สรภชาดก
ว่าด้วยละมั่งทำคุณแก่พระราชา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๕๔ · บรรทัด ๗๑๕๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
พระราชาพระองค์นั้นเล่า เมื่อละมั่งนั่นหมุนตัวล้มลง ทรงเปล่งพระสีหนาทว่า เรายิงละมั่งได้แล้ว ละมั่งผลุดลุกวิ่งหนีโดยเร็ว ปานลมทำลายวงล้อมไปได้. พวกอำมาตย์ที่ยืนอยู่ ณ ด้านทั้งสอง เห็นละมั่งกำลังหนีไปแล้วต่างคนต่างถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อเผ่นไปทางที่ใครยืนอยู่เล่า แล้วต่างก็ตอบกันว่า ทางที่พระราชาทรงประทับยืนอยู่. พระราชาก็ตรัสว่า เรายิงได้แล้ว ทูลถามว่า อะไรที่พระองค์ทรงยิงได้ พวกนั้นพากันยั่วเย้ากับพระราชาด้วยประการต่าง ๆ เช่นว่า ชาวเราเอ๋ย พระราชาของเราทั้งหลายทรงยิงไม่มีพลาดเลย พระองค์ทรงยิงแผ่นดินได้แล้วละ. พระราชาทรงพระดำริว่า พวกนี้เยาะเราได้ ช่างไม่รู้ฝีมือของเราเลย เราต้องถกเขมรเดินไปทีเดียว ใช้พระขรรค์จับละมั่งให้จงได้ แล้วทรงวิ่งไปโดยเร็ว ครั้นทรงเห็นละมั่งนั้นแล้วก็ทรงติดตามไปถึงสามโยชน์. ละมั่งเข้าป่าไปแล้ว ถึงพระราชาเล่าก็เสด็จเข้าป่าเหมือนกัน. ในป่านั้น ณ หนทางที่ละมั่งวิ่งไป มีบ่อลึกเป็นเหวประมาณ ๖๐ศอกเกิดจากไม้ใหญ่ผุ. บ่อนั้นมีน้ำประมาณ ๓๐ ศอก หญ้าคลุมมิดชิด. ละมั่งได้กลิ่นน้ำเข้า ก็ทราบว่ามีบ่อ จึงเลี่ยงเสียหน่อยแล้วผ่านไป. ส่วนพระราชาเสด็จไปตรงทีเดียว เลยตกลงในบ่อนั้น. ละมั่งไม่ได้ยินเสียงฝีพระบาทของท้าวเธอ เหลียวดูไม่เห็นเธอ ก็ทราบว่า คงตกลงในหลุมลึกเสียแล้ว เดินมามองดู เห็นท้าวเธอไม่มีที่เกาะ ลำบากอยู่ในน้ำลึก มิได้ใสใจถึงความผิดที่ท้าวเธอทรงกระทำเลย เกิดความสงสารขึ้นมา คิดว่า พระราชาอย่าฉิบหายต่อหน้าต่อตาเราเลย เราจักช่วยพระองค์ให้พ้นจากทุกข์นี้. แล้วยืนอยู่ที่ขอบบ่อกล่าวว่า มหาราช พระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์จักช่วยพระองค์ให้พ้นทุกข์ เพื่อจะช่วยพระราชาให้ขึ้นจากบ่อ เหมือนบุคคลกระทำความอุตสาหะเพื่อช่วยลูกรักของตนฉะนั้น คิดว่า เราต้องเอาหินถมลงไปจึงจะช่วยขึ้นได้จึงมาช่วยพระราชาขึ้นจากเหวลึก ๖๐ ศอกได้ ( ตามความคิด) ปลอบพระราชาแล้วให้ขนหลังพาออกจากป่า ส่งลง ณ ที่ไม่ห่างเสนา ให้โอวาทแก่ท้าวเธอให้ทรงดำรงในศีล ๕ ประการ.
พระราชาสุดที่จะทรงพลัดพรากจากพระมหาสัตว์ อยู่ได้ จึงตรัสว่าข้าแต่พญาละมั่งผู้เป็นนาย เชิญท่านมาสู่พระนครพาราณสีพร้อมกับฉัน ฉันจะถวายราชสมบัติในเมืองพาราณสีมีปริมาณ ๑๒ โยชน์ให้แก่ท่าน ท่านจงครองราชสมบัตินั้นเถิด. กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์เป็นดิรัจฉาน ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ แม้พระองค์มีความไยดีในข้าพระองค์ไซร้ โปรดทรงรักษาศีลที่ข้าพระองค์ให้ไว้ ทรงรับสั่งให้แม้ชาวแว่นแคว้นรักษากันด้วยเถิด ให้โอวาทแล้วเข้าป่าไปเลย. ท้าวเธอมีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล ทรงรำลึกถึงคุณของละมั่งนั้นเรื่อยมาทีเดียว ครั้นเสนาพร้อมกระบวน แล้วทรงแวดล้อมด้วยเสนาเสด็จไปพระนคร ตรัสให้นำธรรมเภรีไปเที่ยวตีป่าวร้องว่า ตั้งแต่นี้ไปชาวแว่นแคว้นทั่วหน้า จงพากันรักษาศีล ๕ เถิด แต่ไม่ทรงเล่าคุณที่พระมหาสัตว์กระทำไว้ แก่พระองค์ให้ใคร ๆ ฟัง เสวยพระกระยาหารมีรสเลิศต่างในเวลาเย็นเสร็จ เสด็จบรรทมเหนือพระแท่นที่บรรทมอันอลงกต เวลาใกล้รุ่งทรงระลึกถึงคุณของพระมหาสัตว์ เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดบัลลังก์เหนือพระยี่ภู่มีพระหฤทัยเปี่ยมด้วยพระปีติ ทรงเปล่งพระอุทาน ด้วยพระคาถา ๖ คาถาว่า
บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็นอย่างนั้น. บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำ สู่บกได้. บุรุษพึงพยายามไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใดได้เป็นอย่างนั้น. บุรุษพึงพยายามร่ำไป บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำ สู่บกได้. นรชนผู้มีปัญญา แม้ตกอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่ควร ตัดความหวังในอันจะมาสู่ความสุข เพราะว่า ผัสสะ อันไม่เกื้อกูล และเกื้อกูลมีมาก คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึงเลย ก็ต้องเข้าถึงความตาย. สิ่งที่ไม่คิดไว้ย่อมมีได้บ้าง สิ่งที่คิดไว้ย่อมพินาศ ไปบ้าง โภคะทั้งหลายของสตรีหรือบุรุษ จะสำเร็จได้ ด้วยความคิดนึกไม่ได้เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึเสเถว ความว่าพระเจ้าพาราณสี ระบุความว่าบุคคลไม่ต้องทำการตัดรอนความหวังเสีย ต้องทำความหวังในกรรมของตนเท่านั้น ไม่พึงหน่ายแหนงเลย. บทว่า ยถา อิจฺฉึ ความว่า จริงอยู่ ข้าพเจ้าสิปรารภจะขึ้นจากเหวลึกถึง ๖๐ ศอก ข้าพเจ้านั้นก็เป็นอย่างนั้นได้ คือขึ้นจากเหวนั้นได้ทีเดียว. บทว่า อหิตา หิตา จ ความว่า ผัสสะที่เป็นทุกข์ก็มีที่เป็นสุขก็มี หมายความว่า ผัสสะเพื่อความตาย (ถูกเข้าตาย) ผัสสะเพื่อความเป็นอยู่ (ถูกเข้าเป็น) ดังนี้ก็มี ผัสสะเพื่อความตาย ชื่อว่าไม่เกื้อกูล เป็นของเหล่าสัตว์แท้จริง แม้หมู่สัตว์นั้นไม่ใฝ่ฝันคือไม่เคยคิดเลย ผัสสะเพื่อความตายก็จะมาถึงได้. บทว่า อจินฺตมฺปิ ความว่า ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่า จักตกบ่อ ที่ข้าพเจ้าคิดไว้ คือ จักฆ่าละมั่ง แต่บัดนี้สิที่ข้าพเจ้าคิดไว้ก็สลายไปที่ไม่ได้คิดเลยนั่นแหละเกิดได้. บทว่า โภคา ความว่า ยศและบริวารเหล่านี้มิใช่เป็นสิ่งที่สำเร็จแต่ความคิด เหตุนั้น ความเพียรอย่างเดียวที่ผู้มีความรู้ต้องกระทำ ด้วยว่าผู้มีความเพียรย่อมเป็นอันกระทำ แม้สิ่งที่ไม่ได้เคยคิดไว้ก็ได้เหมือนกัน.
