หังสชาดก
ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๒๔ · บรรทัด ๘๔๐๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการสละชีวิตของพระอานนทเถระนั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ ดังนี้.
ความพิสดารว่า แม้ในครั้งนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวสรรเสริญคุณของพระอานนทเถระอยู่ ณ โรงธรรมสภา พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า พหุปุตตกะ เสวยราชสมบัติอยู่่ในพระนครพาราณสี. พระนางเทวีทรงพระนามว่า เขมา ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์. กาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าบังเกิดในกำเนิดพญาหงส์ทอง มีหงส์เก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ จิตตกูฏบรรพ. แม้ในคราวนั้น พระบรมราชเทวีก็ทรงพระสุบินนิมิต โดยนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นเองจึงกราบทูลการที่จะทรงสดับธรรมเทศนาของพญาหงส์ทอง และความแพ้พระครรภ์แก่พระราชา. แม้พระราชาก็ตรัสถามเสวกามาตย์ว่า ชื่อว่าหงส์ทองมีอยู่ที่ไหน ก็แลครั้นทรงสดับว่า อยู่ที่จิตตกูฏบรรพ จึงมีพระบรมราชโองการให้ขุดสระขึ้น ขนานนามว่า เขมาโบกขรณี แล้ว เพาะพันธุ์ธัญชาติ สำหรับเป็นอาหารแห่งสุวรรณหงส์มีประการต่างๆ ให้ประกาศโฆษณาพระราชทานอภัยแก่ฝูงหงส์ทั้งหลาย ในมุมสระทั้ง ๔ แล้ว แต่งบุตรนายพรานคนหนึ่งไว้ให้คอยจับหงส์ทั้งหลาย. ก็แลอาการที่พระเจ้าพหุปุตตกะทรงแต่งตั้งนายพรานไว้ดักหงส์ก็ดี สภาวะที่นายพรานคอยต้อนหงส์ให้ลงสระนั้นก็ดี อาการที่กำหนดดักบ่วงไว้ในเวลาที่พญาหงส์ทองมา แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบก็ดี อาการที่กำหนดพระมหาสัตว์ติดบ่วงก็ดี กิริยาที่สุมุขหงส์เสนาบดี ไม่เห็นมหาสัตว์มาในฝูงหงส์ทั้ง ๓ เหล่านั้นแล้วย้อนกลับไปดูก็ดี ข้อความทั้งปวงนี้ จักมีแจ้งในมหาหังสชาดก แม้ในชาดกนี้ พระมหาสัตว์เจ้าครั้นติดบ่วงคันแร้ว จึงทอดตัวลงกับหลักบ่วงนั่นเอง ชูคอแลดูทางที่หมู่หงส์บินไป ได้เห็นสุมุขหงส์เสนาบดีบินกลับมา จึงดำริว่า ในเวลาที่สุมุขหงส์มาถึงแล้ว เราจักลองใจดู เมื่อสุมุขหงส์เสนาบดีมาถึงแล้ว จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ฝูงหงส์เหล่านั้น มีผิวกายอร่ามงามเรืองรอง ดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอบินหนีไป ดูก่อน สุมุขะ ท่านจงหลบหลีกไปตามใจปรารถนาเถิด. หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเราผู้ติดบ่วงไว้ผู้เดียว ไม่ ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียว จะมัวห่วงอยู่ ทำไม. ดูก่อนสุมุขะ ผู้ประเสริฐ จะมัวพะวงอยู่ทำไม ท่านควรบินหนีเอาตัวรอด เพราะความเป็นสหายใน เราผู้ติดบ่วงไม่มี ท่านหลบหลีกไปเสียเถิด อย่ายัง ความเพียรให้เสื่อมเสีย เพราะความไม่มีทุกข์เลย จง รีบบินหนีไปตามใจปรารถนาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยเมริตา ความว่า อันภัยเผชิญหน้าคือถูกภัยคุกคาม และหวั่นไหวเพราะภัย.
พระมหาสัตว์เรียกฝูงหงส์นั้นแหละ แม้ด้วยคำทั้งสองว่า หริตฺตจ เหมวณฺณ. ด้วยบทว่า กามํ นี้ พระมหาสัตว์กล่าวหมายความว่า ดูก่อนสุนทรมุขเสนาบดี ผู้มีผิวงามดังทองคำ ท่านจงหลบหลีกเอาตัวรอดไปเถิดประโยชน์อะไรด้วยการหวนย้อนกลับมาในที่นี้. บทว่า โอหาย ความว่าละทิ้งเราไว้ผู้เดียวไม่เหลียวแล บินหนีไป. บทว่า อนเปกฺขมานา ความว่าหมู่ญาติของเราแม้เหล่านั้น ไม่สนใจเหลียวแลดูเราเลย บินหนีไป บทว่าปเตว แปลว่า โดดหนีไปทีเดียว. บทว่า มา อนีฆาย ความว่า ท่านไปจากที่นี่แล้ว อย่าละเลยความเพียรเสีย เพราะเหตุที่ท่านได้เป็นผู้นิราศปราศจากทุกข์ อันจะพึงถึงนี้เลย.
