ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จัมเปยยชาดก
ชาดกที่ ๕๐๖ · วิสตินิบาตชาดก

จัมเปยยชาดก

ว่าด้วยบำเพ็ญตบะเพื่อต้องการเกิดเป็นมนุษย์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๘๐ · บรรทัด ๘๗๐๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจัมเปยยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอยู่รักษาอุโบสถกรรมเป็นความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถกรรมเหมือนกันอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น ทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอังครัฐ ราชธานี. ในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะต่อกัน มีแม่น้ำชื่อจัมปานที ได้มีนาคพิภพอยู่ใต้แม่น้ำจัมปานทีนั้น. พระยานาคราชชื่อว่าจัมเปยยะ ครองราชสมบัติในนาคพิภพนั้น. (โดยปกติ พระราชาแห่งแคว้นทั้งสอง เป็นศัตรูกระทำยุทธชิงชัยแก่กันและกันเนือง ๆ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ) บางครั้งพระเจ้ามคธราช ยึดแคว้นอังคะได้ บางครั้งพระเจ้าอังคราชยึดแคว้นมคธได้.

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ามคธราช กระทำยุทธนาการกับพระเจ้าอังคราชทรงปราชัยต่อยุทธสงคราม เสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งหลบหนีไป ถึงฝั่งจัมปานทีพวกทหารพระเจ้าอังคราช ติดตามไปทันเข้า จึงทรงพระดำริว่า เราโดดน้ำตายเสียดีกว่าตายในเงื้อมมือของข้าศึกดังนี้แล้ว จึงโจนลงสู่แม่น้ำ พร้อมทั้งม้าพระที่นั่ง. ครั้งนั้น จัมเปยยนาคราช เนรมิตมณฑปแก้วไว้ภายในห้วงน้ำแวดล้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ดื่มมหาปานะอยู่. ม้าพระที่นั่งกับพระเจ้ามคธราช จมน้ำดิ่งลงไป เฉพาะพระพักตร์แห่งพระยานาคราช. พระยานาคราชเห็นพระราชาทรงเครื่องประดับตกแต่งก็บังเกิดความสิเนหา จึงลุกจากอาสนะทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย แล้วอัญเชิญให้พระราชาประทับนั่งบนบัลลังก์ของตน ทูลถามถึงเหตุที่ดำน้ำลงมา. พระเจ้ามคธราชตรัสเล่าความตามเป็นจริง.

ลำดับนั้น จัมเปยยนาคราชปลอบโยนพระเจ้ามคธราชให้เบาพระทัยว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย ข้าพระพุทธเจ้าจักช่วยจัดการให้พระองค์เป็นเจ้าของทั้งสองรัฐ ดังนี้แล้ว เสวยยศอันยิ่งใหญ่อยู่๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงออกจากนาคพิภพ พร้อมด้วยพระเจ้ามคธราช. พระเจ้ามคธราชทรงจับพระเจ้าอังคราชได้ด้วยอานุภาพของพระยานาคราช แล้วตรัสสั่งให้สำเร็จโทษเสีย เสวยราชสมบัติในสองรัฐสีมามณฑล. นับแต่นั้นมาความวิสาสะคุ้นเคยระหว่างพระเจ้ามคธราช กับพระยานาคราชก็ได้กระชับมั่นคงยิ่งขึ้น. พระเจ้ามคธราชให้สร้างรัตนมณฑปขึ้นที่ฝั่งจัมปานที แล้วเสด็จออกกระทำพลีกรรมแก่พระยานาคราชด้วยมหาบริจาคทุก ๆ ปี. แม้พระยานาคราชก็ออกจากนาคพิภพมารับพลีกรรมพร้อมด้วยมหาบริวาร. มหาชนพากันมาเฝ้าดูสมบัติของพระยานาคราช.

กาลครั้งนั้น พระบรมโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเข็ญใจ ไปที่ฝั่งน้ำพร้อมด้วยราชบริษัท เห็นสมบัติของพระยานาคราชนั้นแล้ว ก็เกิดโลภเจตนาปรารถนาจะได้สมบัตินั้น จึงทำบุญให้ทานรักษาศีล พอจัมเปยยนาคราชทำกาลกิริยาไปได้ ๗ วัน ก็จุติไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ ณ ห้องอันมีสิริในปราสาทที่อยู่ของจัมเปยยนาคราชนั้น สรีระร่างกายของพระบรมโพธิสัตว์ได้ปรากฏใหญ่โต มีวรรณะขาวราวกะพวงดอกมะลิสด. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นก็เกิดวิปฏิสาร คิดไปว่า อิสริยยศในฉกามาวจรสวรรค์ เป็นเสมือนข้าวเปลือกที่เขาโกยกองเก็บไว้ในฉาง ได้มีแก่เรา ด้วยผลแห่งกุศลที่เราทำไว้ เราสิกลับมาถือปฏิสนธิในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่ดังนี้แล้วเกิดความคิดที่จะตาย. ลำดับนั้น นางนาคมาณวิกา ชื่อว่า สุมนา เห็นพระมหาสัตว์นั้นแล้วดำริว่า ชะรอยจักเป็นสัตว์ผู้มีอานุภาพมากมาเกิดแน่ดังนี้แล้วจึงให้สัญญาแก่นางนาคมาณวิกาทั้งหลาย. นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นทั้งหมดต่างถือนานาดุริยสังคีต มากระทำการบำเรอขับกล่อมพระมหาสัตว์ นาคพิภพที่สถิตของพระมหาสัตว์นั้น ได้ปรากฏเสมือนพิภพแห่งท้าวสักกเทวราช. มรณจิต (คือจิตที่คิดอยากตาย) ของพระมหาสัตว์ก็ดับหายไป. พระมหาสัตว์เจ้าละเสียซึ่งสรีระของงู ทรงประดับเครื่องสรรพาลังการ ประทับเหนือพระแท่นบรรทม. นับจำเดิมแต่นั้นมา พระอิสริยยศก็ปรากฏแก่พระมหาสัตว์เจ้ามากมาย. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าเสวยนาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น ในเวลาต่อมาก็เกิดวิปฏิสาร คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยกำเนิดดิรัจฉานนี้แก่เรา เราจักอยู่รักษาอุโบสถกรรม พ้นจากอัตภาพนี้ไปสู่ดินแดนมนุษย์ จักได้แทงตลอดสัจจธรรม กระทำที่สุดแห่งทุกข์ดังนี้ นับจำเดิมแต่นั้น ก็ทรงรักษาอุโบสถกรรมอยู่ในปราสาทนั้นทีเดียว. พวกนางมาณวิกา ตกแต่งกายงดงาม พากันไปยังสำนักของพระมหาสัตว์นั้น. ศีลของพระมหาสัตว์ ก็วิบัติทำลายอยู่เนือง ๆ. จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงออกจากปราสาท ไปสู่พระอุทยาน. นางนาคมาณวิถาเหล่านั้น ก็ติดตามไปแม้ในพระอุทยาน อุโบสถศีลของพระมหาสัตว์ก็แตกทำลายอยู่ร่ำไป. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าทรงจินตนาการว่า ควรที่เราจะออกจากนาคพิภพนี้ ไปยังมนุษยโลกอยู่รักษาอุโบสถ. นับแต่นั้นมาเมื่อถึงวันอุโบสถ พระองค์ก็ออกจากนาคพิภพไปยังมนุษยโลก (ทรงประกาศ) สละร่างกาย ในทานมุขว่าใครจะมีความต้องการอวัยวะของเรามีหนังเป็นต้นจงถือเอาเถิด ใครต้องการจะทำให้เราเล่นกีฬางู ก็จงกระทำเถิด แล้วคู้ขดขนดกายนอนรักษาอุโบสถอยู่ที่ยอดจอมปลวกใกล้มรรคา แถบปัจจันตชนบทแห่งหนึ่ง. ชนทั้งหลายเดินผ่านไปมา ในหนทางใหญ่เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าแล้วพากันบูชาด้วยเครื่องสักการะมีของหอมเป็นต้นแล้วหลีกไป. ชาวปัจจันตชนบทไปพบแล้วคิดว่า คงจักเป็นนาคราชผู้มีมหิทธานุภาพ จึงจัดทำมณฑปขึ้นเบื้องบน ช่วยกันเกลี่ยทรายรอบบริเวณ แล้วบูชาด้วยสักการะมีของหอมเป็นต้นจำเดิมแต่นั้นมา มนุษย์ทั้งหลายก็เลื่อมใสในพระมหาสัตว์เจ้า ทำการบูชาปรารถนาบุตรบ้าง ปรารถนาธิดาบ้าง.

