ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จัมเปยยชาดก
ชาดกที่ ๕๐๖ · วิสตินิบาตชาดก

จัมเปยยชาดก

ว่าด้วยบำเพ็ญตบะเพื่อต้องการเกิดเป็นมนุษย์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๘๐ · บรรทัด ๘๗๐๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจัมเปยยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอยู่รักษาอุโบสถกรรมเป็นความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถกรรมเหมือนกันอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น ทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอังครัฐ ราชธานี. ในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะต่อกัน มีแม่น้ำชื่อจัมปานที ได้มีนาคพิภพอยู่ใต้แม่น้ำจัมปานทีนั้น. พระยานาคราชชื่อว่าจัมเปยยะ ครองราชสมบัติในนาคพิภพนั้น. (โดยปกติ พระราชาแห่งแคว้นทั้งสอง เป็นศัตรูกระทำยุทธชิงชัยแก่กันและกันเนือง ๆ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ) บางครั้งพระเจ้ามคธราช ยึดแคว้นอังคะได้ บางครั้งพระเจ้าอังคราชยึดแคว้นมคธได้.

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ามคธราช กระทำยุทธนาการกับพระเจ้าอังคราชทรงปราชัยต่อยุทธสงคราม เสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งหลบหนีไป ถึงฝั่งจัมปานทีพวกทหารพระเจ้าอังคราช ติดตามไปทันเข้า จึงทรงพระดำริว่า เราโดดน้ำตายเสียดีกว่าตายในเงื้อมมือของข้าศึกดังนี้แล้ว จึงโจนลงสู่แม่น้ำ พร้อมทั้งม้าพระที่นั่ง. ครั้งนั้น จัมเปยยนาคราช เนรมิตมณฑปแก้วไว้ภายในห้วงน้ำแวดล้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ดื่มมหาปานะอยู่. ม้าพระที่นั่งกับพระเจ้ามคธราช จมน้ำดิ่งลงไป เฉพาะพระพักตร์แห่งพระยานาคราช. พระยานาคราชเห็นพระราชาทรงเครื่องประดับตกแต่งก็บังเกิดความสิเนหา จึงลุกจากอาสนะทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย แล้วอัญเชิญให้พระราชาประทับนั่งบนบัลลังก์ของตน ทูลถามถึงเหตุที่ดำน้ำลงมา. พระเจ้ามคธราชตรัสเล่าความตามเป็นจริง.

ลำดับนั้น จัมเปยยนาคราชปลอบโยนพระเจ้ามคธราชให้เบาพระทัยว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย ข้าพระพุทธเจ้าจักช่วยจัดการให้พระองค์เป็นเจ้าของทั้งสองรัฐ ดังนี้แล้ว เสวยยศอันยิ่งใหญ่อยู่๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงออกจากนาคพิภพ พร้อมด้วยพระเจ้ามคธราช. พระเจ้ามคธราชทรงจับพระเจ้าอังคราชได้ด้วยอานุภาพของพระยานาคราช แล้วตรัสสั่งให้สำเร็จโทษเสีย เสวยราชสมบัติในสองรัฐสีมามณฑล. นับแต่นั้นมาความวิสาสะคุ้นเคยระหว่างพระเจ้ามคธราช กับพระยานาคราชก็ได้กระชับมั่นคงยิ่งขึ้น. พระเจ้ามคธราชให้สร้างรัตนมณฑปขึ้นที่ฝั่งจัมปานที แล้วเสด็จออกกระทำพลีกรรมแก่พระยานาคราชด้วยมหาบริจาคทุก ๆ ปี. แม้พระยานาคราชก็ออกจากนาคพิภพมารับพลีกรรมพร้อมด้วยมหาบริวาร. มหาชนพากันมาเฝ้าดูสมบัติของพระยานาคราช.

