ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สาธินราชชาดก
ชาดกที่ ๔๙๔ · ปกิณณกนิบาตชาดก

สาธินราชชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าวิเทหราชประพาสดาวดึงส์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๙๔ · บรรทัด ๗๗๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสาธินราชชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภพวกอุบาสกรักษาอุโบสถ ตรัสเรื่องนี้มีคำขึ้นต้นว่า อพฺภูโต วต โลกสฺมึ ดังนี้.

มีเรื่องย่อว่า ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย บัณฑิตแต่ครั้งก่อน อาศัยอุโบสถกรรมของตน ไปสู่เทวโลกอยู่สิ้นกาลนานด้วยสรีระแห่งมนุษย์นั่นแล ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามสาธินะ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ณ พระนครมิถิลา ท้าวเธอได้สร้างโรงทานไว้ ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ที่กลางพระนคร และที่ประตูราชนิเวศน์ ทรงบำเพ็ญมหาทาน กระทำชมพูทวีปทุกแห่งหน ให้เก็บไถได้ พระราชทานทรัพย์ประมาณหกแสนกระษาปณ์ เป็นราชทรัพย์ที่ทรงใช้จ่ายทุก ๆ วัน ทรงรักษาศีล ๕ ทรงถืออุโปสถ. ชาวแว่นแคว้นเล่าก็พากันตั้งอยู่ในโอวาทของท้าวเธอ ต่างกระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ตายแล้ว ๆ บังเกิดในเมืองเทวดาทั้งนั้นฝูงเทพพากันนั่งแน่นเทวสภาชื่อสุธรรมา ต่างพรรณนาพระคุณมีศีลเป็นต้นของพระราชาเท่านั้น. เทพที่เหลือฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็มีปรารถนาที่จะเห็นพระราชาไปตาม ๆ กัน. ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบใจของเทพเหล่านั้น ตรัสว่าพวกเธอปรารถนาจะเห็นพระเจ้าสาธินราชหรือ พวกเทพพากันกราบทูลว่าพระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเทพเจ้า. ท้าวเธอจึงตรัสสั่งเทพบุตรมาตลีว่า เธอจงไปจัดเวชยันตรถ รับพระเจ้าสาธินราชมา. เทพบุตรมาตลีรับเทวบัญชาว่าสาธุ แล้วจัดรถไปสู่แคว้นวิเทหะ ครั้งนั้นเป็นวันเพ็ญ เวลาที่พวกมนุษย์บริโภคอาหารเย็นแล้วนั่งสนทนากันด้วยสุขกถาที่ประตูเรือน มาตลีเทพบุตรก็ขับรถพร้อมกับจันทรมณฑล. ฝูงชนพากันกล่าวว่า พระจันทร์ขึ้นสองดวง แต่ครั้นเห็นทั้งรถทั้งจันทรมณฑลวิ่งมาพากันชื่นชมโสมนัสว่า นี่ไม่ใช่ดวงจันทร์ นี่เป็นรถ ทั้งเทพบุตรก็ปรากฏ รถทิพย์เทียมด้วยสินธพมโนมัยคันนี้มารับใคร ไม่มีคนอื่นละ ต้องเป็นพระราชาของพวกเรา เพราะว่าพระราชาของพวกเราทรงธรรมเป็นพระธรรมราชา แล้วต่างยืนประครองอัญชลี กล่าวคาถาเป็นปฐมว่า

อัศจรรย์จริงหนอ ขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้น แล้วในโลก รถทิพย์ได้ปรากฏแก่พระเจ้าวิเทหราชผู้ เรืองยศ.

คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า พระจอมวิเทหะผู้เรืองพระยศ ราชาของพวกเรานั้นเป็นผู้น่าอัศจรรย์ จริงละ ความขนพองสยองเกล้าเกิดแล้วในโลกตรงที่รถทิพย์ปรากฏเพื่อพระองค์.

มาตลีเทพบุตรนำรถมาถึง เมื่อฝูงชนพากันบูชาด้วยดอกไม้เป็นต้นก็กระทำประทักษิณพระนคร ๓ รอบ แล้วไปสู่ทวารวังของพระราชากลับรถจอดไว้ใกล้ธรณีช่องพระแกลทางส่วนด้านหลัง ยืนเตรียมรับเสด็จ วันนั้นเล่าพระราชาตรวจโรงทาน ตรัสสั่งว่า สูทั้งหลายจงให้ทานโดยทำนองนี้ทีเดียว ทรงสมาทานอุโบสถ ประทับยับยั้งอยู่ตลอดวัน มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม ประทับนั่งผันพระพักตร์เฉพาะช่องพระแกลด้านตะวันออก ตรัสกถาอันประกอบด้วยธรรมอยู่ ณ ท้องพระโรงอันอลงกต. ครั้งนั้นมาตลีเทพบุตร ก็ทูลเชิญพระองค์เสด็จขึ้นสู่รถ พาไป.

พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

มาตลีเทพบุตรเทพสารถีผู้มีฤทธิ์มาก ได้เชื้อเชิญ พระเจ้าวิเทหราชผู้ครองมิถิลานครว่า ข้าแต่พระราชา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญ พระองค์เสด็จทรงรถนี้เถิด ด้วยว่าทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยสมเด็จอมรินทราธิราช ใคร่จะเห็นพระองค์ ทวยเทพเหล่านั้น ประชุมพร้อมกันอยู่ ณ สุธรรมา เทวสภา ลำดับนั้นแล พระเจ้าวิเทหราชพระนามว่า สาธินะ ผู้ครองมิถิลานคร เสด็จทรงรถอันเทียมด้วย ม้าพันหนึ่ง ได้เสด็จไปยังสำนักเทวดาทั้งหลาย (พระมหาราชาทรงประทับยืนบนทิพยาน อันเทียมด้วยม้า พันหนึ่งซึ่งม้าลากไป เสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตร เห็นเทวสภานี้) ทวยเทพเห็นพระราชาเสด็จมาดังนั้น ก็พากันชื่นชมยินดี กระทำปฏิสัณฐารเชื้อเชิญว่า ข้าแต่ พระมหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง ชื่อว่า พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหา คุณใหญ่ ขอพระองค์ทรงประทับใกล้ ๆ กับท้าวเทวราช เสียแต่บัดนี้เถิด ฝ่ายท้าววาสวสักกเทวราวชทรงชื่นชม ยินดี เชื้อเชิญพระเจ้าสาธินราชผู้ครองมิถิลานครด้วย ทิพยกามารมณ์และอาสนะว่า ข้าแต่พระราชฤาษี เป็นการดีแล้วที่พระองค์เสด็จมาถึงที่อยู่ของทวยเทพ ผู้บันดาลให้เป็นไปในอำนาจได้ ขอเชิญพระองค์ ประทับอยู่ในหมู่ทวยเทพ ผู้ให้สำเร็จทิพยกามารมณ์ ทุกอย่าง ขอเชิญพระองค์ทรงเสวยกามคุณ อันมิใช่ ของมนุษย์ในหมู่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมจฺฉเร แปลว่า ย่อมปรารถนา. บทว่าอคา เทวาน สนฺติเก ความว่า ได้ครรไลไป ณ สำนักแห่งหมู่เทพ แท้จริงเมื่อพระเจ้าสาธินราชเสด็จรถประทับเรียบร้อยแล้ว รถก็ออกแล่นไปสู่อากาศแล้วหายวับไปทั้ง ๆ ที่มหาชนกำลังแหงนดูอยู่นั่นแล เทพบุตรมาตลีนำเสด็จพระราชาสู่เทวโลก. หมู่เทวดาและท้าวสักกะเห็นท้าวเธอต่างร่างเริงดีใจพากันลุกขึ้นรับกระทำปฏิสันถาร เพื่อแสดงความข้อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถามีคำว่า ตํ เทวา เป็นอาทิ. ในพระคาถานั้น บทว่า ปฏินนฺทึสุ ความว่ายินดีเนือง ๆ. บทว่า อาสเนน จ ความว่า ท้าวสักกะทรงสวมกอดพระราชาทรงเชื้อเชิญด้วยบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะว่า เชิญประทับนั่งตรงนี้และทรงเชื้อเชิญด้วยสิ่งน่าปรารถนาทั้งหลาย แบ่งเทวราชสมบัติให้กึ่งหนึ่งให้ประทับร่วมอาสนะกัน.

