ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สาลิเกทารชาดก
ชาดกที่ ๔๘๔ · ปกิณณกนิบาตชาดก

สาลิเกทารชาดก

ว่าด้วยนกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๗๒ · บรรทัด ๗๒๒๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสาลิเกทารชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ ดังนี้. ต้องเรื่องจักมีแจ้งในสามชาดก๑.

ก็พระศาสดาตรัสให้หาภิกษุนั้น ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอเลี้ยงคฤหัสถ์จริงหรือ เมื่อเธอกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นความจริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า คฤหัสถ์เหล่านั้นเป็นอะไรของเธอ ครั้นเธอกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นโยมหญิงโยมชายของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ตรัสว่าดีจริง ภิกษุ ถึงเหล่าบัณฑิตแต่ก่อน เป็นสัตว์ดิรัจฉานบังเกิดในกำเนิดสกุณาก็ยังให้พ่อแม่ผู้แก่แล้วนอนในรัง หาอาหารมาด้วยจะงอยปาก เลี้ยงดูได้ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ามคธราช ครองราชสมบัติในพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากพระนคร มีบ้านพวกพราหมณ์ ชื่อว่า สาลินทิยะ. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านนั้น เป็นไร่ของชาวมคธ. ในที่นั้น พราหมณ์ โกสิยโคตรชาวสาลินทิยะ จับจองไร่ไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีส หว่านข้าวสาลีไว้. ครั้นข้าวกล้างอกขึ้นแล้ว ให้คนทำรั้วอย่างแข็งแรง แบ่งให้บริษัทของตนนั้นแล ดูแลรักษา บางคนประมาณ๕๐ กรีส บางคน ๖๐ กรีส จนครบพื้นที่ไร่ประมาณ ๕๐๐ กรีส ที่เหลือ๕๐๐ กรีส กั้นรั้วให้ลูกจ้างคนหนึ่ง. ลูกจ้างปลูกกระท่อมลงตรงนั้น อยู่ประจำดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดกแปลเล่มที่ ๔ ภาคที่ ๒ หน้า ๑๕๕ทั้งกลางคืนและกลางวัน. ก็ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไร่ มีป่างิ้วใหญ่อยู่ที่ภูเขาอันมียอดเป็นที่ราบลูกหนึ่ง. ฝูงนกแขกเต้าหลายร้อยพากันอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นลูกของพญานกแขกเต้า ในฝูงนกแขกเต้านั้น เมื่อเติบโตแล้ว มีรูปงาม สมบูรณ์ด้วยกำลัง ร่างกายใหญ่ขนาดดุมเกวียน. ครั้นถึงเวลาบิดาแก่ บิดาของท่านได้มอบความเป็นพญาให้ด้วยคำว่า บัดนี้ฉันไม่สามารถจะบินไปไกล ๆ ได้ เจ้าจงปกครองฝูงนกนี้เถิด. ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ท่านก็ไม่ยอมให้บิดามารดาไปหากิน เมื่อได้ปกครองฝูงนกแขกเต้าก็ไปสู่ป่าหิมพานต์ จิกกินข้าวสาลีในป่า ข้าวสาลีที่เกิดเองจนอิ่ม เวลากลับก็คาบอาหารที่เพียงพอแก่มารดาบิดามาเลี้ยงมารดาบิดา. อยู่มาวันหนึ่งนกแขกเต้าพากันบอกว่า ครั้งก่อนในระยะกาลนี้ คนเคยหว่านข้าวสาลีในไร่แคว้นมคธ บัดนี้จะยังกระทำอยู่หรืออย่างไรไม่ทราบ. พญาแขกเต้าใช้นกแขกเต้าสองตัวไปว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงสืบดู. นกแขกเต้าทั้งสองบินไป เมื่อจะร่อนลงในมคธเขต ไปร่อนลงในไร่ที่ลูกจ้างนั้นเฝ้า จิกกินข้าวสาลี แล้วคาบรวงข้าวสาลีรวงหนึ่ง บินกลับมาสู่ป่างิ้ว วางรวงข้าวสาลีไว้แทบเท้าของมหาสัตว์กล่าวว่า ในที่นั้นมีข้าวสาลีเช่นนี้. วันรุ่งขึ้นพญาแขกเต้าแวดล้อมด้วยฝูงนกแขกเต้า บินไปในที่นั้นร่อนลงในไร่ของลูกจ้างนั้น. ฝ่ายบุรุษนั้นเห็นนกแขกเต้าทั้งหลายพากันจิกกินข้าวสาลี แม้จะวิ่งกลับไปกลับมาห้ามอยู่ ก็สุดที่จะห้ามได้. นกแขกเต้าที่เหลือพากันจิกกินข้าวสาลีพออิ่ม ต่างก็บินไปปากเปล่ากันทั้งนั้น. แต่พญาแขกเต้ารวบรวมข้าวสาลีเป็นอันเดียวกัน คาบด้วยจะงอยปากบินออกหน้ามาให้แก่มารดาบิดา. ฝูงนกแขกเต้าตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก็พากันจิกกินข้าวสาลีในที่นั้นแห่งเดียว ครั้นบุรุษนั้นเห็นฝูงนกแขกเต้ากำลังลงจิกกินข้าวสาลี ก็วิ่งกลับไปกลับมาห้ามปราม แต่ก็มิอาจที่จะห้ามได้จึงคิดว่า ถ้านกแขกเต้าเหล่านี้พากันลงกินอย่างนี้ สักสองสามวันเท่านั้น จักต้องไม่มีข้าวสาลีเหลือสักน้อย พราหมณ์ต้องตีราคากระทำให้เราต้องชดใช้ก็ได้ เราต้องไปบอกแกเสีย. เขาถือเอาบรรณาการตามมีตามได้ กับฟ่อนข้าวสาลีไปสู่สาลินทิยคามพบพราหมณ์แล้วให้บรรณาการ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ถูกถามว่าเป็นอย่างไร พ่อเอ๋ย ไร่ข้าวสาลีสมบูรณ์ดีหรือ ตอบว่า ครับ ท่านพราหมณ์สมบูรณ์ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ ว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์ดี แต่นก แขกเต้าทั้งหลายพากันมากินเสีย ข้าพเจ้าขอคืนนานั้น ให้แก่ท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะห้ามนกแขกเต้า เหล่านั้นได้ ก็ในนกแขกเต้าเหล่านั้น มีนกแขกเต้า ตัวหนึ่งงามกว่าทุก ๆ ตัว กินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนํ ความว่า สมบูรณ์ คือ ไม่บกพร่องเลย. บทว่า สาลิเกทารํ ได้แก่ นาแห่งข้าวสาลี. บทว่า สพฺพสุนฺทโร ความว่า นกแขกเต้าตัวนั้นงามด้วยส่วนทุกส่วน จะงอยปากแดง นัยน์ตามีประกายเหมือนผลกระพังโหม มีเท้าแดง มีสร้อยคอสีแดง คาดรอบคอสามชั้น โตเท่านกยูงขนาดใหญ่ กินข้าวสาลีจนอิ่มแล้ว ยังคาบเอาสิ่งอื่นเอาไปด้วยจะงอยปากอีกเล่า.

