ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. หังสชาดก
ชาดกที่ ๕๐๒ · วิสตินิบาตชาดก

หังสชาดก

ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๒๔ · บรรทัด ๘๔๐๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการสละชีวิตของพระอานนทเถระนั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ ดังนี้.

ความพิสดารว่า แม้ในครั้งนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวสรรเสริญคุณของพระอานนทเถระอยู่ ณ โรงธรรมสภา พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า พหุปุตตกะ เสวยราชสมบัติอยู่่ในพระนครพาราณสี. พระนางเทวีทรงพระนามว่า เขมา ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์. กาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าบังเกิดในกำเนิดพญาหงส์ทอง มีหงส์เก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ จิตตกูฏบรรพ. แม้ในคราวนั้น พระบรมราชเทวีก็ทรงพระสุบินนิมิต โดยนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นเองจึงกราบทูลการที่จะทรงสดับธรรมเทศนาของพญาหงส์ทอง และความแพ้พระครรภ์แก่พระราชา. แม้พระราชาก็ตรัสถามเสวกามาตย์ว่า ชื่อว่าหงส์ทองมีอยู่ที่ไหน ก็แลครั้นทรงสดับว่า อยู่ที่จิตตกูฏบรรพ จึงมีพระบรมราชโองการให้ขุดสระขึ้น ขนานนามว่า เขมาโบกขรณี แล้ว เพาะพันธุ์ธัญชาติ สำหรับเป็นอาหารแห่งสุวรรณหงส์มีประการต่างๆ ให้ประกาศโฆษณาพระราชทานอภัยแก่ฝูงหงส์ทั้งหลาย ในมุมสระทั้ง ๔ แล้ว แต่งบุตรนายพรานคนหนึ่งไว้ให้คอยจับหงส์ทั้งหลาย. ก็แลอาการที่พระเจ้าพหุปุตตกะทรงแต่งตั้งนายพรานไว้ดักหงส์ก็ดี สภาวะที่นายพรานคอยต้อนหงส์ให้ลงสระนั้นก็ดี อาการที่กำหนดดักบ่วงไว้ในเวลาที่พญาหงส์ทองมา แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบก็ดี อาการที่กำหนดพระมหาสัตว์ติดบ่วงก็ดี กิริยาที่สุมุขหงส์เสนาบดี ไม่เห็นมหาสัตว์มาในฝูงหงส์ทั้ง ๓ เหล่านั้นแล้วย้อนกลับไปดูก็ดี ข้อความทั้งปวงนี้ จักมีแจ้งในมหาหังสชาดก แม้ในชาดกนี้ พระมหาสัตว์เจ้าครั้นติดบ่วงคันแร้ว จึงทอดตัวลงกับหลักบ่วงนั่นเอง ชูคอแลดูทางที่หมู่หงส์บินไป ได้เห็นสุมุขหงส์เสนาบดีบินกลับมา จึงดำริว่า ในเวลาที่สุมุขหงส์มาถึงแล้ว เราจักลองใจดู เมื่อสุมุขหงส์เสนาบดีมาถึงแล้ว จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า

ฝูงหงส์เหล่านั้น มีผิวกายอร่ามงามเรืองรอง ดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอบินหนีไป ดูก่อน สุมุขะ ท่านจงหลบหลีกไปตามใจปรารถนาเถิด. หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเราผู้ติดบ่วงไว้ผู้เดียว ไม่ ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียว จะมัวห่วงอยู่ ทำไม. ดูก่อนสุมุขะ ผู้ประเสริฐ จะมัวพะวงอยู่ทำไม ท่านควรบินหนีเอาตัวรอด เพราะความเป็นสหายใน เราผู้ติดบ่วงไม่มี ท่านหลบหลีกไปเสียเถิด อย่ายัง ความเพียรให้เสื่อมเสีย เพราะความไม่มีทุกข์เลย จง รีบบินหนีไปตามใจปรารถนาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยเมริตา ความว่า อันภัยเผชิญหน้าคือถูกภัยคุกคาม และหวั่นไหวเพราะภัย.

พระมหาสัตว์เรียกฝูงหงส์นั้นแหละ แม้ด้วยคำทั้งสองว่า หริตฺตจ เหมวณฺณ. ด้วยบทว่า กามํ นี้ พระมหาสัตว์กล่าวหมายความว่า ดูก่อนสุนทรมุขเสนาบดี ผู้มีผิวงามดังทองคำ ท่านจงหลบหลีกเอาตัวรอดไปเถิดประโยชน์อะไรด้วยการหวนย้อนกลับมาในที่นี้. บทว่า โอหาย ความว่าละทิ้งเราไว้ผู้เดียวไม่เหลียวแล บินหนีไป. บทว่า อนเปกฺขมานา ความว่าหมู่ญาติของเราแม้เหล่านั้น ไม่สนใจเหลียวแลดูเราเลย บินหนีไป บทว่าปเตว แปลว่า โดดหนีไปทีเดียว. บทว่า มา อนีฆาย ความว่า ท่านไปจากที่นี่แล้ว อย่าละเลยความเพียรเสีย เพราะเหตุที่ท่านได้เป็นผู้นิราศปราศจากทุกข์ อันจะพึงถึงนี้เลย.

