ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มาตังคชาดก
ชาดกที่ ๔๙๗ · วิสตินิบาตชาดก

มาตังคชาดก

ว่าด้วยอานุภาพของมาตังคฤาษี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๓๓ · บรรทัด ๗๙๙๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมาตังคชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุเทนราชวงศ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสี ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในกาลครั้งนั้น ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะเหาะมาจากพระเชตวันมหาวิหารทางอากาศ ไปสู่พระราชอุทยานของพระเจ้าอุเทน ในเมืองโกสัมพี เพื่อพักผ่อนในเวลากลางวันโดยมาก. ได้ยินว่าในภพก่อน ๆ พระเถรเจ้าเคยเสวยราชย์ ครอบครองสมบัติมีบริวารเป็นอันมากในพระราชอุทยานนั้นตลอดกาลนาน. ด้วยบุรพจรรยาที่ได้เคยสั่งสมมา พระเถระจึงมักไปนั่งพักผ่อนกลางวันในพระราชอุทยานนั้นเสมอมา ในกาลเวลาล่วงไป ด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติโดยมาก วันหนึ่ง เมื่อพระเถระไปนั่งพักผ่อนอยู่ที่โคนต้นรังอันมีดอกบานสะพรั่งดี ในพระราชอุทยานนั้น พระเจ้าอุเทนทรงพระดำริว่า เราจักดื่มน้ำจัณฑ์ฉลองใหญ่ แล้วเล่นอุยยานกีฬา ตลอด๗ วัน แล้วจึงเสด็จไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมากทรงซบพระเศียรลงบนตักของนางสนมคนหนึ่ง บนแท่นมงคลศิลาอาสน์ แล้วทรงนิทราหลับสนิท เพราะความเมามายในการเสวยน้ำจัณฑ์ เหล่านางสนมที่นั่งขับกล่อม ต่างวางเครื่องดุริยางคดนตรีไว้แล้ว เข้าไปสู่พระราชอุทยานกำลังเลือกเก็บดอกไม้ และผลไม้เป็นต้นอยู่ เห็นพระเถระแล้ว พากันไปกราบไหว้แล้วนั่งอยู่. พระเถระจึงนั่งแสดงธรรมกถาแก่หญิงเหล่านั้น. ฝ่ายนางสนม ที่นั่งให้พระเจ้าอุเทนหนุนตัก จึงสั่นพระเพลาให้กระเทือน เตือนพระราชาให้ตื่นบรรทม เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า หญิงถ่อยเหล่านั้นไปไหนกันหมด ? จึงกราบทูลว่า หญิงเหล่านั้นไปนั่งล้อมสมณะรูปหนึ่งอยู่. ท้าวเธอสดับดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธ เสด็จไปด่า บริภาษพระเถระ แล้วตรัสว่า เอาเถิดเราจักให้มดแดงรุมต่อยสมณะรูปนี้ แล้วตรัสสั่งให้เอารังมดแดง มาแกล้งทำให้กระจายลงที่ร่างกายพระเถระ ด้วยอำนาจแห่งความพิโรธ. พระเถระเหาะขึ้นไปยืนในอากาศ ให้โอวาทพระราชา แล้วเหาะลอยไปลงตรงประตูพระคันธกุฏีที่พระเขตวันนั่นเอง เมื่อพระตถาคตเจ้าตรัสถามว่า เธอมาจากไหนจึงกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภารทวาชะ พระเจ้าอุเทนเบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลาย แต่ในชาตินี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อนก็เบียดเบียนมาแล้วเหมือนกัน พระปิณโฑลภารทวาชะทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี พระมหาสัตว์บังเกิดในกำเนิดตระกูลคนจัณฑาลภายนอกพระนคร. มารดาบิดาขนานนามเขาว่า มาตังคมาณพ. ในเวลาต่อมามาตังคมาณพ เจริญวัยแล้ว ได้มีนามปรากฏว่ามาตังคบัณฑิต. ในกาลนั้นธิดาเศรษฐีในเมืองพาราณสี ชื่อ ทิฏฐมังคลิกา เมื่อถึงวาระเดือนหนึ่ง หรือกึ่งเดือน ก็พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก จะไปยังอุทยานเพื่อเล่นสนุกสนานกัน. อยู่มาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์มาตังคบัณฑิต เดินทางเข้าไปยังพระนครด้วยกิจธุระบางประการ ได้เห็นนางทิฎฐมังคลิกา ระหว่างประตู จึงหลบไปยืนแอบอยู่ ณ เอกเทศหนึ่ง. นางทิฏฐมังคลิกา มองดูตามช่องม่าน เห็นพระโพธิสัตว์จึงถามว่า นั่นเป็นใคร ? เมื่อบริวารชนตอบว่า ข้าแต่แม่เจ้าผู้นั้นเป็นคนจัณฑาล จึงคิดว่า เราเห็นคนที่ไม่สมควรจะเห็นแล้วหนอ ดังนี้แล้ว จึงล้างตาด้วยน้ำหอม กลับแค่นั้น. ส่วนมหาชนที่ออกไปกับธิดาของท่านเศรษฐี บริภาษว่า เฮ้ยไอ้คนจัณฑาลชาติชั่ว เพราะอาศัยเจ้าแท้ ๆ วันนี้พวกเราจึงไม่ได้ลิ้มสุราและกับแกล้มที่ไม่ต้องซื้อหา อันความโกรธครอบงำแล้ว จึงรุมซ้อมมาตังคบัณฑิต ด้วยมือและเท้า จนถึงสลบแล้วหลีกไป. มาตังคบัณฑิตสลบไปชั่วครู่ กลับฟื้นขึ้นรู้ตัว คิดว่า บริวารชนของนางทิฏฐมังคลิกา โบยตีเราผู้ไม่มีความผิด โดยหาเหตุมิได้ เราได้นางทิฏฐมังคลิกาเป็นภรรยาแล้วนั่นแหละ. จึงจะยอมลุกขึ้น ถ้าไม่ได้จักไม่ยอมลุกขึ้นเลยครั้นตั้งใจดังนี้แล้ว จึงเดินไปนอนที่ประตูเรือนบิดาของนางทิฏฐมังคลิกานั้น. เมื่อเศรษฐีผู้บิดาของนางทิฎฐมังคลิกา มาถามว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงมานอนที่นี่ ? มาตังคบัณฑิตจึงตอบว่า เหตุอย่างอื่นไม่มี แต่ข้าพเจ้าต้องการนางทิฏฐมังคลิกาเป็นภรรยา. ล่วงมาได้วันหนึ่ง เศรษฐีนั้นก็มาถามอีก พระโพธิสัตว์ก็ตอบยืนยันอยู่อย่างนั้น จนล่วงมาถึงวันที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ พระโพธิสัตว์ก็ยังคงนอนและตอบยืนยันอย่างนั้น. ธรรมดาว่าการอธิษฐานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จ เพราะเหตุนั้น เมื่อครบ ๗ วันคนทั้งหลายมีท่านเศรษฐีเป็นต้น จึงนำนางทิฏฐมังคลิกามามอบให้มาตังคบัณฑิต. ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกา กล่าวกะมาตังคบัณฑิตว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี เชิญท่านลุกขึ้นเถิด เราจะไปเรือนของท่าน. มาตังคบัณฑิตจึงกล่าวว่า นางผู้เจริญ เราถูกบริวารชนของเจ้าโบยตีเสียยับเยิน จนทุพลภาพเจ้าจงยกเราขึ้นหลังแล้วพาไปเถิด. นางก็ทำตามสั่ง เมื่อชาวพระนครกำลังมองดูอยู่นั่นแล ก็พามาตังคบัณฑิตออกจากพระนครไปสู่จัณฑาลคาม.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ มิได้ล่วงเกินนางให้ผิดประเพณีแห่งเผ่าพันธุ์วรรณะ ให้นางพักอยู่ในเรือนสอง-สามวัน แล้วคิดว่า เมื่อตัวเราจักกระทำให้นางถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภยศ จำต้องบวชเสียก่อน จึงจักสามารถกระทำได้นอกจากนี้แล้วไม่มีทาง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงเรียกนางมากล่าวว่าดูก่อนนางผู้เจริญ เมื่อเรายังไม่ได้นำอะไร ๆ ออกมาจากป่า การครองชีพของเราทั้งสองย่อมเป็นไปไม่ได้ เจ้าอย่ากระสันวุ่นวายไปจนกว่าเราจะกลับมาเราจักเข้าไปสู่ป่าดังนี้แล้ว กล่าวเตือนบริวารว่า แม้พวกเจ้าผู้อยู่เฝ้าเรือนก็อย่าละเลย ช่วยดูนางผู้เป็นภรรยาของเราด้วย ดังนี้ แล้วก็เข้าไปสู่ป่าบรรพชาเพศเป็นสมณะ มิได้ประมาทมัวเมา บำเพ็ญสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดขึ้นในวันที่ ๗ คิดว่า บัดนี้เราจักสามารถเป็นที่พึ่ง แก่นางทิฏฐมังคลิกาได้จึงเหาะมาด้วยฤทธิ์ไปลงตรงประตูจัณฑาลคาม แล้วได้เดินไปสู่ประตูเรือนของนางทิฏฐมังคลิกา. นางได้ยินข่าวการมาของมาตังคบัณฑิตแล้วจึงออกจากเรือนแล้วร้องไห้คร่ำครวญว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี เหตุไฉนท่านจึงไปบวช ทิ้งฉันไว้ไร้ที่พึ่งเล่า. ลำดับนั้น มาตังคดาบสจึงปลอบโยนนางว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ เจ้าอย่าเสียใจไปเลย คราวนี้เราจักกระทำให้เจ้ามียศใหญ่ยิ่งกว่ายศที่มีอยู่เก่าของเจ้า ก็แต่ว่า เจ้าจักสามารถประกาศแม้ข้อความเพียงเท่านี้ ในท่ามกลางบริษัทได้ไหมว่า มาตังคบัณฑิตไม่ใช่สามีของเรา ท้าวมหาพรหมเป็นสามีของเรา ดังนี้. นางรับคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี ดิฉันสามารถประกาศได้. มาตังคดาบสจึงกล่าวว่า คราวนี้ถ้ามีผู้ถามว่า สามีของเธอไปไหน? ก็จงตอบว่า ไปพรหมโลก เมื่อเขาถามว่าเมื่อไรจักมา จงบอกเขาว่า นับแต่วันนี้ไปอีก ๗ วัน ท้าวมหาพรหมผู้เป็นสามีของเราจักแหวกพระจันทร์มาในวันเพ็ญ. ครั้นมหาสัตว์เจ้ากล่าวกะนางอย่างนี้แล้ว ก็เหาะกลับไปสู่หิมวันตประเทศทันที ฝ่ายนางทิฏฐมังคลิกาก็เที่ยวไปยืนประกาศข้อความตามที่พระโพธิสัตว์สั่งไว้ ในที่ทุกหนทุกแห่งท่ามกลางมหาชน ในพระนครพาราณสี. มหาชนชาวพาราณสีพากันเชื่อว่า ท้าวมหาพรหมของเรามีอยู่จริง จะยังไม่ได้เป็นอะไรกันกับนางทิฏฐมังคลิกา ข้อนั้นจักเป็นความจริงอย่างนี้แน่.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ครั้นถึงวัน บุรณมีดิถีเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ในยามเมื่อพระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางทิฆัมพร ก็เนรมิตอัตภาพเป็นท้าวมหาพรหมบันดาลแว่นแคว้นกาสิกรรัฐทั้งสิ้น ซึ่งมีอาณาเขต กว้างยาว ๑๒ โยชน์ ให้รุ่งโรจน์สว่างไสวเป็นอันเดียวกัน แล้วแหวกมณฑลแห่งพระจันทร์ เหาะลงมาเวียนวนเบื้องบน พระนครพาราณสี ๓ รอบ เมื่อมหาชนบูชาอยู่ ด้วยเครื่องสักการะ มีของหอม และระเบียบดอกไม้เป็นต้น ได้บ่ายหน้าไปหมู่บ้านจัณฑาลคาม. บรรดาประชาชนที่นับถือพระพรหม ก็ประชุมกัน พากันไปยังหมู่บ้านจัณฑาลคาม ช่วยกันเอาผ้าขาวที่บริสุทธิ์สะอาด ปิดบังเรือนของนางทิฏฐมังคิกา แล้วไล้ทาพ่นเรือนด้วยของหอมจตุรชาติ โปรยดอกไม้เรี่ยรายไว้ จัดแจงปักไม้ดาดเพคานเบื้องบน แต่งตั้งที่นอนใหญ่ไว้แล้วจุดตามประทีปด้วยน้ำมันหอม แล้วช่วยกันขนทรายขาวราวกับแผ่นเงินมาโปรยไว้ที่ประตูเรือน แล้วแขวนพวงดอกไม้ ผูกธงทิวปลิวไสวงดงาม. เมื่อมหาชนตกแต่งบ้านเรือนอย่างนี้เสร็จแล้ว พระมหาสัตว์เจ้าจึงเลื่อนลอยลงจากนภากาศเข้าไปภายใน แล้วนั่งบนที่นอนหน่อยหนึ่ง. ในกาลนั้น นางทิฏฐมังคลิกากำลังมีระดู. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ เอาหัวแม่มือเบื้องขวาลูบคลำนาภีของนาง. นางตั้งครรภ์ทันที ต่อมาพระมหาสัตว์ จึงเรียกนางมาบอกว่า น้องนางผู้เจริญเจ้าตั้งครรภ์แล้ว จักคลอดบุตรเป็นชาย ทั้งตัวเจ้าและบุตรจักเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลาภยศอันเลิศล้ำ น้ำสำหรับล้างเท้าของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษก สรง ของพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น สำหรับน้ำอาบของเจ้า จักเป็นโอสถอมตะ ชนเหล่าใดนำน้ำอาบของเจ้าไปรดศีรษะ ชนเหล่านั้นจักหายจากโรคทุก ๆ อย่างทั้งปราศจากเสนียดจัญไร กาลกรรณี อนึ่ง ผู้คนที่วางศีรษะลงบนหลังเท้าของเจ้า กราบไหว้อยู่ จักให้ทรัพย์พันหนึ่ง ผู้ที่ยืนไหว้ในระยะทางที่ฟังเสียงได้ยิน จักให้ทรัพย์แก่เจ้าหนึ่งร้อย ผู้ทียืนไหว้ในชั่วคลองจักษุ จักให้ทรัพย์หนึ่งกหาปณะ เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาท ครั้นให้โอวาทนางแล้ว ก็ออกจากเรือนเมื่อมหาชนกำลังมองดูอยู่นั่นเทียว ก็เหาะลอยเข้าไปสู่จันทรมณฑล.