แม้พระมหาสัตว์เจ้า ทรงรักษาอุโบสถกรรม ถึงวันจาตุททสี และปัณณรสี ดิถี ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็มานอนอยู่เหนือจอมปลวก ต่อในวันปาฏิบทแรมค่ำหนึ่ง จึงกลับไปสู่นาคพิภพ. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ารักษาอุโบสถอยู่อย่างนี้เวลาล่วงไปเนิ่นนาน. อยู่มาวันหนึ่ง นางสุมนาอัครมเหสี ทูลถามพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปยังมนุษยโลกเข้าอยู่รักษาอุโบสถศีลนั้น ความจริง มนุษยโลกน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน หากว่าภัยจะพึงบังเกิดแก่พระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกหม่อมฉันจะพึงรู้ได้ด้วยนิมิตอย่างไร ขอพระองค์จงตรัสบอกนิมิตอย่างนั้น แก่พวกหม่อมฉันด้วยเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงนำนางสุมนาเทวีไปยังขอบสระมงคลโบกขรณีแล้วตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าหากใคร ๆ จักประหารทำให้เราลำบากไซร้ น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่นมัว ถ้าพญาครุฑจับเอาไป น้ำจักเดือดพลุ่งขึ้นมา ถ้าหมองูจับเอาไป น้ำจักมีสีแดงเหมือนโลหิต พระโพธิสัตว์ตรัสบอกนิมิต ๓ ประการ แก่นางสุมนาเทวีอย่างนี้แล้ว ทรงอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถเสด็จออกจากนาคพิภพไปมนุษยโลก นอนเหนือจอมปลวก ยังจอมปลวกให้งดงามด้วยรัศมีแห่งสรีรกาย แม้สรีรกายของพระมหาสัตว์นั้น ก็ปรากฏขาวสะอาดผุดผาดดังพวงเงิน. ท่อนพระเศียรเบื้องบนคล้ายคลุมไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง. อนึ่ง ในชาดกนี้ สรีรกายของพระโพธิสัตว์มีขนาดเท่าศีรษะคันไถ ในภูริทัตตชาดก มีขนาดเท่าลำขา. ในสังขปาลชาดก มีขนาดเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง.

กาลครั้งนั้น มีมาณพชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปเมืองตักกศิลาเรียนอาลัมภายนมนต์ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เดินทางกลับบ้านของตน โดยผ่านมรรคานั้น เห็นพระมหาสัตว์เจ้าแล้วคิดว่า เราจักจับงูนี้บังคับให้เล่นกีฬา ในคามนิคมราชธานีทั้งหลาย ยังทรัพย์ให้เกิดขึ้นดังนี้แล้วจึงหยิบทิพโอสถ ร่ายทิพมนต์ ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า จำเดิมแต่พระมหาสัตว์เจ้าสดับทิพมนต์แล้ว เกิดอาการเหมือนซี่เหล็กร้อนยอนเข้าไปในพระกรรณทั้งสอง เบื้องพระเศียรปวดร้าวราวกะถูกเหล็กสว่านไช. พระมหาสัตว์เจ้าทรงรำพึงว่า นี่อย่างไรกันหนอ จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงภายในขนดแลไป ได้เห็นหมองูแล้วดำริว่า พิษของเรามากมาย ถ้าเราโกรธแล้วพ่นลมจมูกออกไป สรีระของหมองูนี้จักย่อยแหลกไปเหมือนกองเถ้า แต่เมื่อทำเช่นนั้น ศีลของเราก็จักด่างพร้อย เราจักไม่แลดูหมองูนั้น ท้าวเธอจึงหลับพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเศียรไว้ภายในขนด พราหมณ์หมองูเคี้ยวโอสถแล้วร่ายมนต์พ่นน้ำลาย ลงที่สรีรกายของพระมหาสัตว์. ด้วยอานุภาพแห่งโอสถและมนต์ เรือนร่างของพระมหาสัตว์ในที่ซึ่งถูกน้ำลายรดแล้ว ๆ ปรากฏเป็นเสมือนพองบวมขึ้น ครั้งนั้นพราหมณ์หมองู จึงฉุดหางพระมหาสัตว์ลากลงมาให้นอนเหยียดยาว บีบตัวด้วยไม้กีบแพะทำให้ทุพพลภาพ จับศีรษะให้มั่นแล้วบีบเค้น พระมหาสัตว์จึงอ้าปากออก. ทีนั้นพราหมณ์หมองูจึงพ่นน้ำลายเข้าไปในปากของพระมหาสัตว์ แล้วจัดการพ่นโอสถและมนต์ ทำลายพระทนต์จนหลุดถอน ปากของมหาสัตว์เต็มไปด้วยโลหิต. พระมหาสัตว์สู้อดกลั้นทุกขเวทนาเห็นปานนี้ เพราะกลัวศีลของตัวจะแตกทำลาย ทรงหลับพระเนตรนิ่งมิได้ทำการเหลียวมองดู. แม้พราหมณ์หมองูนั้นยังคิดว่า เราจักทํานาคราช ให้ทุพพลภาพ ดังนี้ จึงขึ้นเหยียบย่ำร่างกายของพระมหาสัตว์ตั้งแต่หางขึ้นไปคล้ายกับจะทำให้กระดูกแหลกละเอียดไป แล้วม้วนพับอย่างผืนผ้า ขยี้กระดูกให้ขยายเช่นอย่างกลายเส้นด้ายให้กระจาย จับหางทบทุบเช่นอย่างทุบผ้า สกลสรีรกายของพระมหาสัตว์แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต พระมหาสัตว์นั้นสู้อดกลั้นมหาทุกขเวทนาไว้. ครั้นพราหมณ์หมองูรู้ว่า พระมหาสัตว์อ่อนกำลังลงแล้วจึงเอาเถาวัลย์มาถักทำเป็นกระโปรง ใส่พระมหาสัตว์ลงไปในกระโปรงนั้นแล้วนำไปสู่ปัจจันตคามให้เล่นท่ามกลางมหาชน. พราหมณ์หมองู ปรารถนาจะให้แสดงท่วงทีอย่างใด ๆ ในประเภทสีมีสีเขียวเป็นต้น และสัณฐานทรวดทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมเป็นต้น หรือขนาดเล็กใหญ่เป็นต้น พระมหาสัตว์เจ้าก็กระทำท่วงทีนั้น ๆ ทุกอย่าง ฟ้อนรำทำพังพานได้ตั้งร้อยอย่าง พันอย่าง. มหาชนดูแล้วชอบใจ ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เป็นอันมาก เพียงวันเดียวเท่านั้นได้ทรัพย์ตั้งพัน และเครื่องบริขารราคานับเป็นพัน แต่ชั้นแรก พราหมณ์หมองูคิดไว้ว่า เราได้ทรัพย์สักพันหนึ่งแล้วก็จักปล่อยไป แต่ครั้นได้ทรัพย์จำนวนเท่านั้นแล้วคิดเสียว่า ในปัจจันตคามแห่งเดียว เรายังได้ทรัพย์ถึงขนาดนี้ ในสำนักพระราชาและมหาอำมาตย์ คงจักได้ทรัพย์มากมาย จึงซื้อเกวียนเล่มหนึ่งกับยานสำหรับนั่งสบายเล่มหนึ่ง บรรทุกของลงในเกวียนแล้วนั่งบนยานน้อยพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก บังคับพระมหาสัตว์ให้เล่นในบ้านและนิคมเป็นต้น โดยลำดับไป แล้วคิดว่า เราจักให้นาคราชเล่นถวายในสำนักของพระเจ้าอุคคเสนแล้วก็จักปล่อยดังนี้ แล้วก็เดินทางต่อไป พราหมณ์หมองูฆ่ากบนำมาให้นาคราชกินเป็นอาหาร. นาคราชรำพึงว่า พราหมณ์หมองูนี้ฆ่ากบอยู่บ่อย ๆ เพราะอาศัยเราเป็นเหตุ เราจักไม่บริโภคกบนั้น แล้วไม่ยอมบริโภค. เมื่อพราหมณ์หมอดูรู้ดังนั้น ได้ให้ข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งแก่พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าหากเราจักถือเอาอาหารนี้ไซร้ เราคงจักตายภายในกระโปรงเป็นมั่นคง จึงมิได้บริโภคอาหารแม้เหล่านั้น. พราหมณ์หมองูไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว ให้พระมหาสัตว์เล่นให้คนดู ที่ใกล้ประตูเมืองได้ทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก. แม้พระราชา ก็ตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า เจ้าจงให้งูเล่นให้เราดูบ้าง. เขาทูลสนองพระราชโองการว่าได้พะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าจักให้เล่นถวายพระองค์ ในวันปัณณรสี พรุ่งนี้. พระราชาตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศว่า พรุ่งนี้ นาคราชจักฟ้อนรำที่หน้าชานชาลาหลวง มหาชนจงมาประชุมกันดูเถิด แล้วในวันรุ่งขึ้น ตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งชานชาลาหลวง และตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูมาเฝ้า พราหมณ์หมองู นำพระมหาสัตว์มาด้วยกระโปรงแก้ว ตั้งกระโปรงไว้ที่พื้นลาดอันวิจิตรนั่งคอยอยู่. ฝ่ายพระราชาเสด็จลงจากปราสาท แวดล้อมด้วยหมู่มหาชนประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์. พราหมณ์หมองู นำพระมหาสัตว์ออกมาแล้วให้ฟ้อนรำถวาย. มหาชนพากันดีใจ ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ตามปกติ พากันปรบมือ โบกธงโบกผ้า แสดงความรื่นเริงนับด้วยหมื่นแสน. ฝนรัตนะเจ็ดประการ ก็ตกลงมาตรงเบื้องบนพระโพธิสัตว์ เมื่อพระมหาสัตว์ถูกจับมานั้นครบหนึ่งเดือนเต็มบริบูรณ์ ตลอดเวลาเหล่านี้ พระมหาสัตว์สู้ทน มิได้บริโภคอาหารเลย.

