สาลิเกทารชาดก
ว่าด้วยนกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๗๒ · บรรทัด ๗๒๒๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ ดังนี้. ต้องเรื่องจักมีแจ้งในสามชาดก๑.
ก็พระศาสดาตรัสให้หาภิกษุนั้น ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอเลี้ยงคฤหัสถ์จริงหรือ เมื่อเธอกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นความจริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า คฤหัสถ์เหล่านั้นเป็นอะไรของเธอ ครั้นเธอกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นโยมหญิงโยมชายของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ตรัสว่าดีจริง ภิกษุ ถึงเหล่าบัณฑิตแต่ก่อน เป็นสัตว์ดิรัจฉานบังเกิดในกำเนิดสกุณาก็ยังให้พ่อแม่ผู้แก่แล้วนอนในรัง หาอาหารมาด้วยจะงอยปาก เลี้ยงดูได้ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ามคธราช ครองราชสมบัติในพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากพระนคร มีบ้านพวกพราหมณ์ ชื่อว่า สาลินทิยะ. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านนั้น เป็นไร่ของชาวมคธ. ในที่นั้น พราหมณ์ โกสิยโคตรชาวสาลินทิยะ จับจองไร่ไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีส หว่านข้าวสาลีไว้. ครั้นข้าวกล้างอกขึ้นแล้ว ให้คนทำรั้วอย่างแข็งแรง แบ่งให้บริษัทของตนนั้นแล ดูแลรักษา บางคนประมาณ๕๐ กรีส บางคน ๖๐ กรีส จนครบพื้นที่ไร่ประมาณ ๕๐๐ กรีส ที่เหลือ๕๐๐ กรีส กั้นรั้วให้ลูกจ้างคนหนึ่ง. ลูกจ้างปลูกกระท่อมลงตรงนั้น อยู่ประจำดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดกแปลเล่มที่ ๔ ภาคที่ ๒ หน้า ๑๕๕ทั้งกลางคืนและกลางวัน. ก็ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไร่ มีป่างิ้วใหญ่อยู่ที่ภูเขาอันมียอดเป็นที่ราบลูกหนึ่ง. ฝูงนกแขกเต้าหลายร้อยพากันอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นลูกของพญานกแขกเต้า ในฝูงนกแขกเต้านั้น เมื่อเติบโตแล้ว มีรูปงาม สมบูรณ์ด้วยกำลัง ร่างกายใหญ่ขนาดดุมเกวียน. ครั้นถึงเวลาบิดาแก่ บิดาของท่านได้มอบความเป็นพญาให้ด้วยคำว่า บัดนี้ฉันไม่สามารถจะบินไปไกล ๆ ได้ เจ้าจงปกครองฝูงนกนี้เถิด. ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ท่านก็ไม่ยอมให้บิดามารดาไปหากิน เมื่อได้ปกครองฝูงนกแขกเต้าก็ไปสู่ป่าหิมพานต์ จิกกินข้าวสาลีในป่า ข้าวสาลีที่เกิดเองจนอิ่ม เวลากลับก็คาบอาหารที่เพียงพอแก่มารดาบิดามาเลี้ยงมารดาบิดา. อยู่มาวันหนึ่งนกแขกเต้าพากันบอกว่า ครั้งก่อนในระยะกาลนี้ คนเคยหว่านข้าวสาลีในไร่แคว้นมคธ บัดนี้จะยังกระทำอยู่หรืออย่างไรไม่ทราบ. พญาแขกเต้าใช้นกแขกเต้าสองตัวไปว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงสืบดู. นกแขกเต้าทั้งสองบินไป