สีวิราชชาดก
ว่าด้วยการให้ดวงตาเป็นทาน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๖๖ · บรรทัด ๘๑๕๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอสทิสทาน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทูเร จ วสํ เถโร วดังนี้.
เรื่องปัจจุบันนิทานนั้น ได้กล่าวไว้พิสดารแล้ว ในสีวิราชชาดก ในอัฎฐกนิบาตนั้นเอง.
ก็ในกาลนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงถวายบริขารครบทุกอย่างในวันที่ ๗ แล้วทูลขออนุโมทนา. พระศาสดาไม่ได้ตรัสอะไรเลย เสด็จหลีกไปแล้ว. พระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว เสด็จไปยังพระวิหาร ทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงทำอนุโมทนา พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร เพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระคาถาว่า น หเว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ เป็นต้นแปลว่า คนตระหนี่ทั้งหลาย ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย ดังนี้. พระราชาทรงเลื่อมใส ทรงบูชาพระตถาคตด้วยผ้าอุตราสงค์ สีเวยยกพัสตร์มีราคาแสนหนึ่งแล้วเสด็จกลับพระนคร. ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศลราชทรงถวายอสทิสทาน แล้วยังไม่อิ่มด้วยการถวายทานแม้ขนาดนั้น เมื่อพระทศพลทรงแสดงธรรมแล้ว ได้ถวายผ้าสีเวยยกพัสตร์อันมีค่าแสนหนึ่งอีก อาวุโสทั้งหลาย ตลอดเวลาที่ท้าวเธอทรงถวายทาน ยังไม่รู้สึกอิ่มพระทัยเลย พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่า พาหิรภัณฑ์ บุคคลจะให้ได้ง่ายก็หาไม่ โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย กระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้เป็นเนินสูงแล้ว ให้ทานบริจาคทรัพย์ วันละหกแสนทุก ๆ วัน ยังไม่อิ่มด้วยพาหิรกทานเลย ผู้ให้ของรักย่อมได้ของรัก ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลาย จึงได้ควักดวงตาทั้งสองให้ทานแก่ยาจกผู้มาถึงเฉพาะหน้า แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้
ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าสีวิมหาราช เสวยราชสมบัติในอริฎฐปุรนคร แคว้นสีวีรัฐ พระมหาสัตว์เจ้าบังเกิดเป็นพระราชโอรส ของท้าวเธอ. พระประยูรญาติทั้งหลายขนานพระนามของพระกุมารนั้นว่า สีวิราชกุมาร. พระราชกุมารเจริญวัยแล้วไปยังพระนครตักกศิลา ศึกษาศิลปศาสตร์จบแล้วกลับมาแสดงศิลปศาสตร์ถวายพระชนกทอดพระเนตร จนได้รับพระราชทานยศเป็นมหาอุปราช ในเวลาต่อมา เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคตแล้วก็ได้เป็นพระราชา ละการลุอำนาจแก่อคติเสีย ไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ เสวยราชสมบัติโดยธรรม ให้สร้างศาลาโรงทานไว้ ๖ แห่งคือ ที่ประตูพระนคร ๔แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง และที่ประตูพระราชนิเวศน์อีก ๑ แห่งแล้วทรงยังมหาทานให้เป็นไป ด้วยทรงบริจาคทรัพย์วันละ ๖ แสนทุก ๆ วันและในวันอัฏฐมี จาตุททสี และปัณณรสี คือวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำท้าวเธอเสด็จลงสู่โรงทาน ตรวจตราการให้ทานเป็นราชกรณีกิจประจำ.
คราวหนึ่งเป็นวันปูรณมี ดิถีที่ ๑๕ ค่ำ เวลาเช้าพระเจ้าสีวิราชประทับเหนือราชบัลลังก์ ภายใต้สมุสสิตเศวตฉัตร ทรงรำพึงถึงทานที่พระองค์ทรงบริจาค มิได้ทอดพระเนตรเห็นพาหิรวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ชื่อว่าพระองค์ยังไม่เคยบริจาค จึงทรงพระดำริว่า พาหิรวัตถุที่ชื่อว่า เรายังไม่เคยบริจาคไม่มีเลย พาหิรกทานหาได้ยังเราให้ยินดีไม่ เราประสงค์จะให้อัชฌัตติกทานโอหนอ เวลาที่เราไปในโรงทานวันนี้ ยาจกคนใดอย่าได้ขอพาหิรวัตถุเลยพึงเอ่ยออกชื่อขอแต่อัชฌัตติกทานเถิด ก็ถ้าหากว่าใคร ๆ จะเอ่ยปากขอดวงหทัยของเราไซร้ เราจะเอาหอกแหวะอุรประเทศนำดวงหทัย ซึ่งมีหยาดโลหิตไหลอยู่ออกให้ ดุจถอนปทุมชาติทั้งก้านขึ้นจากน้ำอันใสฉะนั้น ถ้าหากว่าใครเอ่ยปากขอเนื้อในสรีรกายของเรา เราจะเถือเนื้อในสรีระให้ ดุจคนขูดจันทน์แดงด้วยศาสตราสำหรับขูดฉะนั้น ถ้าหากว่าใครเอ่ยปากขอโลหิต เราจะวิ่งเข้าไปในปากแห่งยนต์ ให้คนนำภาชนะเข้าไปรองรับจนเต็มแล้วจึงจักให้โลหิตหรือว่าถ้าใครจะพึงพูดกะเราว่า การงานในเรือนของเราไม่เรียบร้อย ท่านจงเป็นทาสทำการงานในเรือนของเราดังนี้ เราจักละเพศกษัตริย์เสีย กระทำตนให้อยู่นอกตำแหน่ง แล้วประกาศตนทำการงานของทาส ถ้าใครเอ่ยปากขอดวงตาของเรา เราจักควักดวงตาทั้งคู่ออกให้เหมือนดังควักจาวตาลฉะนั้น. ท้าวเธอทรงดำริต่อไปว่า
วัตถุทานซึ่งเป็นของมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ เรายังไม่ได้บริจาคไม่มีเลย แม้ยาจกคนใดจะพึงขอ ดวงตากะเรา เราจะไม่หวั่นไหวให้ดวงตาแก่ยาจกนั้น ทีเดียว
ดังนี้แล้ว ทรงสรงสนานด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อทรงประดับตกแต่งองค์ด้วยเครื่องสรรพอลังการ เสวยพระกระยาหารที่มีรสอันเลิศต่าง ๆ แล้วเสด็จประทับเหนือคอมงคลหัตถีอันประดับตกแต่งแล้ว ได้เสด็จไปสู่โรงทาน.