เมื่อท้าวเธอกำลังทรงเปล่งพระอุทานอยู่นั่นแหละ อรุณปรากฏ ท่านปุโรหิตมาเฝ้าเพื่อทูลถามสุขไสยาแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่พระทวาร ได้ยินเสียงพระอุทานของท้าวเธอ ดำริว่า เมื่อวานพระราชาเสด็จไปล่าเนื้อ คงจักยิงละมั่งนั้นผิด ครั้นถูกพวกอำมาตย์มายั่วเย้า ก็ทรงติดตามละมั่งนั้นด้วยขัตติยมานะว่า จักฆ่าเสีย หิ้วมันมา เลยไปตกเหวลึก ๖๐ ศอก พญาละมั่งมีใจสงสารมิได้คิดถึงโทษของพระราชา คงจักช่วยพระราชาขึ้นได้ เห็นจะเป็นด้วยเหตุนั้นท้าวเธอจึงทรงเปล่งอุทาน เหตุได้ยินพระอุทานอันมีพยัญชนะบริบูรณ์ของพระราชา เหตุการณ์ที่พระราชาและพญาละมั่งกระทำไว้ได้ปรากฏแก่พราหมณ์เหมือนเงาปรากฏแก่ผู้ส่องหน้าที่กระจกเจียระไนฉะนั้น. ท่านจึงเคาะประตูพระทวารด้วยเล็บ. พระราชาตรัสถามว่า ใครนั่น. เขากราบทูลว่า ข้าพระองค์ปุโรหิต พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงเปิดพระทวารแล้วตรัสว่า เชิญทางนี้เถิด ท่านอาจารย์. ท่านเข้าไปถวายชัยพระราชาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทราบเหตุการณ์ที่พระองค์กระทำไว้ในป่า พระองค์ทรงติดตามละมั่งตัวหนึ่งไปตกเหว ครั้นแล้วละมั่งนั่นทำการถมด้วยศิลาช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึก พระองค์นั้นทรงรำลึกถึงคุณของละมั่งนั้น ทรงเปล่งพระอุทานแล้ว พระเจ้าข้า พลางกราบทูลคาถา๒ คาถาว่า
เมื่อพระองค์เสด็จติดตามละมั่งตัวใดไปตกเหวที่ ซอกเขา พระองค์ทรงพระชนม์สืบมาได้ ด้วยความ บากบั่นของละมั่งตัวนั้น ซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้. ละมั่งตัวใดพยายามเอาก้อนหินถมเหวช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึกยากที่จะขึ้น ปลดเปลื้องพระองค์ ผู้ เข้าถึงกองทุกข์เสียจากปากมฤตยู พระองค์กำลังตรัส ถึงละมั่งตัวนั้นซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสฺสริ แปลว่า ติดตามไป. บทว่า วิกฺกนฺตํ ความว่า ได้กระทำความบากบั่นเพื่อจะถอนขึ้น. บทว่า อนุชีวสิความว่า ท่านอาศัยเป็นอยู่ อธิบายว่า ท่านได้ชีวิตเพราะอานุภาพของละมั่งนั้น. บทว่า อุทฺธริ ได้แก่ ให้ยกขึ้นแล้ว. บทว่า ตเมว วเทสิ ความว่าพระองค์นั่งสรรเสริญเนื้อละมั่งทอง บนที่นอนอันทรงสิรินี้.
พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มิได้ไปล่าเนื้อกับเรา รู้เรื่องทั้งหมดเลย รู้ได้อย่างไรเล่าหนอ ต้องถามท่านดู จึงตรัสพระคาถาที่ ๙ ว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อคราวนั้น ท่านได้อยู่ในที่ นั้นด้วยหรือ หรือว่าใครได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน ท่าน เป็นผู้เปิดเผยข้อที่เคลือบคลุม เห็นเรื่องได้ทั้งปวงละ สิหนอ ความรู้ของท่านมีกำลัง เห็นปรุโปร่งหรือ อย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภึสรูปํ ความว่า ความรู้ของท่านน่าจะมีเรี่ยวแรงกระมังหนา เพราะเหตุนั้นท่านจึงรู้ข้อนั้น.
พราหมณ์เมื่อจะแสดงว่า ข้าพระองค์มิใช่พระสัพพัญญูพุทธเจ้า แต่เรื่องราวของพระคาถาที่พระองค์ไม่ทรงยังพยัญชนะให้เลอะเลือนตรัสไว้ปรากฏแก่ข้าพระองค์ได้ พระเจ้าข้า จึงกล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ผู้เป็นนักปราชญ์ ครั้งนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และใครก็มิได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่ พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดู.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาสิตานํ ความว่า บทแห่งคาถาที่พระองค์ตรัสดีแล้วไม่ลบล้างพยัญชนะ. บทว่า อตฺถํ ตทาเมนฺติ ความว่าย่อมนำความแห่งบทแห่งคาถานั้นมาใคร่ครวญ.
พระราชาทรงโปรดท่าน พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก. ตั้งแต่นั้นก็ได้ทรงอภิรมย์แต่การบุญมีทานเป็นต้น. ฝูงชนเล่าก็พากันอภิรมย์แต่การบุญที่ตายไปแล้ว ๆ แน่นเมืองสวรรค์ทีเดียว. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงพระดำริว่า จักทรงยิงเป้า ตรัสชวนปุโรหิตเสด็จสู่พระอุทยาน. ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราช ทอดพระเนตรเห็นเทวดาและเทพกัญญาใหม่ ๆ มากมาย ทรงนึกว่าเหตุอะไรเล่าหนอ ก็ทรงทราบเรื่องที่พระราชาขึ้นจากเหวได้เพราะละมั่ง แล้วทรงชักชวนให้ประชาชนดำรงอยู่ในศีล ทรงพระดำริว่า มหาชนพากันทำบุญด้วยอานุภาพของพระราชา เหตุนั้นแหละเทวโลกจึงบริบูรณ์ ก็บัดนี้พระราชาเสด็จสู่พระอุทยานเพื่อจะทรงยิงเป้า เราจักต้องทดลองท้าวเธอดูบ้าง ให้ท้าวเธอเปล่งพระสุรสีหนาทประกาศคุณละมั่ง แล้วให้ทรงทราบความที่เราเป็นท้าวสักกะจักยืนในอากาศแสดงธรรม กล่าวถึงคุณของเมตตา และเบญจศีลแล้วกลับมาได้เสด็จไปสู่พระอุทยาน ฝ่ายพระราชา ทรงพระดำริว่า จักยิงเป้า ก็ทรงโก่งธนูสอดลูกศร. ทันใดนั้นท้าวสักกะก็แสดงรูปละมั่งให้ปรากฏระหว่างพระราชาและเป้าด้วยอานุภาพของท้าวเธอ. พระราชาทรงเห็นแล้วมิได้ปล่อยลูกศรที่นั้นท้าวสักกะก็เข้าทรงในสรีระของปุโรหิต ได้กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอันประเสริฐ พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะกำจัดความแกล้ว กล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว จะทรงลังเลอะไร อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้องฆ่าละมั่งได้ทันที ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของพระราชาได้โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยลูกศรอันมีปีก. บทว่า ปรวิริยฆาตึ ความว่า อันจะกำจัดความแกล้วกล้าของข้าศึกเหล่าอื่น. บทว่า จาเป สรํ ความว่า พระองค์เอาลูกศรกล่าวคือปีกนั่นสอดเข้าไปในแล่งแล้ว บัดนี้พระองค์จะลังเลใจอะไรเล่า. บทว่า หนฺตุ ความว่า ขอลูกศรที่พระองค์ยิงไปแล้วนั่น จงฆ่าละมั่งนี้โดยทันที. บทว่า อนฺนํ หิ เอตํ ความว่าข้าแต่พระมหาราชผู้มีปรีชาอันประเสริฐ ชื่อว่าละมั่งคงเป็นพระกระยาหารของพระราชา ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราจะรู้จักชัดความข้อนี้ว่า เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ ก็แต่ว่า เราจะบูชาคุณที่ ละมั่งได้ทำไว้แก่เราในครั้งก่อน เพราะเหตุนั้น เราจึง ไม่ฆ่าละมั่งนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ กตญฺจ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์แม้ฉันก็ทราบข้อนี้แจ่มแจ้งว่า มฤคเป็นอาหารแห่งกษัตริย์ แต่ฉันบูชาคุณที่ละมั่งกระทำในปางก่อน เพราะเหตุนั้น เราไม่ขอฆ่าเนื้อละมั่งเป็นเด็ดขาด.