ลำดับนั้น หงส์สุมุขเสนาบดี จับอยู่ที่หลังเปลือกตม กล่าวคาถาความว่า

ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์จะถูก ทุกข์ภัยครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ละทิ้งพระองค์ ไป จักเป็นหรือตาย ข้าพระพุทธเจ้า ก็จักอยู่ร่วมกับ พระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขปเรโต ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าถึงแม้พระองค์จะมีมรณทุกข์คุกคามอยู่เฉพาะหน้า ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ละทิ้งพระองค์ไปเสียแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เท่านั้น. เมื่อหงส์สุขุมเสนาบดี เปล่งสีหนาทอย่างนี้แล้ว ท้าวธตรฐมหาราช กล่าวคาถาความว่า

ดูก่อนสุมุขเสนาบดี ท่านกล่าวคำใด คำนั้น เป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่ง เราเมื่อจะทดลอง ท่านดู จึงพูดว่า จงหลบไปเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทริยสฺส ความว่า ท่านกล่าวคำใดว่าจะไม่ทิ้งเราไป คำนั้นเป็นคําดี อุดมสมเป็นคำของพระอริยเจ้า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ. บทว่า ปตฺเต ตํ ความว่า อนึ่ง เราได้กล่าวอย่างนี้ ใช่ว่ามีความประสงค์จะละทิ้งท่านก็หามิได้ ที่แท้ต้องการจะทดลองใจท่าน จึงได้แกล้งพูดคำว่า ไปเสียเถิด อธิบายว่า ได้กล่าวคำว่า ท่านจงบินไปเสีย.

เมื่อหงส์ทั้งสองเหล่านั้น กำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง บุตรของนายพรานถือไม้วิ่งมาโดยเร็ว. สุมุขเสนาบดี จึงพูดปลอบใจท้าวธตรฐมหาราชพลางผินหน้าไปหานายพราน บินไปทำความเคารพ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของพญาหงส์. ทันใดนั้นเอง บุตรนายพรานได้มีจิตอ่อนลง หงส์สุมุขเสนาบดีรู้ว่า บุตรนายพรานมีจิตอ่อนลงแล้ว จึงบินกลับไปยืนปลอบใจพญาหงส์อยู่. ฝ่ายบุตรนายพราน เข้าไปหาพญาหงส์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษีทิชากร สัญจรไปในอากาศ ย่อมบินไปสู่ทาง โดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรงทราบบ่วงแต่ที่ไกล ดอกหรือ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปเทน ปทํ ความว่า ดูก่อนมหาราชทิชาชาติ สัญจรไปในอากาศเช่นท่าน ย่อมนำทางในอากาศ อันมิใช่ทางบินไปได้. บทว่า น พุชฺฌิ ความว่า บุตรนายพรานถามว่า ท่านมีสภาพเห็นปานนี้ ไยจึงไม่เฉลียวใจ คือไม่รู้ว่ามีบ่วงนี้แต่ที่ไกลเล่า. พระมหาสัตว์ตอบว่า.

คราวใดจะมีความเสื่อม คราวนั้นเมื่อถึงคราวจะ สิ้นชีพ สัตว์แม้จะติดบ่วงติดข่าย ก็ย่อมไม่รู้สึก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา ปราภโว ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย ความเสื่อมคือความไม่เจริญ ได้แก่ความพินาศ จะมีในกาลใด กาลนั้นเมื่อถึงคราวสิ้นชีวิต แม้สัตว์จะติดข่าย ติดบ่วง ก็ย่อมจะรู้ไม่ได้.

นายพรานชื่นชมยินดีถ้อยคำของพญาหงส์ เมื่อจะสนทนากับหงส์สุมุขเสนาบดี จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า

ฝูงหงส์เหล่านั้น มีกายอร่ามงามเรืองรองดัง ทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอพากันบินหนีไป ท่านเท่านั้นมัวพะวงอยู่. หงส์เหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ก็พากันบินหนีไป มิได้มีความห่วงใยบินไปสิ้น ก็ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้น เฝ้าพะวักพะวน. หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้ว จากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ ทั้งหลายต่างพากันทอดทิ้งไป ไยเล่าท่านผู้เดียว จึง มัวพะวงอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวญฺเจนํ ความว่า นายพรานถามว่าไยท่านจึงมัวพะวงอยู่กับพญาหงส์. บทว่า อุปาสสิ แปลว่า ยังจะเข้าไปใกล้.

หงส์สุมุขเสนาบดีกล่าวว่า

หงส์ตัวนั้นเป็นราชาของเรา เป็นมิตรสหาย เสมอด้วยชีวิตของเรา เราจักไม่ทอดทิ้งท่านไป จน ตราบเท่าวันตาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว กาลสฺส ปริยายํ ความว่าดูก่อนบุตรนายพราน เราจักไม่ทอดทิ้งพญาหงส์นั้นเลย จนกว่าจะถึงที่สุดกาลสิ้นชีวิต.