ประชาชนที่นับถือพระพรหม ต่างยืนประชุมกันอยู่จนเวลารัตติกาลผ่านไป ครั้นเวลาเช้า จึงเชิญนางทิฏฐมังคลิกา ขึ้นสู่วอทอง แล้วยกขึ้นด้วยเศียรเกล้า พาเข้าไปสู่พระนคร. มหาชนต่างพากันหลั่งไหลเข้าไปหานาง ด้วยสำคัญว่าเป็นภรรยาของท้าวมหาพรหม แล้วบูชาด้วยเครื่องสักการะ มีของหอมระเบียบดอกไม้เป็นต้น. คนทั้งหลายผู้ได้ซบศีรษะ บนหลังเท้า กราบไหว้ ได้ให้ถุงกหาปณะพันหนึ่ง ผู้ที่ยืนไหว้อยู่ในระยะโสตสดับเสียงได้ยินให้ร้อยกหาปณะ ผู้ที่ยืนไหว้ ในชั่วระยะคลองจักษุ ให้หนึ่งกหาปณะ ประชาชนผู้พานางทิฏฐมังคลิกา เที่ยวไปในพระนครพาราณสี อันมีอาณาเขต ๑๒โยชน์ ได้ทรัพย์นับได้ ๑๘ โกฏิ ด้วยอาการอย่างนี้. ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลาย ครั้นพานางทิฏฐมังคลิกา เที่ยวไปรอบพระนครแล้ว จึงนำเอาทรัพย์นั้นมาสร้างมหามณฑปใหญ่ท่ามกลางพระนคร แวดวงด้วยม่าน ปูลาดที่นอนใหญ่ไว้ แล้วเชิญนางทิฏฐมังคลิกา ให้อยู่อาศัยในมณฑปนั้น ด้วยสิริโสภาคอันใหญ่ยิ่ง แล้วเริ่มจัดการก่อสร้างปราสาท ๗ ชั้น มีประตูซุ้มถึง ๗ แห่ง ไว้ณ ที่ใกล้มหามณฑปนั้น การก่อสร้างอย่างมโหฬารได้มีแล้วในครั้งนั้น. นางทิฎฐมังคลิกา ก็คลอดบุตรในมณฑปนั่นเอง. ต่อมาในวันที่จะตั้งชื่อกุมารพราหมณ์ทั้งหลายจึงมาประชุมกันขนานนามกุมารว่า มัณฑัพยกุมารเพราะเหตุที่คลอดในมณฑป. แม้ปราสาทนั้น ก็สร้างสำเร็จ โดยเวลา ๑๐เดือน พอดี จำเดิมแต่นั้นมา นางก็อยู่ในปราสาทนั้น ด้วยยศบริวารเป็นอันมาก. แม้มัณฑัพยกุมาร ก็เจริญวัย พรั่งพร้อมด้วยหมู่บริวารเป็นอันมาก. ในเวลาที่มัณฑัพยกุมาร มีอายุได้ ๗ - ๘ ปี อาจารย์ผู้อุดมด้วยวิทยาการทั้งหลาย ในพื้นชมพูทวีป จึงประชุมกันให้กุมารนั้น เรียนไตรเพท ๓ พระคัมภีร์. มัณฑัพยมาณพนั้นนับแต่ อายุครบ ๑๖ปีบริบูรณ์ ก็เริ่มตั้งนิตยภัตสำหรับพวกพราหมณ์ทั้งหลาย. พราหมณ์หมื่นหกพันคน ก็ได้บริโภคอาหารในสำนักของมัณฑัพยมาณพเป็นประจำ เขาถวายทานแก่พราหมณ์ทั้งหลายที่ซุ้มประตูที่ ๔. ต่อมาในวันประชุมใหญ่คราวหนึ่ง มัณฑัพยมาณพให้จัดเตรียมข้าวปายาสไว้ในเรือนเป็นอันมาก. พราหมณ์ทั้งหมื่นหกพัน ก็นั่ง ณ ซุ้มประตูที่ ๔บริโภคข้าวปายาสอันปรุงดีแล้ว ด้วยเนยข้น เนยใส และน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดที่เขาจัดมาถวาย ด้วยถาดทองคำ. แม้มัณฑัพยมาณพ ก็ประดับประดาตกแต่งด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมรองเท้าทอง มือถือไม้เท้าทอง เที่ยวตรวจตราการเลี้ยงดู สั่งบริวารชนว่า ท่านทั้งหลายจงให้เนยใสในสำรับนี้ จงให้น้ำผึ้งที่สำหรับนี้ ดังนี้.