พราหมณ์ฟังถ้อยความของคนเฝ้าไร่นั้น เกิดความรักในพญานกแขกเต้าขึ้น ถามคนเฝ้าไร่ว่า พ่อเอ๋ย แกรู้จักดักแร้วไหม. ตอบว่า รู้ครับ. พราหมณ์จึงกล่าวกับเขาด้วยคาถาว่า

เจ้าจงดักบ่วงพอที่จะให้นกนั้นติดได้ แล้วจง จับนกนั้นทั้งยังเป็นมาให้เราเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชฺฌนฺตุ แปลว่า จงดัก. บทว่าพาลปาสานิ ได้แก่ บ่วงอันสำเร็จแล้วด้วยเชือก มีขนหางม้าเป็นต้น. บทว่า ชีวญฺจนํ ความว่า จงนำนกแขกเต้านั้นทั้งเป็นมาให้เรา.

คนเฝ้าไร่ฟังคำนั้นแล้ว ยินดีด้วยท่านพราหมณ์ไม่ตีราคาให้ตนต้องชดใช้ รีบไปขวั้นบ่วงด้วยขนหางม้า กำหนดดูที่ร่อนลงของพญานกแขกเต้าว่าวันนี้ต้องร่อนลงตรงนี้ วันรุ่งขึ้นไม่ทำกังหัน ทอดบ่วงไว้แต่เช้าทีเดียวคอยดูการมาของฝูงแขกเต้า นั่งเฝ้าอยู่ในกระท่อม. ฝ่ายพญานกแขกเต้าแวดล้อมด้วยฝูงนกแขกเต้าบินมา ร่อนลงในที่ที่หากินเมื่อวาน เพราะมีอุปจารไม่โลเลเท้าพอดีสอดเข้าไปในบ่วงที่วางดักไว้. พญานกแขกเต้านั้นทราบความที่ตนติดบ่วงแล้ว คิดว่า ถ้าเราร้องเอะอะในเวลานี้ พวกญาติของเราต้องพากันกลัวตาย ไม่เป็นอันหากินบินหนีไปเลย เราต้องอดกลั้นไว้จนกว่าพวกนั้นจะหากินกันอิ่มหนำ. ครั้นทราบว่า พวกนั้นอิ่มหนำสำราญแล้ว ความกลัวตายคุกคามเข้า จึงเอะอะสามครั้ง. ครั้งนั้นนกแขกเต้าทั้งปวงได้ยินแล้วพากันหนีไปหมดเลย. พญานกแขกเต้าเมื่อจะรำพันว่า บรรดาญาติของเรา แม้เพียงตัวเดียวที่จะเหลียวมาดู ก็ไม่มีเลย เราทำบาปอะไรไว้เล่าหนอ กล่าวคาถาว่า

ฝูงนกเหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ย่อมพากันบินไป เราผู้เดียวติดบ่วง เราทำบาปอะไรไว้.