เมื่อพระเจ้าสาธินราชพระองค์นั้น ทรงเสวยราชสมบัติอันท้าวสักกเทวราชทรงแบ่งเทพนครมีประมาณหมื่นโยชน์ และนางเทพอัปสรสองโกฏิกึ่งกับเวชยันตปราสาทประทานให้ครึ่งหนึ่ง กาลเวลาล่วงไปถึง ๗๐๐ ปี ด้วยการนับตามปีมนุษย์ พระองค์ประทับอยู่ในเทวโลกด้วยอัตภาพนั้น. เมื่อเวลาสิ้นบุญ พระองค์เกิดเบื่อหน่าย เพราะฉะนั้น เมื่อท้าวเธอจะตรัสสนทนากับท้าวสักกะ จึงตรัสพระคาถาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมเทพ เมื่อ หม่อมฉันมาถึงสวรรค์แล้ว ย่อมยินดีด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องและเครื่องประโคมทั้งหลาย บัดนี้ หม่อมฉัน นั้นไม่ยินดีอยู่ในสวรรค์เลย จะหมดอายุ หรือใกล้ จะตาย หรือว่าหม่อมฉันหลงใหลไปเสียแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อายุนฺนุ ขีณํ ความว่า พระเจ้าสาธินราชทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมนรชนและเทพทั้งหลาย ชีวิตินทรีย์ในสรีระของหม่อมฉันสิ้นแล้วหรือไฉนเล่า หรือว่าชีวิตินทรีย์เกิดจะใกล้ต่อมรณะ ด้วยอำนาจกรรมอันจะตัดรอน.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะตรัสท้าวเธอว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ พระชนมายุของพระองค์ยังไม่หมดสิ้น ความสิ้น พระชนม์ก็ยังห่างไกล อนึ่ง พระองค์จะได้ทรงหลงใหล ไปก็หาไม่ แต่ว่าวิบากแห่งบุญกุศลของพระองค์ ที่ได้ ทรงเสวยในเทวโลกนี้มีน้อยไป ข้าแต่พระราชาผู้ ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญพระองค์ประทับ อยู่ เสวยกามคุณอันมิใช่ของมนุษย์ ในหมู่ทวยเทพ ชาวดาวดึงส์ ด้วยเทวานุภาพต่อไปเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตกานิ นี้ ท้าวสักกะทรงหมายถึงบุญอันให้วิบากในเทวโลกด้วยอัตภาพนั้น จึงตรัสดังนี้ แต่ว่าบุญของพระสาธินราชนอกจากนี้หาประมาณมิได้ ประดุจฝุ่นในแผ่นดินฉะนั้น. บทว่าวส เทวานุภาเวน ความว่า หม่อมฉันขอแบ่งบุญทั้งหลายของตน ถวายแด่พระองค์ เชิญพระองค์ประทับอยู่ด้วยอานุภาพของหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า.

ท้าวสักกะเมื่อทรงปลอบพระเจ้าสาธินราชนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

เป็นการดีนักแล ที่พระองค์เสด็จถึงที่อยู่แห่งเทพ ผู้ทรงอำนาจ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราชาเพียงดังฤาษี เชิญประทับอยู่ในหมู่เทพ ผู้มีความปรารถนาทุกอย่าง สำเร็จได้ เชิญบริโภคกามอันมิใช่ของมนุษย์ในหมู่เทพ ชั้นดาวดึงส์เถิด. พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงห้ามท้าวเธอเสียจึงตรัสพระคาถาว่า ขอยืมยานเขามาขับ ขอยืมทรัพย์เขามาใช้ฉันใด การที่ได้เสวยความสุข เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ ก็ เปรียบกันได้ฉะนั้นแล ก็แลการได้เสวยความสุข โดย เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย บุญทั้งหลายอันหม่อมฉันทำเองแล้วนั้นย่อมเป็นทรัพย์ อันอาจติดตามหม่อมฉันไปได้ หม่อมฉันไปในมนุษย์ แล้ว จักได้ทำกุศลให้มาก ที่บุคคลกระทำแล้วได้รับ ความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ด้วยทาน ด้วยการประพฤติสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการ ฝึกตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรโต ทานปจฺจยา ความว่าสิ่งใดที่ได้เพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับของที่ขอยืมนั่นเอง เพราะว่าบุคคลย่อมให้ยืมกันได้ในเวลาที่ดีกัน ในเวลาที่โกรธกันก็ยื้อแย่งเอาไปได้หม่อมฉันกระทำกรรมที่บุคคลการทำแล้วมีความสุขด้วย ไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลังด้วยเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า สมจริยาย คือด้วยการไม่ทำบาปด้วยกายเป็นต้น. บทว่า สํยเมน คือความสำรวมในศีล. บทว่า ทเมนคือด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า ยํ กตฺวา ความว่า การฝึกตนที่บุคคลทำแล้วได้รับความสุข และไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.