ขณะนั้น มาตังคบัณฑิต นั่งอยู่ที่อาศรมบท ในหิมวันตประเทศตรวจดูว่า ความประพฤติแห่งบุตรของนางทิฏฐมังคลิกา เป็นอย่างไร ? เห็นการกระทำของเขา โน้มเอียง ไปในลัทธิอันไม่สมควร แล้วคิดว่า วันนี้แหละเราจักไปทรมานมาณพ ให้บริจาคทาน ในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมาก แล้วจึงจักกลับมา ดังนี้แล้ว เหาะไปสู่สระอโนดาตโดยทางอากาศ ทำกิจวัตรมีการล้างหน้าเป็นต้นแล้ว ยืนอยู่ที่พื้นมโนศิลา ครองจีวรสองชั้น คาดรัดประคดมั่น แล้วห่มผ้าสังฆาฏิ อันเป็นผ้าบังสุกุล เสร็จแล้วถือเอาบาตรดินเหาะมาทางอากาศ เลื่อนลอยลงตรงโรงทานที่ซุ้มประตูที่ ๔ แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งมัณฑัพยมาณพกำลังตรวจตราดูแลทางโน้นทางนี้อยู่ แลเห็นพระดาบสนั้นแต่ไกล คิดว่า บรรพชิตรูปนี้ มีรูปร่างคล้ายยักษ์ปีศาจ เปื้อนฝุ่น เห็นปานนี้ มาสู่ที่นี่ ท่านมาจากที่ไหนหนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะสนทนา ปราศรัยกับมาตังคดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า

ท่านมีปกตินุ่งห่มไม่สมควร ดุจปีศาจเปรอะ เปื้อนด้วยฝุ่นละออง สวมใส่ผ้าขี้ริ้วที่ได้จากกองขยะ ไว้ที่คอ มาจากไหน ท่านเป็นใคร เป็นผู้ไม่สมควร แก่ทักษิณาทานเลย ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมฺมวาสี ความว่า ท่านเป็นผู้นุ่งห่มผ้าเก่าขาดเป็นรอยต่อ ไม่ได้ซักชำระสะสางเลย. บทว่า โอคลฺลโก ความว่าเป็นผู้สกปรกลามก ครองผ้าเห็นเส้นด้ายมากมาย หลุดลุ่ยห้อยย้อยลง. บทว่า ปํสุปีสาจโกว ความว่า คล้ายกับปีศาจยืนอยู่ที่กองขยะ. บทว่า สงฺการโจฬํ ได้แก่ ผ้าท่อนเก่าที่เก็บได้ในกองหยากเยื่อ. บทว่า ปฏิมุญฺจ แปลว่าสวมใส่. บทว่า อทกฺขิเณยฺโย ความว่า ท่านเป็นผู้ไม่สมควรแก่ทักษิณาทานมาสู่สถานที่นั่งของพระทักขิเณยยบุคคลชั้นเยี่ยมเหล่านั้น แต่ที่ไหนเล่า ?

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะสนทนากับมัณฑัพยมาณพ ด้วยจิตที่เยือกเย็นอ่อนโยน จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า

ข้าวน้ำนี้ท่านจัดไว้เพื่อท่านผู้เรืองยศ พราหมณ์ ทั้งหลาย ย่อมขบเคี้ยวบริโภค และดื่มข้าวน้ำของท่าน นั้น ท่านรู้จักข้าพเจ้าว่า เป็นผู้อาศัยโภชนะที่ผู้อื่นให้ เลี้ยงชีวิต แม้ถึงจะเป็นคนจัณฑาล ก็ขอจงได้ก้อน ข้าวบ้างเถิด ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกตํ แปลว่า จัดแจงไว้. บทว่า ยสสฺสินํ แปลว่า สมบูรณ์ด้วยบริวาร. บทว่า ตํ ขชฺชเร ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายขบเคี้ยว บริโภค และ ดื่มกิน ของนั้นอยู่ทีเดียว เพราะเหตุไร ท่านจึงโกรธเคืองข้าพเจ้า.

บทว่า อุตฺติฏฺปิณฺฑํ ได้แก่ก้อนข้าว อันจำต้องยืนขอจึงได้ หรือก้อนข้าว อันคนทั้งหลายลุกขึ้นยืนให้ จะพึงได้ ก็เพราะยืนอยู่ข้างหลัง.

บทว่า ลภตํ สปาโก ความว่า แม้จะเป็น สปากจัณฑาล ก็ขอจึงได้ เพราะว่าพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ ย่อมได้โภชนะทุกแห่งหน แต่สำหรับสปากจัณฑาลเล่า ใครเขาจักให้ ข้าพเจ้าหาปิณฑะได้อย่างแร้นแค้นเพราะฉะนั้น ดูก่อนกุมาร ท่านจงบอกให้โภชนะแก่เรา เพื่อเป็นเครื่องยังชีพให้เป็นไปเถิด.

ลำดับนั้น มัณฑัพยกุมารจึงกล่าวคาถา ความว่า

ข้าวน้ำของเรานี้ เราจัดไว้เพื่อพราหมณ์ทั้งหลาย ทานวัตถุนี้ เราเชื่อว่า ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ ตน ท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี่ จะมายืนอยู่ที่นี่เพื่อ อะไร เจ้าคนเลว คนอย่างเราย่อมไม่ให้ทานแก่เจ้า ดังนี้.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๗–๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๑๓๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