เมื่อจะร่อนลงในมคธเขต ไปร่อนลงในไร่ที่ลูกจ้างนั้นเฝ้า จิกกินข้าวสาลี แล้วคาบรวงข้าวสาลีรวงหนึ่ง บินกลับมาสู่ป่างิ้ว วางรวงข้าวสาลีไว้แทบเท้าของมหาสัตว์กล่าวว่า ในที่นั้นมีข้าวสาลีเช่นนี้. วันรุ่งขึ้นพญาแขกเต้าแวดล้อมด้วยฝูงนกแขกเต้า บินไปในที่นั้นร่อนลงในไร่ของลูกจ้างนั้น. ฝ่ายบุรุษนั้นเห็นนกแขกเต้าทั้งหลายพากันจิกกินข้าวสาลี แม้จะวิ่งกลับไปกลับมาห้ามอยู่ ก็สุดที่จะห้ามได้. นกแขกเต้าที่เหลือพากันจิกกินข้าวสาลีพออิ่ม ต่างก็บินไปปากเปล่ากันทั้งนั้น. แต่พญาแขกเต้ารวบรวมข้าวสาลีเป็นอันเดียวกัน คาบด้วยจะงอยปากบินออกหน้ามาให้แก่มารดาบิดา. ฝูงนกแขกเต้าตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก็พากันจิกกินข้าวสาลีในที่นั้นแห่งเดียว ครั้นบุรุษนั้นเห็นฝูงนกแขกเต้ากำลังลงจิกกินข้าวสาลี ก็วิ่งกลับไปกลับมาห้ามปราม แต่ก็มิอาจที่จะห้ามได้จึงคิดว่า ถ้านกแขกเต้าเหล่านี้พากันลงกินอย่างนี้ สักสองสามวันเท่านั้น จักต้องไม่มีข้าวสาลีเหลือสักน้อย พราหมณ์ต้องตีราคากระทำให้เราต้องชดใช้ก็ได้ เราต้องไปบอกแกเสีย. เขาถือเอาบรรณาการตามมีตามได้ กับฟ่อนข้าวสาลีไปสู่สาลินทิยคามพบพราหมณ์แล้วให้บรรณาการ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ถูกถามว่าเป็นอย่างไร พ่อเอ๋ย ไร่ข้าวสาลีสมบูรณ์ดีหรือ ตอบว่า ครับ ท่านพราหมณ์สมบูรณ์ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ ว่า
ข้าแต่ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์ดี แต่นก แขกเต้าทั้งหลายพากันมากินเสีย ข้าพเจ้าขอคืนนานั้น ให้แก่ท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะห้ามนกแขกเต้า เหล่านั้นได้ ก็ในนกแขกเต้าเหล่านั้น มีนกแขกเต้า ตัวหนึ่งงามกว่าทุก ๆ ตัว กินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนํ ความว่า สมบูรณ์ คือ ไม่บกพร่องเลย. บทว่า สาลิเกทารํ ได้แก่ นาแห่งข้าวสาลี. บทว่า สพฺพสุนฺทโร ความว่า นกแขกเต้าตัวนั้นงามด้วยส่วนทุกส่วน จะงอยปากแดง นัยน์ตามีประกายเหมือนผลกระพังโหม มีเท้าแดง มีสร้อยคอสีแดง คาดรอบคอสามชั้น โตเท่านกยูงขนาดใหญ่ กินข้าวสาลีจนอิ่มแล้ว ยังคาบเอาสิ่งอื่นเอาไปด้วยจะงอยปากอีกเล่า.
พราหมณ์ฟังถ้อยความของคนเฝ้าไร่นั้น เกิดความรักในพญานกแขกเต้าขึ้น ถามคนเฝ้าไร่ว่า พ่อเอ๋ย แกรู้จักดักแร้วไหม. ตอบว่า รู้ครับ. พราหมณ์จึงกล่าวกับเขาด้วยคาถาว่า
เจ้าจงดักบ่วงพอที่จะให้นกนั้นติดได้ แล้วจง จับนกนั้นทั้งยังเป็นมาให้เราเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชฺฌนฺตุ แปลว่า จงดัก. บทว่าพาลปาสานิ ได้แก่ บ่วงอันสำเร็จแล้วด้วยเชือก มีขนหางม้าเป็นต้น. บทว่า ชีวญฺจนํ ความว่า จงนำนกแขกเต้านั้นทั้งเป็นมาให้เรา.