ฝ่ายนางสุมนาเทวีระลึกถึงว่า สามีที่รักของเราเสด็จไปนานนักหนาจนป่านนี้ยังไม่เสด็จมาที่นี่เลย ครบหนึ่งเดือนพอดี จักมีเหตุเภทภัยอะไรหนอดังนี้แล้วจึงไปตรวจดูสระโบกขรณี เห็นมีน้ำสีแดงดังโลหิต ก็ทราบว่าชะรอยสามีของตนจักถูกหมองูจับเอาไป จึงออกจากนาคพิภพไปตรวจดูใกล้จอมปลวกเห็นร่องรอยที่พระมหาสัตว์ถูกหมองูจับ และทำให้ลำบาก แล้วทรงกันแสงร่ำไห้คร่ำครวญ ดำเนินไปยังปัจจันตคามสอบถามดู สดับข่าวความเป็นไปนั้นแล้ว ติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่ามกลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง. พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชาอยู่นั่นแหละ เหลือบแลดูอากาศ เห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อยเข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย. ในเวลาที่พระมหาสัตว์ เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรงแล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ ? จึงทอดพระเนตรแลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศ จึงตรัสคาถาที่ ๑ความว่า

ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมา เหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ มญฺามิ มานุสี ความว่าเรามิได้เข้าใจว่าท่านเป็นหญิงมนุษย์ ท่านควรจะเป็นนางเทพธิดา หรือหญิงคนธรรพ์.

บัดนี้ เป็นคาถาโต้ตอบระหว่างราชากับนางสุมนาเทวี (ซึ่งมีลำดับดังต่อไปนี้)

(นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหาราชา หม่อมฉันหาใช่เทพธิดา หรือคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนาง นาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อัน เศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาดน้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไร จึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกมาเถิด. (นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม ประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่า อุรคชาติ ผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่า นาค บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิด เพค่ะ. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมา ถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ถึงการที่ นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอก ความข้อนั้นแก่เราเถิด. (นางสุมนาทูลตอบว่า) แท้จริง นาคราชนั้น ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้นครให้เป็น ภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น เคารพนบนอบ ธรรม ฉะนั้น จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๙๕–๒๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๒๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

จมฺเปยฺยชาตกํ

กา นุ วิชฺชุริวาภาสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุโปสถกมฺมํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทา หิ สตฺถา สาธุ โว กตํ อุปาสกา อุโปสถวาสํ อุปวสนฺเตหิ โปราณกปณฺฑิตา นาคสมฺปตฺตึ ปหาย อุโปสถวาสํ วสึสุเยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต องฺครฏฺเฐ องฺคติ นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ องฺคมคธรฏฺฐานํ อนฺตเร จมฺปา นาม นที ตตฺถ นาคภวนํ อโหสิ ฯ จมฺเปยฺโย นาม นาคราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ กทาจิ มคธราชา องฺครฏฺฐํ คณฺหิ กทาจิ องฺคราชา มคธรฏฺฐํ ฯ อเถกทิวสํ มคธราชา องฺเคน สทฺธึ ยุชฺฌิตฺวา ยุทฺธปราชิโต อสฺสํ อารุยฺห ปลายนฺโต องฺครญฺโญ โยเธหิ อนุพนฺธนฺโต ปุน จมฺปานทึ ปตฺวา ปรหตฺเถ มรณโต นทึ ปวิสิตฺวา มตํ เสยฺโยติ อสฺเสเนว สทฺธึ นทึ โอตริ ฯ ตทา จมฺเปยฺโย นาม นาคราชา อนฺโตอุทเก รตนมณฺฑปํ นิมฺมิเนตฺวา มหาปริวาโร มหาปานํ ปิวติ ฯ อสฺโส รญฺญา สทฺธึ อุทเก นิมุชฺชิตฺวา นาครญฺโญ ปุรโต โอตรติ ฯ นาคราชา อลงฺกตปฏิยตฺตํ ราชานํ ทิสฺวา สิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา อาสนา วุฏฺฐาย มา ภายิ มหาราชาติ ราชานํ อตฺตโน ปลฺลงฺเก นิสีทาเปตฺวา อุทเก นิมุชฺชการณํ ปุจฺฉิ ฯ ราชา ยถาภูตํ กเถสิ ฯ อถ นํ มหาราช มา ภายิ อหนฺตํ ทฺวินฺนํ รฏฺฐานํ สามิกํ กริสฺสามีติ อสฺสาเสตฺวา สตฺตาหํ มหนฺตํ ยสํ อนุภวิตฺวา อฏฺฐเม ทิวเส มคธราเชน สทฺธึ นาคภวนา นิกฺขมิ ฯ มคธราชา นาคราชสฺสานุภาเวน องฺคราชานํ คเหตฺวา ชีวิตา โวโรเปตฺวา ทฺวีสุ รฏฺเฐสุ รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย รญฺโญ จ นาคราชสฺส จ วิสฺสาโส ถิโร อโหสิ ฯ ราชา อนุสํวจฺฉรํ จมฺปานทีตีเร รตนมณฺฑปํ กาเรตฺวา มหนฺเตน ปริจฺจาเคน นาครญฺโญ พลิกมฺมํ กาเรสิ ฯ โสปิ มหนฺเตน ปริวาเรน นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา พลิกมฺมํ สมฺปฏิจฺฉติ ฯ มหาชโน นาครญฺโญ สมฺปตฺตึ โอโลเกติ ฯ

