สุรุจิชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าสุรุจิ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๔๒ · บรรทัด ๗๕๐๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ ณ ปุพพารามปราสาทของมิคารมารดา ทรงพระปรารภพร ๘ ประการ ที่มหาอุบาสิกาวิสาขาได้รับ ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า มเหสี รุจิโน ภริยา ดังนี้.
เรื่องพิสดารมีว่า วันหนึ่งนางวิสาขาฟังธรรมกถาในพระเชตวันวิหารแล้วกราบทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์ฉันเช้า แล้วกลับเรือน. พอล่วงราตรีนั้นมหาเมฆอันเป็นไปในทวีปทั้งสี่ยังฝนให้ตก. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพวกภิกษุมา ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝนตกในเชตวันอย่างใด ตกในทวีปทั้งสี่อย่างนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาเมฆกลุ่มสุดท้ายพึงเปียกกายเราได้ ขณะที่ฝนกำลังตก ก็เสด็จหายไปจากพระเชตวันกับพวกภิกษุด้วยกำลังฤทธิ์ ปรากฏที่ซุ้มประตูของนางวิสาขา. อุบาสิกายินดีร่าเริงบันเทิงใจว่า อัศจรรย์นัก พ่อเจ้าพระคุณเอ๋ย พิศวงนัก พ่อมหาจำเริญเอ๋ยเพราะความที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงอานุภาพมาก ในเมื่อห้วงน้ำเพียงเข่าก็มี เพียงเอวก็มีกำลังไหลไป เท้าหรือจีวรของภิกษุแม้รูปหนึ่งที่ชื่อว่าเปียกไม่มีเลยแหละ แล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุข ได้กราบทูลข้อนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเสร็จภัตกิจแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพร ๘ ประการกะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าข้า. ตรัสว่า วิสาขา พระตถาคตทั้งหลายผ่านพ้นพรไปแล้วละ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรใด ๆ ควรแก่ข้าพระองค์ และพรใด ๆ ไม่มีโทษ ข้าพระองค์ทูลขอพรนั้น ๆ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า กล่าวเถิดวิสาขา. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอปรารถนาเพื่อจะถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุสงฆ์ตลอดชีพ ฯลฯ เพื่อจะถวายภัตแก่ภิกษุผู้มา ฯลฯ ภัตแก่ภิกษุผู้จะไป ฯลฯ ภัตรแก่ภิกษุไข้ ฯลฯ ภัตแก่ภิกษุผู้พยาบาลไข้ ฯลฯ ยาแก่ภิกษุผู้ไข้ ฯลฯ ข้าวยาคูประจำ เพื่อจะถวายผ้าอาบแด่ภิกษุณีสงฆ์. พระศาสดาตรัสถามว่า วิสาขา เธอเห็นอำนาจประโยชน์อะไรถึงขอพร ๘ ประการกะพระตถาคต เมื่อนางกราบทูลอานิสงส์ของพร ๘ประการแล้ว ตรัสว่า ดีละ ดีละ วิสาขา เธอเห็นอานิสงส์เหล่านั้น ขอพร๘ ประการ แล้วประทานพร ๘ ประการ ด้วยพระดำรัสว่า วิสาขา เราอนุญาตพร ๘ ประการแก่เธอ แล้วทรงอนุโมทนาเสร็จเสด็จหลีกไป. อยู่มาวันหนึ่งเมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ ปุพพาราม พวกภิกษุพากันยกเรื่องขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย มหาอุบาสิกาวิสาขา แม้ดำรงในอัตภาพมาตุคาม ก็ยังได้พร ๘ ประการจากสำนักทศพล โอ ! นางมีคุณมาก. พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่วิสาขาได้รับพรในสำนักของเราแม้ในครั้งก่อนก็เคยได้รับแล้วเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามสุรุจิเสวยราชสมบัติในพระนครมิถิลา ทรงได้พระราชโอรส ก็ได้ทรงขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่าสุรุจิกุมาร. พระกุมารทรงเจริญวัย ทรงดำริว่า เราจักเรียนศิลปะในเมืองตักกศิลา เสด็จไปประทับนั่งพักที่ศาลาใกล้ประตูพระนคร. ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ทรงพระนามพรหมทัตกุมาร ก็เสด็จไปในที่นั้นเหมือนกัน ประทับนั่งพักเหนือแผ่นกระดาน ที่พระสุรุจิกุมารประทับนั่งนั้นแล. พระกุมารทั้งสองทรงไต่ถามกันแล้ว มีความสนิทสนมกัน ไปสู่สำนักอาจารย์ร่วมกันทีเดียว ทรงให้ค่าคำนับอาจารย์ ตั้งต้นเรียนศิลปะ ไม่ช้านานนักต่างก็สำเร็จศิลปะ พากันอำลาอาจารย์ เสด็จร่วมทางกันมาหน่อยหนึ่ง ประทับยืนที่ทางสองแพร่ง ทรงสวมกอดกันไว้ ต่างทรงกระทำกติกากัน เพื่อจะทรงรักษามิตรธรรมให้ยั่งยืนไปว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอรส ท่านมีพระธิดา หรือท่านมีพระโอรส ข้าพเจ้ามีธิดา เราจักกระทำอาวาหมงคล และวิวาหมงคล แก่โอรสและธิดาของเรานั้น. ครั้นกุมารทั้งสองเสวยราชสมบัติ พระสุรุจิมหาราชมีพระโอรส. พระประยูรญาติขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า สุรุจิกุมาร. พระพรหมทัตมีพระธิดา. พระประยูรญาติขนานนามพระธิดานั้นว่า สุเมธา. พระกุมารสุรุจิทรงจำเริญวัยเสด็จไปเมืองตักกศิลา ทรงเรียนศิลปะเสร็จเสด็จมา.