ลำดับนั้น ท้าวสุกกะตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่มหาราชเป็นใหญ่แห่งทิศ นั่นมิใช่เนื้อ นั่นเป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ พระองค์จงฆ่าท้าวสักกเทวราช นั้นเสีย แล้วจักได้เป็นใหญ่ในหมู่อมรเทพ. ข้าแต่พระราชาผู้องอาจ ประเสริฐกว่านรชน ถ้าว่าพระองค์ยังทรงลังเลใจไม่ฆ่าละมั่ง ซึ่งเป็นสหาย พระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชชายา จักต้องไปยังเวตรณีนรกของพญายม.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อสุเรโส นี้ท้าวสักกะตรัสด้วยความประสงค์ว่า อสูรนั่นเป็นท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอสูร ด้วยบทว่า อมราธีโปนี้ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านจงฆ่าท้าวสักกะนั่นแล้วเป็นท้าวสักกเทวราชเสียเอง. ด้วยบทว่า เวตรณี ยมสฺส นี้ท้าวสักกะทำให้พระราชาทรงสะดุ้งว่า ถ้าพระองค์ทรงคิดว่าเป็นสหายของเราแล้วไม่ฆ่าเนื้อละมั่งนั่นไซร้ พระองค์พร้อมทั้งพระโอรสและพระชายาจะต้องไปนรกเวตรณีของพญายม.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า
เรา ชาวชนบททั้งหมด ลูกเมียและหมู่สหายจะ พากันไปยังเวตรณีนรก ของพญายมก็ตาม ถึงกระนั้น เราจะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเราเป็นอันขาด. ดูก่อนพราหมณ์ ละมั่งตัวนี้ ทำคุณแก่เราเมื่อถึง ความยาก ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวแสนร้าย เราระลึก ได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่งตัวนี้กระทำแก่เรา รู้คุณอยู่จะพึงฆ่าอย่างไรได้เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า มม ปาณทสฺส นี้พระราชาตรัสว่าดูก่อนพราหมณ์ ผู้ใดพึงให้ชีวิตแก่เรา ผู้ใดได้ให้ชีวิตอันเป็นที่รักแก่เราแล้วเราถึงจะไปสู่นรก ก็ไม่พึงประหาร ไม่พึงฆ่าบุคคลนั้นเลย ผู้นั้นไม่พึงถูกฆ่า. บทว่า เอกสฺส กตฺตา วิวนสฺมึ โฆเร ความว่า มฤคนี้เป็นสัตว์กระทำคุณแก่ข้าพเจ้า คราวไม่มีสหายตัวคนเดียว เข้าไปในป่าเปลี่ยวแสนร้าย คือได้ให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้นรำลึกถึงบุรพกิจเช่นนั้นที่มฤคนี้กระทำไว้ เมื่อรู้ถึงคุณนั้น จะพึงฆ่าอย่างไรเล่า.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะออกจากสรีระท่านปุโรหิตนิรมิตอัตภาพ เป็นท้าวสักกะ สถิตบนอากาศ เมื่อจะทรงแสดงพระคุณของพระราชา จึงตรัส ๒พระคาถาว่า
ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก จงทรง พระชนม์ชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์ทรงปกครองราช สมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารีบำรุงบำเรอ จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้น เหมือนท้าว วาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ฉะนั้น. ขอพระองค์อย่าทรงพระพิโรธ จงมีพระหฤทัย ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ จงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ใน ธรรมทั้งปวง ให้เป็นแขกควรต้อนรับ ครั้นทรงบำเพ็ญ ทานและเสวยบ้างตามอานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียน พระองค์ได้ จงเสด็จเข้าถึงสัคคสถานเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตาภิราธิ ความว่า พระองค์เป็นผู้โปรดปรานมิตร คือไม่ประทุษร้ายมิตร. บทว่า สพฺพาติถี ความว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระองค์ควรแก่ผู้ขอ ทรงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมทั้งปวงให้เป็นแขกควรต้อนรับ. บทว่า อนินฺทิโต ความว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เบิกบานพระหฤทัย เพราะได้บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น และไม่ถูกชาวโลกนินทา จงเข้าถึงสวรรคสถานเถิด.
ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเตือนท้าวเธอว่า มหาราชข้าพเจ้ามาเพื่อกำหนดจับท่าน ท่านไม่ให้ข้าพเจ้ากำหนดจับตนได้ จงไม่ประมาทเถิด แล้วเสด็จคืนสู่สถานแห่งตนแล.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน สารีบุตรก็ย่อมรู้ความแห่งภาษิตโดยย่ออย่างพิสดารเหมือนกัน ดังนี้ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ ปุโรหิตได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนเนื้อละมั่งคือเราผู้สัมมาสัมพุทธเจ้าแล.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๓๓๑–๓๔๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เตรสนิบาตชาดก ๘๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐. สรภชาตกํ ฯ
อาสึเสเถว ปุริโสติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อตฺตนา สงฺขิตฺเตน ปุจฺฉิตปญฺหสฺส ธมฺมเสนาปติโน วิตฺถาเรน พฺยากรณํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตทา ปน สตฺถา เถรํ สงฺขิตฺเตน ปญฺหํ ปุจฺฉิ เทโวโรหเณ ตตฺรายํ สงฺเขปโต อนุปุพฺพิกถา ฯ
ราชคหเสฏฺฐิโน หิ สนฺตเก จนฺทนปตฺเต อายสฺมตา ปิณฺโฑล- ภารทฺวาเชน อิทฺธิยา คหิเต สตฺถา ภิกฺขูนํ อิทฺธิปาฏิหาริยกรณํ ปฏิกฺขิปิ ฯ ตทาปิ ติตฺถิยา ปฏิกฺขิตฺตํ สมเณน โคตเมน อิทฺธิปาฏิหาริยกรณํ อิทานิ สยํปิ น กริสฺสตีติ จินฺเตตฺวา มงฺกุภูเตหิ อตฺตโน สาวเกหิ กึ ภนฺเต อิทฺธิยา ปตฺตํ น คณฺหิตฺถาติ วุจฺจมานา เนตํ อาวุโส อมฺหากํ ทุกฺกรํ ฉวสฺส ปน ทารุปตฺตสฺสตฺถาย อตฺตโน สณฺหสุขุมคุณํ โก คิหีนํ ปกาเสสฺสตีติ น คณฺหิมฺหา สมณา ปน สากฺยปุตฺติยา โลลพาลตาย อิทฺธึ ทสฺเสตฺวา คณฺหึสุ มา อมฺหากํ อิทฺธิกรณํ ภาโรติ จินฺตยิตฺถ มยํ หิ ติฏฺฐนฺตุ สมณสฺส โคตมสฺส สาวกา อากงฺขมานา ปน สมเณน โคตเมน สทฺธึ อิทฺธึ ทสฺเสยฺยาม สเจ หิ สมโณ โคตโม เอกํ ปาฏิหาริยํ กริสฺสติ มยํปิ ทิคุณํ กริสฺสามาติ กถยึสุ ฯ ตํ สุตฺวา ภิกฺขู ภควโต อาโรเจสุํ ภนฺเต ติตฺถิยา กิร ปาฏิหาริยํ กริสฺสนฺตีติ ฯ สตฺถา อาห ภิกฺขเว กโรนฺตุ อหํปิ กริสฺสามีติ ฯ ตํ สุตฺวา พิมฺพิสาโร อาคนฺตฺวา ภควนฺตํ ปุจฺฉิ ภนฺเต ปาฏิหาริยํ กิร กริสฺสถาติ ฯ อาม มหาราชาติ ฯ นนุ ภนฺเต สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ มหาราช ตํ มยา สาวกานํ ปญฺญตฺตํ พุทฺธานมฺปน สิกฺขาปทํนาม นตฺถิ ยถา หิ มหาราช ตว อุยฺยาเน ปุปฺผผลํ อญฺเญสํ วาริตํ น ตว เอวํ สมฺปทมิทํ ทฏฺฐพฺพนฺติ ฯ กหํ ปน ภนฺเต ปาฏิหาริยํ กริสฺสถาติ ฯ สาวตฺถินครทฺวาเร คณฺฑามฺพรุกฺขมูเลติ ฯ อมฺเหหิ ตตฺถ กึ กตฺตพฺพนฺติ ฯ น กิญฺจิ มหาราชาติ ฯ ปุนทิวเส สตฺถา กตภตฺตกิจฺโจ จาริกํ ปกฺกามิ ฯ มนุสฺสา กุหึ ภนฺเต สตฺถา คจฺฉตีติ ปุจฺฉนฺติ ฯ สาวตฺถินครทฺวาเร คณฺฑามฺพรุกฺขมูเล ติตฺถิยมทฺทนํ ยมกปาฏิหาริยํ กาตุนฺติ ฯ เตสํ ภิกฺขูนํ กถํ สุตฺวา มหาชโน อจฺฉริยรูปํ กึ ปาฏิหาริยํ ภวิสฺสติ ปสฺสิสฺสาม นนฺติ ฆรทฺวารานิ นิกฺกฑฺเฒตฺวา สตฺถาราเยว สทฺธึ อคมาสิ ฯ อญฺญติตฺถิยา มยมฺปิ สมณสฺส โคตมสฺส ปาฏิหาริยกรณฏฺฐาเน ปาฏิหาริยํ กริสฺสามาติ อุปฏฺฐาเกหิ สทฺธึ สตฺถารเมว อนุพนฺธึสุ ฯ สตฺถา อนุปุพฺเพน สาวตฺถึ คนฺตฺวา รญฺญา ปาฏิหาริยํ กิร ภนฺเต กริสฺสถาติ ปุจฺฉิโต กริสฺสามีติ วตฺวา กทา ภนฺเตติ วุตฺเต อิโต สตฺตเม ทิวเส อาสาฬฺหปุณฺณมาสิยนฺติ อาห ฯ มณฺฑปํ กโรมิ ภนฺเตติ ฯ อลํ มหาราช มม ปาฏิหาริยกรณฏฺฐาเน สกฺโก ทฺวาทสโยชนิกํ รตนมณฺฑปํ กริสฺสตีติ ฯ เอตํ การณํ นคเร อุคฺโฆสาเปมิ ภนฺเต ติ ฯ อุคฺโฆสาเปหิ มหาราชาติ ฯ ราชา ธมฺมโฆสกํ อลงฺกตหตฺถิปิฏฺฐิยํ อาโรเปตฺวา สตฺถา กิร สาวตฺถีนคเร คณฺฑามฺพรุกฺขมูเล ติตฺถิยมทฺทนํ ปาฏิหาริยํ กริสฺสติ อิโต สตฺตเม ทิวเสติ ยาว ฉฏฺฐทิวสา เทวสิกํ โฆสนํ กาเรสิ ฯ ติตฺถิยา คณฺฑามฺพรุกฺขมูเล กิร กริสฺสตีติ สามิกานํ ธนํ ทตฺวา สาวตฺถีสามนฺเต อมฺพรุกฺเข ฉินฺทาเปสุํ ฯ ธมฺมโฆสโก ปุณฺณมีทิวเส ปาโตว อชฺช ภควโต ปาฏิหาริยํ ภวิสฺสตีติ อุคฺโฆเสสิ ฯ เทวตานุภาเวน สกลชมฺพุทีเป ทฺวาเร ฐตฺวา อุคฺโฆสิตํวิย อโหสิ ฯ เย เย คนฺตุํ จิตฺตํ อุปฺปาเทนฺติ เต เต สาวตฺถีปตฺตเมว อตฺตานํ ปสฺสึสุ ฯ ทฺวาทสโยชนิกา ปริสา อโหสิ ฯ สตฺถา ปาโตว สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปวิสิตฺวา นิกฺขมิ ฯ คณฺโฑนาม อุยฺยานปาโล ปิณฺฑิปกฺกเมว กุมฺภปฺปมาณํ มหนฺตํ อมฺพปกฺกํ รญฺโญ หรนฺโต สตฺถารํ นครทฺวาเร ทิสฺวา ตถาคตสฺเสว อนุจฺฉวิกนฺติ อทาสิ ฯ สตฺถา ปฏิคฺคเหตฺวา ตตฺเถว เอกมนฺตํ นิสินฺโน