ตัจฉกสูกรชาดก
ว่าด้วยหมูพร้อมใจกันสู้เสือ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๗๕ · บรรทัด ๗๖๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระเถระแก่ ๒ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่ายเทสมานา วิจริมฺหา ดังนี้.
เล่ากันมาว่า พระเจ้ามหาโกศล ทรงประทานพระธิดาแก่พระเจ้าพิมพิสาร ได้ประทานกาสิกคามแก่พระธิดาเพื่อเป็นมูลค่าเครื่องสนานกาย. ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดาเสียแล้ว พระเจ้าปเสนทิก็ทรงชิงบ้านคืน. เมื่อพระราชาทั้ง ๒ พระองค์ ทรงรบกันเพื่อชิงบ้านนั้น คราวแรกพระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีชัย. พระเจ้าโกศลทรงพ่ายแพ้ ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่าเราจะใช้อุบายอะไรเล่าหนอ ถึงจะจับอชาตศัตรูได้ พวกอำมาตย์พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาว่าภิกษุทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในความคิดอ่าน ควรที่พระองค์จะส่งคนสอดแนมไปคอยกำหนดถ้อยคำของหมู่ภิกษุดูพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับรองว่าดี แล้วตรัสใช้ราชบุรุษไปด้วยพระดำรัสว่ามานี่ เจ้าทั้งหลาย พวกเจ้าจงพากันไปสู่พระวิหารซุ่มซ่อนตัวเสีย คอยกำหนดเอาถ้อยคำของพระคุณเจ้าทั้งหลายมาจงได้. ในพระเชตวันวิหารเล่า ก็มีพวกราชบุรุษบวชอยู่เป็นอันมาก. บรรดาท่านเหล่านั้นพระเถระแก่ ๒ รูป อยู่ที่บรรณศาลาท้ายพระวิหาร รูปหนึ่งนามว่า ธนุคคหติสสเถระ รูปหนึ่งชื่อว่ามันตทัตตเถระ. ท่านทั้ง ๒ หลับตลอดคืน ตื่นเมื่อย่ำรุ่ง ท่านธนุคคหติสสเถระก่อไฟให้ลุก กล่าวว่า พระคุณเจ้ามันตทัตตเถระผู้เจริญขอรับ. ท่านมันตทัตตเถระถามว่า อะไรกันขอรับ. กลับถามว่า คุณกำลังหลับหรือ. ตอบว่า ผมไม่หลับดอกต้องทำอะไรล่ะครับ. กล่าวว่า คุณขอรับ พระราชาปเสนทิโกศลองค์นี้ช่างโง่จริง ๆ ทรงทราบแต่จะเสวยกระยาหารประมาณ ๑ ถาดเท่านั้นเอง. ถามว่านั่นมันเรื่องอะไรกันเล่าคุณ. กล่าวว่า พระราชาพ่ายแพ้ศัตรูผู้เป็นเพียงตัวหนอนในพระอุทรของพระองค์ก็ว่าได้. ถามว่า ก็ควรจะทรงทำอย่างไรเล่าคุณ. ตอบว่า มันตทัตตเถระผู้เจริญ ธรรมดาว่าการรบมี ๓ ขบวน คือ สกฏพยุหะจักกพยุหะและปทุมพยุหะ ในขบวนรบทั้ง ๓ นั้น ต้องตั้งขบวนสกฏพยุหะจึงจะจับได้ แล้วแถลงต่อไปว่า ช่องเขาตรงโน้น ๆ เหมาะที่จะวางพลไว้ ๒ ข้าง (ล่อให้ตีเข้ามา) พอรู้ว่าเข้ามาภายในแล้ว ก็โห่ร้องก้องสนั่นล้อมไว้ กระทำให้อยู่ในกำมือแล้วก็จับเอา เหมือนจับปลาที่เข้าไซแล้วฉะนั้น. ผู้ที่พระราชาทรงใช้ไปสืบ ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว พากันกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาเสด็จไปด้วยกองทัพใหญ่ ทรงกระทำอย่างนั้น จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงจองจำด้วยโซ่ตรวน กระทำให้หายเมาอำนาจเสีย ๒-๓ วัน ตรัสปลอบว่า ต่อไปอย่ากระทำอย่างนี้เลยนะ ทรงแก้จองจำแล้ว พระราชทานพระธิดาพระนามว่าวชิรกุมารีแก่ท้าวเธอ ทรงปลดปล่อยไปพร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมาก. เรื่องราวที่ว่าพระเจ้าโกศลทรงจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ด้วยการจัดแจงของพระธนุคคหติสสเถระโด่งดังไปในกลุ่มภิกษุ. พวกภิกษุพากันยกเรื่องนั้นแหละขึ้นสนทนาในธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในครั้งก่อนธนุคคหติสสเถระก็เป็นผู้ฉลาดในการจัดขบวนรบ แล้วทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ช่างไม้ผู้หนึ่งอยู่ ณ บ้านใกล้ประตูพระนครพาราณสีเข้าไปสู่ป่าเพื่อหาไม้ของตน พบลูกหมูตัวหนึ่งตกอยู่ในหลุม จึงนำมาเลี้ยงตั้งชื่อให้ว่า ตัจฉกสุกร. มันได้เป็นอุปการะแก่เขา เอาจะงอยปากพลิกไม้ให้ก็ได้ เอาเส้นบรรทัดพันจมูกลากไปให้ก็ได้ เอาปากคาบขวานสิ่วค้อนมาให้ก็ได้. มันพ่วงพีมีกำลังมาก มีร่างกายใหญ่. ฝ่ายช่างไม้เล่า รักมันเหมือนลูก คิดว่าเมื่อมันอยู่ที่นี่เรื่อยไป คงมีใครข่มเหงมันได้เป็นแน่ เลยปล่อยเสียในป่า. มันคิดว่า ในป่านี้เราไม่อาจอยู่ลำพังผู้เดียวได้ จำต้องเที่ยวค้นหาหมู่ญาติให้ได้แล้วอยู่มีหมู่ญาติแวดล้อม เที่ยวเสาะหาฝูงหมูไปในป่าชัฏ พบหมูเป็นอันมากแล้วดีใจ กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า
ข้าพเจ้าเที่ยวแสวงหาหมู่ญาติใด ตามภูเขาและ ราวป่าทั้งหลาย ค้นหาหมู่ญาติมากมาย หมู่ญาตินั้น เราพบแล้ว รากไม้และผลไม้นี้ ก็มีมากมาย อนึ่ง ภักษาหารนี้ก็มิใช่น้อย ทั้งห้วยละหานนี้ก็น่ารื่นรมย์ คงเป็นที่อยู่สุขสบาย ข้าพเจ้าจักขออยู่กับญาติทั้งมวล ในที่นี้แหละ จักเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่มีความระแวง ภัย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทสมานา ความว่า ข้าพเจ้าเที่ยวแสวงหาหมู่ญาติใด. บทว่า อนฺเวสํ ความว่า เที่ยวค้นหาตลอดกาลนานหนอ. บทว่า เตเม ตัดเป็น เต เม ญาติเหล่านั้นเราพบแล้ว. บทว่า ภิกฺโข ความว่า อนึ่ง ภักษาหารกล่าวคือ รากไม้และผลาผล นั้นนั่นแล. บทว่า อปฺโปสฺสุกฺโก ความว่า เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย.