ท้าวสักกะทรงทราบอัธยาศัยของพระองค์ จึงทรงดำริว่า วันนี้พระเจ้าสีวิราชทรงพระดำริว่า จักควักดวงพระเนตรออกพระราชทานแก่ยาจกผู้มาถึงท้าวเธอจักอาจเพื่อพระราชทานหรือหาไม่หนอ เมื่อจะทดลองพระเจ้าสีวิราชจึงทรงแปลงเป็นพราหมณ์ แก่ชรา ตาบอด ในเวลาที่พระราชาเสด็จไปสู่โรงทาน ได้ไปยืนอยู่ที่เนินแห่งหนึ่ง ยื่นพระหัตถ์ออกถวายชัยมงคล. พระราชาทรงไสช้างพระที่นั่งมุ่งเข้าไปหาพราหมณ์นั้น แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ท่านพูดว่ากระไร ? ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า โลกสันนิวาลทั้งสิ้น กึกก้องด้วยเสียงแซ่ซ้องสาธุการ อาศัยพระอัธยาศัยอันน้อมไปในทานของพระองค์ ฟุ้งขจรอยู่เป็นนิตย์ ส่วนข้าพระองค์เป็นคนตาบอด พระองค์มีพระเนตรสองข้าง ดังนี้แล้ว เมื่อจะทูลขอดวงพระเนตรจึงตรัส พระคาถาที่ ๑ ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนชรา ไม่แลเห็นในที่ไกล มาเพื่อจะทูลขอพระเนตร ข้าพระพุทธเจ้ามีนัยน์ตา ข้างเดียว ข้าพระพุทธเจ้าทูลขอแล้ว ขอพระองค์ได้ โปรดพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่ง แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร ความว่า อยู่ไกลจากที่นี่. บทว่าเถโร ความว่า เป็นดุจผู้เฒ่าผู้เข้าถึงความคร่ำคร่าเพราะชรา. บทว่า เอกเนตฺตา ความว่า ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้าผู้มีนัยน์ตาข้างเดียว จักมีสองข้างได้ด้วยวิธีนี้.
พระมหาสัตว์เจ้าทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ทรงดำริว่า เรานั่งนึกอยู่ในปราสาท มาเดี๋ยวนี้ทีเดียว เป็นลาภใหญ่ของเรา มโนรถของเราจักถึงที่สุดในวันนี้ทีเดียว เราจักบริจาคทานที่ยังไม่เคยบริจาค แล้วทรงมีพระหฤทัยชื่นชมโสมนัส ตรัสพระคาถาที่ ๒ ความว่า
ดูก่อนวณิพก ใครเป็นผู้แนะนำท่านให้มาขอ ดวงตาเรา ณ ที่นี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวดวงตาใด ว่ายากที่บุรุษจะสละได้ ท่านมาขอดวงตานั้น อันเป็น อวัยวะเบื้องสูง ยากที่จะสละได้ง่าย ๆ.
ในพระคาถานั้น พระเจ้าสีวิราช ตรัสเรียกท้าวสักกเทวราชว่า "วณิพก". บทว่า จกฺขุปถานิ นี้เป็นชื่อของจักษุทั้งสองข้าง. บทว่า ยมาหุความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวดวงตาใด อันบุรุษสละได้โดยยาก.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบสัมพันธคาถาง่าย ๆ โดยนัยอันมาแล้วในพระบาลีดังต่อไปนี้ พราหมณ์ทูลตอบว่า
ในเทวโลกเขาเรียกท่านผู้ใดว่า สุชัมบดี ใน มนุษยโลกเขาเรียกท่านผู้นั้นว่า "มฆวา" ข้าพระพุทธเจ้าเป็นวณิพก ท่านผู้นั้นแนะนำให้มาขอพระเนตร ณ ที่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นวณิพก การขอของข้าพระพุทธเจ้าไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่า ขอพระองค์ทรงพระ ราชทานพระเนตรแก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้มาขอเถิด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ดวงตาใดยากที่บุรุษจะสละได้ ขอ พระองค์โปรดพระราชทานดวงเนตรนั้นที่ไม่มีสิ่งอื่น จะยิ่งกว่าแก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด. พระเจ้าสีวิราชทรงสดับแล้ว ตรัสตอบว่า ท่านมาด้วยประโยชน์อันใดปรารถนาประโยชน์ สิ่งใด ความดำริเหล่านั้น เพื่อประโยชน์นั้น ๆ ของ ท่านจงสำเร็จเถิด ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงได้ดวงตา เถิด เมื่อท่านขอข้างเดียว เราจะให้ทั้งสองข้าง ขอ ท่านจงมีจักษุด้วยจักษุของเราไปเถิด ท่านปรารถนา สิ่งใดจากเราผู้มุ่งหมายอยู่ ขอสิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วนิพฺพโก ได้แก่ ยาจก บทว่ายาจโต ความว่า แก่ข้าพระองค์ผู้มาขออยู่. บทว่า วณึ แปลว่า การขอ. บทว่า เต ความว่า ความมุ่งหมายคือความดำริเพื่อต้องการสิ่งนั้นของท่านเหล่านั้น (จงสำเร็จ).
บทว่า สจกฺขุมา ความว่า ท่านนั้นจงเป็นผู้มีจักษุด้วยจักษุของเราไปเถิด. บทว่า ยทจฺฉสิ ตฺวํ ตํ เต สมิชฺฌตุ ความว่า ท่านยังปรารถนาสิ่งใดจากสำนักของเรา ขอสิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่านเถิด.
พระราชาตรัสเพียงเท่านี้แล้วทรงพระดำริว่า การที่เราจักควักนัยน์ตาให้แก่พราหมณ์ในที่นี้ทีเดียว เป็นการไม่เหมาะสมจึงพาพราหมณ์ไปสู่ภายในพระราชฐาน แล้วประทับบนราชอาสน์ตรัสสั่งให้เรียกหมอชื่อว่าสีวิกะมาตรัสว่า เจ้าจงชําระนัยน์ตาของเราให้สะอาด. ได้มีเสียงเอิกเกริกโกลาหลเป็นอันเดียวกันทั่วทั้งพระนครว่า ได้ยินว่า พระราชาของพวกเรา มีพระราชประสงค์จะควักพระเนตรทั้งสอง พระราชทานแก่พราหมณ์ ลำดับนั้น ข้าราชการมีเสนาบดีเป็นต้น ราชวัลลภ ชาวพระนครและนางสนมทั้งหลาย มาประชุมพร้อมกันเมื่อจะกราบทูลทัดทานพระราชา ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ของ ข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์อย่าทรงพระราชทาน ดวงพระเนตรเลย อย่าทรงทอดทิ้งข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเลย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์พระราชทานทรัพย์เถิด แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ มีเป็นอันมาก ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์ จงทรงพระราชทานรถทั้งหลายที่เทียมแล้ว ม้าอาชาไนย ช้างตัวประเสริฐที่ตบแต่งแล้ว ที่อยู่และเครื่อง บริโภคที่ทำด้วยทองคำเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงทรงพระราชทานเหมือนกับชาวสิพีทั้งปวง ที่มีเครื่องใช้สอย มีรถเฝ้าแหนพระองค์อยู่โดย รอบ ทุกเมื่อฉะนั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรกฺกริ แปลว่า ทอดทิ้ง. อธิบายว่าชาวสีพีทั้งหลายพากันกราบทูล ด้วยความประสงค์อย่างเดียวเท่านั้นว่า ก็เมื่อพระองค์พระราชทานดวงพระเนตรแล้ว พระองค์จักครอบครองราชสมบัติไม่ได้ คนอื่นจักเป็นพระราชาแทน เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักชื่อว่าเป็นผู้ถูกพระองค์ทรงสละเสียแล้ว. บทว่า ปริกเรยฺยุํ แปลว่า พึงแวดล้อม.