กาลครั้งนั้น พระบรมโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเข็ญใจ ไปที่ฝั่งน้ำพร้อมด้วยราชบริษัท เห็นสมบัติของพระยานาคราชนั้นแล้ว ก็เกิดโลภเจตนาปรารถนาจะได้สมบัตินั้น จึงทำบุญให้ทานรักษาศีล พอจัมเปยยนาคราชทำกาลกิริยาไปได้ ๗ วัน ก็จุติไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ ณ ห้องอันมีสิริในปราสาทที่อยู่ของจัมเปยยนาคราชนั้น สรีระร่างกายของพระบรมโพธิสัตว์ได้ปรากฏใหญ่โต มีวรรณะขาวราวกะพวงดอกมะลิสด. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นก็เกิดวิปฏิสาร คิดไปว่า อิสริยยศในฉกามาวจรสวรรค์ เป็นเสมือนข้าวเปลือกที่เขาโกยกองเก็บไว้ในฉาง ได้มีแก่เรา ด้วยผลแห่งกุศลที่เราทำไว้ เราสิกลับมาถือปฏิสนธิในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่ดังนี้แล้วเกิดความคิดที่จะตาย. ลำดับนั้น นางนาคมาณวิกา ชื่อว่า สุมนา เห็นพระมหาสัตว์นั้นแล้วดำริว่า ชะรอยจักเป็นสัตว์ผู้มีอานุภาพมากมาเกิดแน่ดังนี้แล้วจึงให้สัญญาแก่นางนาคมาณวิกาทั้งหลาย. นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นทั้งหมดต่างถือนานาดุริยสังคีต มากระทำการบำเรอขับกล่อมพระมหาสัตว์ นาคพิภพที่สถิตของพระมหาสัตว์นั้น ได้ปรากฏเสมือนพิภพแห่งท้าวสักกเทวราช. มรณจิต (คือจิตที่คิดอยากตาย) ของพระมหาสัตว์ก็ดับหายไป. พระมหาสัตว์เจ้าละเสียซึ่งสรีระของงู ทรงประดับเครื่องสรรพาลังการ ประทับเหนือพระแท่นบรรทม. นับจำเดิมแต่นั้นมา พระอิสริยยศก็ปรากฏแก่พระมหาสัตว์เจ้ามากมาย. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าเสวยนาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น ในเวลาต่อมาก็เกิดวิปฏิสาร คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยกำเนิดดิรัจฉานนี้แก่เรา เราจักอยู่รักษาอุโบสถกรรม พ้นจากอัตภาพนี้ไปสู่ดินแดนมนุษย์ จักได้แทงตลอดสัจจธรรม กระทำที่สุดแห่งทุกข์ดังนี้ นับจำเดิมแต่นั้น ก็ทรงรักษาอุโบสถกรรมอยู่ในปราสาทนั้นทีเดียว. พวกนางมาณวิกา ตกแต่งกายงดงาม พากันไปยังสำนักของพระมหาสัตว์นั้น. ศีลของพระมหาสัตว์ ก็วิบัติทำลายอยู่เนือง ๆ. จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงออกจากปราสาท ไปสู่พระอุทยาน. นางนาคมาณวิถาเหล่านั้น ก็ติดตามไปแม้ในพระอุทยาน อุโบสถศีลของพระมหาสัตว์ก็แตกทำลายอยู่ร่ำไป. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าทรงจินตนาการว่า ควรที่เราจะออกจากนาคพิภพนี้ ไปยังมนุษยโลกอยู่รักษาอุโบสถ. นับแต่นั้นมาเมื่อถึงวันอุโบสถ พระองค์ก็ออกจากนาคพิภพไปยังมนุษยโลก (ทรงประกาศ) สละร่างกาย ในทานมุขว่าใครจะมีความต้องการอวัยวะของเรามีหนังเป็นต้นจงถือเอาเถิด ใครต้องการจะทำให้เราเล่นกีฬางู ก็จงกระทำเถิด แล้วคู้ขดขนดกายนอนรักษาอุโบสถอยู่ที่ยอดจอมปลวกใกล้มรรคา แถบปัจจันตชนบทแห่งหนึ่ง. ชนทั้งหลายเดินผ่านไปมา ในหนทางใหญ่เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าแล้วพากันบูชาด้วยเครื่องสักการะมีของหอมเป็นต้นแล้วหลีกไป. ชาวปัจจันตชนบทไปพบแล้วคิดว่า คงจักเป็นนาคราชผู้มีมหิทธานุภาพ จึงจัดทำมณฑปขึ้นเบื้องบน ช่วยกันเกลี่ยทรายรอบบริเวณ แล้วบูชาด้วยสักการะมีของหอมเป็นต้นจำเดิมแต่นั้นมา มนุษย์ทั้งหลายก็เลื่อมใสในพระมหาสัตว์เจ้า ทำการบูชาปรารถนาบุตรบ้าง ปรารถนาธิดาบ้าง.