ตทา โพธิสตฺโต ทลิทฺทกุเล นิพฺพตฺเตตฺวา ราชปริสาย สทฺธึ นทีตีเร คนฺตฺวา ตํ นาคราชสฺส สมฺปตฺตึ ทิสฺวา โลภํ อุปฺปาเทตฺวา ตํ ปตฺถยมาโน ทานํ ทตฺวา สีลํ รกฺขิตฺวา จมฺเปยฺยนาคราชสฺส กาลกิริยโต สตฺตเม ทิวเส จวิตฺวา ตสฺส วสนปาสาเท สิริคพฺเภ สิริสยนปิฏฺเฐ นิพฺพตฺติ ฯ สรีรํ สุมนทามวณฺณํ มหนฺตํ อโหสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวา วิปฺปฏิสารี หุตฺวา มยา กตกุสลนิสฺสนฺเทน ฉสุ กามสคฺเคสุ อิสฺสริยํ โกฏฺเฐ ปฏิสามิตธญฺญํ วิย อโหสิ สฺวาหํ อิมิสฺสา ติรจฺฉานโยนิยา ปฏิสนฺธึ คณฺหึ กึ เม ชีวิเตนาติ มรณาย จิตฺตํ อุปฺปาเทสิ ฯ อถ นํ สุมนา นาม นาคมาณวิกา ทิสฺวา มหานุภาโว สตฺโต นิพฺพตฺโต ภวิสฺสตีติ เสสนาคมาณวิกานํ สญฺญํ อกาสิ ฯ สพฺพา นานาตุริยหตฺถา อาคนฺตฺวา ตสฺส อุปหารํ กรึสุ ฯ ตสฺส ตํ นาคภวนํ สกฺกภวนํ วิย อโหสิ ฯ มรณจิตฺตํ ปฏิปสฺสมฺภิ ฯ สปฺปสรีรํ วิชหิตฺวา สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต สยนปิฏฺเฐ นิสีทิ ฯ อถสฺส ตโต ปฏฺฐาย ยโส มหา อโหสิ ฯ โส ตตฺถ นาครชฺชํ กาเรนฺโต อปรภาเค วิปฺปฏิสารี หุตฺวา กึ เม อิมาย ติรจฺฉานโยนิยา อุโปสถวาสํ วสิตฺวา อิโต มุจฺจิตฺวา มนุสฺสปถํ คนฺตฺวา สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌิตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตโต ปฏฺฐาย ตสฺมึเยว ปาสาเท อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฯ อลงฺกตนาคมาณวิกา ตสฺส สนฺติกํ คจฺฉนฺติ ฯ เยภุยฺเยนสฺส สีลํ ภิชฺชติ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย ปาสาทา นิกฺขมิตฺวา อุยฺยานํ คจฺฉติ ฯ ตา ตตฺรปิ คจฺฉนฺติ ฯ อุโปสโถ ภิชฺชเตว ฯ ตโต จินฺเตสิ มยา อโต นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา มนุสฺสโลกํ คนฺตฺวา อุโปสถวาสํ วสิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย อุโปสถทิวเสสุ นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา เอกสฺส ปจฺจนฺตคามสฺส อวิทูเร มคฺคสมีเป วมฺมิกมตฺถเก มม จมฺมาทีหิ อตฺถิกา คณฺหนฺตุ มํ กีฬาสปฺปํ กาตุกามา กโรนฺตูติ สรีรํ ทานมุเข วิสชฺเชตฺวา โภเค อาภุชิตฺวา นิปนฺโน อุโปสถวาสํ วสติ ฯ มหามคฺเค คจฺฉนฺตา จ อาคจฺฉนฺตา จ ตํ ทิสฺวา คนฺธาทีหิ ปูชิตฺวา ปกฺกมนฺติ ฯ ปจฺจนฺตคามวาสิโน คนฺตฺวา มหานุภาโว นาคราชาติ อุปริ มณฺฑปํ กตฺวา สมนฺตา พาลุกํ โอกิริตฺวา คนฺธาทีหิ ปูชยึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย มนุสฺสา มหาสตฺเต ปสีทิตฺวา ปูชํ กตฺวา ปุตฺตํ ปตฺเถนฺติ ธีตรํ ปตฺเถนฺติ ฯ

มหาสตฺโตปิ อุโปสถกมฺมํ กโรนฺโต จาตุทฺทสีปณฺณรเสสุ วมฺมิกมตฺถเก นิปชฺชิตฺวา ปาฏิปเท นาคภวนํ คจฺฉติ ฯ ตสฺเสวํ อุโปสถํ กโรนฺตสฺส อทฺธา วีติวตฺโต ฯ อถ นํ เอกทิวสํ สุมนา นาม อคฺคมเหสี อาห เทว ตฺวํ มนุสฺสโลกํ คนฺตฺวา อุโปสถวาสํ อุปวสิ มนุสฺสโลโก จ สาสงฺโก สปฺปฏิภโย สเจ เต ภยํ อุปฺปชฺเชยฺย อถ มยํ เยน นิมิตฺเตน ชาเนยฺยาม ตํ โน อาจิกฺขาหีติ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต มงฺคลโปกฺขรณิยา ตีรํ เนตฺวา สเจ มํ ภทฺเท โกจิ ปหริตฺวา กิลเมสฺสติ อิมิสฺสา โปกฺขรณิยา อุทกํ อาวิลํ ภวิสฺสติ สเจ สุปณฺโณ คณฺหิสฺสติ อุทกํ ปกฺกุฏฺฐิสฺสติ สเจ อหิตุณฺฑิโก คณฺหิสฺสติ อุทกํ โลหิตวณฺณํ ภวิสฺสตีติ ฯ เอวํ ตสฺสา ตีณิ นิมิตฺตานิ อาจิกฺขิตฺวา จาตุทฺทสีอุโปสถํ อธิฏฺฐาย นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา วมฺมิกมตฺถเก นิปชฺชิ สรีรโสภาย วมฺมิกํ โสภยมาโน ฯ สรีรํปิสฺส รชฏทามํ วิย เสตํ อโหสิ ฯ มตฺถโก รตฺตกมฺพลเคณฺฑุโก วิย ฯ อิมสฺมึ ปน ชาตเก โพธิสตฺตสฺส สรีรํ นงฺคลสีสปฺปมาณํ อโหสิ ฯ ภูริทตฺตชาตเก อูรุปฺปมาณํ ฯ สงฺขปาลชาตเก เอกโทณิกนาวปฺปมาณํ ฯ