คนเฝ้าไร่ฟังคำนั้นแล้ว ยินดีด้วยท่านพราหมณ์ไม่ตีราคาให้ตนต้องชดใช้ รีบไปขวั้นบ่วงด้วยขนหางม้า กำหนดดูที่ร่อนลงของพญานกแขกเต้าว่าวันนี้ต้องร่อนลงตรงนี้ วันรุ่งขึ้นไม่ทำกังหัน ทอดบ่วงไว้แต่เช้าทีเดียวคอยดูการมาของฝูงแขกเต้า นั่งเฝ้าอยู่ในกระท่อม. ฝ่ายพญานกแขกเต้าแวดล้อมด้วยฝูงนกแขกเต้าบินมา ร่อนลงในที่ที่หากินเมื่อวาน เพราะมีอุปจารไม่โลเลเท้าพอดีสอดเข้าไปในบ่วงที่วางดักไว้. พญานกแขกเต้านั้นทราบความที่ตนติดบ่วงแล้ว คิดว่า ถ้าเราร้องเอะอะในเวลานี้ พวกญาติของเราต้องพากันกลัวตาย ไม่เป็นอันหากินบินหนีไปเลย เราต้องอดกลั้นไว้จนกว่าพวกนั้นจะหากินกันอิ่มหนำ. ครั้นทราบว่า พวกนั้นอิ่มหนำสำราญแล้ว ความกลัวตายคุกคามเข้า จึงเอะอะสามครั้ง. ครั้งนั้นนกแขกเต้าทั้งปวงได้ยินแล้วพากันหนีไปหมดเลย. พญานกแขกเต้าเมื่อจะรำพันว่า บรรดาญาติของเรา แม้เพียงตัวเดียวที่จะเหลียวมาดู ก็ไม่มีเลย เราทำบาปอะไรไว้เล่าหนอ กล่าวคาถาว่า
ฝูงนกเหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ย่อมพากันบินไป เราผู้เดียวติดบ่วง เราทำบาปอะไรไว้.
คนเฝ้าไร่ได้ยินเสียงร้องเอะอะของพญานกแขกเต้า และเสียงฝูงนกแขกเต้าบินไปในอากาศ ดำริว่า อะไรกันเล่าหนอ จึงลงจากกระท่อมไปที่วางบ่วง เห็นพญานกแขกเต้าดีใจว่า เราวางบ่วงดักนกตัวใด จำเพาะติดตัวนั้นพอดีเลย ครั้นปลดพญานกแขกเต้าจากบ่วงแล้ว ผูกเท้าทั้งสองติดกันจับไว้แน่นไปสู่สาลินทิยคาม ให้พญานกแขกเต้าแก่ท่านพราหมณ์ ท่านพราหมณ์จับพระมหาสัตว์ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างแน่นแฟ้นด้วยความรักอันมีกำลัง ให้นั่งบนตัก เมื่อจะทักทายกับพญานกแขกเต้านั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า
ดูก่อนนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่กว่า ท้องของนกเหล่าอื่นเป็นแน่ เจ้ากินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก ดูก่อนนก แขกเต้า เจ้าจะบรรจุฉางในป่าไม้งิ้วนั้นให้เต็มหรือ หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรกันมา สหายเอ๋ย เราถามเจ้าแล้ว เจ้าจงบอกแก่เราเถิด เจ้าฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทรํ นูน ความว่า พ่อนกแขกเต้าท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่ยิ่งกว่าท้องของนกเหล่าอื่นกระมังหนา. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในป่าไม้งิ้วนั้น. บทว่า ปูเรติ ความว่า เจ้าบรรจุยุ้งฉางในที่อยู่นั้นให้เต็ม (ในฤดูฝน) หรือ. บทว่า นิธียติ ความว่า เจ้าเก็บคือฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน ?
พญานกแขกเต้าได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ด้วยภาษามนุษย์อันไพเราะว่า
ข้าพเจ้ากับท่านมิได้มีเวรกัน ฉางของข้าพเจ้าก็ ไม่มี ข้าพเจ้านำเอาข้าวสาลีของท่านไปถึงยอดงิ้วแล้ว ก็เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ และฝังขุมทรัพย์ไว้ที่ ป่างิ้วนั้น ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณํ มุญฺจามิณํ ทมฺมิ ความว่าข้าพเจ้านำข้าวสาลีของท่านไป เปลื้องหนี้เก่าบ้าง ให้หนี้ใหม่บ้าง. บทว่านิธึปิ ความว่า ข้าพเจ้าฝังขุมทรัพย์ไว้อย่างหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องติดตามไปในป่าไม้งิ้วนั้น.
