ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สาธินราชชาดก
ชาดกที่ ๔๙๔ · ปกิณณกนิบาตชาดก

สาธินราชชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าวิเทหราชประพาสดาวดึงส์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๙๔ · บรรทัด ๗๗๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสาธินราชชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภพวกอุบาสกรักษาอุโบสถ ตรัสเรื่องนี้มีคำขึ้นต้นว่า อพฺภูโต วต โลกสฺมึ ดังนี้.

มีเรื่องย่อว่า ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย บัณฑิตแต่ครั้งก่อน อาศัยอุโบสถกรรมของตน ไปสู่เทวโลกอยู่สิ้นกาลนานด้วยสรีระแห่งมนุษย์นั่นแล ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามสาธินะ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ณ พระนครมิถิลา ท้าวเธอได้สร้างโรงทานไว้ ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ที่กลางพระนคร และที่ประตูราชนิเวศน์ ทรงบำเพ็ญมหาทาน กระทำชมพูทวีปทุกแห่งหน ให้เก็บไถได้ พระราชทานทรัพย์ประมาณหกแสนกระษาปณ์ เป็นราชทรัพย์ที่ทรงใช้จ่ายทุก ๆ วัน ทรงรักษาศีล ๕ ทรงถืออุโปสถ. ชาวแว่นแคว้นเล่าก็พากันตั้งอยู่ในโอวาทของท้าวเธอ ต่างกระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ตายแล้ว ๆ บังเกิดในเมืองเทวดาทั้งนั้นฝูงเทพพากันนั่งแน่นเทวสภาชื่อสุธรรมา ต่างพรรณนาพระคุณมีศีลเป็นต้นของพระราชาเท่านั้น. เทพที่เหลือฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็มีปรารถนาที่จะเห็นพระราชาไปตาม ๆ กัน. ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบใจของเทพเหล่านั้น ตรัสว่าพวกเธอปรารถนาจะเห็นพระเจ้าสาธินราชหรือ พวกเทพพากันกราบทูลว่าพระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเทพเจ้า. ท้าวเธอจึงตรัสสั่งเทพบุตรมาตลีว่า เธอจงไปจัดเวชยันตรถ รับพระเจ้าสาธินราชมา. เทพบุตรมาตลีรับเทวบัญชาว่าสาธุ แล้วจัดรถไปสู่แคว้นวิเทหะ ครั้งนั้นเป็นวันเพ็ญ เวลาที่พวกมนุษย์บริโภคอาหารเย็นแล้วนั่งสนทนากันด้วยสุขกถาที่ประตูเรือน มาตลีเทพบุตรก็ขับรถพร้อมกับจันทรมณฑล. ฝูงชนพากันกล่าวว่า พระจันทร์ขึ้นสองดวง แต่ครั้นเห็นทั้งรถทั้งจันทรมณฑลวิ่งมาพากันชื่นชมโสมนัสว่า นี่ไม่ใช่ดวงจันทร์ นี่เป็นรถ ทั้งเทพบุตรก็ปรากฏ รถทิพย์เทียมด้วยสินธพมโนมัยคันนี้มารับใคร ไม่มีคนอื่นละ ต้องเป็นพระราชาของพวกเรา เพราะว่าพระราชาของพวกเราทรงธรรมเป็นพระธรรมราชา แล้วต่างยืนประครองอัญชลี กล่าวคาถาเป็นปฐมว่า

อัศจรรย์จริงหนอ ขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้น แล้วในโลก รถทิพย์ได้ปรากฏแก่พระเจ้าวิเทหราชผู้ เรืองยศ.

คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า พระจอมวิเทหะผู้เรืองพระยศ ราชาของพวกเรานั้นเป็นผู้น่าอัศจรรย์ จริงละ ความขนพองสยองเกล้าเกิดแล้วในโลกตรงที่รถทิพย์ปรากฏเพื่อพระองค์.

มาตลีเทพบุตรนำรถมาถึง เมื่อฝูงชนพากันบูชาด้วยดอกไม้เป็นต้นก็กระทำประทักษิณพระนคร ๓ รอบ แล้วไปสู่ทวารวังของพระราชากลับรถจอดไว้ใกล้ธรณีช่องพระแกลทางส่วนด้านหลัง ยืนเตรียมรับเสด็จ วันนั้นเล่าพระราชาตรวจโรงทาน ตรัสสั่งว่า สูทั้งหลายจงให้ทานโดยทำนองนี้ทีเดียว ทรงสมาทานอุโบสถ ประทับยับยั้งอยู่ตลอดวัน มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม ประทับนั่งผันพระพักตร์เฉพาะช่องพระแกลด้านตะวันออก ตรัสกถาอันประกอบด้วยธรรมอยู่ ณ ท้องพระโรงอันอลงกต. ครั้งนั้นมาตลีเทพบุตร ก็ทูลเชิญพระองค์เสด็จขึ้นสู่รถ พาไป.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