พวกสุกรได้ฟังคำของมันแล้ว พากันกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า
ดูก่อนตัจฉะ เจ้าจงไปหาที่ซ่อนเร้นแห่งอื่นเถิด ในที่นี้ศัตรูของพวกเรามีอยู่ มันมาในที่นี้แล้วก็ฆ่าหมู่ แต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น มันเรียกสุกรนั้นว่า ตัจฉะ. บทว่า วรํวรํ ความว่ามันฆ่าสุกรแต่ล้วนที่มีร่างกายอ้วนพีเสีย.
ต่อไปนี้พึงทราบคาถาที่ร้อยกรองไว้อย่างง่ายโดยนัยพระบาลีนั่นแล. ตัจฉกสุกรถามว่า ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้ ใครมา กำจัดญาติทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงกัน ซึ่งยากที่จะกำจัด ได้ เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่ เราเถิด. พวกหมู่ตอบว่า ดูก่อนตัจฉะ พญาเนื้อตัวหนึ่งลายพาดขึ้น เป็นเนื้อมีกำลังมีเขี้ยวเป็นอาวุธ มันมาในที่นี้แล้ว ก็
ฆ่าหมู่แต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย. ตัจฉกสุกรถามว่า
พวกเราไม่มีเขี้ยวหรือ กำลังกายไม่พรั่งพร้อม หรือ พวกเราทั้งหมดพร้อมใจกันแล้ว ก็จะจับมัน
ตัวเดียวเท่านั้นให้อยู่ในอำนาจได้. พวกหมูพากันกล่าวว่า
ดูก่อนตัจฉะ ท่านกล่าววาจาจับอกจับใจ เพราะหู แม้ตัวใดหนีไปเวลารบ พวกเราจักฆ่ามันเสีย ในภายหลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนมฺหากํ ความว่า พอเราเห็นท่านคิดว่า พวกหมูเหล่านั้นมีเนื้อและโลหิตน้อย ชะรอยจะพึงมีภัยต่อพวกหมูเหล่านั้นเพราะฉะนั้น พวกท่านจงบอกเรา ใครหนอเป็นศัตรูแก่เราในที่นี้. บทว่า อุทฺธคฺคราชี ความว่า มาพร้อมกับพญาเนื้อลายพาดขึ้น พวกหมูกล่าวหมายเอาเสือโคร่งนั่นเอง. บทว่า โยปิ ความว่า ในบรรดาระหว่างพวกเราแม้ตัวเดียวหนีไป พวกเราจักฆ่าตัวนั้นในภายหลัง.