ลำดับนั้น พราหมณ์จึงถามพญานกแขกเต้านั้นว่า
การให้กู้หนี้ของท่านเป็นอย่างไร และการ เปลื้องหนี้ของท่านเป็นอย่างไร ท่านจงบอกวิธีฝังขุมทรัพย์ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากบ่วงได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณทานํ แปลว่า การให้กู้หนี้. บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า การฝังขุมทรัพย์.
พญานกแขกเต้า ถูกพราหมณ์ถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพยากรณ์ปัญหาได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า
ข้าแต่ท่านโกสิยะ บุตรน้อยทั้งหลายของข้าพเจ้า ยังอ่อน ขนปีกยังไม่ขึ้น บุตรเหล่านั้นข้าพเจ้าเลี้ยง มาแล้ว เขาจักเลี้ยงข้าพเจ้าบ้าง เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า จึงชื่อว่าให้บุตรเหล่านั้นกู้หนี้ มารดาและบิดาของ ข้าพเจ้าแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว ข้าพเจ้าคาบ ข้าวสาลีไปด้วยจะงอยปาก เพื่อท่านเหล่านั้นชื่อว่า เปลื้องหนี้ที่ท่านทำไว้ก่อน อนึ่ง นกเหล่าอื่นที่ป่าไม้งิ้ว นั้น มีขนปีกอันหลุดหมดแล้ว เป็นนกทุพพลภาพ ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงได้ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า เป็นขุมทรัพย์ การให้กู้หนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ การเปลื้องหนี้ของ ข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝังขุมสมบัติไว้ เช่นนี้ ข้าแต่ท่านโกสิยะขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หาตูน แปลว่า คาบไปแล้ว. บทว่า ตํ นิธึ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวชื่อขุมทรัพย์อันติดตามตน. บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า ฝังขุมทรัพย์ไว้ บาลีว่า นิทหํ ดังนี้ก็มี อีกอย่างหนึ่งบาลีก็เหมือนกัน.
พราหมณ์ฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์ มีจิตเลื่อมใส ได้กล่าวคาถา๒ คาถาว่า
นกตัวนี้ ดีจริงหนอ เป็นนกมีธรรมชั้นเยี่ยม ในมนุษย์บางพวกยังไม่มีธรรมเช่นนี้เลยเจ้าพร้อมด้วย ญาติทั้งมวล จงกินข้าวสาลีตามต้องการเถิด ดูก่อน นกแขกเต้า เราขอเห็นเจ้าแม้อีกต่อไป การที่ได้เห็น เจ้าเป็นที่พอใจของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภฺุช สาลึ ความว่า พราหมณ์เมื่อมอบให้ทรัพย์พันกรีส แก่พระมหาสัตว์นั่นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ตั้งแต่นี้ไปท่านจงไม่มีภัยบริโภคเถิด. บทว่า ปสฺเสมุ ความว่า พวกเราพึงเห็นท่านแม้ในวันอื่นผู้มาตามชอบใจของตน.
พราหมณ์อ้อนวอนพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว มองดูด้วยจิตอันอ่อนโยนประหนึ่งมองดูลูกรัก พลางแก้เชือกที่มัดออกจากเท้า ทาเท้าทั้งคู่ด้วยน้ำมันที่หุงแล้วร้อยครั้ง ให้เกาะที่ตั่งอันงดงาม ให้บริโภคข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งด้วยจานทอง ให้ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด. ครั้งนั้นพญานกแขกเต้ากล่าวว่า ข้าแต่มหาพราหมณ์ ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด เมื่อจะให้โอวาทแก่ท่านกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้าได้กินและดื่มแล้วใน ที่อยู่ของท่าน ท่านเป็นที่พึ่งพำนักของพวกเราทุกวันคืน ขอท่านจงให้ทาน ในท่านที่มีอาชญาอันวางแล้ว
และจงเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าแล้วด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวสฺสมมฺหิ ได้แก่ ในนิเวศน์ของท่าน. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว ดีใจเมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า
วันนี้ สง่าราศีเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ที่เราได้เห็น ท่านผู้เป็นยอดแห่งฝูงนก เพราะได้ฟังคำสุภาษิตของ นกแขกเต้า เราจักทำบุญให้มาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี ได้แก่ สิริก็มี บุญก็มี ปัญญาก็มี.