คนเฝ้าไร่ได้ยินเสียงร้องเอะอะของพญานกแขกเต้า และเสียงฝูงนกแขกเต้าบินไปในอากาศ ดำริว่า อะไรกันเล่าหนอ จึงลงจากกระท่อมไปที่วางบ่วง เห็นพญานกแขกเต้าดีใจว่า เราวางบ่วงดักนกตัวใด จำเพาะติดตัวนั้นพอดีเลย ครั้นปลดพญานกแขกเต้าจากบ่วงแล้ว ผูกเท้าทั้งสองติดกันจับไว้แน่นไปสู่สาลินทิยคาม ให้พญานกแขกเต้าแก่ท่านพราหมณ์ ท่านพราหมณ์จับพระมหาสัตว์ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างแน่นแฟ้นด้วยความรักอันมีกำลัง ให้นั่งบนตัก เมื่อจะทักทายกับพญานกแขกเต้านั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า

ดูก่อนนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่กว่า ท้องของนกเหล่าอื่นเป็นแน่ เจ้ากินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก ดูก่อนนก แขกเต้า เจ้าจะบรรจุฉางในป่าไม้งิ้วนั้นให้เต็มหรือ หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรกันมา สหายเอ๋ย เราถามเจ้าแล้ว เจ้าจงบอกแก่เราเถิด เจ้าฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทรํ นูน ความว่า พ่อนกแขกเต้าท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่ยิ่งกว่าท้องของนกเหล่าอื่นกระมังหนา. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในป่าไม้งิ้วนั้น. บทว่า ปูเรติ ความว่า เจ้าบรรจุยุ้งฉางในที่อยู่นั้นให้เต็ม (ในฤดูฝน) หรือ. บทว่า นิธียติ ความว่า เจ้าเก็บคือฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน ?

พญานกแขกเต้าได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ด้วยภาษามนุษย์อันไพเราะว่า

ข้าพเจ้ากับท่านมิได้มีเวรกัน ฉางของข้าพเจ้าก็ ไม่มี ข้าพเจ้านำเอาข้าวสาลีของท่านไปถึงยอดงิ้วแล้ว ก็เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ และฝังขุมทรัพย์ไว้ที่ ป่างิ้วนั้น ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณํ มุญฺจามิณํ ทมฺมิ ความว่าข้าพเจ้านำข้าวสาลีของท่านไป เปลื้องหนี้เก่าบ้าง ให้หนี้ใหม่บ้าง. บทว่านิธึปิ ความว่า ข้าพเจ้าฝังขุมทรัพย์ไว้อย่างหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องติดตามไปในป่าไม้งิ้วนั้น.

ลำดับนั้น พราหมณ์จึงถามพญานกแขกเต้านั้นว่า

การให้กู้หนี้ของท่านเป็นอย่างไร และการ เปลื้องหนี้ของท่านเป็นอย่างไร ท่านจงบอกวิธีฝังขุมทรัพย์ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากบ่วงได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณทานํ แปลว่า การให้กู้หนี้. บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า การฝังขุมทรัพย์.

พญานกแขกเต้า ถูกพราหมณ์ถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพยากรณ์ปัญหาได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ บุตรน้อยทั้งหลายของข้าพเจ้า ยังอ่อน ขนปีกยังไม่ขึ้น บุตรเหล่านั้นข้าพเจ้าเลี้ยง มาแล้ว เขาจักเลี้ยงข้าพเจ้าบ้าง เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า จึงชื่อว่าให้บุตรเหล่านั้นกู้หนี้ มารดาและบิดาของ ข้าพเจ้าแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว ข้าพเจ้าคาบ ข้าวสาลีไปด้วยจะงอยปาก เพื่อท่านเหล่านั้นชื่อว่า เปลื้องหนี้ที่ท่านทำไว้ก่อน อนึ่ง นกเหล่าอื่นที่ป่าไม้งิ้ว นั้น มีขนปีกอันหลุดหมดแล้ว เป็นนกทุพพลภาพ ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงได้ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า เป็นขุมทรัพย์ การให้กู้หนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ การเปลื้องหนี้ของ ข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝังขุมสมบัติไว้ เช่นนี้ ข้าแต่ท่านโกสิยะขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หาตูน แปลว่า คาบไปแล้ว. บทว่า ตํ นิธึ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวชื่อขุมทรัพย์อันติดตามตน. บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า ฝังขุมทรัพย์ไว้ บาลีว่า นิทหํ ดังนี้ก็มี อีกอย่างหนึ่งบาลีก็เหมือนกัน.