ครั้นท้าวสักกะทรงสดับพระดำรัสของพระเจ้าสาธินราชนั้นแล้ว ทรงสั่งเทพบุตรมาตลีว่า ไปเถิด นำเสด็จพระเจ้าสาธินราชไปสู่มิถิลาให้เสด็จลงในพระอุทยาน. มาตลีเทพบุตรนั้นได้กระทำตามเทวบัญชา. พระราชาเสด็จพระจงกรมอยู่ในพระอุทยานนั่นเอง. ครั้งนั้นนายอุยยานบาลเห็นพระองค์แล้ว ก็ไปกราบทูลแด่พระราชานารทะ. ฝ่ายพระเจ้านารทะนั้นทรงสดับการเสด็จมาของพระราชาแล้ว ตรัสว่า นายอุยยานบาล เจ้าจงล่วงหน้าไปเตรียมอุทยาน จัดตั้งอาสนะไว้ ๒ ที่ สำหรับพระราชานั้นที่ ๑ สำหรับเราที่ ๑ ทรงส่งนายอุยยานบาลนั้นไป. เขาได้กระทำตามพระบัญชา ที่นั้นพระราชาจึงตรัสถามเขาว่า เจ้าจัดตั้งอาสนะ ๒ ที่ เพื่อใครเล่า กราบทูลว่าเพื่อพระองค์ที่ ๑ เพื่อพระราชาของพวกข้าพระองค์ที่ ๑ พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระราชาตรัสว่า สัตว์อื่นใครเล่าจักนั่งเหนืออาสนะในสำนักของเรา แล้วประทับนั่งเหนืออาสนะ ๑ วางพระบาททั้งคู่เหนืออาสนะ ๑. พระราชานารทะเสด็จมาถวายบังคมพระบาทยุคลของพระองค์แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่อันสมควรข้างหนึ่ง. ได้ยินว่า พระเจ้านารทะเป็นพระนัดดาของพระเจ้าสาธินราช องค์ที่ ๗ ทีเดียว ข่าวว่าครั้งนั้น พระเจ้านารทะทรงพระชนมายุได้ ๑๐๐ พรรษาแล้ว. แต่พระมหาสัตว์ทรงพระชนม์ยืนนานตลอดกาลเพียงนี้ ด้วยกำลังบุญของพระองค์. พระองค์ทรงจูงพระหัตถ์ของพระเจ้านารทะ เสด็จเที่ยวไปในพระอุทยาน ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า

ที่ตรงนี้เป็นไร่นา ที่ตรงนี้ ตรง ร่องน้ำตรงดี ที่ตรงนี้เป็นภูมิภาคมีหญ้าแพรกเขียวสะพรั่ง ที่ตรงนี้ เป็นแม่น้ำไหลอยู่ไม่ขาดสายที่ตรงนี้เป็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์ มีฝูงนกจักรพรากร้องเสียงระงม เปี่ยมไป ด้วยน้ำใสสะอาด ดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบล พวกข้าเฝ้าและนางสนมพากันยึดถือสถานที่ เหล่านี้ว่าเป็นของเรา เขาเหล่านั้นพากันไปเสียทางทิศ ใดหนอ ดูก่อนพ่อนารทะ ไร่นาเหล่านั้น ภูมิภาค ตรงนั้น และอุปจารแห่งสวนและป่าไม้ยังคงมีอยู่ ดังเดิม เมื่อเราไม่เห็นหมู่ชนเหล่านั้น ทิศทั้งหลาย ก็ปรากฏว่าว่างเปล่าแก่เรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เขตฺตานิ นี้ ตรัสหมายถึงภูมิภาคทั้งหลาย. บทว่า อิมํ นิกฺขํ คือที่นี้เป็นทางระบายนี้ คงเป็นเช่นนั้นเหมือนกันบทว่า สุกุณฺฑลํ คือที่มีคลองหลอดอันส่งน้ำเข้าถึงโรงสูบอันงดงาม. บทว่าหริตานุปา ความว่า ในสองฝั่งแห่งทางระบายน้ำ มีพื้นดินเป็นสนามดาดาษด้วยหญ้าแพรกเขียวชอุ่ม. บทว่า ยสฺสิมานิ มมายึสุ ความว่า พ่อนารทะเอ๋ย บรรดาข้าเฝ้าและนักสนมของเรา ที่พากันเที่ยวเล่นกับเราด้วยยศอันใหญ่หลวง ในอุทยานนี้ ต่างพากันยึดจองรักใคร่สถานที่เหล่านี้. บทว่า กตรํ นุ เต ทิสํ คตา ความว่า พ่อได้ส่งคนเหล่านั้นไป ณ ที่ไหนล่ะ. บทว่า ตานิ เขตฺตานิ ได้แก่ ที่อันเป็นที่สำหรับเพาะปลูกพืชพรรณอย่างงอกงาม. บทว่าเต เม อารามวนูปจารา คือพื้นที่เป็นที่ตั้งแห่งที่อยู่เหล่านั้นเป็นอุปจารแห่งสวนและป่ายังอยู่ที่นั้นแล.

ครั้งนั้นพระเจ้านารทะกราบทูลท้าวเธอว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อพระองค์เสด็จไป เทวโลก กำหนดได้ ๗๐๐ ปีเข้านี้แล้ว หม่อมฉันเป็น หลานคนที่ ๗ ของพระองค์ อุปัฏฐากของพระองค์ สิ้นพระชนม์ไปหมดแล้ว ขอเชิญพระองค์เสวยราชสมบัติอันเป็นส่วนของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสว่า พ่อนารทะเอ๋ย ฉันมาทั้งนี้ มิได้มาเพื่อต้องการราชสมบัติ มาเพื่อต้องการทำบุญ ฉันจักทำบุญเท่านั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

วิมานทั้งหลายอันสว่างไสวทั้งสี่ทิศ ฉันได้เห็น แล้วเฉพาะพระพักตร์ของท้าวสักกเทวราช และเฉพาะ หน้าของทวยเทพชาวไตรทศ ภพที่ฉันเห็นอยู่เป็นทิพย์ กามทั้งหลายอันมิใช่ของมนุษย์ ฉันได้บริโภคแล้ว ในทวยเทพของชาวไตรทศ ภพที่ฉันอยู่ก็เป็นทิพย์ ถามทั้งหลาย อันมิใช่ของมนุษย์ฉันได้บริโภคแล้ว ในทวยเทพชาวดาวดึงส์ ผู้สำเร็จสิ่งที่น่าปรารถนา ทุกอย่าง ฉันนั้นละสมบัติเช่นนั้นเสียแล้วมาในมนุษยโลกนี้ เพื่อต้องการทำบุญเท่านั้น ฉันจักประพฤติแต่ ธรรมเท่านั้น ฉันไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ฉันจักดำเนินไปตามทางที่ท่านผู้ไม่มีอาชญาพากันท่อง เที่ยวไป อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ซึ่งเป็นทางสำหรับไปของท่านผู้มีวัตรงามทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุตฺถํ เม ภวนํ ทิพฺยํ นี้ พระเจ้าสาธินราชตรัสหมายถึงเวชยันตปราสาท. บทว่า โสหํ เอตาทิสํ ความว่าพ่อนารทะเอ๋ย ฉันนั้นต้องทอดทิ้งความพร้อมมูลแห่งกามคุณ ที่พระพุทธญาณไม่พึงกำหนดเห็นปานฉะนี้มา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการทำบุญ. บทว่าอทณฺฑาวจรํ ความว่า หนทางมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องหน้า ที่มวลท่านผู้ไม่มีอาชญาวางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้วพึงดำเนิน. บทว่า สุพฺพตา ความว่า ท่านผู้มีวัตรดีงาม ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงดำเนินโดยทางใดแม้ฉันก็จักขอนั่งเหนือพื้นแห่งโพธิ เพื่อไปถึงทิศที่ไม่เคยไป จักดำเนินไปสู่หนทางนั้นเหมือนกัน.

พระโพธิสัตว์ตรัสคาถาเหล่านั้นใส่ไว้ในพระสัพพัญญุตญาณด้วยประการฉะนี้. ครั้งนั้นพระราชานารทะกราบทูลย้ำกะพระองค์อีกว่า เชิญพระองค์ทรงครองราชสมบัติสืบไปเถิด พระเจ้าข้า. ตรัสว่า พ่อเอ๋ย ฉันไม่ต้องการราชสมบัติจะขอให้ทานฉลอง ๗๐๐ ปี เพียง ๗ วันเท่านั้นแหละ. พระราชานารทะทรงรับพระดำรัสของพระองค์ว่า เชิญเถิด พระเจ้าข้า ทรงเตรียมมหาทาน. พระราชาทรงให้มหาทานตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ สิ้นพระชนม์ บังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์นั้นเอง.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงแสดงว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย อันอุโบสถกรรมควรที่จะพึงบำเพ็ญ ด้วยประการฉะนี้ แล้วทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะบรรดาอุบาสกผู้รักษาอุโบสถเหล่านั้นบางพวกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บางพวกในสกทาคามิผล บางพวกในอนาคามิผล บางพวกในอรหัตผล แล้วประชุมชาดกว่า พระราชานารทะ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นสารีบุตร เทพบุตรมาตลี ได้มาเป็นพระอานนท์ ท้าวสักกะ ได้มาเป็นอนุรุทธะ บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้าสาธินราช ได้มาเป็นเราแล.

จบอรรถกถาสาธินราชชาดก

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๙๘–๕๐๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปกิณณกนิบาตชาดก · ๘๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

11. Sādhinarājajātakaṃ.

Abbhūto vata lokasminti idaṃ satthā jetavane viharanto uposathike upāsake ārabbha kathesi.

