ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. รุรุมิคชาดก
ชาดกที่ ๔๘๒ · เตรสนิบาตชาดก

รุรุมิคชาดก

ว่าด้วยน้ำใจของพญาเนื้อรุรุ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๓๙ · บรรทัด ๗๑๐๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากรุรุมิคชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตสฺส คามวรํ ทมฺมิ ดังนี้.

เล่ากันมาว่า พระเทวทัตนั้น เมื่อพวกภิกษุพากันพูดว่า เทวทัตผู้มีอายุพระศาสดาทรงมีอุปการะเป็นอันมากแก่ท่าน ทั้งท่านได้บวชได้เรียนพระไตรปิฎกร่ำรวยลาภสักการะ เพราะอาศัยพระตถาคตเจ้า กลับกล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดามิได้ทรงทำอุปการะแก่ผมแม้มาตรว่า ปลายเส้นหญ้า ผมบวชเองทีเดียว เรียนพระไตรปิฎกก็ด้วยตนเองแหละ ร่ำรวยลาภสักการะก็ตนเอง. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภากล่าวโทษของพระเทวทัตนั้น ทีเดียวว่าผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นผู้อกตัญญูอกตเวที. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอเมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู แม้ในครั้งก่อนก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน แล้วตรัสว่า แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตนี้ แม้เมื่อเราให้ชีวิตแล้วก็ยังไม่รู้แม้เพียงคุณของเราดังนี้แล้ว จึงได้นำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ได้บุตรขนานนามเธอว่า มหาชนกะ คิดว่าเมื่อบุตรเราเรียนศิลปะจักต้องลำบาก จึงไม่ยอมให้เรียนศิลปะอะไร ๆ เลย. เธอไม่รู้อะไร ๆ นอกจากหากินอันได้มาจากการขับร้องฟ้อนรำและประโคม. เมื่อเธอเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาก็จัดแจงตบแต่งให้มีภรรยาตามสมควร แล้วก็ล่วงลับบาลีเป็น รุรมิคชาดกไป. พอท่านทั้งสองล่วงลับไป เขาก็แวดล้อมไปด้วยพวกนักเลงหญิงและนักเลงเล่นการพนันเป็นต้น ทำลายทรัพย์ทั้งหมดเสียด้วยทางฉิบหายต่าง ๆ ต้องกู้หนี้ยืมสิน เมื่อไม่อาจใช้หนี้ทั้งหมดนั้นได้ ก็ถูกเจ้าหนี้รุมกันทวง ดำริว่า เราจะอยู่ไยเล่า เราก็เกิดมาด้วยร่างกายอันหนึ่ง เหมือนคนอื่นๆ ตายเสียดีกว่า เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงถาม ก็กล่าวว่า ทรัพย์ของตระกูลของเราที่ฝังที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ยังมีอยู่ผมจักใช้ทรัพย์นั้นให้พวกท่าน. เจ้าหนี้เหล่านั้นก็ไปกับเขา. เขาทำเป็นเหมือนบอกที่คุมทรัพย์ว่า ทรัพย์มีที่นี้ แล้วหนีไปด้วยคิดว่าเราจักโดดลงคงคาตายเสียแล้วก็โดดลงแม่น้ำคงคาไป. เขาถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดลอยไป ก็ร้องคร่ำครวญชวนให้สงสาร.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์บังเกิดในกำเนิดรุรุมฤค ทิ้งบริวารเสียพำนักอยู่ที่ป่ามะม่วงอันมีช่องดงาม ผสมกับดงรังอันน่ารื่นรมย์ตรงวังวนแห่งแม่น้ำคงคาลำพังตัวเดียวเท่านั้นเพื่อประสงค์จะกระทำการรักษาอุโบสถ. ผิวแห่งสรีระของพญารุรุมฤดูนั้น มีสีเหมือนแผ่นกระดาษทองที่ขัดมัน เท้าทั้งสี่มีสีประดุจดังย้อมด้วยน้ำครั่ง หางก็ประหนึ่งหางแห่งจามรี เขาทั้งหลายเช่นเดียวกับช่อเงิน นัยน์ตาทั้งคู่ประหนึ่งเม็ดทับทิมที่เจียระไนแล้ว ปากเปรียบดังลูกช่างที่หุ้มด้วยผ้ากัมพลแดง รูปร่างของพญารุรุมฤคนั้น มีรูปเห็นปานฉะนี้. เวลากลางคืน พญารุรุมฤคนั้นได้ยินเสียงน่าสงสารของเขา ดำริว่า เราได้ยินเสียงมนุษย์ เมื่อเรายังดำรงอยู่อย่าตายเสียเลย เราต้องช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วลุกจากที่นอนเดินไป ณ ฝั่งแม่น้ำปลอบว่าบุรุษผู้เจริญ อย่ากลัวเลย ข้าจักช่วยชีวิตท่าน พลางว่ายตัดกระแสน้ำไปรับเขาขึ้นหลัง พาถึงฝั่งนำไปที่อยู่ของตน ทำให้เขาโปร่งใจล่วงมาได้สองสามวันก็กล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ข้าจักพาท่านออกจากป่านี้ ส่งให้ถึงทางไปพาราณสีท่านจักไปโดยสวัสดี ก็แต่ขอสักอย่างหนึ่ง ท่านจงอย่าบอกเราแก่พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา เพราะเหตุมุ่งทรัพย์ว่า ณ ที่ตรงโน้น กวางทองพำนักอยู่ ดังนี้เลยนะ. เขารับคำว่าดีละ พระมหาสัตว์รับปฏิญญาของเขาแล้วก็ให้เขาขึ้นหลังตนพาไปส่งถึงทางไปกรุงพาราณสีแล้วจึงกลับ. ในวันที่เขาเข้าไปถึงกรุงพาราณสีนั่นเอง พระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่า เขมาเทวีทรงฝันเห็นกวางทองแสดงธรรมกถาถวายพระนางในพระสุบินเมื่อใกล้รุ่งทรงพระดำริว่า ถ้ามฤคเห็นปานนี้ ไม่พึงมีไซร้ เราไม่น่าฝันเห็นเขาได้เลย คงจักมีแน่ ต้องกราบทูลแด่พระราชา. พระนางเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันปรารถนาจะเห็นกวางทองประสงค์จะฟังธรรมกถาของกวางทอง ถ้าจักได้ หม่อมฉันจักคงมีชีวิตอยู่ถ้าไม่ได้ชีวิตของหม่อมฉันจักไม่มี. พระราชาทรงปลอบพระนาง พลางตรัสว่าขอให้มีในมนุษยโลกเถอะน่ะ เธอต้องได้แน่ ดังนี้แล้วรับสั่งให้หาพวกพราหมณ์มาเฝ้า ตรัสถามว่า ธรรมดามฤคที่มีสีเหมือนสีทองยังจะมีอยู่หรือ ทรงสดับว่าข้าแต่สมมติเทพ มีอยู่พระเจ้าข้า ก็รับส่งให้บรรจุถุงเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ลงในผอบทอง วางไว้ ณ คอช้างที่ประดับเสร็จแล้ว มีพระประสงค์จะประทานช้างนั้นกับผอบทองที่ใส่ถุงเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ และสิ่งของที่ยิ่งกว่านี้แก่ผู้ที่บอกเรื่องกวางทองได้ แล้วรับสั่งให้เขียนคาถาลงในแผ่นทอง ให้หาอำมาตย์ผู้หนึ่งมาเฝ้า มีดำรัสตรัสว่า มาเถิด เจ้าจงแจ้งคาถานี้ตามคำของเราแก่ชาวพระนครนะพ่อ แล้วตรัสพระคาถาที่ ๑ ในชาดกนี้ว่า