มาตลีเทพบุตรเทพสารถีผู้มีฤทธิ์มาก ได้เชื้อเชิญ พระเจ้าวิเทหราชผู้ครองมิถิลานครว่า ข้าแต่พระราชา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญ พระองค์เสด็จทรงรถนี้เถิด ด้วยว่าทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยสมเด็จอมรินทราธิราช ใคร่จะเห็นพระองค์ ทวยเทพเหล่านั้น ประชุมพร้อมกันอยู่ ณ สุธรรมา เทวสภา ลำดับนั้นแล พระเจ้าวิเทหราชพระนามว่า สาธินะ ผู้ครองมิถิลานคร เสด็จทรงรถอันเทียมด้วย ม้าพันหนึ่ง ได้เสด็จไปยังสำนักเทวดาทั้งหลาย (พระมหาราชาทรงประทับยืนบนทิพยาน อันเทียมด้วยม้า พันหนึ่งซึ่งม้าลากไป เสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตร เห็นเทวสภานี้) ทวยเทพเห็นพระราชาเสด็จมาดังนั้น ก็พากันชื่นชมยินดี กระทำปฏิสัณฐารเชื้อเชิญว่า ข้าแต่ พระมหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง ชื่อว่า พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหา คุณใหญ่ ขอพระองค์ทรงประทับใกล้ ๆ กับท้าวเทวราช เสียแต่บัดนี้เถิด ฝ่ายท้าววาสวสักกเทวราวชทรงชื่นชม ยินดี เชื้อเชิญพระเจ้าสาธินราชผู้ครองมิถิลานครด้วย ทิพยกามารมณ์และอาสนะว่า ข้าแต่พระราชฤาษี เป็นการดีแล้วที่พระองค์เสด็จมาถึงที่อยู่ของทวยเทพ ผู้บันดาลให้เป็นไปในอำนาจได้ ขอเชิญพระองค์ ประทับอยู่ในหมู่ทวยเทพ ผู้ให้สำเร็จทิพยกามารมณ์ ทุกอย่าง ขอเชิญพระองค์ทรงเสวยกามคุณ อันมิใช่ ของมนุษย์ในหมู่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมจฺฉเร แปลว่า ย่อมปรารถนา. บทว่าอคา เทวาน สนฺติเก ความว่า ได้ครรไลไป ณ สำนักแห่งหมู่เทพ แท้จริงเมื่อพระเจ้าสาธินราชเสด็จรถประทับเรียบร้อยแล้ว รถก็ออกแล่นไปสู่อากาศแล้วหายวับไปทั้ง ๆ ที่มหาชนกำลังแหงนดูอยู่นั่นแล เทพบุตรมาตลีนำเสด็จพระราชาสู่เทวโลก. หมู่เทวดาและท้าวสักกะเห็นท้าวเธอต่างร่างเริงดีใจพากันลุกขึ้นรับกระทำปฏิสันถาร เพื่อแสดงความข้อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถามีคำว่า ตํ เทวา เป็นอาทิ. ในพระคาถานั้น บทว่า ปฏินนฺทึสุ ความว่ายินดีเนือง ๆ. บทว่า อาสเนน จ ความว่า ท้าวสักกะทรงสวมกอดพระราชาทรงเชื้อเชิญด้วยบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะว่า เชิญประทับนั่งตรงนี้และทรงเชื้อเชิญด้วยสิ่งน่าปรารถนาทั้งหลาย แบ่งเทวราชสมบัติให้กึ่งหนึ่งให้ประทับร่วมอาสนะกัน.

เมื่อพระเจ้าสาธินราชพระองค์นั้น ทรงเสวยราชสมบัติอันท้าวสักกเทวราชทรงแบ่งเทพนครมีประมาณหมื่นโยชน์ และนางเทพอัปสรสองโกฏิกึ่งกับเวชยันตปราสาทประทานให้ครึ่งหนึ่ง กาลเวลาล่วงไปถึง ๗๐๐ ปี ด้วยการนับตามปีมนุษย์ พระองค์ประทับอยู่ในเทวโลกด้วยอัตภาพนั้น. เมื่อเวลาสิ้นบุญ พระองค์เกิดเบื่อหน่าย เพราะฉะนั้น เมื่อท้าวเธอจะตรัสสนทนากับท้าวสักกะ จึงตรัสพระคาถาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมเทพ เมื่อ หม่อมฉันมาถึงสวรรค์แล้ว ย่อมยินดีด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องและเครื่องประโคมทั้งหลาย บัดนี้ หม่อมฉัน นั้นไม่ยินดีอยู่ในสวรรค์เลย จะหมดอายุ หรือใกล้ จะตาย หรือว่าหม่อมฉันหลงใหลไปเสียแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อายุนฺนุ ขีณํ ความว่า พระเจ้าสาธินราชทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมนรชนและเทพทั้งหลาย ชีวิตินทรีย์ในสรีระของหม่อมฉันสิ้นแล้วหรือไฉนเล่า หรือว่าชีวิตินทรีย์เกิดจะใกล้ต่อมรณะ ด้วยอำนาจกรรมอันจะตัดรอน.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะตรัสท้าวเธอว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ พระชนมายุของพระองค์ยังไม่หมดสิ้น ความสิ้น พระชนม์ก็ยังห่างไกล อนึ่ง พระองค์จะได้ทรงหลงใหล ไปก็หาไม่ แต่ว่าวิบากแห่งบุญกุศลของพระองค์ ที่ได้ ทรงเสวยในเทวโลกนี้มีน้อยไป ข้าแต่พระราชาผู้ ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญพระองค์ประทับ อยู่ เสวยกามคุณอันมิใช่ของมนุษย์ ในหมู่ทวยเทพ ชาวดาวดึงส์ ด้วยเทวานุภาพต่อไปเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตกานิ นี้ ท้าวสักกะทรงหมายถึงบุญอันให้วิบากในเทวโลกด้วยอัตภาพนั้น จึงตรัสดังนี้ แต่ว่าบุญของพระสาธินราชนอกจากนี้หาประมาณมิได้ ประดุจฝุ่นในแผ่นดินฉะนั้น. บทว่าวส เทวานุภาเวน ความว่า หม่อมฉันขอแบ่งบุญทั้งหลายของตน ถวายแด่พระองค์ เชิญพระองค์ประทับอยู่ด้วยอานุภาพของหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า.

