มาตังคชาดก
ว่าด้วยอานุภาพของมาตังคฤาษี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๓๓ · บรรทัด ๗๙๙๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตตฺถาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ความเจริญของตน. บทว่า อเปหิ เอโต ความว่า ท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี่. บทว่า น มาทิสา ความว่า ดูก่อนท่านผู้มีเชื้อชาติเลวทราม คนเช่นเราย่อมถวายทานแก่พราหมณ์อุทิจจโคตรทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติย่อมไม่ให้ทานแก่ท่านผู้เป็นคนจัณฑาล ท่านจงไปเสียเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ กล่าวคาถาความว่า
ชาวนาทั้งหลายเมื่อหวังผลในข้าวกล้า ย่อม หว่านพืชพันธุ์ธัญญาหารลงในที่ดอนบ้าง ในที่ลุ่มบ้าง ในที่เสมอไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ บ้างฉันใด ท่านจงให้ทาน แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย ด้วยศรัทธานี้ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อให้ทานอยู่อย่างนี้ ไฉนจะพึงได้ทักขิเณยบุคคล ที่น่ายินดีเล่า ดังนี้.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนกุมาร ชาวนาทั้งหลาย เมื่อหวังผลข้าวกล้า ย่อมหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหารลงในเนื้อที่นา แม้ทั้ง ๓ อย่างในกาลที่ฝนตกมากเกินไป ข้าวกล้าในนาดอนนั้น ย่อมสำเร็จผล ข้าวกล้าในนาลุ่มย่อมเสียหาย ส่วนข้าวกล้าที่อาศัยแม่น้ำและพึงกระทำในที่เสมอ ไม่ลุ่มไม่ดอน ย่อมถูกห้วงน้ำพัดไปเสีย ในเมื่อฝนตกเล็กน้อย ข้าวกล้าในนาดอนย่อมเสียหายไม่ได้ผล ข้าวกล้าในนาลุ่มย่อมได้ผลเล็กน้อย ส่วนข้าวกล้าในนาที่ไม่ลุ่มไม่ดอน คงได้ผลดีทีเดียว ในกาลที่ฝนตกสม่ำเสมอไม่มากไม่น้อยข้าวกล้าในนาดอนได้ผลเล็กน้อย แต่ข้าวกล้าในนานอกนี้ ย่อมได้ผลบริบูรณ์ดี เพราะฉะนั้น ชาวนาทั้งหลาย เมื่อหวังผลข้าวกล้า ย่อมเพาะหว่านในเนื้อนาทั้ง ๓ อย่างฉันใด แม้ท่านก็จงบริจาคทานแก่ปฏิคาหกทั้งหลายผู้มาแล้ว ๆทั้งหมด ด้วยศรัทธาคือผลนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อท่านบริจาคทานอยู่อย่างนี้ไฉนเล่าจะพึงให้ยินดี คือได้ทักขิเณยบุคคลที่ดี ดังนี้.
ลำดับนั้น มัณฑัพยมาณพจึงกล่าวคาถาต่อไปความว่า
เราย่อมตั้งไว้ ซึ่งพืชทั้งหลายในเขตเหล่าใด เขตเหล่านั้นเรารู้แจ้งแล้วในโลก พราหมณ์เหล่าใด สมบูรณ์ด้วยชาติแลมนต์ พราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเป็น เขต มีศีลเป็นที่รักในโลกนี้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยสาหํ ตัดบทเป็น เยสุ อหํ. บทว่า ชาติมนฺตูปนฺนา ความว่า พราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้เข้าถึง ด้วยชาติและมนต์ทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
กิเลสทั้งหลายเหล่านี้ คือ ชาติมทะ ความเมา เพราะชาติ ๑ อติมานะ ความดูหมิ่นท่าน ๑ โลภะ ความโลภอยากได้ของเขา ๑ โทสะ ความคิดประทุษร้าย ๑ มทะ ความประมาทมัวเมา ๑ โมหะ ความหลง ๑ ทั้งหมดเป็นโทษมิใช่คุณ ย่อมมีในเขตเหล่าใด เขต เหล่านั้นไม่ใช่เขตอันดีมีศีลเป็นที่รักในโลกนี้ กิเลส ทั้งหลายเหล่านี้คือ ชาติทะ อติมานะ โลภะ โทสะ มทะ และโมหะ ทั้งหมดเป็นโทษมิใช่คุณ ไม่มีใน เขตเหล่าใด เขตเหล่านั้นจัดว่าเป็นเขตมีศีล เป็นที่รัก ในโลกนี้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโท ได้แก่ความเมาเพราะชาติอันบังเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ.
บทว่า อติมานตา ได้แก่ ความประพฤติดูหมิ่นว่าคนอื่นที่จะเสมอกับเราโดยชาติเป็นต้นไม่มี. กิเลสทั้งหลายมีความโลภเป็นต้น เป็นเพียงความอยากได้ ความคิดประทุษร้าย ความมัวเมา และความหลงเท่านั้น.
บทว่า อเปสลานิ ความว่า ก็บุคคลทั้งหลายเห็นปานนี้ เป็นผู้มิใช่มีศีลเป็นที่รัก ราวกะว่าจอมปลวกอันเต็มไปด้วยอสรพิษฉะนั้น ทานที่บุคคลให้แล้วแก่บุคคลเห็นปานนี้ ย่อมไม่มีผลมาก เพราะฉะนั้น ท่านอย่าสำคัญความที่ชนทั้งหลายผู้มิใช่มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้นว่า เป็นเขตอันดี เพราะว่าพราหมณ์ ผู้มีชาติและมนต์มิใช่ผู้จะไปสวรรค์ได้ ส่วนชนเหล่าใด เป็นอริยชนเว้นจากการถือชาติและมานะเป็นต้นได้ อริยชนเหล่านั้น เป็นเขตอันดีมีศีลเป็นที่รัก ทานที่บุคคลให้แล้วในอริยชนเหล่านั้นมีผลมาก ทั้งอริยชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ให้ไปสวรรค์ได้ ดังนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวอยู่บ่อย ๆ เช่นนี้ มัณฑัพยมาณพนั้น ขุ่นเคืองจึงพูดว่า ดาบสผู้นี้พูดเพ้อเจ้อมากเกินไป คนรักษาประตูเหล่านี้ ไปไหนหมดจงมานำเอาคนจัณฑาลนี้ออกไป แล้วกล่าวคาถา ความว่า
คนเฝ้าประตูทั้งสามคือ อุปโชติยะ อุปวัชฌะ และภัณฑกุจฉิ ไปไหนกันเสียหมดเล่า ท่านทั้งหลาย จงลงอาญา และเฆี่ยนตีคนจัณฑาลนี้ แล้วลากคอคน ลามกนี้ไสหัวไปให้พ้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กวตฺถ คตา มีอธิบายว่าโทวาริกบุรุษทั้ง ๓ คือ อุปโชติยะ อุปวัชฌะ และภัณฑกุจฉิซึ่งยืนเฝ้าประตูทั้ง ๓ อยู่นี้ไปไหนกันเสียหมดเล่า.
ฝ่ายคนเฝ้าประตูเหล่านั้น ได้ยินถ้อยคำของมัณฑัพยมาณพแล้วก็รีบมาไหว้แล้ว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐจะสั่งให้พวกผมทำอะไร ? มัณฑัพยมาณพจึงบอกว่า ท่านทั้งหลายเห็นคนจัณฑาลชาติชั่วคนนี้ที่ไหน ? พวกนายประตูกล่าวว่า ท่านผู้ประเสริฐ พวกกระผมไม่เห็นเลย จึงไม่รู้ว่า เขามาจากที่ไหน ? เขาดำริว่า ชะรอยมันจะเป็นนักเล่นกล หรือโจรวิชาธรบางคนเป็นแน่ดังนี้ กล่าวสำทับพวกนายประตูว่า บัดนี้พวกเจ้ายังจะยืนเฉยอยู่ทำไม ? นายประตูทั้งสามจึงถามว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ จะโปรดให้พวกผมทำอะไร ? มัณฑัพยมาณพ ตอบว่า พวกท่านจงโบยตี ตบ ต่อย ปากเจ้าคนถ่อยจัณฑาลผู้นี้ทีเดียว แล้วเอาเรียวไม้ไผ่สำหรับลงอาญา. โบยถลกหนังมันขึ้น แล้วฆ่ามันเสียจับคอลากเจ้าคนลามกนี้ไป ให้พ้นจากที่นี่ เมื่อนายประตูทั้ง ๓ ยังไม่ทันมาใกล้ชิด พระมหาสัตว์ก็เหาะลอยในไปยืนอยู่บนอากาศกล่าวคาถาความว่า
ผู้ใดบริภาษฤาษี ผู้นั้นชื่อว่าขุดภูเขาด้วยเล็บ ชื่อว่าเคี้ยวกินก้อนเหล็กด้วยฟัน ชื่อว่าพยายามกลืนกิน ไฟ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตเวทํ ปทหสิ ความว่า ย่อมพยายามเพื่อจะกลืนกินซึ่งไฟ.