วีสตินิปาตวณฺณนา

-------

มาตงฺคชาตกํ

กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุเทนํ วํสราชานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมิญฺหิ กาเล อายสฺมา ปิณฺโฑลภารทฺวาโช เชตวนโต อากาเสนาคนฺตฺวา เยภุยฺเยน โกสมฺพิยํ อุเทนสฺส รญฺโญ อุยฺยานํ ทิวาวิหาราย คจฺฉติ ฯ เถโร กิร ปุริมภเว รชฺชํ กาเรนฺโต ทีฆมทฺธานํ ตสฺมึ อุยฺยาเน มหาปริวารสมฺปตฺตึ อนุภวิ ฯ โส เตน ปุพฺพาจิณฺเณน เยภุยฺเยน ตตฺเถว ทิวาวิหารํ นิสีทิตฺวา ผลสมาปตฺติสุเขน วีตินาเมสิ ฯ ตสฺมึ เอกทิวสํ ตตฺถ คนฺตฺวา สุปุปฺผิตสาลมูเล นิสินฺเน อุเทโน สตฺตาหํ มหาปานํ ปิวิตฺวา อุยฺยานกีฬํ กีฬิสฺสามีติ มหนฺเตน ปริวาเรน อุยฺยานํ คนฺตฺวา มงฺคลสิลาปฏฺเฏ อญฺญตราย อิตฺถิยา องฺเก นิปนฺโน สุรามทมตฺตตาย นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ คายนฺตา นิสินฺนิตฺถิโย ตุริยานิ ฉฑฺเฑตฺวา อุยฺยานํ ปวิสิตฺวา ปุปฺผผลาทีนิ วิจินนฺติโย เถรํ ทิสฺวา คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ ฯ เถโร ตาสํ ธมฺมกถํ กเถนฺโต นิสีทิ ฯ อิตราปิ อิตฺถี องฺคํ จาเลตฺวา ราชานํ ปโพเธตฺวา กุหึ ตา วสลิโย คตาติ วุตฺเต เอกํ สมณํ ปริวาเรตฺวา นิสินฺนาติ อาห ฯ โส กุทฺโธ หุตฺวา คนฺตฺวา เถรํ อกฺโกสิตฺวา ปริภาสิตฺวา หนฺท เอตํ สมณํ ตมฺพกิปิลฺลิเกหิ ขาทาเปสฺสามีติ โกธวเสน เถรสฺส สรีเร ตมฺพกิปิลฺลิกปูฏํ ภินฺทาเปสิ ฯ เถโร อากาเส ฐตฺวา ตสฺส โอวาทํ ทตฺวา เชตวนคนฺธกุฏิทฺวาเรเยว โอตริตฺวา ตถาคเตน กุโต อาคจฺฉสีติ ปุฏฺโฐ ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา นโข ภารทฺวาช อุเทโน อิทาเนว ปพฺพชิเต วิเหเฐติ ปุพฺเพปิ วิเหฐเยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต มหาสตฺโต พหินคเร จณฺฑาลโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ มาตงฺโคติสฺส นามํ กรึสุ ฯ อปรภาเค วิญฺญุตํ ปตฺโต มาตงฺคปณฺฑิโตติ ปากโฏ อโหสิ ฯ ตทา พาราณสิเสฏฺฐิโน ธีตา ทิฏฺฐมงฺคลิกา นาม ฯ เอกมาสอฑฺฒมาสวาเรน มหาปริวารา อุยฺยานํ กีฬิตุํ คจฺฉติ ฯ อเถกทิวสํ มหาสตฺโต เกนจิ กมฺเมน นครํ ปวิสนฺโต อนฺตรทฺวาเร ทิฏฺฐมงฺคลิกํ ทิสฺวา เอกมนฺตํ อปคนฺตฺวา อลฺลิยิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกา สาณิยา อนฺตเรน โอโลเกนฺตี ตํ ทิสฺวา โก เอโสติ ปุจฺฉิตฺวา จณฺฑาโล อยฺเยติ วุตฺเต อทิฏฺฐปุพฺพยุตฺตกํ วต ปสฺสามีติ คนฺโธทเกน อกฺขีนิ โธวิตฺวา ตโต นิวตฺติ ฯ ตาย สทฺธึ นิกฺขนฺตมหาชโน อเร ทุฏฺฐ จณฺฑาล อชฺช ตํ นิสฺสาย อมฺหากํ อมูลกํ สุราภตฺตํ น ลทฺธนฺติ โกธาภิภูโต มาตงฺคปณฺฑิตํ หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โปเถตฺวา วิสญฺญึ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ โส มุหุตฺตํ วีตินาเมตฺวา ปฏิลทฺธสญฺญี หุตฺวา จินฺเตสิ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย ปริชโน มํ นิทฺโทสํ อการเณน โปเถสิ ทิฏฺฐมงฺคลิกํ ลภิตฺวาว อุฏฺฐหิสฺสามิ โน อลภิตฺวาติ อธิฏฺฐาย คนฺตฺวา ตสฺสา ปิตุนิเวสนทฺวาเร นิปชฺชิ ฯ โส เกน การเณน นิปนฺโนสีติ วุตฺเต อญฺญํ การณํ นตฺถิ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย เม อตฺโถติ อาห ฯ เอกทิวโส อตีโต ตถา ทุติโย ตติโย จตุตฺโถ ปญฺจโม ฉฏฺโฐ ฯ โพธิสตฺตานํ อธิฏฺฐานํ นาม สมิชฺฌติ ตสฺมา สตฺตเม ทิวเส ทิฏฺฐมงฺคลิกํ นีหริตฺวา ตสฺส อทํสุ ฯ อถ นํ สา อุฏฺเฐหิ สามิ ตุมฺหากํ เคหํ คจฺฉามาติ อาห ฯ ภทฺเท ตว ปริชเนนมฺหิ สุโปถิโต ทุพฺพโล มํ อุกฺขิปิตฺวา ปิฏฺฐึ อาโรเปตฺวา อาทาย คจฺฉาหีติ ฯ สา ตถา กตฺวา นครวาสีนํ ปสฺสนฺตานญฺเญว นครา นิกฺขมิตฺวา จณฺฑาลคามํ คตา ฯ

อถ นํ มหาสตฺโต ชาติสมฺเภทวีติกฺกมํ อกตฺวาว กติปาหํ เคเห วสาเปตฺวา จินฺเตสิ อหเมว ตํ ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺตํ กโรนฺโต ปพฺพชิตฺวาว กาตุํ สกฺขิสฺสามิ น อิตรถาติ ฯ อถ นํ อามนฺเตตฺวา ภทฺเท มยิ อรญฺญโต กิญฺจิ อนาหรนฺเต อมฺหากํ ชีวิกา นปฺปวตฺตติ ยาว มมาคมนา มา อุกฺกณฺฐิ อหํ อรญฺญํ คมิสฺสามีติ วตฺวา เคหวาสิโนปิ อิมํ มา ปมชฺชถาติ โอวทิตฺวา อรญฺญํ คนฺตฺวา สมณปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อปฺปมตฺโต สตฺตเม ทิวเส อฏฺฐสมาปตฺติโย ปญฺจาภิญฺญาโย จ อุปฺปาเทตฺวา อิทานิ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย อวสฺสโย ภวิตุํ สกฺขิสฺสามีติ อิทฺธิยา อาคนฺตฺวา จณฺฑาลคามทฺวาเร โอตริตฺวา ทิฏฺฐมงฺคลิกาย เคหทฺวารํ อคมาสิ ฯ สา ตสฺสาคมนํ สุตฺวา เคหโต นิกฺขมิตฺวา สามิ กสฺมา มํ อนาถํ กตฺวา ปพฺพชิโตสีติ ปริเทวิ ฯ อถ นํ ภทฺเท มา จินฺตยิ ตว โปราณกยสโต อิทานิ มหนฺตตรํ ยสํ กริสฺสามิ อปิจ โข ปน น มยฺหํ มาตงฺคปณฺฑิโต สามิโก มหาพฺรหฺมา เม สามิโกติ เอตฺตกํปิ ปริสมชฺเฌ วตฺตุํ สกฺขิสฺสสีติ ฯ อาม สามิ สกฺขิสฺสามีติ ฯ เตนหิ อิทานิ เต สามิโก กุหินฺติ ปุฏฺฐา พฺรหฺมโลกํ คโตติ วตฺวา กทา อาคมิสฺสตีติ วุตฺเต อิโต สตฺตเม ทิวเส ปุณฺณมายํ จนฺทํ ภินฺทิตฺวา อาคมิสฺสตีติ วเทยฺยาสีติ อาห ฯ อิติ นํ วตฺวา มหาสตฺโต หิมวนฺตเมว คโต ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกาปิ พาราณสิยํ มหาชนมชฺเฌ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ ตถา กเถสิ ฯ มหาชโน อมฺหากํ มหาพฺรหฺมา สมาโน ทิฏฺฐมงฺคลิกํ กึ น ลจฺฉติ เอวเมตํ ภวิสฺสตีติ สทฺทหติ ฯ

โพธิสตฺโตปิ ปุณฺณมีทิวเส จนฺทสฺส คคนมชฺเฌ ฐิตกาเล พฺรหฺมตฺตภาวํ มาเปตฺวา สกลกาสิกรฏฺฐํ ทฺวาทสโยชนิกํ พาราณสินครญฺจ เอโกภาสํ กตฺวา จนฺทมณฺฑลํ ภินฺทิตฺวา โอตริตฺวา พาราณสิยา อุปรูปริ ติกฺขตฺตุํ ปริพฺภมิตฺวา มหาชเนน คนฺธมาลาทีหิ ปูชิยมาโน จณฺฑาลคามกาภิมุโข อโหสิ ฯ พฺรหฺมภตฺตา สนฺนิปติตฺวา จณฺฑาลคามกํ คนฺตฺวา ทิฏฺฐมงฺคลิกาย เคหํ สุทฺธวตฺเถหิ ฉาเทตฺวา ภูมิยํ จตุชาติยคนฺเธหิ อุปลิมฺปิตฺวา ปุปฺผานิ วิกิริตฺวา ธูปํ กตฺวา เจลวิตานํ ปสาเรตฺวา มหาสยนํ ปญฺญเปตฺวา คนฺธเตลปฺปทีปํ ชาเลตฺวา ทฺวาเร รชฏปฏฺฏวณฺณวาลุกํ โอกิริตฺวา ปุปฺผานิ วิกิริตฺวา ธเช พนฺธึสุ ฯ เอวํ อลงฺกเต เคเห มหาสตฺโต โอตริตฺวา อนฺโต ปวิสิตฺวา โถกํ สยนปิฏฺเฐ นิสีทิ ฯ ตทา ทิฏฺฐมงฺคลิกา อุตุนี โหติ ฯ อถสฺสา องฺคุฏฺฐเกน นาภึ ปรามสิ ฯ กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต อามนฺเตตฺวา ภทฺเท คพฺโภ เต ปติฏฺฐิโต ตฺวํ ปุตฺตํ วิชายิสฺสสิ ตฺวํปิ ปุตฺโตปิ เต ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺตา ภวิสฺสถ ตว ปาทโธวนอุทกํ สกลชมฺพูทีปราชูนํ อภิเสโกทกํ ภวิสฺสติ นหาโนทกํ ปน เต อมโตสธํ ภวิสฺสติ เย สีเส อาสิญฺจิสฺสนฺติ เต สพฺพโรเคหิ มุจฺจิสฺสนฺติ กาฬกณฺณีหิ ปริวชฺชิสฺสนฺติ ตว ปาทปิฏฺฐิยํ สีสํ ฐเปตฺวา วนฺทนฺตา สหสฺสํ ทสฺสนฺติ โสตปเถ ฐตฺวา วนฺทนฺตา สตํ ทสฺสนฺติ จกฺขุปเถ ฐตฺวา วนฺทนฺตา เอกํ กหาปณํ ทสฺสนฺติ อปฺปมตฺตา โหหีติ ตํ โอวทิตฺวา เคหา นิกฺขมิตฺวา มหาชนสฺส ปสฺสนฺตสฺเสว อุปฺปติตฺวา จนฺทมณฺฑลํ ปาวิสิ ฯ

