ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุรุจิชาดก
ชาดกที่ ๔๘๙ · ปกิณณกนิบาตชาดก

สุรุจิชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าสุรุจิ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๔๒ · บรรทัด ๗๕๐๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุรุจิชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเหสี ได้แก่ พระอัครมเหสี. บทว่ารุจิโน ได้แก่ พระราชา. ทรงพระนามว่า สุรุจิ. บทว่า ปมํ ความว่าดิฉันได้มาเป็นอัครมเหสีคนแรกก่อนกว่าหญิงทั้งปวง บรรดาหญิง ๑๖,๐๐๐ คน. บทว่า ยํ มํ ความว่า จำเดิมแต่พระเจ้าสุรุจิทรงนำดิฉันมาเพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ดิฉันได้เป็นหญิงผู้เดียวเท่านั้น ที่ได้อยู่ในพระตำหนักนี้ตลอด๑๐,๐๐๐ ปี. บทว่า อติมญฺิตฺถ ความว่า ดิฉันนั้นไม่เคยทราบไม่เคยระลึกเลยว่า ดิฉันล่วงเกินพระราชาสุรุจิแล้วทั้งต่อหน้าหรือลับหลังแม้โดยครู่เดียว. เธอเรียกฤาษีนั้นว่า อีเส. บทวา เต มํ ความว่า พระชนกและพระชนนีของพระภัสดาทั้งสองพระองค์นั้น ทรงโปรดนำดิฉันมา. บทว่า วิเนตาโรความว่า ดิฉันได้รับแนะนำจากพระองค์ท่านทั้ง ๒ แล้ว พระองค์ท่านทั้ง ๒นั้น ยังทรงพระชนม์อยู่ตราบใด ก็คงจะทรงประทานพระโอวาทแก่ดิฉันไปตราบนั้น. บทว่า อหึสา รตินี ความว่า ดิฉันประกอบแล้วด้วยเจตนาอันเป็นเหตุงดเว้น กล่าวคือความไม่เบียดเบียน หมายความว่า ดิฉันไม่เคยเบียดเบียนสัตว์อะไรตั้งต้นแต่มดดำมดแดงไปทีเดียว. บทว่า กามสา แปลว่ามุ่งหน้าโดยส่วนเดียว. บทว่า ธมฺมจารินี ความว่า ดิฉันบำเพ็ญในกุศลกรรมบถ๑๐ ประการ. บทว่า อุปฏฺาสึ ความว่า ดิฉันทำกิจต่าง ๆ มีการบริกรรมพระบาทเป็นอาทิ ปรนนิบัติพระองค์ท่านทั้งสอง. บทว่า สหภริยานิ ความว่าเป็นภรรยาแห่งสามีเดียวกันกับดิฉัน. บทว่า นาหุ ความว่า ธรรมคือความริษยา หรือธรรมคือความโกรธ เพราะอาศัยกิเลส มิได้มีแก่ดิฉันเลย. บทว่าหิเตน ความว่า กิจใดเป็นกิจเกื้อกูลแก่หญิงเหล่านั้น ดิฉันย่อมชื่นชมยินดีด้วยประโยชน์เกื้อกูลของหญิงเหล่านั้นแท้ ๆ ดิฉันยินดีเห็นหญิงเหล่านั้น เป็นเหมือนบุตรธิดาในอ้อมอกฉะนั้น. บทว่า กาจิ ความว่า บรรดาหญิงเหล่านั้นแม้เพียงคนเดียวที่จะชื่อว่าดิฉันไม่รักไม่มีเลย ดิฉันรักทุกคนทีเดียว. บทว่า อนุกมฺปามิ ความว่า ดิฉันเอ็นดูหญิงทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางนั้นทุกคนด้วยจิตอ่อนโยนเหมือนเอ็นดูตนก็ปานกัน. บทว่า สห ธมฺเมน ความว่า ดิฉันเลี้ยงดูตามหน้าที่ที่จะมอบให้เขาทำได้ หมายความว่า ผู้ใดสามารถจะทำกรรมใด ดิฉันก็ใช้ผู้นั้นในกรรมนั้น. บทว่า ปทุทิตินฺทฺริยา ความว่า เมื่อใช้เล่าก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นนิตย์ทีเดียว ดิฉันไม่เคยใช้ใคร ๆ อย่างกราดเกรี้ยวว่า อีทาสอีตัวร้าย มึงจงทำการอันนี้ซิเว้ย ดังนี้เลยในกาลไหน ๆ. บทว่า ปยตปาณินีความว่า เป็นผู้มีมืออันล้างแล้ว เหยียดมือออกแล้วทีเดียว. บทว่า ปาริหาริยปกฺขญฺจ ความว่า ๔ วัน ด้วยอำนาจวันรับและวันส่ง คือวัน ๕ ค่ำวัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ. บทว่า สทา ความว่า เป็นผู้สำรวมในศีล ๕ ตลอดกาลเป็นนิตย์ คือเป็นผู้มีอัตภาพอันศีลเหล่านั้นปกป้องคุ้มครองไว้แล้ว.

ธรรมดาว่าการประมาณของพระนาง ซึ่งแม้จะพรรณนา ๑๐๐ คาถา๑,๐๐๐ คาถา ก็หาเพียงพอไม่ ด้วยประการฉะนี้. ในเวลาที่พระนางพรรณนาคุณของตนได้ด้วยพระคาถา ๑๕ เท่านั้น ท้าวสักกะก็ตัดพระดำรัสของพระนางเสียเพราะท้าวเธอมีกิจที่ต้องกระทำมาก เมื่อจะทรงสรรเสริญพระนางว่า คุณของพระนางจริงทั้งนั้น จึงตรัส ๒ คาถาว่า

ดูก่อนราชบุตรี ผู้เรืองยศงดงาม คุณอันเป็นธรรม เหล่านั้นมีทุกอย่าง พระราชโอรสผู้เป็นกษัตริย์ สมบูรณ์ ด้วยพระชาติ เป็นอภิชาตบุตร เรืองพระยศเป็นธรรม ราชาแห่งชนชาววิเทหะ จงอุบัติแก่พระนาง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมคุณา ได้แก่ มีคุณตามความเป็นจริงคือมีคุณเป็นจริง. บทว่า สํวิชฺชนฺติ ความว่า พระคุณเหล่าใดเล่าที่พระองค์ตรัสแล้ว พระคุณเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว สมบูรณ์เพียบพร้อมในพระองค์. บทว่า อภิชาโต ความว่า พระราชโอรสผู้ทรงพระกำเนิดบริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่าย. บทว่า ยสสฺสิมา ความว่า ทรงเพียบพร้อมด้วยสมบัติ คือ ยศและสมบัติคือบริวาร. บทว่า อุปฺปชฺชเต ความว่า บุตรเห็นปานนี้จักบังเกิดแต่พระองค์และอย่าทรงวิตกไปเลย.

พระนางทรงสดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้ว ทรงโสมนัส เมื่อจะตรัสถามท้าวเธอได้ทรงภาษิต ๒ พระคาถาว่า

ท่านผู้มีดวงตาน่ายินดี ทรงผ้าคลุกธุลี สถิตอยู่ บนเวหาอันไม่มีสิ่งใดกั้น ได้กล่าววาจาอันเป็นที่พอใจ จับใจของดิฉัน ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์ เป็นฤาษี ผู้มีฤทธิ์มาก หรือว่าเป็นใครมาถึงที่นี้ ขอท่านจงกล่าว ความจริงให้ดิฉันทราบด้วย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุมฺหิ ความว่า พระนางตรัสเรียกอย่างนี้ ก็เพราะท้าวสักกะทรงมีพระเนตรไม่กระพริบเลย เมื่อเสด็จมาก็เสด็จมาด้วยเพศเป็นดาบสอันน่ายินดี โดยเป็นบรรพชิต (ท่านมาสถิตในเวหา). บทว่า อเฆ ได้แก่ ในที่ที่ไม่มีสิ่งใดกั้น. บทว่า ยํ มยฺหํ ความว่า ท่านกำลังกล่าวคำอันน่าพอใจของดิฉันนี้นั้นน่ะ เป็นเทวดาจากสวรรค์มา ณ ที่นี้หรือไม่อีกทีก็เป็นฤาษีผู้มีฤทธิ์มาก หรือในบรรดาเทพเจ้า มีท้าวสักกะเป็นต้นท่านเป็นเทพเจ้าองค์ไรเล่า มาปรากฏแล้ว ณ ที่นี้. บทว่า อตฺตานํ เมปเวทยา พระนางตรัสว่า เชิญท่านบอกความจริงให้ดิฉันทราบเถิดเจ้าค่ะ.

ท้าวสักกะ เมื่อจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงได้ตรัส ๖ พระคาถาว่า

หมู่เทวดามาประชุมกันที่สุธรรมาสภา ย่อมกราบ ไหว้ท้าวสักกะองค์ใด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะองค์นั้น มีดวงตาพันหนึ่งมายังสำนักของท่าน หญิงเหล่าใดใน เทวโลกเป็นผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ มีปัญญา มีศีล มีพ่อผัวแม่ผัว เป็นเทวดายำเกรงสามี เทวดาทั้งหลาย ผู้มิใช่มนุษย์มาเยี่ยมหญิงเช่นนั้น ผู้มีปัญญา มีกรรม อันสะอาด เป็นหญิงมนุษย์ ดูก่อนนางผู้เจริญ ท่าน เกิดในราชสกุลนี้ พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา ทุกอย่าง ด้วยสุจริตธรรมที่ท่านประพฤติดีแล้วใน ปางก่อน ดูก่อนพระราชบุตรี ก็แหละข้อนี้เป็นชัยชนะ ในโลกทั้งสองของท่าน คือ การอุบัติในเทวโลก และ เกียรติในชีวิตนี้ ดูก่อนพระนางสุเมธา ขอให้พระนาง จงมีสุข ยั่งยืนนานจงรักษาธรรมไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ ขอลาไปสู่ไตรทิพย์ การพบเห็นท่าน เป็น การพบเห็นที่ดูดดื่มใจของข้าพเจ้ายิ่งนัก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสกฺโข ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีดวงตาตั้ง ๑,๐๐๐ ด้วยสามารถเล็งเห็นเรื่องที่คนตั้ง ๑,๐๐๐ คน คิดกันเพียงครู่เดียว. บทว่า อิตฺถิโย ความว่า หญิงทั้งหลายผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ประกอบด้วยการประพฤติสม่ำเสมอด้วยทวารทั้ง ๓. บทว่า ตาทิสาย แปลว่าเห็นปานนั้น. บทว่า สุเมธาย ได้แก่ ผู้มีปัญญาดี. บทว่า อุภยตฺถ กฏคฺคโห ความว่า ข้อนี้เป็นการยึดถือชัยไว้ได้ ของท่านทั้งในอัตภาพนี้และในอนาคต คือ บรรดาโลกนี้และโลกหน้าเหล่านั้น ในอนาคตได้แก่การเข้าถึงเทวโลก ในชีวิตที่กำลังเป็นไปอยู่เล่า ก็ได้เกียรติ เหตุนั้น ข้อนี้จึงชื่อว่าเป็นการถือเอาชัยไว้ได้ในโลกทั้งสอง สุเมธาให้นางมีสุขยืนนานเถิด จงรักษาธรรม (คือคุณที่มีจริงอย่างนั้น) ไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ขอลาไปสู่สรวงสวรรค์ การพบเห็นท่านเป็นการพบเห็นที่ดูดดื่มแก่ข้าพเจ้า.

ท้าวสักกะประทานโอวาทแก่พระนางว่า ก็กิจที่ต้องกระทำของข้าพเจ้ามีอยู่ในเทวโลก เหตุนั้น ข้าพเจ้าต้องไป ท่านจงไม่ประมาทเถิดนะ แล้วเสด็จหลีกไป. ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่ง นฬการเทพบุตรก็จุติถือปฏิสนธิในพระครรโภทรของพระนาง. พระนางทรงทราบความที่พระองค์ทรงครรภ์ กราบทูลแก่พระราชา. พระราชาประทานเครื่องผดุงครรภ์ ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางก็ประสูติพระโอรส. พระประยูรญาติทรงขนานพระนามพระโอรสว่า มหาปนาทชาวแคว้นทั้งสอง (อังคะและมคธ) พากันทิ้งเหรียญกระษาปณ์ลงที่ท้องพระลานหลวงคนละ ๑ กระษาปณ์ เพื่อให้พระราชาทรงทราบว่า เป็นค่าน้ำนมของพระลูกเจ้าแห่งชาวเรา. เหรียญกระษาปณ์ได้เป็นกองใหญ่โต. แม้พระราชาจะตรัสห้าม ก็พากันกราบทูลว่า จักได้เป็นทุนรอนในเวลาที่พระลูกเจ้าของพวกข้าพระองค์ทรงพระเจริญ ต่างไม่รับคืนพากันหลีกไป. พระกุมารทรงพระเจริญด้วยบริวารมากมาย ครั้นทรงถึงวัยมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา ก็ทรงลุความสำเร็จในศิลปะทุกประการ. พระราชาทรงตรวจดูพระชนม์ของพระโอรสแล้ว ตรัสกับพระเทวีว่า นางผู้เจริญในเวลาอภิเษกลูกของเราในราชสมบัติจักสร้างปราสาทอันน่ารื่นรมย์ให้เธอแล้วถึงทำการอภิเษก. พระนางรับพระโองการว่า ดีแล้วพระเจ้าคะ. พระราชารับสั่งให้หาอาจารย์ในวิชาพื้นที่มาตรัสว่า พ่อทั้งหลาย จงคุมช่างให้สร้างปราสาทเพื่อลูกของเรา ณ ที่ไม่ห่างวังของเรา เราจักอภิเษกลูกของเรานั้นในราชสมบัติ. พวกอาจารย์ในวิชาพื้นที่เหล่านั้น รับพระโองการว่า ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอรับใส่เกล้า ฯ แล้วพากันตรวจภูมิประเทศ.