ก็แล ครั้นพระมหาสัตว์กล่าวดังนี้แล้ว เมื่อมาณพและพราหมณ์ทั้งหลายกำลังแลดูอยู่ นั่นแล ได้แล่นลอยไปในอากาศ.
เมื่อจะประกาศความข้อนี้ พระศาสดาจึงตรัสว่า
มาตังคฤาษี ผู้มีสัจจะเป็นเครื่องก้าวไปเบื้องหน้า เป็นสภาพ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อพราหมณ์ทั้งหลาย แลดูอยู่ ได้เหาะหลีกผ่านไปในอากาศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจปรกฺกโม ความว่า มีความบากบั่นมุ่งก้าวไปข้างหน้าเป็นสภาพ.
มาตังคดาบสนั้นแล บ่ายหน้ามุ่งสู่ทิศปราจีน เหาะไปลง ณ ถนนสายหนึ่ง แล้วอธิษฐานว่า ขอรอยเท้าของเราจงปรากฏ แล้วบิณฑบาตใกล้ประตูด้านทิศปราจีน รวบรวมอาหารที่เจือปนกัน แล้วไปนั่งฉันภัตตาหารที่เจือปนกัน ณ ศาลาแห่งหนึ่ง. เทพยดาผู้รักษาพระนครทั้งหลาย กล่าวกันว่ามัณฑัพยกุมารผู้นี้ พูดก้าวร้าวเบียดเบียนพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ดังนี้อดทนไม่ได้ จึงมาประชุมกัน ลำดับนั้น ยักขเทวดาผู้เป็นหัวหน้า ก็พากันจับคอของมัณฑัพยกุมารบิดกลับเสีย. เทวดาที่เหลือ ก็พากันจับคอของพราหมณ์ที่เหลือทั้งหลาย บิดกลับเสียอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เพราะเทวดาเหล่านั้นมีจิตอ่อนน้อมในพระโพธิสัตว์ จึงไม่ฆ่ามัณฑัพยมาณพเสีย ด้วยคิดว่าเป็นบุตรของพระโพธิสัตว์ เพียงแต่ทำให้ทรมานลำบากอย่างเดียวเท่านั้น. ศีรษะของมัณฑัพยมาณพ บิดกลับไป มีหน้าอยู่เบื้องหลัง มือและเท้าเหยียดตรงแข็งทื่อตั้งอยู่ กระดูกทั้งหลายก็กลับกลายเป็นเหมือนกระดูกของคนที่ตายแล้ว. เขามีร่างกายแข็งกระด้างนอนแซ่วอยู่. ถึงพราหมณ์ทั้งหลายก็สำรอกน้ำลายไหลออกทางปาก กระเสือกกระสนไปมา. คนทั้งหลายรีบไปแจ้งเรื่องราวแก่นางทิฎฐมังคลิกาว่า ข้าแต่แม่เจ้า บุตรของท่านเกิดเป็นอะไรไปไม่ทราบได้ ? นางทิฏฐมังคลิการีบมาโดยเร็ว เห็นบุตรแล้วกล่าวว่า นี่อะไรกัน ? แล้ว กล่าวคาถาความว่า
ศีรษะของลูกเรา บิดกลับไปอยู่เบื้องหลัง แขน เหยียดตรงไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือนคนตาย ใคร มาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาเวลิตํ แปลว่า บิดกลับไป. ลำดับนั้นคนผู้ยืนอยู่ในที่นั้น เพื่อจะแจ้งให้นางทราบ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า
สมณะรูปหนึ่ง มีปกตินุ่งห่มไม่สมควรสกปรก ดุจปีศาจ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง สวมใส่ผ้าขี้ริ้ว ที่ได้จากกองขยะไว้ที่คอ ได้มา ณ ที่นี้ สมณะรูปนั้น
ได้ทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้. นางทิฎฐมังคลิกาได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า นี้ไม่ใช่พลังของผู้อื่น คงจักเป็นมาตังคบัณฑิตสามีของเราโดยไม่ต้องสงสัย ก็แต่ว่า ท่านมาตังคบัณฑิตนั้นเป็นนักปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยเมตตาภาวนา คงจักทรมานคนพวกนี้ให้ลำบากแล้วไปเสีย และท่านจักไปทิศไหนเล่าหนอ. แต่นั้น เมื่อนางจะถามถึงมาตังคบัณฑิต จึงกล่าวคาถาความว่า
ดูก่อนมาณพทั้งหลาย สมณะผู้มีปัญญาเสมอด้วย แผ่นดิน ได้ไปแล้วสู่ทิศใด ท่านทั้งหลายจงบอก เนื้อความนั้นแก่เรา เราจักไปยังสำนักของท่าน ขอให้ ท่านอดโทษนั้นเสีย ไฉนหนอ เราจะพึงได้ชีวิตบุตร คืนมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺตฺวาน ความว่า ไปสู่สำนักของดาบสนั้น. บทว่า ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยํ ความว่า เราจักกระทำคืน คือแสดงโทษนั้น ได้แก่ ขอให้ท่านอดโทษนั้นให้. บทว่า ปุตฺตํ ลเภมุ ความว่าชื่อแม้ไฉน เราพึงได้ชีวิตบุตรคืนมา.
ลำดับนั้น มาณพทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ในที่นั้น เมื่อจะบอกความนั้นแก่นาง ได้กล่าวคาถา ความว่า
ฤาษีผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ได้ไปแล้วใน อากาศวิถี ราวกะว่าพระจันทน์ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ อันตั้งอยู่ท่ามกลางระหว่างอากาศ อนึ่ง พระฤๅษีผู้มี ปฏิญาณมั่นในสัจจะ ทรงคุณธรรมอันดีงามนั้น ได้ไป
ทางทิศบูรพา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปถทฺธุโน ความว่า ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ ตั้งอยู่ท่ามกลางระหว่างอากาศ กล่าวคือทางสัญจรในอากาศ. บทว่า อปิจาปิ โส ความว่า ก็อีกประการหนึ่งแล พระฤาษีนั้นไปสู่ทิศบูรพา.
นางทิฏฐมังคลิกานั้น สดับคำของมาณพเหล่านั้นแล้ว จึงคิดว่าเราจักไปค้นหาสามีของเรา จึงใช้ให้ทาสีถือเอาน้ำเต้าทองคำกับขันน้ำทองคำแวดล้อมด้วยหมู่ทาสี เดินไปจนถึงสถานที่ที่พระโพธิสัตว์อธิษฐานเหยียบรอยเท้าไว้ จึงเดินตามรอยเท้านั้นไป เมื่อพระโพธิสัตว์กำลังนั่งฉันภัตตาหารอยู่บนตั่งที่ศาลานั้น นางจึงเดินเข้าไปสู่ที่ใกล้พระมหาสัตว์ ทำความเคารพแล้วยืนอยู่. พระโพธิสัตว์เห็นนางแล้ว จึงเหลือข้าวสุกไว้ในบาตรหน่อยหนึ่ง. นางทิฎฐมังคลิกาจึงถวายน้ำ แก่พระโพธิสัตว์ด้วยน้ำเต้าทอง. พระโพธิสัตว์จึงล้างมือบ้วนปากลงในบาตรนั้นเอง. ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกา เมื่อจะถามพระโพธิสัตว์ว่า ใครกระทำบุตรของตนให้ถึงอาการอันแปลกประหลาดนั้นจึงกล่าวคาถาความว่า
ศีรษะของลูกเราบิดกลับไปอยู่เบื้องหลัง แขน เหยียดตรงไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือนคนตาย ใครมาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้.