พระมหาสัตว์ได้คืนไร่ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีสที่พราหมณ์ให้แก่ตนเสียของรับไว้เพียง ๘ กรีสเท่านั้น. พราหมณ์จึงจารึกหลักมอบไร่แก่พระมหาสัตว์แล้วบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขอสมาเสร็จส่งไปด้วยคำว่า เชิญไปเถิด นายเอ๋ย โปรดปลอบบิดามารดาผู้กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่เถิด. พญานกแขกเต้านั้นดีใจคาบรวงข้าวสาลีไปวางไว้ข้างหน้ามารดาบิดา พลางกล่าวว่าคุณพ่อคุณแม่ขอรับ เชิญลุกขึ้นเถิด. มารดาบิดาทั้งสองของพญานกแขกเต้านั้นพากันลุกขึ้นหัวเราะได้ทั้งน้ำตา. ทันใดนั้นฝูงนกแขกเต้าประชุมกัน ถามว่าท่านผู้ประเสริฐ ท่านรอดได้อย่างไรขอรับ. ท่านเล่าเรื่องทั้งหมดแก่พวกนั้นโดยพิสดาร. แม้ท่านโกสิยะฟังโอวาทของพญานกแขกเต้าแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นก็เริ่มตั้งมหาทานแต่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
โกสิยพราหมณ์นั้น มีใจเบิกบานร่าเริงผ่องใส จัดแจงข้าวและน้ำไว้แล้ว เลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตปฺปยิ ความว่า บรรจุภาชนะที่รับไปแล้ว ๆ เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันการเลี้ยงมารดาบิดาเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลายด้วยประการฉะนี้ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย (เวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้น ดำรงในโสดาปัตติผล) แล้วทรงประชุมชาดกว่า ฝูงนกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทมารดาบิดาได้มาเป็นมหาราชสกุล คนเฝ้าไร่ ได้มาเป็นฉันนะ พราหมณ์ได้มาเป็นอานนท์ ส่วนพญานกแขกเต้าได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาสาลิเกทารชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๓๕๒–๓๖๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๖๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Pakiṇṇakanipātavaṇṇanā
1. Sālikedārajātakaṃ.
Sampannaṃ sālikedāranti idaṃ satthā jetavane viharanto mātuposakabhikkhuṃ ārabbha kathesi. Vatthu pana sāmajātake āvībhavissati.
Satthā pana taṃ bhikkhuṃ pakkosāpetvā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu gīhī posesīti pucchitvā saccaṃ bhanteti kinte hontīti mātāpitaro me bhanteti vutte sādhu bhikkhu porāṇakapaṇḍitāpi tiracchānā hutvā sakuṇayoniyaṃ nibbattitvā jiṇṇe mātāpitaro kulāvake nipajjāpetvā mukhatuṇḍena gocaraṃ āharitvā posesunti vatvā atītaṃ āhari
atīte rājagahe magadharājānāma rajjaṃ kāresi. Tadā nagarato pubbuttarāya disāya sālindiyonāma brāhmaṇagāmo ahosi. Tassa pubbuttaradisāya magadhakhettaṃ. Tattha kosiyagottonāma sālindiyavāsī brāhmaṇo sahassakarīsamattaṃ khettaṃ gahetvā sāliṃ vapāpesi. Uṭṭhite ca pana sasse vatiṃ thiraṃ kāretvā kassaci paṇṇāsakarīsamattaṃ kassaci saṭṭhīkarīsamattanti evaṃ pañcasatakarīsamattaṃ khettaṃ attano parisānaññeva ārakkhaṇatthāya datvā sesaṃ pañcasatakarīsamattaṃ vatiṃ Katvā