ตัจฉกสุกร การทำพวกหมูทั้งหมดให้มีใจเดียวกัน แล้วถามว่า เสือจักมาเวลาไหน. พวกหมูตอบว่า วันนี้ ตอนเช้าตรู่ มันมาจับไปตัวหนึ่งแล้วคงมาในวันพรุ่งนี้เช้าเป็นแน่. ตัจฉกสุกรนั้นฉลาดในการรบรู้ชัยภูมิว่า ตั้งในฐานนี้ไม่อาจชนะได้ เหตุนั้นจึงตรวจดูประเทศแห่งหนึ่ง ให้พวกหมูหากินเสียแต่กลางคืนทีเดียว พอถึงเวลาค่อนรุ่งกล่าวว่า อันขบวนรบมี ๓ อย่างด้วยอำนาจขบวนรบรูปเกวียนเป็นต้น แล้วจัดแจงขบวนรบแบบดอกปทุมตั้งพวกลูกหมูที่กำลังดื่มน้ำนมไว้ตรงกลาง วางแม่หมูเหล่านั้นล้อมไว้ คัดนางหมู่รุ่นกลางล้อมแม่หมูเหล่านั้น ระหว่างนางหมูเหล่านั้นวางลูกหมูหย่านมแล้วล้อมไว้ ระหว่างลูกหมูเหล่านั้นวางหมูรุ่น ๆ เขี้ยวตูม ๆ ระหว่างนั้นวางพวกหมูเขี้ยวใหญ่ ระหว่างนั้นวางหมูที่แก่ ๆ แล้วตั้งกองกำลังแบ่งเป็นพวก ๆพวกละ ๑๐ ตัว ๒๐ ตัว และ ๓๐ ตัว ไว้ในที่นั้น ๆ ให้ขุดหลุมหลุมหนึ่งสำหรับตน ขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งเพื่อดักเสือ กระทำให้เป็นตะพักมีสัณฐานเหมือนกระด้ง ระหว่างหลุมทั้ง ๒ ให้กระทำตั่งสำหรับตนอยู่. ตัจฉกสุกรนั้นคุมพวกหมูสำหรับรบที่มีเรี่ยวแรงแข็งขัน เที่ยวปลุกใจฝูงหมูในที่นั้น ๆ. พอตัจฉกจัดการเรียบร้อย พอดีพระอาทิตย์ขึ้น. ทีนั้นพญาเสือโคร่งออกจากอาศรมบทของชฎิลโกง ยืนสะบัดกายอยู่ที่พื้นภูเขา. พวกหมูเห็นมันแล้วพากันบอกว่าเจ้าพ่อคุณเอ๋ย ไพรีของพวกเรามาแล้วละ. ตัจฉกสุกรบอกว่า พวกเจ้าอย่ากลัวมันทำอาการใด พวกเจ้าจงทำอาการนั้นเป็นปฏิปักษ์กันทุกอย่าง. เสือโคร่งสะบัดร่างกาย ย่อตัวลงหน่อยหนึ่ง ถ่ายปัสสาวะ พวกหมูเล่าก็กระทำอย่างนั้นบ้างเสือโคร่งมองดูพวกหมูแล้วคำรามเสียงดัง พวกหมูก็พากันกระทำอย่างนั้นบ้างเหมือนกัน. มันเห็นกริยาของพวกหมูนั้นคิดว่า หมูเหล่านี้ไม่เหมือนหมูก่อน ๆวันนี้พากันตั้งเป็นพวก ๆ เป็นศัตรูต่อเรา. เสนานายกของพวกมันที่เป็นผู้สั่งการคงจะมี วันนี้เราไม่ควรไปใกล้พวกมันเลย กลัวตายขึ้นมาหันกลับไปหาชฎิลโกง. ครั้นชฎิลโกงนั้นเห็นมันมาเปล่า ๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า
ดูก่อนพญาเนื้อที่เก่งกล้า วันนี้เจ้าคงจะงดเว้น จากการฆ่าสัตว์ละซิหนอ ท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง เสียแล้วหรือ หรือเขี้ยวของท่านคงไม่มี เจ้ามาถึง กลางฝูงสุกรแล้วจึงซบเซาอยู่ดังคนกำพร้าฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺฆปฺปตฺโต ความว่า เจ้าได้อยู่ในหมู่แห่งสุกร ไม่ได้กินอาหารอะไร ๆ ย่อมซบเซาเหมือนคนกำพร้าฉะนั้น.
ครั้งนั้น เสือโคร่งกล่าวคาถาว่า
มิใช่ว่าเขี้ยวของข้าพเจ้าไม่มี กำลังกายของ ข้าพเจ้าก็มีอยู่พรั่งพร้อม แต่ข้าพเจ้าเห็นสุกรทั้งหลาย ที่เป็นญาติกันร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาแต่ผู้เดียวในป่า เมื่อก่อนสุกรเหล่านี้ พอข้าพเจ้าลืมตาแลดูเท่านั้น ต่างก็กลัวตายหาที่หลบซ่อนวิ่งกระเจิดกระเจิงไปตามทิศานุทิศ บัดนี้ พวกมัน มาประชุมพร้อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในภูมิภาคที่ พวกมันยืนอยู่นั้นข้าพเจ้าข่มพวกมันได้ยากในวันนี้ พวกมันคงมีขุนพล จึงพรักพร้อมกัน คงเป็นเสียง เดียวกัน คงร่วมมือร่วมใจกันเบียดเบียนข้าพเจ้า เพราะ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาสุกรเหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมงฺคิ เอกโต ความว่า ผู้รวมใจกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว. บทว่า อิมสฺสุทํ ความว่า แม้ในกาลก่อน พวกหมูเหล่านี้น่ะหรือ เพียงข้าพเจ้าลืมตาดูเท่านั้น ก็วิ่งกระเจิงไปทั่วทิศานุทิศ. บทว่า วิสุํ วิสุํ แปลว่า คนละแผนก. บทว่า ยตฺถ ิตา ความว่า มาประชุมกันอยู่ในภูมิภาคใด. บทว่า ปรินายกสมฺปนฺนา ความว่า พวกมันสมบูรณ์ด้วยขุนพล. บทว่า ตสฺมา เตสํ น ปฏฺเย ความว่า เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาพวกนั้น.
ชฎิลโกงฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะยุให้มันเกิดความอาจหาญขึ้น จึงกล่าวคาถาว่า
พระอินทร์องค์เดียวเท่านั้น ยังเอาชนะอสูร ทั้งหลายได้ เหยี่ยวตัวเดียวเท่านั้น ย่อมข่มฆ่านก ทั้งหลายได้ เสือโคร่งตัวเดียวเหมือนกัน ไปถึง ท่ามกลางฝูงสุกรแล้ว ก็ย่อมฆ่าสุกรตัวพี ๆ ได้ เพราะ กำลังของมันเป็นเช่นนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคสงฺฆปฺปตฺโต ความว่า เสือโคร่งไปถึงฝูงเนื้อแล้ว ย่อมฆ่าตัวดี ๆ ได้. บทว่า พลญฺหิ ตาทิสํ ความว่าเพราะกำลังของมันเป็นเช่นนั้น.