ชื่อว่าคาถาอันเป็นคำถามและคำตอบของชนทั้งสอง ที่ยิ่งไปกว่านั้นมีดังนี้ พระโพธิสัตว์ได้สดับแล้ว จึงตอบนางทิฏฐมังคลิกา โดยคาถาว่า
ยักษ์ทั้งหลายผู้มีอานุภาพมากมีอยู่แล ยักษ์ เหล่านั้น พากันติดตามพระฤาษี มีคุณธรรม มาแล้ว รู้ว่าบุตรของท่าน มีจิตคิดประทุษร้าย โกรธเคือง
จึงทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้แล. นางทิฏฐมังคลิกา กล่าวว่า
ถ้ายักษ์ทั้งหลายได้ทำบุตรของดิฉันให้เป็นอย่างนี้ ขอท่านผู้เป็นพรหมจารีเท่านั้น อย่าได้โกรธบุตร ดิฉันเลย ดิฉันขอถึงฝ่าเท้าของท่านนั่นแหละเป็นที่พึ่ง ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ดิฉันตามมาก็เพราะความ เศร้าโศกถึงบุตร. พระมหาสัตว์ มาตังคบัณฑิต กล่าวตอบว่า ในคราวที่บุตรของท่านด่าเราก็ดี และเมื่อท่าน มาอ้อนวอนอยู่ ณ บัดนี้ ก็ดี จิตคิดประทุษร้ายแม้ หน่อยหนึ่งมิได้มีแก่เราเลย แต่บุตรของท่านเป็นคน ประมาท เพราะความมัวเมา ว่าเรียนจบไตรเพท แม้จะ เรียนจบไตรเพทแล้ว ก็ยังไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์. นางทิฏฐมังคลิกา ได้สดับดังนั้นแล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ความจำของบุรุษ ย่อม หลงลืมได้โดยครู่เดียวเป็นแน่แท้ ท่านผู้มีปัญญาเสมอ ด้วยแผ่นดิน ขอได้โปรดอดโทษสักครั้งเถิด บัณฑิต ทั้งหลาย ย่อมไม่เป็นผู้มีความโกรธเป็นกำลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยกฺขา ได้แก่ ยักษ์ทั้งหลายผู้รักษาพระนคร. บทว่า อนฺวาคตา ความว่า ยักษ์ทั้งหลาย มาแล้วรู้อย่างนี้ว่าพระฤาษีทั้งหลาย มีคุณธรรมดี ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ. บทว่า เต ความว่ายักษ์เหล่านั้น ครั้นรู้คุณความดีของพระฤาษีแล้ว ก็รู้แจ้งซึ่งบุตรของท่านอันเป็นผู้กำเริบจิตคิดประทุษร้าย.
บทว่า ตวญฺเว เม ความว่า ถ้าหากว่ายักษ์ทั้งหลายโกรธเคืองแล้ว ได้กระทำอย่างนี้ ก็จงทำเถิด ขึ้นชื่อว่าเทวดาทั้งหลาย ใคร ๆ อาจทำให้สงบระงับ (หายโกรธ) ได้ด้วยดี ด้วยวิธีสักว่าเอาน้ำจอกหนึ่งให้ดื่ม เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงไม่กลัวเทวดาเหล่านั้น ขออย่างเดียวท่านเท่านั้น ซึ่งเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ อย่าโกรธเคืองบุตรชายของดิฉันเลย. บทว่า อนฺวาคตา ความว่า ดิฉันเป็นผู้ติดตามมา. นางทิฎฐมังคลิกาเรียกพระมหาสัตว์ว่า ภิกษุวิงวอนขอร้องให้ไว้ชีวิตบุตร.
บทว่า ตเทว ความว่า ดูก่อนนางทิฏฐมังคลิกา ในกาลเมื่อบุตรของท่านด่าเราอยู่ในคราวนั้นก็ดี และเมื่อท่านมาอ้อนวอนขอโทษ อยู่ในคราวนี้ก็ดี โทสจิตคิดประทุษร้ายมิได้มีแก่เราเลย. บทว่า เวทมเทน ความว่าเพราะความเมา ว่าเราเรียนจบไตรเพทแล้ว. บทว่า อธิจฺจ ความว่า แม้จะเรียนจบไตรเพทแล้ว ก็ยังไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์. บทว่า มุหุตฺตเกน ความว่า เรียนวิชาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมหลงลืมได้โดยครู่เดียวเท่านั้น
พระมหาสัตว์ ผู้อันนางทิฏฐมังคลิกา อ้อนวอนขอโทษบุตรชายอยู่อย่างนี้ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเราจักให้อมฤตโอสถไปเพื่อขับไล่ยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น ให้หนีไป แล้วกล่าวคาถา ความว่า
มัณฑัพยมาณพ บุตรของท่านผู้มีปัญญาน้อย จงบริโภคก้อนข้าวที่เราฉันเหลือนี้เถิด ยักษ์ทั้งหลาย จะไม่พึงเบียดเบียนบุตรของท่านเลย อนึ่ง บุตรของ ท่านจะหายโรคในทันที.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺติฏฺปิณฺฑํ ได้แก่ ก้อนข้าวที่ฉันเหลือ. ปาฐะเป็น อุจฺฉิฏฺปิณฺฑํ ดังนี้ก็มี.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๗–๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
วีสตินิปาตวณฺณนา
-------
มาตงฺคชาตกํ
กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุเทนํ วํสราชานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺมิญฺหิ กาเล อายสฺมา ปิณฺโฑลภารทฺวาโช เชตวนโต อากาเสนาคนฺตฺวา เยภุยฺเยน โกสมฺพิยํ อุเทนสฺส รญฺโญ อุยฺยานํ ทิวาวิหาราย คจฺฉติ ฯ เถโร กิร ปุริมภเว รชฺชํ กาเรนฺโต ทีฆมทฺธานํ ตสฺมึ อุยฺยาเน มหาปริวารสมฺปตฺตึ อนุภวิ ฯ โส เตน ปุพฺพาจิณฺเณน เยภุยฺเยน ตตฺเถว ทิวาวิหารํ นิสีทิตฺวา ผลสมาปตฺติสุเขน วีตินาเมสิ ฯ ตสฺมึ เอกทิวสํ ตตฺถ คนฺตฺวา สุปุปฺผิตสาลมูเล นิสินฺเน อุเทโน สตฺตาหํ มหาปานํ ปิวิตฺวา อุยฺยานกีฬํ กีฬิสฺสามีติ มหนฺเตน ปริวาเรน อุยฺยานํ คนฺตฺวา มงฺคลสิลาปฏฺเฏ อญฺญตราย อิตฺถิยา องฺเก นิปนฺโน สุรามทมตฺตตาย นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ คายนฺตา นิสินฺนิตฺถิโย ตุริยานิ ฉฑฺเฑตฺวา อุยฺยานํ ปวิสิตฺวา ปุปฺผผลาทีนิ วิจินนฺติโย เถรํ ทิสฺวา คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ ฯ เถโร ตาสํ ธมฺมกถํ กเถนฺโต นิสีทิ ฯ อิตราปิ อิตฺถี องฺคํ จาเลตฺวา ราชานํ ปโพเธตฺวา กุหึ ตา วสลิโย คตาติ วุตฺเต เอกํ สมณํ ปริวาเรตฺวา นิสินฺนาติ อาห ฯ โส กุทฺโธ หุตฺวา คนฺตฺวา เถรํ อกฺโกสิตฺวา ปริภาสิตฺวา