แม้พระมหาสัตว์เจ้า ทรงรักษาอุโบสถกรรม ถึงวันจาตุททสี และปัณณรสี ดิถี ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็มานอนอยู่เหนือจอมปลวก ต่อในวันปาฏิบทแรมค่ำหนึ่ง จึงกลับไปสู่นาคพิภพ. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ารักษาอุโบสถอยู่อย่างนี้เวลาล่วงไปเนิ่นนาน. อยู่มาวันหนึ่ง นางสุมนาอัครมเหสี ทูลถามพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปยังมนุษยโลกเข้าอยู่รักษาอุโบสถศีลนั้น ความจริง มนุษยโลกน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน หากว่าภัยจะพึงบังเกิดแก่พระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกหม่อมฉันจะพึงรู้ได้ด้วยนิมิตอย่างไร ขอพระองค์จงตรัสบอกนิมิตอย่างนั้น แก่พวกหม่อมฉันด้วยเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงนำนางสุมนาเทวีไปยังขอบสระมงคลโบกขรณีแล้วตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าหากใคร ๆ จักประหารทำให้เราลำบากไซร้ น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่นมัว ถ้าพญาครุฑจับเอาไป น้ำจักเดือดพลุ่งขึ้นมา ถ้าหมองูจับเอาไป น้ำจักมีสีแดงเหมือนโลหิต พระโพธิสัตว์ตรัสบอกนิมิต ๓ ประการ แก่นางสุมนาเทวีอย่างนี้แล้ว ทรงอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถเสด็จออกจากนาคพิภพไปมนุษยโลก นอนเหนือจอมปลวก ยังจอมปลวกให้งดงามด้วยรัศมีแห่งสรีรกาย แม้สรีรกายของพระมหาสัตว์นั้น ก็ปรากฏขาวสะอาดผุดผาดดังพวงเงิน. ท่อนพระเศียรเบื้องบนคล้ายคลุมไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง. อนึ่ง ในชาดกนี้ สรีรกายของพระโพธิสัตว์มีขนาดเท่าศีรษะคันไถ ในภูริทัตตชาดก มีขนาดเท่าลำขา. ในสังขปาลชาดก มีขนาดเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง.