พราหมณ์ฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์ มีจิตเลื่อมใส ได้กล่าวคาถา๒ คาถาว่า

นกตัวนี้ ดีจริงหนอ เป็นนกมีธรรมชั้นเยี่ยม ในมนุษย์บางพวกยังไม่มีธรรมเช่นนี้เลยเจ้าพร้อมด้วย ญาติทั้งมวล จงกินข้าวสาลีตามต้องการเถิด ดูก่อน นกแขกเต้า เราขอเห็นเจ้าแม้อีกต่อไป การที่ได้เห็น เจ้าเป็นที่พอใจของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภฺุช สาลึ ความว่า พราหมณ์เมื่อมอบให้ทรัพย์พันกรีส แก่พระมหาสัตว์นั่นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ตั้งแต่นี้ไปท่านจงไม่มีภัยบริโภคเถิด. บทว่า ปสฺเสมุ ความว่า พวกเราพึงเห็นท่านแม้ในวันอื่นผู้มาตามชอบใจของตน.

พราหมณ์อ้อนวอนพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว มองดูด้วยจิตอันอ่อนโยนประหนึ่งมองดูลูกรัก พลางแก้เชือกที่มัดออกจากเท้า ทาเท้าทั้งคู่ด้วยน้ำมันที่หุงแล้วร้อยครั้ง ให้เกาะที่ตั่งอันงดงาม ให้บริโภคข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งด้วยจานทอง ให้ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด. ครั้งนั้นพญานกแขกเต้ากล่าวว่า ข้าแต่มหาพราหมณ์ ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด เมื่อจะให้โอวาทแก่ท่านกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้าได้กินและดื่มแล้วใน ที่อยู่ของท่าน ท่านเป็นที่พึ่งพำนักของพวกเราทุกวันคืน ขอท่านจงให้ทาน ในท่านที่มีอาชญาอันวางแล้ว

และจงเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าแล้วด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวสฺสมมฺหิ ได้แก่ ในนิเวศน์ของท่าน. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว ดีใจเมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า

วันนี้ สง่าราศีเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ที่เราได้เห็น ท่านผู้เป็นยอดแห่งฝูงนก เพราะได้ฟังคำสุภาษิตของ นกแขกเต้า เราจักทำบุญให้มาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี ได้แก่ สิริก็มี บุญก็มี ปัญญาก็มี.

พระมหาสัตว์ได้คืนไร่ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีสที่พราหมณ์ให้แก่ตนเสียของรับไว้เพียง ๘ กรีสเท่านั้น. พราหมณ์จึงจารึกหลักมอบไร่แก่พระมหาสัตว์แล้วบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขอสมาเสร็จส่งไปด้วยคำว่า เชิญไปเถิด นายเอ๋ย โปรดปลอบบิดามารดาผู้กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่เถิด. พญานกแขกเต้านั้นดีใจคาบรวงข้าวสาลีไปวางไว้ข้างหน้ามารดาบิดา พลางกล่าวว่าคุณพ่อคุณแม่ขอรับ เชิญลุกขึ้นเถิด. มารดาบิดาทั้งสองของพญานกแขกเต้านั้นพากันลุกขึ้นหัวเราะได้ทั้งน้ำตา. ทันใดนั้นฝูงนกแขกเต้าประชุมกัน ถามว่าท่านผู้ประเสริฐ ท่านรอดได้อย่างไรขอรับ. ท่านเล่าเรื่องทั้งหมดแก่พวกนั้นโดยพิสดาร. แม้ท่านโกสิยะฟังโอวาทของพญานกแขกเต้าแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นก็เริ่มตั้งมหาทานแต่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

โกสิยพราหมณ์นั้น มีใจเบิกบานร่าเริงผ่องใส จัดแจงข้าวและน้ำไว้แล้ว เลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตปฺปยิ ความว่า บรรจุภาชนะที่รับไปแล้ว ๆ เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันการเลี้ยงมารดาบิดาเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลายด้วยประการฉะนี้ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย (เวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้น ดำรงในโสดาปัตติผล) แล้วทรงประชุมชาดกว่า ฝูงนกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทมารดาบิดาได้มาเป็นมหาราชสกุล คนเฝ้าไร่ ได้มาเป็นฉันนะ พราหมณ์ได้มาเป็นอานนท์ ส่วนพญานกแขกเต้าได้มาเป็นเราตถาคตแล.

จบอรรถกถาสาลิเกทารชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๓๕๒–๓๖๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปกิณณกนิบาตชาดก · ๖๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปกิณฺณกนิปาตวณฺณนา

๑. สาลิเกทารชาตกํ ฯ

สมฺปนฺนํ สาลิเกทารนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มาตุโปสกภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ ปน สามชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ คีหี โปเสสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ กินฺเต โหนฺตีติ มาตาปิตโร เม ภนฺเตติ วุตฺเต สาธุ ภิกฺขุ โปราณกปณฺฑิตาปิ ติรจฺฉานา หุตฺวา สกุณโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา ชิณฺเณ มาตาปิตโร กุลาวเก นิปชฺชาเปตฺวา มุขตุณฺเฑน โคจรํ อาหริตฺวา โปเสสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต ราชคเห มคธราชานาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา นครโต ปุพฺพุตฺตราย ทิสาย สาลินฺทิโยนาม พฺราหฺมณคาโม อโหสิ ฯ ตสฺส ปุพฺพุตฺตรทิสาย มคธเขตฺตํ ฯ ตตฺถ โกสิยโคตฺโตนาม สาลินฺทิยวาสี พฺราหฺมโณ สหสฺสกรีสมตฺตํ เขตฺตํ คเหตฺวา สาลึ วปาเปสิ ฯ อุฏฺฐิเต จ ปน สสฺเส วตึ ถิรํ กาเรตฺวา กสฺสจิ ปณฺณาสกรีสมตฺตํ กสฺสจิ สฏฺฐีกรีสมตฺตนฺติ เอวํ ปญฺจสตกรีสมตฺตํ เขตฺตํ อตฺตโน ปริสานญฺเญว อารกฺขณตฺถาย ทตฺวา เสสํ ปญฺจสตกรีสมตฺตํ วตึ กตฺวา เอกสฺส ภติกสฺส อทาสิ ฯ โส ตตฺถ กุฏึ กตฺวา ตตฺถ รตฺตินฺทิวํ วสติ ฯ เขตฺตสฺส ปน ปุพฺพุตฺตรทิสายํ เอกสฺมึ สานุปพฺพเต มหนฺตํ สิมฺพลีวนํ อตฺถิ ฯ ตตฺถ อเนกานิ สุวสตานิ วสนฺติ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺมึ สุวสํเฆ สุวรญฺโญ ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ โส วยปฺปตฺโต อภิรูโป ถามสมฺปนฺโน สกฏนาภิปฺปมาณสรีโร อโหสิ ฯ อถสฺส ปิตา มหลฺลกกาเล อหํ อิทานิ ทูรํ คนฺตุํ น สกฺโกมิ ตฺวํ อิมํ คณํ ปริหราติ ปุตฺตสฺส รชฺชํ นิยฺยาเทติ ฯ โส ปุนทิวสโต ปฏฺฐาย มาตาปิตูนํ โคจรตฺถาย คนฺตุํ นาทาสิ ฯ สุวคณํ ปริหรนฺโต หิมวนฺตํ คนฺตฺวา สยํชาตสาลิวเนสุ ยาวทตฺถํ สาลึ ขาทิตฺวา อาคมนกาเล มาตาปิตูนํ ปโหนกํ โคจรํ อาทาย อาคนฺตฺวา มาตาปิตโร โปเสสิ ฯ อถสฺส เอกทิวสํ สุวา อาโรเจสุํ ปุพฺเพ อิมสฺมึ กาเล มคธเขตฺเต สาลึ วปติ อิทานิ กินฺนุ โข กตนฺติ ฯ เตนหิ ชานาถาติ เทฺว สุเว ปหิณิ ฯ สุวา คนฺตฺวา มคธเขตฺเต โอตรนฺตา ตสฺส ภติยา รกฺขณปุริสสฺส เขตฺเต โอตริตฺวา สาลึ ขาทิตฺวา เอกํ สาลิสีสํ อาทาย สิมฺพลีวนํ อาคนฺตฺวา สาลิสีสํ มหาสตฺตสฺส ปาทมูเล ฐเปตฺวา ตตฺถ เอวรูโป สาลีติ วทึสุ ฯ โส ปุนทิวเส สุวคณปริวุโต ตตฺถ คนฺตฺวา ตสฺมึ ภติกสฺส เขตฺเต โอตริ ฯ โส ปน ปุริโส สุเว สาลึ ขาทนฺเต ทิสฺวา อิโตจิโต จ ธาวิตฺวา วาเรนฺโตปิ วาเรตุํ น สกฺโกติ ฯ เสสา สุวา ยาวทตฺถํ สาลึ ขาทิตฺวา ตุจฺฉมุขาว คจฺฉนฺติ ฯ สุวราชา ปน พหูนิ สาลิสีสานิ เอกโต กตฺวา ตุณฺเฑนาทาย ปุรโต คนฺตฺวา อาหริตฺวา มาตาปิตูนํ เทติ ฯ สุวา ปน ปุนทิวสโต ปฏฺฐาย ตตฺเถว สาลึ ขาทึสุ ฯ อถ โส ปุริโส สุเว สาลึ ขาทนฺเต ทิสฺวา อิโตจิโต จ ธาวิตฺวา วาเรนฺโตปิ วาเรตุํ นาสกฺขิ สเจ อิเม อญฺญํ กติปาหํ เอวํ ขาทิสฺสนฺติ กิญฺจิ น ภวิสฺสติ พฺราหฺมโณ สาลึ อคฺฆาเปตฺวา มยฺหํ อิณํ กริสฺสติ คนฺตฺวา ตสฺส อาโรเจสฺสามีติ ฯ โส สาลิมุฏฺฐินา สทฺธึ ตถารูปํ ปณฺณาการํ คเหตฺวา สาลินฺทิยคามํ คนฺตฺวา พฺราหฺมณํ ปสฺสิตฺวา วนฺทิตฺวา ปณฺณาการํ ทตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต กึ โภ ปุริส สมฺปนฺนํ สาลิเขตฺตนฺติ ปุฏฺโฐ อาม พฺราหฺมณ สมฺปนฺนนฺติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ สุวา ภุญฺชนฺติ โกสิย