บทว่า เอวํ เทหิ ความว่า ชาวสีพีทั้งหลายจะพึงได้เฝ้าแหนพระองค์ผู้มีพระเนตรไม่บกพร่องอยู่ตลอดกาลนาน โดยวิธีใด พระองค์จงทรงพระราชทานโดยวิธีนั้นเถิด คือพระองค์จงทรงพระราชทานแต่เพียงทรัพย์แก่พราหมณ์เท่านั้น อย่าได้ทรงพระราชทานคู่พระเนตรเลย เพราะเมื่อพระองค์ทรงพระราชทานคู่พระเนตรไปแล้ว ประชาชนชาวสีพีทั้งหลาย จักไม่ได้เฝ้าแหนพระองค์ต่อไป.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
ผู้ใดแลพูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้น เหมือนกับสวมบ่วงที่ตกลงยังพื้นดินไว้ที่คอ ผู้ใดแล พูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้นเป็นคนลามก ยิ่งกว่าผู้ที่ลามก ทั้งจะต้องเข้าถึงสถานที่ลงอาญาของ พญายม ความจริงผู้ขอได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็ควรจะ ให้สิ่งนั้นแหละ ผู้ขอยังไม่ได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็อย่า พึงให้สิ่งนั้น พราหมณ์ได้ขอสิ่งใดไว้กะเรา เราก็จัก ให้สิ่งนั้นนั่นแหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิมุญฺจติ แปลว่า สวมใส่. บทว่าปาปา ปาปตโร ความว่า ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ที่เลวทรามกว่าผู้ที่เลวทราม. บทว่า สมฺปตฺโต ยมสาธนํ ความว่า ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าถึงอุสสุทนรก อันเป็นสถานที่ลงอาญาแห่งพญายมโดยแท้. บทว่า ยํ หิ ยาเจ ความว่าพระเจ้าสีวิราชตรัสว่า ก็ยาจกขอสิ่งใด แม้ทายกก็ต้องให้สิ่งนั้นทีเดียว ก็พราหมณ์ผู้นี้ขอจักษุกะเรา หาใช่ขอทรัพย์เช่นแก้วมุกดาเป็นต้นไม่ เรานั้นจักให้จักษุแก่เขาเท่านั้น.
ลำดับนั้น เมื่ออำมาตย์ทั้งหลาย จะทูลถามท้าวเธอว่า พระองค์จะพระราชทานพระจักษุ เพราะทรงปรารถนาอะไร จึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชา พระองค์ทรง ปรารถนา พระชนมายุ วรรณะ สุขะ และพละอะไร หรือ จึงทรงพระราชทานพระเนตร พระองค์ทรงเป็น ราชาแห่งชาวสีพี ไม่มีใครประเสริฐยิ่งไปกว่า ทรง พระราชทานพระเนตร เพราะเหตุปรโลกหรืออย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรโลกเหตุ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าบุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นพระองค์ จำต้องละอิสริยยศส่วนปัจจุบันแล้ว พระราชทานดวงพระเนตร เพราะเหตุแห่งปรโลกหรืออย่างไร ?
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัสตอบอำมาตย์เหล่านั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
เราให้ดวงตาเป็นทานนั้น เพราะยศก็หาไม่ เราจะได้ปรารถนาบุตร ทรัพย์หรือแว่นแคว้น เพราะ ผลแห่งการให้ดวงตานี้ก็หาไม่ อีกประการหนึ่ง ธรรม ของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านได้ประพฤติกันมาแล้วแต่ โบราณ เพราะเหตุนี้แหละ ใจของเราจึงยินดีในทาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวาหํ ตัดบทเป็น น เว อหํ. บทว่ายสสา ความว่า เพราะเหตุแห่งยศอันเป็นทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ก็หามิได้. บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉ ความว่า ใช่ว่าเราอยากจะได้บุตร ทรัพย์สมบัติแว่นแคว้น เพราะผลแห่งการให้จักษุเป็นทานนี้ก็หามิได้ ก็แต่ว่าข้อนี้ ชื่อว่าเป็นโบราณมรรค คือเป็นการบำเพ็ญบารมี อันสัตบุรุษคือบัณฑิตได้แก่พระโพธิสัตว์ผู้สัพพัญญูสั่งสมมาดีแล้ว ด้วยว่าพระโพธิสัตว์ไม่บำเพ็ญบารมีให้เต็มแล้ว ชื่อว่าจะมีความสามารถที่จะบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์ก็หามิได้ อนึ่ง เราบำเพ็ญบารมีไว้ ก็ใคร่จะเป็นพระพุทธเจ้า. บทว่า อิจฺเจว ทาเน นิรโต มโน ความว่า เพราะเหตุนี้ใจของเราจึงได้ยินดีเฉพาะในทานบริจาค.
แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงแสดงจริยาปิฎก แก่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ เพื่อจะทรงแสดงว่า พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นเป็นที่รักกว่าดวงตาแม้ทั้งสองของเรา จึงตรัสว่า
ดวงตาทั้งสองข้างจะได้เป็นที่เกลียดชังของเราก็ หาไม่ ตนของตนเองก็หาได้เป็นที่เกลียดชังของเราไม่ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้ดวงตา.
ก็เมื่ออำมาตย์ทั้งหลาย ได้ฟังพระดำรัสของพระมหาสัตว์แล้ว ไม่อาจจะทูลทัดทาน จำต้องนิ่งเฉยอยู่ พระมหาสัตว์เจ้าได้ตรัสกำชับสีวิกแพทย์ด้วยพระคาถาว่า
ดูก่อนสีวิกะ ท่านเป็นมิตรสหายของเรา ท่าน เป็นคนศึกษามาดีแล้ว จงกระทำตามคำของเราให้ดี จงควักดวงตาทั้งสองของเราผู้ปรารถนาอยู่ แล้ววาง ลงในมือของพราหมณ์วณิพกเถิด.
พระคาถานั้นมีอรรถกถาอธิบายว่า ดูก่อนสีวกแพทย์ผู้สหาย เธอเป็นทั้งสหายและมิตรของเรา ได้ศึกษามาในศิลปะของแพทย์เป็นอย่างดีโดยแท้จงทำตามคำของเราให้สำเร็จประโยชน์ เมื่อเราปรารถนาพิจารณาแลดูนั่นแลเธอจงควักดวงตาทั้งคู่ของเราออกดังถอนหน่อตาล แล้ววางไว้ในมือของยาจกผู้นี้เถิด ดังนี้.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๒–๘๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๒๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สีวิราชชาตกํ
ทูเร จ วสํ เถโรวาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อสทิสทานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตํ อฏฺฐนิปาเต สีวิราชชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ
ตทา ปน ราชา สตฺตเม ทิวเส สพฺพปริกฺขาเร ทตฺวา อนุโมทนํ ยาจิ ฯ สตฺถา อวตฺวาว ปกฺกามิ ฯ ราชา ภุตฺตปาตราโส วิหารํ คนฺตฺวา กสฺมา ภนฺเต อนุโมทนํ น กริตฺถาติ อาห ฯ สตฺถา อปริสุทฺธา มหาราช ปริสาติ วตฺวา น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺตีติ คาถาย ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ราชา ปสีทิตฺวา สตสหสฺสคฺฆนิเกน สีเวยฺยเกน อุตฺตราสงฺเคเนว ตถาคตํ ปูเชตฺวา นครํ ปาวิสิ ฯ ปุนทิวเส ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส โกสลราชา อสทิสทานํ ทตฺวา ตาทิเสนาปิ ทาเนน อติตฺโต ทสพเลน ธมฺเม เทสิเต ปุน สตสหสฺสคฺฆนิกํ สีเวยฺยกํ วตฺถํ อทาสิ ยาว อติตฺโต วตาวุโส ทาเนน ราชาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว พาหิรภณฺฑํ นาม สุทินฺนํ โปราณกปณฺฑิตา สกลชมฺพูทีปํ อุนฺนงฺคลํ กตฺวา เทวสิกํ ฉสตสหสฺสปริจฺจาเคน ทานํ ททมานา พาหิรกทาเนน อติตฺตา ปิยสฺส ทาตา ปิยํ ลภตีติ สมฺปตฺตา ยาจกานํ อกฺขีนิ อุปฺปาเฏตฺวา อทํสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต สีวิรฏฺเฐ อริฏฺฐปุรนคเร สีวิมหาราเช รชฺชํ กาเรนฺเต มหาสตฺโต ตสฺส ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ สีวิกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา อุคฺคหิตสิปฺโป อาคนฺตฺวา ปิตุ สิปฺปํ ทสฺเสตฺวา อุปรชฺชํ ลภิตฺวา อปรภาเค ปิตุอจฺจเยน ราชา หุตฺวา อคติคมนํ ปหาย ทส ราชธมฺเม อโกเปตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต จตูสุ นครทฺวาเรสุ นครมชฺเฌ นิเวสนทฺวาเร จาติ ฉ ทานสาลาโย กาเรตฺวา เทวสิกํ ฉสตสหสฺสปริจฺจาเคน มหาทานํ ปวตฺเตสิ อฏฺฐมีจาตุทฺทสีปณฺณรสีสุ จ นิจฺจํ ทานสาลํ คนฺตฺวา ทานํ โอโลเกสิ ฯ
โส เอกทา ปุณฺณมีทิวเส ปาโตว สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺเต ราชปลฺลงฺเก นิสินฺโน อตฺตนา ทินฺนทานํ อาวชฺเชนฺโต พาหิรวตฺถุํ อตฺตนา อทินฺนํ นาม อทิสฺวา มยา พาหิรวตฺถุํ อทินฺนํ นาม นตฺถิ น มํ พาหิรทานํ โตเสติ อหํ อชฺฌตฺติกทานํ ทาตุกาโม อโห วตชฺช มม ทานสาลํ คตกาเล โกจิเทว ยาจโก พาหิรวตฺถุํ อยาจิตฺวา อชฺฌตฺติกสฺส นามํ คณฺเหยฺย สเจ หิ เม โกจิ หทยมํสสฺส นามํ คณฺเหยฺย กณเยน อุรํ ปหริตฺวา ปสนฺนอุทกโต สนาลํ ปทุมํ อุทฺธรนฺโต วิย โลหิตพินฺทูนิ ปคฺฆรนฺตํ หทยํ นีหริตฺวา ทสฺสามิ สเจ สรีรมํสสฺส นามํ คณฺเหยฺย อวเลขนสตฺถเกน เตลสิงฺคํ ลิกฺขนฺโต วิย สรีรมํสํ โอตาเรตฺวา ทสฺสามิ สเจ โลหิตสฺส นามํ คณฺเหยฺย ยนฺตมุเข ปกฺขนฺทิตฺวา อุปนีตภาชนํ ปูเรตฺวา โลหิตํ ทสฺสามิ สเจ วา ปน โกจิ เคเห เม กมฺมํ นปฺปวตฺตติ เคเห เม ทาสกมฺมํ กโรหีติ มํ วเทยฺย ราชเวสํ อปเนตฺวา พาหิรํ กตฺวา อตฺตานํ สาเวตฺวา ทาสกมฺมํ กริสฺสามิ สเจ เม โกจิ อกฺขีนํ นามํ คณฺเหยฺย ตาลมิญฺชํ นีหรนฺโต วิย อกฺขีนิ อุปฺปาเฏตฺวา ทสฺสามีติ จินฺเตสิ ฯ อิติ โส
ยํ กิญฺจิ มานุสํ ทานํ อทินฺนํ เม น วิชฺชติ
โยปิ ยาเจยฺย มํ จกฺขุํ ทเทยฺยํ อวิกมฺปิโตติ จินฺเตตฺวา โสฬสหิ คนฺโธทกฆเฏหิ นหายิตฺวา สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต นานคฺครสโภชนํ ภุญฺชิตฺวา อลงฺกตหตฺถิกฺขนฺธวรคโต ทานคฺคํ อคมาสิ ฯ