ลำดับนั้น เสือโคร่งจึงกล่าวคาถากะเขาว่า
จะเป็นพระอินทร์ จะเป็นเหยี่ยว แม้จะเป็น เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่กว่าเนื้อ ก็ทำญาติผู้พร้อมเพรียง กันมั่นคง ซึ่งเป็นเช่นกับเสือโคร่ง ไว้ในอำนาจไม่ได้ ทั้งนั้นแหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พยคฺโฆ น ความว่า เสือโคร่ง ไม่กระทำฝูงสุกรที่กระทำอาการเป็นต้นว่า สะบัดร่างกาย เช่นกับเสือโคร่ง ไว้ในอำนาจได้ คือ ไม่สามารถให้เป็นไปในอำนาจของตนได้.
ชฎิลเมื่อจะปลุกมันให้อาจหาญอีก จึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า
ฝูกงนกตัวน้อย ๆ มีชื่อว่า กุมภิลกะ เป็นนกมีพวก เที่ยวไปเป็นหมวดหมู่ ร่าเริงบันเทิงใน โผผินบินร่อน ไปเป็นกลุ่ม ๆ ก็เมื่อฝูงนกเหล่านั้นบินไป บรรดานก เหล่านั้น คงมีสักตัวหนึ่งที่แตกฝูงไป เหยี่ยวย่อม โฉบจับนกตัวนั้นได้ นี่เป็นคติของเสือโคร่งทั้งหลาย โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุมฺภิลกา ได้แก่ ฝูงนกตัวน้อย ๆ ซึ่งมีชื่ออย่างนั้น. บทว่า อุปฺปตนฺติ ได้แก่ ไปเที่ยวหากิน. บทว่า อุยฺยนฺติ จความว่า บินไปหากินทางอากาศ. บทว่า เอเกตฺถ อปสกฺกติ ความว่าในบรรดาฝูงนกเหล่านั้น มีตัวเดียวที่ล้าหลัง หรือก็บินแยกไปทางหนึ่ง. บทว่านิตาเลติ ความว่า เหยี่ยวย่อมโฉบเอาไปได้. บทว่า เวยฺยคฺฆิเยว สา คติความว่า คตินั้นชื่อว่าเป็นทำนองเดียวกับเสือโคร่ง เพราะเป็นคติของเสือโคร่งนั่นเอง คือ แม้เมื่อพวกเสือโคร่ง จะไปหาฝูงสัตว์ที่อยู่ร่วมกัน ก็มีคติทำนองนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นคติของเสือโคร่งแท้ ๆ อันที่จริงทุก ๆ ตัว ไม่อาจจะบินไปโดยกลุ่มเดียวกันได้ดอก เหตุนั้น ในฝูงนั้นตัวใดบินไปตัวเดียวอย่างนี้ ก็จับเอาตัวนั้นไป.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลุกใจเสือโคร่งว่า พญาเสือโคร่งเอ๋ยเจ้ามิได้รู้กำลังของตน อย่ากลัวเลยน่ะ คำรามแล้ววิ่งปรี่เข้าไปท่าเดียวเท่านั้นพวกสุกรที่คุมกันอยู่เป็นกลุ่มได้ไม่มีเลยละ มันได้กระทำอย่างนั้น.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า
เสือโคร่งเป็นสัตว์มีเขี้ยว ถูกชฎิลผู้หยาบช้า เห็นแก่อามิส ปลุกใจให้ฮึกเหิม สำคัญจะทำได้เหมือน เมื่อครั้งก่อน จึงวิ่งเข้าไปในฝูงสุกรที่มีเขี้ยว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทาฑิความว่า เสือโคร่งที่มีเขี้ยวเป็นอาวุธเอง โถมเข้าไปในฝูงสุกรที่มีเขี้ยวเป็นอาวุธดุจกัน. บทว่า ยถา ปุเรความว่า เพราะสำคัญเสียว่าเหมือนในครั้งก่อน ๆ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๗๓–๔๘๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๗๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙. ตจฺฉกสุกรชาตกํ ฯ
ยเทสมานา วิจริมฺหาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทฺว มหลฺลกตฺเถเร อารพฺภ กเถสิ ฯ