ปริภุญฺชิตฺวา อานนฺท อิมํ อมฺพฏฺฐึ อุยฺยานปาลสฺส อิมสฺมึ ฐาเน โรปนตฺถาย เทหิ เอส คณฺฑามฺโพนาม ภวิสฺสตีติ อาห ฯ เถโร ตถา อกาสิ ฯ อุยฺยานปาโล ปํสุํ วิยูหิตฺวา โรเปสิ ฯ ตํ ขณญฺเญว อฏฺฐึ ภิชฺชิตฺวา มูลานิ โอตรึสุ ฯ นงฺคลสีสปฺปมาโณ รตฺตงฺกุโร อุฏฺฐหิ ฯ มหาชนสฺส โอโลเกนฺตสฺเสว ปณฺณาสหตฺถกฺขนฺโธ ปณฺณาสหตฺถสาโข อุพฺเพเธนปิ หตฺถสติโก อมฺพรุกฺโข สมฺปชฺชิ ฯ ตาวเทวสฺส ปุปฺผานิ จ ผลานิ จ อุฏฺฐหึสุ ฯ โส มธุรสุวณฺณวณฺณผลภริโต นภํ ปูเรตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ วาตปฺปหรณกาเล มธุรปกฺกานิ ปตึสุ ฯ ปจฺฉา อาคจฺฉนฺตา ภิกฺขู ปริภุญฺชิตฺวา อาคมึสุ ฯ สายณฺหสมเย เทวราชา อาวชฺชนฺโต สตฺถุ รตนมณฺฑปกรณํ อมฺหากํ ภาโร โหตีติ ญตฺวา วิสฺสุกมฺมํ เปเสตฺวา ทฺวาทสโยชนิกํ นีลุปฺปลสญฺฉนฺนํ สตฺตรตนมณฺฑปํ กาเรสิ ฯ เอวํ ทสสหสฺสจกฺกวาฬเทวตา สนฺนิปตึสุ ฯ สตฺถา ติตฺถิยมทฺทนํ อสาธารณํ สาวเกหิ ยมกปาฏิหาริยํ กริตฺวา พหุชนสฺส ปสนฺนภาวํ ญตฺวา โอรุยฺห พุทฺธาสเน นิสินฺโน ธมฺมํ เทเสสิ ฯ วีสติปาณโกฏิโย อมตปานํ ปิวึสุ ฯ ตโต ปุริมพุทฺธา ปน ปาฏิหาริยํ กตฺวา กตฺถ คจฺฉนฺตีติ อาวชฺเชนฺโต ตาวตึสภวนนฺติ ญตฺวา พุทฺธาสนา อุฏฺฐาย ทกฺขิณปาทํ ยุคนฺธรมตฺถเก ฐเปตฺวา วามปาเทน สิเนรุมตฺถกํ อกฺกมิตฺวา ปาริฉตฺตกมูเล ปณฺฑุกมฺพลสิลายํ วสฺสํ อุปคนฺตฺวา อนฺโตเตมาสํ เทวานํ อภิธมฺมกถํ กเถสิ ฯ ปริสาปิ สตฺถุ คตฏฺฐานํ อชานนฺตี ทิสฺวาว คมิสฺสามาติ ฯ ตตฺเถว เตมาสํ วสิ ฯ อุปกฏฺฐาย ปวารณาย มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร คนฺตฺวา ภควโต อาโรเจสิ ฯ อถ นํ สตฺถา ปุจฺฉิ กหํ ปน เอตรหิ สารีปุตฺโตติ ฯ เอส ภนฺเต ยมกปาฏิหาริเย ปสีทิตฺวา ปพฺพชิเตหิ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ สงฺกสฺสนคเร วสตีติ ฯ โมคฺคลฺลาน อิโต สตฺตเม ทิวเส สงฺกสฺสนครทฺวาเร โอตริสฺสามิ ตถาคตํ ทฏฺฐุกามา สงฺกสฺสนครทฺวาเร สนฺนิปตนฺตูติ ฯ เถโร สาธูติ ปฏิสุณิตฺวา อาคนฺตฺวา ปริสาย อาโรเจสิ สกลปริสํ สาวตฺถิโต ตึสโยชนํ สงฺกสฺสนครํ เอกมุหุตฺเตเนว ปาเปสิ ฯ สตฺถา วุตฺถวสฺโส ปวาเรตฺวา มหาราช มนฺสฺสโลกํ คมิสฺสามีติ สกฺกสฺส อาโรเจสิ ฯ สกฺโก วิสฺสุกมฺมํ อามนฺเตตฺวา ทสพลสฺส มนุสฺสโลกํ คมนตฺถาย โสปาณํ กโรหีติ อาห ฯ โส สิเนรุมตฺถเก โสปาณสีสํ สงฺกสฺสนครทฺวาเร ธุรโสปาณํ กตฺวา มชฺเฌ มณิมยํ เอกสฺมึ ปสฺเส รชฏมยํ เอกสฺมึ ปสฺเส โสวณฺณมยนฺติ ตีณิ โสปาณานิ มาเปสิ สตฺตรตนมยา เวทิกาปริกฺเขปา ฯ สตฺถา โลกวิวรณํ ปาฏิหาริยํ กตฺวา มชฺเฌ มณิมเยน โสปาเณน โอตริ ฯ สกฺโก ปตฺตจีวรํ อคฺคเหสิ สุยาโม วาฬวิชนึ สหมฺปติพฺรหฺมา ฉตฺตํ ธาเรสิ ฯ ทสสหสฺสจกฺกวาฬเทวตา ทิพฺพคนฺธมาลาทีหิ ปูชยึสุ ฯ สตฺถารํ ธุรโสปาเณ ปติฏฺฐหนฺตํ ปฐมเมว สารีปุตฺตตฺเถโร วนฺทิ ฯ ปจฺฉา เสสปริสา ฯ ตสฺมึ สมาคเม สตฺถา จินฺเตสิ โมคฺคลฺลาโน อิทฺธิมาติ ปากโฏ อุปาลิ วินยธโรติ สารีปุตฺตสฺส ปน ปญฺญาคุโณ อปากโฏ ฐเปตฺวา มํ กิร สมฺมาสมฺพุทฺธํ อญฺโญ เอเตน สทิสปญฺโญนาม นตฺถิ ปญฺญาคุณมสฺส ปากฏํ กริสฺสามีติ ฯ ปฐมํ ตาว ปุถุชฺชนปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ ตํ ปุถุชฺชนาว กถยึสุ ฯ ตโต โสตาปนฺนานํ วิสเย ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ ตํ โสตาปนฺนาว กถยึสุ ฯ ปุถุชฺชนา น ชานึสุ ฯ ตโต สกทาคามิวิสเย อนาคามิวิสเย ขีณาสววิสเย มหาสาวกวิสเย จ ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ ตํปิ เหฏฺฐิมา น ชานึสุ อุปริมา จ กถยึสุ ฯ อคฺคสาวกวิสเย ปุฏฺฐปญฺหํปิ อคฺคสาวกา กถยึสุ ฯ อญฺเญ น ชานึสุ ฯ ตโต สารีปุตฺตตฺเถรสฺส วิสเย ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ ตํ เถโรว กเถสิ ฯ อญฺเญ น ชานึสุ ฯ มนุสฺสา โก นาโม เอส เถโร สตฺถารา สทฺธึ กเถสีติ ปุจฺฉิตฺวา ธมฺมเสนาปติ สารีปุตฺตตฺเถโรนามาติ สุตฺวา อโห มหาปญฺโญติ วทึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เทวมนุสฺสานํ อนฺตเร เถรสฺส มหาปญฺญาคุโณ ปากโฏ ชาโต ฯ อถ นํ สตฺถา
เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสขา ปุถู อิธ