ใครบอกมฤคซึ่งสูงสุดกว่ามฤคทั้งหลายนั้นแก่ เราได้ เราจะให้บ้านส่วยและหญิงที่ประดับประดาแล้ว แก่ผู้นั้น.

อำมาตย์ ถือแผ่นทองเที่ยวป่าวร้องไปในพระนครทั่วทุกแห่ง ลำดับนั้นแลเศรษฐีบุตรก็เข้าไปสู่กรุงพาราณสี ฟ้งถ้อยคำนั้นแล้วไปสู่สำนักอำมาตย์กล่าวว่า ข้าพเจ้าจักทูลมฤคนั้นแด่พระราชา ได้เชิญแสดงข้าพเจ้าแด่พระราชาเถิด. อำมาตย์ลงจากช้างพาเขาไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้ยินว่า ผู้นี้จักกราบทูลถึงมฤคนั้นได้พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า จริงหรือบุรุษผู้เจริญ เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เป็นความจริงพระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดประทานยศนั้นแก่ข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

ขอได้โปรดพระราชทานบ้านส่วย และหญิงที่ ประดับประดาแล้วแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะ กราบทูลมฤคซึ่งสูงสุดกว่ามฤคทั้งหลายแก่พระองค์.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว โปรดปรานแก่ผู้ประทุษร้ายมิตรนั้นจึงตรัสถามว่า พ่อเฮ้ย มฤคนั้นพำนักอยู่ที่ไหน เมื่อเขากราบทูลว่า ณ ที่โน้นพระเจ้าข้า ก็ทรงกระทำเขาให้เป็นมัคคุเทศก์ เสด็จไปสู่สถานนั้นด้วยราชบริพารขบวนใหญ่. ลำดับนั้น คนประทุษร้ายมิตร กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์โปรดสั่งให้เสนาหยุดได้พระเจ้าข้า เมื่อเสนาหยุดเรียบร้อยแล้ว ก็กราบทูลเชิญเสด็จ เมื่อจะยกมือชี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ สุวรรณมฤคนั้นพำนักอยู่ ณ ที่ตรงนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

ณ ไพรสณฑ์นั้น มีต้นมะม่วงและต้นรังทั้งหลาย ดอกบานสะพรั่ง พื้นที่แห่งไพรสณฑ์นั้น ดารดาษ ไปด้วยติณชาติมีสีเหมือนแมลงค่อมทอง มฤคตัวนั้น อยู่ที่ไพรสณฑ์นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา ความว่า คนผู้ประทุษร้ายต่อมิตรนั้น กราบทูลแสดงว่า ภาคพื้นแห่งไพรสณฑ์ตรงนั้นดาดาษไปด้วยติณชาติมีสัมผัสเป็นสุข มีสีแดงเหมือนสีแมลงค่อมทอง อ่อนนุ่มประหนึ่งข้าวกล้าอ่อน ณ ไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์นี้นั้น กวางทองนั้นพำนักอยู่พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงสดับคำของเขาแล้ว ตรัสสั่งหมู่อำมาตย์ว่า เธอทั้งหลายกับคนที่ถืออาวุธ จงพากันล้อมไพรสณฑ์ไว้โดยเร็ว มิให้มฤคนั้นหนีไปได้. พวกเหล่านั้นได้กระทำตามพระดำรัสนั้น แล้วพากันร้องขึ้น. พระราชาประทับยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งกับคนสองสามคน. บุรุษนั้นก็ยืนอยู่ไม่ห่าง. พระมหาสัตว์ฟังเสียงนั้นแล้วดำริว่า เสียงของหมู่พลกองหลวง อันภัยของเราต้องเกิดจากบุรุษนั้น. พระมหาสัตว์นั้นลุกขึ้นมองทั่วบริษัทเห็นสถานที่ประทับยืนแห่งพระราชานั้นคิดว่า ความสวัสดียังจักมีแก่เราได้ ควรที่เราจะไป ณที่นั้นที่เดียว แล้วเดินมุ่งหน้าเฉพาะพระราชา. พระราชาทอดพระเนตรเห็นมฤคนั้นกำลังเดินมา ทรงพระดำริว่า มฤคมีกำลังดังพญาช้าง น่าจะถาโถมมาได้ ต้องสอดลูกศรไว้คอยขู่ให้มฤคนี้สะดุ้ง ถ้าหนีไป จักยิงทำให้ทรพลแล้วค่อยจับเอา ทรงยกธนูขึ้นเล็งทรงพระโพธิสัตว์.

พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสองคาถาว่า

พระเจ้าพาราณสี ทรงโก่งธนูสอดใส่ลูกศรไว้ เสด็จเข้าไปแล้ว ส่วนมฤคเห็นพระราชาแล้ว ได้ร้อง กราบทูลไปแต่ไกลว่า ข้าแต่พระมหาราชผู้ประเสริฐ โปรดทรงรอก่อน อย่าเพิ่งทรงยิงข้าพระบาทเสียเลย ใครหนอได้กราบทูลความเรื่องนี้แก่พระองค์ว่า มฤค ตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทชฺฌํ ความว่า ทรงโก่งธนูพร้อมกับสายและลูกศรไว้. บทว่า สนฺนยฺห แปลว่า สอดไว้แล้ว. บทว่า อาคเมหิความว่า พญามฤคกล่าวด้วยวาจาอันไพเราะว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงรอก่อน จงอย่ายิงข้าพระบาทเลย จงไว้ชีวิตข้าพระบาทเถิด.

พระราชาทรงคิดพระหฤทัยในมธุรกถาของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงลดธนูลงประทับยืนด้วยพระอาการอันน่าเคารพ. พระมหาสัตว์ก็เข้าไปใกล้พระราชาทรงกระทำมธุรปฏิสันถาร แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายมหาชนก็พากันวางอาวุธทั้งปวงเสีย ต่างมาแวดล้อมพระราชา. ขณะนั้นพระมหาสัตว์กราบทูลถามพระราชาด้วยเสียงอันไพเราะ ประหนึ่งคนสั่นกระดิ่งทองว่า

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า โปรดทรงรอก่อน ข้าแต่ พระจอมรถ โปรดอย่าเพิ่งยิงข้าพระบาทเลย ใครหนอ กราบทูลข้อนี้ แด่พระองค์ว่า พญามฤคนั้นพำนักอยู่ ที่นี้.

ขณะนั้นคนใจบาปถอยไปหน่อยหนึ่ง แล้วยืนอยู่ตรงนั้นเอง. พระราชาเมื่อจะตรัสบอกว่า ผู้นี้แสดงแก่เรา จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ว่า

ดูก่อนสหาย บุรุษผู้มีมารยาทอันเลวทราม ยืนอยู่ ห่าง ๆ นั่น บุรุษคนนั้นแหละ ได้บอกความเรื่องนี้ แก่เราว่า มฤคตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปจโร แปลว่า ผู้มีมารยาทเลวทราม.

พระมหาสัตว์ ครั้นติเตียนคนประทุษร้ายมิตรแล้ว เมื่อจะเจรจาปราศรัยกับพระราชา จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า

ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ กล่าวความจริง ไว้อย่างนี้ว่า ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า คนบางคนไม่ดีเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปาวตํ แปลว่า ถูกช่วยเหลือไว้. บทว่า เอกจฺจิโย ความว่า แต่บุคคลบางคนสันดานบาป มักประทุษร้ายมิตร แม้กำลังจะตายในน้ำ ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้ ก็ยังหาประเสริฐไม่. เพราะท่อนไม้ยังเป็นไปเพื่ออุปการะโดยประการต่าง ๆ ส่วนคนประทุษร้ายมิตร มีแต่จะล้างผลาญ เพราะเหตุนั้น ท่อนไม้ประเสริฐกว่าคนนั้นหนักหนา แต่ข้าพระบาทมิได้กระทำตามคำของท่านเหล่านั้น.

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

ดูก่อนพญามฤค เธอติเตียนพวกไหนแน่ ติเตียน พวกมฤค พวกนก หรือพวกมนุษย์ เรามีความกลัว ไม่น้อย เพราะได้ฟังเจ้าพูดภาษามนุษย์ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า มิคานํ พระราชาตรัสถามว่า เธอติเตียนพวกมฤคตัวใดตัวหนึ่ง หรือพวกนก หรือพวกมนุษย์. บทว่า ภยํ หิ มํ วนฺทติ ความว่า เธอติเตียนเราผู้กลัวอยู่ เราออกจะครั่นคร้ามอยู่ไม่น้อย. บทว่า อนปฺปรูปํ ได้แก่ มาก.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะแสดงว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้าข้าพระบาทมิได้ติเตียนมฤคเป็นต้น แต่ติเตียนพวกมนุษย์กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า