ขณะนั้นพิภพของท้าวสักกะสำแดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรงทราบเหตุนั้น ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา ตรัสสั่งว่า ไปเถิดพ่อเอ๋ย จงสร้างปราสาทแก้วยาว ๙ โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ สูง ๒๕ โยชน์ ให้แก่มหาปนาทราชกุมารเถิด. วิสสุกรรมเทพบุตรแปลงเพศเป็นช่าง ไปสู่สำนักของพวกช่างแล้วส่งพวกช่างนั้นไปเสียด้วยคำว่า พวกคุณกินข้าวเช้าแล้วค่อยมาเ5ิด แล้วประหารแผ่นดินด้วยท่อนไม้. ทันใดนั้นเอง ปราสาท ๗ ชั้น มีขนาดดังกล่าวแล้ว ก็ผุดขึ้น. มงคล ๓ ประการ คือ มงคลฉลองปราสาท มงคลอภิเษกสมโภชเศวตฉัตร และอาวาหมงคล ของพระกุมารมหาปนาทได้มีคราวเดียวกันแล. ชาวแคว้นทั้งสองพากันประชุมในสถานมงคล ให้กาลเวลาล่วงไปถึง๗ ปี ด้วยการมหรสพฉลองมงคล. พระราชามิได้ทรงบอกให้พวกนั้นเลิกงานเลย. สิ่งของทั้งหมดเป็นต้นว่า ผ้าเครื่องประดับของเคี้ยวของกิน ของชนเหล่านั้น ได้เป็นสิ่งของของราชสกุลทั้งนั้นเลย. ครั้นล่วง ๗ ปี ฝูงชนเหล่านั้นพากันร้องทุกข์ พระสุรุจิมหาราชตรัสถามว่า นี่อะไรกันเล่า ก็พากันกราบทูลว่าข้าแต่พระมหาราช เมื่อพวกข้าพระองค์พากันสมโภชการมงคล ๗ ปีผ่านไปแล้ว ที่สุดของงานมงคลจะมีเมื่อไรเล่า พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่าตลอดกาลถึงเท่านี้ ลูกเราไม่เคยหัวเราะเลย เมื่อใดเธอหัวเราะ เมื่อนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงพากันไปเถิด. ครั้งนั้น มหาชนเที่ยวตีกลองป่าวร้อง เชิญนักฟ้อนของพระเจ้ามหาปนาทนั้นประชุม. นักฟ้อน ๖,๐๐๐ พากันมาประชุม แบ่งกันเป็น ๗ ส่วน พากันรำฟ้อน ก็มิอาจที่จะให้พระราชาทรงพระสรวลได้. ทั้งนี้เพราะความที่ท้าวเธอเคยทอดพระเนตรกระบวนฟ้อนรำอันเป็นทิพย์มาช้านานการฟ้อนของนักฟ้อนเหล่านั้น จึงมิได้เป็นที่ต้องพระหทัย.

ครั้งนั้นจอมนักฟ้อน ๒ นาย คือ กัณฑกรรณ และปัณฑุกรรณ คิดว่าพวกเราจะให้พระราชาทรงพระสรวลให้ได้ พากันเข้าไปในท้องพระลาน. บรรดาจอมนักฟ้อนทั้งสองคนนั้น กัณฑกรรณให้ปลูกต้นมะม่วงใหญ่ชื่ออตุละที่พระราชทวาร แล้วขว้างกลุ่มด้ายขึ้นไปให้คล้องที่กิ่งของต้นมะม่วงนั้น แล้วไต่ขึ้นไปตามเส้นด้าย. ได้ยินว่า ไม้มะม่วงชื่ออตุละ เป็นต้นมะม่วงของท้าวเวสวัณ ครั้งนั้นพวกทาสของท้าวเวสวัณก็พากันตัดกิ่งน้อยใหญ่ของต้นมะม่วงนั้นนั้นโค่นลงมา. นักฟ้อนที่เหลือ เก็บกิ่งเหล่านั้นกองไว้แล้วรดด้วยน้ำ. กัณฑกรรณนั้นนุ่งห่มผ้ากรองดอกไม้ลุกขึ้นฟ้อนรำไป. พระเจ้ามหาปนาททอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว ก็มิได้ทรงพระสรวลเลย. ปัณฑุกรรณได้ทำเชิงตะกอนไม้ในท้องพระลานหลวง แล้วเดินเข้าสู่กองไฟกับบริษัทของตน. ครั้นไฟดับแล้ว นักฟ้อนทั้งหลายเอาน้ำรดเชิงตะกอน. ปัณฑุกรรณนั้นกับบริษัท นุ่งห่มผ้ากรองดอกไม้ลุกขึ้นฟ้อนรำ. พระราชาทรงทอดพระเนตรการนั้นแล้ว คงมิได้ทรงพระสรวลอยู่นั่นเอง. เมื่อสุดฝีมือที่จะให้พระราชาพระองค์นั้นทรงพระสรวล ฝูงคนก็พากันระส่ำระสายด้วยประการฉะนี้. ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงส่งนักฟ้อนเทวดาไปด้วยพระเทวบัญชาว่า ไปเถิดพ่อเอ๋ย จงทำให้พระมหาปนาทะทรงพระสรวลเสด็จอุฎฐาการจงได้เถิด. เทพนักฟ้อนนั้นมายืนอยู่บนอากาศในท้องพระลานหลวง แสดงขบวนฟ้อนที่เรียกว่า อุปัฑฒังคะ. มือข้างเดียวเท่านั้น เท้าก็ข้างเดียว ตาก็ข้างเดียว แม้คิ้วก็ข้างเดียว ฟ้อนไปร่ายรำไป เคลื่อนไหวไป ที่เหลือคงนิ่งไม่หวั่นไหวเลย. พระเจ้ามหาปนาทะทอดพระเนตรเห็นการนั้นแล้ว ทรงพระสรวลหน่อยหนึ่ง. แต่มหาชนเมื่อหัวเราะ ก็สุดที่จะกลั้นความขบขันไว้ สุดที่จะดำรงสติไว้ได้ ปล่อยอวัยวะหมดเลย ล้มกลิ้งไปในท้องพระลานหลวง. มงคลเป็นอันเลิกได้ตอนนั้นข้อความที่เหลือในเรื่องนี้ พรรณนาไว้ในมหาปนาทชาดกที่มีคำว่า ปนาโทนาเมโส ราชา ยสฺส ยูโป สุวณฺณมโย เป็นต้น.

พระราชามหาปนาททรงกระทำบุญถวายทานเป็นต้น เมื่อสิ้นพระชนม์ก็เสด็จไปสู่เทวโลกนั่นเอง.

พระศาสดาทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่ามหาปนาท ในครั้งนั้นได้มาเป็นภัททชิ สุเมธาเทวีได้มาเป็นวิสาขาวิสสุกรรมได้มาเป็นอานนท์ ส่วนท้าวสักกะได้มาเป็นเราตถาคตแล.

จบอรรถกถาสุรุจิชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๒๕–๔๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปกิณณกนิบาตชาดก · ๖๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖. สุรุจิชาตกํ ฯ

มเหสี รุจิโน ภริยาติ อิทํ สตฺถา สาวตฺถิยํ อุปนิสฺสาย ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท วิหรนฺโต วิสาขาย มหาอุปาสิกาย ลทฺเธ อฏฺฐ วเร อารพฺภ กเถสิ ฯ

สา หิ เอกทิวสํ เชตวเน ธมฺมกถํ สุตฺวา ภควนฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆหิ สฺวาตนาย นิมนฺเตตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตสฺสา ปน รตฺติยา อจฺจเยน จาตุทฺทีปิโก มหาเมโฆ วสฺสิ ฯ ภควา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ยถา ภิกฺขเว เชตวเน วสฺสติ เอวํ จตูสุ ทีเปสุ วสฺสติ โอวสฺสาเปถ ภิกฺขเว กายํ ปจฺฉิมโก มหาเมโฆติ วตฺวา โอวสฺสาปิตกาเล ภิกฺขูหิ สทฺธึ อิทฺธิพเลน เชตวเน อนฺตรหิโต วิสาขาย โกฏฺฐเก ปาตุรโหสิ ฯ อุปาสิกา อจฺฉิริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ ตถาคตสฺส มหิทฺธิตา มหานุภาวตา ยตฺร หิ นาม ชณฺณุมตฺเตสุปิ โอเฆสุ วตฺตมาเนสุ กฏิมตฺเตสุปิ โอเฆสุ วตฺตมาเนสุ น หิ นาม เอกภิกฺขุสฺสาปิ ปาทา วา จีวรานิ วา อลฺลานิ ภวิสฺสนฺตีติ ตุฏฺฐหฏฺฐา อุทคฺคา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวีสิตฺวา กตภตฺตกจฺจํ ภควนฺตํ เอตทโวจ อฏฺฐาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ วรานิ ยาจามีติ ฯ อติกฺกนฺตวรา โข วิสาเข ตถาคตาติ ฯ ยานิ จ ภนฺเต โว กปฺปิยานิ ยานิ จ อนวชฺชานิ ตานิ วรานิ ภนฺเต อหํ ยาจามีติ อาห ฯ วเทหิ วิสาเขติ ฯ อิจฺฉามิหํ ภนฺเต ภิกฺขุสงฺฆสฺส ยาวชีวํ วสฺสิกสาฏิกํ ทาตุํ อาคนฺตุกภตฺตํ ทาตุํ คมิกภตฺตํ ทาตุํ คิลานภตฺตํ ทาตุํ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ ทาตํ คิลานเภสชฺชํ ทาตุํ ธุวยาคุํ ทาตุํ ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส อุทกสาฏกํ ทาตุนฺติ ฯ สตฺถา ปน กึ วิสาเข ตฺวํ อตฺถวสํ สมฺปสฺสมานา ตถาคตํ อฏฺฐ วรานิ ยาจสีติ ปุจฺฉิตฺวา ตาย อฏฺฐวรานิสํเส กถิเต สาธุ สาธุ วิสาเข อิมานิสํเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตํ อฏฺฐ วรานิ ยาจสีติ วตฺวา อนุชานามิ เต วิสาเข อฏฺฐ วรานีติ อฏฺฐ วเร ทตฺวา อนุโมทนํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อเถกทิวสํ สตฺถริ ปุพฺพาราเม วิหรนฺเต ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส วิสาขา มหาอุปาสิกา มาตุคามตฺตภาเว ฐตฺวาปิ ทสพลสฺส สนฺติกา อฏฺฐ วเร ลภิ อโห มหาคุณาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว วิสาขา มม สนฺติเก วเร ลภติ ปุพฺเพปิ ลภิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต มิถิลายํ สุรุจินาม ราชา รชฺชํ กาเรนฺโต ปุตฺตํ ปฏิลภิตฺวา ตสฺส สุรุจิกุมาโรเตฺวว นามํ อกาสิ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สิปฺปํ อุคฺคณฺหิสฺสามีติ คนฺตฺวา นครทฺวาเร สาลายํ นิสีทิ ฯ พาราณสีรญฺโญปิ ปุตฺโต พฺรหฺมทตฺตกุมาโรนาม ตตฺเถว คนฺตฺวา สุรุจิกุมารสฺส นิสินฺนผลเกเยว นิสีทิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ ปุจฺฉิตฺวา วิสฺสาสิกา หุตฺวา เอกโตว อาจริยสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อาจริยภาคํ ทตฺวา สิปฺปํ ปฏฺฐเปนติ น จิรสฺเสว นิฏฺฐิตสิปฺปา อาจริยํ อาปุจฺฉิตฺวา โถกํ มคฺคํ เอกโต คนฺตฺวา ทฺวิธาปเถ ฐิตา อญฺญมญฺญํ อาลิงฺคิตฺวา มิตฺตธมฺมานุรกฺขณตฺถํ กติกํ กรึสุ สเจ มม ปุตฺโต ชายติ ตว ธีตา วา ตว ปุตฺโต มม ธีตา วา เตสํ อาวาหวิวาหํ กริสฺสามาติ ฯ เตสุ รชฺชํ กาเรนฺเตสุ สุรุจิมหาราชสฺส ปุตฺโต ชายิ ฯ สุรุจิกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ พฺรหฺมทตฺตสฺส ธีตา ชายิ ฯ สุเมธาติสฺสา นามํ กรึสุ ฯ สุรุจิกุมาโร วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ คนฺตฺวา สิปฺปํ อุคฺคเหตฺวา อาคจฺฉิ ฯ อถ นํ ปิตา รชฺเช อภิสิญฺจิตุกาโม อโหสิ สหายสฺส กิรเม พาราณสีรญฺโญ ธีตา อตฺถิ ตเมวสฺส อคฺคมเหสึ กริสฺสามีติ ตสฺสา อตฺถาย พหุปณฺณาการํ ทตฺวา อมจฺเจ เปเสสิ ฯ เตสํ อนาคตกาเลเยว พาราณสีราชา เทวึ ปุจฺฉิ ภทฺเท มาตุคามสฺส กึ อติเรกํ ทุกฺขนฺติ ฯ สปตฺติโรสํ ทุกฺขํ เทวาติ ฯ เตนหิ ภทฺเท อมฺหากํ ธีตรํ สุเมธาเทวึ ตมฺหา ทุกฺขา โมเจตฺวา โย เอตํ เอกิกเมว คณฺหิสฺสติ ตสฺส ทสฺสามาติ อาห ฯ โส เตหิ อมจฺเจหิ อาคนฺตฺวา ตสฺสา นาเม คหิเต ตาตา กามํ มยา ปุพฺเพ มยฺหํ สหายสฺส ปฏิญฺญา การิตา อิมํ ปน มยํ น อิตฺถีฆฏาย อนฺตเร ปกฺขิปิตุกามา โย เอตํ เอกิกเมว คณฺหิสฺสติ ตสฺส ทาตุกามมฺหาติ อาห ฯ เต รญฺโญ สนฺติกํ ปหิณึสุ ฯ ราชา อมฺหากํ รชฺชํ มหนฺตํ สตฺตโยชนิกํ มิถิลนครํ ตีณิ โยชนสตานิ รชฺชปริจฺเฉโท เหฏฺฐิมนฺเตน โสฬส อิตฺถีสหสฺสานิ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ วตฺวา นาโรเจสิ ฯ สุรุจิกุมาโร ปน สุเมธาย รูปสมฺปทํ สุตฺวา สวนสํสคฺเคน พชฺฌิตฺวา อหนฺตํ เอกิกเมว คณฺหิสฺสามิ น มยฺหํ อิตฺถีฆฏาย อตฺโถ ตเมว อาเนตูติ มาตาปิตูนํ เปเสสิ ฯ เต ตสฺส มนํ อภินฺทิตฺวา