สกฺโก ตสฺส อชฺฌาสยํ วิทิตฺวา สีวิราชา อชฺช สมฺปตฺตยาจกานํ จกฺขูนิ อุปฺปาเฏตฺวา ทสฺสามีติ จินฺเตสิ สกฺขิสฺสติ นุโข ทานํ ทาตุํ อุทาหุ โนติ จินฺเตตฺวา ตสฺส วีมํสนตฺถาย ชราชิณฺณปตฺโต อนฺธพฺราหฺมโณ วิย หุตฺวา รญฺโญ ทานคฺคํ คมนกาเล เอกสฺมึ อุนฺนตปฺปเทเส หตฺถํ ปสาเรตฺวา ราชานํ ชยาเปตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ราชา ตทภิมุขํ วารณํ เปเสตฺวา พฺราหฺมณ กึ วเทสีติ ปุจฺฉิ ฯ อถ นํ สกฺโก มหาราช ตว ทานชฺฌาสยตํ นิสฺสาย สมุคฺคเตน กิตฺติโฆเสน สกลโลกสนฺนิวาโสนิรนฺตรํ ผุฏฺโฐ อหญฺจ อนฺโธ ตฺวํ ทฺวิจกฺขูติ วตฺวา จกฺขุํ ยาจนฺโต ปฐมํ คาถมาห
ทูเร จ วสํ เถโรว จกฺขุํ ยาจิตุมาคโต
เอกเนตฺตา ภวิสฺสาม จกฺขุํ เม เทหิ ยาจิโตติ ฯ
ตตฺถ ทูเรติ อิโต ทูเร จ วสนฺโต ฯ เถโรติ ชราชิณฺณตฺเถโร วิย ฯ เอกเนตฺตาติ เอกํ เนตฺตํ มยฺหํ เทหิ เอวํ เทฺวปิ เอกเนตฺตา ภวิสฺสามาติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต อิทาเนวาหํ ปาสาเท นิสินฺโน มนฺเตตฺวา อาคโต มหา เม ลาโภ อชฺเชว เม มโนรโถ มตฺถกํ ปาปุณิสฺสติ อทินฺนปุพฺพํ ทานํ ทสฺสามีติ ตุฏฺฐมานโส ทุติยํ คาถมาห
เกนานุสิฏโฐ อิธ มาคโตสิ
วนิพฺพก จกฺขุปถานิ ยาจิตุํ
สุทุจฺจชํ ยาจสิ อุตฺตมงฺคํ
ยมาหุ เนตฺตํ ปุริเสน ทุจฺจชนฺติ ฯ
ตตฺถ วนิพฺพกาติ ตํ อาลปติ ฯ จกฺขุปถานีติ จกฺขูนเมตํ นาม ฯ ยมาหูติ ยํ ปณฺฑิตา ทุจฺจชนฺติ กเถนฺติ ฯ
อิโต ปรํ อุตฺตานสมฺพนฺธคาถา ปาลินเยเนว เวทิตพฺพา
ยมาหุ เทเวสุ สุชมฺปตีติ
มฆวาติ นํ อาหุ มนุสฺสโลเก
เตนานุสิฏฺโฐ อิธ มาคโตสฺมิ
วนิพฺพโก จกฺขุปถานิ ยาจิตุํ ฯ
วนิพฺพโก มยฺห วณึ อนุตฺตรํ
ททาหิ เม จกฺขุปถานิ ยาจโต
ททาหิ เม จกฺขุปถํ อนุตฺตรํ
ยมาหุ เนตฺตํ ปุริเสน ทุจฺจชํ ฯ
เยน อตฺเถน อาคญฺฉิ ยมตฺถมภิปตฺถยํ
เต เต อิชฺฌนฺตุ สงฺกปฺปา ลภ จกฺขูนิ พฺราหฺมณ ฯ
เอกนฺเต ยาจมานสฺส อุภยานิ ททามิหํ
ส จกฺขุมา คจฺฉ ชนสฺส เปกฺขโต
ยทิจฺฉสิ ตฺวํ ตํ เต สมิชฺฌตูติ ฯ
ตตฺถ วนิพฺพโกติ ยาจโก ฯ ยาจโตติ ยาจนฺตสฺส ฯ วณินฺติ ยาจนํ ฯ เตติ เต ตว ตสฺส อตฺถสฺส สงฺกมฺปนํ สงฺกปฺปา ฯ สจกฺขุมาติ โส ตฺวํ มม จกฺขูหิ จกฺขุมา หุตฺวา ฯ ยทิจฺฉสิ ตฺวํ ตํ เต สมิชฺฌตูติ ยํ ตฺวํ มม สนฺติกา อิจฺฉสิ ตํ เต สมิชฺฌตูติ ฯ
ราชา เอตฺตกํ กเถตฺวา อิเธว มยา อกฺขีนิ อุปฺปาเฏตฺวา ทาตุํ อสารุปฺปนฺติ จินฺเตตฺวา พฺราหฺมณํ อาทาย อนฺเตปุรํ คนฺตฺวา ราชาสเน นิสีทิตฺวา สีวิกํ นาม เวชฺชํ ปกฺโกสาเปตฺวา อกฺขีนิ เม โสเธหีติ อาห ฯ อมฺหากํ กิร ราชา อกฺขีนิ อุปฺปาเฏตฺวา พฺราหฺมณสฺส ทาตุกาโมติ สกลนคเร เอกโกลาหลํ อโหสิ ฯ อถ เสนาปติอาทโย ราชวลฺลภา จ นาครา จ โอโรธา จ สพฺเพ สนฺนิปติตฺวา ราชานํ นิวาเรนฺโต ติสฺโส คาถา อโวจุํ
มา โน เทว อทา จกฺขุํ มา โน สพฺเพ ปรกฺกริ
ธนํ เทหิ มหาราช มุตฺตา เวฬุริยา พหู ฯ
ยุตฺเต เทว รเถ เทหิ อาชานีเย อลงฺกเต
นาเค เทหิ มหาราช เหมกปฺปนิวาสเส ฯ
ยถา ตํ สีวิโย สพฺเพ สโยคา สรถา สทา
สมนฺตา ปริกเรยฺยุํ เอวํ เทหิ รเถสภาติ ฯ
ตตฺถ ปรกฺกรีติ ปริจฺจชิ ฯ อกฺขีสุ หิ ทินฺเนสุ รชฺชํ ตฺวํ น กาเรสฺสสิ อญฺโญ ราชา ภวิสฺสติ เอวํ ตยา มยํ ปริจฺจตฺตา นาม ภวิสฺสามาติ อธิปฺปาเยเนว อาหํสุ ฯ ปริกเรยฺยุนฺติ ปริวาเรยฺยุํ ฯ เอวํ เทหีติ ยถา ตํ อวิกลจกฺขุํ สีวิโย จิรํ ปริวาเรยฺยุํ เอวํ เทหิ ธนเมวสฺส เทหิ มา อกฺขีนิ อกฺขีสุ หิ ทินฺเนสุ น ตํ สีวิโย ปริวาเรสฺสนฺตีติ ฯ
อถ ราชา ติสฺโส คาถา อภาสิ
โย เว ทสฺสนฺติ วตฺวาน อทาเน กุรุเต มโน
ภุมฺยํ โส ปติตํ ปาสํ คีวายํ ปฏิมุญฺจติ ฯ
โย เว ทสฺสนฺติ วตฺวาน อทาเน กุรุเต มโน
ปาปา ปาปตโร โหติ สมฺปตฺโต ยมสาธนํ ฯ
ยํ หิ ยาเจ ตํ หิ ทเท ยํ น ยาเจ น ตํ ทเท
สฺวาหํ ตเมว ทสฺสามิ ยํ มํ ยาจติ พฺราหฺมโณติ ฯ
ตตฺถ ปฏิมุญฺจตีติ ปเวเสติ ฯ ปาปา ปาปตโรติ ลามกาปิ ลามกตโร นาม โหติ ฯ สมฺปตฺโต ยมสาธนนฺติ ยมสฺส อาณาปวตฺติฏฺฐานํ อุสฺสทนิรยํ สมฺปตฺโตเยว นาม โหติ ฯ ยํ หิ ยาเจติ ยํ ยาจโก ยาเจยฺย ทายโกปิ ตเมว ทเทยฺย น อยาจิตํ อยญฺจ พฺราหฺมโณ มํ จกฺขุํ ยาจติ น มุตฺตาทิกํ ธนํ ตเทว สฺวาหํ ทสฺสามีติ วทติ ฯ