ตทา เอโก พาราณสิวาสี มาณโว ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา ทิสาปาโมกฺขาจริยสฺส สนฺติเก อาลมฺภายนมนฺตํ อุคฺคณฺหิตฺวา เตน มคฺเคน อตฺตโน เคหํ คจฺฉนฺโต มหาสตฺตํ ทิสฺวา อหํ อิมํ สปฺปํ คเหตฺวา คามนิคมราชธานีสุ กีฬาเปนฺโต ธนํ อุปฺปาเทสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ทิพฺโพสธานิ คเหตฺวา ทิพฺพมนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา มหาสตฺตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ทิพฺพมนฺตสุตกาลโต ปฏฺฐาย มหาสตฺตสฺส กณฺเณสุ ตตฺตสลากปฺปเวสนกาโล วิย ชาโต มตฺถโก สิขเรน อภิมตฺถิยมาโน วิย ชาโต ฯ โส โก นุโข เอโสติ โภคนฺตรโต สีสํ อุกฺขิปิตฺวา โอโลเกนฺโต อหิตุณฺฑิกํ ทิสฺวา จินฺเตสิ มม วิสํ มหนฺตํ สจาหํ กุชฺฌิตฺวา นาสวาตํ วิสชฺเชสฺสามิ เอตสฺส สรีรํ ภสฺมมุฏฺฐิ วิย วิปฺปกิริสฺสติ อถ เม สีลํ ขณฺฑํ ภวิสฺสติ น ตํ โอโลเกสฺสามีติ ฯ โส อกฺขีนิ นิมฺมิลิตฺวา สีสํ โภคนฺตเร ฐเปสิ ฯ อหิตุณฺฑิกพฺราหฺมโณ โอสธํ ขาทิตฺวา มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา เขฬํ มหาสตฺตสฺส สรีเร โอกฺขิปิ ฯ โอสธานญฺจ มนฺตสฺส จานุภาเวน เขเฬน ผุฏฺฐผุฏฺฐฏฺฐาเน โผฏานํ อุฏฺฐานกาโล วิย ชาโต ฯ อถ นํ โส นงฺคุฏฺเฐ คเหตฺวา อากฑฺฒิตฺวา ทีฆโต นิปชฺชาเปตฺวา อชปททณฺเฑน อุปฺปีเฬนฺโต ทุพฺพลํ กตฺวา สีสํ ทฬฺหํ คเหตฺวา นิปฺปีฬิ ฯ มหาสตฺโต มุขํ วิวริ ฯ อถสฺส มุเข เขฬํ โอกฺขิปิตฺวา โอสธมนฺตํ กตฺวา ทนฺเต ภินฺทิ ฯ มุขํ โลหิตสฺส ปูริ ฯ มหาสตฺโต อตฺตโน สีลเภทภเยน เอวรูปํ ทุกฺขํ อธิวาเสนฺโต อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา โอโลกนมตฺตํปิ น กริ ฯ โสปิ นาคราชานํ ทุพฺพลํ กริสฺสามีติ นงฺคุฏฺฐโต ปฏฺฐายสฺส อฏฺฐีนิ จุณฺณิยมาโน วิย สกลสรีรํ มทฺทิตฺวา ปฏฺฏกเวฐิมํ นาม เวเฐสิ ตนฺตกมชฺชนํ นาม มชฺชิ นงฺคุฏฺเฐ คเหตฺวา ทุสฺสโปถิมํ นาม โปเถสิ ฯ มหาสตฺตสฺส สกลสรีรํ โลหิตมกฺขิตํ อโหสิ ฯ โส มหาเวทนํ อธิวาเสสิ ฯ อถสฺส ทุพฺพลภาวํ ญตฺวา วลฺลีหิ เปฬํ กริตฺวา ตตฺถ นํ ปกฺขิปิตฺวา ปจฺจนฺตคามํ เนตฺวา มหาชนสฺส มชฺเฌ กีฬาเปสิ ฯ นีลาทีสุ วณฺเณสุ วฏฺฏจตุรสฺสาทีสุ สณฺฐาเนสุ อณุํถูลาทีสุ ปมาเณสุ ยํ ยํ พฺราหฺมโณ อิจฺฉติ มหาสตฺโต ตํ ตเทว กตฺวา นจฺจติ ผณสตํปิ ผณสหสฺสํปิ กโรติเยว ฯ มหาชโน ปสีทิตฺวา พหุํ ธนํ อทาสิ ฯ เอกทิวสเมว กหาปณสหสฺสํ สหสฺสคฺฆนเก จ ปริกฺขาเร ลภิ ฯ พฺราหฺมโณ อาทิโตว สหสฺสํ ลภิตฺวา วิสชฺเชสฺสามีติ จินฺเตสิ ฯ ตํ ปน ธนํ ลภิตฺวา ปจฺจนฺตคาเมเยว ตาว เม เอตฺตกํ ธนํ ลทฺธํ ราชราชมหามตฺตานํ สนฺติเก พหุธนํ ลภิสฺสามีติ สกฏญฺจ สุขยานกญฺจ คเหตฺวา สกเฏ ปริกฺขาเร จ ฐเปตฺวา สุขยานเก นิสินฺโน มหนฺเตน ปริวาเรน มหาสตฺตํ คามนิคมาทีสุ กีฬาเปนฺโต พาราณสิยํ อุคฺคเสนสฺส รญฺโญ สนฺติเก กีฬาเปตฺวา วิสชฺเชสฺสามีติ อคมาสิ ฯ โส มณฺฑุเก มาเรตฺวา นาครญฺโญ เทติ ฯ นาคราชา ปุนปฺปุนํ เอส มํ นิสฺสาย มาเรสฺสติ ตํ น ขาทิสฺสามีติ ตํ น ขาทติ ฯ อถสฺส มธุลาเช อทาสิ ฯ มหาสตฺโต สจาหํ โคจรํ คณฺหิสฺสามิ อนฺโตเปฬาย เอว มรณํ ภวิสฺสตีติ เตปิ น ขาทติ ฯ พฺราหฺมโณ มหาสตฺเตน พาราณสึ ปตฺวา ทฺวารคาเมสุ กีฬาเปนฺโต พหุธนํ ลภิ ฯ ราชาปิ นํ ปกฺโกสาเปตฺวา อมฺหากํ กีฬาเปหีติ อาห ฯ สาธุ เทว เสฺว ปณฺณรเส ตุมฺหากํ กีฬาเปสฺสามีติ ฯ ราชา เสฺว นาคราชา ราชงฺคเณ นจฺจิสฺสติ มหาชโน สนฺนิปติตฺวา ปสฺสตูติ เภริญฺจาราเปตฺวา ปุนทิวเส ราชงฺคณํ อลงฺการาเปตฺวา พฺราหฺมณํ ปกฺโกสาเปสิ ฯ โส รตนเปฬาย มหาสตฺตํ เนตฺวา จิตฺตตฺถเร เปฬํ ฐเปตฺวา นิสีทิ ฯ ราชาปิ ปาสาทา โอรุยฺห มหาชนปริวุโต ราชาสเน นิสีทิ ฯ พฺราหฺมโณ มหาสตฺตํ นีหริตฺวา นจฺจาเปสิ ฯ มหาชนา สกภาเวน สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตา เจลุกฺเขปสตสหสฺสานิ ปวตฺเตนฺติ ฯ โพธิสตฺตสฺส อุปริ สตฺตรตนวสฺสํ วสฺสิ ฯ ตสฺส คหิตสฺส มาโส สมฺปูริ ฯ เอตฺตกํ กาลํ นิราหาโรว อโหสิ ฯ

สุมนา อติจิรายติ เม ปิยสามิโก อิทานิสฺส อิธ อนาคจฺฉนฺตสฺส มาโส สมฺปุณฺโณ กินฺนุ โข การณนฺติ คนฺตฺวา โปกฺขรณึ โอโลเกนฺตี โลหิตวณฺณํ อุทกํ ทิสฺวา อหิตุณฺฑิเกน คหิโต ภวิสฺสตีติ ญตฺวา นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา วมฺมิกสนฺติกํ คนฺตฺวา มหาสตฺตสฺส คหิตฏฺฐานญฺจ กิลมิตฏฺฐานญฺจ ทิสฺวา โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา ปจฺจนฺตคามํ คนฺตฺวา ปุจฺฉิตฺวา ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา พาราณสึ คนฺตฺวา ราชทฺวาเร ปริสมชฺเฌ อากาเส โรทมานา อฏฺฐาสิ ฯ มหาสตฺโต นจฺจนฺโตว อากาสํ โอโลเกนฺโต ตํ ทิสฺวา ลชฺชิโต เปฬํ ปวิสิตฺวา นิปชฺชิ ฯ ราชา ตสฺส เปฬํ ปวิฏฺฐกาเล กินฺนุ โข การณนฺติ อิโตจีโตจ โอโลเกนฺโต ตํ อากาเส ฐิตํ ทิสฺวา ปฐมํ คาถมาห

กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ โอสธี วิย ตารกา

เทวตา นุสิ คนฺธพฺพี น ตํ มญฺญามิ มานุสีติ ฯ

ตตฺถ น ตํ มญฺญามิ มานุสีติ อหนฺตํ มานุสีติ น มญฺญามิ ตยา เทวตาย คนฺธพฺพิยา วา ภวิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ

อิทานิ เตสํ วจนปฏิวจนคาถา โหนฺติ

นมฺหิ เทวี น คนฺธพฺพี น มหาราช มานุสี

นาคกญฺญาสฺมิ ภทฺทนฺเต อตฺเถนมฺหิ อิธาคตา ฯ

วิพฺภนฺตจิตฺตา กุปิตินฺทฺริยาสิ

เนตฺเตหิ เต วาริคณา สวนฺติ

กินฺเต นฏฺฐํ กึ ปน ปตฺถยานา

อิธาคตา นาริ ตทึฆ พฺรูหิ ฯ

ยมุคฺคเตโช อุรโคติ จาหุ

นาโคติ นํ อาหุ มนุสฺสโลเก

ตมคฺคหี ปุริโส ชีวิกตฺโถ

ตํ พนฺธนา มุญฺจ ปตี มเมโส ฯ

กถนฺวยํ พลวิริยูปปนฺโน

หตฺถตฺถมาคจฺฉิ วนิพฺพกสฺส

อกฺขาหิ เม นาคกญฺเญ ตมตฺถํ

กตํ วิชาเนมุ คหีตนาคํ ฯ

นครํปิ นาโค ภสฺมํ กเรยฺย

ตถาหิ โส พลวิริยูปปนฺโน

ธมฺมญฺจ นาโค อปจายมาโน

ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรตีติ ฯ

ตตฺถ อตฺเถนมฺหีติ อหํ เอกการณํ ปฏิจฺจ อิธาคตา ฯ กุปิตินฺทฺริยาติ กิลิฏฺฐอินฺทฺริยา ฯ วาริคณาติ อสฺสุพินฺทุฆฏา ฯ อุรโคติ จาหูติ อุรโคติ จายํ มหาชโน กเถสิ ฯ ตมคฺคหี ปุริโสติ อยํ ปุริโส ตํ นาคราชานํ ชีวิกตฺถาย อคฺคเหสิ ฯ วนิพฺพกสฺสาติ อิมสฺส วนิพฺพกสฺส ปุริสสฺส กถํ นุ เอส มหานุภาโว สมาโน หตฺถตฺถํ อาคโตติ ปุจฺฉิ ฯ ธมฺมญฺจาติ ปญฺจสีลธมฺมํ อุโปสถวาสธมฺมญฺจ ครุํ กโรนฺโต วิหรติ ตสฺมา อิมินา ปุริเสน คหิโตปิ สจาหํ อิมสฺส อุปริ นาสวาตํ วิสชฺเชสฺสามิ ภสฺมมุฏฺฐิ วิย วิปฺปกิริสฺสติ เอวํ เม สีลํ ภิชฺชิสฺสตีติ สีลเภทภเยน ปรกฺกมฺม ตํ ทุกฺขํ อธิวาเสตฺวา ตโป กโรติ วิริยเมว กโรตีติ อาห ฯ

ราชา ปน กถํ ปเนโส อิมินา คหิโตติ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺสา อาจิกฺขนฺตี คาถมาห

จาตุทฺทสี ปณฺณรสี จ ราชา

จตุปฺปเถ สมฺมติ นาคราชา

ตมคฺคหี ปุริโส ชีวิกตฺโถ

ตํ พนฺธนา มุญฺจ ปตี มเมโสติ ฯ

ตตฺถ จตุปฺปเถติ จตุกฺกมคฺคสฺส อาสนฺนฏฺฐาเน เอกสฺมึ วมฺมิเก จตุรงฺคสมนฺนาคตํ อธิฏฺฐานํ อธิฏฺฐหิตฺวา อุโปสถวาสํ วสนฺโต นิปชฺชีติ อตฺโถ ฯ ตํ พนฺธนาติ ตํ เอวํ ธมฺมิกํ คุณวนฺตํ นาคราชานํ เอตสฺส ธนํ ทตฺวา เปฬพนฺธนา ปมุญฺจาติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ปุนปิ ตํ ยาจนฺตี เทฺว คาถา อภาสิ

โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา

วาริเคเห สยา นารี ตาปิ ตํ สรณํ คตา ฯ

ธมฺเมน โมเจหิ อสาหเสน

คาเมน นิกฺเขน ควํ สเตน

โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ

ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมาติ ฯ

ตตฺถ โสฬสิตฺถีสหสฺสานีติ มา ตฺวํ เอส โย วา โส วา ทลิทฺทนาโคติ มญฺญิตฺถ เอตสฺส หิ เอตฺตกา สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตา อิตฺถิโยว เสสา สมฺปตฺตี อปฺปริมาณาติ ทสฺเสติ ฯ วาริเคเห สยาติ อุทกจฺฉทนํ อุทกคพฺภํ กตฺวา ตตฺถ สยนสีลา ฯ โอสฺสฏฺฐกาโยติ นิสฺสฏฺฐกาโย หุตฺวา ฯ จราตูติ จรตุ ฯ

อถ นํ ราชา ติสฺโส คาถา อภาสิ

ธมฺเมน โมเจมิ อสาหเสน

คาเมน นิกฺเขน ควํ สเตน

โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ

ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ

ทมฺมิ นิกฺขสตํ ลุทฺท ถูลญฺจ มณิกุณฺฑลํ

จตุรสฺสญฺจ ปลฺลงฺกํ อุมฺมารปุปฺผสนฺนิภํ ฯ

เทฺว จ สาทิสิโย ภริยา อุสภญฺจ ควํ สตํ

โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ

ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมาติ ฯ

ตตฺถ ลุทฺทาติ ราชา อุรคํ โมเจตุํ อหิตุณฺฑิกํ อามนฺเตตฺวา ตสฺส ทาตพฺพํ เทยฺยธมฺมํ เทเสนฺโต เอวมาห ฯ คาถา ปน เหฏฺฐา วุตฺตตฺถาเยว ฯ

อถ นํ ลุทฺทโก อาห

วินาปิ ทานา ตว วจนํ ชนินฺท

มุญฺเจมิ นํ อุรคํ พนฺธนสฺมา

โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ

ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมาติ ฯ

ตตฺถ ตว วจนนฺติ มหาราช วินาปิ ทาเนน ตว วจนเมว อมฺหากํ ครุ ฯ มุญฺเจมิ นนฺติ มุญฺจิสฺสามิ เอตนฺติ วทติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา มหาสตฺตํ เปฬโต นีหริ ฯ นาคราชา นิกฺขมิตฺวา ปุปฺผนฺตรํ ปวิสิตฺวา ตํ อตฺตภาวํ วิชหิตฺวา มาณวกวณฺเณน อลงฺกตสรีโร หุตฺวา ปฐวึ ภินฺทิตฺวา วิย นิกฺขนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ สุมนา อากาสา โอตริตฺวา ตสฺส สนฺติเก ฐิตา ฯ นาคราชา อญฺชลึ ปคฺคยฺห ราชานํ นมสฺสมาโน อฏฺฐาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เทฺว คาถา อภาสิ

มุตฺโต จมฺเปยฺยโก นาโค ราชานํ เอตทพฺรวิ

นโม เต กาสิราชตฺถุ นโม เต กาสิวฑฺฒน

อญฺชลึ เต ปคฺคณฺหามิ ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ฯ

อทฺธา หิ ทุพฺพิสฺสาสเมตมาหุ

ยํ มานุโส วิสฺสเส อมานุสมฺหิ

สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ

ทกฺเขมุ เต นาค นิเวสนานีติ ฯ

ตตฺถ ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนนฺติ มม นิเวสนํ จมฺเปยฺยนาคภวนํ รมณียํ ปสฺสิตพฺพยุตฺตกํ ตํ เต อหํ ทสฺเสตุกาโม ตํ สพลวาหโน คนฺตฺวา ปสฺส นรินฺทาติ วทติ ฯ ทุพฺพิสฺสาสนฺติ ทุพฺพิสฺสาสนียํ ฯ สเจ จาติ สเจ มํ ยาจสิ ปสฺเสยฺยาม เต นิเวสนานิ อปิจ โข น ตํ สทฺทหามีติ วทติ ฯ

อถ นํ สทฺทหาเปตุํ สปถํ กโรนฺโต มหาสตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

สเจปิ วาโต คิริมาวเหยฺย

จนฺโท จ สุริโย จ ฉมา ตเปยฺยุํ

สพฺพา จ นชฺโช ปฏิโสตํ วเหยฺยุํ

น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ

นภํ ผเลยฺย อุทธิ วิสุสฺเส

สํวตฺเตยฺย ภูตธรา พสุนฺธรา

สิลุจฺจโย เมรุ สมูลมุพฺพเห

น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยนฺติ ฯ

ตตฺถ สํวตฺเตยฺย ภูตธรา พสุนฺธราติ อยํ ภูตธราติ จ วสุนฺธราติ จ สํขฺยํ คตา มหาปฐวี กิลญฺชํ วิย สํวตฺเตยฺย ฯ สมูลมุพฺพเหติ เอวํ มหาสิเนรุปพฺพโต สมูโล อุฏฺฐาย ปุราณปุณฺณํ วิย อากาเส อุพฺพเห ปกฺขนฺเทยฺย ฯ