นายพรานได้ฟังดังนั้น มีจิตเลื่อมใส คิดว่า ถ้าเราจักประพฤติผิดในหงส์ทองผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเหล่านั้นอย่างนี้ แม้แผ่นดินก็จะพึงให้ช่องแก่เราประโยชน์อะไรด้วยยศศักดิ์ ทรัพย์สมบัติที่เราจักได้จากสำนักพระราชา เราจักปล่อยพญาหงส์นั้นไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาความว่า

ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุแห่งสหาย เราก็จักปล่อยสหายของท่านไป ขอพญาหงส์จงไปตาม ความประสงค์ของท่านเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย จ ตฺวํ เท่ากับ โย นาม ตฺวํ แปลว่า ขึ้นชื่อว่า ท่านผู้ใด. บทว่า โส โยค อหํ แปลว่า เรานั้น. อธิบายว่า พญาหงส์นี้ จะเป็นไปตามอำนาจความประสงค์ของท่าน คือจงอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกับท่านเถิด.

ก็แล นายพรานครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลดท้าวธตรฐออกจากหลักบ่วง นำไปยังขอบสระ แก้บ่วงออกแล้วชำระล้างโลหิต ด้วยจิตอ่อนโยนไปด้วยกรุณา แล้วจัดแจงตบแต่งเส้นเอ็นเป็นต้น ให้เรียบร้อยเป็นอันดีด้วยอำนาจมุทุจิตของนายพราน และด้วยอานุภาพแห่งบารมี ที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญมา เท้าที่มีบาดแผล ก็มีหนังและขนงอกขึ้นในขณะนั้น. แม้ริ้วรอยที่บ่วงผูกพัน ก็ไม่ปรากฏ. หงส์สุมุขเสนาบดีแลดูพระโพธิสัตว์แล้วมีจิตยินดีเมื่อจะกระทำอนุโมทนา จึงกล่าวคาถาความว่า

ดูก่อนนายพราน วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็นพญาหงส์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ทิชาชาติ พ้นจากบ่วงแล้ว ย่อมชื่นชม ยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวง จงชื่น ชม ยินดี ฉันนั้นเถิด.

นายพรานได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่เจ้า เชิญท่านทั้งสองไปเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย ท่านมาดักเราเพื่อประโยชน์ของตัว หรือมาดักโดยอาณัติของผู้อื่น เมื่อนายพรานบอกเหตุนั้นแล้ว จึงไตร่ตรองทบทวนดูว่า เราจากที่นี้ไปยังจิตตกูฏบรรพตทีเดียวดีหรือว่าไปสู่พระนครดี ดังนี้แล้ว ตกลงใจว่า เมื่อเราไปพระนคร แม้บุตรนายพรานก็จะได้ทรัพย์สมบัติ แม้ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็จะระงับมิตรธรรมของสุมุขเสนาบดีก็จักปรากฏ กำลังแห่งญาณของเราก็จักปรากฏเหมือนกัน ทั้งเราจักได้สระเขมาโบกขรณี เป็นที่ให้อภัยแก่ปักษีทั้งหลายการที่เราไปสู่พระนครของพระเจ้าพาราณสีนั้นดีแน่ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกะนายพรานว่า ดูก่อนนายพราน ท่านจงเอาเราทั้งสองใส่หาบ นำไปเฝ้ายังสำนักของพระราชาเถิด ถ้าหากว่าพระราชาจะทรงพระเมตตาโปรดปล่อยพวกเราไซร้ พระองค์ก็จักโปรดปล่อยพวกเราไปเอง. นายพรานกล่าวชี้แจงว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นเจ้า ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายร้ายกาจนัก ท่านทั้งสองจงไปเสียเถิดพญาหงส์กล่าวว่า แม้นายพรานเช่นท่าน พวกเรายังทำให้ใจอ่อนลงได้ อันการที่จะให้พระราชาทรงโปรดปราน เป็นภารธุระของข้าพเจ้า สหาย จงนำพวกเราไปเฝ้าเถิด. นายพรานก็ได้ทำตามนั้นทุกประการ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นหงส์ทั้งสองเท่านั้น ก็เกิดความชื่นชมโสมนัส โปรดให้หงส์ทั้งสองพักจับอยู่ที่ตั่งทอง พระราชทานข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งให้ดื่มน้ำเจือด้วยน้ำผึ้งแล้วทรงประคองอัญชลีตรัสวิงวอนขอให้แสดงธรรมกถา พญาหงส์รู้ชัดว่า พระเจ้าพาราณสีทรงยินดีใคร่จะทรงธรรม จึงมีความยินดีไดทำปฏิสันถารขึ้นก่อน. คาถาสนทนาโต้ตอบระหว่างพญาหงส์กับพระราชา มีลำดับดังต่อไปนี้