มหาโกสลฺโล กิร พิมฺพิสารสฺส ธีตรํ เทนฺโต ธีตุ นฺหานียมูลตฺถาย กาสิกคามํ อทาสิ ฯ ปเสนทิราชา อชาตสตฺตุนา ปิตริ มาริเต ตํ คามํ อจฺฉินฺทิ ฯ เตสุ ตสฺสตฺถาย ยุชฺฌนฺเตสุ ปฐมํ อชาตสตฺตุสฺส ชโย อโหสิ ฯ โกสลราชา ปราชยํ ปตฺโต อมจฺเจ ปุจฺฉิ เกน นุโข อุปาเยน อชาตสตฺตุํ คณฺเหยฺยามาติ ฯ มหาราช ภิกฺขูนาม มนฺตกุสลา โหนฺติ จารปุริเส เปเสตฺวา ภิกฺขูนํ กถํ ปริคฺคณฺหิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ราชา สาธูติ ปฏิสุณิตฺวา เอถ ตุมฺเห วิหารํ คนฺตฺวา ปฏิจฺฉนฺนา หุตฺวา ภทนฺตานํ กถํ ปริคฺคณฺหถาติ ปุริเส ปโยเชสิ ฯ เชตวเนปิ พหู ราชปุริสา ปพฺพชิตา โหนฺติ ฯ เตสุ เทฺว มหลฺลกตฺเถรา วิหารปจฺจนฺเต ปณฺณสาลาย วสนฺติ เอโก ธนุคฺคหติสฺสตฺเถโรนาม เอโก มนฺตทตฺตตฺเถโรนาม ฯ เต สพฺพรตฺตึ สุปิตฺวา ปจฺจูสกาเล ปพุชฺฌึสุ ฯ เตสุ ธนุคฺคหติสฺสตฺเถโร อคฺคึ ชาเลตฺวา อาห ภนฺเต มนฺตทตฺตตฺเถราติ ฯ กึ ภนฺเตติ ฯ นิทฺทายถ ตุมฺเหติ ฯ น นิทฺทายาม กึ กาตพฺพนฺติ ฯ ภนฺเต พาลโก วตายํ ปเสนทิโกสลราชา ปาตีมตฺตโภชนเมว ปริภุญฺชิตุํ ชานาตีติ ฯ อถ กึ ภนฺเตติ ฯ อตฺตโน กุจฺฉิมฺหิ ปาณกมตฺเตน อชาตสตฺตุนา ปราชิโต ราชาติ ฯ กึ ปน ภนฺเต กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ภนฺเต มนฺตทตฺตตฺเถร ยุทฺธํนาม สกฏพฺยุหจกฺกพฺยุหปทุมพฺยุหาทิวเสน ติวิธํ เตสุ ภาคิเนยฺยํ อชาตสตฺตุํ คณฺหนฺเตน สกฏพฺยุหํ กตฺวา คณฺหิตุํ วฏฺฏตีติ อสุกํนาม อสุกํนาม ปพฺพตฺขณฺฑํ ทฺวีสุ ปสฺเสสุ ปุริเส ฐเปตฺวา ปุรโต พลํ ทสฺเสตฺวา อนฺโต ปวิฏฺฐภาวํ ญตฺวา นทิตฺวา วคฺคิตฺวา กุมิเน ปวิฏฺฐมจฺฉํวิย อนฺโตมุฏฺฐิยํ กตฺวา คเหตุํ สกฺกาติ ฯ ปโยชิตปุริสา ตํ กถํ สุตฺวา คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา มหติยา เสนาย คนฺตฺวา ตถา กตฺวา อชาตสตฺตุํ คเหตฺวา สงฺขลิกพนฺธเนน พนฺธิตฺวา กติปาหํ นิมฺมทํ กตฺวา ปุน เอวรูปํ มา กรีติ อสฺสาเสตฺวา โมเจตฺวา ธีตรํ วชิรกุมารึนาม ตสฺส ทตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน วิสชฺเชสิ ฯ โกสลรญฺญา ธนุคฺคหติสฺสตฺเถรสฺส สํวิธาเนน อชาตสตฺตุ คหิโตติ ภิกฺขูนํ อนฺตเร กถา สมุฏฺฐหิ ฯ ธมฺมสภายํ ตเมว กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ธนุคฺคหติสฺสตฺเถโร ยุทฺธสํวิธาเน เฉโกติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสีนครสฺส ทฺวารคามวาสี เอโก วฑฺฒกี อตฺตโน ทารุอตฺถาย อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อาวาเฏ ปติตํ เอกํ สุกรโปตกํ ทิสฺวา อาเนตฺวา ตจฺฉกสุกโรติสฺส นามํ กตฺวา โปเสสิ ฯ โส ตสฺส อุปการโก อโหสิ ฯ ตุณฺเฑน รุกฺขํ ปริวตฺติตฺวา เทติ นาสิกาย เวเฐตฺวา กาฬสุตฺตํ กฑฺฒติ มุเขน ฑํสิตฺวา วาสินิขาทนมุคฺครํ อาหรติ ฯ โส วุฑฺฒิปตฺโต มหาพโล มหาสรีโร อโหสิ ฯ อถ วฑฺฒกีปิ ตสฺมึ ปุตฺตเปมํ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา อิมํ อิเธว วสนฺตํ โกจิเทว หึเสยฺยาติ อรญฺเญ วิสชฺเชสิ ฯ โส จินฺเตสิ อหํ อิมสฺมึ อรญฺเญ เอกโกว วสิตุํ น สกฺขิสฺสามิ ญาตเก ปริเยสิตฺวา เตหิ ปริวุโต วสิสฺสามีติ ฯ โส วนฆฏาย สุกเร ปริเยสนฺโต พหู สุกเร ทิสฺวา ตุสิตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ
ยเทสมานา วิจริมฺหา ปพฺพตานิ วนานิ จ
อนฺเวสํ วิปุเล ญาตี เตเม อธิคตา มยา ฯ
พหุํ จิทํ มูลผลํ ภกฺโข จายํ อนปฺปโก
รมฺมาปิ คิรินทิโย ผาสุวาโส ภวิสฺสติ ฯ
อิเธวาหํ วสิสฺสามิ สห สพฺเพหิ ญาตีภิ