เตสํ เม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ เม พฺรูหิ มาริสาติ พุทฺธวิสเย ปญฺหํ ปุจฺฉิตฺวา อิมสฺส นุโข สารีปุตฺต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ อาห ฯ เถโร ปญฺหํ โอโลเกตฺวา สตฺถา มํ เสขาเสขานเมว อาคมนปฏิปทํ ปุจฺฉตีติ นิกฺกงฺโข หุตฺวา อาคมนปฏิปทานาม ขนฺธาทิวเสน พหูหิ มุเขหิ สกฺกา กเถตุํ กตรากาเรน นุโข กเถนฺโต สตฺถุ อชฺฌาสยํ คณฺหิตุํ นาสกฺขิสฺสามีติ อชฺฌาสเย กงฺขิ ฯ สตฺถา สารีปุตฺโต ปญฺเหสุ นิกฺกงฺโข อชฺฌาสเย ปน เม กงฺขติ มยา ปน นเย อทินฺเน กเถตุํ น สกฺขิสฺสติ นยมสฺส ทสฺสามีติ นยํ เทนฺโต ภูตมิทํ สารีปุตฺต สมนุปสฺสสีติ อาห ฯ เอวํ กิรสฺส อโหสิ สารีปุตฺโต มมชฺฌาสยํ คเหตฺวา กเถนฺโต ขนฺธวเสน กถิสฺสตีติ ฯ เถรสฺส สห นยทาเนน โส ปญฺโห นยสเตน นยสหสฺเสน อุปฏฺฐาสิ ฯ โส สตฺถารา ทินฺนนเยน ฐตฺวา พุทฺธวิสเย ปญฺหํ กเถสิ ฯ สตฺถา ทฺวาทสโยชนิกาย ปริสาย ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ตึสปาณโกฏิโย อมตปานํ ปิวึสุ ฯ สตฺถา ปริสํ อุยฺโยเชตฺวา จาริกํ จรนฺโต อนุปุพฺเพน สาวตฺถึ คนฺตฺวา ปุนทิวเส สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขูหิ วตฺเต ทสฺสิเต คนฺธกุฏึ ปาวิสิ ฯ สายณฺหสมเย ภิกฺขู เถรสฺส คุณกถํ กเถนฺตา ธมฺมสภายํ นิสีทึสุ มหาปญฺโญ อาวุโส สารีปุตฺโต ปุถุปญฺโญ ชวนปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ ทสพเลน สงฺขิตฺเตน ปุจฺฉิตํ ปญฺหํ วิตฺถาเรน อตฺถํ กเถสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ กเถสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สรภมิคโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา อรญฺเญ ปฏิวสติ ฯ ราชา มิคจิตฺตโก อโหสิ ถามสมฺปนฺโน อญฺญํ มนุสฺสํ มนุสฺโสติปิ น คเณติ โส เอกทิวสํ มิควธํ คนฺตฺวา อมจฺเจ อาห ยสฺส ปสฺเสน มิโค ปลายติ เตเนวสฺส อาณา ทาตพฺพาติ ฯ เต จินฺตยึสุ กทาจิ เวมชฺเฌ ฐิตมิโค โกฏฺฐกํ วิรุชฺฌติ อุฏฺฐิตํ มิคํ เยนเกนจิ อุปาเยน รญฺโญ ฐิตฏฺฐานญฺเญว อาโรเปสฺสามาติ จินฺเตตฺวา จ ปน กติกํ กตฺวา รญฺโญ ทูรมคฺคํ อทํสุ ฯ เต มหนฺตํ คุมฺพํ ปริกฺขิปิตฺวา มุคฺคราทีหิ ภูมึ ปหรึสุ ฯ ปฐมเมว สรภมิโค อุฏฺฐาย ติกฺขตฺตุํ คุมฺพํ อนุปริคนฺตฺวา ปลายนฺโต ปลายโนกาสํ โอโลเกนฺโต เสสทิสาสุ มนุสฺเส พาหาย พาหุํ ธนุนา ธนุํ อาหจฺจ นิรนฺตเร ฐิเต ทิสฺวา รญฺโญ ฐิตฏฺฐาเนเยว โอกาสํ อทฺทส ฯ โส อุมฺมิลิเตสุ อกฺขีสุ วาลิกํ ขิปมาโนวิย ราชานํ อภิมุโข อคมาสิ ฯ ราชา ตํ พลสมฺปนฺนํ ทิสฺวา สรํ ขิปิตฺวา วิรชฺฌิ ฯ สรภมิคานาม วญฺเจตุํ เฉกา โหนฺติ สเร อภิมุขํ อาคจฺฉนฺเต เวคํ หาเปตฺวา ติฏฺฐนฺติ ปจฺฉโต อาคจฺฉนฺเต เวเคน ชวนฺติ อุปริภาเคน อาคจฺฉนฺเต ปิฏฺฐึ นาเมนฺติ ปสฺเสนาคจฺฉนฺเต โถกํ อปคจฺฉนฺติ กุจฺฉิมชฺฌํ สนฺธายาคจฺฉนฺเต ปริวตฺติตฺวา ปตนฺติ สเร อติกฺกนฺเต วาตจฺฉินฺนวลาหกเวเคน ปลายนฺตีติ ฯ โสปิ ราชา ตสฺมึ ปริวตฺติตฺวา ปติเต สรภมิโค เม วิทฺโธติ นาทํ มุญฺจิ ฯ สรโภ อุฏฺฐาย วาตเวเคน ปลายิ พลมณฺฑลํ ภิชฺชิตฺวา ฯ อุโภสุ ปสฺเสสุ ฐิตา อมจฺจา สรภํ ปลายมานํ ทิสฺวาว เอกโต หุตฺวา ปุจฺฉึสุ มิโค กสฺส ฐิตฏฺฐานํ อภิรูหีติ ฯ รญฺโญ ฐิตฏฺฐานนฺติ ฯ ราชา วิทฺโธ เมติ วทติ ฯ โก เตน วิทฺโธติ ฯ นิพฺพิรุชฺโฌ โภ อมฺหากํ ราชา ภูมิ เตน วิทฺธาติ อิติ เต นานปฺปกาเรน รญฺญา สทฺธึ เกฬึ กรึสุ ฯ ราชา จินฺเตสิ อิเม มํ ปริหาสนฺติ มม ปมาณํ น ชานนฺติ ทฬฺหํ นิวาเสตฺวา ปตฺติโกว ขคฺคํ อาทาย สรภํ คณฺหิสฺสามีติ เวเคน ปกฺขนฺทิ ฯ อถ นํ ทิสฺวา ตีณิ โยชนานิ อนุพนฺธิ ฯ สรโภ อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ ราชาปิ ปาวิสิเยว ฯ ตตฺถ สรภมิคสฺส คมนมคฺเค สฏฺฐีมตฺตหตฺโถ มหาปูติปาทนรกอาวาโฏ อตฺถิ ฯ โส ตึสมตฺตหตฺโถ อุทเกน ปุณฺโณ ติเณน ปฏิจฺฉนฺโน ฯ สรโภ อุทกคนฺธํ ฆายิตฺวาว อาวาฏภาวํ ญตฺวา โถกํ โอสกฺกิตฺวา คโต ฯ ราชา ปน อุชุกเมว คจฺฉนฺโต ตสฺมึปตติ ฯ สรโภ ตสฺส ปทสทฺทํ อสุณนฺโต นิวตฺติตฺวา ตํ อปสฺสนฺโต นรกอาวาเฏ ปติโต ภวิสฺสตีติ ญตฺวา อาคนฺตฺวา โอโลเกนฺโต ตํ คมฺภีรอุทเก อปฺปติฏฺฐํ กิลมนฺตํ ทิสฺวา เตน กตํ อปราธํ หทเย อกตฺวา สญฺชาตการุญฺโญ มา มยิ ปสฺสนฺเตว ราชา นสฺสตุ อิมมฺหา ทุกฺขา โมเจสฺสามีติ อาวาฏตีเร ฐิโต มา ภายิ มหาราช อหํ ตํ ทุกฺขา โมเจสฺสามีติ วตฺวา อตฺตโน ปิยปุตฺตํ อุทฺธริตุํ อุสฺสาหํ กโรนฺโตวิย ตสฺสุทฺธรณตฺถาย สีลาโยคํ กตฺวา อุทฺธริสฺสามีติ อาคนฺตฺวา ราชานํ สฏฺฐิหตฺถา นรกา อุทฺธริตฺวา อสฺสาเสตฺวา ปิฏฺฐึ อาโรเปตฺวา อรญฺญโต นีหริตฺวา เสนาย อวิทูเร โอตาเรตฺวา โอวาทมสฺส ทตฺวา ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ ราชา มหาสตฺตํ วินา วสิตุํ อสกฺโกนฺโต อาห สามิ สรภมิคราช มยา สทฺธึ พาราณสึ เอหิ ทฺวาทสโยชนิกาย เต พาราณสิยา รชฺชํ ทมฺมิ ตํ กาเรหีติ ฯ มหาราช มยํ ติรจฺฉานคตา น โน รชฺเชนตฺโถ สเจ เต มยิ สิเนโห อตฺถิ มยา ทินฺนานิ สีลานิ รกฺขนฺโต รฏฺฐวาสิโนปิ สีลํ รกฺขาเปหีติ ตํ โอวทิตฺวา อรญฺญเมว ปาวิสิ ฯ โส อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ตสฺส คุเณ สรนฺโตว เสนํ สมฺปาปุณิตฺวา เสนางฺคปริวุโต นครํ คนฺตฺวา อิโต ปฏฺฐาย สกลรฏฺฐวาสิโน ปญฺจ สีลานิ รกฺขนฺตูติ ธมฺมเภรึ จาราเปสิ ฯ มหาสตฺเตน ปน อตฺตโน กตคุณํ กสฺสจิ อกเถตฺวา สายํ นานคฺครสโภชนํ ภุญฺชิตฺวา อลงฺกตสยเน สยิตฺวา ปจฺจูสกาเล มหาสตฺตสฺส คุณํ สริตฺวา อุฏฺฐาย สยนปิฏฺฐิยํ ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา ปีติปุณฺเณน หทเยน ฉหิ คาถาหิ อุทานํ อุทาเนสิ
อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ
อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ
วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ
วายเมเถว ปุริ โส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต
ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ
ทุกฺขูปนี โต ปิ นโร สปญฺโญ
อาสํ น ฉินฺเทยฺย สุขาคมาย
พหู หิ ผสฺสา อหิตา หิตา จ
อวิตกฺกิตา มจฺจุมุปปชฺชนฺติ ฯ
อจินฺติตมฺปิ ภวติ จินฺติตมฺปิ วนสฺสติ
น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วาติ ฯ
ตตฺถ อาสึเสเถวาติ อาสาเฉทกมฺมํ อกตฺวา อตฺตโน กมฺเมสุ อาสํ กโรเถว น อุกฺกณฺเฐยฺย ฯ ยถา อิจฺฉินฺติ อหํ หิ สฏฺฐิหตฺถา นรกา อุฏฺฐานํ อิจฺฉึ โสมฺหิ ตเถว ชาโต ตโต อุฏฺฐิโตเยวาติ ทีเปติ ฯ อหิตา หิตา จาติ ทุกฺขผสฺสา จ สุขผสฺสา จ มรณผสฺสา จ ชีวิตผสฺสา จาติปิ อตฺโถ สตฺตานมฺหิ มรณผสฺโส อหิโต ชีวิตผสฺโส หิโต เตสํ อวิตกฺกิโต อจินฺติโตปิ มรณผสฺโส อาคจฺฉตีติ ทสฺเสติ ฯ อจินฺติตมฺปีติ มยา อาวาเฏ ปติสฺสามีติ อจินฺติตํ สรภํ มาเรสฺสามีติ จินฺติตํ อิทานิ ปน เม จินฺติตํ นฏฺฐํ อจินฺติตเมว ชาตํ ฯ โภคาติ ยสปริวารา เอเต จินฺตามยา น โหนฺติ ตสฺมา ญาณวตา วิริยเมว กตฺตพฺพํ วิริยวโต หิ อจินฺติตํปิ กตํ โหติเยว ฯ
ตสฺส อุทานํ อุทาเนนฺตสฺเสว อรุณํ อุฏฺฐหิ ฯ ปุโรหิโต ปาโตว สุขเสยฺยาย ปุจฺฉนตฺถํ อาคนฺตฺวา ทฺวาเร ฐิโต ตสฺส อุทานคีตสทฺทํ สุตฺวา จินฺเตสิ ราชา หีโย มิควธํ อคมาสิ ตํ สรภมิคํ วิรทฺโธ ภวิสฺสติ ตโต อมจฺเจหิ อวหสิยมาโน มาเรตฺวา ตํ อาหริสฺสามีติ ขตฺติยมาเนน ตํ อนุพนฺธนฺโต สฏฺฐีหตฺเถ นรเก ปติโต ภวิสฺสติ ทยาลุนา สรภราเชน รญฺโญ โทสํ อจินฺเตตฺวา ราชา อุทฺธริโต ภวิสฺสติ เตน มญฺเญ อุทานํ อุทาเนสีติ ฯ เอวํ พฺราหฺมณสฺส รญฺโญ ปริปุณฺณพฺยญฺชนํ อุทานํ สุตฺวา สุมชฺชิเต อาทาเส มุขํ โอโลเกนฺตสฺส ฉายาวิย รญฺญา จ สรเภน จ กตการณํ ปากฏํ อโหสิ ฯ โส นเขน ทฺวารํ อาโกเฏสิ ฯ ราชา โก เอโสติ ปุจฺฉิ ฯ อหํ เทว ปุโรหิโตติ ฯ อถ ทฺวารํ วิวริตฺวา อิโต เอหาจริยาติ อาห ฯ โส ปวิสิตฺวา ราชานํ ชยาเปตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต อหํ มหาราช ตยา อรญฺเญ กตการณํ ชานามิ ตฺวํ เอกํ สรภมิคํ อนุพนฺธนฺโต นรเก ปติโต อถ นํ โส สรโภ สีลา โยคํ กตฺวา นรกโต อุทฺธริ โส ตฺวํ ตสฺส คุณํ สริตฺวา อุทานํ อุทาเนสีติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ
สรภํ คิริทุคฺคสฺมึ ยํ ตฺวํ อนุสฺสรี ปุเร
อลีนจิตฺตสฺส ตุวํ วิกฺกนฺตมนุชีวสิ ฯ
โย ตํ วิทุคฺคา นรกา สมุทฺธริ
สีลาย โยคํ สรโภ กริตฺวา
ทุกฺขูปนีตํ มจฺจุมุขา ปโมจยิ
อลีนจิตฺตํ ตเมว วเทสีติ ฯ
ตตฺถ อนุสฺสรีติ อนุพนฺธิ ฯ วิกฺกนฺตนฺติ อุทฺธรณตฺถาย กตปรกฺกมํ ฯ อนุชีวสีติ อุปชีวสิ ตสฺสานุภาเวน ตยา ชีวิตํ ลทฺธนฺติ อตฺโถ ฯ อุทฺธรีติ อุตฺตาเรสิ ฯ ตเมว วเทสีติ สุวณฺณสรภมิคํ อิธ สิริสยเน นิสินฺโน วณฺเณสิ ฯ
ตํ สุตฺวา อยํ มยา สทฺธึ น มิควธํ คโต สพฺพเมว ปวุตฺตึ ชานาติ กถํ นุโข ชานาติ ปุจฺฉิสฺสามิ นนฺติ จินฺเตตฺวา นวมํ คาถมาห
กึ ตฺวํ ตตฺเถว ตทา อโหสิ
อุทาหุ เต โกจิ นุ เอตทกฺขา
วิวฏจฺฉโท นุสิ สพฺพทสฺสี
ญาณํ นุ เต พฺราหฺมณ ภึสรูปนฺติ ฯ
ตตฺถ ภึสรูปนฺติ กึ นุ ตว ญาณํ พลวชาติกํ เตเนตํ ชานาสีติ ฯ
พฺราหฺมโณ นาหํ สพฺพญฺญู พุทฺโธ พฺยญฺชนํ อมกฺเขตฺวา ตยา กถิตคาถานํ ปน มยฺหํ อตฺโถ อุปฏฺฐาตีติ ทีเปนฺโต ทสมํ คาถมาห
น เจวาหํ ตตฺถ ตทา อโหสึ
น จาปิ เม โกจิ นํ เอตทกฺขา
คาถาปทานญฺจ สุภาสิตานํ
อตฺถํ ตทาเนนฺติ ชนินฺท ธีราติ ฯ
ตตฺถ สุภาสิตานนฺติ พฺยญฺชนํ อมกฺเขตฺวา สุฏฺฐุ ภาสิตานํ ฯ อตฺถํ ตทาเนนฺตีติ โย เตสํ อตฺโถ ตํ อาเนนฺติ อุปธาเรนฺตีติ อตฺโถ ฯ