ท้าวสักกะเมื่อทรงปลอบพระเจ้าสาธินราชนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

เป็นการดีนักแล ที่พระองค์เสด็จถึงที่อยู่แห่งเทพ ผู้ทรงอำนาจ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราชาเพียงดังฤาษี เชิญประทับอยู่ในหมู่เทพ ผู้มีความปรารถนาทุกอย่าง สำเร็จได้ เชิญบริโภคกามอันมิใช่ของมนุษย์ในหมู่เทพ ชั้นดาวดึงส์เถิด. พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงห้ามท้าวเธอเสียจึงตรัสพระคาถาว่า ขอยืมยานเขามาขับ ขอยืมทรัพย์เขามาใช้ฉันใด การที่ได้เสวยความสุข เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ ก็ เปรียบกันได้ฉะนั้นแล ก็แลการได้เสวยความสุข โดย เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย บุญทั้งหลายอันหม่อมฉันทำเองแล้วนั้นย่อมเป็นทรัพย์ อันอาจติดตามหม่อมฉันไปได้ หม่อมฉันไปในมนุษย์ แล้ว จักได้ทำกุศลให้มาก ที่บุคคลกระทำแล้วได้รับ ความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ด้วยทาน ด้วยการประพฤติสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการ ฝึกตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรโต ทานปจฺจยา ความว่าสิ่งใดที่ได้เพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับของที่ขอยืมนั่นเอง เพราะว่าบุคคลย่อมให้ยืมกันได้ในเวลาที่ดีกัน ในเวลาที่โกรธกันก็ยื้อแย่งเอาไปได้หม่อมฉันกระทำกรรมที่บุคคลการทำแล้วมีความสุขด้วย ไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลังด้วยเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า สมจริยาย คือด้วยการไม่ทำบาปด้วยกายเป็นต้น. บทว่า สํยเมน คือความสำรวมในศีล. บทว่า ทเมนคือด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า ยํ กตฺวา ความว่า การฝึกตนที่บุคคลทำแล้วได้รับความสุข และไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.

ครั้นท้าวสักกะทรงสดับพระดำรัสของพระเจ้าสาธินราชนั้นแล้ว ทรงสั่งเทพบุตรมาตลีว่า ไปเถิด นำเสด็จพระเจ้าสาธินราชไปสู่มิถิลาให้เสด็จลงในพระอุทยาน. มาตลีเทพบุตรนั้นได้กระทำตามเทวบัญชา. พระราชาเสด็จพระจงกรมอยู่ในพระอุทยานนั่นเอง. ครั้งนั้นนายอุยยานบาลเห็นพระองค์แล้ว ก็ไปกราบทูลแด่พระราชานารทะ. ฝ่ายพระเจ้านารทะนั้นทรงสดับการเสด็จมาของพระราชาแล้ว ตรัสว่า นายอุยยานบาล เจ้าจงล่วงหน้าไปเตรียมอุทยาน จัดตั้งอาสนะไว้ ๒ ที่ สำหรับพระราชานั้นที่ ๑ สำหรับเราที่ ๑ ทรงส่งนายอุยยานบาลนั้นไป. เขาได้กระทำตามพระบัญชา ที่นั้นพระราชาจึงตรัสถามเขาว่า เจ้าจัดตั้งอาสนะ ๒ ที่ เพื่อใครเล่า กราบทูลว่าเพื่อพระองค์ที่ ๑ เพื่อพระราชาของพวกข้าพระองค์ที่ ๑ พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระราชาตรัสว่า สัตว์อื่นใครเล่าจักนั่งเหนืออาสนะในสำนักของเรา แล้วประทับนั่งเหนืออาสนะ ๑ วางพระบาททั้งคู่เหนืออาสนะ ๑. พระราชานารทะเสด็จมาถวายบังคมพระบาทยุคลของพระองค์แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่อันสมควรข้างหนึ่ง. ได้ยินว่า พระเจ้านารทะเป็นพระนัดดาของพระเจ้าสาธินราช องค์ที่ ๗ ทีเดียว ข่าวว่าครั้งนั้น พระเจ้านารทะทรงพระชนมายุได้ ๑๐๐ พรรษาแล้ว. แต่พระมหาสัตว์ทรงพระชนม์ยืนนานตลอดกาลเพียงนี้ ด้วยกำลังบุญของพระองค์. พระองค์ทรงจูงพระหัตถ์ของพระเจ้านารทะ เสด็จเที่ยวไปในพระอุทยาน ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า