อถ นํ อมจฺจา กึ ปตฺเถตฺวา จกฺขูนิ เทสีติ ปุจฺฉนฺตา คาถมาหํสุ
อายุํ นุ วณฺณํ นุ สุขํ พลํ นุ
กึ ปตฺถยาโน นุ ชนินฺท เทสิ
กถํ หิ ราชา สิวินํ อนุตฺตโร
จกฺขูนิ ทชฺชา ปรโลกเหตูติ ฯ
ตตฺถ ปรโลกเหตูติ มหาราช กถํ นาม ตุมฺหาทิโส ปณฺฑิตปุริโส สนฺทิฏฺฐิกํ อิสฺสริยํ ปหาย ปรโลกเหตุ จกฺขูนิ ทเทยฺยาติ ฯ
อถ เนสํ กเถนฺโต ราชา คาถมาห
นวาหเมตํ ยสสา ททามิ
น ปุตฺตมิจฺเฉ น ธนํ น รฏฺฐํ
สตญฺจ ธมฺโม จริโต ปุราโณ
อิจฺเจว ทาเน นิรโต มโน มมาติ ฯ
ตตฺถ นวาหนฺติ น เว อหํ ฯ ยสสาติ ทิพฺพสฺส วา มนุสสฺส วา ยสสฺส การณา ฯ น ปุตฺตมิจฺเฉติ อิมสฺส จกฺขุทานสฺส ผเลน เนวาหํ ปุตฺตํ อิจฺฉามิ น ธนํ น รฏฺฐํ อปิจ สตํ ปณฺฑิตานํ สพฺพญฺญุโพธิสตฺตานํ เอส อาจิณฺณสมาจิณฺโณ โปราณกมคฺโค ยทิทํ ปารมีปูรณํ นาม น หิ ปารมิโย อปูเรตฺวา โพธิปลฺลงฺเก โพธิสตฺโต สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิตุํ สมตฺโถ นาม อตฺถิ อหญฺจ ปารมิโย ปูเรตฺวา พุทฺโธ ภวิตุกาโม ฯ อิจฺเจว ทาเน นิรโต มโน มมาติ อิมินา การเณน มม มโน ทาเนเยว นิรโตติ วทติ ฯ
สมฺมาสมฺพุทฺโธปิ ธมฺมเสนาปติสารีปุตฺตตฺเถรสฺส จริยาปิฏกํ เทเสนฺโต มยฺหํ ทฺวีหิปิ อกฺขีหิ สพฺพญฺญุตญาณเมว ปิยตรนฺติ ทีเปตุํ
น เม เทสฺสา อุโภ จกฺขู อตฺตานํ เม น เทสฺสิยํ
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา จกฺขุมทาสิหนฺติ อาห ฯ
มหาสตฺตสฺส ปน กถํ สุตฺวา อมจฺเจสุ อปฺปฏิภาเณสุ ฐิเตสุ มหาสตฺโต สีวิกํ เวชฺชํ คาถาย อชฺฌภาสิ
สขา จ มิตฺโต จ มม สีวิก
สุสิกฺขิโต สาธุ กโรหิ เม วโจ
อุทฺธร ตฺวํ จกฺขูนิ มม ชิคึสโต
หตฺเถสุ ฐเปหิ วนิพฺพกสฺสาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ สมฺม สีวิก ตฺวํ มยฺหํ สหาโย จ มิตฺโต จ เวชฺชสิปฺเปว สุสิกฺขิโต สาธุ เม วจนํ กโรหิ มม ชิคึเสตฺวา อุปธาเรนฺตสฺส โอโลเกนฺตสฺเสว ตาลพีชํ วิย เม อกฺขีนิ อุทฺธริตฺวา อิมสฺส ยาจกสฺส หตฺเถสุ ฐเปหีติ ฯ
อถ นํ สีวิโก อาห จกฺขุทานํ นาม ภาริยํ อุปธาเรหิ เทวาติ ฯ สีวิก อุปธาริตํ มยา ตฺวํ มา ปปญฺจํ กโรหิ มา มยา สทฺธึ พหู กเถหีติ ฯ โส จินฺเตสิ อยุตฺตํ มาทิสสฺส สุสิกฺขิตสฺส เวชฺชสฺส รญฺโญ อกฺขีสุ สตฺถปาตนนฺติ ฯ โส นานาเภสชฺชานิ ฆํสิตฺวา เภสชฺชรสจุณฺเณน นีลุปฺปลํ ปริภาเวตฺวา ทกฺขิณกฺขึ อุปสึฆาเปสิ ฯ อกฺขิ ปริวตฺติ ฯ ทุกฺขา เวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ สลฺลกฺเขหิ มหาราช ปฏิปากติกํ กรณํ มยฺหํ ภาโรติ ฯ อเปหิ ตาต มา ปปญฺจํ กรีติ ฯ โส ปริภาเวตฺวา ปุนปิ อุปสึฆาเปสิ ฯ อกฺขิ อกฺขิกูปโต มุจฺฉิ ฯ พลวตรา เวทนา อุทปาทิ ฯ สลฺลกฺเขหิ มหาราช สกฺโกมหํ ปฏิปากติกํ กาตุนฺติ ฯ อเปหิ ตาต มา ปปญฺจํ กรีติ ฯ โส ตติยวาเร ขรตรํ ปริภาเวตฺวา อุปนาเมสิ ฯ อกฺขิ โอสธพเลน ปริพฺภมิตฺวา อกฺขิกูปโต นิกฺขมิตฺวา นหารุสุตฺตเกน โอลมฺพมานํ อฏฺฐาสิ ฯ สลฺลกฺเขหิ นรินฺท ปุน ปากติกกรณํ มยฺหํ พลนฺติ ฯ ปปญฺจํ มา กรีติ ฯ อธิมตฺตา เวทนา อุทปาทิ ฯ โลหิตกํ ปคฺฆรติ นิวตฺถสาฏกานิ โลหิเตน เตมึสุ ฯ โอโรธา จ อมจฺจา จ รญฺโญ ปาทมูเล ปติตฺวา เทว อกฺขีนิ มา เทหีติ มหาปริเทวํ ปริเทวึสุ ฯ ราชา เวทนํ อธิวาเสตฺวา ตาต มา ปปญฺจํ กรีติ อาห ฯ โส สาธุ เทวาติ วามหตฺเถน อกฺขึ ธาเรตฺวา ทกฺขิณหตฺเถน สตฺถกํ อาทาย อกฺขิสุตฺตกํ ฉินฺทิตฺวา อกฺขึ คเหตฺวา มหาสตฺตสฺส หตฺเถ ฐเปสิ ฯ โส วามกฺขินา ทกฺขิณกฺขึ โอโลเกตฺวา เวทนํ อธิวาเสตฺวา เอหิ พฺราหฺมณาติ พฺราหฺมณํ ปกฺโกสิตฺวา มม อิโต อกฺขิโต สตคุเณน สหสฺสคุเณน สตสหสฺสคุเณน สพฺพญฺญุตญาณเมว ปิยตรํ ตสฺส อิทํ เม ปจฺจโย โหตูติ วตฺวา พฺราหฺมณสฺส อกฺขึ อทาสิ ฯ โส ตํ อุกฺขิปิตฺวา อตฺตโน อกฺขิมฺหิ ฐเปสิ ฯ ตํ ตสฺสานุภาเวน วิกสิตนีลุปฺปลํ วิย หุตฺวา ปติฏฺฐาสิ ฯ มหาสตฺโต วามกฺขินา ตสฺส ตํ อกฺขึ ทิสฺวา อโห สุทินฺนํ มยา อกฺขิทานนฺติ อนฺโต สมุคฺคตาย ปีติยา นิรนฺตรํ ผุฏฺโฐ หุตฺวา อิตรํปิ อกฺขึ อทาสิ ฯ สกฺโก ตมฺปิ อตฺตโน อกฺขิมฺหิ ฐเปตฺวา ราชนิเวสนา นิกฺขมิตฺวา มหาชนสฺส โอโลเกนฺตสฺเสว นครา นิกฺขมิตฺวา เทวโลกเมว คโต ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา ทิยฑฺฒคาถมาห