ราชา ตสฺส ตุสิตฺวา พหุธนํ อทาสิ ตโต ปฏฺฐาย ทานาทีนิ ปุญฺญานิ อภิรโต อโหสิ ฯ มนุสฺสาปิ ปุญฺญาภิรตา หุตฺวา มตมตา สคฺคปูรเมว ปูรยึสุ ฯ อเถกทิวสํ ราชา ลกฺขํ วิชฺฌิสฺสามีติ ปุโรหิตํ อาทาย อุยฺยานํ คโต ฯ ตทา สกฺโก เทวราชา พหู นเว เทเวเจว เทวกญฺญาโย จ ทิสฺวา กึ นุโข การณนฺติ อาวชฺเชนฺโต สรภมิเคน นรกา อุทฺธริตฺวา รญฺญา สีเลสุ ปติฏฺฐาปิตภาวํ ญตฺวา รญฺโญ อานุภาเวน มหาชนา ปุญฺญานิ กโรนฺติ เตน เทวโลโก ปริปูรติ อิทานิ โข ปน ราชา ลกฺขํ วิชฺฌิตุํ อุยฺยานํ คโต ตํปิ วีมํสิตฺวา สีหนาทํ นทาเปตฺวา สรภมิคสฺส คุณํ กถาเปตฺวา อตฺตโน จ สกฺกภาวํ ชานาเปตฺวา อากาเส ฐิโต ธมฺมํ เทเสตฺวา เมตฺตาย เจว ปญฺจนฺนญฺจ สีลานํ คุณํ กเถตฺวา อาคมิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อุยฺยานํ อคมาสิ ฯ ราชาปิ ลกฺขํ วิชฺฌิสฺสามีติ ธนุํ อาโรเปตฺวา สรํ สนฺนยฺหิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺโก รญฺโญ จ ลกฺขสฺส จ อนฺตเร อตฺตโน อานุภาเวน สรภํ ทสฺเสสิ ฯ ราชา ตํ ทิสฺวา สรํ น มุญฺจิ ฯ อถ นํ สกฺโก ปุโรหิตสฺส สรีเร อธิมุจฺจิตฺวา คาถมภาสิ
อาทาย ปตฺตํ ปรวิริยฆาตึ
จาเป สรํ กึ วิจิกิจฺฉเส ตุวํ
นุณฺโณ สโร สรภํ หนฺตุ ขิปฺปํ
อนฺนํ หิ เอตํ วรปญฺญ รญฺโญติ ฯ
ตตฺถ ปตฺตนฺติ วาชปตฺเตหิ สมนฺนาคตํ ฯ ปรวิริยฆาตินฺติ ปเรสํ วิริยฆาตกํ ฯ จาเป สรนฺติ เอตํ ปตฺตสํขาตํ สรํ จาเป อาทาย สนฺนยฺหิตฺวา อิทานิ ตฺวํ กึ วิจิกิจฺฉสิ ฯ หนฺตูติ ตยา วิสฺสฏฺโฐ หุตฺวา เอส สโร ขิปฺปํ อิมํ สรภํ หนตุ ฯ อนฺนํ หิ เอตนฺติ วรปญฺญ มหาราช สรโภนาม รญฺโญ อาหาโร ภกฺโขติ อตฺโถ ฯ
ตโต ราชา คาถมาห
อทฺธา ปชานามิ อหํปิ เอตํ
อนฺนํ มิโค พฺราหฺมณ ขตฺติยสฺส
ปุพฺเพ กตญฺจ อปจายมาโน
ตสฺมา มิคํ สรภํ โน หนามีติ ฯ
ตตฺถ ปุพฺเพ กตญฺจาติ พฺราหฺมณ อหํ เจตํ เอกํเสน ชานามิ ยถา มิโค ขตฺติยสฺส อนฺนํ ปุพฺเพ ปน อิมินา มยฺหํ กตคุณํ ปูเชมิ ตสฺมา ตํ น หนามีติ ฯ
ตโต สกฺโก คาถทฺวยมาห
เนโส มิโค มหาราช อสุเรโส ทิสมฺปติ
เอตํ หนฺตฺวา มนุสฺสินฺท ภวสฺสุ อมราธิโป ฯ
สเจ มหาราช วิจิกิจฺฉเส ตุวํ
หนฺตุํ มิคํ สรภํ สหายกํ
สปุตฺตทาโร นรวีริยเสฏฺฐ
หนฺตฺวา โน เจ ตุวํ เวตรณึ ยมสฺสาติ ฯ
ตตฺถ อสุเรโสติ อสุโร เอโส อสุรเชฏฺฐโก สกฺโก เอโสติ อธิปฺปาเยน วทติ ฯ อมราธิโปติ ตฺวํ เอตํ สกฺกํ มาเรตฺวา สยํ สกฺโก เทวราชา โหหีติ วทติ ฯ เวตรณึ ยมสฺสาติ สเจ เอตํ สหาโย เมติ จินฺเตตฺวา น หนิสฺสสิ สปุตฺตทาโร ยมสฺส เวตรณีนิริยํ คนฺตฺวา ภวิสฺสสีติ ตํ ตาเสติ ฯ
ตโต ราชา เทฺว คาถา อภาสิ
กามํ อหํ ชานปทา จ สพฺเพ
ปุตฺตา จ ทารา จ สหายสํฆา
คจฺฉาม ตํ เวตรณึ ยมสฺส
น เตฺวว หญฺเญ มม ปาณทสฺส ฯ
อยํ มิโค กิจฺฉคตสฺส มยฺหํ
เอกสฺส กตฺตา วิวนสฺมึ โฆเร
ตํ ตาทิสํ ปุพฺพกิจฺจํ สรนฺโต
ชานํ มหาพฺรหฺเม กถํ หเนยฺยนฺติ ฯ
ตตฺถ มม ปาณทสฺสาติ พฺราหฺมณ โย มม ปาณโท อสฺส เยน เม ปิยํ ชีวิตํ ทินฺนํ นรกํ ปวิสนฺเตน มยา โส น เตฺวว หญฺโญ น หนิตพฺโพ อวชฺโฌ เอโสติ วทติ ฯ เอกสฺส กตฺตา วิวนสฺมึ โฆเรติ ทารุเณ อรญฺเญ ปวิฏฺฐกสฺส สโต เอกสฺส อสหายกสฺส มม กตฺตา การโก ชีวิตสฺส ทายโก สฺวาหํ ตํ อิมินา กตํ ตาทิสํ ปุพฺพกิจฺจํ สรนฺโตเยว ตํ คุณํ ชานนฺโตเยว กถํ หเนยฺยํ ฯ
อถ สกฺโก ปุโรหิตสฺส สรีรโต อปคนฺตฺวา สกฺกตฺตภาวํ มาเปตฺวา อากาเส ฐตฺวา รญฺโญ คุณํ ปกาเสนฺโต คาถทฺวยมาห
มิตฺตาภิราธิ จิรเมว ชีว
รชฺชํ อิมํ ธมฺมคุเณ ปสาส
นารีคเณหิ ปริจารยนฺโต
โมทสฺสุ รฏฺเฐ ติทิเวว วาสโว ฯ
อกฺโกธโน นิจฺจปสนฺนจิตฺโต
สพฺพาติถี ยาจโยโค กตฺวา
ทตฺวา จ ภุตฺวา จ ยถานุภาวํ
อนินฺทิโต สคฺคมุเปหิ ฐานนฺติ ฯ
ตตฺถ มิตฺตาภิราธีติ มิตฺเต อาราเธนฺโต มิตฺเต อทุพฺภมาโน ฯ สพฺพาติถีติ สพฺเพ ธมฺมิกสมณพฺราหฺมเณ อติถี ปาหุนเกเยว กตฺวา ปริจรนฺโต ยาจิตพฺพยุตฺตโก หุตฺวา ฯ อนินฺทิโตติ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กรเณน ปมุทิโตเจว โลเกน จ อนินฺทิโต หุตฺวา สคฺคฏฺฐานํ อุเปหีติ ฯ
เอวํ วตฺวา สกฺโก เทวราชา อหํ มหาราช ตํ ปริคฺคณฺหิตุํ อาคโต ตฺวํ อตฺตานํ ปริคฺคหิตุํ นาทาสิ อปฺปมตฺโต โหหีติ ตํ โอวทิตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิสารีปุตฺโต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ ชานาติเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ปุโรหิโต สารีปุตฺโต สรภมิโค ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ
สรภชาตกํ ทสมํ ฯ
อิติ
ชาตกฏฺฐกถาย ทสชาตกปฏิมณฺฑิตสฺส
เตรสนิปาตสฺสตฺถวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
@เชิงอรรถ:
@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