ปฏิเวเทมิ เต พฺราหฺเม น ตํ วาเรตุมุสฺสเห

เอโกว ตตฺถ สกุโณ โส เนสํ สพฺพสุนฺทโร

ภุตฺวา สาลึ ยถากามํ ตุณฺเฑนาทาย คจฺฉตีติ ฯ

ตตฺถ สมฺปนฺนนฺติ ปริปุณฺณํ อเวกลฺลํ ฯ สาลิเกทารนฺติ สาลิเขตฺตํ ฯ สพฺพสุนฺทโรติ สพฺเพหิ โกฏฺฐาเสหิ สุนฺทโร รตฺตตุณฺโฑ ชิญฺชุกสนฺนิภกฺขิ รตฺตปาโท ตีหิ รตฺตราชีหิ ปริกฺขิตฺตคีโว มหามยุรปฺปมาโณ โส ยาวทตฺถํ สาลึ ขาทิตฺวา อญฺญํ ตุณฺเฑน คเหตฺวา คจฺฉตีติ ฯ

พฺราหฺมโณ ตสฺส กถํ สุตฺวา สุวราเช สิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา เขตฺตปาลํ ปุจฺฉิ อมฺโภ ปุริส ปาสํ โอเฑตุํ ชานาสีติ ฯ อาม ชานามีติ ฯ อถ นํ คาถาย อชฺฌภาสิ

อุชฺฌนฺตุ พาลปาสานิ ยถา พชฺเฌถ โส ทิโช

ชีวญฺจ นํ คเหตฺวาน อานเยหิ มมนฺติเกติ ฯ

ตตฺถ อุชฺฌนฺตูติ โอฑยนฺตุ ฯ พาลปาสานีติ อสฺสวาลาทิรชฺชุ- มยปาสานิ ฯ ชีวญฺจ นนฺติ ชีวิตํเยว นนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา เขตฺตปาโล สาลึ อคฺฆาเปตฺวา อิณสฺส อกตภาเวน ตุฏฺโฐ คนฺตฺวา อสฺสปาเส วตฺเตตฺวา อชฺช อิมสฺมึ ฐาเน โอตริสฺสตีติ สุวรญฺโญ โอตรณฏฺฐานํ สลฺลกฺเขตฺวา ปุนทิวเส ปาโตว วาตปฺปหาเรน จรณกํ อกตฺวา ปาสํ โอเฑตฺวา สุวานํ อาคมนํ โอโลเกนฺโต กุฏิยํ นิสีทิ ฯ สุวราชาปิ สุวคณปริวุโต อาคนฺตฺวา อโลลุปฺปจารตาย หีโย ขาทิตฏฺฐาเน โอฑิตปาเส ปาทํ ปเวเสนฺโตว โอตริ ฯ โส อตฺตโน พทฺธภาวํ ญตฺวา จินฺเตสิ สจาหํ อิทานิ พทฺธรวํ รวิสฺสามิ ญาตกา เม มรณภยตชฺชิตา โคจรํ อคเหตฺวา ปลายิสฺสนฺติ ยาว เอเตสํ โคจรคหณํ ตาว อธิวาเสสฺสามีติ ฯ โส เตสํ สุหิตภาวํ ญตฺวา มรณภยตชฺชิโต หุตฺวา ติกฺขตฺตุํ พทฺธรวํ รวิ ฯ อถ สพฺเพ สุตฺวา ปลายึสุ ฯ สุวราชา เอโก เม ญาตีสุ นิวตฺติตฺวา โอโลเกนฺโตปิ นตฺถิ กึ นุโข มยา ปาปํ กตนฺติ วิลปนฺโต คาถมาห