(พญาหงส์ทูลว่า) พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคาพยาธิมิได้เบียดเบียน พระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้ สมบูรณ์ ดีหรือ พระองค์ทรงปกครองประชาราษฎรโดยธรรม หรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ เรา เกษมสำราญดี ทั้งโรคาพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมา อาณาจักรของเรานี้ ก็สมบูรณ์ดี เราปกครองราษฏร โดยธรรม. (พญาหงส์ทูลว่า) โทษผิดบางประการในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีอยู่หรือ หมู่ ศัตรูห่างไกลจากพระองค์ เหมือนเงาที่ไม่เจริญด้าน ทิศทักษิณอยู่แลหรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) โทษผิดบางประการใน หมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของเราแม้น้อยหนึ่งไม่มี เลย อนึ่ง หมู่ศัตรูก็ห่างไกลจากเรา เหมือนเงาย่อม ไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณฉะนั้น. (พญาหงส์ทูลว่า) พระมเหสีของพระองค์ มิได้ ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง ทรง ปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์อยู่ หรือประการใด. (พระราชาตรัสตอบว่า) พระมเหสีของเราเป็น เช่นนั้น ทรงเชื่อฟังมิได้คิดนอกใจ ทรงปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ เป็นที่โปรดปรานของเราอยู่. (พญาหงส์ทูลว่า) พระราชโอรสของพระองค์ มีจำนวนมาก ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดิ์ในรัฐสีมาอัน เจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยปรีชาเฉลียวฉลาด ต่างพากัน บันเทิง รื่นเริงพระทัย แต่ที่นั้น ๆ อยู่แลหรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ธตรฐ เราชื่อว่า มีบุตรมากถึง ๑๐๑ องค์ ขอท่านได้โปรด ชี้แจงกิจที่ควรแก่บุตรเหล่านั้นด้วยเถิด เธอเหล่านั้น จะไม่ดูหมิ่นโอวาทคำสั่งสอนของท่านเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีโรค. บทว่า อนามยํ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า กุสลํ นั่นแหละ. บทว่า ผีตํ ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า (พระโรคมิได้เบียดเบียนหรือ) แว่นแคว้นี้ของพระองค์กว้างขวาง มีภิกษาหาได้ง่าย ทั้งพระองค์ทรงอนุศาสน์พร่ำสอนชาวแว่นแคว้นโดยธรรมบ้างหรือ ? บทว่า โทโส แปลว่า ความผิด.

บทว่า ฉายา ทุกฺขิณโตริว ความว่า เงามีหน้าตรงต่อทิศทักษิณย่อมไม่เจริญฉันใด พวกอมิตรไพรีของพระองค์ย่อมไม่เจริญฉันนั้น หรือประการใด ? บทว่า สาทิสี ความว่า ก็พระมเหสีของพระองค์ผู้ทัดเทียมกันด้วยชาติสมบัติ โภคสมบัติ และโคตรตระกูล ประเทศเห็นปานนี้ มิได้ทรงประพฤตินอกพระทัย. บทว่า อสฺสวา แปลว่า เชื่อถ้อยฟังคำ. บทว่า ปุตฺตรูปยสูเปตา ความว่า พรักพร้อมด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ.

บทว่า ปญฺาชเวน ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระราชโอรสทรงยังปัญญา ให้แล่นไป ด้วยกำลังปัญญาแล้วสามารถเพื่อจะวินิจฉัยกิจการนั้น ๆ ได้. บทว่า สมฺโมทนฺติ ตโต ตโต ความว่า พระราชโอรสเหล่านั้นยังพากันทรงบันเทิงอยู่ในที่ประกอบกิจการนั้น ๆ หรือประการใด.

บทว่า มยา สุตา ความว่า พระราชตรัสตอบว่า โอรสทั้งหลายปรากฏแล้วเพราะเรา ทั้งโลกก็เรียกเราว่า พระเจ้าพหุปุตตกราช คือพูดกันว่าโอรสเหล่านั้นเป็นผู้มีกิตติศัพท์ฟุ้งขจรไป เพราะเราว่า อาศัยเราแพร่หลายเกิดปรากฏด้วยประการฉะนี้. บทว่า เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ ความว่า ท่านโปรดชี้แจงกิจที่ควรทำแก่โอรสเหล่านั้นของเราด้วยว่า ราชโอรสทั้งหลายจงทำสิ่งนี้ ๆ. บทว่า นาวรุชฌนฺติ นี้พระราชาตรัสโดยพระประสงค์ว่า จงให้โอวาทแก่โอรสของเราเหล่านั้น ดังนี้ทีเดียว.

พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระโอรสเหล่านั้น ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า

แม้ถ้าว่ากุลบุตรเป็นผู้เข้าถึงชาติกำเนิดหรือวินัย แต่กระทำความเพียรในภายหลัง เมื่อธุรกิจเกิดขึ้น ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย. ช่องทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิด ขึ้นอย่างใหญ่หลวง กับกุลบุตรผู้มีปัญญาง่อนแง่นนั้น กุลบุตรนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบ ๆ เหมือน ความมืดในราตรีฉะนั้น. กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็น สาระว่าเป็นสาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว ย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียว เหมือนกวาง วิ่งโลดโผนไปในซอกผา ตกจมเหวลงไปในระหว่าง ทางฉะนั้น. ถึงหากว่า นรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่ เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วย อาจาระและศีล ย่อมจะรุ่งเรือง สุกใสเหมือนกองไฟ ในยามราตรี ฉะนั้น. ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแลให้เป็นข้อเปรียบ เทียบ แล้วจงให้พระโอรสดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มี ปัญญาย่อมงอกงามขึ้น ดังพืชในนางอกงามขึ้นเพราะ น้ำฝน ฉะนั้น.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๑๔–๑๒๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๘๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