ที่ตรงนี้เป็นไร่นา ที่ตรงนี้ ตรง ร่องน้ำตรงดี ที่ตรงนี้เป็นภูมิภาคมีหญ้าแพรกเขียวสะพรั่ง ที่ตรงนี้ เป็นแม่น้ำไหลอยู่ไม่ขาดสายที่ตรงนี้เป็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์ มีฝูงนกจักรพรากร้องเสียงระงม เปี่ยมไป ด้วยน้ำใสสะอาด ดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบล พวกข้าเฝ้าและนางสนมพากันยึดถือสถานที่ เหล่านี้ว่าเป็นของเรา เขาเหล่านั้นพากันไปเสียทางทิศ ใดหนอ ดูก่อนพ่อนารทะ ไร่นาเหล่านั้น ภูมิภาค ตรงนั้น และอุปจารแห่งสวนและป่าไม้ยังคงมีอยู่ ดังเดิม เมื่อเราไม่เห็นหมู่ชนเหล่านั้น ทิศทั้งหลาย ก็ปรากฏว่าว่างเปล่าแก่เรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เขตฺตานิ นี้ ตรัสหมายถึงภูมิภาคทั้งหลาย. บทว่า อิมํ นิกฺขํ คือที่นี้เป็นทางระบายนี้ คงเป็นเช่นนั้นเหมือนกันบทว่า สุกุณฺฑลํ คือที่มีคลองหลอดอันส่งน้ำเข้าถึงโรงสูบอันงดงาม. บทว่าหริตานุปา ความว่า ในสองฝั่งแห่งทางระบายน้ำ มีพื้นดินเป็นสนามดาดาษด้วยหญ้าแพรกเขียวชอุ่ม. บทว่า ยสฺสิมานิ มมายึสุ ความว่า พ่อนารทะเอ๋ย บรรดาข้าเฝ้าและนักสนมของเรา ที่พากันเที่ยวเล่นกับเราด้วยยศอันใหญ่หลวง ในอุทยานนี้ ต่างพากันยึดจองรักใคร่สถานที่เหล่านี้. บทว่า กตรํ นุ เต ทิสํ คตา ความว่า พ่อได้ส่งคนเหล่านั้นไป ณ ที่ไหนล่ะ. บทว่า ตานิ เขตฺตานิ ได้แก่ ที่อันเป็นที่สำหรับเพาะปลูกพืชพรรณอย่างงอกงาม. บทว่าเต เม อารามวนูปจารา คือพื้นที่เป็นที่ตั้งแห่งที่อยู่เหล่านั้นเป็นอุปจารแห่งสวนและป่ายังอยู่ที่นั้นแล.

ครั้งนั้นพระเจ้านารทะกราบทูลท้าวเธอว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อพระองค์เสด็จไป เทวโลก กำหนดได้ ๗๐๐ ปีเข้านี้แล้ว หม่อมฉันเป็น หลานคนที่ ๗ ของพระองค์ อุปัฏฐากของพระองค์ สิ้นพระชนม์ไปหมดแล้ว ขอเชิญพระองค์เสวยราชสมบัติอันเป็นส่วนของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสว่า พ่อนารทะเอ๋ย ฉันมาทั้งนี้ มิได้มาเพื่อต้องการราชสมบัติ มาเพื่อต้องการทำบุญ ฉันจักทำบุญเท่านั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

วิมานทั้งหลายอันสว่างไสวทั้งสี่ทิศ ฉันได้เห็น แล้วเฉพาะพระพักตร์ของท้าวสักกเทวราช และเฉพาะ หน้าของทวยเทพชาวไตรทศ ภพที่ฉันเห็นอยู่เป็นทิพย์ กามทั้งหลายอันมิใช่ของมนุษย์ ฉันได้บริโภคแล้ว ในทวยเทพของชาวไตรทศ ภพที่ฉันอยู่ก็เป็นทิพย์ ถามทั้งหลาย อันมิใช่ของมนุษย์ฉันได้บริโภคแล้ว ในทวยเทพชาวดาวดึงส์ ผู้สำเร็จสิ่งที่น่าปรารถนา ทุกอย่าง ฉันนั้นละสมบัติเช่นนั้นเสียแล้วมาในมนุษยโลกนี้ เพื่อต้องการทำบุญเท่านั้น ฉันจักประพฤติแต่ ธรรมเท่านั้น ฉันไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ฉันจักดำเนินไปตามทางที่ท่านผู้ไม่มีอาชญาพากันท่อง เที่ยวไป อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ซึ่งเป็นทางสำหรับไปของท่านผู้มีวัตรงามทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุตฺถํ เม ภวนํ ทิพฺยํ นี้ พระเจ้าสาธินราชตรัสหมายถึงเวชยันตปราสาท. บทว่า โสหํ เอตาทิสํ ความว่าพ่อนารทะเอ๋ย ฉันนั้นต้องทอดทิ้งความพร้อมมูลแห่งกามคุณ ที่พระพุทธญาณไม่พึงกำหนดเห็นปานฉะนี้มา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการทำบุญ. บทว่าอทณฺฑาวจรํ ความว่า หนทางมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องหน้า ที่มวลท่านผู้ไม่มีอาชญาวางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้วพึงดำเนิน. บทว่า สุพฺพตา ความว่า ท่านผู้มีวัตรดีงาม ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงดำเนินโดยทางใดแม้ฉันก็จักขอนั่งเหนือพื้นแห่งโพธิ เพื่อไปถึงทิศที่ไม่เคยไป จักดำเนินไปสู่หนทางนั้นเหมือนกัน.