อปฺโปสฺสุกฺโก นิราสงฺกิ อโสโก อกุโตภโยติ ฯ
ตตฺถ ยเทสมานาติ ยํ ญาติคณํ ปริเยสนฺตา มยํ วิจริมฺหา ฯ อนฺเวสนฺติ จิรํ วต อนฺเวสนฺโตปิ จรึ ฯ เตเมติ เต อิเม ฯ ภกฺโขติ เสฺวว วนมูลผลาผลสงฺขาโต ภกฺโข ฯ อปฺโปสฺสุกฺโกติ อปฺโปสฺสุกฺโก หุตฺวา ฯ
สุกรา ตสฺส วจนํ สุตฺวา จตุตฺถํ คาถมาหํสุ
อญฺญมฺหิ เลณํ ปริเยส สตฺตุ โน อิธ วิชฺชติ
โส ตจฺฉ สุกเร หนติ อิธาคนฺตฺวา วรํวรนฺติ ฯ
ตตฺถ ตจฺฉาติ ตํ นาเมน อาลปติ ฯ วรํวรนฺติ สุกเร หนติ หนนฺโต ถูลสรีรํ วรํ วรญฺเญว หนติ ฯ
อิโต ปรํ อุตฺตานสมฺพนฺธคาถา ปาลินเยเนว เวทิตพฺพา
โกนมฺหากํ อิธ สตฺตุ โก ญาตี สุสมาคเต
ทุปฺปธํเส ปธํเสติ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
อุทฺธคฺคราชี มิคราชา พลี ทาฒาวุโธ มิโค
โส ตจฺฉ สุกเร หนฺติ อิธาคนฺตฺวา วรํวรํ ฯ
น โน ทาฒานิ วิชฺชนฺติ พลํ กาเย สมูหตํ
สพฺเพสมคฺคา หุตฺวาน วสํ คาหาม เอกกํ ฯ
หทยงฺคมํ กณฺณสุขํ วาจํ ภาสสิ ตจฺฉก
โยปิ ยุทฺเธ ปลาเปถ ตํปิ ปจฺฉา หนามเสติ ฯ
ตตฺถ โกนมฺหากนฺติ อหํ ตุมฺเห ทิสฺวาว อิเม สุกฺรา อปฺปมํสโลหิตา ภเยน เตสํ ภวิตพฺพนฺติ จินฺตยึ ตสฺมา เม อาจิกฺขถ โก นุ อมฺหากํ อิธ สตฺตุ ฯ อุทฺธคฺคราชีติ อุทฺธคฺคาหิ สรีรราชีหิ สมนฺนาคโต พฺยคฺฆํ สนฺธาเยวมาหํสุ ฯ โยปีติ โย อมฺหากํ อนฺตเร เอโกปิ ปลายิสฺสติ ตํ มยํ ปจฺฉา หนิสฺสามาติ ฯ
ตจฺฉกสุกโร สพฺเพ สุกเร เอกจิตฺเต กตฺวา ปุจฺฉิ กาย เวลาย พฺยคฺโฆ อาคมิสฺสตีติ ฯ อชฺช ปาโตว เอกํ คเหตฺวา คโต เสฺว ปาโตว อาคมิสฺสตีติ ฯ โส ยุทฺธกุสโล อิมสฺมึ ฐาเน ฐิโต น สกฺกา เชตุนฺติ ภูมิสีสํ ชานาติ ตสฺมา เอกํ ปเทสํ สลฺลกฺเขตฺวา รตฺติเมว สุกเร โคจรํ คาหาเปตฺวา พลวปจฺจูสโต ปฏฺฐาย ยุทฺธํนาม สกฏพฺยุหาทิวเสน ติวิธํ โหตีติ วตฺวา ปทุมพฺยุหํ สํวิทหิตฺวา มชฺฌฏฺฐาเน ขีรปีเต สุกรโปตเก ฐเปสิ เต ปริวาเรตฺวา เตสํ มาตโร ตา ปริวาเรตฺวา มชฺฌิมสุกริโย ตาสํ อนฺตรา สุกรโปตเก เตสํ อนฺตรา มกุลทาเฒ ตรุณสุกเร เตสํ อนฺตรา มหาทาเฒ เตสํ อนฺตรา ชิณฺณสุกเร ตตฺถ ตตฺถ ทสวคฺคํ วีสติวคฺคํ ตึสวคฺคญฺจ กตฺวา พลคุมฺพํ ฐเปตฺวา อตฺตโน อตฺถาย เอกํ อาวาฏํ พฺยคฺฆสฺส ปตนตฺถาย เอกํ สุปฺปสณฺฐานํ ปพฺภารกํ กตฺวา ขณาเปสิ ทฺวินฺนํ อาวาฏานํ อนฺตเร อตฺตโน วสนตฺถาย ปีฐกํ กาเรสิ ฯ โส ถามสมฺปนฺเน โยธสุกเร คเหตฺวา ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน สุกเร อสฺสาเสนฺโต วิจริ ฯ ตสฺเสวํ กโรนฺตสฺส สุริโย อุคฺคจฺฉติ ฯ อถ พฺยคฺฆราชา กูฏชฏิลสฺส อสฺสมปทา นิกฺขมิตฺวา ปพฺพตตเล อฏฺฐาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา สุกรา อาคโต โน ภทนฺเต เวรีติ วทึสุ ฯ มา ภายถ ยํ เอส กโรติ ตํ สพฺพํ ปฏิปกฺขา หุตฺวา กโรถาติ ฯ พฺยคฺโฆ สรีรํ วิธูนิตฺวา สลตํ โอสกฺกนฺโตวิย ปสฺสาวมกาสิ ฯ สุกราปิ ตเถว กรึสุ ฯ โส เตสํ กิริยํ ทิสฺวา จินฺเตสิ น อิเมปุพฺพสทิสา อชฺช มยฺหํ ปฏิสตฺตุโน หุตฺวา วคฺควคฺคา ฐิตา สํวิทหโก เตสํ เสนานายโกปิ อตฺถิ อชฺช มยา เอเตสํ สนฺติกํ คนฺตุํ น วฏฺฏตีติ มรณภยภีโต นิวตฺติตฺวา กูฏชฏิลสฺส สนฺติกํ คโต ฯ อถ นํ โส ตุจฺฉหตฺถํ ทิสฺวา นวมํ คาถมาห
ปาณาติปาตา วิรโต นุสชฺช
อภยํ นุ เต สพฺพภูเตสุ ทินฺนํ