กาลครั้งนั้น มีมาณพชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปเมืองตักกศิลาเรียนอาลัมภายนมนต์ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เดินทางกลับบ้านของตน โดยผ่านมรรคานั้น เห็นพระมหาสัตว์เจ้าแล้วคิดว่า เราจักจับงูนี้บังคับให้เล่นกีฬา ในคามนิคมราชธานีทั้งหลาย ยังทรัพย์ให้เกิดขึ้นดังนี้แล้วจึงหยิบทิพโอสถ ร่ายทิพมนต์ ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า จำเดิมแต่พระมหาสัตว์เจ้าสดับทิพมนต์แล้ว เกิดอาการเหมือนซี่เหล็กร้อนยอนเข้าไปในพระกรรณทั้งสอง เบื้องพระเศียรปวดร้าวราวกะถูกเหล็กสว่านไช. พระมหาสัตว์เจ้าทรงรำพึงว่า นี่อย่างไรกันหนอ จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงภายในขนดแลไป ได้เห็นหมองูแล้วดำริว่า พิษของเรามากมาย ถ้าเราโกรธแล้วพ่นลมจมูกออกไป สรีระของหมองูนี้จักย่อยแหลกไปเหมือนกองเถ้า แต่เมื่อทำเช่นนั้น ศีลของเราก็จักด่างพร้อย เราจักไม่แลดูหมองูนั้น ท้าวเธอจึงหลับพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเศียรไว้ภายในขนด พราหมณ์หมองูเคี้ยวโอสถแล้วร่ายมนต์พ่นน้ำลาย ลงที่สรีรกายของพระมหาสัตว์. ด้วยอานุภาพแห่งโอสถและมนต์ เรือนร่างของพระมหาสัตว์ในที่ซึ่งถูกน้ำลายรดแล้ว ๆ ปรากฏเป็นเสมือนพองบวมขึ้น ครั้งนั้นพราหมณ์หมองู จึงฉุดหางพระมหาสัตว์ลากลงมาให้นอนเหยียดยาว บีบตัวด้วยไม้กีบแพะทำให้ทุพพลภาพ จับศีรษะให้มั่นแล้วบีบเค้น พระมหาสัตว์จึงอ้าปากออก. ทีนั้นพราหมณ์หมองูจึงพ่นน้ำลายเข้าไปในปากของพระมหาสัตว์ แล้วจัดการพ่นโอสถและมนต์ ทำลายพระทนต์จนหลุดถอน ปากของมหาสัตว์เต็มไปด้วยโลหิต. พระมหาสัตว์สู้อดกลั้นทุกขเวทนาเห็นปานนี้ เพราะกลัวศีลของตัวจะแตกทำลาย ทรงหลับพระเนตรนิ่งมิได้ทำการเหลียวมองดู. แม้พราหมณ์หมองูนั้นยังคิดว่า เราจักทํานาคราช ให้ทุพพลภาพ ดังนี้ จึงขึ้นเหยียบย่ำร่างกายของพระมหาสัตว์ตั้งแต่หางขึ้นไปคล้ายกับจะทำให้กระดูกแหลกละเอียดไป แล้วม้วนพับอย่างผืนผ้า ขยี้กระดูกให้ขยายเช่นอย่างกลายเส้นด้ายให้กระจาย จับหางทบทุบเช่นอย่างทุบผ้า สกลสรีรกายของพระมหาสัตว์แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต พระมหาสัตว์นั้นสู้อดกลั้นมหาทุกขเวทนาไว้. ครั้นพราหมณ์หมองูรู้ว่า พระมหาสัตว์อ่อนกำลังลงแล้วจึงเอาเถาวัลย์มาถักทำเป็นกระโปรง ใส่พระมหาสัตว์ลงไปในกระโปรงนั้นแล้วนำไปสู่ปัจจันตคามให้เล่นท่ามกลางมหาชน. พราหมณ์หมองู ปรารถนาจะให้แสดงท่วงทีอย่างใด ๆ ในประเภทสีมีสีเขียวเป็นต้น และสัณฐานทรวดทรงกลมหรือสี่เหลี่ยมเป็นต้น หรือขนาดเล็กใหญ่เป็นต้น พระมหาสัตว์เจ้าก็กระทำท่วงทีนั้น ๆ ทุกอย่าง ฟ้อนรำทำพังพานได้ตั้งร้อยอย่าง พันอย่าง. มหาชนดูแล้วชอบใจ ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เป็นอันมาก เพียงวันเดียวเท่านั้นได้ทรัพย์ตั้งพัน และเครื่องบริขารราคานับเป็นพัน แต่ชั้นแรก พราหมณ์หมองูคิดไว้ว่า เราได้ทรัพย์สักพันหนึ่งแล้วก็จักปล่อยไป แต่ครั้นได้ทรัพย์จำนวนเท่านั้นแล้วคิดเสียว่า ในปัจจันตคามแห่งเดียว เรายังได้ทรัพย์ถึงขนาดนี้ ในสำนักพระราชาและมหาอำมาตย์ คงจักได้ทรัพย์มากมาย จึงซื้อเกวียนเล่มหนึ่งกับยานสำหรับนั่งสบายเล่มหนึ่ง บรรทุกของลงในเกวียนแล้วนั่งบนยานน้อยพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก บังคับพระมหาสัตว์ให้เล่นในบ้านและนิคมเป็นต้น โดยลำดับไป แล้วคิดว่า เราจักให้นาคราชเล่นถวายในสำนักของพระเจ้าอุคคเสนแล้วก็จักปล่อยดังนี้ แล้วก็เดินทางต่อไป พราหมณ์หมองูฆ่ากบนำมาให้นาคราชกินเป็นอาหาร. นาคราชรำพึงว่า พราหมณ์หมองูนี้ฆ่ากบอยู่บ่อย ๆ เพราะอาศัยเราเป็นเหตุ เราจักไม่บริโภคกบนั้น แล้วไม่ยอมบริโภค. เมื่อพราหมณ์หมอดูรู้ดังนั้น ได้ให้ข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งแก่พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าหากเราจักถือเอาอาหารนี้ไซร้ เราคงจักตายภายในกระโปรงเป็นมั่นคง จึงมิได้บริโภคอาหารแม้เหล่านั้น. พราหมณ์หมองูไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว ให้พระมหาสัตว์เล่นให้คนดู ที่ใกล้ประตูเมืองได้ทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก. แม้พระราชา ก็ตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า เจ้าจงให้งูเล่นให้เราดูบ้าง. เขาทูลสนองพระราชโองการว่าได้พะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าจักให้เล่นถวายพระองค์ ในวันปัณณรสี พรุ่งนี้. พระราชาตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศว่า พรุ่งนี้ นาคราชจักฟ้อนรำที่หน้าชานชาลาหลวง มหาชนจงมาประชุมกันดูเถิด แล้วในวันรุ่งขึ้น ตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งชานชาลาหลวง และตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูมาเฝ้า พราหมณ์หมองู นำพระมหาสัตว์มาด้วยกระโปรงแก้ว ตั้งกระโปรงไว้ที่พื้นลาดอันวิจิตรนั่งคอยอยู่. ฝ่ายพระราชาเสด็จลงจากปราสาท แวดล้อมด้วยหมู่มหาชนประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์. พราหมณ์หมองู นำพระมหาสัตว์ออกมาแล้วให้ฟ้อนรำถวาย. มหาชนพากันดีใจ ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ตามปกติ พากันปรบมือ โบกธงโบกผ้า แสดงความรื่นเริงนับด้วยหมื่นแสน. ฝนรัตนะเจ็ดประการ ก็ตกลงมาตรงเบื้องบนพระโพธิสัตว์ เมื่อพระมหาสัตว์ถูกจับมานั้นครบหนึ่งเดือนเต็มบริบูรณ์ ตลอดเวลาเหล่านี้ พระมหาสัตว์สู้ทน มิได้บริโภคอาหารเลย.