พระโพธิสัตว์ตรัสคาถาเหล่านั้นใส่ไว้ในพระสัพพัญญุตญาณด้วยประการฉะนี้. ครั้งนั้นพระราชานารทะกราบทูลย้ำกะพระองค์อีกว่า เชิญพระองค์ทรงครองราชสมบัติสืบไปเถิด พระเจ้าข้า. ตรัสว่า พ่อเอ๋ย ฉันไม่ต้องการราชสมบัติจะขอให้ทานฉลอง ๗๐๐ ปี เพียง ๗ วันเท่านั้นแหละ. พระราชานารทะทรงรับพระดำรัสของพระองค์ว่า เชิญเถิด พระเจ้าข้า ทรงเตรียมมหาทาน. พระราชาทรงให้มหาทานตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ สิ้นพระชนม์ บังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์นั้นเอง.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงแสดงว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย อันอุโบสถกรรมควรที่จะพึงบำเพ็ญ ด้วยประการฉะนี้ แล้วทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะบรรดาอุบาสกผู้รักษาอุโบสถเหล่านั้นบางพวกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บางพวกในสกทาคามิผล บางพวกในอนาคามิผล บางพวกในอรหัตผล แล้วประชุมชาดกว่า พระราชานารทะ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นสารีบุตร เทพบุตรมาตลี ได้มาเป็นพระอานนท์ ท้าวสักกะ ได้มาเป็นอนุรุทธะ บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้าสาธินราช ได้มาเป็นเราแล.

จบอรรถกถาสาธินราชชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๙๘–๕๐๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปกิณณกนิบาตชาดก · ๘๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๑. สาธินราชชาตกํ ฯ

อพฺภูโต วต โลกสฺมินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุโปสถิเก อุปาสเก อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทา หิ สตฺถา อุปาสกา โปราณกปณฺฑิตา อตฺตโน อุโปสถกมฺมํ นิสฺสาย มนุสฺสสรีเรเนว เทวโลกํ คนฺตฺวา จิรํ วสึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต มิถิลานคเร สาธิโนนาม ราชา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ โส จตูสุ นครทฺวาเรสุ นครมชฺเฌ นิเวสนทฺวาเรติ ฉ ทานสาลาโย กาเรตฺวา สกลชมฺพูทีปํ อุนฺนงฺคลํ กตฺวา มหาทานํ ปวตฺเตสิ ฯ เทวสิกํ ฉ สตสหสฺสานิ วลญฺชนกํ ธนํ คจฺฉติ ฯ ปญฺจ สีลานิ รกฺขติ อุโปสถํ อุปวสติ ฯ รฏฺฐวาสิโนปิ ตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา มตมตา เทวนคเรเยว นิพฺพตฺตึสุ สุธมฺมเทวสภํ ปูเรตฺวา นิสินฺนา เทวา รญฺโญ สีลาทิคุณเมว วณฺณยนฺติ ฯ ตํ สุตฺวา เสสเทวา ราชานํ ทฏฺฐุกามาว อเหสุํ ฯ สกฺโก เทวราชา เตสํ มนํ วิทิตฺวา อาห สาธินราชานํ ทฏฺฐุกามาติ ฯ อาม เทวาติ ฯ โส มาตลึ อาณาเปสิ คจฺฉ เวชยนฺตรถํ โยเชตฺวา สาธินราชานํ อาเนหีติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา รถํ โยเชตฺวา เวเทหรฏฺฐํ อคมาสิ ฯ ตทา ปุณฺณมีทิวโส โหติ ฯ มาตลิ มนุสฺสานํ สายมาสํ ภุญฺชิตฺวา ทฺวาเร สุขกถาย สนฺนิสินฺนกาเล จนฺทมณฺฑเลน สทฺธึ รถํ เปเสสิ ฯ มนุสฺสา เทฺว จนฺทา อุฏฺฐิตาติ วทนฺตา ปน จนฺทมณฺฑลํ โอหาย รถํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา นายํ จนฺโท เอโส รโถ เทวปุตฺโตปิ ปญฺญายติ กสฺเสตํ มโนมยสินฺธวยุตฺตํ ทิพฺพรถํ อาเนติ น อญฺญสฺส อมฺหากํ รญฺโญ ภวิสฺสติ ราชา หิ โน ธมฺมิโก ธมฺมราชาติ โสมนสฺสชาตา หุตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห ฐิตา ปฐมํ คาถมาหํสุ

อพฺภูโต วต โลกสฺมึ อุปฺปชฺชิ โลมหํสโน

ทิพฺโพ รโถ ปาตุรหุ เวเทหสฺส ยสสฺสิโนติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อพฺภูโต วต เตสํ อมฺหากํ ราชา โลกสฺมึ โลมหํสโน อุปฺปชฺชิ ยสฺส ทิพฺโพ รโถ ปาตุรโหสิ เวเทหสฺส ยสสฺสิโนติ ฯ