พระราชบิดามีพระประสงค์จะอภิเษกพระกุมารในราชสมบัติ ทรงพระดำริว่าข่าวว่า พระเจ้าพาราณสีพระสหายของเรามีพระธิดา เราจักสถาปนานางนั้นแลให้เป็นอัครมเหสีของลูกเรา ทรงประทานบรรณาการเป็นอันมาก ทรงส่งพวกอำมาตย์ไปเพื่อต้องการพระนางนั้น. ขณะที่พวกอำมาตย์เหล่านั้นยังมาไม่ถึง พระเจ้าพาราณสีตรัสถามพระเทวีว่า นางผู้เจริญ อะไรเป็นทุกข์อย่างยิ่งของมาตุคาม. พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ความหึงหญิงที่รวมผัว เป็นความทุกข์ของมาตุคามเจ้าค่ะ.. ตรัสว่า นางผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นเราต้องช่วยกันเปลื้องสุเมธาเทวีลูกหญิงของเราจากทุกข์นั้น เราจักให้แก่ผู้ที่จักครองเธอแต่นางเดียวเท่านั้น. เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นพากันมาถึงทูลรับพระนามของพระนางแล้ว ท้าวเธอจึงตรัสว่า ดูราพ่อทั้งหลาย อันที่จริง เมื่อก่อนข้าพเจ้ากระทำปฏิญาณไว้กับพระสหายของข้าพเจ้า ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็มิได้ประสงค์เลยที่ส่งนางเข้าไปภายในกลุ่มสตรี เราประสงค์ที่ให้นางแก่ผู้ที่จะครองนางผู้เดียวเท่านั้น. อำมาตย์เหล่านั้นพากันส่งข่าวสู่สำนักพระราชา พระราชาตรัสว่าราชสมบัติของเราใหญ่หลวง มิถิลานครมีอาณาเขตถึง ๗ โยชน์ กำหนดแห่งราชัยถึง ๓๐๐ โยชน์ อย่างต่ำสุด ควรจะได้สตรี ๑๖,๐๐๐ นาง แล้วมิได้ทรงบอกไป. แต่พระกุมารสุรุจิทรงสดับรูปสมบัติของพระนางสุเมธาแล้ว ก็ติดพระหทัยด้วยการเกี่ยวข้องโดยสดับ จึงส่งกระแสพระดำรัสถึงพระราชบิดามารดาว่าหม่อมฉันจักครองนางผู้เดียวเท่านั้น หม่อมฉันไม่ต้องการกลุ่มสตรี โปรดเชิญนางมาเถิด. พระราชบิดามารดาไม่ทรงขัดพระหทัยของพระกุมาร ทรงส่งทรัพย์เป็นอันมาก เชิญพระนางมาด้วยบริวารขบวนใหญ่แล้วทรงอภิเษกร่วมกัน กระทำพระนางให้เป็นพระมเหสีของพระกุมาร. พระกุมารนั้นทรงพระนามว่า สุรุจิมหาราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงอยู่ร่วมกับพระนางด้วยความรัก. ก็พระนางประทับอยู่ในพระราชวังของท้าวเธอตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี ไม่ทรงได้พระโอรสหรือพระธิดาเลย.
ครั้งนั้นชาวเมืองประชุมกันชวนกันร้องขานขึ้นในท้องพระลานหลวงเมื่อท้าวเธอดำรัสว่า นี่อะไรกัน ก็กราบทูลว่า โทษของพระราชาไม่มีพระเจ้าข้า แต่พระโอรสผู้จะสืบวงศ์ของพระองค์ยังไม่มีเลย พระองค์ทรงมีพระเทวีพระนางเดียว ธรรมดาราชสกุลต้องมีหญิง ๑๖,๐๐๐ นาง เป็นอย่างต่ำที่สุด พระองค์โปรดรับกลุ่มสตรีเถิดพระเจ้าข้า เผื่อบรรดาหญิงเหล่านั้นจักมีสักคนหนึ่งที่มีบุญ จักได้พระโอรส ถูกท้าวเธอตรัสห้ามเสียว่า พ่อคุณเอ๋ย พากันพูดอะไร เราได้ปฏิญาณไว้แล้วว่า จักไม่ครองหญิงอื่นเลย จึงได้เชิญหญิงนี้มาได้ เราไม่มุสาวาทได้ เราไม่ต้องการกลุ่มแห่งสตรี เลยพากันหลีกไป. พระนางสุเมธาทรงสดับพระดำรัสนั้น ดำริว่าพระราชามิได้ทรงนำสตรีอื่น ๆ มาเลย เพราะทรงพระดำรัสตรัสจริงแน่นอนแต่เรานี่แหละจักหามาถวายแก่พระองค์ ทรงดำรงในตำแหน่งพระมเหสีเช่นพระมารดาของพระราชา จึงทรงนำมาซึ่งสตรี ๔,๐๐๐ นาง คือสาวน้อยเชื้อกษัตริย์๑,๐๐๐ เชื้อขุนนาง ๑,๐๐๐ เชื้อเศรษฐี ๑,๐๐๐ นางระบำผู้ชำนาญในกระบวนฟ้อนรำทุกอย่าง ๑,๐๐๐ คัดที่พอพระหฤทัยของพระนาง. แม้พวกนั้นพากันอยู่ในราชสกุลตั้ง ๑๐,๐๐๐ ปี ก็ไม่ได้พระโอรสหรือธิดาดุจกัน. พระนางคัดพวกอื่น ๆ มาถวายคราวละ ๔,๐๐๐ ถึงสามคราว. แม้พวกนั้นก็ไม่ได้พระโอรสพระธิดา. รวมเป็นหญิงที่พระนางนำมาถวาย ๑๖,๐๐๐ นาง. เวลาล่วงไป ๔๐,๐๐๐ปี รวมกับเวลาที่ทรงอยู่กับพระนางองค์เดียว ๑๐,๐๐๐ ปี เป็น ๕๐,๐๐๐ ปี. ครั้งนั้นชาวเมืองประชุมชวนกันร้องขานขึ้นอีก เมื่อท้าวเธอตรัสว่า เรื่องอะไรกันเล่า พากันกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์โปรดบังคับพระเทวีทั้งหลาย เพื่อปรารถนาพระโอรสเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับว่า ดีแล้วตรัส (กะพระเทวี) ว่าพวกเธอปรารถนาบุตรเถิด. ตั้งแต่นั้นพระเทวีเหล่านั้นเมื่อปรารถนาพระโอรส พากันนอบน้อมเทวดาต่าง ๆ พากันบำเพ็ญวัตรต่าง ๆพระโอรสก็ไม่อุบัติอยู่นั่นเอง.
ครั้งนั้นพระราชาตรัสกะพระนางสุเมธาว่า นางผู้เจริญ เชิญเธอปรารถนาพระโอรสเถิด. พระนางรับพระดำรัสว่า สาธุแล้ว ครั้นถึงดิถีที่ ๑๕ ทรงสมาทานอุโบสถ ประทับนั่งเหนือพระแท่นอันสมควร ทรงระลึกถึงศีลทั้งหลายอยู่ในพระตำหนักอันทรงสิริ. พระเทวีที่เหลือพากันประพฤติวัตรอย่างแพะอย่างโคต่างไปสู่พระอุทยาน. ด้วยเดชเเห่งศีลของพระนางสุเมธาพิภพของท้าวสักกะหวั่นไหว. ท้าวสักกะทรงนึกว่า นางสุเมธาปรารถนาพระโอรสเราต้องให้โอรสแก่เธอ แต่ว่าเราไม่อาจที่จะให้ตามมีตามได้ ต้องเลือกเฟ้นโอรสที่สมควรแก่เธอ เมื่อทรงเลือกเฟ้นก็ทรงเห็นเทพบุตรนฬการ. แท้จริงเทพบุตรนฬการนั้นเป็นสัตว์ถึงพร้อมด้วยบุญ เมื่ออยู่ในนครพาราณสี ในอัตภาพครั้งก่อน ถึงเวลาหว่านข้าวไปไร่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งส่งพวกทาสและกรรมกรไปหว่านกัน ตนเองกลับพาพระปัจเจกพุทธเจ้าไปสู่เรือน ให้ฉันแล้วนิมนต์มาที่ฝั่งคงคา ร่วมมือกันกับลูกชายสร้างบรรณศาลาเอาไม้มะเดื่อเป็นเชิงฝา เอาไม้อ้อเป็นฝา ผูกประตู ทำที่จงกรม นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ณ บรรณศาลานั้นแหละตลอดไตรมาส ท่านจำพรรษาแล้ว พ่อลูกทั้งคู่ ก็นิมนต์ให้ครองไตรจีวร แล้วส่งท่านไป. ด้วยทำนองนี้เองได้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าถึง ๗ องค์ ให้อยู่ ณ บรรณศาลานั้น แล้วให้ครองไตรจีวร. บางอาจารย์กล่าวว่า พ่อลูกทั้งคู่เป็นช่างจักสานกำลังขนเอาไม้ไผ่ที่ฝั่งคงคา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงพากันกระทำเช่นนั้น ดังนี้ก็มี. พ่อลูกทั้งคู่นั้น ครั้นทำกาลกิริยาบังเกิดในภพดาวดึงส์ เสวยอิสริยะแห่งเทวดาอันใหญ่กลับไปกลับมา อยู่ในกามภพทั้ง ๖ ชั้น. เทพบุตรทั้งคู่นั้นปรารถนาจะจุติจากชั้นนั้นไปบังเกิดในเทวโลกชั้นสูง.