ekassa bhatikassa adāsi. So tattha kuṭiṃ katvā tattha rattindivaṃ vasati. Khettassa pana pubbuttaradisāyaṃ ekasmiṃ sānupabbate mahantaṃ simbalīvanaṃ atthi. Tattha anekāni suvasatāni vasanti. Tadā bodhisatto tasmiṃ suvasaṃghe suvarañño putto hutvā nibbatti. So vayappatto abhirūpo thāmasampanno sakaṭanābhippamāṇasarīro ahosi. Athassa pitā mahallakakāle ahaṃ idāni dūraṃ gantuṃ na sakkomi tvaṃ imaṃ gaṇaṃ pariharāti puttassa rajjaṃ niyyādeti. So punadivasato paṭṭhāya mātāpitūnaṃ gocaratthāya gantuṃ nādāsi. Suvagaṇaṃ pariharanto himavantaṃ gantvā sayaṃjātasālivanesu yāvadatthaṃ sāliṃ khāditvā āgamanakāle mātāpitūnaṃ pahonakaṃ gocaraṃ ādāya āgantvā mātāpitaro posesi. Athassa ekadivasaṃ suvā ārocesuṃ pubbe imasmiṃ kāle magadhakhette sāliṃ vapati idāni kinnu kho katanti. Tenahi jānāthāti dve suve pahiṇi. Suvā gantvā magadhakhette otarantā tassa bhatiyā rakkhaṇapurisassa khette otaritvā sāliṃ khāditvā ekaṃ sālisīsaṃ ādāya simbalīvanaṃ āgantvā sālisīsaṃ mahāsattassa pādamūle ṭhapetvā tattha evarūpo sālīti vadiṃsu. So punadivase suvagaṇaparivuto tattha gantvā tasmiṃ bhatikassa khette otari. So pana puriso suve sāliṃ khādante disvā itocito ca dhāvitvā vārentopi vāretuṃ na sakkoti. Sesā suvā yāvadatthaṃ sāliṃ khāditvā tucchamukhāva gacchanti. Suvarājā pana bahūni sālisīsāni ekato katvā tuṇḍenādāya purato gantvā āharitvā Mātāpitūnaṃ deti. Suvā pana punadivasato paṭṭhāya tattheva sāliṃ khādiṃsu. Atha so puriso suve sāliṃ khādante disvā itocito ca dhāvitvā vārentopi vāretuṃ nāsakkhi sace ime aññaṃ katipāhaṃ evaṃ khādissanti kiñci na bhavissati brāhmaṇo sāliṃ agghāpetvā mayhaṃ iṇaṃ karissati gantvā tassa ārocessāmīti. So sālimuṭṭhinā saddhiṃ tathārūpaṃ paṇṇākāraṃ gahetvā sālindiyagāmaṃ gantvā brāhmaṇaṃ passitvā vanditvā paṇṇākāraṃ datvā ekamantaṃ ṭhito kiṃ bho purisa sampannaṃ sālikhettanti puṭṭho āma brāhmaṇa sampannanti vatvā dve gāthā abhāsi
sampannaṃ sālikedāraṃ suvā bhuñjanti kosiya
paṭivedemi te brāhme na taṃ vāretumussahe
ekova tattha sakuṇo so nesaṃ sabbasundaro
bhutvā sāliṃ yathākāmaṃ tuṇḍenādāya gacchatīti.
Tattha sampannanti paripuṇṇaṃ avekallaṃ. Sālikedāranti sālikhettaṃ. Sabbasundaroti sabbehi koṭṭhāsehi sundaro rattatuṇḍo jiñjukasannibhakkhi rattapādo tīhi rattarājīhi parikkhittagīvo mahāmayurappamāṇo so yāvadatthaṃ sāliṃ khāditvā aññaṃ tuṇḍena gahetvā gacchatīti.
Brāhmaṇo tassa kathaṃ sutvā suvarāje sinehaṃ uppādetvā khettapālaṃ pucchi ambho purisa pāsaṃ oḍetuṃ jānāsīti. Āma jānāmīti. Atha naṃ gāthāya ajjhabhāsi
Ujjhantu bālapāsāni yathā bajjhetha so dijo
jīvañca naṃ gahetvāna ānayehi mamantiketi.
Tattha ujjhantūti oḍayantu. Bālapāsānīti assavālādirajju- mayapāsāni. Jīvañca nanti jīvitaṃyeva nanti.