มาตลิ รถํ อาเนตฺวา มนุสฺเสสุ มาลาทีนิ ปูเชนฺเตสุ ติกฺขตฺตุํ นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา รญฺโญ นิเวสนทฺวารํ คนฺตฺวา รถํ นิวตฺเตตฺวา ปจฺฉาภาเคน สีหปญฺชรอุมฺมาเร ฐเปตฺวา อาโรหณสชฺชํ กตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ตํ ทิวสมฺปิ ราชา ทานสาลํ โอโลเกตฺวา อิมินา นิยาเมเนว ทานํ เทถาติ อาณาเปตฺวา อุโปสถํ สมาทาย ทิวสํ วีตินาเมตฺวา อมจฺจคณปริวุโต อลงฺกตมหาตเล ปาจีนสีหปญฺชราภิมุโข ธมฺมยุตฺตํ กถํ กเถนฺโต นิสินฺโน โหติ ฯ อถ นํ มาตลิ รถาภิรูหณตฺถํ นิมนฺเตตฺวา อาทาย อคมาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสิ

เทวปุตฺโต มหิทฺธิโก มาตลิ เทวสารถิ

นิมนฺตยิตฺถ ราชานํ เวเทหํ มิถิลคฺคหํ

เอหิมํ รถมารุยฺห ราช เสฏฺฐ ทิสมฺปติ

เทวา ทสฺสนกามา เต ตาวตึสา สอินฺทกา

ทสฺสมานา หิ เต เทวา สุธมฺมายํ สมจฺฉเร ฯ

ตโต จ ราชา สาธิโน ปมุโข รถมารุหิ

สหสฺสยุตฺตํ อภิรุยฺห อคา เทวาน สนฺติเก

สหสฺสยุตฺตํ หยวาหึ ทิพฺพยานมธิฏฺฐิโต

ยายมาโน มหาราชา อทฺทส เทวสภํ อิทํ ฯ

ตํ เทวา ปฏินนฺทึสุ ทิสฺวา ราชานมาคตํ

สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ

นิสีททานิ ราชิสิ เทวราชสฺส สนฺติเก ฯ

สกฺโกปิ ปฏินนฺทิตฺถ เวเทหํ มิถิลคฺคหํ

นิมนฺตยิตฺถ กาเมหิ อาสเนน จ วาสโว

สาธุ โขสิ อนุปฺปตฺโต อาวาสํ วสวตฺตินํ

วส เทเวสุ ราชิสิ สพฺพกามสมิทฺธิสุ

ตาวตึเสสุ เทเวสุ ภุญฺช กาเม อมานุเสติ ฯ

ตตฺถ สมจฺฉเรติ อจฺฉนฺติ ฯ อคา เทวาน สนฺติเกติ เทวานํ สนฺติกํ อคมาสิ ตสฺมึ หิ รถํ อภิรูหิตฺวา ฐิเต รโถ อากาสํ ปกฺขนฺทิ โส มหาชนสฺส โอโลเกนฺตสฺเสว อนฺตรธายิ มาตลิ ราชานํ เทวโลกํ อาเนสิ ตํ ทิสฺวา เทวตา จ สกฺโก จ หฏฺฐตุฏฺฐา ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา ปฏิสนฺถารํ กรึสุ ตมตฺถํ ทสฺเสตุํ ตํ เทวาติอาทิ วุตฺตํ ฯ ตตฺถ ปฏินนฺทึสูติ ปุนปฺปุนํ นนฺทึสุ ฯ อาสเนน จาติ ราชานํ อาลิงฺคิตฺวา อิธ นิสีทาติ อตฺตโน ปณฺฑุกมฺพลสิลาสเนน จ กาเมหิ จ นิมนฺเตสิ อุปฑฺฒรชฺชํ ทตฺวา เอกาสเน นิสีทาเปสิ ฯ

ตสฺส สกฺเกน เทวรญฺญา ทสโยชนสหสฺสํ เทวนครํ อฑฺฒติยา จ เทวจฺฉรโกฏิโย เวชยนฺตปาสาทญฺจ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา ทินฺนํ สมฺปตฺตึ อนุภวนฺตสฺส มนุสฺสคณนาย สตฺต วสฺสสตานิ อติกฺกนฺตานิ ฯ เตน อตฺตภาเวน เทวโลเก วสติ ฯ ปุญฺญานํ ขีณกาเล อนภิรติ อุปฺปนฺนา ตสฺมา สกฺเกน สทฺธึ สลฺลปนฺโต คาถมาห

อหํ ปุเร สคฺคคโต รมามิ

นจฺเจหิ คีเตหิ จ วาทิเตหิ

โสทานิปชฺช น รมามิ สคฺเค

อายุนฺนุ ขีณํ มรณสฺส สนฺติเก

อุทาหุ มุฬฺโหสฺมิ ชนินฺทเสฏฺฐาติ ฯ

ตตฺถ อายุนฺนุ ขีณนฺติ กึ นุ มม สรีเร ชีวิตินฺทฺริยํ ขีณํ อุทาหุ อุปจฺเฉทกกมฺมวเสน มรณสนฺติ เก ชาตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ ชนินฺทเสฏฺฐาติ ชนินฺทานํ เทวานํ เสฏฺฐาติ ฯ