Tadā hi satthā upāsakā porāṇakapaṇḍitā attano uposathakammaṃ nissāya manussasarīreneva devalokaṃ gantvā ciraṃ vasiṃsūti vatvā atītaṃ āhari

atīte mithilānagare sādhinonāma rājā dhammena rajjaṃ kāresi so catūsu nagaradvāresu nagaramajjhe nivesanadvāreti cha dānasālāyo kāretvā sakalajambūdīpaṃ unnaṅgalaṃ katvā mahādānaṃ pavattesi. Devasikaṃ cha satasahassāni valañjanakaṃ dhanaṃ gacchati. Pañca Sīlāni rakkhati uposathaṃ upavasati. Raṭṭhavāsinopi tassa ovāde ṭhatvā dānādīni puññāni katvā matamatā devanagareyeva nibbattiṃsu sudhammadevasabhaṃ pūretvā nisinnā devā rañño sīlādiguṇameva vaṇṇayanti. Taṃ sutvā sesadevā rājānaṃ daṭṭhukāmāva ahesuṃ. Sakko devarājā tesaṃ manaṃ viditvā āha sādhinarājānaṃ daṭṭhukāmāti. Āma devāti. So mātaliṃ āṇāpesi gaccha vejayantarathaṃ yojetvā sādhinarājānaṃ ānehīti. So sādhūti sampaṭicchitvā rathaṃ yojetvā vedeharaṭṭhaṃ agamāsi. Tadā puṇṇamīdivaso hoti. Mātali manussānaṃ sāyamāsaṃ bhuñjitvā dvāre sukhakathāya sannisinnakāle candamaṇḍalena saddhiṃ rathaṃ pesesi. Manussā dve candā uṭṭhitāti vadantā pana candamaṇḍalaṃ ohāya rathaṃ āgacchantaṃ disvā nāyaṃ cando eso ratho devaputtopi paññāyati kassetaṃ manomayasindhavayuttaṃ dibbarathaṃ āneti na aññassa amhākaṃ rañño bhavissati rājā hi no dhammiko dhammarājāti somanassajātā hutvā añjaliṃ paggayha ṭhitā paṭhamaṃ gāthamāhaṃsu

abbhūto vata lokasmiṃ uppajji lomahaṃsano

dibbo ratho pāturahu vedehassa yasassinoti.

Tassattho abbhūto vata tesaṃ amhākaṃ rājā lokasmiṃ lomahaṃsano uppajji yassa dibbo ratho pāturahosi vedehassa yasassinoti.

Mātali rathaṃ ānetvā manussesu mālādīni pūjentesu tikkhattuṃ nagaraṃ padakkhiṇaṃ katvā rañño nivesanadvāraṃ gantvā rathaṃ nivattetvā Pacchābhāgena sīhapañjaraummāre ṭhapetvā ārohaṇasajjaṃ katvā aṭṭhāsi. Taṃ divasampi rājā dānasālaṃ oloketvā iminā niyāmeneva dānaṃ dethāti āṇāpetvā uposathaṃ samādāya divasaṃ vītināmetvā amaccagaṇaparivuto alaṅkatamahātale pācīnasīhapañjarābhimukho dhammayuttaṃ kathaṃ kathento nisinno hoti. Atha naṃ mātali rathābhirūhaṇatthaṃ nimantetvā ādāya agamāsi.

Tamatthaṃ pakāsento satthā imā gāthā abhāsi

devaputto mahiddhiko mātali devasārathi

nimantayittha rājānaṃ vedehaṃ mithilaggahaṃ

ehimaṃ rathamāruyha rāja seṭṭha disampati

devā dassanakāmā te tāvatiṃsā saindakā

dassamānā hi te devā sudhammāyaṃ samacchare.

Tato ca rājā sādhino pamukho rathamāruhi

sahassayuttaṃ abhiruyha agā devāna santike

sahassayuttaṃ hayavāhiṃ dibbayānamadhiṭṭhito

yāyamāno mahārājā addasa devasabhaṃ idaṃ.

Taṃ devā paṭinandiṃsu disvā rājānamāgataṃ

svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ

nisīdadāni rājisi devarājassa santike.

Sakkopi paṭinandittha vedehaṃ mithilaggahaṃ

nimantayittha kāmehi āsanena ca vāsavo

Sādhu khosi anuppatto āvāsaṃ vasavattinaṃ

vasa devesu rājisi sabbakāmasamiddhisu

tāvatiṃsesu devesu bhuñja kāme amānuseti.

Tattha samacchareti acchanti. Agā devāna santiketi devānaṃ santikaṃ agamāsi tasmiṃ hi rathaṃ abhirūhitvā ṭhite ratho ākāsaṃ pakkhandi so mahājanassa olokentasseva antaradhāyi mātali rājānaṃ devalokaṃ ānesi taṃ disvā devatā ca sakko ca haṭṭhatuṭṭhā paccuggamanaṃ katvā paṭisanthāraṃ kariṃsu tamatthaṃ dassetuṃ taṃ devātiādi vuttaṃ. Tattha paṭinandiṃsūti punappunaṃ nandiṃsu. Āsanena cāti rājānaṃ āliṅgitvā idha nisīdāti attano paṇḍukambalasilāsanena ca kāmehi ca nimantesi upaḍḍharajjaṃ datvā ekāsane nisīdāpesi.