ลำดับนั้น หงส์สุมุขเสนาบดี จับอยู่ที่หลังเปลือกตม กล่าวคาถาความว่า
ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์จะถูก ทุกข์ภัยครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ละทิ้งพระองค์ ไป จักเป็นหรือตาย ข้าพระพุทธเจ้า ก็จักอยู่ร่วมกับ พระองค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขปเรโต ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าถึงแม้พระองค์จะมีมรณทุกข์คุกคามอยู่เฉพาะหน้า ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ละทิ้งพระองค์ไปเสียแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เท่านั้น. เมื่อหงส์สุขุมเสนาบดี เปล่งสีหนาทอย่างนี้แล้ว ท้าวธตรฐมหาราช กล่าวคาถาความว่า
ดูก่อนสุมุขเสนาบดี ท่านกล่าวคำใด คำนั้น เป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่ง เราเมื่อจะทดลอง ท่านดู จึงพูดว่า จงหลบไปเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทริยสฺส ความว่า ท่านกล่าวคำใดว่าจะไม่ทิ้งเราไป คำนั้นเป็นคําดี อุดมสมเป็นคำของพระอริยเจ้า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ. บทว่า ปตฺเต ตํ ความว่า อนึ่ง เราได้กล่าวอย่างนี้ ใช่ว่ามีความประสงค์จะละทิ้งท่านก็หามิได้ ที่แท้ต้องการจะทดลองใจท่าน จึงได้แกล้งพูดคำว่า ไปเสียเถิด อธิบายว่า ได้กล่าวคำว่า ท่านจงบินไปเสีย.
เมื่อหงส์ทั้งสองเหล่านั้น กำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง บุตรของนายพรานถือไม้วิ่งมาโดยเร็ว. สุมุขเสนาบดี จึงพูดปลอบใจท้าวธตรฐมหาราชพลางผินหน้าไปหานายพราน บินไปทำความเคารพ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของพญาหงส์. ทันใดนั้นเอง บุตรนายพรานได้มีจิตอ่อนลง หงส์สุมุขเสนาบดีรู้ว่า บุตรนายพรานมีจิตอ่อนลงแล้ว จึงบินกลับไปยืนปลอบใจพญาหงส์อยู่. ฝ่ายบุตรนายพราน เข้าไปหาพญาหงส์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษีทิชากร สัญจรไปในอากาศ ย่อมบินไปสู่ทาง โดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรงทราบบ่วงแต่ที่ไกล ดอกหรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปเทน ปทํ ความว่า ดูก่อนมหาราชทิชาชาติ สัญจรไปในอากาศเช่นท่าน ย่อมนำทางในอากาศ อันมิใช่ทางบินไปได้. บทว่า น พุชฺฌิ ความว่า บุตรนายพรานถามว่า ท่านมีสภาพเห็นปานนี้ ไยจึงไม่เฉลียวใจ คือไม่รู้ว่ามีบ่วงนี้แต่ที่ไกลเล่า. พระมหาสัตว์ตอบว่า.
คราวใดจะมีความเสื่อม คราวนั้นเมื่อถึงคราวจะ สิ้นชีพ สัตว์แม้จะติดบ่วงติดข่าย ก็ย่อมไม่รู้สึก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา ปราภโว ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย ความเสื่อมคือความไม่เจริญ ได้แก่ความพินาศ จะมีในกาลใด กาลนั้นเมื่อถึงคราวสิ้นชีวิต แม้สัตว์จะติดข่าย ติดบ่วง ก็ย่อมจะรู้ไม่ได้.
นายพรานชื่นชมยินดีถ้อยคำของพญาหงส์ เมื่อจะสนทนากับหงส์สุมุขเสนาบดี จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ฝูงหงส์เหล่านั้น มีกายอร่ามงามเรืองรองดัง ทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอพากันบินหนีไป ท่านเท่านั้นมัวพะวงอยู่. หงส์เหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ก็พากันบินหนีไป มิได้มีความห่วงใยบินไปสิ้น ก็ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้น เฝ้าพะวักพะวน. หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้ว จากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ ทั้งหลายต่างพากันทอดทิ้งไป ไยเล่าท่านผู้เดียว จึง มัวพะวงอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวญฺเจนํ ความว่า นายพรานถามว่าไยท่านจึงมัวพะวงอยู่กับพญาหงส์. บทว่า อุปาสสิ แปลว่า ยังจะเข้าไปใกล้.