ฝ่ายนางสุมนาเทวีระลึกถึงว่า สามีที่รักของเราเสด็จไปนานนักหนาจนป่านนี้ยังไม่เสด็จมาที่นี่เลย ครบหนึ่งเดือนพอดี จักมีเหตุเภทภัยอะไรหนอดังนี้แล้วจึงไปตรวจดูสระโบกขรณี เห็นมีน้ำสีแดงดังโลหิต ก็ทราบว่าชะรอยสามีของตนจักถูกหมองูจับเอาไป จึงออกจากนาคพิภพไปตรวจดูใกล้จอมปลวกเห็นร่องรอยที่พระมหาสัตว์ถูกหมองูจับ และทำให้ลำบาก แล้วทรงกันแสงร่ำไห้คร่ำครวญ ดำเนินไปยังปัจจันตคามสอบถามดู สดับข่าวความเป็นไปนั้นแล้ว ติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่ามกลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง. พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชาอยู่นั่นแหละ เหลือบแลดูอากาศ เห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อยเข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย. ในเวลาที่พระมหาสัตว์ เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรงแล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ ? จึงทอดพระเนตรแลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศ จึงตรัสคาถาที่ ๑ความว่า

ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมา เหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ มญฺามิ มานุสี ความว่าเรามิได้เข้าใจว่าท่านเป็นหญิงมนุษย์ ท่านควรจะเป็นนางเทพธิดา หรือหญิงคนธรรพ์.

บัดนี้ เป็นคาถาโต้ตอบระหว่างราชากับนางสุมนาเทวี (ซึ่งมีลำดับดังต่อไปนี้)

(นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหาราชา หม่อมฉันหาใช่เทพธิดา หรือคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนาง นาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อัน เศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาดน้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไร จึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกมาเถิด. (นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม ประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่า อุรคชาติ ผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่า นาค บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิด เพค่ะ. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมา ถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ถึงการที่ นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอก ความข้อนั้นแก่เราเถิด. (นางสุมนาทูลตอบว่า) แท้จริง นาคราชนั้น ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้นครให้เป็น ภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น เคารพนบนอบ ธรรม ฉะนั้น จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๙๕–๒๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๒๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖)

ว่าด้วยพญานาคจัมเปยยะ

(พระราชาทรงเห็นนางนาคสุมนาอยู่ในอากาศ จึงตรัสว่า)

[๒๔๐]

เธอเป็นใครกันหนอ รัศมีช่างงามผ่องใสดุจสายฟ้า

อุปมาเหมือนดาวประกายพรึก ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเธอว่า

เป็นเทพธิดา หญิงคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์หนอ

(นางนาคสุมนาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงตรัสตอบว่า)

[๒๔๑]

ขอเดชะพระมหาราช หม่อมฉันมิใช่เทพธิดา

มิใช่หญิงคนธรรพ์ มิใช่หญิงมนุษย์

หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา มาที่นี้เพราะเหตุอย่างหนึ่ง

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๒๔๒]