หํสชาตกํ

เอเต หํสา ปกฺกมนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อานนฺทตฺเถรสฺส ชีวิตปริจฺจาคเมว อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทาปิ หิ ธมฺมสภายํ เถรสฺส คุณกถํ กเถนฺเตสุ ภิกฺขูสุ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ อานนฺเทน มมตฺถาย ชีวิตํ ปริจฺจตฺตเมวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พหุปุตฺตโก นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ เขมา นาม เทวี ตสฺส อคฺคมเหสี อโหสิ ฯ ตทา มหาสตฺโต สุวณฺณหํสโยนิยํ นิพฺพตฺเตตฺวา นวุติหํสสหสฺสปริวุโต จิตฺตกูเฏ วสติ ฯ ตทาปิ เทวี วุตฺตนเยเนว สุปินํ ทิสฺวา รญฺโญ สุวณฺณวณฺณสฺส หํสสฺส ธมฺมเทสนาสวนญฺจ โทหลญฺจ อาโรเจสิ ฯ ราชาปิ ปุจฺฉิตฺวา สุวณฺณหํสา นาม อตฺถีติ จิตฺตกูเฏ ปพฺพเต วสนฺตีติ จ สุตฺวา เขมํ นาม สรํ กาเรตฺวา นานปฺปการานิ นิวาปธญฺญานิ โรเปตฺวา จตูสุ กณฺเณสุ เทวสิกํ อภยโฆสนํ โฆสาเปสิ เอกญฺจ ลุทฺทปุตฺตํ หํสานํ คหณตฺถาย ปโยเชสิ ฯ ตสฺส ปโยชิตากาโร จ เตน ตตฺถ สกุณานํ อุปปริกฺขิตภาโว จ สุวณฺณหํสานํ อาคตกาเล รญฺโญ อาโรเจตฺวา ปาสานํ โอฑฺฑิตนิยาโม จ มหาสตฺตสฺส ปาเส พนฺธนิยาโม จ สุมุขสฺส หํสเสนาปติโน ตีสุ หํสฆฏาสุ อาหิณฺฑิตฺวา ตํ อทิสฺวา นิวตฺตนญฺจ สพฺพํ มหาหํสชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ อิธาปิ มหาสตฺโต ยฏฺฐิปาเส พชฺฌิตฺวา ปาสยฏฺฐิยํ โอลมฺพนฺโตเยว คีวํ ปสาเรตฺวา หํสานํ คตมคฺคํ โอโลเกนฺโต สุมุขํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อาคตกาเล นํ วีมํสิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตสฺมึ อาคเต ติสฺโส คาถา อภาสิ

เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ วงฺกงฺคา ภยเมริตา

หริตจา เหมวณฺณา กามํ สุมุข ปกฺกม ฯ

โอหาย มํ ญาติคณา เอกํ ปาสวสํ คตํ

อนเปกฺขมานา คจฺฉนฺติ กึ เอโก อวหียสิ ฯ

ปเตว ปตตํ เสฏฺฐ นตฺถิ พนฺเธ สหายตา

มา อนีฆาย หาเปสิ กามํ สุมุข ปกฺกมาติ ฯ

ตตฺถ ภยเมริตาติ ภเยน อิริตา ภยตชฺชิตา ภยจลิตา จ ฯ หริตจา เหมวณฺณาติ ทฺวีหิปิ วจเนหิ ตเมวาลปติ ฯ กามนฺติ สุวณฺณวณณ สุนฺทรมุข เอกํเสน ปกฺกมาหิเยว กินฺเต อิธาคมเนนาติ วทติ ฯ โอหายาติ มํ ชหิตฺวา อุปฺปติตฺวา ฯ อนเปกฺขมานาติ เตปิ มม ญาติกา มยิ อนเปกฺขมานาว คจฺฉนฺติ ฯ ปเตวาติ อุปฺปเตว ฯ มา อนีฆายาติ อิโต คนฺตฺวา ปตฺตพฺพาย นิทฺทุกฺขภาวาย วิริยํ มา หาเปสิ ฯ

ตโต สุมุโข ปงฺกปิฏฺเฐ นิสีทิตฺวา คาถมาห

นาหํ ทุกฺขปเรโตปิ ธตรฏฺฐ ตุวํ ชเห

ชีวิตํ มรณํ วา เม ตยา สทฺธึ ภวิสฺสตีติ ฯ

ตตฺถ ทุกฺขปเรโตติ มหาราช ตฺวํ มรณทุกฺขปเรโตปิ เอตฺตเกเนว นาหนฺตํ ชหามิ ฯ เอวํ สุมุเขน สีหนาเท กเต ธตรฏฺโฐ คาถมาห

เอตทริยสฺส กลฺยาณํ ยํ ตฺวํ สุมุข ภาสสิ

ตญฺจ วีมํสมานาหํ ปตเต ๑- ตํ อวสฺสชินฺติ ฯ

ตตฺถ เอตทริยสฺสาติ ยํ ตฺวํ นาหํ ตุวํ ชเหติ ภาสสิ เอตํ อาจารสมฺปนฺนสฺส อริยสฺส กลฺยาณํ อุตฺตมวจนํ ฯ ปตเต ตนฺติ อหญฺจ น ตํ วิสชฺชิตุกาโมว เอวํ อวจํ อถโข ตํ วีมํสมาโน ปเตวาติ เอตํ วจนํ อวสชฺชึ คจฺฉาติ ตํ อโวจนฺติ อตฺโถ ฯ