อถ นํ สกฺโก อาห

น ตายุ ขีโณ มรณญฺจ ทูเร

น จาปิ มุฬฺโห นรวีร เสฏฺฐ

ตุยฺหญฺจ ปุญฺญานิ ปริตฺตกานิ

เยสํ วิปากํ อิธ เวทยิตฺโถ

วส เทวานุภาเวน ราช เสฏฺฐ ทิสมฺปติ

ตาวตึเสสุ เทเวสุ ภุญฺช กาเม อมานุเสติ ฯ

ตตฺถ ปริตฺตกานีติ อิทํ เตน อตฺตภาเวน เทวโลเก วิปากทายกานิ ปุญฺญานิ สนฺธาย วุตฺตํ อิตรานิ ปน ตสฺส ปุญฺญานิ ปฐวิยํ ปํสุวิย อปฺปมาณานิ ฯ วส เทวานุภาเวนาติ อหํ เต อตฺตโน ปุญฺญานิ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา ทสฺสามิ มมานุภาเวน วสาติ ฯ

ตํ สมสฺสาเสนฺโต อาห

สาธุ โขสิ อนุปฺปตฺโต อาวาสํ วสวตฺตินํ

วส เทเวสุ ราชิสิ สพฺพกามสมิทฺธิสุ

ตาวตึเสสุ เทเวสุ ภุญฺช กาเม อมานุเสติ ฯ

อถ นํ ปฏิกฺขิปนฺโต มหาสตฺโต อาห

ยถา ยาจิตฺตกํ ยานํ ยถา ยาจิตฺตกํ ธนํ

เอวํ สมฺปทเมเวตํ ยํ ปรโต ทานปจฺจยา

น จาหเมตํ อิจฺฉามิ ยํ ปรโต ทานปจฺจยา

สยํ กตานิ ปุญฺญานิ ตํ เม อาเวณิยํ ธนํ

โสหํ คนฺตฺวา มนุสฺเสสุ กาหามิ กุสลํ พหุํ

ทาเนน สมจริยาย สํยเมน ทเมน จ

ยํ กตฺวา สุขิโต โหติ น จ ปจฺฉานุตปฺปตีติ ฯ

ตตฺถ ยํ ปรโต ทานปจฺจยาติ ยํ ปเรน ทินฺนตฺตา ลพฺภติ ตํ ยาจิตฺตกสทิสเมว โหติ ยาจิตฺตกํ หิ ตุฏฺฐกาเล เทนฺติ กุทฺธกาเล อจฺฉินฺทิตฺวา คณฺหนฺตีติ ฯ สมจริยายาติ กายาทีหิ ปาปสฺส อกรเณน ฯ สํยเมนาติ สีลสํยเมน ฯ ทเมนาติ อินฺทฺริยทมเนน ฯ ยํ กตฺวาติ ยํ กริตฺวา สุขิโตเจว โหติ น จ ปจฺฉานุตปฺปติ ตถารูปเมว กมฺมํ กริสฺสามีติ ฯ

อถสฺส วจนํ สุตฺวา สกฺโก มาตลึ อาณาเปสิ คจฺฉ สาธินราชานํ มิถิลํ เนตฺวา อุยฺยาเน โอตาเรหีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ ราชา ตสฺมึเยว อุยฺยาเน จงฺกมติ ฯ อถ นํ อุยฺยานปาโล ทิสฺวา ตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปุจฺฉิตฺวา ตํ สญฺชานิตฺวา คนฺตฺวา นารทสฺส รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ โส จ รญฺโญ อาคมนภาวํ สุตฺวา อุยฺยานปาล ตฺวํ ปุรโต คนฺตฺวา อุยฺยานํ สชฺชิตฺวา ตสฺส จ มยฺหญฺจ เทฺว อาสนานิ ปญฺญาเปหีติ ตํ อุยฺยานปาลํ อุยฺโยเชสิ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ อถ นํ ราชา ปุจฺฉิ กสฺส เทฺว อาสนานิ ปญฺญาเปสีติ ฯ เอกํ ตุมฺหากํ เอกํ อมฺหากํ รญฺโญติ อาห ฯ อถ ราชา โก อญฺโญ สตฺโต มม สนฺติเก อาสเน นิสีทิสฺสตีติ วตฺวา เอกสฺมึ นิสีทิตฺวา เอกสฺมึ ปาเท ฐเปสิ ฯ นารทราชา อาคนฺตฺวา ตสฺส ปาเท วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ โส กิรสฺส สตฺตโมว นตฺตา ฯ ตทา กิรสฺส สตายุกกาโลว อโหสิ ฯ มหาสตฺโต ปน อตฺตโน ปุญฺญพเลน เอตฺตกํ กาลํ วีตินาเมสิ ฯ โส นารทสฺส รญฺโญ หตฺเถ คเหตฺวา อุยฺยาเน วิจรนฺโต ติสฺโส คาถา อภาสิ