ข้าพระองค์ช่วยยกขึ้นซึ่งบุรุษคนใด ผู้ลอยไปใน ห้วงน้ำคงคา มีน้ำมากไหลเชี่ยว ภัยมาถึงข้าพระบาท แล้ว เพราะบุรุษผู้นั้นเป็นเหตุ ข้าแต่พระมหาราชา การสมาคมกับอสัตบุรุษทั้งหลาย นำทุกข์มาให้โดยแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วหเน ความว่า ในห้วงน้ำแม่น้ำคงคาอันสามารถที่จะพัดพาผู้ที่ตกแล้ว ๆ ไปได้. บทว่า มโหทเก สลิเล ความว่ามีน้ำมาก คือมีกระแสเชี่ยว. พระมหาสัตว์ แสดงห้วงน้ำคงคานั่นแหละ ว่ามีน้ำมากด้วยบททั้งสอง. บทว่า ตโตนิทานํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าบุคคลใดเล่าที่พระองค์ทรงชี้ให้ข้าพระบาทพูดนั้น กำลังลอยล่องไปในแม่น้ำคงคา ร้องไห้คร่ำครวญน่าสงสารอยู่ในเวลาเที่ยงคืน ข้าพระบาทช่วยเขาขึ้นไว้ได้ วันนี้ภัยมาถึงข้าพระบาท เพราะเขาเป็นต้นเหตุ ข้าแต่มหาราชเจ้าขึ้นชื่อว่า การสมาคมกับคนเลว ๆ ลำบาก พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงกริ้วเขา ทรงพระดำริว่า มันช่างไม่รู้คุณของมหาสัตว์นี้ ชื่อว่ามีอุปการะมากเช่นนี้ ต้องยิงมันเสียให้ตาย แล้วตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า

เรานั้นจะปล่อยลูกศร ๔ ปีกนี้แหวกไปในอากาศ ให้ไปตัดตรงหัวใจ เราจักฆ่ามันผู้ประทุษร้ายมิตร ผู้ไม่ทำกิจที่ควรทำ ไม่รู้จักผู้กระทำคุณให้เช่นท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปตฺตํ ความว่า ประกอบด้วยลูกศร๔ ปีก. บทว่า วิหงฺคมํ แปลว่า แหวกไปทางอากาศ. บทว่า คุจฺฉิทํ แปลว่า เชือดเอาร่างกาย. บทว่า โอสชฺชามิ ความว่า เราจักปล่อยลูกศรไปตรงหัวใจเขา.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ผู้นี้จงอย่าวอดวายเสียเพราะเราเลยจึงกล่าวคาถาที่ ๑๑ ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน สัตบุรุษ ทั้งหลาย ไม่สรรเสริญการฆ่าบัณฑิตและคนพาลเลย คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของเขาตาม ปรารถนาเถิด อนึ่ง ขอได้โปรดพระราชทานค่าจ้าง ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขาด้วยเถิด อนึ่ง ข้าพระองค์ ขอทำความปรารถนาของพระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามา ความว่า เขาจงไปบ้านเรือนของตนตามปรารถนา ตามความพอใจเถิด. บทว่า ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส เทหิ ความว่า โปรดจงประทานสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เราจักให้สิ่งนี้นั้นแก่เขาด้วยเถิด. บทว่า กามกโร ความว่า ข้าพระองค์ขอเป็นผู้ทำตามประสงค์คือพระองค์ทรงปรารถนาสิ่งใด ก็จงกระทำสิ่งนั้นเถิด หมายความว่า จะเสวยเนื้อข้าพระองค์ก็ได้ จะกระทำข้าพระองค์ให้เป็นมฤคสำหรับกีฬาก็ได้ ข้าพระองค์จะปฏิบัติตามประสงค์ของพระองค์ทุกประการ.

พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพอพระหฤทัย เมื่อจะทรงชมเชยพระมหาสัตว์ จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

ดูก่อนพญามฤค ท่านผู้ไม่ประทุษร้ายต่อมนุษย์ ผู้ประทุษร้าย นับเป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นแน่ คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของ ตนตามความปรารถนา อนึ่ง เราจะให้ค่าจ้างที่เราพูด ไว้แก่เขา และเราขอให้บ้านส่วยแก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ โส ความว่า เธอต้องเป็นผู้หนึ่งในบรรดาบัณฑิตทั้งหลายแน่นอน. บทว่า คามวรํ ความว่า พระราชาทรงประทานพรแก่พระมหาสัตว์ว่า เราเลื่อมใสในธรรมกถาของเธอ จะให้บ้านส่วยให้อภัยแก่ท่าน ตั้งแต่นี้ไป ขอท่านจงปลอดภัยเที่ยวไปตามความชอบใจ.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะลองหยั่งท้าวเธอดูว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าธรรมดามนุษย์ ปากพูดไปอย่างหนึ่ง กระทำไปอย่างหนึ่งได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า

ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของ นกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยาก ยิ่งกว่านั้น อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นคนใจดี คนทั้งหลายนับถือว่า เป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้นกลับ กลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยากอย่างนี้.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๓๑๖–๓๒๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เตรสนิบาตชาดก · ๘๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๙ รุรุชาตกํ ฯ