พฺรหฺมภตฺตา สนฺนิปติตฺวา ฐิตกาว รตฺตึ วีตินาเมตฺวา ปาโตว ทิฏฺฐมงฺคลิกํ สุวณฺณสิวิกํ อาโรเปตฺวา สีเสน อุกฺขิปิตฺวา นครํ ปวิสึสุ ฯ มหาพฺรหฺมภริยาติ นํ อุปสงฺกมิตฺวา มหาชโน คนฺธมาลาทีหิ ปูเชสิ ฯ ปาทปิฏฺเฐ สีสํ ฐเปตฺวา วนฺทิตุํ ลภนฺตา สหสฺสตฺถวิกํ เทนฺติ โสตปเถ ฐตฺวา วนฺทิตุํ ลภนฺตา สตํ เทนฺติ จกฺขุปเถ ฐตฺวา วนฺทิตุํ ลภนฺตา เอกํ กหาปณํ เทนฺติ ฯ เอวํ ทฺวาทสโยชนิกํ พาราณสิยํ ตํ คเหตฺวา วิจรนฺตา อฏฺฐารสโกฏิธนํ ลภึสุ ฯ อถ นํ นครํ ปริหริตฺวา อาเนตฺวา นครมชฺเฌ มหามณฺฑปํ กตฺวา สาณึ ปริกฺขิปิตฺวา มหาสยนํ ปญฺญเปตฺวา มหนฺเตน สิริโสภคฺเคน ตตฺถ วสาเปสุํ ฯ มณฺฑปสนฺติเกเยว สตฺตทฺวารโกฏฺฐกํ สตฺตภูมิกปาสาทํ กาตุํ อารภึสุ ฯ มหนฺตํ นวกมฺมํ อโหสิ ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกา มณฺฑเปเยว ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อถสฺส นามคหณทิวเส พฺราหฺมณา สนฺนิปติตฺวา มณฺฑเป ชาตตฺตา มณฺฑพฺยกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ ปาสาโทปิ ทสหิ มาเสหิ นิฏฺฐิโต ฯ ตโต ปฏฺฐาย สา มหนฺเตน ยเสน ตสฺมึ วสติ ฯ มณฺฑพฺยกุมาโรปิ มหนฺเตน ปริวาเรน วฑฺฒติ ฯ ตสฺส สตฺตฏฺฐวสฺสิกกาเลเยว ชมฺพูทีปตเล อุตฺตมาจริยา สนฺนิปตึสุ ฯ เต ตํ ตโย เวเท อุคฺคณฺหาเปสุํ ฯ โส โสฬสวสฺสกาลโต ปฏฺฐาย พฺราหฺมณานํ ภตฺตํ ปฏฺฐเปสิ ฯ นิวทฺธํ โสฬสพฺราหฺมณสหสฺสานิ ภุญฺชนฺติ ฯ จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก พฺราหฺมณานํ ทิยฺยติ ฯ อเถกสฺมึ มหาสมยทิวเส เคเห พหุปายาสํ ปฏิยาทาเปสิ ฯ โสฬสพฺราหฺมณสหสฺสานิ จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก นิสีทิตฺวา สุวณฺณสรเกน นวสปฺปินา ปกฺกมธุขณฺฑสกฺขราหิ จ อภิสงฺขตปายาสํ ปริภุญฺชนฺติ ฯ กุมาโรปิ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต สุวณฺณปาทุกา อารุยฺห หตฺเถน กาญฺจนทณฺฑํ คเหตฺวา อิธ สปฺปึ เทถ อิธ มธุํ เทถาติ วิจาเรนฺโต จรติ ฯ

ตสฺมึ ขเณ มาตงฺคปณฺฑิโต หิมวนฺเต อสฺสมปเท นิสินฺโน กา นุโข ทิฏฺฐมงฺคลิกาย ปุตฺตสฺส ปวุตฺตีติ โอโลเกนฺโต ตสฺส อติตฺเถ ปกฺขนฺตภาวํ ทิสฺวา อชฺเชว คนฺตฺวา มาณวํ ทเมตฺวา ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ โหติ ตตฺถ ทานํ ทาเปตฺวา อาคมิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อากาเสน อโนตตฺตทหํ คนฺตฺวา มุขโธวนาทีนิ กตฺวา มโนสิลาตเล ฐิโต ทุปฏํ นิวาเสตฺวา กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา ปํสุกูลํ สงฺฆาฏึ ปารุเปตฺวา มตฺติกาปตฺตํ อาทาย อากาเสนาคนฺตฺวา จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก ทานคฺเคเยว โอตริตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ มณฺฑโพฺย อิโตจีโตจ โอโลเกนฺโต ทูรโต ตํ ทิสฺวา เอวรูโป สงฺการยกฺขสทิโสว อยํ ปพฺพชิโต อิมํ ฐานํ อาคโต กุโต นุโข อาคจฺฉตีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสี

โอคลฺลโก ปํสุปิสาจโกว

สงฺการโจฬํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ

โก เร ตุวํ โหสิ อทกฺขิเณยฺโยติ ฯ

ตตฺถ ทุมฺมวาสีติ อนญฺชิตามณฺฑิตสํฆฏิตสํฆาฏิกปิโลติกวสโน ฯ โอคลฺลโกติ ลามโก โอลมฺพนวิลมฺพนนนฺตกสุตฺตกธโร ฯ ปํสุปิสาจโกวาติ สงฺการฏฺฐาเน ฐิโต ปิสาโจ วิย ฯ สงฺการโจฬนฺติ สงฺการฏฺฐาเน ลทฺธปิโลติกํ ฯ ปฏิมุญฺจาติ ปฏิมุญฺจิตฺวา ฯ อทกฺขิเณยฺโยติ ตฺวํ อทกฺขิเณยฺโย อิเมสํ ปรมทกฺขิเณยฺยานํ นิสินฺนฏฺฐานํ กุโต อาคโต ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต มุทุจิตฺเตเนว เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ทุติยํ คาถมาห

อนฺนํ ตวยิทํ ปกตํ ยสสฺสินํ

ตํ ขชฺชเร ภุญฺชเร ปิยฺยเร จ

ชานาสิ มํ ตฺวํ ปรทตฺตูปชีวี

อุตฺติฏฺฐปิณฺฑํ ลภตํ สปาโกติ ฯ

ตตฺถ ปกตนฺติ ปฏิยตฺตํ ฯ ยสสฺสินนฺติ ปริวารสมฺปนฺนํ ฯ ตํ ขชฺชเรติ ตํ ขชฺชนฺติเยว ภุญฺชนฺติ จ ปิวนฺติ จ กึการณา มยฺหํ กุชฺฌสิ ฯ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑนฺติ อุปติฏฺฐิตฺวา ลภิตพฺพปิณฺฑํ อุฏฺฐาย ฐิเตหิ วา ทิยฺยมานํ เหฏฺฐา ฐตฺวา ลภิตพฺพปิณฺฑํ ฯ ลภตํ สปาโกติ สปาโก จณฺฑาโลปิ ลภตุ ชาติสมฺปนฺนา หิ ยตฺถ กตฺถจิ ลภนฺติ สปากจณฺฑาลสฺส ปน โก เทติ ทุลฺลภปิณฺโฑ อหํ ตสฺมา เม ชีวิตปวตฺตนตฺถํ โภชนํ ทาเปหิ กุมาราติ ฯ

ตโต มณฺฑโพฺย คาถมาห

อนฺนํ มมยิทํ ปกตํ พฺราหฺมณานํ

อตฺตตฺถาย สทฺทหโต มมยิทํ

อเปหิ เอโต กิมิธฏฺฐิโตสิ

น มาทิสา ตุยฺหํ ททนฺติ ชมฺมาติ ฯ

ตตฺถ อตฺตตฺถายาติ อตฺตโน วุฑฺฒิอตฺถาย ฯ อเปหิ เอโตติ อิมมฺหา ฐานา อปคจฺฉ ฯ น มาทิสาติ มาทิสา ชาติสมฺปนฺนานํ อุทิจฺจพฺราหฺมณานํ ทานํ เทนฺติ น ตุยฺหํ จณฺฑาลสฺส คจฺฉ ชมฺมาติ ฯ