เอวํ เตสํ กเถนฺตานญฺเญว ลุทฺทปุตฺโต ทณฺฑมาทาย เวเคนาคโต ฯ สุมุโข ธตรฏฺฐํ อสฺสาเสนฺโต ตสฺสาภิมุโข คนฺตฺวา อปจิตึ กตฺวา หํสรญฺโญ คุเณ กเถสิ ฯ ตาวเทว ลุทฺทปุตฺโต มุทุจิตฺโต อโหสิ ฯ โส ตสฺส มุทุจิตฺตตํ ญตฺวา ปุน คนฺตฺวา หํสราชเมว

@เชิงอรรถ: ๑ ปตาติ? อสฺสาเสนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ ลุทฺทปุตฺโตปิ หํสราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา ฉฏฺฐํ คาถมาห

อปเทน ปทํ ยาติ อนฺตลิกฺเข จโร ทิโช

ทูรา ปาสํ น พุชฺฌิ ตฺวํ หํสานํ ปวรุตฺตมาติ ฯ

ตตฺถ อปเทน ปทนฺติ มหาราช ตุมฺหาทิโส อนฺตลิกฺขจโร ทิโช อปเถ อากาเส ปถํ กตฺวา ยาติ ฯ น พุชฺฌีติ โส ตฺวํ เอวรูโป ทูรโตว อิมํ ปาสํ น พุชฺฌิ น ชานาสีติ ปุจฺฉิ ฯ

มหาสตฺโต อาห

ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย

อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌตีติ ฯ

ตตฺถ ยทา ปราภโวติ สมฺม ลุทฺทก ยทา ปราภโว อวุฑฺฒิ วินาโส สมฺปตฺโต โหติ อถ โปโส ชีวิตสงฺขเย สมฺปตฺเต ชาลญฺจ ปาสญฺจ ปตฺวาปิ น ชานาตีติ อตฺโถ ฯ

ลุทฺโท หํสรญฺโญ กถํ อภินนฺทิตฺวา สุมุเขน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ติสฺโส คาถา อภาสิ

เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ วงฺกงฺคา ภยเมริตา

หริตจา เหมวณฺณา ตฺวญฺเจนํ อวหียสิ ฯ

เอเต ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา

อนเปกฺขมานา ปกฺกมนฺติ ตฺวญฺเจเวโก อุปาสสิ ฯ

กึ นุ ตายํ ทิโช โหติ มุตฺโต พนฺธํ อุปาสสิ

โอหาย สกุณา ยนฺติ กึ เอโก อวหียสีติ ฯ

ตตฺถ ตฺวญฺเจนนฺติ ตฺวเมว โอหิยสีติ ปุจฺฉิ ฯ อุปาสสีติ ปยิรุปาสสิ ฯ

สุมุโข อาห

ราชา เม โส ทิโช มิตฺโต สขา ปาณสโม จ เม

เนว ตํ วิชหิสฺสามิ ยาว กาลสฺส ปริยายนฺติ ฯ

ตตฺถ ยาว กาลสฺส ปริยายนฺติ ลุทฺทปุตฺต ยาว ชีวิตกาลสฺส ปริยายํ ปริโยสานํ อหํ เอตํ น วิชเหสฺสามิเยว ฯ

ตํ สุตฺวา ลุทฺโท ปสนฺนจิตฺโต หุตฺวา สจาหํ เอวํ สีล- สมฺปนฺเนสุ อิเมสุ อปรชฺฌิสฺสามิ ปฐวีปิ เม วิวรํ ทเทยฺย กึ เม รญฺโญ สนฺติกา ลทฺเธน ยเสน ธเนน วิสชฺเชสฺสามิ นนฺติ จินฺเตตฺวา คาถมาห

โย จ ตฺวํ สขิโน เหตุ ปาณํ จชิตุมิจฺฉสิ

โส เต สหายํ มุญฺจามิ โหตุ ราชา ตวานุโคติ ฯ

ตตฺถ โย จ ตฺวนฺติ โย นาม ตฺวํ ฯ โสติ โส อหํ ฯ ตวานุ- โคติ เอส หํสราชา ตว วสํ อนุคโต โหติ ตยา สทฺธึ เอกฏฺ- ฐาเน วสตูติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ธตรฏฺฐํ ยฏฺฐิปาสโต โอตาเรตฺวา สรตีรํ เนตฺวา ปาสํ มุญฺจิตฺวา มุทุจิตฺเตน โลหิตํ โธวิตฺวา นหารุอาทีนิ ปฏิปาเทสิ ฯ ตสฺส มุทุจิตฺตตาย มหาสตฺตสฺส ปารมิตานํ อานุภา- เวน จ ตาวเทว ปาโท สจฺฉวิโลโม อโหสิ ฯ พนฺธนฏฺฐานํปิ น ปญฺญายติ ฯ สุมุโข โพธิสตฺตํ โอโลเกตฺวา ตุฏฺฐจิตฺโต อนุโมทนํ กโรนฺโต คาถมาห

เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ

ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา ทิชาทิปนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา ลุทฺโท คจฺฉถ สามีติ อาห ฯ อถ นํ มหาสตฺโต กึ ปน ตฺวํ สมฺม มํ อตฺตโน อตฺถาย พนฺธิ อุทาหุ อญฺญสฺส อาณตฺติยาติ ปุจฺฉิตฺวา เตน ตสฺมึ การเณ อาโรจิเต กึ นุโข เม อิโตว จิตฺตกูฏํ คนฺตุํ เสยฺโย อุทาหุ นครนฺติ วีมํสนฺโต มยิ นครํ คเต ลุทฺทปุตฺโตปิ ธนํ ลภิสฺสติ เทวิยาปิ โทหโล ปฏิปสฺสมฺภิสฺสติ สุมุขสฺส มิตฺตธมฺโม ปากโฏ ภวิสฺสติ ตถา มม ญาณพลํ เขมญฺจ สรํ อภยํ ปกฺขีนํ กตฺวา ลภิสฺสามิ ตสฺส นครเมว คนฺตุํ เสยฺโยติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา ลุทฺทก ตฺวํ อมฺเห กาเชนาทาย รญฺโญ สนฺติกํ เนหิ สเจ โน ราชา วิสชฺเชตุกาโม ภวิสฺสติ วิสชฺเชสฺสตีติ อาห ฯ ราชาโน นาม สามิ กกฺขลา คจฺฉถ ตุมฺเหติ ฯ มยํ ตาทิสํ ลุทฺทํปิ มุทุํ กริมฺหา รญฺโญ อาราธเนน อมฺหากํ ภาโร เนหิเยว โน สมฺมาติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ ราชา หํเส ทิสฺวาว โสมนสฺสชาโต หุตฺวา เทฺวปิ หํเส กญฺจนปีเฐ นิสีทาเปตฺวา มธุลาเช ขาทาเปตฺวา มธูทกํ ปาเยตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห ธมฺมกถํ อายาจิ ฯ หํสราชา ตสฺส โสตุกามตํ วิทิตฺวา ปฐมํ รตาว ปฏิสนฺถามกาสิ ฯ ตตฺรีมา หํสสฺส จ รญฺโญ จ วจน- ปฏิวจนคาถา โหนฺติ

กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ

กจฺจิ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน อนุสาสสีติ ฯ

กุสลญฺเจว เม หํส อโถ หํส อนามยํ

อโถ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน อนุสาสตีติ ฯ

กจฺจิ โภโต อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ

กจฺจิ อารา อมิตฺตา เต ฉายา ทกฺขิณโตริวาติ ฯ

อโถปิ เม อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ

อโถ อารา อมิตฺตา เม ฉายา ทกฺขิณโตริวาติ ฯ

กจฺจิ เต สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี

ปุตฺตรูปยสูเปตา ตว ฉนฺทวสานุคาติ ฯ

อโถ เม สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี

ปุตฺตรูปยสูเปตา มม ฉนฺทวสานุคาติ ฯ

กจฺจิ เต พหโว ปุตฺตา สุชาตา รฏฺฐวฑฺฒเน

ปญฺญาชเวน สมฺปนฺนา สมฺโมทนฺติ ตโต ตโตติ ฯ

สตํ เอโก จ เม ปุตฺตา ธตรฏฺฐ มยา สุตา

เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ นาวรุชฺฌนฺติ เต วโจติ ฯ

ตตฺถ กุสลนฺติ อาโรคฺยํ ฯ อนามยนฺติ อิทํ ตสฺเสว เววจนํ ฯ ผีตนฺติ กจฺจิ เต อิทํ รฏฺฐํ ผีตํ สุภิกฺขํ ธมฺเมน จ นํ อนุสาสสีติ ปุจฺฉิ ฯ โทโสติ อปราโธ ฯ ฉายา ทกฺขิณโตริวาติ ยถา นาม ทกฺขิณทิสาภิมุขี ฉายา น วฑฺฒติ เอวํ เต กจฺจิ อมิตฺตา น วฑฺฒนฺตีติ วทติ ฯ สาทิสีติ ชาติโภคอติโคตฺตกุลปเทเสหิ สมานา เอวรูปา หิ อติจารินี น โหติ ฯ อสฺสวาติ วจนปฏิคฺคาหกา ฯ ปุตฺตรูปยสูเปตาติ ปุตฺเตหิ จ รูเปน จ ยเสน จ อุเปตา ฯ ปญฺญาชเวนาติ ปญฺญาเวเคน ปญฺญํ ชวาเปตฺวา ตานิ ตานิ กิจฺจานิ ปริจฺฉินฺทิตุํ สมตฺถาติ ปุจฺฉติ ฯ สมฺโมทนฺติ ตโต ตโตติ ยตฺถ ยตฺถ นิยุตฺตา โหนฺติ ตโต ตโต สมฺโมทนฺเตว ฯ มยา สุตาติ มยา วิสฺสุตา มํ หิ โลโก พหุปุตฺตราชาติ วทติ อิติ เต มํ นิสฺสาย วิสฺสุตา ปากฏา ชาตาติ มยา สุตา นาม โหนฺตีติ วทติ ฯ เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหีติ เตสํ มม ปุตฺตานํ อิทํ นาม กโรนฺตูติ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ ฯ นาวรุชฺฌนฺตีติ น เต วจนํ อวรุชฺฌนฺติ โอวาทํ เนสํ เทหีติ อธิปฺปาเยเนวมาห ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต เตสํ โอวาทํ ททนฺโต ปญฺจ คาถา อภาสิ