ทาฒา นุ เต มิควิริย น สนฺติ
โย สงฺฆปฺปตฺโต กปโณวชฺฌายสีติ ฯ
ตตฺถ สงฺฆปฺปตฺโตติ โย ตฺวํ สุกรสงฺฆปฺปตฺโต หุตฺวา กิญฺจิ โคจรํ อลภิตฺวา กปโณวิย ฌายสีติ ฯ
อถสฺส พฺยคฺโฆ ติสฺโส คาถา อภาสิ
น เม ทาฒา น วิชฺชนฺติ พลํ กาเย สมูหตํ
ญาตี จ ทิสฺวาน สมงฺคิ เอกโต
ตสฺมาชฺฌายามิ วนมฺหิ เอกโก ฯ
อิมสฺสุทํ ยนฺติ ทิสาทิสํ ปุเร
ภยทฺทิตา เลณคเวสิโน ปุถู
เตทานิ สงฺคมฺม วสนฺติ เอกโต
ยตฺถ ฐิตา ทุปฺปสหาชฺช เต มยา ฯ
ปรินายกสมฺปนฺนา สหิตา เอกวาทิโน
เต มํ สมคฺคา หึเสยฺยุํ ตสฺมา เตสํ น ปฏฺฐเยติ ฯ
ตตฺถ สมงฺคิ เอกโตติ สหิโต หุตฺวา เอกโต ฐิเต ฯ อิมสฺสุทนฺติ อิเม สุทํ มยา อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา โอโลกิตมตฺตาว ปุพฺเพปิ ทิโสทิสํ คจฺฉนฺติ ฯ ปุถูติ วิสุํ วิสุํ ฯ ยตฺถ ฐิตาติ ยสฺมึ ภูมิภาเค ฐิตา ฯ ปรินายกสมฺปนฺนาติ เสนานายกสมฺปนฺนา ฯ ตสฺมา เนสํ น ปฏฺฐเยติ เตน การเณน เอเตสํ น ปฏฺเฐมิ ฯ
ตํ สุตฺวา กูฏชฏิโล ตสฺส อุสฺสาหํ ชเนนฺโต คาถมาห
เอโกว อินฺโท อสุเร ชินาติ
เอโกว เสโน หนฺติ ทิเช ปสยฺห
เอโกว พฺยคฺโฆ มิคสงฺฆปตฺโต
วรํวรํ หนฺติ พลญฺหิ ตาทิสนฺติ ฯ
ตตฺถ มิคสงฺฆปตฺโตติ มิคคณปตฺโต หุตฺวา วรํวรํ มิคํ หนติ ฯ พลญฺหิ ตาทิสนฺติ ตาทิสํ ตสฺส พลํ ฯ
อถ นํ พฺยคฺโฆ คาถมาห
นเหว อินฺโท น เสโน นปิ พฺยคฺโฆ มิคาธิโป
สมคฺเค สหิเต ญาตี พฺยคฺโฆ น กุรุเต วเสติ ฯ
ตตฺถ พฺยคฺโฆ นาติ พฺยคฺฆสทิเส หุตฺวา สรีรวิธูนนาทีนิ กตฺวา ฐิเต วเส น กุรุเต อตฺตโน วเส วตฺตาเปตุํ น สกฺโกตีติ อตฺโถ ฯ
ปุน ชฏิโล อุสฺสาเหนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
กุมฺภิลิกา สกุณิกา สงฺฆิโน คณจาริโน
สมฺโมทมานา เอกชฺฌํ อุปฺปตนฺติ อุยฺยนฺติ จ ฯ
เตสํ พนฺธิยมานานํ เอเกตฺถ อปสกฺกติ
ตญฺจ เสโน นิตาเลติ เวยฺยคฺฆิเยว สา คตีติ ฯ
ตตฺถ กุมฺภิลิกาติ เอวนฺนามกา ขุทฺทกสกุณา ฯ อุปฺปตนฺตีติ โคจเร จรนฺตา ฯ อุยฺยนฺติ จาติ โคจรํ คเหตฺวา อากาเสน คจฺฉนฺติ ฯ เอเกตฺถ อปสกฺกตีติ เอโกว เอเตสุ โอสกฺกิตฺวา วา เอกปสฺเสน วา วิสุํ คจฺฉติ ฯ นิตาเลตีติ ปหริตฺวา คณฺหติ ฯ เวยฺยคฺฆิเยว สา คตีติ พฺยคฺฆานเมว สา คติ เวยฺยคฺฆิ พฺยคฺฆานํ สมคฺควาสํ คจฺฉนฺตานมฺปิ เอสา เอวรูปา คติ พฺยคฺฆานํ คติเยวนาม โหติ น หิ สกฺกา สพฺเพหิ เอกโตว คนฺตุํ ตสฺมา โย เอวํ ตตฺถ เอโก คจฺฉติ ตํ คณฺหาติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา พฺยคฺฆราช ตฺวํ อตฺตโน พลํ น ชานาสิ มา ภายิ เกวลํ นทิตฺวา ปกฺขนฺทิ เอกโตว คจฺฉนฺตานาม นตฺถีติ อุสฺสาเหสิ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
อุสฺสาหิโต ชฏิเลน ลุทฺเธนามิสจกฺขุนา
ทาฒิ ทาฒีสุ ปกฺขนฺทิ มญฺญมาโน ยถา ปุเรติ ฯ
ตตฺถ ทาฒีติ สยํ ทาฒาวุโธ อิตเรสุ ทาฒาวุเธสุ ปกฺขนฺทิ ฯ ยถา ปุเรติ ยํ ปุพฺเพ มญฺญติ ตเถว มญฺญมาโน ฯ