ตโต มหาสตฺโต คาถมาห

ถเล จ นินฺเน จ วปนฺติ พีชํ

อนูปเขตฺเต ผลมาสึสมานา

เอตาย สทฺธาย ททาหิ ทานํ

อปฺเปว อาราธเย ทกฺขิเณยฺเยติ ฯ

ตสฺสตฺโถ กุมาร สสฺสผลํ อาสึสมานา ตีสุปิ เขตฺเตสุ พีชํ วปนฺติ ตตฺถ อติวุฏฺฐิกาเล ถเล สสฺสํ สมฺปชฺชติ นินฺเน ปูติกํว โหติ อนุปเขตฺเต ปน นทิญฺจ ตฬากญฺจ นิสฺสาย กตํ โอเฆน วุยฺหติ มนฺทวุฏฺฐิกาเล ถเล เขตฺเต วิปชฺชติ นินฺเน โถกํ สมฺปชฺชติ อนุปเขตฺเต สมฺปชฺชเตว สมฺมวุฏฺฐิกาเล ถเล เขตฺเต โถกํ สมฺปชฺชติ อิตเรสุ สมฺปชฺชเตว ตสฺมา ยถา ผลมาสึสมานา ตีสุปิ เขตฺเตสุ วปนฺติ ตถา ตฺวํปิ เอตาย ผลสทฺธาย อาคตาคตานํ สพฺเพสํเยว ทานํ เทหิ อปฺเปว นาม เอวํ ททนฺโต ทกฺขิเณยฺเย อาราเธยฺยาสิ ลเภยฺยาสีติ ฯ

ตโต มณฺฑโพฺย คาถมาห

เขตฺตานิ มยฺหํ วิทิตานิ โลเก

เยสาหํ พีชานิ ปติฏฺฐเปมิ

เย พฺราหฺมณา ชาติมนฺตูปปนฺนา

ตานีธ เขตฺตานิ สุเปสลานีติ ฯ

ตตฺถ เยสาหนฺติ เยสุ อหํ ฯ ชาติมนฺตูปปนฺนาติ ชาติยา จ มนฺเตหิ จ อุปปนฺนา ฯ

ตโต มหาสตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

ชาติมโท จ อติมานิตา จ

โลโภ จ โทโส จ มโท จ โมโห

เอเต อคุณา เยสุ วสนฺติ สพฺเพ

ตานีธ เขตฺตานิ อเปสลานิ ฯ

ชาติมโท จ อติมานิตา จ

โลโภ จ โทโส จ มโท จ โมโห

เอเต อคุณา เยสุ น สนฺติ สพฺเพ

ตานีธ เขตฺตานิ สุเปสลานีติ ฯ

ตตฺถ ชาติมโทติ อหมสฺมิ ชาติสมฺปนฺโนติ เอวํ อุปฺปนฺนมโท ฯ อติมานิตาติ อญฺโญ มยา สทฺธึ ชาติอาทีหิ สทิโส นตฺถีติ อติกฺกมฺม ปวตฺตมาโน ฯ โลภาทโย ลุพฺภนทุสฺสนมชฺชนมุยฺหนมตฺตาว ฯ อเปสลานีติ เอวรูปา หิ ปุคฺคลา อาสีวิสภริตา วิย วมฺมิกา อปฺปิยสีลา โหนฺติ เอวรูปานํ ทินฺนํ น มหปฺผลํ โหติ ตสฺมา มา เอเตสํ อเปสลานํ เขตฺตภาวํ มญฺญิตฺถ น หิ ชาติมนฺตา สคฺคทายกา เย ปน ชาติมานาทิรหิตา อริยา ตานิ เขตฺตานิ สุเปสลานิ เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลํ เต สคฺคทายกา โหนฺตีติ ฯ

อิติ โส มหาสตฺเต ปุนปฺปุนํ กเถนฺเต กุชฺฌิตฺวา อยํ อติพหุํ วิลปติ กุหึ คตา อิเม โทวาริกา นยิมํ จณฺฑาลํ นีหรนฺตีติ คาถมาห

กฺวตฺถ คตา อุปโชติโย จ

อุปวชฺโฌ อถวา ภณฺฑกุจฺฉิ

อิมสฺส ทณฺฑญฺจ วธญฺจ หตฺวา

คเล คเหตฺวา คลยาถ ชมฺมนฺติ ฯ

ตตฺถ กฺวตฺถ คตาติ อิเมสุ ตีสุ ทฺวาเรสุ ฐปิตา อุปโชติโย จ อุปวชฺโฌ จ ภณฺฑกุจฺฉิ จาติ ตโย โทวาริกา กฺวตฺถ คตาติ อตฺโถ ฯ

เตปิ ตสฺส วจนํ สุตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา กึ กโรม เทวาติ อาหํสุ ฯ อยํ โว ชมฺโม จณฺฑาโล ทิฏฺโฐติ ฯ น ปสฺสาม เทวาติ ฯ กุโตจิ อาคตภาวํ น ชานาม เทวาติ ฯ โกจิ เอส มายากาโร วา วิชฺชาธรโจโร วา ภวิสฺสตีติ ฯ อิทานิ กึ ติฏฺฐถาติ ฯ กึ กโรม เทวาติ ฯ อิมสฺส มุขเมว โปเถตฺวา ภินฺทนฺตา ทณฺฑเวฬุเปสิกาหิ ปิฏฺฐิจมฺมํ อุปฺปาเทตฺวา วธญฺจ ทตฺวา คเล คเหตฺวา เอตํ ชมฺมํ คลยาถ อิโต นีหรถาติ ฯ มหาสตฺโต เตสุ อตฺตโน สนฺติกํ อนาคเตเสฺวว อุปฺปติตฺวา อากาเส ฐิโตว คาถมาห

คิรึ นเขน ขนสิ อโยทนฺเตภิ ขาทสิ

ชาตเวทํ ปทหสิ โย อิสึ ปริภาสสีติ ฯ

ตตฺถ ชาตเวทํ ปทหสีติ อคฺคึ คิลิตุํ วายมสิ ฯ

อิมญฺจ ปน คาถํ วตฺวา มหาสตฺโตปิ ปสฺสนฺตสฺเสว มาณวสฺส จ พฺราหฺมณานญฺจ ปสฺสนฺตานํ อากาเส ปกฺขนฺทิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

อิทํ วตฺวาน มาตงฺโค อิสิ สจฺจปรกฺกโม

อนฺตลิกฺขสฺมึ ปกฺกามิ พฺราหฺมณานํ อุทิกฺขตนฺติ ฯ

ตตฺถ สจฺจปรกฺกโมติ สภาวปรกฺกโม ฯ

โส ปาจีนทิสาภิมุโข คนฺตฺวา เอกาย วีถิยา โอตริตฺวา ปทวลญฺชํ ปญฺญายตูติ อธิฏฺฐาย ปาจีนทฺวารสมีเป ปิณฺฑาย จรนฺโต มิสฺสกภตฺตํ สงฺกฑฺฒิตฺวา เอกิสฺสาย สาลาย นิสีทิตฺวา มิสฺสกภตฺตํ ปริภุญฺชิ ฯ นครเทวตา อยํ อมฺหากํ อยฺยํ วิเหเฐตฺวา กเถตีติ อสหมานา อาคมึสุ ฯ อถสฺส เชฏฺฐกยกฺโข คีวํ คเหตฺวา ปริวตฺเตสิ ฯ เสสเทวตา เสสพฺราหฺมณานํ คีวํ คเหตฺวา ปริวตฺเตสุํ ฯ โพธิสตฺเต มุทุจิตฺตตาย ปน ตสฺส ปุตฺโตติ ตํ น มาเรนฺติ เกวลํ กิลเมนฺติเยว ฯ มณฺฑพฺยสฺส สีสํ ปริวตฺเตตฺวา ปิฏฺฐิปสฺสาภิมุขํ ชาตํ หตฺถปาทา อุชุกา ถทฺธาว อฏฺฐํสุ ฯ อฏฺฐีนิ กาลกตสฺเสว ปริวตฺตึสุ ฯ โส ถทฺธสรีโร นิปชฺชิ ฯ เสสพฺราหฺมณา มุเขน เขฬํ วมนฺตา อปราปรํ ปริวตฺตนฺติ ฯ อยฺเย ปุตฺตสฺส เต กึ ชาตนฺติ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย อาโรจยึสุ ฯ สา เวเคนาคนฺตฺวา ปุตฺตํ ทิสฺวา กิเมตนฺติ วตฺวา คาถมาห

อาเวลิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ

พาหํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ

เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส

โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวนฺติ ฯ

ตตฺถ อาเวลิตนฺติ ปริวตฺติตํ ฯ

อถสฺสา ตสฺมึ ฐาเน ฐิตชโน อาโรเจตุํ คาถมาห

อิธาคมา สมโณ ทุมฺมวาสี

โอคลฺลโก ปํสุปิสาจโกว

สงฺการโจฬํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ

โส เต อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวนฺติ ฯ

สา ตํ สุตฺวาว จินฺเตสิ อญฺญสฺเสตํ พลํ นตฺถิ นิสฺสํสยํ มาตงฺคปณฺฑิโต ภวิสฺสติ สมฺปนฺนเมตฺตาภาวโน โข ปน ธีโร อิมํ เอตฺตกํ ชนํ กิลเมตฺวา คมิสฺสติ กตรํ นุโข ทิสํ คโต ภวิสฺสตีติ ฯ ตโต ปุจฺฉนฺตี คาถมาห