ท้าวสักกะทรงทราบความเป็นอย่างนั้น เสด็จไปถึงประตูวิมานของเทพบุตรองค์หนึ่งในสององค์นั้น ตรัสกับเทพบุตรนั้นผู้มาบังคมแล้วยืนอยู่ว่าดูราท่านผู้นิรทุกข์ ควรที่ท่านจะไปสู่มนุษยโลก. เธอทูลว่า ข้าแต่มหาราชโลกมนุษย์น่ารังเกียจสกปรก ฝูงชนที่ตั้งอยู่ในโลกมนุษย์นั้น ต่างทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ปรารถนาเทวโลก ข้าพระองค์จักไปในโลกมนุษย์นั้นทำอะไร. ตรัสว่า ผู้นิรทุกข์ ท่านจักได้บริโภคทิพสมบัติที่เคยบริโภคในเทวโลกในโลกมนุษย์ จักได้อยู่ในปราสาทแก้วสูง ๒๕ โยชน์ ยาว ๙ โยชน์กว้าง ๘ โยชน์ เชิญท่านรับคำเถิด. เธอจึงรับ. ท้าวสักกะทรงถือปฏิญญาของเธอแล้ว เสด็จไปสู่อุทยานด้วยแปลงเพศเป็นฤาษี จงกรมในอากาศเบื้องบนสตรีเหล่านั้น ทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏ ตรัสว่า อาตมภาพจะให้โอรสผู้ประเสริฐแก่นางคนไหนเล่า นางคนไหนจักรับโอรสผู้ประเสริฐ. สตรี๑,๐๐๐ นางต่างยอหัตถ์วิงวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ โปรดให้แก่ดิฉัน ๆ. ทีนั้นท้าวสักกะก็ตรัสว่า อาตมภาพจะให้โอรสแก่หมู่สตรีที่มีศีล พวกเธอมีศีลอย่างไร มีอาจาระอย่างไรเล่า. สตรีเหล่านั้นพากันลดมือที่ยกขึ้นลงหมดกล่าวว่าถ้าพระคุณเจ้าปรารถนาจะให้เเก่สตรีผู้มีศีล เชิญไปสู่สำนักของพระนางสุเมธาเถิด. ท้าวเธอก็เหาะไปทางอากาศนั้นเอง ประทับยืนตรงช่องพระแกลใกล้พระทวารปราสาทของพระนาง. ครั้งนั้นสตรีเหล่านั้นพากันกราบทูลแด่พระนางว่า ทูลกระหม่อมแม่เจ้าขา เชิญพระแม่เจ้าเสด็จมาเถิด เทวราชพระองค์หนึ่งประสงค์จะถวายพระโอรสผู้ประเสริฐแด่พระแม่เจ้า เหาะมาทางอากาศกำลังสถิตที่ช่องพระแกล เจ้าข้า. พระนางเสด็จไปด้วยท่าทางอันตระหนัก ทรงเปิดพระแกลตรัสว่าข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ได้ยินว่า พระคุณเจ้าจะให้โอรสผู้ประเสริฐ แก่สตรีผู้มีศีล เป็นความจริงหรือพระเจ้าข้า. ท้าวเธอตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี ขอถวายพระพรเป็นความจริง. พระนางตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดให้แก่ดิฉัน . ตรัสถามว่า ก็ศีลของบพิตรเป็นอย่างไร เชิญตรัส ถ้าชอบใจอาตมภาพอาตมภาพจักถวายพระโอรสผู้ประเสริฐ. พระนางทรงสดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้วตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เชิญพระคุณเจ้าค่อยสดับเถิด เมื่อจะทรงแถลงศีลคุณของตน ได้ทรงภาษิตพระคาถา ๕ คาถาว่า
ดิฉันถูกเชิญมา เป็นพระอัครมเหสีคนแรกของ พระเจ้าสุรุจิตลอดเวลาหมื่นปี พระเจ้าสุรุจินำดิฉันมา ผู้เดียว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันนั้นมิได้รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิผู้เป็นจอมประชาชนชาววิเทหรัฐครองพระนครมิถิลา ด้วย กาย วาจา หรือใจ ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับเลย ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการ กล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าว คำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันเป็นที่พอใจของพระภัสดา พระชนนีและพระชนกของพระภัสดาก็เป็นที่รัก ของดิฉัน พระองค์ท่านเหล่านั้นทรงแนะนำดิฉัน ตลอดเวลาที่พระองค์ท่านยังทรงพระชนมชีพอยู่ ดิฉัน นั้นยินดีในความไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติธรรม โดยส่วนเดียว มุ่งบำเรอพระองค์ท่านเหล่านั้นโดย เคารพ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ข้าแต่ พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิด เถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ความริษยาหรือความโกรธ ในสตรีผู้เป็นราชเทวีร่วมกัน ๑๖,๐๐๐ คน มิได้มีแก่ ดิฉันในกาลไหน ๆ เลย ดิฉันชื่นชมด้วยความเกื้อกูล แก่พระราชเทวีเหล่านั้น และคนไหนที่จะไม่เป็นที่รัก ของดิฉันไม่มีเลย ดิฉันอนุเคราะห์หญิงผู้ร่วมสามีทั่ว กันทุกคน ในกาลทุกเมื่อ เหมือนอนุเคราะห์ตนฉะนั้น ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตร จงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉัน จงแตก ๗ เสี่ยง. ดิฉันเลี้ยงดูทาสกรรมกร ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูและ ชนเหล่าอื่นผู้อาศัยเลี้ยงชีวิต โดยเหมาะสมกับหน้าที่ ดิฉันมีอินทรีย์อันเบิกบานในกาลทุกเมื่อข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิดเมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. ดิฉันมีฝ่ามืออันชุ่มเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และ วณิพกเหล่าอื่น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ ทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะ ของดิฉันจงแตกเป็น ๗ เสี่ยง. ดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๑๔, ๑๕ และดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ดิฉันสำรวมแล้วในศีล ทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของ ดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๒๕–๔๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๖๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖. สุรุจิชาตกํ ฯ
มเหสี รุจิโน ภริยาติ อิทํ สตฺถา สาวตฺถิยํ อุปนิสฺสาย ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท วิหรนฺโต วิสาขาย มหาอุปาสิกาย ลทฺเธ อฏฺฐ วเร อารพฺภ กเถสิ ฯ
สา หิ เอกทิวสํ เชตวเน ธมฺมกถํ สุตฺวา ภควนฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆหิ สฺวาตนาย นิมนฺเตตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตสฺสา ปน รตฺติยา อจฺจเยน จาตุทฺทีปิโก มหาเมโฆ วสฺสิ ฯ ภควา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ยถา ภิกฺขเว เชตวเน วสฺสติ เอวํ จตูสุ ทีเปสุ วสฺสติ โอวสฺสาเปถ ภิกฺขเว กายํ ปจฺฉิมโก มหาเมโฆติ วตฺวา โอวสฺสาปิตกาเล ภิกฺขูหิ สทฺธึ อิทฺธิพเลน เชตวเน อนฺตรหิโต วิสาขาย โกฏฺฐเก ปาตุรโหสิ ฯ อุปาสิกา อจฺฉิริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ ตถาคตสฺส มหิทฺธิตา มหานุภาวตา ยตฺร หิ นาม ชณฺณุมตฺเตสุปิ โอเฆสุ วตฺตมาเนสุ กฏิมตฺเตสุปิ โอเฆสุ วตฺตมาเนสุ น หิ นาม เอกภิกฺขุสฺสาปิ ปาทา วา จีวรานิ วา อลฺลานิ ภวิสฺสนฺตีติ ตุฏฺฐหฏฺฐา อุทคฺคา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวีสิตฺวา กตภตฺตกจฺจํ ภควนฺตํ เอตทโวจ อฏฺฐาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ วรานิ ยาจามีติ ฯ อติกฺกนฺตวรา โข วิสาเข ตถาคตาติ ฯ ยานิ จ ภนฺเต โว กปฺปิยานิ ยานิ จ อนวชฺชานิ ตานิ วรานิ ภนฺเต อหํ ยาจามีติ อาห ฯ วเทหิ วิสาเขติ ฯ อิจฺฉามิหํ ภนฺเต ภิกฺขุสงฺฆสฺส ยาวชีวํ วสฺสิกสาฏิกํ ทาตุํ อาคนฺตุกภตฺตํ ทาตุํ คมิกภตฺตํ ทาตุํ คิลานภตฺตํ ทาตุํ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ ทาตํ คิลานเภสชฺชํ ทาตุํ ธุวยาคุํ ทาตุํ ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส อุทกสาฏกํ ทาตุนฺติ ฯ สตฺถา ปน กึ วิสาเข ตฺวํ อตฺถวสํ สมฺปสฺสมานา ตถาคตํ อฏฺฐ วรานิ ยาจสีติ ปุจฺฉิตฺวา ตาย อฏฺฐวรานิสํเส กถิเต สาธุ สาธุ วิสาเข อิมานิสํเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตํ อฏฺฐ วรานิ ยาจสีติ วตฺวา อนุชานามิ เต วิสาเข อฏฺฐ วรานีติ อฏฺฐ วเร ทตฺวา อนุโมทนํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อเถกทิวสํ สตฺถริ ปุพฺพาราเม วิหรนฺเต ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส วิสาขา มหาอุปาสิกา มาตุคามตฺตภาเว ฐตฺวาปิ ทสพลสฺส สนฺติกา อฏฺฐ วเร ลภิ อโห มหาคุณาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว วิสาขา มม สนฺติเก วเร ลภติ ปุพฺเพปิ ลภิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต มิถิลายํ สุรุจินาม ราชา รชฺชํ กาเรนฺโต ปุตฺตํ ปฏิลภิตฺวา ตสฺส สุรุจิกุมาโรเตฺวว นามํ อกาสิ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สิปฺปํ อุคฺคณฺหิสฺสามีติ คนฺตฺวา นครทฺวาเร สาลายํ นิสีทิ ฯ พาราณสีรญฺโญปิ ปุตฺโต พฺรหฺมทตฺตกุมาโรนาม ตตฺเถว คนฺตฺวา สุรุจิกุมารสฺส นิสินฺนผลเกเยว นิสีทิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ ปุจฺฉิตฺวา วิสฺสาสิกา หุตฺวา เอกโตว อาจริยสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อาจริยภาคํ ทตฺวา สิปฺปํ ปฏฺฐเปนติ น จิรสฺเสว นิฏฺฐิตสิปฺปา อาจริยํ อาปุจฺฉิตฺวา โถกํ มคฺคํ เอกโต คนฺตฺวา ทฺวิธาปเถ ฐิตา อญฺญมญฺญํ อาลิงฺคิตฺวา มิตฺตธมฺมานุรกฺขณตฺถํ กติกํ กรึสุ สเจ มม ปุตฺโต ชายติ ตว ธีตา วา ตว ปุตฺโต มม ธีตา วา เตสํ อาวาหวิวาหํ กริสฺสามาติ ฯ เตสุ รชฺชํ กาเรนฺเตสุ สุรุจิมหาราชสฺส ปุตฺโต ชายิ ฯ สุรุจิกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ พฺรหฺมทตฺตสฺส ธีตา ชายิ ฯ สุเมธาติสฺสา นามํ กรึสุ ฯ สุรุจิกุมาโร วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ คนฺตฺวา สิปฺปํ อุคฺคเหตฺวา อาคจฺฉิ ฯ อถ นํ ปิตา รชฺเช อภิสิญฺจิตุกาโม อโหสิ สหายสฺส กิรเม พาราณสีรญฺโญ ธีตา อตฺถิ ตเมวสฺส อคฺคมเหสึ กริสฺสามีติ ตสฺสา อตฺถาย พหุปณฺณาการํ ทตฺวา อมจฺเจ เปเสสิ ฯ เตสํ อนาคตกาเลเยว พาราณสีราชา เทวึ ปุจฺฉิ ภทฺเท มาตุคามสฺส กึ อติเรกํ ทุกฺขนฺติ ฯ สปตฺติโรสํ ทุกฺขํ เทวาติ ฯ เตนหิ ภทฺเท อมฺหากํ ธีตรํ สุเมธาเทวึ ตมฺหา ทุกฺขา โมเจตฺวา โย เอตํ เอกิกเมว คณฺหิสฺสติ ตสฺส ทสฺสามาติ อาห ฯ โส เตหิ อมจฺเจหิ อาคนฺตฺวา ตสฺสา นาเม คหิเต ตาตา กามํ มยา ปุพฺเพ มยฺหํ สหายสฺส ปฏิญฺญา การิตา อิมํ ปน มยํ น อิตฺถีฆฏาย อนฺตเร ปกฺขิปิตุกามา โย เอตํ เอกิกเมว คณฺหิสฺสติ ตสฺส ทาตุกามมฺหาติ อาห ฯ เต รญฺโญ สนฺติกํ ปหิณึสุ ฯ ราชา อมฺหากํ รชฺชํ มหนฺตํ สตฺตโยชนิกํ มิถิลนครํ ตีณิ โยชนสตานิ รชฺชปริจฺเฉโท เหฏฺฐิมนฺเตน โสฬส อิตฺถีสหสฺสานิ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ วตฺวา นาโรเจสิ ฯ สุรุจิกุมาโร ปน สุเมธาย รูปสมฺปทํ สุตฺวา สวนสํสคฺเคน พชฺฌิตฺวา อหนฺตํ เอกิกเมว คณฺหิสฺสามิ น มยฺหํ อิตฺถีฆฏาย อตฺโถ ตเมว อาเนตูติ มาตาปิตูนํ เปเสสิ ฯ เต ตสฺส มนํ อภินฺทิตฺวา พหุธนํ เปเสตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ตํ อาเนตฺวา กุมารสฺส อคฺคมเหสึ กตฺวา เอกโต อภิสิญฺจึสุ ฯ โส สุรุจิมหาราชานาม หุตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต ตาย สทฺธึ ปิยสํวาสํ วสิ ฯ สา ปน ทส วสฺสสหสฺสานิ ตสฺส เคเห วสนฺตี เนว ปุตฺตํ วา ธีตรํ วา อลตฺถ ฯ อถ นาครา สนฺนิปติตฺวา ราชงฺคเณ อุปกฺโกสิตฺวา กิเมตนฺติ วุตฺเต รญฺโญ โทโส นตฺถิ วํสานุปาลโก ปน โว ปุตฺโต น วิชฺชติ ตุมฺหากํ เอกา เทวี ราชกุลนฺนาม เหฏฺฐิมนฺเตน โสฬสหิ อิตฺถีสหสฺเสหิ ภวิตพฺพํ อิตฺถีฆฏํ คณฺห เทว ตาสุ เอกา ปุญฺญวตี ปุตฺตํ ลภิสฺสตีติ วตฺวา ตาตา กึ กเถถ อหํ อญฺญํ น คณฺหิสฺสามีติ ปฏิญฺญํ ทตฺวา มยา เอสา อานีตา น สกฺกา มุสาวาทํ กาตุํ น มยฺหํ อิตฺถีฆฏาย อตฺโถติ รญฺญา ปฏิกฺขิตฺตา ปกฺกมึสุ ฯ สุเมธา ตํ กถํ สุตฺวา ราชา ตาว สจฺจวาทิตาย อญฺญา อิตฺถิโย น อาเนติ อหเมว ปนสฺส อาเนสฺสามีติ รญฺโญ มาตุสทิสภริยฏฺฐาเน ฐตฺวา อตฺตโน รุจิยา ขตฺติยกญฺญานํ สหสฺสํ อมจฺจกญฺญานํ สหสฺสํ เสฏฺฐิกญฺญานํ สหสฺสํ สพฺพสมยนาฏกิตฺถีนํ สหสฺสนฺติ จตฺตาริ อิตฺถีสหสฺสานิ อาเนสิ ฯ ตาปิ ทส วสฺสสหสฺสานิ ราชกุเล วสิตฺวา เนว ปุตฺตํ น ธีตรํ ลภึสุ ฯ เตเนว อุปาเยน อปรานิปิ ติกฺขตฺตุํ จตฺตาริ สหสฺสานิ อาเนสิ ฯ ตาปิ เนว ปุตฺตํ น ธีตรํ ลภึสุ ฯ เอตฺตาวตา โสฬส อิตฺถีสหสฺสานิ อเหสุํ ฯ จตฺตาฬีส วสฺสสหสฺสานิ อติกฺกมึสุ ฯ ตานิ ตาย เอกิกาย วุตฺเถหิ ทสหิ สทฺธึ ปญฺญาส วสฺสสหสฺสานิ โหนฺติ ฯ อถ นาครา สนฺนิปติตฺวา ปุน อุปกฺโกสิตฺวา กิเมตนฺติ วุตฺเต เทว ตุมฺหากํ เทวิโย ปุตฺตํ ปฏฺเฐตุํอาณาเปถาติ วทึสุ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตุมฺเห ปุตฺตํ ปฏฺเฐถาติ อาห ฯ ตา ตโต ปฏฺฐาย ปุตฺตํ ปฏฺฐยมานา นานาเทวานํ นมสฺสนฺติ นานาวตฺตานิ ปริจรนฺติ ฯ ปุตฺโต นุปฺปชฺชเตว ฯ อถ ราชา สุเมธํ อาห ภทฺเท ปุตฺตํ ปฏฺเฐหีติ ฯ สา สาธูติ ปณฺณรสิยํ อุโปสถํ สมาทาย สิริคพฺเภ สีลานิ อาวชฺชมานา กปฺปิยมญฺเจ นิสีทิ ฯ เสสา อชวตฺตโควตฺตา หุตฺวา อุยฺยานํ อคมํสุ ฯ สุเมธาย สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชตฺวา สุเมธา ปุตฺตํ ปฏฺเฐติ ปุตฺตมสฺสา ทสฺสามิ น โข ปน สกฺกา ยํ วา ตํ วา ทาตุํ อนุจฺฉวิกมสฺสา ปุตฺตํ อุปธาเรสฺสามีติ อุปธาเรนฺโต นฬการเทวปุตฺตํ ปสฺสิ ฯ โส หิ ปุญฺญสมฺปนฺโน สตฺโต ปุริมตฺตภาเว พาราณสิยํ วสนฺโต วปกาเล เขตฺตํ คจฺฉนฺโต เอกํ ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา ทาสกมฺมกเร วปถาติ ปหิณิ สยํ นิวตฺติตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ เคหํ เนตฺวา โภเชตฺวา ปุน คงฺคาตีเร อาเนตฺวา ปุตฺเตน สทฺธึ เอกโตว หุตฺวา อุทุมฺพรภิตฺติปาทํ นฬภิตฺติกํ ปณฺณสาลํ กตฺวา ทฺวารํ โยเชตฺวา จงฺกมํ กตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ ตตฺเถว เตมาสํ วสาเปตฺวา วุตฺถวสฺสํ เทฺว ปิตาปุตฺตา ติจีวเรน อจฺฉาเทตฺวา อุยฺโยชยึสุ ฯ เอเตเนว นิยาเมน สตฺต ปจฺเจกพุทฺเธ ตาย ปณฺณสาลาย วสาเปตฺวา จีวรานิ อจฺฉาทยึสุ ฯ เทฺว ปิตาปุตฺตา นฬการา หุตฺวา คงฺคาตีเร เวฬุํ อุทฺธรนฺตา ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา เอวมกํสูติปิ วทนฺติเยว ฯ เต กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺติตฺวา ฉสุ กาเมสุ อนุโลมปฏิโลมวเสน มหนฺตํ เทวิสฺสริยํ อนุภวนฺตา วิจรนฺติ ฯ เต ตโต จวิตฺวา อุปริเทวโลเก นิพฺพตฺติตุกามา ฯ สกฺโก ตถาภาวํ ญตฺวา เตสุ เอกสฺส วิมานทฺวารํ คนฺตฺวา ตํ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ฐิตํ อาห มาริส ตยา มนุสฺสโลกํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ ฯ มหาราช มนุสฺสโลโก เชคุจฺโฉ ปฏิกูโล ตตฺถ ฐิตา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา เทวโลกํ ปฏฺเฐนฺติ ตตฺถ คนฺตฺวา กึ กริสฺสามีติ ฯ มาริส เทวโลเก ปริภุญฺชิตพฺพทิพฺพสมฺปตฺตึ มนุสฺสโลเก ปริภุญฺชิสฺสสิ ปญฺจวีสติโยชนุพฺเพเธ นวโยชนายาเม อฏฺฐโยชนวิตฺถาเร รตนปาสาเท วสิสฺสสิ อธิวาเสหีติ ฯ โส อธิวาเสสิ ฯ สกฺโก ตสฺส ปฏิญฺญํ คเหตฺวา อิสิเวเสน ราชุยฺยานํ คนฺตฺวา ตาสํ อิตฺถีนํ อุปริ อากาเส จงฺกมนฺโต อตฺตานํ ทสฺเสตฺวา กสฺสา ปุตฺตวรํ เทมิ กา ปุตฺตวรํ คณฺหิสฺสตีติ อาห ฯ ภนฺเต มยฺหํ เทหิ มยฺหํ เทหีติ อิตฺถีสหสฺสานิ หตฺเถ อุกฺขิปึสุ ฯ ตโต สกฺโก อาห อหํ สีลวตีนํ ปุตฺตํ ทมฺมิ ตุมฺหากํ กึ สีลํ โก อาจาโรติ ฯ ตา อุกฺขิตฺตหตฺเถ สมฺมิญฺชิตฺวา สเจ สีลวติยา ทาตุกาโม สุเมธาย สนฺติกํ คจฺฉาหีติ วทึสุ ฯ โส อากาเสเนว คนฺตฺวา ตสฺสา ปาสาททฺวาเร สีหปญฺชเร อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺสา ตา อิตฺถิโย อาโรจยึสุ เอถ เทวิ เอโก เทวราชา ตุมฺหากํ ปุตฺตวรํ ทสฺสามีติ อากาเสนาคนฺตฺวา สีหปญฺชเร ฐิโตติ ฯ สา ครุปริหาเรน คนฺตฺวา สีหปญฺชรํ อุคฺฆาเฏตฺวา สจฺจํ กิร ภนฺเต ตุมฺเห สีลวติยา ปุตฺตวรํ เทถาติ อาห ฯ อาม เทวีติ ฯ เตนหิ มยฺหํ เทถาติ ฯ กึ ปน เต สีลํ กเถหิ สเจ เม รุจฺจติ ทสฺสามิ ปุตฺตวรนฺติ ฯ สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา เตนหิ สุณาถาติ วตฺวา อตฺตโน สีลคุณํ กเถนฺตี ปณฺณรส คาถา อภาสิ
มเหสี รุจิโน ภริยา อานีตา ปฐมํ อหํ
ทส วสฺสสหสฺสานิ ยํ มํ สุรุจิ อานยิ ฯ
สาหํ พฺราหฺมณ ราชานํ เวเทหํ มิถิลคฺคหํ
นาภิชานามิ กาเยน วาจาย อุท เจตสา
สุรุจึ อติมญฺญิตฺถ อาวี วา ยทิ วา รโห ฯ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส
มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ
ภตฺตุ มนาปา สสฺสุ ปิยา มาตา ปิตา จ สสฺสุโร
เต มํ พฺราหฺเม วิเนตาโร ยาว ลทฺธุํ สุชีวิตํ ฯ
สาหํ อหึสารตินี กามสา ธมฺมจารินี
สกฺกจฺจํ เต อุปฏฺฐาสึ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา ฯ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส
มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ สหภริยานิ พฺราหฺมณ
ตาสุ อิสฺสา วา โกโธ วา นาหุ มยฺหํ กุทาจนํ
หิเตน ตาสํ นนฺทามิ น จ เม กาจิ อปฺปิยา
อตฺตานํวานุกมฺปามิ สทา สพฺพา สปตฺติโย ฯ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส
มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ
ทาเส กมฺมกเร โปเส เย จญฺเญ อนุชีวิโน
โปเสมิ สห ธมฺเมน สทา ปมุทิตินฺทฺริยา ฯ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส
มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ อญฺเญ วาปิ วณิพฺพเก
ตปฺเปมิ อนฺนปาเนน สทา ปยตปาณินี ฯ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส
มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมึ
ปาริหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาหิตํ
อุโปสถํ อุปวสามิ สทา สีเลสุ สํวุตา ฯ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส
มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธาติ ฯ