โส กิร คนฺตฺวา ปพฺพตตเล อฏฺฐาสิ ฯ สุกรา ปุนาคโต สามิ โจโรติ ตจฺฉกสฺส อาโรเจสุํ ฯ โส มา ภายถาติ เต อสฺสาเสตฺวา อุฏฺฐาย ทฺวินฺนํ อาวาฏานํ อนฺตเร ปีฐกาย อฏฺฐาสิ ฯ พฺยคฺโฆ เวคํ ชเนตฺวา ตจฺฉกสุกรํ สนฺธาย ปกฺขนฺทิ ฯ ตจฺฉกสุกโร ปริวตฺติตฺวา ปจฺฉามุโข ปุริมาวาเฏ ปติ ฯ พฺยคฺโฆ เวคํ สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺโต คนฺตฺวา สุปฺปปพฺภาราวาเฏ ปติตฺวา ปุญฺชกโต อฏฺฐาสิ ฯ ตจฺฉกสุกโร เวเคน อุฏฺฐาย อาวาฏา อุตฺตาเรตฺวา ตสฺส อนฺตรสตฺถิมฺหิ ทาฒํ โอตาเรตฺวา ยาว หทยา ผาเลตฺวา คจฺฉติ ฯ มํสํ ขาทิตฺวา มุเขน ฑํสิตฺวา พหิอาวาเฏ ปาเตตฺวา คณฺหถ มํสนฺติ อาห ฯ ปฐมาคตา เอกวารเมว ตุณฺโฑตารณมตฺตํ ลภึสุ ฯ ปจฺฉา อาคตา อลภิตฺวา พฺยคฺฆมํสํนาม กีทิสนฺติ วทึสุ ฯ ตจฺฉกสุกโร อาวาฏา อุตฺตริตฺวา สุกเร โอโลเกตฺวา กึ นุโข น ตุสฺสถาติ อาห ฯ สามิ เอโก ตาว พฺยคฺโฆ คหิโต อญฺโญ ปเนโก ทูสกพฺยคฺโฆ คหิโต อญฺโญ ปเนโก พฺยคฺฆนายโก อตฺถีติ ฯ โกนาเมโสติ ฯ พฺยคฺเฆน อาภตาภตํ มํสํ ขาทโก กูฏชฏิโลติ ฯ เตนหิ เอถ คณฺหิสฺสาม นนฺติ เตหิ สทฺธึ เวเคน ปกฺขนฺทิ ฯ ชฏิโล พฺยคฺโฆ จิรายตีติ ตสฺส อาคมนมคฺคํ โอโลเกนฺโต พหู สุกเร อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวา อิเม พฺยคฺฆํ มาเรตฺวา มม มารณตฺถาย อาคจฺฉนฺติ มญฺเญติ ปลายิตฺวา เอกํ อุทุมฺพรรุกฺขํ อภิรูหิ ฯ สุกรา เอตํ รุกฺขํ อารูฬฺโหติ วทึสุ ฯ กึ รุกฺขนฺติ ฯ อุทุมฺพรรุกฺขนฺติ ฯ เตนหิ มา จินฺตยิตฺถ อิทานิ นํ คณฺหิสฺสามาติ ตรุณสุกเร ปกฺโกสิตฺวา รุกฺขมูลโต ปํสุํ อปพฺยูหาเปสิ สุกรีหิ มุขปูรํ อุทกํ อาหราเปสิ มหาทาฒสุกเรหิ สมนฺตา มูลานิ ฉินฺทาเปสิ เอกํ อุชุกํ โอติณฺณมูลเมว อฏฺฐาสิ ตโต เสสสุกเร ตุมฺเห อเปถาติ โอสฺสาเรตฺวา ชณฺณุเกหิ ปติฏฺฐหิตฺวา ทาเฒน มูเล ปหริ ฯ ผรสุนา ปหตํวิย ฉินฺทิตฺวา ตํ รุกฺขํ ปริวตฺเตตฺวา กูฏชฏิลํ ปติตมตฺตเมว สมฺปฏิจฺฉิตฺวา มํสํ ภกฺเขสุํ ฯ ตํ อจฺฉริยํ ทิสฺวา รุกฺขเทวตา คาถมาห
สาธุ สมฺพหุลา ญาตี อปิ รุกฺขา อรญฺญชา
สุกเรหิ สมคฺเคหิ พฺยคฺโฆ เอกายเน หโตติ ฯ
ตตฺถ เอกายเน หโตติ เอกมคฺคสฺมึเยว หโต ฯ
อุภินฺนํปิ จ เนสํ หตภาวํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิมํ คาถมาห
พฺราหฺมณญฺเจว พยคฺฆญฺจ อุโภ หนฺตวาน สุกรา
อานนฺทิโน ปโมทิตา มหานาทมนาทึสูติ ฯ
ปุน ตจฺฉกสุกโร ปุจฺฉิ อญฺเญปิ โว อมิตฺตา อตฺถีติ ฯ สุกรา นตฺถิ สามีติ วตฺวา ตํ อภิสิญฺจิตฺวา ราชานํ กริสฺสามาติ อุทกํ ปริเยสนฺตา ชฏิลสฺส ปานียสงฺขํ ทิสฺวา ตํ ทกฺขิณาวฏฺฏํ สงฺขรตนํ ปูเรตฺวา อุทกํ อาหริตฺวา ตจฺฉกสุกรํ อุทุมฺพรมูเลเยว อภิสิญฺจึสุ ฯ อภิเสกอุทกํ อภิสิตฺตํ สุกรึ ตสฺส อคฺคมเหสึ กรึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อุทุมฺพรภทฺทปีเฐ นิสีทาเปตฺวา ทกฺขิณาวฏฺฏสงฺเขน อภิเสกกรณํ ปวตฺตํ ฯ
ตมฺปิ อตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา โอสานคาถมาห
เตสุทุมฺพรมูลสฺมึ สุกรา สุสมาคตา
ตจฺฉกํ อภิสิญฺจึสุ ตฺวํ โน ราชาสิ อิสฺสโรติ ฯ
ตตฺถ เตสุทุมฺพรมูลสฺมินฺติ เต สุกรา สุกาโรนิปาตมตฺตํ ฯ อุทุมฺพรมูลสฺมินฺติ อุทุมฺพรสฺส มูเล ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ธนุคฺคหติสฺโส ยุทฺธสํวิธาเน เฉโกติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กูฏชฏิโล เทวทตฺโต อโหสิ ตจฺฉกสุกโร ธนุคฺคหติสฺโส รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
ตจฺฉกสุกรชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