ตสฺส คามวรํ ทมฺมีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร ภิกฺขูหิ พหุปฺปกาโร เต อาวุโส เทวทตฺต สตฺถา ตฺวญฺจ ตถาคตํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชํ ลภิ ตีณิ ปิฏกานิ อุคฺคณฺหิ ลาภสกฺการํ สมฺปาปุณีติ วุตฺเต อาวุโส สตฺถารา มม ติณคฺคมตฺโตปิ อุปกาโร น กโต อหํ สยเมว ปพฺพชฺชึ สยํปิ ตีณิ ปิฏกานิ อุคฺคณฺหึ สยํ ลาภสกฺการํ ปาปุณินฺติ กเถสิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อกตญฺญู อาวุโส เทวทตฺโต อกตเวทีติ ตสฺเสว อคุณกถํ กเถสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว อกตญฺญู ปุพฺเพปิ อกตญฺญูเยวาติ วตฺวา ปุพฺเพเปส มยา ชีวิเต ทินฺเนปิ มม คุณมตฺตมฺปิ น ชานาตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอโก อสีติโกฏิวิภโว เสฏฺฐี ปุตฺตํ ลภิตฺวา มหาธนโกติสฺส นามํ กตฺวา สิปฺปํ อุคฺคณฺหนฺโต เม ปุตฺโต กิลมิสฺสตีติ น กิญฺจิ สิปฺปํ อุคฺคณฺหาเปสิ ฯ โส คีตนจฺจวาทิตขาทนโภชนโต อุทฺธํ น กิญฺจิ อญฺญาสิ ฯ ตํ วยปฺปตฺตํ ปฏิรูเปน ทาเรน สํโยเชตฺวา มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ โส เตสํ อจฺจเยน อิตฺถีธุตฺตอกฺขธุตฺตาทีหิ ปริวุโต นานาพฺยสนมุเขหิ สพฺพํ ธนํ วิทฺธํเสตฺวา อิณํ อาทาย ตมฺปิ ทาตุํ อสกฺโกนฺโต อิณายิเกหิ โจทิยมาโน จินฺเตสิ กึ มยฺหํ ชีวิเตน เอเกนมฺหิ อตฺตภาเวน อญฺโญวิย ชาโต มตเมว เสยฺโยติ ฯ โส อิณายิเก อาห ตุมฺหากํ อิณปณฺณานิ คเหตฺวา อาคจฺฉถ คงฺคาตีเร เม นิหิตํ กุลสนฺตกํ ธนํ อตฺถิ ตํ โว ทสฺสามีติ ฯ เต เตน สทฺธึ อคมํสุ ฯ โส อิธ ธนนฺติ นิธิฏฺฐานํ อาจิกฺขนฺโตวิย คงฺคาย ปติตฺวา มริสฺสามีติ ปลายิตฺวา คงฺคาย ปติ ฯ โส จณฺฑโสเตน วุยฺหนฺโต การุญฺญรวํ รวิ ฯ ตทา มหาสตฺโต รุรุมิคโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา ปริวารํ ฉฑฺเฑตฺวา เอกโกว คงฺคานิวตฺตเน รมณีเย สาลมิสฺสเก สุปุปฺผิตอมฺพวเน วสติ อุโปสถอุปวาสกรณตฺถาย ฯ ตสฺส สรีรจฺฉวิ สุมชฺชิตกาญฺจนผลกวณฺณา อโหสิ ตสฺส ปาทา ลาขารสปริกมฺมกตาวิย นงฺคุฏฺฐํ จามรินงฺคุฏฺฐํวิย สิงฺคานิ รชฏทามสทิสานิ อกฺขีนิ สุมชฺชิตมณิคุลิกาวิย มุขํ โอทหิตฺวา ฐปิตรตฺตกมฺพลเคณฺฑุกํวิย เอวรูปํ ตสฺส รูปํ อโหสิ ฯ โส อฑฺฒรตฺติกสมเย ตสฺส การุญฺญสทฺทํ สุตฺวา มนุสฺสสทฺโท สุยฺยติ มา มยิ ธรนฺเต มรตุ ชีวิตมสฺส ทสฺสามีติ จินฺเตตฺวา สยนโต อุฏฺฐาย นทีตีเร คนฺตฺวา อมฺโภ ปุริส มา ภายิ ชีวิตนฺเต ทสฺสามีติ อสฺสาเสตฺวา โสตํ ฉินฺทนฺโต คนฺตฺวา ตํ ปิฏฺฐิยํ อาโรเปตฺวา ตีรํ ปาเปตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานํ เนตฺวา อสฺสาเสตฺวา ผลาผลานิ ทตฺวา ทฺวีหติหจฺจเยน โภ ปุริส อหนฺตํ อิโต อรญฺญา นีหริตฺวา พาราณสีมคฺเค ฐเปสฺสามิ ตฺวํ โสตฺถินา คมิสฺสสิ อปิจ โข ปน อสุกฏฺฐาเน นาม กาญฺจนมิโค วสตีติ ธนการณา มํ รญฺโญ วา ราชมหามตฺตสฺส วา มา อาจิกฺขาหีติ อาห ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ มหาสตฺโต ตสฺส ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ตํ อตฺตโน ปิฏฺฐิยํ อาโรเปตฺวา พาราณสีมคฺเค โอตาเรตฺวา นิวตฺติ ฯ ตสฺส พาราณสีปวิสนทิวเสเยว เขมานาม เทวี รญฺโญ อคฺคมเหสี ปจฺจูสกาเล สุปินนฺตเร สุวณฺณวณฺณํ มิคํ อตฺตโน ธมฺมํ เทเสนฺตํ ทิสฺวา จินฺเตสิ สเจ เอวรูโป มิโค น ภเวยฺย น ตํ สุปิเนน ปสฺเสยฺยํ อทฺธา ภวิสฺสติ รญฺโญ อาโรเจสฺสามีติ ฯ สา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา มหาราช อหํ สุวณฺณวณฺณํ มิคํ ปสฺสิตุํ อิจฺฉามิ สุวณฺณวณฺณมิคสฺส ธมฺมํ โสตุกามา ลภิสฺสามิ เจ ชีวิสฺสามิ โน เจ นตฺถิ เม ชีวิตนฺติ อาห ฯ ราชา ตํ อสฺสาเสตฺวา สเจ มนุสฺสโลเก อตฺถิ ลภิสฺสสีติ วตฺวา พฺราหฺมเณ ปกฺโกสาเปตฺวา สุวณฺณวณฺโณ มิโคนาม โหตีติ ปุจฺฉิตฺวา อาม เทว โหตีติ สุตฺวา อลงฺกตหตฺถิขนฺเธ สุวณฺณจงฺโกฏเก สหสฺสถวิกํ ฐเปตฺวา โย สุวณฺณมิคํ อาจิกฺขิสฺสติ ตสฺส สทฺธึ สหสฺสถวิกสุวณฺณจงฺโกฏเกน ตญฺจ หตฺถึ ตโต จ อุตฺตรึ ทาตุกาโม หุตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ คาถํ ลิขาเปตฺวา เอกํ อมจฺจํ ปกฺโกสาเปตฺวา เอหิ ตฺวํ ตาต มม วจเนน อิมํ คาถํ นครวาสีนํ กเถหีติ อิมสฺมึ ชาตเก ปฐมํ คาถมาห