อุปปนฺโนปิ เจ โหติ ชาติยา วินเยน วา

อถ ปจฺฉา กุรุเต โยคํ กิจฺเจ อาวาสุ สีทติ ฯ

ตสฺส สํหีรปญฺญสฺส วิวโร ชายเต มหา

รตฺติมนฺโธว รูปานิ ถูลานิ มนุปสฺสติ ฯ

อสาเร สารโยคญฺญู มตึ นเตฺวว วินฺทติ

สรโภว คิริทุคฺคสฺมึ อนฺตราเยว สีทติ ฯ

หีนชจฺโจปิ เจ โหติ อุฏฺฐาตา ธิติมา นโร

อาจารสีลสมฺปนฺโน นิเส อคฺคีว ภาสติ ฯ

เอตํ เว อุปมํ กตฺวา ปุตฺเต วิชฺชาสุ ฐาปย

สํวิรุฬฺเหถ เมธาวี เขตฺเต พีชํว วุฏฺฐิยาติ ฯ

ตตฺถ วินเยน วาติ อาจาเรน ฯ ปจฺฉา กุรุเต โยคนฺติ โย เจ สิกฺขิตพฺพสิกฺขาสุ ทหรกาเล โยคํ วิริยํ อกตฺวา ปจฺฉา มหลฺลก- กาเล กโรติ เอวรูโป ปจฺฉา ตถารูเป ทุกฺเข วา อาปทาสุ วา อุปฺปนฺนาสุ สีทติ อตฺตานํ อุทฺธริตุํ น สกฺโกติ ฯ ตสฺส สํหีร- ปญฺญสฺสาติ ตสฺส อสิกฺขิตตฺตา ตโต สํหริตพฺพปญฺญสฺส อนิจฺจล- พุทฺธิโน ฯ วิวโรติ โภคาทีนํ ฉิทฺทํ ปริหานีติ อตฺโถ ฯ รตฺติมนฺโธติ รตฺติอนฺโธ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา รตฺตนฺโธ รตฺตนฺธกาโณ รตฺตึ จนฺโทภาสาทีหิ ถูลรูปาเนว ปสฺสติ สุขุมานิ ปสฺสิตุํ น สกฺโกติ เอวํ อสิกฺขิโต สํหีรปญฺโญ กิสฺมิญฺจิเทว ภเย อุปฺปนฺเน สุขุมานิ กิจฺจานิ ปสฺสิตุํ น สกฺโกติ โอฬาริกาเนว ปสฺสติ ตสฺมา ตว ปุตฺเต ทหรกาเลเยว สิกฺขาเปตุํ วฏฺฏตีติ ฯ อสาเรติ นิสฺสาเร โลกายตเวทสมเย ฯ สารโยคญฺญูติ สารยุตฺโต เอส สมโยติ มญฺญมาโน ฯ มตึ นเตฺวว วินฺทตีติ พหุํปิ สิกฺขิตฺวา ปญฺญํ น ลภติเยว ฯ คิริทุคฺคสฺมินฺติ โส เอวรูโป ยถา นาม สรโภ อตฺตโน วสนฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค วิสมํ สมนฺติ มญฺญมาโน คิริทุคฺเค เวเคนาคจฺฉนฺโต นรกํ ปปาตํ ปติตฺวา อนฺตราว สีทติ อาวาสํ น ปาปุณาติ เอวเมว อสารโลกายต- เวทสมยํ สารสญฺญาย อุคฺคเหตฺวา มหาวินาสํ ปาปุณาติ ตสฺมา ตว ปุตฺเต อตฺถนิสฺสิเตสุ วุฑฺฒิอาวเหสุ กิจฺเจสุ โยเชตฺวา สิกฺขาเปหิ ฯ นิเส อคฺคีวาติ มหาราช หีนชาติโกปิ อุฏฺฐาตาทิคุณสมฺปนฺโน รตฺตึ อคฺคิกฺขนฺโธ วิย โอภาสติ ฯ เอตํ เวติ มยา วุตฺตํ รตฺตนฺธญฺจ อคฺคิกฺขนฺธญฺจ อุปมํ กตฺวา ตว ปุตฺเต วิชฺชาสุ ฐาปย สิกฺขิ- ตพฺพยุตฺตาสุ สิกฺขาสุ โยเชหิ เอวํ ยุตฺโต หิ ยถา สุเขตฺเตสุ วุฏฺฐิยา พีชํ สํวิรุหติ ตเถว เมธาวี สํวิรุหติ ยเสน จ โภเคหิ จ วฑฺฒตีติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต รญฺโญ สพฺพรตฺตึ ธมฺมํ เทเสติ ฯ เทวิยา โทหโล ปฏิปสฺสมฺภิ ฯ มหาสตฺโต อรุณุคฺคมนเวลายเมว ราชานํ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา อปฺปมาเทน โอวทิตฺวา สทฺธึ สุมุเขน อุตฺตร- สีหปญฺชเรน นิกฺขมิตฺวา จิตฺตกูฏเมว คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ อิมินา มมตฺถาย ชีวิตํ ปริจฺจตฺตเมวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ลุทฺทโก ฉนฺโน อโหสิ ราชา สารีปุตฺโต เทวี เขมา ภิกฺขุนี หํสคณา สากิยคณา อเหสุํ สุมุโข อานนฺโท อโหสิ หํสราชา ปน อหเมวาติ ฯ

หํสชาตกํ นิฏฺฐิตํ

ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๐๑. โรหนมิคชาดกชาดกถัดไป๕๐๓. สัตติคุมพชาดก