Taṃ sutvā khettapālo sāliṃ agghāpetvā iṇassa akatabhāvena tuṭṭho gantvā assapāse vattetvā ajja imasmiṃ ṭhāne otarissatīti suvarañño otaraṇaṭṭhānaṃ sallakkhetvā punadivase pātova vātappahārena caraṇakaṃ akatvā pāsaṃ oḍetvā suvānaṃ āgamanaṃ olokento kuṭiyaṃ nisīdi. Suvarājāpi suvagaṇaparivuto āgantvā aloluppacāratāya hīyo khāditaṭṭhāne oḍitapāse pādaṃ pavesentova otari. So attano baddhabhāvaṃ ñatvā cintesi sacāhaṃ idāni baddharavaṃ ravissāmi ñātakā me maraṇabhayatajjitā gocaraṃ agahetvā palāyissanti yāva etesaṃ gocaragahaṇaṃ tāva adhivāsessāmīti. So tesaṃ suhitabhāvaṃ ñatvā maraṇabhayatajjito hutvā tikkhattuṃ baddharavaṃ ravi. Atha sabbe sutvā palāyiṃsu. Suvarājā eko me ñātīsu nivattitvā olokentopi natthi kiṃ nukho mayā pāpaṃ katanti vilapanto gāthamāha
ete bhutvā pivitvā ca pakkamanti vihaṅgamā
eko baddhosmi pāsena kiṃ pāpaṃ pakataṃ mayāti.
Khettapālo suvarājassa baddharavaṃ suvānaṃ ca ākāse pakkhandanasaddaṃ sutvā kiṃ nukhoti kuṭiyā oruyha pāsaṭṭhānaṃ gantvā suvarājaṃ Disvā yasseva me pāso oḍito sveva baddhoti tuṭṭhamānaso suvarājaṃ pāsato mocetvā dve pāde ekato katvā bandhitvā daḷhaṃ ādāya sālindiyagāmaṃ gantvā suvarājaṃ brāhmaṇassa adāsi. Brāhmaṇo balavasinehena mahāsattaṃ ubhohi hatthehi daḷhaṃ gahetvā aṅke nisīdāpetvā tena saddhiṃ sallapanto dve gāthā abhāsi
udaraṃ nūna aññesaṃ suva accodaraṃ tava
bhutvā sāliṃ yathākāmaṃ tuṇḍenādāya gacchasi.
Koṭṭhannu tattha pūresi suva verannu te mayā
puṭṭho me samma akkhāhi kuhiṃ sālī nidhīyasīti.
Tattha udaraṃ nūnāti aññesaṃ udarameva maññe tava udaraṃ pana atiudaraṃ. Tatthāti tasmiṃ simbalīvane. Pūresīti vassārattatthāya pūresi. Nidhīyasīti nidhesi nidhānaṃ katvā ṭhapesīti.
Taṃ sutvā suvarājā madhurāya manussavācāya sattamaṃ gāthamāha
na me veraṃ tayā saddhiṃ koṭṭho mayhaṃ na vijjati
iṇaṃ muñcāmiṇaṃ dammi sampatto koṭisimbaliṃ
nidhiṃpi tattha nidahāmi evaṃ jānāhi kosiyāti.
Tattha iṇaṃ muñcāmiṇaṃ dammīti tava sāliṃ haritvā iṇaṃ muñcāmiceva iṇaṃ dadāmi cāti. Nidhiṃpīti ekaṃ tattha simbalīvane anugāmikaṃ nidhiṃpi nidahāmi.
Atha naṃ brāhmaṇo pucchi
Kīdisaṃ te iṇadānaṃ iṇamokkhova kīdiso
nidhinidhānaṃ akkhāhi atha pāsā pamokkhasīti.
Tattha iṇadānanti iṇassa dānaṃ. Nidhinidhānanti nidhino nidhānanti.
Evaṃ brāhmaṇena puṭṭho suvarājā tassa byākaronto catasso gāthā abhāsi
ajātapakkhā taruṇā puttakā mayha kosiya
te maṃ bhattā bharissanti tasmā tesaṃ iṇaṃ dade.