เอเต ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา

เอโก พทฺโธสฺมิ ปาเสน กึ ปาปํ ปกตํ มยาติ ฯ

เขตฺตปาโล สุวราชสฺส พทฺธรวํ สุวานํ จ อากาเส ปกฺขนฺทนสทฺทํ สุตฺวา กึ นุโขติ กุฏิยา โอรุยฺห ปาสฏฺฐานํ คนฺตฺวา สุวราชํ ทิสฺวา ยสฺเสว เม ปาโส โอฑิโต เสฺวว พทฺโธติ ตุฏฺฐมานโส สุวราชํ ปาสโต โมเจตฺวา เทฺว ปาเท เอกโต กตฺวา พนฺธิตฺวา ทฬฺหํ อาทาย สาลินฺทิยคามํ คนฺตฺวา สุวราชํ พฺราหฺมณสฺส อทาสิ ฯ พฺราหฺมโณ พลวสิเนเหน มหาสตฺตํ อุโภหิ หตฺเถหิ ทฬฺหํ คเหตฺวา องฺเก นิสีทาเปตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

อุทรํ นูน อญฺเญสํ สุว อจฺโจทรํ ตว

ภุตฺวา สาลึ ยถากามํ ตุณฺเฑนาทาย คจฺฉสิ ฯ

โกฏฺฐนฺนุ ตตฺถ ปูเรสิ สุว เวรนฺนุ เต มยา

ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กุหึ สาลี นิธียสีติ ฯ

ตตฺถ อุทรํ นูนาติ อญฺเญสํ อุทรเมว มญฺเญ ตว อุทรํ ปน อติอุทรํ ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ สิมฺพลีวเน ฯ ปูเรสีติ วสฺสารตฺตตฺถาย ปูเรสิ ฯ นิธียสีติ นิเธสิ นิธานํ กตฺวา ฐเปสีติ ฯ

ตํ สุตฺวา สุวราชา มธุราย มนุสฺสวาจาย สตฺตมํ คาถมาห

น เม เวรํ ตยา สทฺธึ โกฏฺโฐ มยฺหํ น วิชฺชติ

อิณํ มุญฺจามิณํ ทมฺมิ สมฺปตฺโต โกฏิสิมฺพลึ

นิธึปิ ตตฺถ นิทหามิ เอวํ ชานาหิ โกสิยาติ ฯ

ตตฺถ อิณํ มุญฺจามิณํ ทมฺมีติ ตว สาลึ หริตฺวา อิณํ มุญฺจามิเจว อิณํ ททามิ จาติ ฯ นิธึปีติ เอกํ ตตฺถ สิมฺพลีวเน อนุคามิกํ นิธึปิ นิทหามิ ฯ

อถ นํ พฺราหฺมโณ ปุจฺฉิ

กีทิสํ เต อิณทานํ อิณโมกฺโขว กีทิโส

นิธินิธานํ อกฺขาหิ อถ ปาสา ปโมกฺขสีติ ฯ

ตตฺถ อิณทานนฺติ อิณสฺส ทานํ ฯ นิธินิธานนฺติ นิธิโน นิธานนฺติ ฯ

เอวํ พฺราหฺมเณน ปุฏฺโฐ สุวราชา ตสฺส พฺยากโรนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ

อชาตปกฺขา ตรุณา ปุตฺตกา มยฺห โกสิย

เต มํ ภตฺตา ภริสฺสนฺติ ตสฺมา เตสํ อิณํ ทเท ฯ

มาตา ปิตา จ เม วุฑฺฒา ชิณฺณกา คตโยพฺพนา

เตสํ ตุณฺเฑน หาตูน มุญฺเจ ปุพฺเพ กตํ อิณํ ฯ

อญฺเญ จ ตตฺถ สกุณา ขีณปกฺขา สุทุพฺพลา

เตสํ ปุญฺญตฺถิโก ทมฺมิ ตํ นิธํ อาหุ ปณฺฑิตา ฯ

อีทิสํ เม อิณทานํ อิณโมกฺโข จ อีทิโส

นิธินิธานํ อกฺขามิ เอวํ ชานาหิ โกสิยาติ ฯ

ตตฺถ หาตูนาติ หริตฺวา ฯ ตํ นิธินฺติ ตํ ปุญฺญกมฺมํ ปณฺฑิตา อนุคามิกํ นิธึ นาม กเถนฺติ ฯ นิธินิธานนฺติ นิธิโน นิธานํ นิทหนฺติปิ ปาโฐ อยเมว วา ปาโฐ ฯ