หนฺท เอตํ สมณํ ตมฺพกิปิลฺลิเกหิ ขาทาเปสฺสามีติ โกธวเสน เถรสฺส สรีเร ตมฺพกิปิลฺลิกปูฏํ ภินฺทาเปสิ ฯ เถโร อากาเส ฐตฺวา ตสฺส โอวาทํ ทตฺวา เชตวนคนฺธกุฏิทฺวาเรเยว โอตริตฺวา ตถาคเตน กุโต อาคจฺฉสีติ ปุฏฺโฐ ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา นโข ภารทฺวาช อุเทโน อิทาเนว ปพฺพชิเต วิเหเฐติ ปุพฺเพปิ วิเหฐเยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต มหาสตฺโต พหินคเร จณฺฑาลโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ มาตงฺโคติสฺส นามํ กรึสุ ฯ อปรภาเค วิญฺญุตํ ปตฺโต มาตงฺคปณฺฑิโตติ ปากโฏ อโหสิ ฯ ตทา พาราณสิเสฏฺฐิโน ธีตา ทิฏฺฐมงฺคลิกา นาม ฯ เอกมาสอฑฺฒมาสวาเรน มหาปริวารา อุยฺยานํ กีฬิตุํ คจฺฉติ ฯ อเถกทิวสํ มหาสตฺโต เกนจิ กมฺเมน นครํ ปวิสนฺโต อนฺตรทฺวาเร ทิฏฺฐมงฺคลิกํ ทิสฺวา เอกมนฺตํ อปคนฺตฺวา อลฺลิยิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกา สาณิยา อนฺตเรน โอโลเกนฺตี ตํ ทิสฺวา โก เอโสติ ปุจฺฉิตฺวา จณฺฑาโล อยฺเยติ วุตฺเต อทิฏฺฐปุพฺพยุตฺตกํ วต ปสฺสามีติ คนฺโธทเกน อกฺขีนิ โธวิตฺวา ตโต นิวตฺติ ฯ ตาย สทฺธึ นิกฺขนฺตมหาชโน อเร ทุฏฺฐ จณฺฑาล อชฺช ตํ นิสฺสาย อมฺหากํ อมูลกํ สุราภตฺตํ น ลทฺธนฺติ โกธาภิภูโต มาตงฺคปณฺฑิตํ หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โปเถตฺวา วิสญฺญึ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ โส มุหุตฺตํ วีตินาเมตฺวา ปฏิลทฺธสญฺญี หุตฺวา จินฺเตสิ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย ปริชโน มํ นิทฺโทสํ อการเณน โปเถสิ ทิฏฺฐมงฺคลิกํ ลภิตฺวาว อุฏฺฐหิสฺสามิ โน อลภิตฺวาติ อธิฏฺฐาย คนฺตฺวา ตสฺสา ปิตุนิเวสนทฺวาเร นิปชฺชิ ฯ โส เกน การเณน นิปนฺโนสีติ วุตฺเต อญฺญํ การณํ นตฺถิ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย เม อตฺโถติ อาห ฯ เอกทิวโส อตีโต ตถา ทุติโย ตติโย จตุตฺโถ ปญฺจโม ฉฏฺโฐ ฯ โพธิสตฺตานํ อธิฏฺฐานํ นาม สมิชฺฌติ ตสฺมา สตฺตเม ทิวเส ทิฏฺฐมงฺคลิกํ นีหริตฺวา ตสฺส อทํสุ ฯ อถ นํ สา อุฏฺเฐหิ สามิ ตุมฺหากํ เคหํ คจฺฉามาติ อาห ฯ ภทฺเท ตว ปริชเนนมฺหิ สุโปถิโต ทุพฺพโล มํ อุกฺขิปิตฺวา ปิฏฺฐึ อาโรเปตฺวา อาทาย คจฺฉาหีติ ฯ สา ตถา กตฺวา นครวาสีนํ ปสฺสนฺตานญฺเญว นครา นิกฺขมิตฺวา จณฺฑาลคามํ คตา ฯ
อถ นํ มหาสตฺโต ชาติสมฺเภทวีติกฺกมํ อกตฺวาว กติปาหํ เคเห วสาเปตฺวา จินฺเตสิ อหเมว ตํ ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺตํ กโรนฺโต ปพฺพชิตฺวาว กาตุํ สกฺขิสฺสามิ น อิตรถาติ ฯ อถ นํ อามนฺเตตฺวา ภทฺเท มยิ อรญฺญโต กิญฺจิ อนาหรนฺเต อมฺหากํ ชีวิกา นปฺปวตฺตติ ยาว มมาคมนา มา อุกฺกณฺฐิ อหํ อรญฺญํ คมิสฺสามีติ วตฺวา เคหวาสิโนปิ อิมํ มา ปมชฺชถาติ โอวทิตฺวา อรญฺญํ คนฺตฺวา สมณปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อปฺปมตฺโต สตฺตเม ทิวเส อฏฺฐสมาปตฺติโย ปญฺจาภิญฺญาโย จ อุปฺปาเทตฺวา อิทานิ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย อวสฺสโย ภวิตุํ สกฺขิสฺสามีติ อิทฺธิยา อาคนฺตฺวา จณฺฑาลคามทฺวาเร โอตริตฺวา ทิฏฺฐมงฺคลิกาย เคหทฺวารํ อคมาสิ ฯ สา ตสฺสาคมนํ สุตฺวา เคหโต นิกฺขมิตฺวา สามิ กสฺมา มํ อนาถํ กตฺวา ปพฺพชิโตสีติ ปริเทวิ ฯ อถ นํ ภทฺเท มา จินฺตยิ ตว โปราณกยสโต อิทานิ มหนฺตตรํ ยสํ กริสฺสามิ อปิจ โข ปน น มยฺหํ มาตงฺคปณฺฑิโต สามิโก มหาพฺรหฺมา เม สามิโกติ เอตฺตกํปิ ปริสมชฺเฌ วตฺตุํ สกฺขิสฺสสีติ ฯ อาม สามิ สกฺขิสฺสามีติ ฯ เตนหิ อิทานิ เต สามิโก กุหินฺติ ปุฏฺฐา พฺรหฺมโลกํ คโตติ วตฺวา กทา อาคมิสฺสตีติ วุตฺเต อิโต สตฺตเม ทิวเส ปุณฺณมายํ จนฺทํ ภินฺทิตฺวา อาคมิสฺสตีติ วเทยฺยาสีติ อาห ฯ อิติ นํ วตฺวา มหาสตฺโต หิมวนฺตเมว คโต ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกาปิ พาราณสิยํ มหาชนมชฺเฌ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ ตถา กเถสิ ฯ มหาชโน อมฺหากํ มหาพฺรหฺมา สมาโน ทิฏฺฐมงฺคลิกํ กึ น ลจฺฉติ เอวเมตํ ภวิสฺสตีติ สทฺทหติ ฯ
โพธิสตฺโตปิ ปุณฺณมีทิวเส จนฺทสฺส คคนมชฺเฌ ฐิตกาเล พฺรหฺมตฺตภาวํ มาเปตฺวา สกลกาสิกรฏฺฐํ ทฺวาทสโยชนิกํ พาราณสินครญฺจ เอโกภาสํ กตฺวา จนฺทมณฺฑลํ ภินฺทิตฺวา โอตริตฺวา พาราณสิยา อุปรูปริ ติกฺขตฺตุํ ปริพฺภมิตฺวา มหาชเนน คนฺธมาลาทีหิ ปูชิยมาโน จณฺฑาลคามกาภิมุโข อโหสิ ฯ พฺรหฺมภตฺตา สนฺนิปติตฺวา จณฺฑาลคามกํ คนฺตฺวา ทิฏฺฐมงฺคลิกาย เคหํ สุทฺธวตฺเถหิ ฉาเทตฺวา ภูมิยํ จตุชาติยคนฺเธหิ อุปลิมฺปิตฺวา ปุปฺผานิ วิกิริตฺวา ธูปํ กตฺวา เจลวิตานํ ปสาเรตฺวา มหาสยนํ ปญฺญเปตฺวา คนฺธเตลปฺปทีปํ ชาเลตฺวา ทฺวาเร รชฏปฏฺฏวณฺณวาลุกํ โอกิริตฺวา ปุปฺผานิ วิกิริตฺวา ธเช พนฺธึสุ ฯ เอวํ อลงฺกเต เคเห มหาสตฺโต โอตริตฺวา อนฺโต ปวิสิตฺวา โถกํ สยนปิฏฺเฐ นิสีทิ ฯ ตทา ทิฏฺฐมงฺคลิกา อุตุนี โหติ ฯ อถสฺสา องฺคุฏฺฐเกน นาภึ ปรามสิ ฯ กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต อามนฺเตตฺวา ภทฺเท คพฺโภ เต ปติฏฺฐิโต ตฺวํ ปุตฺตํ วิชายิสฺสสิ ตฺวํปิ ปุตฺโตปิ เต ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺตา ภวิสฺสถ ตว ปาทโธวนอุทกํ สกลชมฺพูทีปราชูนํ อภิเสโกทกํ ภวิสฺสติ นหาโนทกํ ปน เต อมโตสธํ ภวิสฺสติ เย สีเส อาสิญฺจิสฺสนฺติ เต สพฺพโรเคหิ มุจฺจิสฺสนฺติ กาฬกณฺณีหิ ปริวชฺชิสฺสนฺติ ตว ปาทปิฏฺฐิยํ สีสํ ฐเปตฺวา วนฺทนฺตา สหสฺสํ ทสฺสนฺติ โสตปเถ ฐตฺวา วนฺทนฺตา สตํ ทสฺสนฺติ จกฺขุปเถ ฐตฺวา วนฺทนฺตา เอกํ กหาปณํ ทสฺสนฺติ อปฺปมตฺตา โหหีติ ตํ โอวทิตฺวา เคหา นิกฺขมิตฺวา มหาชนสฺส ปสฺสนฺตสฺเสว อุปฺปติตฺวา จนฺทมณฺฑลํ ปาวิสิ ฯ