พหุธนํ เปเสตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ตํ อาเนตฺวา กุมารสฺส อคฺคมเหสึ กตฺวา เอกโต อภิสิญฺจึสุ ฯ โส สุรุจิมหาราชานาม หุตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต ตาย สทฺธึ ปิยสํวาสํ วสิ ฯ สา ปน ทส วสฺสสหสฺสานิ ตสฺส เคเห วสนฺตี เนว ปุตฺตํ วา ธีตรํ วา อลตฺถ ฯ อถ นาครา สนฺนิปติตฺวา ราชงฺคเณ อุปกฺโกสิตฺวา กิเมตนฺติ วุตฺเต รญฺโญ โทโส นตฺถิ วํสานุปาลโก ปน โว ปุตฺโต น วิชฺชติ ตุมฺหากํ เอกา เทวี ราชกุลนฺนาม เหฏฺฐิมนฺเตน โสฬสหิ อิตฺถีสหสฺเสหิ ภวิตพฺพํ อิตฺถีฆฏํ คณฺห เทว ตาสุ เอกา ปุญฺญวตี ปุตฺตํ ลภิสฺสตีติ วตฺวา ตาตา กึ กเถถ อหํ อญฺญํ น คณฺหิสฺสามีติ ปฏิญฺญํ ทตฺวา มยา เอสา อานีตา น สกฺกา มุสาวาทํ กาตุํ น มยฺหํ อิตฺถีฆฏาย อตฺโถติ รญฺญา ปฏิกฺขิตฺตา ปกฺกมึสุ ฯ สุเมธา ตํ กถํ สุตฺวา ราชา ตาว สจฺจวาทิตาย อญฺญา อิตฺถิโย น อาเนติ อหเมว ปนสฺส อาเนสฺสามีติ รญฺโญ มาตุสทิสภริยฏฺฐาเน ฐตฺวา อตฺตโน รุจิยา ขตฺติยกญฺญานํ สหสฺสํ อมจฺจกญฺญานํ สหสฺสํ เสฏฺฐิกญฺญานํ สหสฺสํ สพฺพสมยนาฏกิตฺถีนํ สหสฺสนฺติ จตฺตาริ อิตฺถีสหสฺสานิ อาเนสิ ฯ ตาปิ ทส วสฺสสหสฺสานิ ราชกุเล วสิตฺวา เนว ปุตฺตํ น ธีตรํ ลภึสุ ฯ เตเนว อุปาเยน อปรานิปิ ติกฺขตฺตุํ จตฺตาริ สหสฺสานิ อาเนสิ ฯ ตาปิ เนว ปุตฺตํ น ธีตรํ ลภึสุ ฯ เอตฺตาวตา โสฬส อิตฺถีสหสฺสานิ อเหสุํ ฯ จตฺตาฬีส วสฺสสหสฺสานิ อติกฺกมึสุ ฯ ตานิ ตาย เอกิกาย วุตฺเถหิ ทสหิ สทฺธึ ปญฺญาส วสฺสสหสฺสานิ โหนฺติ ฯ อถ นาครา สนฺนิปติตฺวา ปุน อุปกฺโกสิตฺวา กิเมตนฺติ วุตฺเต เทว ตุมฺหากํ เทวิโย ปุตฺตํ ปฏฺเฐตุํอาณาเปถาติ วทึสุ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตุมฺเห ปุตฺตํ ปฏฺเฐถาติ อาห ฯ ตา ตโต ปฏฺฐาย ปุตฺตํ ปฏฺฐยมานา นานาเทวานํ นมสฺสนฺติ นานาวตฺตานิ ปริจรนฺติ ฯ ปุตฺโต นุปฺปชฺชเตว ฯ อถ ราชา สุเมธํ อาห ภทฺเท ปุตฺตํ ปฏฺเฐหีติ ฯ สา สาธูติ ปณฺณรสิยํ อุโปสถํ สมาทาย สิริคพฺเภ สีลานิ อาวชฺชมานา กปฺปิยมญฺเจ นิสีทิ ฯ เสสา อชวตฺตโควตฺตา หุตฺวา อุยฺยานํ อคมํสุ ฯ สุเมธาย สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชตฺวา สุเมธา ปุตฺตํ ปฏฺเฐติ ปุตฺตมสฺสา ทสฺสามิ น โข ปน สกฺกา ยํ วา ตํ วา ทาตุํ อนุจฺฉวิกมสฺสา ปุตฺตํ อุปธาเรสฺสามีติ อุปธาเรนฺโต นฬการเทวปุตฺตํ ปสฺสิ ฯ โส หิ ปุญฺญสมฺปนฺโน สตฺโต ปุริมตฺตภาเว พาราณสิยํ วสนฺโต วปกาเล เขตฺตํ คจฺฉนฺโต เอกํ ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา ทาสกมฺมกเร วปถาติ ปหิณิ สยํ นิวตฺติตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ เคหํ เนตฺวา โภเชตฺวา ปุน คงฺคาตีเร อาเนตฺวา ปุตฺเตน สทฺธึ เอกโตว หุตฺวา อุทุมฺพรภิตฺติปาทํ นฬภิตฺติกํ ปณฺณสาลํ กตฺวา ทฺวารํ โยเชตฺวา จงฺกมํ กตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ ตตฺเถว เตมาสํ วสาเปตฺวา วุตฺถวสฺสํ เทฺว ปิตาปุตฺตา ติจีวเรน อจฺฉาเทตฺวา อุยฺโยชยึสุ ฯ เอเตเนว นิยาเมน สตฺต ปจฺเจกพุทฺเธ ตาย ปณฺณสาลาย วสาเปตฺวา จีวรานิ อจฺฉาทยึสุ ฯ เทฺว ปิตาปุตฺตา นฬการา หุตฺวา คงฺคาตีเร เวฬุํ อุทฺธรนฺตา ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา เอวมกํสูติปิ วทนฺติเยว ฯ เต กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺติตฺวา ฉสุ กาเมสุ อนุโลมปฏิโลมวเสน มหนฺตํ เทวิสฺสริยํ อนุภวนฺตา วิจรนฺติ ฯ เต ตโต จวิตฺวา อุปริเทวโลเก นิพฺพตฺติตุกามา ฯ สกฺโก ตถาภาวํ ญตฺวา เตสุ เอกสฺส วิมานทฺวารํ คนฺตฺวา ตํ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ฐิตํ อาห มาริส ตยา มนุสฺสโลกํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ ฯ มหาราช มนุสฺสโลโก เชคุจฺโฉ ปฏิกูโล ตตฺถ ฐิตา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา เทวโลกํ ปฏฺเฐนฺติ ตตฺถ คนฺตฺวา กึ กริสฺสามีติ ฯ มาริส เทวโลเก ปริภุญฺชิตพฺพทิพฺพสมฺปตฺตึ มนุสฺสโลเก ปริภุญฺชิสฺสสิ ปญฺจวีสติโยชนุพฺเพเธ นวโยชนายาเม อฏฺฐโยชนวิตฺถาเร รตนปาสาเท วสิสฺสสิ อธิวาเสหีติ ฯ โส อธิวาเสสิ ฯ สกฺโก ตสฺส ปฏิญฺญํ คเหตฺวา อิสิเวเสน ราชุยฺยานํ คนฺตฺวา ตาสํ อิตฺถีนํ อุปริ อากาเส จงฺกมนฺโต อตฺตานํ ทสฺเสตฺวา กสฺสา ปุตฺตวรํ เทมิ กา ปุตฺตวรํ คณฺหิสฺสตีติ อาห ฯ ภนฺเต มยฺหํ เทหิ มยฺหํ เทหีติ อิตฺถีสหสฺสานิ หตฺเถ อุกฺขิปึสุ ฯ ตโต สกฺโก อาห อหํ สีลวตีนํ ปุตฺตํ ทมฺมิ ตุมฺหากํ กึ สีลํ โก อาจาโรติ ฯ ตา อุกฺขิตฺตหตฺเถ สมฺมิญฺชิตฺวา สเจ สีลวติยา ทาตุกาโม สุเมธาย สนฺติกํ คจฺฉาหีติ วทึสุ ฯ โส อากาเสเนว คนฺตฺวา ตสฺสา ปาสาททฺวาเร สีหปญฺชเร อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺสา ตา อิตฺถิโย อาโรจยึสุ เอถ เทวิ เอโก เทวราชา ตุมฺหากํ ปุตฺตวรํ ทสฺสามีติ อากาเสนาคนฺตฺวา สีหปญฺชเร ฐิโตติ ฯ สา ครุปริหาเรน คนฺตฺวา สีหปญฺชรํ อุคฺฆาเฏตฺวา สจฺจํ กิร ภนฺเต ตุมฺเห สีลวติยา ปุตฺตวรํ เทถาติ อาห ฯ อาม เทวีติ ฯ เตนหิ มยฺหํ เทถาติ ฯ กึ ปน เต สีลํ กเถหิ สเจ เม รุจฺจติ ทสฺสามิ ปุตฺตวรนฺติ ฯ สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา เตนหิ สุณาถาติ วตฺวา อตฺตโน สีลคุณํ กเถนฺตี ปณฺณรส คาถา อภาสิ

มเหสี รุจิโน ภริยา อานีตา ปฐมํ อหํ

ทส วสฺสสหสฺสานิ ยํ มํ สุรุจิ อานยิ ฯ

สาหํ พฺราหฺมณ ราชานํ เวเทหํ มิถิลคฺคหํ

นาภิชานามิ กาเยน วาจาย อุท เจตสา

สุรุจึ อติมญฺญิตฺถ อาวี วา ยทิ วา รโห ฯ

เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส

มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ

ภตฺตุ มนาปา สสฺสุ ปิยา มาตา ปิตา จ สสฺสุโร

เต มํ พฺราหฺเม วิเนตาโร ยาว ลทฺธุํ สุชีวิตํ ฯ

สาหํ อหึสารตินี กามสา ธมฺมจารินี

สกฺกจฺจํ เต อุปฏฺฐาสึ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา ฯ

เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส

มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ

โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ สหภริยานิ พฺราหฺมณ

ตาสุ อิสฺสา วา โกโธ วา นาหุ มยฺหํ กุทาจนํ

หิเตน ตาสํ นนฺทามิ น จ เม กาจิ อปฺปิยา

อตฺตานํวานุกมฺปามิ สทา สพฺพา สปตฺติโย ฯ

เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส

มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ

ทาเส กมฺมกเร โปเส เย จญฺเญ อนุชีวิโน

โปเสมิ สห ธมฺเมน สทา ปมุทิตินฺทฺริยา ฯ

เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส

มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ

สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ อญฺเญ วาปิ วณิพฺพเก

ตปฺเปมิ อนฺนปาเนน สทา ปยตปาณินี ฯ

เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส

มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธา ฯ

จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมึ

ปาริหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาหิตํ

อุโปสถํ อุปวสามิ สทา สีเลสุ สํวุตา ฯ

เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส

มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา เม ผลตุ สตฺตธาติ ฯ

ตตฺถ มเหสีติ อคฺคมเหสี ฯ รุจิโนติ สุรุจิสฺส รญฺโญ ฯ ปฐมนฺติ โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ สพฺพปฐมํ ฯ ยํ มนฺติ ยสฺมึ กาเล สุขสํวาสาย มํ สุรุจิ อานยิ ตโต ปฏฺฐาย อหํ ทส วสฺสสหสฺสานิ เอกิกาว อิมสฺมึ เคเห วสึ ฯ อติมญฺญิตฺถาติ มุหุตฺตมฺปิ สมฺมุขา วา ปรมฺมุขา วา อติกฺกมิตฺวา มญฺญินฺติ น อภิชานามิ น สรามิ ฯ อิเสติ ตํ อาลปติ ฯ เต มนฺติ สสฺสุโร จ สสฺสุ จาติ เต อุโภปิ มํ ฯ วิเนตาโรติ เตหิ วินีตมฺหิ เต มม ยาว ชีวึสุ ตาว โอวาทมทํสุ ฯ อหึสารตินีติ อหึสาสงฺขาตาย อรติยา สมนฺนาคตา มยา หิ กุณฺฐกิปิลฺลิกาทิ โกจิ น หึสิตปุพฺโพ ฯ กามสาติ เอกนฺเตเนว ฯ ธมฺมจารินีติ ทสกุสลกมฺมปเถสุ ปูเรมิ ฯ อุปฏฺฐาสินฺติ ปาทปริกมฺมาทีนิ กิจฺจานิ กโรนฺตี อุปฏฺฐหึ ฯ สหภริยานีติ มยา สห เอกสามิกสฺส ภริยาภูตานิ ฯ นาหูติ กิเลสํ นิสฺสาย อิสฺสาธมฺโม วา โกธธมฺโม วา มยฺหํ น ภูตปุพฺโพ ฯ หิเตนาติ ยํ ตาสํ หิตํ เตเนว นนฺทามิ อุเร ปุตฺตธีตโรวิย ตา ทิสฺวา ตุสฺสามิ ฯ กาจีติ ตาสุ เอกาปิ มยฺหํ อปฺปิยานาม นตฺถิ สพฺพาปิ ทยาตาเยว ฯ อนุกมฺปามีติ มุทุจิตฺเตน ตานิ สพฺพานิ โสฬสสหสฺสานิปิ อตฺตานํวิย อนุกมฺปามิ ฯ สหธมฺเมนาติ เยน การเณน โย ยํ กาตุํ สกฺโกติ สา ตํ ตสฺมึ กมฺเม ปโยเชมีติ อตฺโถ ฯ ปมุทิตินฺทฺริยาติ เปเสนฺตี นิจฺจํ ปมุทิตินฺทฺริยาว หุตฺวา เปเสมิ อเร ทุฏฺฐทาสิ อิทํนาม กโรหีติ เอวํ กุชฺฌิตฺวา น เม โกจิ กตฺถจิ เปสิตปุพฺโพ ฯ ปยตปาณินีติ โธตหตฺถา ปสาริตหตฺถาว หุตฺวา ฯ ปาริหาริยปกฺขญฺจาติ ปญฺจมี อฏฺฐมี จาตุทฺทสี ปณฺณรสีติ ปจฺจุคฺคมนานุคฺคมนวเสน จตฺตาโร ทิวสา ฯ สทาติ นิจฺจกาลํ ปญฺจสุ สีเลสุ สํวุตา เตหิ ปิหิตโคปิตตฺตภาวา โหมีติ ฯ