หงส์สุมุขเสนาบดีกล่าวว่า
หงส์ตัวนั้นเป็นราชาของเรา เป็นมิตรสหาย เสมอด้วยชีวิตของเรา เราจักไม่ทอดทิ้งท่านไป จน ตราบเท่าวันตาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว กาลสฺส ปริยายํ ความว่าดูก่อนบุตรนายพราน เราจักไม่ทอดทิ้งพญาหงส์นั้นเลย จนกว่าจะถึงที่สุดกาลสิ้นชีวิต.
นายพรานได้ฟังดังนั้น มีจิตเลื่อมใส คิดว่า ถ้าเราจักประพฤติผิดในหงส์ทองผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเหล่านั้นอย่างนี้ แม้แผ่นดินก็จะพึงให้ช่องแก่เราประโยชน์อะไรด้วยยศศักดิ์ ทรัพย์สมบัติที่เราจักได้จากสำนักพระราชา เราจักปล่อยพญาหงส์นั้นไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาความว่า
ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุแห่งสหาย เราก็จักปล่อยสหายของท่านไป ขอพญาหงส์จงไปตาม ความประสงค์ของท่านเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย จ ตฺวํ เท่ากับ โย นาม ตฺวํ แปลว่า ขึ้นชื่อว่า ท่านผู้ใด. บทว่า โส โยค อหํ แปลว่า เรานั้น. อธิบายว่า พญาหงส์นี้ จะเป็นไปตามอำนาจความประสงค์ของท่าน คือจงอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกับท่านเถิด.
ก็แล นายพรานครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลดท้าวธตรฐออกจากหลักบ่วง นำไปยังขอบสระ แก้บ่วงออกแล้วชำระล้างโลหิต ด้วยจิตอ่อนโยนไปด้วยกรุณา แล้วจัดแจงตบแต่งเส้นเอ็นเป็นต้น ให้เรียบร้อยเป็นอันดีด้วยอำนาจมุทุจิตของนายพราน และด้วยอานุภาพแห่งบารมี ที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญมา เท้าที่มีบาดแผล ก็มีหนังและขนงอกขึ้นในขณะนั้น. แม้ริ้วรอยที่บ่วงผูกพัน ก็ไม่ปรากฏ. หงส์สุมุขเสนาบดีแลดูพระโพธิสัตว์แล้วมีจิตยินดีเมื่อจะกระทำอนุโมทนา จึงกล่าวคาถาความว่า
ดูก่อนนายพราน วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็นพญาหงส์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ทิชาชาติ พ้นจากบ่วงแล้ว ย่อมชื่นชม ยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวง จงชื่น ชม ยินดี ฉันนั้นเถิด.
นายพรานได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่เจ้า เชิญท่านทั้งสองไปเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย ท่านมาดักเราเพื่อประโยชน์ของตัว หรือมาดักโดยอาณัติของผู้อื่น เมื่อนายพรานบอกเหตุนั้นแล้ว จึงไตร่ตรองทบทวนดูว่า เราจากที่นี้ไปยังจิตตกูฏบรรพตทีเดียวดีหรือว่าไปสู่พระนครดี ดังนี้แล้ว ตกลงใจว่า เมื่อเราไปพระนคร แม้บุตรนายพรานก็จะได้ทรัพย์สมบัติ แม้ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็จะระงับมิตรธรรมของสุมุขเสนาบดีก็จักปรากฏ กำลังแห่งญาณของเราก็จักปรากฏเหมือนกัน ทั้งเราจักได้สระเขมาโบกขรณี เป็นที่ให้อภัยแก่ปักษีทั้งหลายการที่เราไปสู่พระนครของพระเจ้าพาราณสีนั้นดีแน่ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกะนายพรานว่า ดูก่อนนายพราน ท่านจงเอาเราทั้งสองใส่หาบ นำไปเฝ้ายังสำนักของพระราชาเถิด ถ้าหากว่าพระราชาจะทรงพระเมตตาโปรดปล่อยพวกเราไซร้ พระองค์ก็จักโปรดปล่อยพวกเราไปเอง. นายพรานกล่าวชี้แจงว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นเจ้า ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายร้ายกาจนัก ท่านทั้งสองจงไปเสียเถิดพญาหงส์กล่าวว่า แม้นายพรานเช่นท่าน พวกเรายังทำให้ใจอ่อนลงได้ อันการที่จะให้พระราชาทรงโปรดปราน