อิมานิ ตานิ เขตฺตานิ อิมํ นิกฺขํ สุกุณฺฑลํ

อิมา ตา หริตานุปา อิมา นชฺชา สวนฺติโย

อิมา ตา โปกฺขรณิโย รมฺมา จากวากูปกุชฺชิตา

มณฺฑาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ

ยสฺสิมานิ มมายึสุ กตรํ นุ เต ทิสํ คตา ฯ

ตานิ เขตฺตานิ โส ภูมิภาโค

เต เม อารามวนูปจารา

ตเมว มยฺหํ ชนตํ อปสฺสโต

สุญฺญญฺจ เม นารท ขายเต ทิสาติ ฯ

ตตฺถ เขตฺตานีติ ภูมิภาเค สนฺธายาห ฯ อิมํ นิกฺขนฺติ อิมํ ตาทิสเมว อุทกนิทฺธมนํ ฯ สุกุณฺฑลนฺติ โสภเณน มุสลปเวสนกุณฺฑเลน สมนฺนาคตํ ฯ หริตานุปาติ อุทกนิทฺธมนสฺส อุโภสุ ปสฺเสสุ หริตติณสญฺฉนฺนา อนุปา ภูมิโย ฯ ยสฺสิมานิ มมายึสูติ ตาต นารท เย มม อุปฏฺฐากา จ โอโรธา จ อิมสฺมึ อุยฺยาเน มหนฺเตน ยเสน มยา สทฺธึ วิจรนฺตา อิมานิ ฐานานิ มมายึสุ ปิยายึสุ ฯ กตรํ นุ เต ทิสํ คตาติ กตฺถ ฐาเน เต เปสิตา ฯ ตานิ เขตฺตานีติ อิมสฺมึ อุยฺยาเน ตาเนว เอตานิ อุปโรปกา- วิรูหณฏฺฐานานิ ฯ เต เม อารามวนูปจาราติ อิเม เตเยว อารามวนูปจารา วิหารภูมิโยติ อตฺโถ ฯ

อถ นํ นารโท อาห

เทว ตุมฺหากํ เทวโลกํ

คตานํ อิทานิ สตฺต วสฺสสตานิ

อหํ โว สตฺตโม นตฺตา

ตุมฺหากํ อุปฏฺฐากา สพฺเพ

มรณมุขํ ปตฺตา อิทํ โว

อตฺตโน สนฺตกํ รชฺชํ อนุภวถาติ ฯ ราชา ตาต นารท นาหํ อิธาคจฺฉนฺโต รชฺชตฺถาย อาคโต ปุญฺญ- กรณตฺถายมฺหิ อาคโต อหํ ปุญฺญเมว กริสฺสามีติ วตฺวา คาถา อาห

ทิฏฺฐา มยา วิมานา โอภาเสนฺตา จตุทฺทิสา

สมฺมุขา เทวราชสฺส ติทสานญฺจ สมฺมุ ขา ฯ

วุตฺถํ เม ภวนํ ทิพฺยํ ภุตฺตา กามา อมานุสา

ตาวตึเสสุ เทเวสุ สพฺพกามสมิทฺธิสุ ฯ

โสหํ เอตาทิสํ หิตฺวา ปุญฺญายมฺหิ อิธาคโต

ปุญฺญญฺเจว จริสฺสามิ นาหํ รชฺเชน อตฺถิโก ฯ

อทณฺฑาวจรํ มคฺคํ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ

ตํ มคฺคํ ปฏิปชฺชิสฺสํ เยน คจฺฉนฺติ สุพฺพตาติ ฯ

ตตฺถ วุตฺถํ เม ภวนํ ทิพฺยนฺติ เวชยนฺตํ สนฺธายาห ฯ โสหํ เอตาทิสนฺติ ตาต นารท โสหํ พุทฺธญาเณน อปริฉินฺทิยํ เอวรูปํ กามคุณสมฺปตฺตึ ปหาย ปุญฺญกรณตฺถาย อิธาคโต ฯ อทณฺฑาวจรนฺติ อทณฺเฑหิ นิกฺขิตฺตทณฺฑสตฺเถหิ อวจริตพฺพํ สมฺมาทิฏฺฐิปุเรกฺขารํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ฯ สุพฺพตาติ เยน มคฺเคน สุพฺพตา สพฺพญฺญู พุทฺธา คจฺฉนฺติ อหมฺปิ อคตปุพฺพํ ทิสํ คนฺตุํ โพธิตเล นิสีทิตฺวา ตเมว มคฺคํ ปฏิปชฺชิสฺสามีติ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต อิมา คาถา สพฺพญฺญุตญาเณ ขิปิตฺวา กเถสิ ฯ อถ นํ นารโท ปุนปิ อาห รชฺชํ เยว อนุสาสาติ ฯ ตาต น เม รชฺเชนตฺโถ สตฺต วสฺสสตานิ นิฏฺฐิตทานํ สตฺตาเหเนว ทาตุกาโมมฺหีติ ฯ นารโท สาธูติ ตสฺส วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา มหาทานํ ปฏิยาเทสิ ฯ ราชา สตฺตาหํ มหาทานํ ทตฺวา สตฺตเม ทิวเส กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเนเยว นิพฺพตฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ อุปาสกา วสิตพฺพยุตฺตกํ อุโปสถกมฺมนฺนามาติ ทสฺเสตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ (สจฺจปริโยสาเน เตสุ อุโปสถิเกสุ เกจิ โสตาปตฺติผเล เกจิ สกทาคามิผเล เกจิ อนาคามิผเล เกจิ อรหตฺตผเล ปติฏฺฐหึสุ) ตทา นารทราชา สารีปุตฺโต มาตลิ อานนฺโท อโหสิ สกฺโก อนุรุทฺโธ เสสปริสา พุทฺธปริสา สาธินราชา ปน อหเมวาติ ฯ

สาธินราชชาตกํ เอกาทสมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๙๓. มหาวาณิชชาดกชาดกถัดไป๔๙๕. ทสพราหมณชาดก