เอวํ ตสฺสา คาถาสเตนปิ คาถาสหสฺเสนปิ วณฺณิยมานานํ คุณานํ ปมาณนฺนาม นตฺถิ ฯ ตาย ปณฺณรสหิ คาถาหิ อตฺตโน คุณํ วณฺณิตกาเลเยว สกฺโก อตฺตโน พหุกรณียตาย ตสฺสา กถํ อวจฺฉินฺทิตฺวา อพฺภูตาเยว เต คุณาติ ตํ ปสํสนฺโต คาถทฺวยมาห

สพฺเพว เต ธมฺมคุณา ราชปุตฺติ ยสสฺสินิ

สํวิชฺชนฺติ ตยิ ภทฺเท เย ตฺวํ กิตฺเตสิ อตฺตนิ ฯ

ขตฺติโย ชาติ สมฺปนฺโน อภิชาโต ยสสฺสิมา

ธมฺมราชา วิเทหานํ ปุตฺโต อุปฺปชฺชเต ตวาติ ฯ

ตตฺถ ธมฺมคุณาติ สภาวคุณา ภูตคุณา ฯ สํวิชฺชนฺตีติ เย ตยา วุตฺตา เต สพฺเพว ตยิ อุปสมฺปชฺชนฺตีติ ฯ อภิชาโตติ อุภโต สุทฺธชาโต ฯ ยสสฺสิมาติ ยสสมฺปนฺเนน ปริวารสมฺปนฺเนน สมนฺนาคโต ฯ อุปฺปชฺชเตติ เอวรูโป ปุตฺโต ตว อุปฺปชฺชิสฺสติ มา จินฺตยีติ ฯ

สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา โสมนสฺสชาตา ตํ ปุจฺฉนฺตี เทฺว คาถา อภาสิ

รุมฺหิ รโชชลฺลธโร อเฆ เวหายสณฺฐิโต

มนุญฺญํ ภาสสี วาจํ ยํ มยฺหํ หทยงฺคมํ ฯ

เทวตา นุสิ สคฺคมฺหา อิสิ วาปิ มหิทฺธิโก

โกสิ วา ตฺวํ อนุปฺปตฺโต อตฺตานํ เม ปเวทยาติ ฯ

ตตฺถ รุมฺหีติ อนญฺชิตกฺขามณฺฑิโต สกฺโก อาคจฺฉนฺโต รมณีเยน ตาปสเวเสน อาคโต ปพฺพชิตเวเสน อาคตตฺตา ปน สา เอวมาห ฯ อเฆติ อปฺปฏิเฆ ฐาเน ฯ ยํ มยฺหนฺติ ยํ เอตํ มยฺหํ มนุญฺญํ วาจํ ภาสสิ ตํ ภาสมาโน ตฺวํ เทวตา นุสิ สคฺคมฺหา อิธาคโต อิสิ วาปิ มหิทฺธิโก สกฺกาทีสุ โก วา ตฺวํ อสิ อิธานุปฺปตฺโต ฯ อตฺตานํ เม ปเวทยาติ ยถาภูตํ กเถหีติ วทติ ฯ

สกฺโก ตสฺสา กเถนฺโต ฉ คาถา อภาสิ

ยํ เทวสงฺฆา วทนฺติ สุธมฺมาย สมาคตา

โสหมสฺมิ สหสฺสกฺโข อาคโตสฺมิ ตฺวนฺติเก ฯ

อิตฺถิโย ชีวโลกสฺมึ ยา โหนฺติ สมจารินี

เมธาวินี สีลวตี สสฺสุเทวา ปติพฺพตา ฯ

ตาทิสาย สุเมธาย สุจิกมฺมาย นาริยา

เทวา ทสฺสนมายนฺติ มานุสิยา อมานุสา ฯ

ตฺวํ ภทฺเท สุจิณฺเณน ปุพฺเพ สุจริเตน วา

อิธ ราชกุเล ชาตา สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ

อยํ จ เต ราชปุตฺติ อุภยตฺถ กฏคฺคโห

เทวโลกูปปตฺตี จ กิตฺติ จ อิธ ชีวิเต

จีรํ สุเมเธ สุขินี ธมฺมมตฺตนิ ปาลย

เอสาหํ ติทิวํ ยามิ ปิยํ เม ตว ทสฺสนนฺติ ฯ

ตตฺถ สหสฺสกฺโขติ อตฺถํ ปุริสสฺส สหสฺเสหิ จินฺติตํ ตํ มุหุตฺตทสฺสนวเสน สหสฺสกฺโขติ ฯ อิตฺถิโยติ อิตฺถี สมจารินี ตีหิ ทฺวาเรหิ สมจริยาย สมนฺนาคตา ฯ ตาทิสายาติ ตถารูปาย ฯ สุเมธายาติ สุปญฺญาย ฯ อุภยตฺถ กฏคฺคโหติ อยํ ตว อิมสฺมึ จ อตฺตภาเว อนาคเต จ ชยคฺคโห เตสุ อิธโลกปรโลเกสุ อนาคเต เทวโลกูปปตฺติ จ อิธ ชีวิเต ปวตฺตมาเน กิตฺติ จาติ อยํ อุภยตฺถ กฏคฺคโหนาม ฯ ธมฺมนฺติ เอวํ สภาวคุณํ จิรํ อตฺตนิ ปาลย ฯ เอสาหนฺติ เอโส อหํ ฯ ปิยํ เมติ มยฺหํ ตว ทสฺสนํ ปิยทสฺสนํ ฯ