เป็นภารธุระของข้าพเจ้า สหาย จงนำพวกเราไปเฝ้าเถิด. นายพรานก็ได้ทำตามนั้นทุกประการ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นหงส์ทั้งสองเท่านั้น ก็เกิดความชื่นชมโสมนัส โปรดให้หงส์ทั้งสองพักจับอยู่ที่ตั่งทอง พระราชทานข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งให้ดื่มน้ำเจือด้วยน้ำผึ้งแล้วทรงประคองอัญชลีตรัสวิงวอนขอให้แสดงธรรมกถา พญาหงส์รู้ชัดว่า พระเจ้าพาราณสีทรงยินดีใคร่จะทรงธรรม จึงมีความยินดีไดทำปฏิสันถารขึ้นก่อน. คาถาสนทนาโต้ตอบระหว่างพญาหงส์กับพระราชา มีลำดับดังต่อไปนี้
(พญาหงส์ทูลว่า) พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคาพยาธิมิได้เบียดเบียน พระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้ สมบูรณ์ ดีหรือ พระองค์ทรงปกครองประชาราษฎรโดยธรรม หรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ เรา เกษมสำราญดี ทั้งโรคาพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมา อาณาจักรของเรานี้ ก็สมบูรณ์ดี เราปกครองราษฏร โดยธรรม. (พญาหงส์ทูลว่า) โทษผิดบางประการในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีอยู่หรือ หมู่ ศัตรูห่างไกลจากพระองค์ เหมือนเงาที่ไม่เจริญด้าน ทิศทักษิณอยู่แลหรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) โทษผิดบางประการใน หมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของเราแม้น้อยหนึ่งไม่มี เลย อนึ่ง หมู่ศัตรูก็ห่างไกลจากเรา เหมือนเงาย่อม ไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณฉะนั้น. (พญาหงส์ทูลว่า) พระมเหสีของพระองค์ มิได้ ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง ทรง ปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์อยู่ หรือประการใด. (พระราชาตรัสตอบว่า) พระมเหสีของเราเป็น เช่นนั้น ทรงเชื่อฟังมิได้คิดนอกใจ ทรงปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ เป็นที่โปรดปรานของเราอยู่. (พญาหงส์ทูลว่า) พระราชโอรสของพระองค์ มีจำนวนมาก ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดิ์ในรัฐสีมาอัน เจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยปรีชาเฉลียวฉลาด ต่างพากัน บันเทิง รื่นเริงพระทัย แต่ที่นั้น ๆ อยู่แลหรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ธตรฐ เราชื่อว่า มีบุตรมากถึง ๑๐๑ องค์ ขอท่านได้โปรด ชี้แจงกิจที่ควรแก่บุตรเหล่านั้นด้วยเถิด เธอเหล่านั้น จะไม่ดูหมิ่นโอวาทคำสั่งสอนของท่านเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีโรค. บทว่า อนามยํ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า กุสลํ นั่นแหละ. บทว่า ผีตํ ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า (พระโรคมิได้เบียดเบียนหรือ) แว่นแคว้นี้ของพระองค์กว้างขวาง มีภิกษาหาได้ง่าย ทั้งพระองค์ทรงอนุศาสน์พร่ำสอนชาวแว่นแคว้นโดยธรรมบ้างหรือ ? บทว่า โทโส แปลว่า ความผิด.
บทว่า ฉายา ทุกฺขิณโตริว ความว่า เงามีหน้าตรงต่อทิศทักษิณย่อมไม่เจริญฉันใด พวกอมิตรไพรีของพระองค์ย่อมไม่เจริญฉันนั้น หรือประการใด ? บทว่า สาทิสี ความว่า ก็พระมเหสีของพระองค์ผู้ทัดเทียมกันด้วยชาติสมบัติ โภคสมบัติ และโคตรตระกูล ประเทศเห็นปานนี้ มิได้ทรงประพฤตินอกพระทัย. บทว่า อสฺสวา แปลว่า เชื่อถ้อยฟังคำ. บทว่า ปุตฺตรูปยสูเปตา ความว่า พรักพร้อมด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ.