พฺรหฺมภตฺตา สนฺนิปติตฺวา ฐิตกาว รตฺตึ วีตินาเมตฺวา ปาโตว ทิฏฺฐมงฺคลิกํ สุวณฺณสิวิกํ อาโรเปตฺวา สีเสน อุกฺขิปิตฺวา นครํ ปวิสึสุ ฯ มหาพฺรหฺมภริยาติ นํ อุปสงฺกมิตฺวา มหาชโน คนฺธมาลาทีหิ ปูเชสิ ฯ ปาทปิฏฺเฐ สีสํ ฐเปตฺวา วนฺทิตุํ ลภนฺตา สหสฺสตฺถวิกํ เทนฺติ โสตปเถ ฐตฺวา วนฺทิตุํ ลภนฺตา สตํ เทนฺติ จกฺขุปเถ ฐตฺวา วนฺทิตุํ ลภนฺตา เอกํ กหาปณํ เทนฺติ ฯ เอวํ ทฺวาทสโยชนิกํ พาราณสิยํ ตํ คเหตฺวา วิจรนฺตา อฏฺฐารสโกฏิธนํ ลภึสุ ฯ อถ นํ นครํ ปริหริตฺวา อาเนตฺวา นครมชฺเฌ มหามณฺฑปํ กตฺวา สาณึ ปริกฺขิปิตฺวา มหาสยนํ ปญฺญเปตฺวา มหนฺเตน สิริโสภคฺเคน ตตฺถ วสาเปสุํ ฯ มณฺฑปสนฺติเกเยว สตฺตทฺวารโกฏฺฐกํ สตฺตภูมิกปาสาทํ กาตุํ อารภึสุ ฯ มหนฺตํ นวกมฺมํ อโหสิ ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกา มณฺฑเปเยว ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อถสฺส นามคหณทิวเส พฺราหฺมณา สนฺนิปติตฺวา มณฺฑเป ชาตตฺตา มณฺฑพฺยกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ ปาสาโทปิ ทสหิ มาเสหิ นิฏฺฐิโต ฯ ตโต ปฏฺฐาย สา มหนฺเตน ยเสน ตสฺมึ วสติ ฯ มณฺฑพฺยกุมาโรปิ มหนฺเตน ปริวาเรน วฑฺฒติ ฯ ตสฺส สตฺตฏฺฐวสฺสิกกาเลเยว ชมฺพูทีปตเล อุตฺตมาจริยา สนฺนิปตึสุ ฯ เต ตํ ตโย เวเท อุคฺคณฺหาเปสุํ ฯ โส โสฬสวสฺสกาลโต ปฏฺฐาย พฺราหฺมณานํ ภตฺตํ ปฏฺฐเปสิ ฯ นิวทฺธํ โสฬสพฺราหฺมณสหสฺสานิ ภุญฺชนฺติ ฯ จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก พฺราหฺมณานํ ทิยฺยติ ฯ อเถกสฺมึ มหาสมยทิวเส เคเห พหุปายาสํ ปฏิยาทาเปสิ ฯ โสฬสพฺราหฺมณสหสฺสานิ จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก นิสีทิตฺวา สุวณฺณสรเกน นวสปฺปินา ปกฺกมธุขณฺฑสกฺขราหิ จ อภิสงฺขตปายาสํ ปริภุญฺชนฺติ ฯ กุมาโรปิ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต สุวณฺณปาทุกา อารุยฺห หตฺเถน กาญฺจนทณฺฑํ คเหตฺวา อิธ สปฺปึ เทถ อิธ มธุํ เทถาติ วิจาเรนฺโต จรติ ฯ
ตสฺมึ ขเณ มาตงฺคปณฺฑิโต หิมวนฺเต อสฺสมปเท นิสินฺโน กา นุโข ทิฏฺฐมงฺคลิกาย ปุตฺตสฺส ปวุตฺตีติ โอโลเกนฺโต ตสฺส อติตฺเถ ปกฺขนฺตภาวํ ทิสฺวา อชฺเชว คนฺตฺวา มาณวํ ทเมตฺวา ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ โหติ ตตฺถ ทานํ ทาเปตฺวา อาคมิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อากาเสน อโนตตฺตทหํ คนฺตฺวา มุขโธวนาทีนิ กตฺวา มโนสิลาตเล ฐิโต ทุปฏํ นิวาเสตฺวา กายพนฺธนํ พนฺธิตฺวา ปํสุกูลํ สงฺฆาฏึ ปารุเปตฺวา มตฺติกาปตฺตํ อาทาย อากาเสนาคนฺตฺวา จตุตฺเถ ทฺวารโกฏฺฐเก ทานคฺเคเยว โอตริตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ มณฺฑโพฺย อิโตจีโตจ โอโลเกนฺโต ทูรโต ตํ ทิสฺวา เอวรูโป สงฺการยกฺขสทิโสว อยํ ปพฺพชิโต อิมํ ฐานํ อาคโต กุโต นุโข อาคจฺฉตีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสี
โอคลฺลโก ปํสุปิสาจโกว
สงฺการโจฬํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ
โก เร ตุวํ โหสิ อทกฺขิเณยฺโยติ ฯ
ตตฺถ ทุมฺมวาสีติ อนญฺชิตามณฺฑิตสํฆฏิตสํฆาฏิกปิโลติกวสโน ฯ โอคลฺลโกติ ลามโก โอลมฺพนวิลมฺพนนนฺตกสุตฺตกธโร ฯ ปํสุปิสาจโกวาติ สงฺการฏฺฐาเน ฐิโต ปิสาโจ วิย ฯ สงฺการโจฬนฺติ สงฺการฏฺฐาเน ลทฺธปิโลติกํ ฯ ปฏิมุญฺจาติ ปฏิมุญฺจิตฺวา ฯ อทกฺขิเณยฺโยติ ตฺวํ อทกฺขิเณยฺโย อิเมสํ ปรมทกฺขิเณยฺยานํ นิสินฺนฏฺฐานํ กุโต อาคโต ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต มุทุจิตฺเตเนว เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ทุติยํ คาถมาห
อนฺนํ ตวยิทํ ปกตํ ยสสฺสินํ
ตํ ขชฺชเร ภุญฺชเร ปิยฺยเร จ
ชานาสิ มํ ตฺวํ ปรทตฺตูปชีวี
อุตฺติฏฺฐปิณฺฑํ ลภตํ สปาโกติ ฯ
ตตฺถ ปกตนฺติ ปฏิยตฺตํ ฯ ยสสฺสินนฺติ ปริวารสมฺปนฺนํ ฯ ตํ ขชฺชเรติ ตํ ขชฺชนฺติเยว ภุญฺชนฺติ จ ปิวนฺติ จ กึการณา มยฺหํ กุชฺฌสิ ฯ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑนฺติ อุปติฏฺฐิตฺวา ลภิตพฺพปิณฺฑํ อุฏฺฐาย ฐิเตหิ วา ทิยฺยมานํ เหฏฺฐา ฐตฺวา ลภิตพฺพปิณฺฑํ ฯ ลภตํ สปาโกติ สปาโก จณฺฑาโลปิ ลภตุ ชาติสมฺปนฺนา หิ ยตฺถ กตฺถจิ ลภนฺติ สปากจณฺฑาลสฺส ปน โก เทติ ทุลฺลภปิณฺโฑ อหํ ตสฺมา เม ชีวิตปวตฺตนตฺถํ โภชนํ ทาเปหิ กุมาราติ ฯ
ตโต มณฺฑโพฺย คาถมาห
อนฺนํ มมยิทํ ปกตํ พฺราหฺมณานํ
อตฺตตฺถาย สทฺทหโต มมยิทํ
อเปหิ เอโต กิมิธฏฺฐิโตสิ
น มาทิสา ตุยฺหํ ททนฺติ ชมฺมาติ ฯ
ตตฺถ อตฺตตฺถายาติ อตฺตโน วุฑฺฒิอตฺถาย ฯ อเปหิ เอโตติ อิมมฺหา ฐานา อปคจฺฉ ฯ น มาทิสาติ มาทิสา ชาติสมฺปนฺนานํ อุทิจฺจพฺราหฺมณานํ ทานํ เทนฺติ น ตุยฺหํ จณฺฑาลสฺส คจฺฉ ชมฺมาติ ฯ
