมาภาพต้องได้นามว่าเป็นผู้ประมาท การเห็นท่านเป็นภัยแก่อาตมาภาพอย่างนี้.

ท้าวสักกเทวราชรับคำว่า ดีละ พระคุณเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ข้าพเจ้าจักไม่มาสู่สำนักพระคุณเจ้าละ บังคมท่านขอสมาแล้วก็ครรไลหลีกไป พระมหาสัตว์อยู่ ณ ที่นั้นเองตลอดชีวิต เจริญพรหมวิหารธรรมบังเกิดในพรหมโลกแล้ว.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่าท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ ส่วนอกิตติบัณฑิต คือเราตถาคตแล.

จบอรรถกถาอกิตติชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๒๘๔–๒๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เตรสนิบาตชาดก · ๖๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

7. Akittijātakaṃ.

Akittiṃ disvāna sammantanti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ sāvatthīvāsikaṃ dānapatiupāsakaṃ ārabbha kathesi.

So kira satthāraṃ nimantetvā sattāhaṃ buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa mahādānaṃ datvā pariyosānadivase ariyasaṅghassa sabbaparikkhāre adāsi. Atha satthā parisamajjheyeva ṭhito anumodanaṃ karonto upāsaka mahā te pariccāgo atidukkaraṃ tayā kataṃ ayaṃ hi dānavaṃsonāma porāṇakapaṇḍitānaṃ vaṃso dānaṃnāma gīhināpi Pabbajitenāpi dātabbameva porāṇakapaṇḍitā pabbajitvā pana araññe vasantā aloṇaniddhūpanaṃ udakamattasitakārapaṇṇañca khādantāpi sampattayācakānaṃ datvā sayaṃ pītisukhena yāpesunti vatvā bhante idaṃ tāva sabbaparikkhāradānaṃ mahājanassa pākaṭaṃ tumhehi vuttaṃ apākaṭaṃ taṃ no kathethāti tena yācito atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto asītikoṭivibhavassa brāhmaṇassa mahāsālakule nibbatti. Akittītissa nāmaṃ kariṃsu. Tassa padasā gamanakāle bhaginiṃpi vijāyi. Yasavatītissā nāmaṃ kariṃsu. Mahāsatto soḷasavassakāle takkasilaṃ gantvā sabbasippāni uggaṇhitvā paccāgamāsi. Athassa mātāpitaro kālamakaṃsu. So tesaṃ petakiccāni kāretvā dhanavilokanaṃ karonto asukonāma ettakaṃ dhanaṃ saṇṭhāpetvā atīto asuko ettakanti vacanaṃ sutvā saṃviggamānaso hutvā idaṃ pana me paññāyati na dhanassa saṃhārakā sabbe imaṃ dhanaṃ pahāyeva gatā ahaṃ na taṃ ādāya gamissāmīti bhaginiṃ pakkosāpetvā tvaṃ imaṃ dhanaṃ paṭipajjāhīti āha. Tumhākaṃ pana ko ajjhāsayoti. Pabbajitukāmomhīti. Bhātika ahaṃ tumhehi chaḍḍitakhelaṃ sirasā na sampaṭicchissāmi na me iminā attho ahampi pabbajissāmīti. So rājānaṃ āpucchitvā bheriñcārāpetvā dhanena atthikā akittipaṇḍitassa gehaṃ gacchantūti so sattāhaṃ mahādānaṃ pavattetvā dhane akhīyamāne cintesi mayhaṃ āyusaṅkhārā khīyanti kiṃ me dhanakhīṇāya atthikā gaṇhissantīti Nivesanadvāraṃ vivaritvā dinnaññeva harantūti sahiraññasuvaṇṇaṃ gehaṃ pahāya ñātimaṇḍalassa paridevantassa bhaginiṃ gahetvā bārāṇasito nikkhami. Yena dvārena nikkhami taṃ akittidvāraṃnāma jātaṃ. Yena titthena nadiṃ otiṇṇo tampi akittititthaṃnāma