บทว่า ปญฺาชเวน ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระราชโอรสทรงยังปัญญา ให้แล่นไป ด้วยกำลังปัญญาแล้วสามารถเพื่อจะวินิจฉัยกิจการนั้น ๆ ได้. บทว่า สมฺโมทนฺติ ตโต ตโต ความว่า พระราชโอรสเหล่านั้นยังพากันทรงบันเทิงอยู่ในที่ประกอบกิจการนั้น ๆ หรือประการใด.
บทว่า มยา สุตา ความว่า พระราชตรัสตอบว่า โอรสทั้งหลายปรากฏแล้วเพราะเรา ทั้งโลกก็เรียกเราว่า พระเจ้าพหุปุตตกราช คือพูดกันว่าโอรสเหล่านั้นเป็นผู้มีกิตติศัพท์ฟุ้งขจรไป เพราะเราว่า อาศัยเราแพร่หลายเกิดปรากฏด้วยประการฉะนี้. บทว่า เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ ความว่า ท่านโปรดชี้แจงกิจที่ควรทำแก่โอรสเหล่านั้นของเราด้วยว่า ราชโอรสทั้งหลายจงทำสิ่งนี้ ๆ. บทว่า นาวรุชฌนฺติ นี้พระราชาตรัสโดยพระประสงค์ว่า จงให้โอวาทแก่โอรสของเราเหล่านั้น ดังนี้ทีเดียว.
พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระโอรสเหล่านั้น ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า
แม้ถ้าว่ากุลบุตรเป็นผู้เข้าถึงชาติกำเนิดหรือวินัย แต่กระทำความเพียรในภายหลัง เมื่อธุรกิจเกิดขึ้น ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย. ช่องทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิด ขึ้นอย่างใหญ่หลวง กับกุลบุตรผู้มีปัญญาง่อนแง่นนั้น กุลบุตรนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบ ๆ เหมือน ความมืดในราตรีฉะนั้น. กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็น สาระว่าเป็นสาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว ย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียว เหมือนกวาง วิ่งโลดโผนไปในซอกผา ตกจมเหวลงไปในระหว่าง ทางฉะนั้น. ถึงหากว่า นรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่ เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วย อาจาระและศีล ย่อมจะรุ่งเรือง สุกใสเหมือนกองไฟ ในยามราตรี ฉะนั้น. ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแลให้เป็นข้อเปรียบ เทียบ แล้วจงให้พระโอรสดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มี ปัญญาย่อมงอกงามขึ้น ดังพืชในนางอกงามขึ้นเพราะ น้ำฝน ฉะนั้น.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๑๔–๑๒๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๘๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Haṃsajātakaṃ
ete haṃsā pakkamantīti idaṃ satthā jetavane viharanto ānandattherassa jīvitapariccāgameva ārabbha kathesi.
Tadāpi hi dhammasabhāyaṃ therassa guṇakathaṃ kathentesu bhikkhūsu satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi ānandena mamatthāya jīvitaṃ pariccattamevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ bahuputtako nāma rājā rajjaṃ kāresi. Khemā nāma devī tassa aggamahesī ahosi. Tadā mahāsatto suvaṇṇahaṃsayoniyaṃ nibbattetvā navutihaṃsasahassaparivuto cittakūṭe vasati. Tadāpi devī vuttanayeneva supinaṃ disvā rañño suvaṇṇavaṇṇassa haṃsassa dhammadesanāsavanañca dohalañca ārocesi. Rājāpi pucchitvā Suvaṇṇahaṃsā nāma atthīti cittakūṭe pabbate vasantīti ca sutvā khemaṃ nāma saraṃ kāretvā nānappakārāni nivāpadhaññāni ropetvā catūsu kaṇṇesu devasikaṃ abhayaghosanaṃ ghosāpesi ekañca luddaputtaṃ haṃsānaṃ gahaṇatthāya payojesi. Tassa payojitākāro ca tena tattha sakuṇānaṃ upaparikkhitabhāvo ca suvaṇṇahaṃsānaṃ āgatakāle rañño ārocetvā pāsānaṃ oḍḍitaniyāmo ca mahāsattassa pāse bandhaniyāmo ca sumukhassa haṃsasenāpatino tīsu haṃsaghaṭāsu āhiṇḍitvā taṃ adisvā nivattanañca sabbaṃ mahāhaṃsajātake āvibhavissati. Idhāpi mahāsatto yaṭṭhipāse bajjhitvā pāsayaṭṭhiyaṃ olambantoyeva gīvaṃ pasāretvā haṃsānaṃ gatamaggaṃ olokento sumukhaṃ āgacchantaṃ disvā āgatakāle naṃ vīmaṃsissāmīti cintetvā tasmiṃ āgate tisso gāthā abhāsi
ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā
haritacā hemavaṇṇā kāmaṃ sumukha pakkama.