ตโต มหาสตฺโต คาถมาห
ถเล จ นินฺเน จ วปนฺติ พีชํ
อนูปเขตฺเต ผลมาสึสมานา
เอตาย สทฺธาย ททาหิ ทานํ
อปฺเปว อาราธเย ทกฺขิเณยฺเยติ ฯ
ตสฺสตฺโถ กุมาร สสฺสผลํ อาสึสมานา ตีสุปิ เขตฺเตสุ พีชํ วปนฺติ ตตฺถ อติวุฏฺฐิกาเล ถเล สสฺสํ สมฺปชฺชติ นินฺเน ปูติกํว โหติ อนุปเขตฺเต ปน นทิญฺจ ตฬากญฺจ นิสฺสาย กตํ โอเฆน วุยฺหติ มนฺทวุฏฺฐิกาเล ถเล เขตฺเต วิปชฺชติ นินฺเน โถกํ สมฺปชฺชติ อนุปเขตฺเต สมฺปชฺชเตว สมฺมวุฏฺฐิกาเล ถเล เขตฺเต โถกํ สมฺปชฺชติ อิตเรสุ สมฺปชฺชเตว ตสฺมา ยถา ผลมาสึสมานา ตีสุปิ เขตฺเตสุ วปนฺติ ตถา ตฺวํปิ เอตาย ผลสทฺธาย อาคตาคตานํ สพฺเพสํเยว ทานํ เทหิ อปฺเปว นาม เอวํ ททนฺโต ทกฺขิเณยฺเย อาราเธยฺยาสิ ลเภยฺยาสีติ ฯ
ตโต มณฺฑโพฺย คาถมาห
เขตฺตานิ มยฺหํ วิทิตานิ โลเก
เยสาหํ พีชานิ ปติฏฺฐเปมิ
เย พฺราหฺมณา ชาติมนฺตูปปนฺนา
ตานีธ เขตฺตานิ สุเปสลานีติ ฯ
ตตฺถ เยสาหนฺติ เยสุ อหํ ฯ ชาติมนฺตูปปนฺนาติ ชาติยา จ มนฺเตหิ จ อุปปนฺนา ฯ
ตโต มหาสตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
ชาติมโท จ อติมานิตา จ
โลโภ จ โทโส จ มโท จ โมโห
เอเต อคุณา เยสุ วสนฺติ สพฺเพ
ตานีธ เขตฺตานิ อเปสลานิ ฯ
ชาติมโท จ อติมานิตา จ
โลโภ จ โทโส จ มโท จ โมโห
เอเต อคุณา เยสุ น สนฺติ สพฺเพ
ตานีธ เขตฺตานิ สุเปสลานีติ ฯ
ตตฺถ ชาติมโทติ อหมสฺมิ ชาติสมฺปนฺโนติ เอวํ อุปฺปนฺนมโท ฯ อติมานิตาติ อญฺโญ มยา สทฺธึ ชาติอาทีหิ สทิโส นตฺถีติ อติกฺกมฺม ปวตฺตมาโน ฯ โลภาทโย ลุพฺภนทุสฺสนมชฺชนมุยฺหนมตฺตาว ฯ อเปสลานีติ เอวรูปา หิ ปุคฺคลา อาสีวิสภริตา วิย วมฺมิกา อปฺปิยสีลา โหนฺติ เอวรูปานํ ทินฺนํ น มหปฺผลํ โหติ ตสฺมา มา เอเตสํ อเปสลานํ เขตฺตภาวํ มญฺญิตฺถ น หิ ชาติมนฺตา สคฺคทายกา เย ปน ชาติมานาทิรหิตา อริยา ตานิ เขตฺตานิ สุเปสลานิ เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลํ เต สคฺคทายกา โหนฺตีติ ฯ
อิติ โส มหาสตฺเต ปุนปฺปุนํ กเถนฺเต กุชฺฌิตฺวา อยํ อติพหุํ วิลปติ กุหึ คตา อิเม โทวาริกา นยิมํ จณฺฑาลํ นีหรนฺตีติ คาถมาห
กฺวตฺถ คตา อุปโชติโย จ
อุปวชฺโฌ อถวา ภณฺฑกุจฺฉิ
อิมสฺส ทณฺฑญฺจ วธญฺจ หตฺวา
คเล คเหตฺวา คลยาถ ชมฺมนฺติ ฯ
ตตฺถ กฺวตฺถ คตาติ อิเมสุ ตีสุ ทฺวาเรสุ ฐปิตา อุปโชติโย จ อุปวชฺโฌ จ ภณฺฑกุจฺฉิ จาติ ตโย โทวาริกา กฺวตฺถ คตาติ อตฺโถ ฯ
เตปิ ตสฺส วจนํ สุตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา กึ กโรม เทวาติ อาหํสุ ฯ อยํ โว ชมฺโม จณฺฑาโล ทิฏฺโฐติ ฯ น ปสฺสาม เทวาติ ฯ กุโตจิ อาคตภาวํ น ชานาม เทวาติ ฯ โกจิ เอส มายากาโร วา วิชฺชาธรโจโร วา ภวิสฺสตีติ ฯ อิทานิ กึ ติฏฺฐถาติ ฯ กึ กโรม เทวาติ ฯ อิมสฺส มุขเมว โปเถตฺวา ภินฺทนฺตา ทณฺฑเวฬุเปสิกาหิ ปิฏฺฐิจมฺมํ อุปฺปาเทตฺวา วธญฺจ ทตฺวา คเล คเหตฺวา เอตํ ชมฺมํ คลยาถ อิโต นีหรถาติ ฯ มหาสตฺโต เตสุ อตฺตโน สนฺติกํ อนาคเตเสฺวว อุปฺปติตฺวา อากาเส ฐิโตว คาถมาห
คิรึ นเขน ขนสิ อโยทนฺเตภิ ขาทสิ
ชาตเวทํ ปทหสิ โย อิสึ ปริภาสสีติ ฯ
ตตฺถ ชาตเวทํ ปทหสีติ อคฺคึ คิลิตุํ วายมสิ ฯ
อิมญฺจ ปน คาถํ วตฺวา มหาสตฺโตปิ ปสฺสนฺตสฺเสว มาณวสฺส จ พฺราหฺมณานญฺจ ปสฺสนฺตานํ อากาเส ปกฺขนฺทิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
อิทํ วตฺวาน มาตงฺโค อิสิ สจฺจปรกฺกโม
อนฺตลิกฺขสฺมึ ปกฺกามิ พฺราหฺมณานํ อุทิกฺขตนฺติ ฯ
ตตฺถ สจฺจปรกฺกโมติ สภาวปรกฺกโม ฯ
โส ปาจีนทิสาภิมุโข คนฺตฺวา เอกาย วีถิยา โอตริตฺวา ปทวลญฺชํ ปญฺญายตูติ อธิฏฺฐาย ปาจีนทฺวารสมีเป ปิณฺฑาย จรนฺโต มิสฺสกภตฺตํ สงฺกฑฺฒิตฺวา เอกิสฺสาย สาลาย นิสีทิตฺวา มิสฺสกภตฺตํ ปริภุญฺชิ ฯ นครเทวตา อยํ อมฺหากํ อยฺยํ วิเหเฐตฺวา กเถตีติ อสหมานา อาคมึสุ ฯ อถสฺส เชฏฺฐกยกฺโข คีวํ คเหตฺวา ปริวตฺเตสิ ฯ เสสเทวตา เสสพฺราหฺมณานํ คีวํ คเหตฺวา ปริวตฺเตสุํ ฯ โพธิสตฺเต มุทุจิตฺตตาย ปน ตสฺส ปุตฺโตติ ตํ น มาเรนฺติ เกวลํ กิลเมนฺติเยว ฯ มณฺฑพฺยสฺส สีสํ ปริวตฺเตตฺวา ปิฏฺฐิปสฺสาภิมุขํ ชาตํ หตฺถปาทา อุชุกา ถทฺธาว อฏฺฐํสุ ฯ อฏฺฐีนิ กาลกตสฺเสว ปริวตฺตึสุ ฯ โส ถทฺธสรีโร นิปชฺชิ ฯ เสสพฺราหฺมณา มุเขน เขฬํ วมนฺตา อปราปรํ ปริวตฺตนฺติ ฯ อยฺเย ปุตฺตสฺส เต กึ ชาตนฺติ ทิฏฺฐมงฺคลิกาย อาโรจยึสุ ฯ สา เวเคนาคนฺตฺวา ปุตฺตํ ทิสฺวา กิเมตนฺติ วตฺวา คาถมาห
อาเวลิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ
พาหํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ
เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส
โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวนฺติ ฯ
ตตฺถ อาเวลิตนฺติ ปริวตฺติตํ ฯ
อถสฺสา ตสฺมึ ฐาเน ฐิตชโน อาโรเจตุํ คาถมาห
อิธาคมา สมโณ ทุมฺมวาสี
โอคลฺลโก ปํสุปิสาจโกว
สงฺการโจฬํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ
โส เต อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวนฺติ ฯ
สา ตํ สุตฺวาว จินฺเตสิ อญฺญสฺเสตํ พลํ นตฺถิ นิสฺสํสยํ มาตงฺคปณฺฑิโต ภวิสฺสติ สมฺปนฺนเมตฺตาภาวโน โข ปน ธีโร อิมํ เอตฺตกํ ชนํ กิลเมตฺวา คมิสฺสติ กตรํ นุโข ทิสํ คโต ภวิสฺสตีติ ฯ ตโต ปุจฺฉนฺตี คาถมาห