jātaṃ. So dve tīṇi yojanāni gantvā ramaṇīye ṭhāne paṇṇasālaṃ katvā bhaginiyā saddhiṃ pabbaji. Tassa pabbajitakālato paṭṭhāya bahū gāmanigamarājadhānivāsino pabbajiṃsu mahāparivāro ahosi mahālābhasakkāro nibbatti buddhuppādo viya pavatti. Atha mahāsatto ayaṃ lābhasakkāro atimahā parivāropi me mahanto mayā ekakeneva viharituṃ vaṭṭatīti cintetvā avelāya antamaso bhaginiṃpi ajānāpetvā ekakova nikkhamitvā anupubbena damiḷaraṭṭhaṃ patvā kācirapaṭṭanasamīpe uyyāne viharanto jhānābhiññā nibbattesi. Tatrāpissa mahālābhasakkāro uppajji. So taṃ jigucchanto chaḍḍetvā ākāsena gantvā nāgadīpasamīpe kāradīpaṃ otari. Tadā kāradīpo ahidīponāma ahosi. So tattha mahantaṃ kārarukkhaṃ upanissāya paṇṇasālaṃ māpetvā vāsaṃ kappesi. Tassa tattha vasanabhāvaṃ na koci jānāti. Athassa bhagini bhātaraṃ gavesamānā anupubbena damiḷaraṭṭhaṃ patvā taṃ adisvā tena vasitaṭṭhāneyeva vasi jhānampana nibbattetuṃ nāsakkhi. Mahāsatto appicchatāya katthaci agantvā tassa kārarukkhassa phalakāle phalāni khādati pattakāle pattāni udakasinnāni khādati. Tassa sīlatejena sakkassa paṇḍukambalasilāsanaṃ uṇhākāraṃ dassesi. Sakko ko nukho maṃ ṭhānā cāvetukāmoti āvajjento akittipaṇḍitaṃ disvā kimatthaṃ nukho esa tāpaso sīlaṃ rakkhati sakkattaṃ paṭṭheti udāhu aññaṃ vīmaṃsissāmi nanti ayaṃ hi dukkhena jīvitaṃ kappesi udakasinnamattāni kārapattāni khādati sace sakkattaṃ paṭṭheti attano sinnapattāni mayhaṃ dassati no ce na dassatīti brāhmaṇavaṇṇena tassa santikaṃ āgami. Bodhisatto kārapattāni sedetvā otāretvā sītalabhūtāni khādissāmīti paṇṇasāladvāre nisīdi. Athassa purato sakko bhikkhāya aṭṭhāsi. Mahāsatto taṃ disvā somanassappatto hutvā lābhā vata me yācakaṃ passāmi ajja mama manorathaṃ matthakaṃ pāpetvā dānaṃ dassāmīti pakkabhājaneneva ādāya gantvā idaṃ me dānaṃ sabbaññutañāṇassa paccayo hotūti attano asesetvāva tassa bhikkhābhājane pakkhipi. Brāhmaṇo taṃ gahetvā thokaṃ gantvā antaradhāyi. Mahāsattopi tassa datvā puna apacitvā pītisukheneva vītināmetvā punadivase pacitvā tattheva paṇṇasāladvāre nisīdi. Sakko puna brāhmaṇavesena āgami. Punapi tassa datvā mahāsatto tatheva vītināmesi. Tatiyadivasepi tatheva datvā aho me lābhā kārapattāni nissāya mahantaṃ puññaṃ pasutanti somanassappatto tayo divase anāhāratāya dubbalopi samāno majjhantikasamaye paṇṇasālato nikkhamitvā dānaṃ āvajjento paṇṇasāladvāre nisīdi. Sakko cintesi ayaṃ brāhmaṇo tayo divase nirāhāro hutvā evaṃ dubbalopi hutvā dānaṃ dento Tuṭṭhacitto deti cittassa aññathattaṃpi natthi ahaṃ imaṃ idaṃ nāma paṭṭhetvā dānaṃ detīti na jānāmi pucchitvā ajjhāsayamassa jānissāmīti. So majjhantike āgantvā mahāsattassa purato ṭhatvā ambho tāpasa evarūpe uṇhavāte paharante evarūpe loṇajalaparikkhitte araññe kimatthaṃ tapokammaṃ karosīti pucchi.