เธอมีจิตกระวนกระวาย อินทรีย์เศร้าหมอง

มีหยาดน้ำตาไหลนองหน้า แม่นาง เชิญบอกมาเถิด

อะไรของเธอหาย หรือเธอปรารถนาสิ่งใด จึงมาที่นี้

(นางนาคสุมนาตอบว่า)

[๒๔๓]

ก็ชาวโลกร้องเรียกสัตว์ใดว่า อุรคชาติ ผู้มีเดชยิ่งใหญ่

ขอเดชะ พระองค์ผู้จอมชน ชนทั้งหลายเรียกสัตว์นั้นว่า นาค

ชายผู้ต้องการเลี้ยงชีพได้จับนาคนั้นมา

นาคนั้นเป็นสามีหม่อมฉัน

ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยนาคนั้นจากเครื่องผูกเถิดเพคะ

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๒๔๔]

นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังและความเพียร

กลับมาตกอยู่ในเงื้อมมือของคนวณิพกได้อย่างไร

แม่นางนาคกัญญา ขอแม่นางจงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา

เราจะรู้ว่า นาคราชถูกจับมาได้อย่างไร

(นางนาคสุมนาตอบว่า)

[๒๔๕]

แท้จริง นาคราชนั้นประกอบด้วยกำลังและความเพียร

พึงกระทำแม้พระนครให้เป็นเถ้าธุลีได้

แต่เพราะนาคราชเป็นผู้นบนอบพระธรรม

ฉะนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ

[๒๔๖]

ขอเดชะพระมหาราช นาคราชอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถ

และปัณณรสีอุโบสถ นอนรักษาอุโบสถอยู่ใกล้หนทางสี่แพร่ง

ชายผู้ต้องการเลี้ยงชีพได้จับนาคราชนั้นมา

นาคราชนั้นเป็นสามีหม่อมฉัน

ขอพระองค์โปรดปล่อยนาคราชนั้น

จากเครื่องพันธนาการเถิด เพคะ

(และนางอ้อนวอนพระราชานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า)

[๒๔๗]

นางนาค ๑๖,๐๐๐ นางสวมใส่กุณฑลแก้วมณี

นอนอยู่ในห้องใต้น้ำ

นางนาคแม้เหล่านั้นยึดเอานาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง

[๒๔๘]

ขอพระองค์โปรดปล่อยนาคราชไปโดยธรรม

ด้วยความไม่ผลุนผลัน ด้วยบ้านส่วย ๑๐๐ หลัง

ทองคำ ๑๐๐ แท่ง และโค ๑๐๐ ตัว

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๔๙]

เราจะปล่อยนาคราชไปโดยธรรม

ด้วยความไม่ผลุนผลัน ด้วยบ้านส่วย ๑๐๐ หลัง

ทองคำ ๑๐๐ แท่ง และโค ๑๐๐ ตัว

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

[๒๕๐]

พ่อพราน เราจะให้ทองคำแก่ท่าน ๑๐๐ แท่ง

ต่างหูแก้วมณีมีค่ามาก และบัลลังก์ ๔ เหลี่ยม

มีสีอันเป็นสิริคล้ายดอกสามหาว

[๒๕๑]

ภรรยาที่เหมาะสมกัน ๒ คน และโคอุสภะอีก ๑๐๐ ตัว

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

(นายพรานกราบทูลพระราชาว่า)

[๒๕๒]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน แม้จะทรงเว้นการพระราชทาน

เพียงพระดำรัสของพระองค์เท่านั้น

ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยอุรคชาตินั้นจากเครื่องผูก

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

(พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)

[๒๕๓]

พญานาคจัมเปยยะหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการแล้ว

ได้กราบทูลพระราชานั้นว่า ขอเดชะพระเจ้ากาสี

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์

ขอเดชะ พระองค์ผู้ผดุงแคว้นกาสีให้เจริญ

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์

ขอประคองอัญชลีต่อพระองค์

ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ของข้าพระองค์

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๕๔]

นาคราช แน่นอนทีเดียวที่เขาพูดกันว่า

มนุษย์กับอมนุษย์จะพึงคุ้นเคยกัน

เป็นเรื่องคุ้นเคยกันได้ยาก

แต่ถ้าท่านขอร้องเราเกี่ยวกับเรื่องนั้น

เราก็จะไปเยี่ยมที่อยู่ของท่าน

(ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะปฏิญญาให้พระราชาทรงเชื่อ จึงกราบทูลว่า)

[๒๕๕]