พฺราหฺมโณ มหาสตฺตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

ภทฺทโก วตายํ ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก

เอกจฺเจสุ มนุสฺเสสุ อยํ ธมฺโม น วิชฺชติ ฯ

ภุญฺช สาลึ ยถากามํ สห สพฺเพหิ ญาติภิ

ปุนปิ สุว ปสฺเสมุ ปิยํ เม ตว ทสฺสนนฺติ ฯ

ตตฺถ ภุญฺช สาลินฺติ อิโต ปฏฺฐาย นิพฺภโย หุตฺวา ภุญฺชาติ กรีสสหสฺสมฺปิ ตสฺเสว นิยฺยาเทนฺโต เอวมาห ฯ ปสฺเสมูติ อตฺตโน รุจิยา อาคตํ อญฺเญสุปิ ทิวเสสุ ตํ ปสฺเสยฺยามาติ ฯ

เอวํ พฺราหฺมโณ มหาสตฺตํ ยาจิตฺวา ปิยปุตฺตํวิย มุทุจิตฺเตน โอโลเกนฺโต ปาทโต พนฺธนํ โมเจตฺวา สตปากเตเลน ปาเท มกฺเขตฺวา ภทฺทปีเฐ นิสีทาเปตฺวา กาญฺจนตฏเกน มธุลาเช ขาทาเปตฺวา สกฺขโรทกํ ปาเยสิ ฯ อถสฺส สุวราชา อปฺปมตฺโต โหหิ มหาพฺราหฺมณาติ วตฺวา โอวาทํ เทนฺโต อาห

ภุตฺตญฺจ ปีตญฺจ ตวสฺสมมฺหิ

รตฺติญฺจ โน โกสิย เตสกาสํ

นิกฺขิตฺตทณฺเฑสุ ททาหิ ทานํ

ชิณฺเณ จ มาตาปิตโร ภรสฺสูติ ฯ

ตตฺถ ตวสฺสมมฺหีติ ตว นิเวสเน ฯ

ตํ สุตฺวา พฺราหฺมโณ ตุฏฺฐหทโย อุทานํ อุทาเนนฺโต คาถมาห

ลกฺขี วต เม อุทปาทิ อชฺช

โย ตํ อทฺทสํ ปวรํ ทิชานํ

สุวสฺส สุตฺวาน สุภาสิตานิ

กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ

ตตฺถ ลกฺขีติ สิริปิ ปุญฺญํปิ ปญฺญาปิ ฯ

มหาสตฺโต พฺราหฺมเณน อตฺตโน ทินฺนํ กรีสสหสฺสมตฺตํ เขตฺตํ ปฏิกฺขิปิตฺวา อฏฺฐกรีสมตฺตเมว คณฺหิ ฯ พฺราหฺมโณ ถมฺภานิ ขณิตฺวา ตสฺส เขตฺตํ นิยฺยาเทตฺวา คนฺธมาลาทีหิ ปูเชตฺวา ขมาเปตฺวา คจฺฉ สามิ อสฺสุมุเข โรทมาเน มาตาปิตโร อสฺสาเสหีติ อุยฺโยเชสิ ฯ โส ตุฏฺฐมานโส สาลิสีสํ อาทาย คนฺตฺวา มาตาปิตูนํ ปุรโต นิกฺขิปิตฺวา อมฺมตาตา อุฏฺเฐถาติ อาห ฯ เต ตสฺส อสฺสุมุขา หสมานา อุฏฺฐหึสุ ฯ ตาวเทว สุวคณา สนฺนิปติตฺวา กถํ มุตฺโตสิ เทวาติ ปุจฺฉึสุ ฯ โส เตสํ สพฺพํ วิตฺถารโต กเถสิ ฯ โกสิโยปิ สุวรญฺโญ โอวาทํ สุตฺวา ตโต ปฏฺฐาย ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณานํ มหาทานํ ปฏฺฐเปสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา โอสานคาถมาห

โส โกสิโย อตฺตมโน อุทคฺโค

อนฺนญฺจ ปานญฺจภิสํหริตฺวา

อนฺเนน ปาเนน ปสนฺนจิตฺโต

สนฺตปฺปยิ สมเณ พฺราหฺมเณ จาติ ฯ

ตตฺถ สนฺตปฺปยีติ คหิตคหิตภาชนานิ ปูเรนฺโต ตปฺเปสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว มาตุโปสนนฺนาม ปณฺฑิตานํ วํโสติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ (สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ) ตทา สุวคณา พุทฺธปริสา อเหสุํ มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ เขตฺตปาโล ฉนฺโน พฺราหฺมโณ อานนฺโท สุวราชา ปน อหเมวาติ ฯ

สาลิเกทารชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๘๓. สรภชาดกชาดกถัดไป๔๘๕. จันทกินนรชาดก