Tamatthaṃ pakāsento satthā paṭhamaṃ gāthamāha

akittiṃ disvāna sammantaṃ sakko bhūtapati bravi

kiṃ paṭṭhayaṃ mahābrahme eko sammasi ghammanīti.

Tattha kiṃ paṭṭhayanti kiṃ manussasampattiṃ paṭṭhento udāhu saggasampattiādīnaṃ aññataranti.

Taṃ sutvā mahāsatto sakkabhāvañcassa ñatvā nāhaṃ etā sampattiyo paṭṭhemi sabbaññutaṃ pana paṭṭhento tapokammaṃ karomīti pakāsetuṃ dutiyaṃ gāthamāha

dukkho punabbhavo sakka sarīrassa ca bhedanaṃ

sammohamaraṇaṃ dukkhaṃ tasmā sammāmi vāsavāti.

Tattha tasmāti yasmā punappunaṃ khandhānaṃ bhedanaṃ sammohamaraṇañca dukkhaṃ tasmā yatthetāni natthi taṃ nibbānaṃ paṭṭhento idha sammāmīti evaṃ attano nibbānajjhāsayataṃ dīpeti.

Taṃ sutvā sakko tuṭṭhamānaso sabbabhavesu kirāyaṃ ukkaṇṭhito nibbānatthāya araññe viharati varamassa dassāmīti varena nimantento tatiyaṃ gāthamāha

Etasmiṃ te sulapite paṭirūpe subhāsite

varaṃ kassapa te dammi yaṃkiñci manasicchasī ti.

Tattha yaṃkiñci manasicchasīti yaṃkiñci manasā icchasi taṃ dammi varaṃ gaṇhāhīti.

Mahāsatto varaṃ gaṇhanto catutthaṃ gāthamāha

varañce me ado sakka sabbabhūtānamissara

yena putte ca dāre ca dhanadhaññaṃ piyāni ca

laddhā na anutappenti so lobho na mayī vaseti.

Tattha varañce me adoti sace mayhaṃ varaṃ desi. Piyāni cāti aññāni ca yāni piyabhaṇḍāni. Na anutappentīti punappunaṃ puttādayo paṭṭhentiyeva na tittiṃ gacchanti. Na mayī vaseti mayi māvasatu mā uppajjatu.

Athassa sakko tusitvā uttarimpi varaṃ dento mahāsatto ca varaṃ gaṇhanto imā gāthā abhāsiṃsu

etasmiṃ te sulapite paṭirūpe subhāsite

varaṃ kassapa te dammi yaṃkiñci manasicchasi.

Varañce me ado sakka sabbabhūtānamissara

khettaṃ vatthuṃ hiraññañca gavāssaṃ dāsaporisaṃ

yena jātena khīyanti so doso na mayī vase.

Etasmiṃ te sulapite paṭirūpe subhāsite

varaṃ kassapa te dammi yaṃkiñci manasicchasi.

Varañce me ado sakka sabbabhūtānamissara

bālaṃ na passe na suṇe na ca bālena saṃvase

bālenallāpasallāpaṃ na kare na ca rocaye.

Kinnu te akaraṃ bālo vada kassapa kāraṇaṃ

kena kassapa bālassa dassanaṃ nābhikaṅkhasi.

Anayaṃ nayati dummedho adhurāyaṃ niyuñjati

dunnayo seyyaso hoti sammā vuttopi kuppati

vinayaṃ so na jānāti sādhu tassa adassanaṃ.

Etasmiṃ te sulapite paṭirūpe subhāsite

varaṃ kassapa te dammi yaṃkiñca manasicchasi.

Varañce me ado sakka sabbabhūtānamissara

dhīraṃ passe suṇe dhīraṃ dhīrena saha saṃvase

dhīrenallāpasallāpaṃ taṃ kare tañca rocaye.

Kinnu te akaraṃ dhīro vada kassapa kāraṇaṃ

kena kassapa dhīrassa dassanaṃ abhikaṅkhasi.