เทวโลเก ปน เม กิจฺจกรณียํ อตฺถิ ตสฺมา คจฺฉามิ ตฺวํ อปฺปมตฺตา โหหีติ ตสฺสา โอวาทํ ทตฺวา ปกฺกามิ ฯ นฬกาโร ปน ปจฺจูสกาเลเยว จวิตฺวา ตสฺสา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ สา คพฺภสฺส ปติฏฺฐิตภาวํ ญตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา คพฺภปริหารํ อทาสิ ฯ สา ทสมาสจฺจเยน ปุตฺตํ วิชายิ ฯ มหาปนาโทติสฺส นามํ กรึสุ ฯ อุภยรฏฺฐวาสิโน สามิ ปุตฺตสฺส โน ขีรมูลนฺติ เอเกกํ กหาปณํ ราชงฺคเณ ขิปึสุ ฯ มหาราสิ อโหสิ ฯ รญฺญา ปฏิกฺขิตฺตาปิ สามิ ปุตฺตสฺส โน วฑฺฒิตกาเล ปริพฺพ โย ภวิสฺสตีติ อคฺคเหตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ กุมาโร มหาปริวาเรน วฑฺฒิตฺวา วยปฺปตฺโต โสฬสวสฺสกาเล สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ฯ ราชา ปุตฺตสฺส วยํ โอโลเกตฺวา เทวึ อาห ภทฺเท ปุตฺตํ เม รชฺชาภิเสกกาเล รมณียมสฺส ปาสาทํ กาเรตฺวา อภิเสกํ กาเรสฺสามีติ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา วตฺถุวิชฺชาจริเย ปกฺโกสาเปตฺวา ตาตา วฑฺฒกึ คเหตฺวา อมฺหากํ นิเวสนโต อวิทูเร ปุตฺตสฺส เม ปาสาทํ มาเปถ รชฺเช นํ อภิสิญฺจิสฺสามีติ อาห ฯ เต สาธุ เทวาติ ภูมิปเทสํ วีมํสนฺติ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺกสฺส ภวนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสติ ฯ โส ตํ การณํ ญตฺวา วิสฺสุกมฺมํ อามนฺเตตฺวา คจฺฉ ตาต มหาปนาทกุมารสฺส อายาเมน นวโยชนํ วิตฺถาเรน อฏฺฐโยชนํ อุพฺเพเธน ปญฺจวีสติโยชนํ รตนปาสาทํ มาเปหีติ เปเสสิ ฯ โส วฑฺฒกีเวเสน วฑฺฒกีนํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตุมฺเห ปาตราสํ ภุญฺชิตฺวา เอถาติ เต เปเสตฺวา ทณฺฑเกน ภูมึ ปหริ ฯ ตาวเทว วุตฺตปฺปกาโร สตฺตภูมิโก ปาสาโท อุฏฺฐหิ ฯ มหาปนาทสฺส ปาสาทมงฺคลํ ฉตฺตลาภาภิเสกมงฺคลํ อาวาหมงฺคลนฺติ ตีณิ มงฺคลานิ เอกโกว อเหสุํ ฯ มงฺคลฏฺฐาเน อุภยรฏฺฐวาสิโน สนฺนิปติตฺวา มงฺคลฉเณน สตฺต วสฺสานิ วีตินาเมสุํ ฯ เนว เต ราชา อุยฺโยเชสิ ฯ เตสํ วตฺถาลงฺการขาทนียโภชนียาทิ สพฺพํ ราชกุลสนฺตกเมว อโหสิ ฯ เต สตฺตสํวจฺฉรสฺส อจฺจเยน อุปกฺโกสิตฺวา สุรุจิมหาราเชน กิเมตนฺติ ปุฏฺฐา มหาราช อมฺหากํ มงฺคลํ ภุญฺชนฺตานํ สตฺต วสฺสานิ คตานิ กทา มงฺคลสฺส ปริโยสานํ ภวิสฺสตีติ อาหํสุ ฯ ตโต ราชา ปุตฺเตน เม เอตฺตกํ กาลํ น หสิตปุพฺพํ ยทา โส หสิสฺสติ ตทา คจฺฉถาติ ฯ อถสฺส มหาชโน เภริญฺจาราเปตฺวา นเฏ สนฺนิปาเตสิ ฯ ฉ นฏสหสฺสานิ สนฺนิปติตฺวา สตฺต โกฏฺฐาสา หุตฺวา นจฺจนฺตา ราชานํ หสาเปตุํ นาสกฺขึสุ ฯ ตสฺส หิ ทีฆรตฺตํ ทิพฺพนาฏกานํ ทิฏฺฐตฺตา เตสํ นจฺจํ อมนุญฺญํ อโหสิ ฯ ตทา กณฺฑกณฺโณ จ ปณฺฑุกณฺโณ จาติ เทฺว นาฏกเชฏฺฐกา มยํ ราชานํ หสาเปสฺสามาติ ราชงฺคเณ ปวิสึสุ ฯ เตสุ กณฺฑกณฺโณ จ ราชทฺวาเร มหนฺตํ อตุลํนาม อมฺพํ มาเปตฺวา สุตฺตคุฬํ ขิปิตฺวา ตสฺส สาขาย ลคฺคาเปตฺวา สุตฺเตน อตุลมฺพํ อภิรูหิ ฯ อตุลมฺโพ กิร เวสฺสวณฺณสฺส อมฺโพ ฯ อถสฺส เวสฺสวณฺณทาสา องฺคปจฺจงฺคานิ ฉินฺทิตฺวา ปาเตสุํ ฯ เสสนาฏกา ตานิ สโมธาเนตฺวา อุทเกน อภิสิญฺจึสุ ฯ โส ปุปฺผปฏํ นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา นจฺจนฺโต อุฏฺฐหิ ฯ มหาปนาโท ตํ ทิสฺวา เนว หสิ ฯ ปณฺฑุกณฺโณ ราชงฺคเณ ทารุจิตฺตกํ กาเรตฺวา อตฺตโน ปริสาย สทฺธึ อคฺคึ ปาวิสิ ฯ ตสฺมึ นิพฺพตฺเต ทารุจิตฺตกํ อุทเกน อภิญฺจึสุ ฯ โส สปริโส ปุปฺผปฏํ นิวาเสตฺวา ปารุปิตฺวา นจฺจนฺโต อุฏฺฐหิ ฯ ตํ ทิสฺวา ราชา เนว หสิ ฯ อิติ ตํ ราชานํ หสาเปตุํ อสกฺโกนฺตา มนุสฺสา อุปทฺทูตา อเหสุํ ฯ สกฺโก ตํ การณํ ญตฺวา คจฺฉ ตาต มหาปนาทํ หสาเปตฺวา อุฏฺเฐหีติ เทวนฏํ เปเสสิ ฯ โส อาคนฺตฺวา ราชงฺคเณ อากาเส ฐตฺวา อุปฑฺฒงฺคํนาม ทสฺเสสิ เอโกว หตฺโถ เอโกว ปาโท เอโก อกฺขิ เอกา ภมุกาปิ นจฺจติ จลติ ผนฺทติ เสสํ นิจฺจลํ อโหสิ ฯ ตํ ทิสฺวา มหาปนาโท โถกํ หสิตํ อกาสิ ฯ มหาชโน ปน หสนฺโต หสํ สณฺฐาเรตุํ สตึ ปจฺจุปฏฺฐาเปตุํ อสกฺโกนฺโต องฺคานิ วิสชฺเชตฺวา ราชงฺคเณเยว ปติ ฯ ตสฺมึ กาเล มงฺคลํ นิฏฺฐิตํ เสสเมตฺถ ปนาโทนาม โส ราชา ยสฺส ยูโป สุวณฺณมโยติ มหาปนาทชาตเก วณฺเณตพฺพํ ฯ ราชา มหาปนาโท ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา อายุหปริโยสาเน เทวโลกเมว คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มหาปนาโท ภทฺทชิ อโหสิ สุเมธาเทวี วิสาขา วิสฺสุกมฺโม อานนฺโท สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ

สุรุจิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๘๘. ภิสชาดกชาดกถัดไป๔๙๐. ปัญจุโปสถิกชาดก