Ohāya maṃ ñātigaṇā ekaṃ pāsavasaṃ gataṃ
anapekkhamānā gacchanti kiṃ eko avahīyasi.
Pateva patataṃ seṭṭha natthi bandhe sahāyatā
mā anīghāya hāpesi kāmaṃ sumukha pakkamāti.
Tattha bhayameritāti bhayena iritā bhayatajjitā bhayacalitā ca. Haritacā hemavaṇṇāti dvīhipi vacanehi tamevālapati. Kāmanti suvaṇṇavaṇaṇa sundaramukha ekaṃsena pakkamāhiyeva kinte Idhāgamanenāti vadati. Ohāyāti maṃ jahitvā uppatitvā. Anapekkhamānāti tepi mama ñātikā mayi anapekkhamānāva gacchanti. Patevāti uppateva. Mā anīghāyāti ito gantvā pattabbāya niddukkhabhāvāya viriyaṃ mā hāpesi.
Tato sumukho paṅkapiṭṭhe nisīditvā gāthamāha
nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe
jīvitaṃ maraṇaṃ vā me tayā saddhiṃ bhavissatīti.
Tattha dukkhaparetoti mahārāja tvaṃ maraṇadukkhaparetopi ettakeneva nāhantaṃ jahāmi. Evaṃ sumukhena sīhanāde kate dhataraṭṭho gāthamāha
etadariyassa kalyāṇaṃ yaṃ tvaṃ sumukha bhāsasi
tañca vīmaṃsamānāhaṃ patate 1- taṃ avassajinti.
Tattha etadariyassāti yaṃ tvaṃ nāhaṃ tuvaṃ jaheti bhāsasi etaṃ ācārasampannassa ariyassa kalyāṇaṃ uttamavacanaṃ. Patate tanti ahañca na taṃ visajjitukāmova evaṃ avacaṃ athakho taṃ vīmaṃsamāno patevāti etaṃ vacanaṃ avasajjiṃ gacchāti taṃ avocanti attho.
Evaṃ tesaṃ kathentānaññeva luddaputto daṇḍamādāya vegenāgato. Sumukho dhataraṭṭhaṃ assāsento tassābhimukho gantvā apacitiṃ katvā haṃsarañño guṇe kathesi. Tāvadeva luddaputto muducitto ahosi. So tassa muducittataṃ ñatvā puna gantvā haṃsarājameva
@Footnote: 1 patāti? Assāsento aṭṭhāsi. Luddaputtopi haṃsarājānaṃ upasaṅkamitvā chaṭṭhaṃ gāthamāha
apadena padaṃ yāti antalikkhe caro dijo
dūrā pāsaṃ na bujjhi tvaṃ haṃsānaṃ pavaruttamāti.
Tattha apadena padanti mahārāja tumhādiso antalikkhacaro dijo apathe ākāse pathaṃ katvā yāti. Na bujjhīti so tvaṃ evarūpo dūratova imaṃ pāsaṃ na bujjhi na jānāsīti pucchi.
Mahāsatto āha
yadā parābhavo hoti poso jīvitasaṅkhaye
atha jālañca pāsañca āsajjāpi na bujjhatīti.
Tattha yadā parābhavoti samma luddaka yadā parābhavo avuḍḍhi vināso sampatto hoti atha poso jīvitasaṅkhaye sampatte jālañca pāsañca patvāpi na jānātīti attho.
Luddo haṃsarañño kathaṃ abhinanditvā sumukhena saddhiṃ sallapanto tisso gāthā abhāsi
ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā
haritacā hemavaṇṇā tvañcenaṃ avahīyasi.
Ete bhutvā pivitvā ca pakkamanti vihaṅgamā
anapekkhamānā pakkamanti tvañceveko upāsasi.
Kiṃ nu tāyaṃ dijo hoti mutto bandhaṃ upāsasi
ohāya sakuṇā yanti kiṃ eko avahīyasīti.
Tattha tvañcenanti tvameva ohiyasīti pucchi. Upāsasīti payirupāsasi.
Sumukho āha
rājā me so dijo mitto sakhā pāṇasamo ca me
neva taṃ vijahissāmi yāva kālassa pariyāyanti.
Tattha yāva kālassa pariyāyanti luddaputta yāva jīvitakālassa pariyāyaṃ pariyosānaṃ ahaṃ etaṃ na vijahessāmiyeva.