Nayaṃ nayati medhāvī adhurāyaṃ na yuñjati

sunayo seyyaso hoti sammā vutto na kuppati

vinayaṃ so pajānāti sādhu tena samāgamo.

Etasmiṃ te sulapite paṭirūpe subhāsite

varaṃ kassapa te dammi yaṃkiñci manasicchasi.

Varañce me ado sakka sabbabhūtānamissara

tato ratyā vivasane suriyassuggamanaṃ pati

dibbā bhakkhā pātubhaveyyuṃ sīlavanto ca yācakā

dadato me na khīyetha datvā nānutappeyyahaṃ

dadaṃ cittaṃ pasādeyyaṃ etaṃ sakka varaṃ vare.

Etasmiṃ te sulapite paṭirūpe subhāsite

varaṃ kassapa te dammi yaṃkiñci manasicchasi.

Varañce me ado sakka sabbabhūtānamissara

na maṃ puna upeyyāsi etaṃ sakka varaṃ vare.

Bahūhi vattacariyāhi narā ca atha nāriyo

dassanaṃ abhikaṅkhanti kinnu me dassane bhayaṃ.

Taṃ tādisaṃ devavaṇṇiṃ sabbakāmasamiddhinaṃ

disvā tapo pamajjeyyaṃ etaṃ te dassane bhayanti.

Tattha yena jātenāti yena cittena jātena kuddhā sattā pāṇavadhādīnaṃ katattā rājadaṇḍavasena visakhādanādīhi vā attano māravasena etāni khettādīni khīyanti so doso na mayi vaseyyāti yācati. Na suṇeti asukaṭṭhānenāma vasatītipi imehi kāraṇehi na suṇeyyaṃ. Kinnu te akaranti kinnu tava bālena mātā māritā udāhu pitā aññaṃ vāpana te kiṃnāma anatthaṃ bālo akaraṃ. Anayaṃ nayatīti akāraṇaṃ kāraṇanti gaṇhāti pāṇātipātādīni katvā jīvitaṃ kappessāmīti evarūpāni dāruṇakammāni cinteti. Adhurāyanti saddhādhurasīladhurapaññādhuresu ayojetvā ayoge niyuñjati. Dunnayo seyyaso hotīti dunnayova tassa seyyo hoti pañca dussīlakammāni samādāya vattanameva seyyoti gaṇhāti hitapaṭipattiyā vā dunnayo hoti netuṃ asakkuṇeyyattā. Sammā vuttoti hetunā kāraṇena vutto kuppati. Vinayanti evaṃ abhikkamitabbanti ādikaṃ ācāravinayaṃ na jānāti ovādañca na sampaṭicchati sādhu tassāti etehi kāraṇehi tassa adassanameva sādhu. Suriyassuggamanaṃ patīti suriyassuggamanavelāya. Dibbā bhakkhāti dibbabhojanaṃ. Yācakāti tassa dibbabhojanassa paṭiggāhakā. Vattacariyāhīti dānasīlauposathakammehi. Dassanaṃ abhikaṅkhantīti dassanaṃ mama abhikaṅkhanti. Taṃ tādisanti āyasmantaṃ evarūpaṃ dibbālaṅkārabhūsitaṃ. Pamajjeyyanti pamādaṃ āpajjeyyaṃ tava sirisampattiṃ paṭṭheyyaṃ evaṃ nibbānatthāya pavattite tapokamme sakkaṭṭhānaṃ paṭṭhento pamattonāma bhaveyyaṃ evaṃ tava dassanaṃ mayhaṃ bhayanti.

Sakko sādhu bhante na te ito paṭṭhāya santikaṃ āgamissāmīti taṃ abhivādetvā khamāpetvā pakkāmi. Mahāsatto yāvajīvaṃ tattheva vasanto brahmavihāre bhāvetvā brahmaloke nibbatti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā sakko anuruddho ahosi akittipaṇḍito pana ahamevāti.

Akittijātakaṃ sattamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๗๙. กาลิงคโพธิชาดกชาดกถัดไป๔๘๑. ตักการิยชาดก