โส มหาสตฺเตน เอวํ วุตฺเต อสทฺทหนฺโต ปุนปิ ตเมว คาถํ วตฺวา

อทฺธา หิ ทุพฺพิสฺสาสเมตมาหุ

ยํ มานุโส วิสฺสเส อมานุสมฺหิ

สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ

ทกฺเขมุ เต นาค นิเวสนานีติ ตฺวํ มยา กตคุณํ ชานิตุํ อรหสิ สทฺทหิตุํ ปน ยุตฺตภาวํ วา อยุตฺตภาวํ วา อหํ ชานิสฺสามีติ ปกาเสนฺโต อิตรํ คาถมาห

ตุมฺเห โขตฺถ โฆรวิสา อุฬารา

มหาเตชา ขิปฺปโกปาว โหถ

มม การณา พนฺธนสฺมา ปมุตฺโต

อโหสิ โน ชานิตเว กตานีติ ฯ

ตตฺถ อุฬาราติ อุฬารวิสา ฯ ชานิตเวติ ชานิตุํ ฯ

อถ นํ สทฺทหาเปตุํ ปุน สปถํ กโรนฺโต มหาสตฺโต คาถมาห

โส ปจฺจตํ นิรเย โฆรรูเป

มา กายิกํ สาตมลตฺถ กิญฺจิ

เปฬาย พนฺโธ มรณํ อุเปตุ

โย ตาทิสํ กมฺมกตํ น ชาเนติ ฯ

ตตฺถ ปจฺจตนฺติ ปจฺจตุ ฯ กมฺมกตนฺติ กตกมฺมํ เอวํ คุณการกํ ตุมฺหาทิสํ โย น ชานาติ โส เอวรูโป โหตูติ วทติ ฯ

อถสฺส ราชา สทฺทหิตฺวา ถุตึ กโรนฺโต คาถมาห

สจฺจปฺปฏิญฺญา ตวเมส โหตุ

อกฺโกธโน โหหิ อนูปนาหี

สพฺพญฺจ เต นาคกุลํ สุปณฺณา

อคฺคีว คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตูติ

ตตฺถ ตวเมส โหตูติ ตว เอสา ปฏิญฺญา สจฺจา โหตุ ฯ อคฺคีว คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตูติ ยถา มนุสฺสา คิมฺหกาเล สนฺตาปํ อนิจฺฉนฺตา ชลมานํ อคฺคึ วิวชฺชยนฺติ เอวํ วิวชฺชยนฺตุ ทูรโตว ปริหรนฺตุ ฯ

มหาสตฺโตปิ รญฺโญ ถุตึ กโรนฺโต อิตรํ คาถมาห

อนุกมฺปสี นาคกุลํ ชนินฺท

มาตา ยถา สุปฺปิย เอกปุตฺตํ

อหญฺจ เต นาคกุเลน สทฺธึ

กาหามิ เวยฺยาวฏิกํ อุฬารนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา นาคภวนํ คนฺตุกาโม เสนาคมนสชฺชํ กาตุํ อาณาเปนฺโต คาถา อภาสิ

โยเชนฺตุ เว ราชรเถ สุจิตฺเต

กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต

นาเค จ โยเชนฺตุ สุวณฺณกปฺปเน

ทกฺเขมุ นาคสฺส นิเวสนานีติ ฯ

ตตฺถ กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเตติ สุสิกฺขิเต กมฺโพชรฏฺฐสมฺภเว อสฺสตเร โยเชนฺตุ ฯ

อิตรา อภิสมฺพุทฺธคาถา

เภรีมุทิงฺคา ปณวา จ สงฺขา

อาวชฺชยึสุ อุคฺคเสนรญฺโญ

ปายาสิ ราชา พหุ โสภมาโน

ปุรกฺขโต นาริคณสฺส มชฺเฌติ ฯ

ตตฺถ พหุ โสภมาโนติ ภิกฺขเว โส พาราณสิราชา โสฬสหิ นารีสหสฺเสหิ ปุรกฺขโต ปริวาริโต ตสฺส นารีคณสฺส มชฺเฌ พาราณสิโต นาคภวนํ คจฺฉนฺโต อติวิย โสภมาโน ปายาสิ ฯ

ตสฺส นครา นิกฺขมนกาเลเยว มหาสตฺโต อตฺตโน อานุภาเวน นาคภวนํ สพฺพรตนมยปาการญฺจ ทฺวารฏฺฏาลเก จ ทิสฺสมานรูเป กตฺวา นาคภวนคามิมคฺคํ อลงฺกตปฏิยตฺตํ มาเปสิ ฯ ราชา สปริวาโร เตน มคฺเคน นาคภวนํ ปวิสิตฺวา รมณียํ ภูมิภาคญฺจ ปาสาเท จ อทฺทส ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

สุวณฺณจิตฺตกํ ภูมึ อทฺทกฺขิ กาสิวฑฺฒโน

สุวณฺณมเย จ ปาสาเท เวฬุริยผลกตฺถเต ฯ

ส ราชา ปาวิสิ พฺยมฺหํ จมฺเปยฺยสฺส นิเวสนํ

อาทิจฺจวณฺณูปนิภํ กํสวิชฺชูปภสฺสรํ ฯ

นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ นานาคนฺธสมีริตํ

โส ปาเวกฺขิ กาสิราชา จมฺเปยฺยสฺส นิเวสนํ ฯ

ปวิฏฺฐสฺมึ กาสิรญฺเญ จมฺเปยฺยสฺส นิเวสเน

ทิพฺพา ตุริยา ปวชฺชึสุ นาคกญฺญา จ นจฺจยุํ ฯ

ตํ นาคกญฺญา จริตํ คเณน

อนฺวารุหี กาสิราชา ปสนฺโน

นิสีทิ โสวณฺณมยมฺหิ ปีเฐ

สาปสฺสเย จนฺทนสารลิตฺเตติ ฯ

ตตฺถ สุวณฺณจิตฺตกนฺติ สุวณฺณวาลุกาย สนฺถตํ ฯ พฺยมฺหนฺติ อลงฺกตนาคภวนํ ฯ จมฺเปยฺยสฺสาติ นาคภวนํ ปวิสิตฺวา จมฺเปยฺยนาคราชสฺส นิเวสนํ ปาวิสิ ฯ กํสวิชฺชูปภสฺสรนฺติ เมฆมุเข สุวณฺณสตรํสิวิชฺชุ วิย โอภาสมานํ ฯ นานาคนฺธสมีริตนฺติ นานาวิเธหิ ทิพฺพคนฺเธหิ อนุสญฺจริตํ ฯ จริตํ คเณนาติ ตํ นิเวสนํ นาคกญฺญานํ คเณน จริตํ อนุจริตํ ฯ จนฺทนสารลิตฺเตติ ทิพฺพสารจนฺทเนน อนุลิตฺเต ฯ

ตตฺถ นิสินฺนมตฺตสฺเสวสฺส นานคฺครสสมฺปนฺนทิพฺพโภชนํ อุปนาเมสุํ ฯ ตถา โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ เสสราชปริสาย จ ฯ โส จ สตฺตาหมตฺตํ สปริโส ทิพฺพนฺนปานาทีนิ ปริภุญฺชิตฺวา ทิพฺเพหิ กามคุเณหิ อภิรมิตฺวา สุขสยเน นิสินฺโน มหาสตฺตสฺส ยสํ วณฺเณตฺวา นาคราช กสฺมา ปน ตฺวํ เอวรูปํ สมฺปตฺตึ ปหาย มนุสฺสโลเก วมฺมิกมตฺถเก นิปชฺชิตฺวา อุโปสถวาสํ วสีติ ปุจฺฉิ ฯ โสปิสฺส กเถสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