Tassa sakkena devaraññā dasayojanasahassaṃ devanagaraṃ aḍḍhatiyā ca devaccharakoṭiyo vejayantapāsādañca majjhe bhinditvā dinnaṃ sampattiṃ anubhavantassa manussagaṇanāya satta vassasatāni atikkantāni. Tena attabhāvena devaloke vasati. Puññānaṃ khīṇakāle anabhirati uppannā tasmā sakkena saddhiṃ sallapanto gāthamāha

ahaṃ pure saggagato ramāmi

naccehi gītehi ca vāditehi

sodānipajja na ramāmi sagge

āyunnu khīṇaṃ maraṇassa santike

udāhu muḷhosmi janindaseṭṭhāti.

Tattha āyunnu khīṇanti kiṃ nu mama sarīre jīvitindriyaṃ khīṇaṃ udāhu upacchedakakammavasena maraṇasanti ke jātanti pucchi. Janindaseṭṭhāti janindānaṃ devānaṃ seṭṭhāti.

Atha naṃ sakko āha

na tāyu khīṇo maraṇañca dūre

na cāpi muḷho naravīra seṭṭha

tuyhañca puññāni parittakāni

yesaṃ vipākaṃ idha vedayittho

vasa devānubhāvena rāja seṭṭha disampati

tāvatiṃsesu devesu bhuñja kāme amānuseti.

Tattha parittakānīti idaṃ tena attabhāvena devaloke vipākadāyakāni puññāni sandhāya vuttaṃ itarāni pana tassa puññāni paṭhaviyaṃ paṃsuviya appamāṇāni. Vasa devānubhāvenāti ahaṃ te attano puññāni majjhe bhinditvā dassāmi mamānubhāvena vasāti.

Taṃ samassāsento āha

sādhu khosi anuppatto āvāsaṃ vasavattinaṃ

vasa devesu rājisi sabbakāmasamiddhisu

tāvatiṃsesu devesu bhuñja kāme amānuseti.

Atha naṃ paṭikkhipanto mahāsatto āha

yathā yācittakaṃ yānaṃ yathā yācittakaṃ dhanaṃ

evaṃ sampadamevetaṃ yaṃ parato dānapaccayā

Na cāhametaṃ icchāmi yaṃ parato dānapaccayā

sayaṃ katāni puññāni taṃ me āveṇiyaṃ dhanaṃ

sohaṃ gantvā manussesu kāhāmi kusalaṃ bahuṃ

dānena samacariyāya saṃyamena damena ca

yaṃ katvā sukhito hoti na ca pacchānutappatīti.

Tattha yaṃ parato dānapaccayāti yaṃ parena dinnattā labbhati taṃ yācittakasadisameva hoti yācittakaṃ hi tuṭṭhakāle denti kuddhakāle acchinditvā gaṇhantīti. Samacariyāyāti kāyādīhi pāpassa akaraṇena. Saṃyamenāti sīlasaṃyamena. Damenāti indriyadamanena. Yaṃ katvāti yaṃ karitvā sukhitoceva hoti na ca pacchānutappati tathārūpameva kammaṃ karissāmīti.

Athassa vacanaṃ sutvā sakko mātaliṃ āṇāpesi gaccha sādhinarājānaṃ mithilaṃ netvā uyyāne otārehīti. So tathā akāsi. Rājā tasmiṃyeva uyyāne caṅkamati. Atha naṃ uyyānapālo disvā taṃ upasaṅkamitvā vanditvā pucchitvā taṃ sañjānitvā gantvā nāradassa rañño ārocesi. So ca rañño āgamanabhāvaṃ sutvā uyyānapāla tvaṃ purato gantvā uyyānaṃ sajjitvā tassa ca mayhañca dve āsanāni paññāpehīti taṃ uyyānapālaṃ uyyojesi. So tathā akāsi. Atha naṃ rājā pucchi kassa dve āsanāni paññāpesīti. Ekaṃ tumhākaṃ ekaṃ amhākaṃ raññoti āha. Atha rājā ko añño satto mama santike āsane nisīdissatīti Vatvā ekasmiṃ nisīditvā ekasmiṃ pāde ṭhapesi. Nāradarājā āgantvā tassa pāde vanditvā ekamantaṃ nisīdi. So kirassa sattamova nattā. Tadā kirassa satāyukakālova ahosi. Mahāsatto pana attano puññabalena ettakaṃ kālaṃ vītināmesi. So nāradassa rañño hatthe gahetvā uyyāne vicaranto tisso gāthā abhāsi

imāni tāni khettāni imaṃ nikkhaṃ sukuṇḍalaṃ

imā tā haritānupā imā najjā savantiyo

imā tā pokkharaṇiyo rammā cākavākūpakujjitā

maṇḍālakehi sañchannā padumuppalakehi ca

yassimāni mamāyiṃsu kataraṃ nu te disaṃ gatā.