Taṃ sutvā luddo pasannacitto hutvā sacāhaṃ evaṃ sīla- sampannesu imesu aparajjhissāmi paṭhavīpi me vivaraṃ dadeyya kiṃ me rañño santikā laddhena yasena dhanena visajjessāmi nanti cintetvā gāthamāha
yo ca tvaṃ sakhino hetu pāṇaṃ cajitumicchasi
so te sahāyaṃ muñcāmi hotu rājā tavānugoti.
Tattha yo ca tvanti yo nāma tvaṃ. Soti so ahaṃ. Tavānu- goti esa haṃsarājā tava vasaṃ anugato hoti tayā saddhiṃ ekaṭ- ṭhāne vasatūti.
Evañca pana vatvā dhataraṭṭhaṃ yaṭṭhipāsato otāretvā saratīraṃ netvā pāsaṃ muñcitvā muducittena lohitaṃ dhovitvā nahāruādīni paṭipādesi. Tassa muducittatāya mahāsattassa pāramitānaṃ ānubhā- vena ca tāvadeva pādo sacchavilomo ahosi. Bandhanaṭṭhānaṃpi na Paññāyati. Sumukho bodhisattaṃ oloketvā tuṭṭhacitto anumodanaṃ karonto gāthamāha
evaṃ luddaka nandassu saha sabbehi ñātibhi
yathāhamajja nandāmi muttaṃ disvā dijādipanti.
Taṃ sutvā luddo gacchatha sāmīti āha. Atha naṃ mahāsatto kiṃ pana tvaṃ samma maṃ attano atthāya bandhi udāhu aññassa āṇattiyāti pucchitvā tena tasmiṃ kāraṇe ārocite kiṃ nukho me itova cittakūṭaṃ gantuṃ seyyo udāhu nagaranti vīmaṃsanto mayi nagaraṃ gate luddaputtopi dhanaṃ labhissati deviyāpi dohalo paṭipassambhissati sumukhassa mittadhammo pākaṭo bhavissati tathā mama ñāṇabalaṃ khemañca saraṃ abhayaṃ pakkhīnaṃ katvā labhissāmi tassa nagarameva gantuṃ seyyoti sanniṭṭhānaṃ katvā luddaka tvaṃ amhe kājenādāya rañño santikaṃ nehi sace no rājā visajjetukāmo bhavissati visajjessatīti āha. Rājāno nāma sāmi kakkhalā gacchatha tumheti. Mayaṃ tādisaṃ luddaṃpi muduṃ karimhā rañño ārādhanena amhākaṃ bhāro nehiyeva no sammāti. So tathā akāsi. Rājā haṃse disvāva somanassajāto hutvā dvepi haṃse kañcanapīṭhe nisīdāpetvā madhulāje khādāpetvā madhūdakaṃ pāyetvā añjaliṃ paggayha dhammakathaṃ āyāci. Haṃsarājā tassa sotukāmataṃ viditvā paṭhamaṃ ratāva paṭisanthāmakāsi. Tatrīmā haṃsassa ca rañño ca vacana- paṭivacanagāthā honti
Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ
kacci raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsasīti.
Kusalañceva me haṃsa atho haṃsa anāmayaṃ
atho raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsatīti.
Kacci bhoto amaccesu doso koci na vijjati
kacci ārā amittā te chāyā dakkhiṇatorivāti.
Athopi me amaccesu doso koci na vijjati
atho ārā amittā me chāyā dakkhiṇatorivāti.
Kacci te sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī
puttarūpayasūpetā tava chandavasānugāti.
Atho me sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī
puttarūpayasūpetā mama chandavasānugāti.
Kacci te bahavo puttā sujātā raṭṭhavaḍḍhane
paññājavena sampannā sammodanti tato tatoti.
Sataṃ eko ca me puttā dhataraṭṭha mayā sutā
tesaṃ tvaṃ kiccamakkhāhi nāvarujjhanti te vacoti.
Tattha kusalanti ārogyaṃ. Anāmayanti idaṃ tasseva vevacanaṃ. Phītanti kacci te idaṃ raṭṭhaṃ phītaṃ subhikkhaṃ dhammena ca naṃ anusāsasīti pucchi. Dosoti aparādho. Chāyā dakkhiṇatorivāti yathā nāma dakkhiṇadisābhimukhī chāyā na vaḍḍhati evaṃ te kacci amittā na Vaḍḍhantīti vadati. Sādisīti jātibhogaatigottakulapadesehi samānā evarūpā hi aticārinī na hoti. Assavāti vacanapaṭiggāhakā. Puttarūpayasūpetāti puttehi ca rūpena ca yasena ca upetā. Paññājavenāti paññāvegena paññaṃ javāpetvā tāni tāni kiccāni paricchindituṃ samatthāti pucchati. Sammodanti tato tatoti yattha yattha niyuttā honti tato tato sammodanteva. Mayā sutāti mayā vissutā maṃ hi loko bahuputtarājāti vadati iti te maṃ nissāya vissutā pākaṭā jātāti mayā sutā nāma hontīti vadati. Tesaṃ tvaṃ kiccamakkhāhīti tesaṃ mama puttānaṃ idaṃ nāma karontūti tvaṃ kiccamakkhāhi. Nāvarujjhantīti na te vacanaṃ avarujjhanti ovādaṃ nesaṃ dehīti adhippāyenevamāha.