โจทิโต สีวิราเชน สีวิโก วจนํ กโร
รญฺโญ จกฺขูนิ อุทฺธริตฺวา พฺราหฺมณสฺสูปนามยิ
สจกฺขุโก พฺราหฺมโณ อาสิ อนฺโธ ราชา อุปาวิสีติ ฯ
รญฺโญ น จิรสฺเสว อกฺขีนิ รุหึสุ ฯ รุหมานานิ จ อาวาฏภาวํ อปฺปตฺวา กมฺพลเคณฺฑุเกน วิย อุคฺคเตน มํสปิณฺเฑน ปูเรตฺวา จิตฺตกมฺมรูปกสฺส วิย อกฺขีนิ อเหสุํ ฯ เวทนา ปจฺฉิชฺชิ ฯ อถ มหาสตฺโต กติปาหํ ปาสาเท วสิตฺวา กึ อนฺธสฺส รชฺเชนาติ อมจฺจานํ รชฺชํ นิยฺยาเทตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อมจฺเจ ปกฺโกสาเปตฺวา เตสํ ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา เอโก มุขโธวนาทิทายโก กปฺปิยการโกว มยฺหํ สนฺติเก ภวิสฺสติ สรีรกิจฺจฏฺฐาเนสุปิ เม รชฺชุกํ พนฺธถาติ วตฺวา สารถึ อามนฺเตตฺวา รถํ โยเชหีติ อาห ฯ อมจฺจา ปนสฺส รเถน คนฺตุํ อทตฺวา สุวณฺณสิวิกาย นํ เนตฺวา โปกฺขรณีตีเร นิสีทาเปตฺวา อารกฺขํ สํวิธาย ปฏิกฺกมึสุ ฯ ราชา ปลฺลงฺเก นิสินฺโน อตฺตโน ทานํ อาวชฺเชสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺกสฺส อาสนํ อุณฺหํ อโหสิ ฯ โส อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ทิสฺวา มหาราชสฺส วรํ ทตฺวา จกฺขุํ ปฏิปากติกํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตตฺถ อาคนฺตฺวา มหาสตฺตสฺส อวิทูเร อปราปรํ จงฺกมิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
ตโต โส กติปาหสฺส อุปรุเฬฺหสุ จกฺขุสุ
สุตํ อามนฺตยิ ราชา สีวีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน ฯ
โยเชหิ สารถิ ยานํ ยุตฺตญฺจ ปฏิเวทย
อุยฺยานภูมึ คจฺฉาม โปกฺขรญฺจ วนานิ จ ฯ
โส จ โปกฺขรณีตีเร ปลฺลงฺเก น อุปาวิสิ
ตสฺส สกฺโก ปาตุรหุ เทวราชา สุชมฺปตีติ ฯ
สกฺโกปิ มหาสตฺเตน ปทสทฺทํ สุตฺวา โก เอโสติ ปุฏฺโฐ คาถมาห
สกฺโกหมสฺมิ เทวินฺโท อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก
วรํ วรสฺสุ ราชิสิ ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต ราชา คาถมาห
ปหุตํ เม ธนํ สกฺก พลํ โก โสจนปฺปโก
อนฺธสฺส เม สโต ทานิ มรณญฺเญว รุจฺจตีติ ฯ
ตตฺถ มรณญฺเญว รุจฺจตีติ เทวราช อิทานิ มยฺหํ อนฺธภาเวน มรณเมว รุจฺจติ ตํ เม เทหีติ ฯ
อถ นํ สกฺโก อาห สีวิราช กึ ปน ตฺวํ มริตุกาโมว หุตฺวา มรณํ โรเจสิ อุทาหุ อนฺธภาเวนาติ ฯ อนฺธภาเวน เทวราชาติ ฯ มหาราช ทานนฺนาม น เกวลํ สมฺปรายตฺถเมว ทิยฺยติ ทิฏฺฐธมฺมิกตฺถายปิ ปจฺจโย โหติ ตฺวญฺจ เอกํ จกฺขุํ ยาจิโต เทฺว อทาสิ เตน ตฺวํ สจฺจกิริยํ กโรหีติ กถํ สมุฏฺฐเปตฺวา อาห
ยานิ สจฺจานิ ทีปทินฺท ตานิ ภาสสฺสุ ขตฺติย
สจฺจํ เต ภณมานสฺส ปุน จกฺขุ ภวิสฺสตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต สกฺก สเจปิ มม จกฺขุํ ทาตุกาโม อญฺญํ อุปายํ มา กริ มม ทานสฺส นิสฺสนฺเทน จกฺขุ อุปฺปชฺชตูติ วตฺวา สกฺเกน อหํ สกฺโก เทวราชา ปเรสํ จกฺขุํ ทาตุํ น สกฺโกมิ ตยา ทินฺนทานสฺส พเลเนว จกฺขุ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ วุตฺเต เตนหิ มยา ทานํ สุทินฺนนฺติ วตฺวา สจฺจกิริยํ กโรนฺโต คาถมาห
เย มํ ยาจิตุมายนฺติ นานาโคตฺตา วนิพฺพกา
โยปิ มํ ยาจเต จกฺขุํ โสปิ เม มนโส ปิโย
เอเตน สจฺจวชฺเชน จกฺขุ เม อุปปชฺชถาติ ฯ
ตตฺถ โสปิ เมติ เย มํ ยาจิตุํ อาคจฺฉนฺติ เต ปิยา เตสุ อาคจฺฉนฺเตสุ โย มํ ยาจติ โสปิ เม มนสา ปิโย ฯ เอเตนาติ สเจ มม สพฺเพปิ ยาจกา ปิยา สจฺจเมเวตํ มยา วุตฺตํ เอเตน เม สจฺจวจเนน เอกํ เม จกฺขุ อุปปชฺชถ อุปฺปชฺชตูติ อาห ฯ อถสฺส วจนานนฺตรเมว ปฐมํ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯ ตโต ทุติยสฺส อุปฺปชฺชนตฺถาย คาถทฺวยมาห
ยํ มํ โส ยาจิตุํ อาคา เทหิ จกฺขุนฺติ พฺราหฺมโณ
ตสฺส จกฺขูนิ ปาทาสึ พฺราหฺมณสฺส วนิพฺพโต ฯ
ภิยฺโย มํ อาวิสิ ปีติ โสมนสฺสญฺจ นปฺปกํ
เอเตน สจฺจวชฺเชน ทุติยํ เม อุปปชฺชถาติ ฯ