ตตฺถ มเหสีติ อคฺคมเหสี ฯ รุจิโนติ สุรุจิสฺส รญฺโญ ฯ ปฐมนฺติ โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ สพฺพปฐมํ ฯ ยํ มนฺติ ยสฺมึ กาเล สุขสํวาสาย มํ สุรุจิ อานยิ ตโต ปฏฺฐาย อหํ ทส วสฺสสหสฺสานิ เอกิกาว อิมสฺมึ เคเห วสึ ฯ อติมญฺญิตฺถาติ มุหุตฺตมฺปิ สมฺมุขา วา ปรมฺมุขา วา อติกฺกมิตฺวา มญฺญินฺติ น อภิชานามิ น สรามิ ฯ อิเสติ ตํ อาลปติ ฯ เต มนฺติ สสฺสุโร จ สสฺสุ จาติ เต อุโภปิ มํ ฯ วิเนตาโรติ เตหิ วินีตมฺหิ เต มม ยาว ชีวึสุ ตาว โอวาทมทํสุ ฯ อหึสารตินีติ อหึสาสงฺขาตาย อรติยา สมนฺนาคตา มยา หิ กุณฺฐกิปิลฺลิกาทิ โกจิ น หึสิตปุพฺโพ ฯ กามสาติ เอกนฺเตเนว ฯ ธมฺมจารินีติ ทสกุสลกมฺมปเถสุ ปูเรมิ ฯ อุปฏฺฐาสินฺติ ปาทปริกมฺมาทีนิ กิจฺจานิ กโรนฺตี อุปฏฺฐหึ ฯ สหภริยานีติ มยา สห เอกสามิกสฺส ภริยาภูตานิ ฯ นาหูติ กิเลสํ นิสฺสาย อิสฺสาธมฺโม วา โกธธมฺโม วา มยฺหํ น ภูตปุพฺโพ ฯ หิเตนาติ ยํ ตาสํ หิตํ เตเนว นนฺทามิ อุเร ปุตฺตธีตโรวิย ตา ทิสฺวา ตุสฺสามิ ฯ กาจีติ ตาสุ เอกาปิ มยฺหํ อปฺปิยานาม นตฺถิ สพฺพาปิ ทยาตาเยว ฯ อนุกมฺปามีติ มุทุจิตฺเตน ตานิ สพฺพานิ โสฬสสหสฺสานิปิ อตฺตานํวิย อนุกมฺปามิ ฯ สหธมฺเมนาติ เยน การเณน โย ยํ กาตุํ สกฺโกติ สา ตํ ตสฺมึ กมฺเม ปโยเชมีติ อตฺโถ ฯ ปมุทิตินฺทฺริยาติ เปเสนฺตี นิจฺจํ ปมุทิตินฺทฺริยาว หุตฺวา เปเสมิ อเร ทุฏฺฐทาสิ อิทํนาม กโรหีติ เอวํ กุชฺฌิตฺวา น เม โกจิ กตฺถจิ เปสิตปุพฺโพ ฯ ปยตปาณินีติ โธตหตฺถา ปสาริตหตฺถาว หุตฺวา ฯ ปาริหาริยปกฺขญฺจาติ ปญฺจมี อฏฺฐมี จาตุทฺทสี ปณฺณรสีติ ปจฺจุคฺคมนานุคฺคมนวเสน จตฺตาโร ทิวสา ฯ สทาติ นิจฺจกาลํ ปญฺจสุ สีเลสุ สํวุตา เตหิ ปิหิตโคปิตตฺตภาวา โหมีติ ฯ
เอวํ ตสฺสา คาถาสเตนปิ คาถาสหสฺเสนปิ วณฺณิยมานานํ คุณานํ ปมาณนฺนาม นตฺถิ ฯ ตาย ปณฺณรสหิ คาถาหิ อตฺตโน คุณํ วณฺณิตกาเลเยว สกฺโก อตฺตโน พหุกรณียตาย ตสฺสา กถํ อวจฺฉินฺทิตฺวา อพฺภูตาเยว เต คุณาติ ตํ ปสํสนฺโต คาถทฺวยมาห
สพฺเพว เต ธมฺมคุณา ราชปุตฺติ ยสสฺสินิ
สํวิชฺชนฺติ ตยิ ภทฺเท เย ตฺวํ กิตฺเตสิ อตฺตนิ ฯ
ขตฺติโย ชาติ สมฺปนฺโน อภิชาโต ยสสฺสิมา
ธมฺมราชา วิเทหานํ ปุตฺโต อุปฺปชฺชเต ตวาติ ฯ
ตตฺถ ธมฺมคุณาติ สภาวคุณา ภูตคุณา ฯ สํวิชฺชนฺตีติ เย ตยา วุตฺตา เต สพฺเพว ตยิ อุปสมฺปชฺชนฺตีติ ฯ อภิชาโตติ อุภโต สุทฺธชาโต ฯ ยสสฺสิมาติ ยสสมฺปนฺเนน ปริวารสมฺปนฺเนน สมนฺนาคโต ฯ อุปฺปชฺชเตติ เอวรูโป ปุตฺโต ตว อุปฺปชฺชิสฺสติ มา จินฺตยีติ ฯ
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา โสมนสฺสชาตา ตํ ปุจฺฉนฺตี เทฺว คาถา อภาสิ
รุมฺหิ รโชชลฺลธโร อเฆ เวหายสณฺฐิโต
มนุญฺญํ ภาสสี วาจํ ยํ มยฺหํ หทยงฺคมํ ฯ
เทวตา นุสิ สคฺคมฺหา อิสิ วาปิ มหิทฺธิโก
โกสิ วา ตฺวํ อนุปฺปตฺโต อตฺตานํ เม ปเวทยาติ ฯ
ตตฺถ รุมฺหีติ อนญฺชิตกฺขามณฺฑิโต สกฺโก อาคจฺฉนฺโต รมณีเยน ตาปสเวเสน อาคโต ปพฺพชิตเวเสน อาคตตฺตา ปน สา เอวมาห ฯ อเฆติ อปฺปฏิเฆ ฐาเน ฯ ยํ มยฺหนฺติ ยํ เอตํ มยฺหํ มนุญฺญํ วาจํ ภาสสิ ตํ ภาสมาโน ตฺวํ เทวตา นุสิ สคฺคมฺหา อิธาคโต อิสิ วาปิ มหิทฺธิโก สกฺกาทีสุ โก วา ตฺวํ อสิ อิธานุปฺปตฺโต ฯ อตฺตานํ เม ปเวทยาติ ยถาภูตํ กเถหีติ วทติ ฯ
สกฺโก ตสฺสา กเถนฺโต ฉ คาถา อภาสิ
ยํ เทวสงฺฆา วทนฺติ สุธมฺมาย สมาคตา
โสหมสฺมิ สหสฺสกฺโข อาคโตสฺมิ ตฺวนฺติเก ฯ
อิตฺถิโย ชีวโลกสฺมึ ยา โหนฺติ สมจารินี
เมธาวินี สีลวตี สสฺสุเทวา ปติพฺพตา ฯ
ตาทิสาย สุเมธาย สุจิกมฺมาย นาริยา
เทวา ทสฺสนมายนฺติ มานุสิยา อมานุสา ฯ
ตฺวํ ภทฺเท สุจิณฺเณน ปุพฺเพ สุจริเตน วา
อิธ ราชกุเล ชาตา สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ
อยํ จ เต ราชปุตฺติ อุภยตฺถ กฏคฺคโห
เทวโลกูปปตฺตี จ กิตฺติ จ อิธ ชีวิเต
จีรํ สุเมเธ สุขินี ธมฺมมตฺตนิ ปาลย
เอสาหํ ติทิวํ ยามิ ปิยํ เม ตว ทสฺสนนฺติ ฯ
ตตฺถ สหสฺสกฺโขติ อตฺถํ ปุริสสฺส สหสฺเสหิ จินฺติตํ ตํ มุหุตฺตทสฺสนวเสน สหสฺสกฺโขติ ฯ อิตฺถิโยติ อิตฺถี สมจารินี ตีหิ ทฺวาเรหิ สมจริยาย สมนฺนาคตา ฯ ตาทิสายาติ ตถารูปาย ฯ สุเมธายาติ สุปญฺญาย ฯ อุภยตฺถ กฏคฺคโหติ อยํ ตว อิมสฺมึ จ อตฺตภาเว อนาคเต จ ชยคฺคโห เตสุ อิธโลกปรโลเกสุ อนาคเต เทวโลกูปปตฺติ จ อิธ ชีวิเต ปวตฺตมาเน กิตฺติ จาติ อยํ อุภยตฺถ กฏคฺคโหนาม ฯ ธมฺมนฺติ เอวํ สภาวคุณํ จิรํ อตฺตนิ ปาลย ฯ เอสาหนฺติ เอโส อหํ ฯ ปิยํ เมติ มยฺหํ ตว ทสฺสนํ ปิยทสฺสนํ ฯ