Taṃ sutvā mahāsatto tesaṃ ovādaṃ dadanto pañca gāthā abhāsi
upapannopi ce hoti jātiyā vinayena vā
atha pacchā kurute yogaṃ kicce āvāsu sīdati.
Tassa saṃhīrapaññassa vivaro jāyate mahā
rattimandhova rūpāni thūlāni manupassati.
Asāre sārayogaññū matiṃ natveva vindati
sarabhova giriduggasmiṃ antarāyeva sīdati.
Hīnajaccopi ce hoti uṭṭhātā dhitimā naro
ācārasīlasampanno nise aggīva bhāsati.
Etaṃ ve upamaṃ katvā putte vijjāsu ṭhāpaya
saṃviruḷhetha medhāvī khette bījaṃva vuṭṭhiyāti.
Tattha vinayena vāti ācārena. Pacchā kurute yoganti yo ce sikkhitabbasikkhāsu daharakāle yogaṃ viriyaṃ akatvā pacchā mahallaka- kāle karoti evarūpo pacchā tathārūpe dukkhe vā āpadāsu vā uppannāsu sīdati attānaṃ uddharituṃ na sakkoti. Tassa saṃhīra- paññassāti tassa asikkhitattā tato saṃharitabbapaññassa aniccala- buddhino. Vivaroti bhogādīnaṃ chiddaṃ parihānīti attho. Rattimandhoti rattiandho. Idaṃ vuttaṃ hoti yathā rattandho rattandhakāṇo rattiṃ candobhāsādīhi thūlarūpāneva passati sukhumāni passituṃ na sakkoti evaṃ asikkhito saṃhīrapañño kismiñcideva bhaye uppanne sukhumāni kiccāni passituṃ na sakkoti oḷārikāneva passati tasmā tava putte daharakāleyeva sikkhāpetuṃ vaṭṭatīti. Asāreti nissāre lokāyatavedasamaye. Sārayogaññūti sārayutto esa samayoti maññamāno. Matiṃ natveva vindatīti bahuṃpi sikkhitvā paññaṃ na labhatiyeva. Giriduggasminti so evarūpo yathā nāma sarabho attano vasanaṭṭhānaṃ āgacchanto antarāmagge visamaṃ samanti maññamāno giridugge vegenāgacchanto narakaṃ papātaṃ patitvā antarāva sīdati āvāsaṃ na pāpuṇāti evameva asāralokāyata- vedasamayaṃ sārasaññāya uggahetvā mahāvināsaṃ pāpuṇāti tasmā tava putte atthanissitesu vuḍḍhiāvahesu kiccesu yojetvā sikkhāpehi. Nise aggīvāti mahārāja hīnajātikopi uṭṭhātādiguṇasampanno rattiṃ aggikkhandho viya obhāsati. Etaṃ veti mayā vuttaṃ rattandhañca aggikkhandhañca upamaṃ katvā tava putte vijjāsu ṭhāpaya sikkhi- tabbayuttāsu sikkhāsu yojehi evaṃ yutto hi yathā sukhettesu vuṭṭhiyā bījaṃ saṃviruhati tatheva medhāvī saṃviruhati yasena ca bhogehi ca vaḍḍhatīti.
Evaṃ mahāsatto rañño sabbarattiṃ dhammaṃ deseti. Deviyā dohalo paṭipassambhi. Mahāsatto aruṇuggamanavelāyameva rājānaṃ sīlesu patiṭṭhāpetvā appamādena ovaditvā saddhiṃ sumukhena uttara- sīhapañjarena nikkhamitvā cittakūṭameva gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhave pubbepi iminā mamatthāya jīvitaṃ pariccattamevāti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā luddako channo ahosi rājā sārīputto devī khemā bhikkhunī haṃsagaṇā sākiyagaṇā ahesuṃ sumukho ānando ahosi haṃsarājā pana ahamevāti.
Haṃsajātakaṃ niṭṭhitaṃ
chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