ตตฺถ ยํ มนฺติ โย มํ ยาจติ ฯ โสติ โส จกฺขุวิกโล พฺราหฺมโณ เทหิ เม จกฺขุนฺติ ยาจิตุํ อาคโต ฯ วนิพฺพโตติ ยาจนฺตสฺส ฯ ภิยฺโย มํ อาวิสีติ พฺราหฺมณสฺส จกฺขูนิ ทตฺวา อนฺธกาลโต ปฏฺฐาย ตสฺมึ อนฺธกาเล ตถารูปํ เวทนํ อคเณตฺวา อโห สุทินฺนํ เม ทานนฺติ ปจฺจเวกฺขนฺตํ มํ ภิยฺโย อติเรกตรา ปีติ อาวิสิ มม หทยํ ปวิฏฺฐา โสมนสฺสญฺจ มม อปริมาณํ อุปฺปชฺชติ ฯ เอเตนาติ สเจ มม ตทา อนปฺปกํ ปีติโสมนสฺสํ อุปฺปนฺนํ สจฺจเมเวตํ มยา วุตฺตํ เอเตน เม สจฺจวจเนน ทุติยํปิ จกฺขุํ อุปฺปชฺชตูติ อาห ฯ
ตํ ขณญฺเญว ทุติยํ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯ ตานิ ปนสฺส จกฺขูนิ เนว ปากติกานิ น ทิพฺพานิ สกฺกพฺราหฺมณสฺส หิ ทินฺนํ จกฺขุํ ปน ปากติกํ กาตุํ น สกฺกา อุปหตวตฺถุโน จ ทิพฺพจกฺขุ นาม นุปฺปชฺชติ ฯ ตานิ ปนสฺส สจฺจปารมิตาจกฺขูนีติ วุตฺตานิ ฯ เตสํ อุปฺปตฺติสมกาลเมว สกฺกานุภาเวน สพฺพา ราชปริสา สนฺนิปติตาว อเหสุํ ฯ อถสฺส สกฺโก มหาชนสฺส มชฺเฌเยว ถุตึ กโรนฺโต คาถทฺวยมาห
ธมฺเมน ภาสิตา คาถา สีวีนํ รฏฺฐวฑฺฒน
เอตานิ ตว เนตฺตานิ ทิพฺยานิ ปฏิทิสฺสเร ฯ
ติโรกุฑฺฑํ ติโรเสลํ สมติคฺคยฺห ปพฺพตํ
สมนฺตา โยชนสตํ ทสฺสนํ อนุโภนฺตุ เตติ ฯ
ตตฺถ ธมฺเมน ภาสิตาติ มหาราช อิมา เต คาถา ธมฺเมน สภาเวน ภาสิตา ฯ ทิพฺยานีติ ทิพฺพานุภาวยุตฺตานิ ฯ ปฏิทิสฺสเรติ ปฏิทิสฺสนฺติ ฯ ติโรกุฑฺฑนฺติ มหาราช อิมานิ เต จกฺขูนิ เทวตานํ จกฺขูนิ วิย ปรกุฑฺฑํ ปรเสลํ ยํกิญฺจิ ปพฺพตํปิ สมติคฺคยฺห อติกฺกมิตฺวา สมนฺตา ทสทิสา โยชนสตํ รูปทสฺสนํ อนุโภนฺตุ โสเธนฺตูติ อตฺโถ ฯ
อิติ โส อากาเส ฐตฺวา มหาชนสฺส มชฺเฌ อิมา คาถา ภาสิตฺวา อปฺปมตฺโต โหหีติ มหาสตฺตํ โอวทิตฺวา เทวโลกเมว คโต ฯ
มหาสตฺโตปิ มหาชนปริวุโต มหนฺเตน สกฺกาเรน นครํ ปวิสิตฺวา สุจนฺทกํ ปาสาทํ อภิรุหิ ฯ เตน จกฺขูนํ ปฏิลทฺธภาโว สกลสีวิรฏฺเฐ ปากโฏ ชาโต ฯ อถสฺส ทสฺสนตฺถํ สกลรฏฺฐวาสิโน พหุํ ปณฺณาการํ คเหตฺวา อาคมึสุ ฯ มหาสตฺโต อิมสฺมึ มหาชเน สนฺนิปติเต มม ทานํ วณฺณยิสฺสามีติ ราชทฺวาเร มหามณฺฑปํ กาเรตฺวา สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺเต ราชปลฺลงฺเก นิสินฺโน นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา สพฺพเสนิโย สนฺนิปาตาเปตฺวา อมฺโภ สีวิรฏฺฐวาสิโน อิมานิ เม ทิพฺพจกฺขูนิ ทิสฺวา อิโต ปฏฺฐาย ทานํ อทตฺวา มา ภุญฺชถาติ ธมฺมํ เทเสนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
โกนีธ วิตฺตํ น ทเทยฺย ยาจิโต
อปิ วิสิฏฺฐํ สุปิยํปิ อตฺตโน
ตทึฆ สพฺเพ สิวิโย สมาคตา
ทิพฺพานิ เนตฺตานิ มมชฺช ปสฺสถ ฯ
ติโรกุฑฺฑํ ติโรเสลํ สมติคฺคยฺห ปพฺพตํ
สมนฺตา โยชนสตํ ทสฺสนํ อนุโภนฺติ เม ฯ
น จาคมตฺตา ปรมตฺถิ (กิญฺจิ) มจฺจานํ อิธ ชีวิเต
ทตฺวาน มานุสํ จกฺขุํ ลทฺธํ (เม) จกฺขุํ อมานุสึ ฯ
เอตํปิ ทิสฺวา สีวิโย เทถ ทานานิ ภุญฺชถ
ทตฺวา จ ภุตฺวา จ ยถานุภาวํ
อนินฺทิโต สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ ฯ
ตตฺถ โกนีธาติ โก นุ อิธ ฯ อปิ วิสิฏฺฐนฺติ อุตฺตมํปิ สมานํ ฯ จาคมตฺตาติ จาคปฺปมาณโต อญฺโญ ปรมจกฺขุ นาม นตฺถิ ฯ อิธ ชีวิเตติ อิมสฺมึ ชีวโลเก ฯ อิธ ชีวิตนฺติปิ ปาโฐ ฯ อิมสฺมึ ชีวโลเก ชีวมานนฺติ อตฺโถ ฯ อมานุสินฺติ ทิพฺพจกฺขุ มยา ลทฺธํ อิมินา การเณน เวทิตพฺพเมตํ จาคโต อุตฺตมํ นาม นตฺถีติ ฯ เอตํปิ ทิสฺวาติ เอตํ มยา ลทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ ทิสฺวาปิ ฯ
อิติ อิมาหิ จตูหิ คาถาหิ ธมฺมํ เทเสตฺวา ตโต ปฏฺฐาย อนฺวฑฺฒมาสปณฺณรสอุโปสเถสุ มหาชนํ สนฺนิปาเตตฺวา นิจฺจํ อิมาหิ คาถาหิ ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ตํ สุตฺวา มหาชโน ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา เทวโลกํ ปูเรนฺโตว อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว โปราณกปณฺฑิตา พาหิรกทาเนน อสนฺตุฏฺฐา สมฺปตฺตยาจกานํ อตฺตโน จกฺขูนิ อุปฺปาเฏตฺวา อทํสูติ วตฺวา จตฺตาริ สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สีวิกเวชฺโช อานนฺโท อโหสิ สกฺโก อนุรุทฺโธ อโหสิ เสสปริสา พุทฺธปริสา สีวิราชา ปน อหเมวาติ ฯ
สีวิราชชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