Tāni khettāni so bhūmibhāgo

te me ārāmavanūpacārā

tameva mayhaṃ janataṃ apassato

suññañca me nārada khāyate disāti.

Tattha khettānīti bhūmibhāge sandhāyāha. Imaṃ nikkhanti imaṃ tādisameva udakaniddhamanaṃ. Sukuṇḍalanti sobhaṇena musalapavesanakuṇḍalena samannāgataṃ. Haritānupāti udakaniddhamanassa ubhosu passesu haritatiṇasañchannā anupā bhūmiyo. Yassimāni mamāyiṃsūti tāta nārada ye mama upaṭṭhākā ca orodhā ca imasmiṃ uyyāne mahantena yasena mayā saddhiṃ vicarantā imāni ṭhānāni mamāyiṃsu piyāyiṃsu. Kataraṃ nu te disaṃ gatāti kattha ṭhāne te pesitā. Tāni khettānīti imasmiṃ uyyāne tāneva etāni uparopakā- virūhaṇaṭṭhānāni. Te me ārāmavanūpacārāti ime teyeva ārāmavanūpacārā vihārabhūmiyoti attho.

Atha naṃ nārado āha

deva tumhākaṃ devalokaṃ

gatānaṃ idāni satta vassasatāni

ahaṃ vo sattamo nattā

tumhākaṃ upaṭṭhākā sabbe

maraṇamukhaṃ pattā idaṃ vo

attano santakaṃ rajjaṃ anubhavathāti. Rājā tāta nārada nāhaṃ idhāgacchanto rajjatthāya āgato puñña- karaṇatthāyamhi āgato ahaṃ puññameva karissāmīti vatvā gāthā āha

diṭṭhā mayā vimānā obhāsentā catuddisā

sammukhā devarājassa tidasānañca sammu khā.

Vutthaṃ me bhavanaṃ dibyaṃ bhuttā kāmā amānusā

tāvatiṃsesu devesu sabbakāmasamiddhisu.

Sohaṃ etādisaṃ hitvā puññāyamhi idhāgato

puññañceva carissāmi nāhaṃ rajjena atthiko.

Adaṇḍāvacaraṃ maggaṃ sammāsambuddhadesitaṃ

taṃ maggaṃ paṭipajjissaṃ yena gacchanti subbatāti.

Tattha vutthaṃ me bhavanaṃ dibyanti vejayantaṃ sandhāyāha. Sohaṃ etādisanti tāta nārada sohaṃ buddhañāṇena aparichindiyaṃ evarūpaṃ kāmaguṇasampattiṃ pahāya puññakaraṇatthāya idhāgato. Adaṇḍāvacaranti adaṇḍehi nikkhittadaṇḍasatthehi avacaritabbaṃ sammādiṭṭhipurekkhāraṃ aṭṭhaṅgikaṃ maggaṃ. Subbatāti yena maggena subbatā sabbaññū buddhā gacchanti ahampi agatapubbaṃ disaṃ gantuṃ bodhitale nisīditvā tameva maggaṃ paṭipajjissāmīti.

Evaṃ bodhisatto imā gāthā sabbaññutañāṇe khipitvā kathesi. Atha naṃ nārado punapi āha rajjaṃ yeva anusāsāti. Tāta na me rajjenattho satta vassasatāni niṭṭhitadānaṃ sattāheneva dātukāmomhīti. Nārado sādhūti tassa vacanaṃ sampaṭicchitvā mahādānaṃ paṭiyādesi. Rājā sattāhaṃ mahādānaṃ datvā sattame divase kālaṃ katvā tāvatiṃsabhavaneyeva nibbatti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ upāsakā vasitabbayuttakaṃ uposathakammannāmāti dassetvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi (saccapariyosāne tesu uposathikesu keci sotāpattiphale keci sakadāgāmiphale keci anāgāmiphale keci arahattaphale patiṭṭhahiṃsu) tadā nāradarājā sārīputto mātali ānando ahosi sakko anuruddho sesaparisā buddhaparisā sādhinarājā pana ahamevāti.

Sādhinarājajātakaṃ ekādasamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๐

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๙๓. มหาวาณิชชาดกชาดกถัดไป๔๙๕. ทสพราหมณชาดก