กตรํ ทิสํ อคมา ภูริปญฺโญ

อกฺขาถ เม มาณวา เอตมตฺถํ

คนฺตฺวาน ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยํ

อปฺเปว นํ ปุตฺตํ ลเภมุ ชีวิตนฺติ ฯ

ตตฺถ คนฺตฺวานาติ ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ฯ ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยนฺติ ตํ อจฺจยํ ปฏิกริสฺสาม เทเสสฺสาม ขมาเปสฺสาม นนฺติ ฯ ปุตฺตํ ลเภมูติ อปฺเปว นาม ปุตฺตสฺส ชีวิตํ ลเภยฺยาม ฯ

อถสฺสา ตตฺถ ฐิตา มาณวา กเถนฺตา คาถมาหํสุ

เวหาสยํ อคมา ภูริปญฺโญ

ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท

อปิจาปิ โส ปุริมํ ทิสํ อคญฺฉิ

สจฺจปฺปฏิญฺโญ อิสิ สาธุรูโปติ ฯ

ตตฺถ ปถทฺธุโนติ อากาสปถสงฺขาตสฺส อทฺธุโน มชฺเฌ ฐิโต ปณฺณรเส จนฺโท วิย ฯ อปิจาปิ โสติ อปิจ โข ปน โส ปุรตฺถิมํ ทิสํ คโต ฯ

สา เตสํ วจนํ สุตฺวา มม สามิกํ อุปธาเรสฺสามีติ สุวณฺณกลสสุวณฺณสรกานิ คาหาเปตฺวา ทาสีคณปริวุตา เตน ปทวลญฺชสฺส อธิฏฺฐิตฏฺฐานํ ปตฺวา เตนานุสาเรน คจฺฉนฺตี ตสฺมึ ปีฐิกาย นิสีทิตฺวา ภุญฺชมาเน ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวา โถกํ โอทนํ ปตฺเต ฐเปสิ ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกา สุวณฺณกลเสน ตสฺส อุทกํ อทาสิ ฯ โส ตตฺเถว หตฺถํ โธวิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลสิ ฯ อถ นํ สา เกน เม ปุตฺตสฺส โส วิปฺปกาโร กโตติ ปุจฺฉนฺตี คาถมาห

อาเวลิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ

พาหุํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ

เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส

โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวนฺติ ฯ

ตโต ปรา เตสํ วจนปฏิวจนคาถา นาม โหนฺติ

ยกฺขา หเว สนฺติ มหานุภาวา

อนฺวาคตา อิสโย สาธุรูปา

เต ทุฏฺฐจิตฺตํ กุปิตํ วิทิตฺวา

ยกฺขา หิ เต ปุตฺตมกํสุ เอวํ ฯ

ยกฺขา จ เม ปุตฺตมกํสุ เอวํ

ตฺวญฺเญว เม มา กุทฺโธ พฺรหฺมจารี

ตุมฺเหว ปาเท สรณํ คตาสฺมิ

อนฺวาคตา ปุตฺตโสเกน ภิกฺขุ ฯ

ตเทว หิ เอตรหิ จ มยฺหํ

มโนปโทโส น มมตฺถิ โกจิ

ปุตฺโต จ เต เวทมเทน มตฺโต

อตฺถํ น ชานาติ อธิจฺจ เวเท ฯ

อทฺธา หเว ภิกฺขุ มุหุตฺตเกน

สํมุยฺหเตว ปุริสสฺส สญฺญา

เอกาปราธํ ขม ภูริปญฺญ

น ปณฺฑิตา โกธพลา ภวนฺตีติ ฯ

ตตฺถ ยกฺขาติ นครปริคฺคาหกา ยกฺขา ฯ อนฺวาคตาติ อาคนฺตฺวา อิสโย สาธุรูปา คุณสมฺปนฺนาติ เอวํ ชานามาติ อตฺโถ ฯ เตติ เต อิสีนํ คุณํ ญตฺวา ปุตฺตํ ทุฏฺฐจิตฺตํ กุปิตจิตฺตํ วิทิตฺวา ฯ ตฺวญฺเญว เมติ สเจ ยกฺขา กุปิตา เอวมกํสุ กโรนฺตุ เทวตา นาม ปานียอุฬุงฺกมตฺเตน สนฺตปฺเปตุํ สกฺกา ตสฺมา อหนฺเตสํ น ภายามิ เกวลํ ตฺวญฺเญว เม ปุตฺตสฺส มา กุชฺฌิ ฯ อนฺวาคตาติ อาคตาสฺมิ ฯ ภิกฺขูติ มหาสตฺตํ อาลปติ ปุตฺตสฺส ชีวิตทานํ ยาจติ ฯ ตเทวาติ ทิฏฺฐมงฺคลิเก ตทา ตว ปุตฺตสฺส มม อกฺโกสนกาเลว มยฺหํ มโนปโทโส นตฺถิ เอตรหิ จ ตยิ ยาจิยมานายปิ มม ตสฺมึ มโนปโทโส นตฺถิเยว ฯ เวทมเทนาติ ตโย เวทา อุคฺคหิตาติ มเทน ฯ อธิจฺจาติ เต เวเท อุคฺคเหตฺวาปิ อตฺถานตฺถํ น ชานาติ ฯ มุหุตฺตเกนาติ ยํ กิญฺจิ อุคฺคเหตฺวา มุหุตฺเตเนว ฯ

เอวํ ตาย ขมาปิยมาโน มหาสตฺโต เตนหิ เตสํ ยกฺขานํ ปลายนตฺถาย อมโตสธํ ทสฺสามีติ วตฺวา คาถมาห

อิทญฺจ มยฺหํ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑํ

ตว มณฺฑโพฺย ภุญฺชตุ อปฺปปญฺโญ

ยกฺขา จ เต ปุตฺตํ น วิเหฐเยยฺยุํ

ปุตฺโต จ เต โหหิติ โส อโรโคติ ฯ

ตตฺถ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑนฺติ อุจฺฉิฏฺฐกปิณฺฑํ ฯ อุจฺฉิฏฺฐปิณฺฑนฺติปิ ปาโฐ ฯ

สา มหาสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา เทถ สามิ อมโตสธนฺติ สุวณฺณสรกํ อุปนาเปสิ ฯ มหาสตฺโต อุจฺฉิฏฺฐกญฺชิกภตฺตํ ตตฺถ อาสิญฺจิตฺวา ปฐมญฺเญว อิโต อุปฑฺฒํ ตว ปุตฺตสฺส มุเข โอสิญฺจาเปตฺวา เสสํ จาฏิยํ อุทเกน มิสฺเสตฺวา เสสพฺราหฺมณานํ มุเข โอสิญฺจาเปหิ สพฺเพว นีโรคา ภวิสฺสนฺตีติ วตฺวา อุปฺปติตฺวา หิมวนฺตเมว คโต ฯ สาปิ ตํ สรกํ สีเสนาทาย อมโตสธํ เม ลทฺธนฺติ วทนฺตี นิเวสนํ คนฺตฺวา ปฐมํ ปุตฺตสฺส มุเข กญฺชิกํ โอสิญฺจิ ฯ ยกฺโข ปลายิ ฯ อิตโร ปํสุํ ปุญฺฉนฺโต อุฏฺฐาย อมฺม กิเมตนฺติ อาห ฯ ตยา กตํ ตฺวเมว ชานิสฺสสิ เอหิ ตาต ตว ทกฺขิเณยฺยานํ ตํ วิปฺปการํ ปสฺสาหีติ ฯ โส เต ทิสฺวา วิปฺปฏิสารี อโหสิ ฯ อถ นํ มาตา ตาต มณฺฑพฺยกุมาร ตฺวํ พาโล ทานสฺส มหปฺผลฏฺฐานํ น ชานาสิ ทกฺขิเณยฺยา นาม เอวรูปา น โหนฺติ มาตงฺคปณฺฑิตสทิสาว โหนฺติ อิโต ปฏฺฐาย มา เอเตสํ ทุสฺสีลานํ ทานํ อทาสิ สีลวนฺตานํ เทหีติ วตฺวา อาห