โส ตตฺถ ภุตฺวา จ อโถ รมิตฺวา

จมฺเปยฺยกํ กาสิราชา อโวจ

วิมานเสฏฺฐานิ อิมานิ ตุยฺหํ

อาทิจฺจวณฺณานิ ปภสฺสรานิ

เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก

กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ

ตา กมฺพุกายูรธรา สุวตฺถา

วฏฺฏงฺคุลี ตมฺพตลูปปนฺนา

ปคฺคยฺห ปาเยนฺติ อโนมวณฺณา

เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก

กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ

นชฺโชว เตมา ปุถุโลมมจฺฉา

อาทาสสกุนฺตาภิรุทา สุติตฺถา

เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก

กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ

โกญฺจา มยูรา ทิวิยา จ หํสา

วคฺคุสฺสรา โกกิลา สมฺปตนฺติ

เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก

กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ

อมฺพา จ สาลา ติลกา จ ชมฺพุโย

อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา

เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก

กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ

อิมา จ เต โปกฺขรญฺญา สมนฺตโต

ทิพฺยา จ คนฺธา สตตํ สมฺปวายนฺติ

เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก

กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ

น ปุตฺตเหตุ น ธนสฺส เหตุ

อายุโน วาปิ ชนินฺท เหตุ

มนุสฺสโยนึ อภิปตฺถยาโน

ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรมีติ ฯ

ตตฺถ ตาติ โสฬสสหสฺสนาคกญฺญา สนฺธายาห ฯ กมฺพุกายูรธราติ สุวณฺณาภรณธรา ฯ วฏฺฏงฺคุลีติ ปวาลงฺกุรสทิสวฏฺฏงฺคุลี ฯ ตมฺพตลูปปนฺนาติ อภิรตฺเตหิ หตฺถปาทตเลหิ สมนฺนาคตา ฯ ปาเยนฺตีติ ทิพฺพปานํ อุกฺขิปิตฺวา ตํ ปาเยนฺติ ฯ ปุถุโลมมจฺฉาติ ปุถุลปตฺเตหิ นานามจฺเฉหิ สมนฺนาคตา ฯ อาทาสสกุนฺตาภิรุทาติ อาทาสสงฺขาเตหิ สกุเณหิ อภิรุทา ฯ สุติตฺถาติ สุนฺทรติตฺถา ฯ ทิวิยา จ หํสาติ ทิพฺพหํสา จ ฯ สมฺปตนฺตีติ มนุญฺญรวํ รวนฺตา รุกฺขโต รุกฺขํ สมฺปตนฺติ ฯ ทิพฺยา คนฺธาติ ตาสุ ปน โปกฺขรณีสุ สตตํ ทิพฺยา คนฺธา ปวายนฺติ ฯ อภิปตฺถยาโนติ ปตฺถยนฺโต วิจรามิ ฯ ตสฺมาติ เตน การเณน ปรกฺกมฺม วิริยํ ปคฺคเหตฺวา ตโป กโรมิ อุโปสถํ กโรมิ อุโปสถํ อุปวสามีติ ฯ

เอวํ วุตฺเต ราชา มหาสตฺตสฺส ถุตึ กโรนฺโต คาถมาห

ตฺวํ โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส

อลงฺกโต กปฺปิตเกสมสฺสุ

สุโรสิโต โลหิตจนฺทเนน

คนฺธพฺพราชาว ทิสา ปภาสสิ ฯ

เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว

สพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต

ปุจฺฉามิ ตํ นาคราเช ตมตฺถํ

เสยฺโย อิโต เกน มนุสฺสโลโกติ ฯ

ตตฺถ สุโรสิโตติ สุวิลิตฺโต ฯ

อถสฺส อาจิกฺขนฺโต นาคราชา อาห

ชนินฺท นาญฺญตฺร มนุสฺสโลกา

สุทฺธิ วา สํวิชฺชติ สํยโม วา

อหญฺจ ลทฺธาน มนุสฺสโยนึ

กาหามิ ชาติมรณสฺส อนฺตนฺติ ฯ

ตตฺถ สุทฺธิ วาติ มหาราช อญฺญตฺร มนุสฺสโลกา อมตนิพฺพานสงฺขาตา สุทฺธิ วา สีลสํยโม วา นตฺถิ ฯ อนฺตนฺติ มนุสฺสโยนึ ลทฺธา ชาติชรามรณสฺส อนฺตํ กริสฺสามีติ ตโป กโรมีติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา คาถมาห

อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา

พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน

นาริโย จ ทิสฺวาน ตฺวญฺจ นาค

กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ

ตตฺถ นาริโย จาติ อิมา ตว นาคกญฺญาโย จ ตฺวญฺจ ทิสฺวา พหุปุญฺญานิ กริสฺสามีติ วทติ ฯ

อถ นํ นาคราชา อาห

อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา

พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน

นาริโย จ ทิสฺวาน มมญฺจ ราช

กโรหิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯ

ตตฺถ กโรหีติ กเรยฺยาสิ มหาราชาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต อุคฺคเสโน คนฺตุกาโม หุตฺวา นาคราช จิรํ วสิมฺหา คมิสฺสามาติ อาปุจฺฉิ ฯ

อถ นํ มหาสตฺโต เตนหิ มหาราช ยาวทิจฺฉกํ ธนํ คณฺหาหีติ ธนํ ทสฺเสนฺโต อาห

อิทญฺจ เม ชาตรูปํ ปหูตํ

ราสี สุวณฺณสฺส จ ตาลมตฺตา

อิโต หริตฺวา โสวณฺณฆรานิ การย

รูปิยสฺส จ ปาการํ กโรนฺตุ ฯ

มุตฺตานญฺจ วาหสหสฺสานิ ปญฺจ

เวฬุริยมิสฺสานํ อิโต หริตฺวา

อนฺเตปุเร ภูมิยํ สนฺถรนฺตุ

นิกฺกทฺทมา เหหิติ นีรชา จ ฯ

เอตาทิสํ อาวส ราชเสฏฺฐ

วิมานเสฏฺฐํ พหุ โสภมานํ

พาราณสึ นครํ อิทฺธ ผีตํ

รชฺชญฺจ กาเรสิ อโนมปญฺญาติ ฯ

ตตฺถ ราสีติ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ ตาลปฺปมาณา ราสิโย ฯ โสวณฺณฆรานีติ สุวณฺณเคหานิ ฯ นิกฺกทฺทมาติ เอวํ สนฺเต อนฺเตปุเร ภูมิ นิกฺกทฺทมา จ นีรชา จ ภวิสฺสติ ฯ เอตาทิสนฺติ เอวรูปํ สุวณฺณมยํ รชฏมยํ ปาการํ มุตฺตาเวฬุริยสนฺถตํ ภูมิภาคํ ฯ ผีตนฺติ ผีตํ เอว พาราณสินครํ อาวส ฯ อโนมปญฺญาติ อลามกปญฺญ ฯ

ราชา ตสฺส กถํ สุตฺวา อธิวาเสสิ ฯ มหาสตฺโต นาคภวเน เภริญฺจาราเปตฺวา สพฺเพ ราชปุริสา ยาวทิจฺฉกํ หิรญฺญสุวณฺณาทิกํ ธนํ คณฺหนฺตูติ รญฺโญ จ อเนเกหิ สกฏสเตหิ ธนํ เปเสสิ ฯ ราชา มหนฺเตน ยเสน นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา พาราณสิเมว คโต ฯ ตโต ปฏฺฐาย กิร ชมฺพูทีปตลํ สหิรญฺญํ ชาตํ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ โปราณกปณฺฑิตา นาคสมฺปตฺตึ ปหาย อุโปสถวาสํ วสึสูติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อหิตุณฺฑิโก เทวทตฺโต อโหสิ สุมนา ราหุลมาตา อโหสิ อุคฺคเสโน สารีปุตฺโต อโหสิ จมฺเปยฺยนาคราชา ปน อหเมวาติ ฯ

จมฺเปยฺยชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ทสมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๐๕. โสมนัสสชาดกชาดกถัดไป๕๐๗. มหาปโลภนชาดก