Mātā pitā ca me vuḍḍhā jiṇṇakā gatayobbanā
tesaṃ tuṇḍena hātūna muñce pubbe kataṃ iṇaṃ.
Aññe ca tattha sakuṇā khīṇapakkhā sudubbalā
tesaṃ puññatthiko dammi taṃ nidhaṃ āhu paṇḍitā.
Īdisaṃ me iṇadānaṃ iṇamokkho ca īdiso
nidhinidhānaṃ akkhāmi evaṃ jānāhi kosiyāti.
Tattha hātūnāti haritvā. Taṃ nidhinti taṃ puññakammaṃ paṇḍitā anugāmikaṃ nidhiṃ nāma kathenti. Nidhinidhānanti nidhino nidhānaṃ nidahantipi pāṭho ayameva vā pāṭho.
Brāhmaṇo mahāsattassa dhammakathaṃ sutvā pasannacitto dve gāthā abhāsi
bhaddako vatāyaṃ pakkhī dijo paramadhammiko
ekaccesu manussesu ayaṃ dhammo na vijjati.
Bhuñja sāliṃ yathākāmaṃ saha sabbehi ñātibhi
punapi suva passemu piyaṃ me tava dassananti.
Tattha bhuñja sālinti ito paṭṭhāya nibbhayo hutvā bhuñjāti karīsasahassampi tasseva niyyādento evamāha. Passemūti attano ruciyā āgataṃ aññesupi divasesu taṃ passeyyāmāti.
Evaṃ brāhmaṇo mahāsattaṃ yācitvā piyaputtaṃviya muducittena olokento pādato bandhanaṃ mocetvā satapākatelena pāde makkhetvā bhaddapīṭhe nisīdāpetvā kāñcanataṭakena madhulāje khādāpetvā sakkharodakaṃ pāyesi. Athassa suvarājā appamatto hohi mahābrāhmaṇāti vatvā ovādaṃ dento āha
bhuttañca pītañca tavassamamhi
rattiñca no kosiya tesakāsaṃ
nikkhittadaṇḍesu dadāhi dānaṃ
jiṇṇe ca mātāpitaro bharassūti.
Tattha tavassamamhīti tava nivesane.
Taṃ sutvā brāhmaṇo tuṭṭhahadayo udānaṃ udānento gāthamāha
lakkhī vata me udapādi ajja
yo taṃ addasaṃ pavaraṃ dijānaṃ
suvassa sutvāna subhāsitāni
kāhāmi puññāni anappakānīti.
Tattha lakkhīti siripi puññaṃpi paññāpi.
Mahāsatto brāhmaṇena attano dinnaṃ karīsasahassamattaṃ khettaṃ paṭikkhipitvā aṭṭhakarīsamattameva gaṇhi. Brāhmaṇo thambhāni khaṇitvā tassa khettaṃ niyyādetvā gandhamālādīhi pūjetvā khamāpetvā gaccha sāmi assumukhe rodamāne mātāpitaro assāsehīti uyyojesi. So tuṭṭhamānaso sālisīsaṃ ādāya gantvā mātāpitūnaṃ purato nikkhipitvā ammatātā uṭṭhethāti āha. Te tassa assumukhā hasamānā uṭṭhahiṃsu. Tāvadeva suvagaṇā sannipatitvā kathaṃ muttosi devāti pucchiṃsu. So tesaṃ sabbaṃ vitthārato kathesi. Kosiyopi suvarañño ovādaṃ sutvā tato paṭṭhāya dhammikasamaṇabrāhmaṇānaṃ mahādānaṃ paṭṭhapesi.
Tamatthaṃ pakāsento satthā osānagāthamāha
so kosiyo attamano udaggo
annañca pānañcabhisaṃharitvā
annena pānena pasannacitto
santappayi samaṇe brāhmaṇe cāti.
Tattha santappayīti gahitagahitabhājanāni pūrento tappesi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhave mātuposanannāma paṇḍitānaṃ vaṃsoti vatvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi (saccapariyosāne so bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi) tadā suvagaṇā buddhaparisā ahesuṃ mātāpitaro mahārājakulāni ahesuṃ Khettapālo channo brāhmaṇo ānando suvarājā pana ahamevāti.
Sālikedārajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