มณฺฑพฺย พาโลสิ ปริตฺตปญฺโญ

โย ปุญฺญเขตฺตานํ อโกวิโทสิ

มหกฺกสาเวสุ ททาสิ ทานํ

กิลิฏฺฐกมฺเมสุ อสญฺญเตสุ ฯ

ชฏา จ เกสา อชินา นิวตฺถา

ชรูทปานํว มุขํ ปรุฬฺหํ

ปชํ อิมํ ปสฺสถ ทุมฺมรูปินํ

ชฏาชินํ น ตายเต อปฺปปญฺญํ ฯ

เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา

ขีณาสวา อรหนฺโต เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ

ตตฺถ มหกฺกสาเวสูติ มหากสาเวสุ มหนฺเตหิ ราคกสาวาทีหิ สมนฺนาคเตสุ ฯ ชฏา จ เกสาติ ตาต มณฺฑพฺย ตว ทกฺขิเณยฺเยสุ เอกจฺจานํ เกสา ชฏา กตฺวา พนฺธา ฯ อชินา นิวตฺถาติ สขุรานิ อชินจมฺมานิ นิวตฺถา ฯ ชรูทปานํวาติ ติณคหเนน ชิณฺณกูโป วิย มุขํ ทีฆมสฺสุตาย ปรุฬฺหํ ฯ ปชํ อิมนฺติ อิมํ เอวรูปํ อนญฺชิตมณฺฑิตลูขเวสํ ปชํ ปสฺส ฯ ชฏาชินนฺติ เอวรูปํ ชฏาชินํ อิมํ อปฺปปญฺญํ ปชํ ตายิตุํ น สกฺโกติ สีลญาณตโปกมฺมาเนว อิเมสํ สตฺตานํ ปติฏฺฐานิ โหนฺติ ฯ เยสนฺติ ยสฺมา เยสํ เอเต รญฺชนทุสฺสนมุยฺหนสภาวา ราคาทโย อฏฺฐวตฺถุกา จ อวิชฺชา วิราชิตา วิคตา วิคตตฺตาเยว จ เอเตสํ กิเลสานํ เย ขีณาสวา อรหนฺโต เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ

ตสฺมา ตฺวํ ตาต อิโต ปฏฺฐาย เอวรูปานํ ทุสฺสีลานํ อทตฺวา โลเก อฏฺฐสมาปตฺติลาภิโน ปญฺจาภิญฺญา ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณา จ ปจฺเจกพุทฺธา จ สนฺติ เตสํ ทานํ เทหิ เอหิ ตาต ตว กุลูปเก อมโตสธํ ปาเยตฺวา อโรเค กริสฺสามาติ วตฺวา อุจฺฉิฏฺฐกญฺชิกํ คาหาเปตฺวา อุทกจาฏิยํ ปกฺขิปิตฺวา โสฬสนฺนํ พฺราหฺมณสหสฺสานํ มุเขสุ อาสิญฺจาเปสิ ฯ เอเกโก ปํสุํ ปุญฺฉนฺโตว อุฏฺฐหิ ฯ อถ เต พฺราหฺมณา อิเมหิ จณฺฑาลุจฺฉิฏฺฐกํ ปีตนฺติ อพฺราหฺมเณ กรึสุ ฯ เต ลชฺชิตา พาราณสิโต นิกฺขมิตฺวา เมชฺฌรฏฺฐํ คนฺตฺวา เมชฺฌรญฺโญ สนฺติเก วสึสุ ฯ มณฺฑโพฺย ปน ตตฺเถว วสิ ฯ

ตทา เวตฺตวตีนครํ นิสฺสาย เวตฺตวตีนทีตีเร ชาติมนฺโต นาเมโก พฺราหฺมโณ ปพฺพชิโต ชาตึ นิสฺสาย มหนฺตํ มานํ อกาสิ ฯ มหาสตฺโต เอตสฺส มานํ ภินฺทิสฺสามีติ ตํ ฐานํ คนฺตฺวา ตสฺส สนฺติเก อุปริโสเต วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ทนฺตกฏฺฐํ ขาทิตฺวา อิทํ ชาติมนฺตสฺส ชฏาสุ ลคฺคตูติ อธิฏฺฐาย ตํ นทิยํ ปาเตสิ ฯ ตํ ตสฺส อุทกํ อาจมนฺตสฺส ชฏาสุ ลคฺคิ ฯ โส ตํ ทิสฺวาว นสฺส วสลาติ วตฺวา กุโต อยํ กาฬกณฺณิ อาคโต อุปธาเรสฺสามิ นนฺติ อุทฺธํโสตํ คจฺฉนฺโต มหาสตฺตํ ทิสฺวา กึชาติโกสีติ ปุจฺฉิ ฯ จณฺฑาโลหมสฺมีติ ฯ ตยา นทิยํ ทนฺตกฏฺฐํ ปาติตนฺติ ฯ อาม มยาติ ฯ นสฺส วสล จณฺฑาล กาฬกณฺณิ มา อิธ วสิ เหฏฺฐาโสเต วสาหีติ วตฺวา เหฏฺฐาโสเต วสนฺเตนาปิ เตน ปาติเต ทนฺตกฏฺเฐ ปฏิโสตํ อาคนฺตฺวา ชฏาสุ ลคฺคนฺเต โส นสฺส วสล สเจ อิธ วสิสฺสสิ สตฺตเม ทิวเส สตฺตธา มุทฺธา ผลิสฺสตีติ อาห ฯ มหาสตฺโต สจาหํ เอตสฺส กุชฺฌิสฺสามิ สีลํ เม อรกฺขิตํ ภวิสฺสติ อุปาเยเนวสฺส มานํ ภินฺทิสฺสามีติ สตฺต ทิวเส สุริยุคฺคมนํ นิวาเรสิ ฯ มนุสฺสา อุพฺพาฬฺหา ชาติมนฺตตาปสํ อุปสงฺกมิตฺวา ตุมฺเห ภนฺเต สุริยสฺสุคฺคนฺตุํ น เทถาติ ปุจฺฉึสุ ฯ โส อาห น เม ตํ กมฺมํ นทีตีเร ปเนโก จณฺฑาโล วสติ ตสฺเสตํ กมฺมํ ภวิสฺสตีติ ฯ มนุสฺสา มหาสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ตุมฺเห ภนฺเต สุริยสฺสุคฺคนฺตุํ น เทถาติ ปุจฺฉึสุ ฯ อามาวุโสติ ฯ กึการณาติ ฯ ตุมฺหากํ กุลูปกตาปโส มํ นิรปราธํ อภิสปิ ตสฺมึ อาคนฺตฺวา ขมาปนตฺถาย มม ปาเทสุ ปติเต สุริยํ วิสชฺเชสฺสามีติ ฯ เต คนฺตฺวา ตํ กฑฺฒนฺตา อาเนตฺวา มหาสตฺตสฺส ปาทมูเล นิปชฺชาเปตฺวา ขมาเปตฺวา อาหํสุ สุริยํ วิสชฺเชถ ภนฺเตติ ฯ น สกฺกา วิสชฺเชตุํ สจาหํ สุริยํ วิสชฺเชสฺสามิ อิมสฺส สตฺตธา มุทฺธา ผลิสฺสตีติ ฯ อถ ภนฺเต กึ กโรมาติ ฯ โส มตฺติกปิณฺฑํ อาหรถาติ อาหราเปตฺวา อิมสฺส ตาปสสฺส สีเส ฐเปตฺวา ตาปสํ โอตาเรตฺวา อุทเก ฐเปถาติ ฐปาเปตฺวา สุริยํ วิสชฺเชสิ ฯ สุริยสฺมึ หิ ปหตมตฺเต มตฺติกปิณฺโฑ สตฺตธา ภิชฺชิ ฯ ตาปโส อุทเก นิมุชฺชิ ฯ มหาสตฺโต ตํ ทเมตฺวา กุหึ นุโข ตานิ โสฬสพฺราหฺมณสหสฺสานิ วสนฺตีติ อุปธาเรนฺโต เมชฺฌรญฺโญ สนฺติเกติ ญตฺวา เต ทเมสฺสามีติ อิทฺธิยา คนฺตฺวา นครสามนฺเต โอตริตฺวา ปตฺตํ อาทาย นคเร ปิณฺฑาย จริ ฯ

พฺราหฺมณา ตํ ทิสฺวา อยํ อิธ เอกเทฺว ทิวเส วสนฺโตปิ อมฺเห อปฺปติฏฺเฐ กริสฺสตีติ เวเคน รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา มหาราช มายากาโร เอโก วิชฺชาธโร โจโร อาคโต คณฺหาเปถ นนฺติ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ มหาสตฺโต มิสฺสกภตฺตํ อาทาย อญฺญตรํ กุฑฺฑํ นิสฺสาย ปีฐิกาย นิสินฺโน ภุญฺชติ ฯ อถ นํ อญฺญาวิหิตกํ อาหารํ ปริภุญฺชมานเมว รญฺญา ปหิตปุริสา อสินา คีวํ ปหริตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสุํ ฯ โส กาลํ กตฺวา พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติ ฯ อิมสฺมึ กิร ชาตเก โพธิสตฺโต โกณฺฑทมโก อโหสิ ฯ โส เตเนว ปรนิยุตฺตภาเวเนว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ เทวตา กุชฺฌิตฺวา สกลเมชฺฌรฏฺเฐ อุณฺหํ กุกฺกุลวสฺสํ วสฺสาเปตฺวา รฏฺฐมรฏฺฐมกํสุ ฯ เตน วุตฺตํ

อุปหจฺจมาโน เมชฺฌา มาตงฺคสฺมึ ยสสฺสิเน

สปาริสชฺโช อุจฺฉินฺโน เมชฺฌรญฺญํ ตทา อหูติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น อิทาเนว ปุพฺเพปิ อุเทโน ปพฺพชิเต วิเหเฐติเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มณฺฑโพฺย อุเทโน อโหสิ มาตงฺคปณฺฑิโต ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ

มาตงฺคชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ปฐมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๙๖. ภิกขาปรัมปรชาดกชาดกถัดไป๔๙๘. จิตตสัมภูตชาดก