กตรํ ทิสํ อคมา ภูริปญฺโญ
อกฺขาถ เม มาณวา เอตมตฺถํ
คนฺตฺวาน ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยํ
อปฺเปว นํ ปุตฺตํ ลเภมุ ชีวิตนฺติ ฯ
ตตฺถ คนฺตฺวานาติ ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ฯ ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยนฺติ ตํ อจฺจยํ ปฏิกริสฺสาม เทเสสฺสาม ขมาเปสฺสาม นนฺติ ฯ ปุตฺตํ ลเภมูติ อปฺเปว นาม ปุตฺตสฺส ชีวิตํ ลเภยฺยาม ฯ
อถสฺสา ตตฺถ ฐิตา มาณวา กเถนฺตา คาถมาหํสุ
เวหาสยํ อคมา ภูริปญฺโญ
ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท
อปิจาปิ โส ปุริมํ ทิสํ อคญฺฉิ
สจฺจปฺปฏิญฺโญ อิสิ สาธุรูโปติ ฯ
ตตฺถ ปถทฺธุโนติ อากาสปถสงฺขาตสฺส อทฺธุโน มชฺเฌ ฐิโต ปณฺณรเส จนฺโท วิย ฯ อปิจาปิ โสติ อปิจ โข ปน โส ปุรตฺถิมํ ทิสํ คโต ฯ
สา เตสํ วจนํ สุตฺวา มม สามิกํ อุปธาเรสฺสามีติ สุวณฺณกลสสุวณฺณสรกานิ คาหาเปตฺวา ทาสีคณปริวุตา เตน ปทวลญฺชสฺส อธิฏฺฐิตฏฺฐานํ ปตฺวา เตนานุสาเรน คจฺฉนฺตี ตสฺมึ ปีฐิกาย นิสีทิตฺวา ภุญฺชมาเน ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวา โถกํ โอทนํ ปตฺเต ฐเปสิ ฯ ทิฏฺฐมงฺคลิกา สุวณฺณกลเสน ตสฺส อุทกํ อทาสิ ฯ โส ตตฺเถว หตฺถํ โธวิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลสิ ฯ อถ นํ สา เกน เม ปุตฺตสฺส โส วิปฺปกาโร กโตติ ปุจฺฉนฺตี คาถมาห
อาเวลิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ
พาหุํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ
เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส
โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวนฺติ ฯ
ตโต ปรา เตสํ วจนปฏิวจนคาถา นาม โหนฺติ
ยกฺขา หเว สนฺติ มหานุภาวา
อนฺวาคตา อิสโย สาธุรูปา
เต ทุฏฺฐจิตฺตํ กุปิตํ วิทิตฺวา
ยกฺขา หิ เต ปุตฺตมกํสุ เอวํ ฯ
ยกฺขา จ เม ปุตฺตมกํสุ เอวํ
ตฺวญฺเญว เม มา กุทฺโธ พฺรหฺมจารี
ตุมฺเหว ปาเท สรณํ คตาสฺมิ
อนฺวาคตา ปุตฺตโสเกน ภิกฺขุ ฯ
ตเทว หิ เอตรหิ จ มยฺหํ
มโนปโทโส น มมตฺถิ โกจิ
ปุตฺโต จ เต เวทมเทน มตฺโต
อตฺถํ น ชานาติ อธิจฺจ เวเท ฯ
อทฺธา หเว ภิกฺขุ มุหุตฺตเกน
สํมุยฺหเตว ปุริสสฺส สญฺญา
เอกาปราธํ ขม ภูริปญฺญ
น ปณฺฑิตา โกธพลา ภวนฺตีติ ฯ
ตตฺถ ยกฺขาติ นครปริคฺคาหกา ยกฺขา ฯ อนฺวาคตาติ อาคนฺตฺวา อิสโย สาธุรูปา คุณสมฺปนฺนาติ เอวํ ชานามาติ อตฺโถ ฯ เตติ เต อิสีนํ คุณํ ญตฺวา ปุตฺตํ ทุฏฺฐจิตฺตํ กุปิตจิตฺตํ วิทิตฺวา ฯ ตฺวญฺเญว เมติ สเจ ยกฺขา กุปิตา เอวมกํสุ กโรนฺตุ เทวตา นาม ปานียอุฬุงฺกมตฺเตน สนฺตปฺเปตุํ สกฺกา ตสฺมา อหนฺเตสํ น ภายามิ เกวลํ ตฺวญฺเญว เม ปุตฺตสฺส มา กุชฺฌิ ฯ อนฺวาคตาติ อาคตาสฺมิ ฯ ภิกฺขูติ มหาสตฺตํ อาลปติ ปุตฺตสฺส ชีวิตทานํ ยาจติ ฯ ตเทวาติ ทิฏฺฐมงฺคลิเก ตทา ตว ปุตฺตสฺส มม อกฺโกสนกาเลว มยฺหํ มโนปโทโส นตฺถิ เอตรหิ จ ตยิ ยาจิยมานายปิ มม ตสฺมึ มโนปโทโส นตฺถิเยว ฯ เวทมเทนาติ ตโย เวทา อุคฺคหิตาติ มเทน ฯ อธิจฺจาติ เต เวเท อุคฺคเหตฺวาปิ อตฺถานตฺถํ น ชานาติ ฯ มุหุตฺตเกนาติ ยํ กิญฺจิ อุคฺคเหตฺวา มุหุตฺเตเนว ฯ
เอวํ ตาย ขมาปิยมาโน มหาสตฺโต เตนหิ เตสํ ยกฺขานํ ปลายนตฺถาย อมโตสธํ ทสฺสามีติ วตฺวา คาถมาห
อิทญฺจ มยฺหํ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑํ
ตว มณฺฑโพฺย ภุญฺชตุ อปฺปปญฺโญ
ยกฺขา จ เต ปุตฺตํ น วิเหฐเยยฺยุํ
ปุตฺโต จ เต โหหิติ โส อโรโคติ ฯ
ตตฺถ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑนฺติ อุจฺฉิฏฺฐกปิณฺฑํ ฯ อุจฺฉิฏฺฐปิณฺฑนฺติปิ ปาโฐ ฯ
สา มหาสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา เทถ สามิ อมโตสธนฺติ สุวณฺณสรกํ อุปนาเปสิ ฯ มหาสตฺโต อุจฺฉิฏฺฐกญฺชิกภตฺตํ ตตฺถ อาสิญฺจิตฺวา ปฐมญฺเญว อิโต อุปฑฺฒํ ตว ปุตฺตสฺส มุเข โอสิญฺจาเปตฺวา เสสํ จาฏิยํ อุทเกน มิสฺเสตฺวา เสสพฺราหฺมณานํ มุเข โอสิญฺจาเปหิ สพฺเพว นีโรคา ภวิสฺสนฺตีติ วตฺวา อุปฺปติตฺวา หิมวนฺตเมว คโต ฯ สาปิ ตํ สรกํ สีเสนาทาย อมโตสธํ เม ลทฺธนฺติ วทนฺตี นิเวสนํ คนฺตฺวา ปฐมํ ปุตฺตสฺส มุเข กญฺชิกํ โอสิญฺจิ ฯ ยกฺโข ปลายิ ฯ อิตโร ปํสุํ ปุญฺฉนฺโต อุฏฺฐาย อมฺม กิเมตนฺติ อาห ฯ ตยา กตํ ตฺวเมว ชานิสฺสสิ เอหิ ตาต ตว ทกฺขิเณยฺยานํ ตํ วิปฺปการํ ปสฺสาหีติ ฯ โส เต ทิสฺวา วิปฺปฏิสารี อโหสิ ฯ อถ นํ มาตา ตาต มณฺฑพฺยกุมาร ตฺวํ พาโล ทานสฺส มหปฺผลฏฺฐานํ น ชานาสิ ทกฺขิเณยฺยา นาม เอวรูปา น โหนฺติ มาตงฺคปณฺฑิตสทิสาว โหนฺติ อิโต ปฏฺฐาย มา เอเตสํ ทุสฺสีลานํ ทานํ อทาสิ สีลวนฺตานํ เทหีติ วตฺวา อาห
มณฺฑพฺย พาโลสิ ปริตฺตปญฺโญ
โย ปุญฺญเขตฺตานํ อโกวิโทสิ
มหกฺกสาเวสุ ททาสิ ทานํ
กิลิฏฺฐกมฺเมสุ อสญฺญเตสุ ฯ
ชฏา จ เกสา อชินา นิวตฺถา
ชรูทปานํว มุขํ ปรุฬฺหํ
ปชํ อิมํ ปสฺสถ ทุมฺมรูปินํ
ชฏาชินํ น ตายเต อปฺปปญฺญํ ฯ
เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา
ขีณาสวา อรหนฺโต เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ
ตตฺถ มหกฺกสาเวสูติ มหากสาเวสุ มหนฺเตหิ ราคกสาวาทีหิ สมนฺนาคเตสุ ฯ ชฏา จ เกสาติ ตาต มณฺฑพฺย ตว ทกฺขิเณยฺเยสุ เอกจฺจานํ เกสา ชฏา กตฺวา พนฺธา ฯ อชินา นิวตฺถาติ สขุรานิ อชินจมฺมานิ นิวตฺถา ฯ ชรูทปานํวาติ ติณคหเนน ชิณฺณกูโป วิย มุขํ ทีฆมสฺสุตาย ปรุฬฺหํ ฯ ปชํ อิมนฺติ อิมํ เอวรูปํ อนญฺชิตมณฺฑิตลูขเวสํ ปชํ ปสฺส ฯ ชฏาชินนฺติ เอวรูปํ ชฏาชินํ อิมํ อปฺปปญฺญํ ปชํ ตายิตุํ น สกฺโกติ สีลญาณตโปกมฺมาเนว อิเมสํ สตฺตานํ ปติฏฺฐานิ โหนฺติ ฯ เยสนฺติ ยสฺมา เยสํ เอเต รญฺชนทุสฺสนมุยฺหนสภาวา ราคาทโย อฏฺฐวตฺถุกา จ อวิชฺชา วิราชิตา วิคตา วิคตตฺตาเยว จ เอเตสํ กิเลสานํ เย ขีณาสวา อรหนฺโต เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
ตสฺมา ตฺวํ ตาต อิโต ปฏฺฐาย เอวรูปานํ ทุสฺสีลานํ อทตฺวา โลเก อฏฺฐสมาปตฺติลาภิโน ปญฺจาภิญฺญา ธมฺมิกสมณพฺราหฺมณา จ ปจฺเจกพุทฺธา จ สนฺติ เตสํ ทานํ เทหิ เอหิ ตาต ตว กุลูปเก อมโตสธํ ปาเยตฺวา อโรเค กริสฺสามาติ วตฺวา อุจฺฉิฏฺฐกญฺชิกํ คาหาเปตฺวา อุทกจาฏิยํ ปกฺขิปิตฺวา โสฬสนฺนํ พฺราหฺมณสหสฺสานํ มุเขสุ อาสิญฺจาเปสิ ฯ เอเกโก ปํสุํ ปุญฺฉนฺโตว อุฏฺฐหิ ฯ อถ เต พฺราหฺมณา อิเมหิ จณฺฑาลุจฺฉิฏฺฐกํ ปีตนฺติ อพฺราหฺมเณ กรึสุ ฯ เต ลชฺชิตา พาราณสิโต นิกฺขมิตฺวา เมชฺฌรฏฺฐํ คนฺตฺวา เมชฺฌรญฺโญ สนฺติเก วสึสุ ฯ มณฺฑโพฺย ปน ตตฺเถว วสิ ฯ
ตทา เวตฺตวตีนครํ นิสฺสาย เวตฺตวตีนทีตีเร ชาติมนฺโต นาเมโก พฺราหฺมโณ ปพฺพชิโต ชาตึ นิสฺสาย มหนฺตํ มานํ อกาสิ ฯ มหาสตฺโต เอตสฺส มานํ ภินฺทิสฺสามีติ ตํ ฐานํ คนฺตฺวา ตสฺส สนฺติเก อุปริโสเต วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ทนฺตกฏฺฐํ ขาทิตฺวา อิทํ ชาติมนฺตสฺส ชฏาสุ ลคฺคตูติ อธิฏฺฐาย ตํ นทิยํ ปาเตสิ ฯ ตํ ตสฺส อุทกํ อาจมนฺตสฺส ชฏาสุ ลคฺคิ ฯ โส ตํ ทิสฺวาว นสฺส วสลาติ วตฺวา กุโต อยํ กาฬกณฺณิ อาคโต อุปธาเรสฺสามิ นนฺติ อุทฺธํโสตํ คจฺฉนฺโต มหาสตฺตํ ทิสฺวา กึชาติโกสีติ ปุจฺฉิ ฯ จณฺฑาโลหมสฺมีติ ฯ ตยา นทิยํ ทนฺตกฏฺฐํ ปาติตนฺติ ฯ อาม มยาติ ฯ นสฺส วสล จณฺฑาล กาฬกณฺณิ มา อิธ วสิ เหฏฺฐาโสเต วสาหีติ วตฺวา เหฏฺฐาโสเต วสนฺเตนาปิ เตน ปาติเต ทนฺตกฏฺเฐ ปฏิโสตํ อาคนฺตฺวา ชฏาสุ ลคฺคนฺเต โส นสฺส วสล สเจ อิธ วสิสฺสสิ สตฺตเม ทิวเส สตฺตธา มุทฺธา ผลิสฺสตีติ อาห ฯ มหาสตฺโต สจาหํ เอตสฺส กุชฺฌิสฺสามิ สีลํ เม อรกฺขิตํ ภวิสฺสติ อุปาเยเนวสฺส มานํ ภินฺทิสฺสามีติ สตฺต ทิวเส สุริยุคฺคมนํ นิวาเรสิ ฯ มนุสฺสา อุพฺพาฬฺหา ชาติมนฺตตาปสํ อุปสงฺกมิตฺวา ตุมฺเห ภนฺเต สุริยสฺสุคฺคนฺตุํ น เทถาติ ปุจฺฉึสุ ฯ โส อาห น เม ตํ กมฺมํ นทีตีเร ปเนโก จณฺฑาโล วสติ ตสฺเสตํ กมฺมํ ภวิสฺสตีติ ฯ มนุสฺสา มหาสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ตุมฺเห ภนฺเต สุริยสฺสุคฺคนฺตุํ น เทถาติ ปุจฺฉึสุ ฯ อามาวุโสติ ฯ กึการณาติ ฯ ตุมฺหากํ กุลูปกตาปโส มํ นิรปราธํ อภิสปิ ตสฺมึ อาคนฺตฺวา ขมาปนตฺถาย มม ปาเทสุ ปติเต สุริยํ วิสชฺเชสฺสามีติ ฯ เต คนฺตฺวา ตํ กฑฺฒนฺตา อาเนตฺวา มหาสตฺตสฺส ปาทมูเล นิปชฺชาเปตฺวา ขมาเปตฺวา อาหํสุ สุริยํ วิสชฺเชถ ภนฺเตติ ฯ น สกฺกา วิสชฺเชตุํ สจาหํ สุริยํ วิสชฺเชสฺสามิ อิมสฺส สตฺตธา มุทฺธา ผลิสฺสตีติ ฯ อถ ภนฺเต กึ กโรมาติ ฯ โส มตฺติกปิณฺฑํ อาหรถาติ อาหราเปตฺวา อิมสฺส ตาปสสฺส สีเส ฐเปตฺวา ตาปสํ โอตาเรตฺวา อุทเก ฐเปถาติ ฐปาเปตฺวา สุริยํ วิสชฺเชสิ ฯ สุริยสฺมึ หิ ปหตมตฺเต มตฺติกปิณฺโฑ สตฺตธา ภิชฺชิ ฯ ตาปโส อุทเก นิมุชฺชิ ฯ มหาสตฺโต ตํ ทเมตฺวา กุหึ นุโข ตานิ โสฬสพฺราหฺมณสหสฺสานิ วสนฺตีติ อุปธาเรนฺโต เมชฺฌรญฺโญ สนฺติเกติ ญตฺวา เต ทเมสฺสามีติ อิทฺธิยา คนฺตฺวา นครสามนฺเต โอตริตฺวา ปตฺตํ อาทาย นคเร ปิณฺฑาย จริ ฯ
พฺราหฺมณา ตํ ทิสฺวา อยํ อิธ เอกเทฺว ทิวเส วสนฺโตปิ อมฺเห อปฺปติฏฺเฐ กริสฺสตีติ เวเคน รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา มหาราช มายากาโร เอโก วิชฺชาธโร โจโร อาคโต คณฺหาเปถ นนฺติ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ มหาสตฺโต มิสฺสกภตฺตํ อาทาย อญฺญตรํ กุฑฺฑํ นิสฺสาย ปีฐิกาย นิสินฺโน ภุญฺชติ ฯ อถ นํ อญฺญาวิหิตกํ อาหารํ ปริภุญฺชมานเมว รญฺญา ปหิตปุริสา อสินา คีวํ ปหริตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสุํ ฯ โส กาลํ กตฺวา พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติ ฯ อิมสฺมึ กิร ชาตเก โพธิสตฺโต โกณฺฑทมโก อโหสิ ฯ โส เตเนว ปรนิยุตฺตภาเวเนว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ เทวตา กุชฺฌิตฺวา สกลเมชฺฌรฏฺเฐ อุณฺหํ กุกฺกุลวสฺสํ วสฺสาเปตฺวา รฏฺฐมรฏฺฐมกํสุ ฯ เตน วุตฺตํ
อุปหจฺจมาโน เมชฺฌา มาตงฺคสฺมึ ยสสฺสิเน
สปาริสชฺโช อุจฺฉินฺโน เมชฺฌรญฺญํ ตทา อหูติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น อิทาเนว ปุพฺเพปิ อุเทโน ปพฺพชิเต วิเหเฐติเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มณฺฑโพฺย อุเทโน อโหสิ มาตงฺคปณฺฑิโต ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ
มาตงฺคชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ปฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