ตสฺส คามวรํ ทมฺมิ นาริโย จ อลงฺกตา

โก เม ตํ มิคมกฺขาสิ มิคานํ มิคมุตฺตมนฺติ ฯ

อมจฺโจ สุวณฺณปฏฺฏํ คเหตฺวา สกลนคเร จาราเปสิ ฯ อถ โข เสฏฺฐิปุตฺโต พาราณสึ ปวิสนฺโต ตํ กถํ สุตฺวา อมจฺจสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อหํ รญฺโญ เอวรูปํ มิคํ อาจิกฺขิสฺสามิ มํ รญฺโญ ทสฺเสหีติ อาห ฯ อมจฺโจ หตฺถิโต โอตริตฺวา ตํ รญฺโญ สนฺติกํ เนตฺวา อยํ กิร เทว ตํ อาจิกฺขิสฺสามีติ วเทตีติ ทสฺเสสิ ฯ ราชา สจฺจํ อมฺโภ ปุริสาติ ปุจฺฉิ ฯ โส สจฺจํ มหาราช ตฺวํ เอตํ ยสํ มยฺหํ เทหีติ วทนฺโต ทุติยํ คาถมาห

มยฺหํ คามวรํ เทหิ นาริโย จ อลงฺกตา

โส เต ตํ มิคมกฺขามิ อหนฺเต มิคมุตฺตมนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา ตสฺส มิตฺตทุพฺภิสฺส ตุสิตฺวา อมฺโภ กุหึ มิโค วสตีติ ปุจฺฉิตฺวา อสุกฏฺฐาเนนาม เทวาติ วุตฺเต ตเมว มคฺคุทฺเทสํ กตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ตํ ฐานํ อคมาสิ ฯ อถ นํ โส มิตฺตทุพฺภิ เสนํ เทว สนฺนิสีทาเปหีติ สนฺนิสินฺนาย เสนาย เอหีติ วตฺวา เอโส เทว สุวณฺณมิโค เอตสฺมึ ฐาเน วสตีติ หตฺถํ ปสาเรตฺวา อาจิกฺขนฺโต ตติยํ คาถมาห

เอตสฺมึ วนสณฺฑสฺมึ อมฺพา สาลา จ ปุปฺผิตา

อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา เอตฺเถโส ติฏฺฐติ มิโคติ ฯ

ตตฺถ อินฺทโคปกสญฺฉนฺนาติ เอตสฺส วนสณฺฑสฺส ภูมิ อินฺทโคปกวณฺณาย รตฺตาย สุขสมฺผสฺสาย ติณชาติยา สญฺฉนฺนา สสฺสกุจฺฉิวิย มุทุกา เอตฺถ เอตสฺมึ รมณีเย วนสณฺเฑ โส ติฏฺฐตีติ ทสฺเสสิ ฯ

ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา อมจฺเจ อาณาเปสิ ตสฺส มิคสฺส ปลายิตุํ อเทนฺตา ขิปฺปํ อาวุธหตฺเถหิ ปุริเสหิ สทฺธึ วนสณฺฑํ ปริวาเรถาติ ฯ เต ตถา กตฺวา อุนฺนทึสุ ฯ ราชา กติปเยหิ ชเนหิ สทฺธึ เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ โส ปุริโส อวิทูเร อฏฺฐาสิ ฯ มหาสตฺโต ตํ สทฺทํ สุตฺวา จินฺเตสิ มหโต พลกายสฺส สทฺโท ตมฺหา เม ปุริสา ภเยน อุปฺปนฺเนน ภวิตพฺพนฺติ ฯ โส อุฏฺฐาย สกลปริสํ โอโลเกตฺวา รญฺโญ ฐิตฏฺฐานํเยว ทิสฺวา เม โสตฺถิ ภวิสฺสติ เอตฺเถว มยา คนฺตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา ราชาภิมุโข ปายาสิ ฯ ราชา ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา นาคพโล มิโค อวตฺถรนฺโต อาคจฺเฉยฺย สรํ สนฺนยฺหิตฺวา อิมํ มิคํ สนฺตาเสตฺวา สเจ ปลายติ วิชฺฌิตฺวา ทุพฺพลํ กตฺวา คณฺหิสฺสามีติ ธนุํ อาโรเปตฺวา โพธิสตฺตาภิมุโข อโหสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา คาถทฺวยมาห

ธนุํ อทชฺฌํ กตฺวาน อุสุํ สนฺนยฺหุปาคมิ

มิโค จ ทิสฺวา ราชานํ ทูรโตวชฺฌภาสถ

อาคเมหิ มหาราช มา มํ วิชฺฌ รเถสภ

โก นุ เต อิทมกฺขาสิ เอตฺเถโส ติฏฺฐติ มิโคติ ฯ

ตตฺถ อทชฺฌนฺติ ชิยาย สเรน จ สทฺธึ เอกเมว กตฺวา ฯ สนฺนยฺหาติ สนฺนยฺหิตฺวา ฯ อาคเมหีติ ติฏฺฐ มหาราช มา มํ วิชฺฌ ชีวคาหเมว คณฺหาติ มธุราย วาจาย อภาสิ ฯ