เทวโลเก ปน เม กิจฺจกรณียํ อตฺถิ ตสฺมา คจฺฉามิ ตฺวํ อปฺปมตฺตา โหหีติ ตสฺสา โอวาทํ ทตฺวา ปกฺกามิ ฯ นฬกาโร ปน ปจฺจูสกาเลเยว จวิตฺวา ตสฺสา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ สา คพฺภสฺส ปติฏฺฐิตภาวํ ญตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา คพฺภปริหารํ อทาสิ ฯ สา ทสมาสจฺจเยน ปุตฺตํ วิชายิ ฯ มหาปนาโทติสฺส นามํ กรึสุ ฯ อุภยรฏฺฐวาสิโน สามิ ปุตฺตสฺส โน ขีรมูลนฺติ เอเกกํ กหาปณํ ราชงฺคเณ ขิปึสุ ฯ มหาราสิ อโหสิ ฯ รญฺญา ปฏิกฺขิตฺตาปิ สามิ ปุตฺตสฺส โน วฑฺฒิตกาเล ปริพฺพ โย ภวิสฺสตีติ อคฺคเหตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ กุมาโร มหาปริวาเรน วฑฺฒิตฺวา วยปฺปตฺโต โสฬสวสฺสกาเล สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ฯ ราชา ปุตฺตสฺส วยํ โอโลเกตฺวา เทวึ อาห ภทฺเท ปุตฺตํ เม รชฺชาภิเสกกาเล รมณียมสฺส ปาสาทํ กาเรตฺวา อภิเสกํ กาเรสฺสามีติ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา วตฺถุวิชฺชาจริเย ปกฺโกสาเปตฺวา ตาตา วฑฺฒกึ คเหตฺวา อมฺหากํ นิเวสนโต อวิทูเร ปุตฺตสฺส เม ปาสาทํ มาเปถ รชฺเช นํ อภิสิญฺจิสฺสามีติ อาห ฯ เต สาธุ เทวาติ ภูมิปเทสํ วีมํสนฺติ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺกสฺส ภวนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสติ ฯ โส ตํ การณํ ญตฺวา วิสฺสุกมฺมํ อามนฺเตตฺวา คจฺฉ ตาต มหาปนาทกุมารสฺส อายาเมน นวโยชนํ วิตฺถาเรน อฏฺฐโยชนํ อุพฺเพเธน ปญฺจวีสติโยชนํ รตนปาสาทํ มาเปหีติ เปเสสิ ฯ โส วฑฺฒกีเวเสน วฑฺฒกีนํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตุมฺเห ปาตราสํ ภุญฺชิตฺวา เอถาติ เต เปเสตฺวา ทณฺฑเกน ภูมึ ปหริ ฯ ตาวเทว วุตฺตปฺปกาโร สตฺตภูมิโก ปาสาโท อุฏฺฐหิ ฯ มหาปนาทสฺส ปาสาทมงฺคลํ ฉตฺตลาภาภิเสกมงฺคลํ อาวาหมงฺคลนฺติ ตีณิ มงฺคลานิ เอกโกว อเหสุํ ฯ มงฺคลฏฺฐาเน อุภยรฏฺฐวาสิโน สนฺนิปติตฺวา มงฺคลฉเณน สตฺต วสฺสานิ วีตินาเมสุํ ฯ เนว เต ราชา อุยฺโยเชสิ ฯ เตสํ วตฺถาลงฺการขาทนียโภชนียาทิ สพฺพํ ราชกุลสนฺตกเมว อโหสิ ฯ เต สตฺตสํวจฺฉรสฺส อจฺจเยน อุปกฺโกสิตฺวา สุรุจิมหาราเชน กิเมตนฺติ ปุฏฺฐา มหาราช อมฺหากํ มงฺคลํ ภุญฺชนฺตานํ สตฺต วสฺสานิ คตานิ กทา มงฺคลสฺส ปริโยสานํ ภวิสฺสตีติ อาหํสุ ฯ ตโต ราชา ปุตฺเตน เม เอตฺตกํ กาลํ น หสิตปุพฺพํ ยทา โส หสิสฺสติ ตทา คจฺฉถาติ ฯ อถสฺส มหาชโน เภริญฺจาราเปตฺวา นเฏ สนฺนิปาเตสิ ฯ ฉ นฏสหสฺสานิ สนฺนิปติตฺวา สตฺต โกฏฺฐาสา หุตฺวา นจฺจนฺตา ราชานํ หสาเปตุํ นาสกฺขึสุ ฯ ตสฺส หิ ทีฆรตฺตํ ทิพฺพนาฏกานํ ทิฏฺฐตฺตา เตสํ นจฺจํ อมนุญฺญํ อโหสิ ฯ ตทา กณฺฑกณฺโณ จ ปณฺฑุกณฺโณ จาติ เทฺว นาฏกเชฏฺฐกา มยํ ราชานํ หสาเปสฺสามาติ ราชงฺคเณ ปวิสึสุ ฯ เตสุ กณฺฑกณฺโณ จ ราชทฺวาเร มหนฺตํ อตุลํนาม อมฺพํ มาเปตฺวา สุตฺตคุฬํ ขิปิตฺวา ตสฺส สาขาย ลคฺคาเปตฺวา สุตฺเตน อตุลมฺพํ อภิรูหิ ฯ อตุลมฺโพ กิร เวสฺสวณฺณสฺส อมฺโพ ฯ อถสฺส เวสฺสวณฺณทาสา องฺคปจฺจงฺคานิ ฉินฺทิตฺวา ปาเตสุํ ฯ เสสนาฏกา ตานิ สโมธาเนตฺวา อุทเกน อภิสิญฺจึสุ ฯ โส ปุปฺผปฏํ นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา นจฺจนฺโต อุฏฺฐหิ ฯ มหาปนาโท ตํ ทิสฺวา เนว หสิ ฯ ปณฺฑุกณฺโณ ราชงฺคเณ ทารุจิตฺตกํ กาเรตฺวา อตฺตโน ปริสาย สทฺธึ อคฺคึ ปาวิสิ ฯ ตสฺมึ นิพฺพตฺเต ทารุจิตฺตกํ อุทเกน อภิญฺจึสุ ฯ โส สปริโส ปุปฺผปฏํ นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา นจฺจนฺโต อุฏฺฐหิ ฯ ตํ ทิสฺวา ราชา เนว หสิ ฯ อิติ ตํ ราชานํ หสาเปตุํ อสกฺโกนฺตา มนุสฺสา อุปทฺทูตา อเหสุํ ฯ สกฺโก ตํ การณํ ญตฺวา คจฺฉ ตาต มหาปนาทํ หสาเปตฺวา อุฏฺเฐหีติ เทวนฏํ เปเสสิ ฯ โส อาคนฺตฺวา ราชงฺคเณ อากาเส ฐตฺวา อุปฑฺฒงฺคํนาม ทสฺเสสิ เอโกว หตฺโถ เอโกว ปาโท เอโก อกฺขิ เอกา ภมุกาปิ นจฺจติ จลติ ผนฺทติ เสสํ นิจฺจลํ อโหสิ ฯ ตํ ทิสฺวา มหาปนาโท โถกํ หสิตํ อกาสิ ฯ มหาชโน ปน หสนฺโต หสํ สณฺฐาเรตุํ สตึ ปจฺจุปฏฺฐาเปตุํ อสกฺโกนฺโต องฺคานิ วิสชฺเชตฺวา ราชงฺคเณเยว ปติ ฯ ตสฺมึ กาเล มงฺคลํ นิฏฺฐิตํ เสสเมตฺถ ปนาโทนาม โส ราชา ยสฺส ยูโป สุวณฺณมโยติ มหาปนาทชาตเก วณฺเณตพฺพํ ฯ ราชา มหาปนาโท ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา อายุหปริโยสาเน เทวโลกเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มหาปนาโท ภทฺทชิ อโหสิ สุเมธาเทวี วิสาขา วิสฺสุกมฺโม อานนฺโท สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ
สุรุจิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