ราชา ตสฺส มธุรกถาย พชฺฌิตฺวา ธนุํ โอตาเรตฺวา คารเวน อฏฺฐาสิ ฯ มหาสตฺโตปิ ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา มธุรปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ มหาชโนปิ สพฺพาวุธานิ ฉฑฺเฑตฺวา อาคนฺตฺวา ราชานํ ปริวาเรสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ มหาสตฺโต สุวณฺณกิงฺกิณิกํ จาเลนฺโตวิย มธุรสเรน ราชานํ ปุจฺฉิ

อาคเมหิ มหาราช มา มํ วิชฺฌ รเถสภ

โก นุ เต อิทมกฺขาสิ เอตฺเถโส ติฏฺฐติ มิโคติ ฯ

ตสฺมึ ขเณ ปาปปุริโส โถกํ ปฏิกฺกมิตฺวา ตตฺเถว อฏฺฐาสิ ฯ ราชา อิมินา เม ตฺวํ ทสฺสิโตติ กเถนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

เอส ปาปจโร โป โส สมฺม ติฏฺฐติ อารกา

โส หิ เม อิทมกฺขาสิ เอตฺเถโส ติฏฺฐติ มิโคติ ฯ

ตตฺถ ปาปจโรติ วิสฏฺฐาจาโร ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต ตํ มิตฺตทุพฺภึ ครหิตฺวา รญฺญา สทฺธึ สลฺลปนฺโต สตฺตมํ คาถมาห

สจฺจํ กิเรวมาหํสุ นรา เอกจฺจิยา อิธ

กฏฺฐํ นิปาวตํ เสยฺโย น เตฺวเวกจฺจิโย นโรติ ฯ

ตตฺถ นิปาวตนฺติ อุตฺตาริตํ ฯ เอกจฺจิโยติ เอกจฺโจ ปน มิตฺตทุพฺภิ ปาปปุคฺคโล อุทเก มรนฺโตปิ อุตฺตาริโต น เตฺวว เสยฺโย กฏฺฐญฺหิ นานปฺปกาเรน อุปการํ สํวตฺตติ มิตฺตทุพฺภิ ปน วินาสาย ตสฺมา ตโต กฏฺฐเมว วรตรนฺติ โปราณกปณฺฑิตา กถยึสุ มยา ปน เตสํ วจนํ น กตนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา อิตรํ คาถมาห

กึนุ รุรู ครหสิ มิคานํ

กึ ปกฺขินํ กึ ปน มนุสฺสานํ

ภยํ หิ มํ วินฺทติ อนปฺปรูปํ

สุตฺวาน ตํ มานุสึ ภาสมานนฺติ ฯ

ตตฺถ มิคานนฺติ มิคานํ อญฺญตรํ ครหสิ อุทาหุ ปกฺขีนํ มนุสฺสานนฺติ ปุจฺฉิ ฯ ภยํ หิ มํ วินฺทตีติ ภยํ มํ ปฏิลภติ อหํ อตฺตโน อนิสฺสโร ภยสนฺตโก วิย โหมิ ฯ อนปฺปรูปนฺติ มหนฺตํ ฯ

ตโต มหาสตฺโต มหาราช น มิคาทีนํ มนุสฺสานํ ปน ครหามีติ ทสฺเสนฺโต นวมํ คาถมาห

ยมุทฺธริ วหเน วุยฺหมานํ

มโหทเก สลิเล สีฆโสเต

ตโตนิทานํ ภยมาคตํ มม

ทุกฺโข หเว ราช อสพฺภิ สงฺคโมติ ฯ

ตตฺถ วหเนติ ปติตปติเต วหิตุํ สมตฺเถ คงฺคาวเห ฯ มโหทเก สลิเลติ มหาอุทเก มหาสลิเลติ อตฺโถ ฯ อุภเยนาปิ คงฺคาวหสฺเสว พหูทกํ ตํ ทสฺเสติ ฯ ตโตนิทานนฺติ มหาราช โย มยฺหํ ตยา ทสฺสิโต ปุริโส เอโส คงฺคาย วุยฺหมาโน อฑฺฒรตฺติกสมเย การุญฺญวรํ วิรวนฺโต อุตฺตาริโต ตโตนิทานํ เม อิทมชฺช ภยํ อาคตํ อสปฺปุริเสหิ สมาคโมนาม ทุกฺโข มหาราชาติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา ตสฺส กุชฺฌิตฺวา เอวํ พหุปการสฺสนาม คุณํ น ชานาติ วิชฺฌิตฺวา นํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสามีติ ทสมํ คาถมาห

โสหํ จตุปตฺตมิมํ วิหงฺคมํ

ตนุจฺฉิทํ หทเย โอสชฺชามิ

หนามิ ตํ มิตฺตทุพฺภึ อกิจฺจการึ

โย ตาทิสํ กมฺมกตํ น ชานีติ ฯ

ตตฺถ จตุปตฺตนฺติ จตูหิ วาชปตฺเตหิ สมนฺนาคตํ ฯ วิหงฺคมนฺติ อากาสงฺคมํ ฯ ตนุจฺฉิทนฺติ สรีรจฺฉินฺทนํ ฯ โอสชฺชามีติ เอตสฺส หทเย วิสชฺเชมีติ ฯ

ตโต มหาสตฺโต มา เอส มํ นิสฺสาย นสฺสตูติ จินฺเตตฺวา เอกาทสมํ คาถมาห

ธีรสฺส พาลสฺส หเว ชนินฺท

สนฺโต วธํ นปฺปสํสนฺติ ชาตุ

กามา ฆรํ คจฺฉตุ ปาปธมฺโม

ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส เทหิ

อหญฺจ เต กามกโร ภวามีติ ฯ

ตตฺถ กามาติ กาเมน ยถารุจิยา อตฺตโน ฆรํ คจฺฉตุ ฯ ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส เทหีติ ยญฺจสฺส อิทํนาม เต ทสฺสามีติ ตยา กถิตํ ตํ ตสฺส เทหิ ฯ กามกโรติ อิจฺฉากโร ยํ อิจฺฉสิ ตํ กโรหิ มํสํ วา เม ขาท กีฬามิคํ วา กโรหิ สพฺพตฺถ เต อนุกูลวตฺติ ภวิสฺสามีติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา ตุฏฺฐมานโส มหาสตฺตสฺส ถุตึ กโรนฺโต อนนฺตรํ คาถมาห

อทฺธา รุรู อญฺญตโร สตํ โส

โย ทุพฺภิโน มานุสสฺส น ทุพฺภิ

กามา ฆรํ คจฺฉตุ ปาปธมฺโม

ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส ทมฺมิ

อหญฺจ เต คามวรํ ททามีติ ฯ

ตตฺถ สตํ โสติ อทฺธา ตฺวํ สตํ ปณฺฑิตานํ อญฺญตโร ฯ คามวรนฺติ อหํ ตว ธมฺมกถาย ปสีทิตฺวา ตุมฺหากํ คามวรํ อภยํ ททามิ อิโต ปฏฺฐาย ตุมฺเห นิพฺภยา ยถารุจิยา วิจรถาติ มหาสตฺตสฺส วรํ อทาสิ ฯ

อถ นํ มหาสตฺโต มหาราช มนุสฺสานาม อญฺญํ มุเขน ภณนฺติ อญฺญํ กโรนฺตีติ ปริคฺคณฺหนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

สุวิชานํ สิงฺคาลานํ สกุนฺตานญฺจ วสฺสิตํ

มนุสฺสวสฺสิตํ ราช ทุพฺภิชานตรํ ตโต

อปิ เม มญฺญตี โปโส ญาติมิตฺโต สขาติ วา

โย ปุพฺเพ สุมโน หุตฺวา ปจฺฉา สมฺปชฺชเต ทิโสติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา มิคราชา มา มํ เอวํ อมญฺญิ อหํ หิ รชฺชํ ชหนฺโตปิ ตุยฺหํ ทินฺนํ วรํ น ชหิสฺสํ สทฺทหถ มยฺหํ วรํ คณฺหาติ ฯ มหาสตฺโต ตสฺส สนฺติกา วรํ คณฺหนฺโต อตฺตานํ อาทึ กตฺวา สพฺพสตฺตานํ อภยทานํ วรํ คณฺหิ ฯ ราชาปิ วรํ ทตฺวา โพธิสตฺตํ นครํ เนตฺวา นครญฺจ มหาสตฺตญฺจ อลงฺการาเปตฺวา เทวิยา ธมฺมํ เทสาเปสิ ฯ มหาสตฺโต เทวึ อาทึ กตฺวา รญฺโญ จ ราชปริสาย จ มธุราย มนุสฺสภาสาย ธมฺมํ เทเสตฺวา ราชานํ ทสหิ ราชธมฺเมหิ โอวทิตฺวา มหาชนํ อนุสาเสตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มิคคณปริวุโต วาสํ กปฺเปสิ ฯ ราชา สพฺพสตฺตานํ อภยํ ทมฺมีติ นคเร เภริญฺจาราเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย มิคปกฺขีนํ โกจิ หตฺถํ ปสาเรตุํ สมตฺโถนาม นาโหสิ ฯ มิคคโณ มนุสฺสานํ สสฺสานิ ขาทติ ฯ โกจิ วาเรตุํ น สกฺโกติ ฯ มหาชโน ราชงฺคณํ คนฺตฺวา อุปกฺโกสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิมํ คาถมาห

สมาคตา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา

มิคา ธญฺญานิ ขาทนฺติ ตํ เทโว ปฏิเสธตูติ ฯ

ตตฺถ เทโวติ ตํ มิคคณํ เทโว ปฏิเสธตูติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา คาถทฺวยมาห

กามํ ชนปโท มาสิ รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสตุ

น เตฺววาหํ รุรุํ ทุพฺเภ ทตฺวา อภย ปกฺขินํ ฯ

มา เม ชนปโท อาสิ มา มํ ชนปโท อหุ

น เตฺววาหํ มิคราชสฺส วรํ ทตฺวา มุสา ภเณติ ฯ

ตตฺถ มาสีติ กามํ มยฺหํ ชนปโท มา โหตุ ฯ รุรุนฺติ น เตฺวว อหํ สุวณฺณวณฺณสฺส รุรุมิคราชสฺส อภยํ ปกฺขีนํ ทตฺวา ทุพฺภิสฺสามีติ ฯ

มหาชโน รญฺโญ วจนํ สุตฺวา กิญฺจิ วตฺตุํ อวิสหนฺโต ปฏิกฺกมิ ฯ สา กถา วิตฺถาริตา อโหสิ ฯ ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต มิคคณํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อิโต ปฏฺฐาย มนุสฺสานํ สสฺสํ มา ขาทถาติ โอวทิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน เขตฺเตสุ ปณฺณสญฺญํ พนฺธาเปนฺตูติ มนุสฺสานํ เปเสสิ ฯ เต ตถา กรึสุ ฯ ตาย สญฺญาย มิคา ยาวชฺชกาลา สสฺสานิ น ขาทนฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต อกตญฺญูเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เสฏฺฐิปุตฺโต เทวทตฺโต อโหสิ ราชา อานนฺโท รุรุมิโค ปน อหเมวาติ ฯ

รุรุชาตกํ นวมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๘๑. ตักการิยชาดกชาดกถัดไป๔๘๓. สรภชาดก