ขอเดชะพระมหาราช ถึงลมจะพัดพาเอาภูเขาไปได้ก็ดี

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึงแผดเผาแผ่นดินก็ดี

แม่น้ำทุกสายจะพึงไหลทวนกระแสก็ดี

ถึงอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่พึงพูดเท็จแน่นอน

[๒๕๖]

ขอเดชะพระมหาราช ถึงท้องฟ้าจะพึงถล่มทะลาย

น้ำทะเลจะพึงเหือดแห้ง

แผ่นดินซึ่งมีนามว่าภูตธาราและวสุนธราจะพึงม้วนเข้า

และภูเขาสิเนรุศิลาล้วนจะพึงถอนขึ้นทั้งรากก็ดี

ถึงอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่พึงพูดเท็จ

(พระราชาไม่ทรงเชื่อจึงตรัสซ้ำอีกว่า)

[๒๕๗]

นาคราช แน่นอนทีเดียวที่เขาพูดกันว่า

มนุษย์กับอมนุษย์จะพึงคุ้นเคยกัน

เป็นเรื่องคุ้นเคยกันได้ยาก

แต่ถ้าท่านขอร้องเราเกี่ยวกับเรื่องนั้น

เราก็จะไปเยี่ยมที่อยู่ของท่าน

(และตรัสคาถาต่อไปว่า)

[๒๕๘]

พวกท่านเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่งนัก

มีเดชมาก และก็โกรธง่าย

ท่านหลุดพ้นจากเครื่องผูกเพราะเรา

ควรจะรู้คุณที่เรากระทำแล้ว

(พระโพธิสัตว์เมื่อจะทำปฏิญญาอีก จึงกราบทูลว่า)

[๒๕๙]

ผู้ใดถูกขังติดอยู่ในกระชังใกล้จะตาย

ยังไม่รู้จักบุญคุณที่พระองค์ทรงทำแล้วเช่นนั้น

ขอผู้นั้นจงหมกไหม้อยู่ในนรกที่โหดร้าย

อย่าได้ความสำราญทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งเลย

(พระราชาทรงชมเชยพระโพธิสัตว์นั้นว่า)

[๒๖๐]

ขอปฏิญญาของท่านจงเป็นสัตย์จริงเถิด

ขอท่านอย่าเป็นผู้มีนิสัยมักโกรธและผูกโกรธ

ขอครุฑทั้งหลายจงงดเว้นตระกูลนาคของท่านทั้งมวล

เหมือนบุคคลงดเว้นไฟในคิมหันตฤดู

(ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ชมเชยพระราชาว่า)

[๒๖๑]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน

พระองค์ทรงอนุเคราะห์ตระกูลนาค

เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรสุดที่รักคนเดียว

ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับตระกูลนาค

จะทำการขวนขวายตอบแทนพระองค์อย่างโอฬาร

(พระราชาทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปยังภพนาค จึงรับสั่งว่า)

[๒๖๒]

เจ้าพนักงานทั้งหลายจงเทียมราชรถที่งามวิจิตร

จงเทียมม้าอัสดรที่ฝึกดีแล้ว ซึ่งเกิดในแคว้นกัมโพชะ

อนึ่ง จงผูกช้างตัวประเสริฐ

ซึ่งประดับด้วยสุวรรณวัตถาภรณ์

เราจะไปเยี่ยมนิเวศน์ของนาคราช

(พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า)

[๒๖๓]

เจ้าพนักงานตีกลอง ตะโพน แกว่งบัณเฑาะว์ เป่าสังข์

ต่อพระเจ้าอุคคเสน พระราชามีหมู่นารีแวดล้อม

เสด็จไปท่ามกลางหมู่นารีงดงามยิ่งนัก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเรื่องนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๖๔]

พระราชาผู้ผดุงแคว้นกาสีให้เจริญ

ได้ทอดพระเนตรภูมิภาคที่วิจิตรด้วยทรายทอง

และปราสาททอง ซึ่งปูด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์

[๒๖๕]

พระราชาพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ

ซึ่งประดับตบแต่งไว้แล้ว อันมีรัศมีโอภาสเปล่งปลั่ง

ดุจดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย และประดุจดังสายฟ้าในกลุ่มเมฆ

[๒๖๖]

พระเจ้ากาสีพระองค์นั้น

เสด็จทอดพระเนตรจนทั่วพระนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ

ที่ดารดาษด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์

ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นหอมนานาประการ

[๒๖๗]

เมื่อพระเจ้ากาสีเสด็จไปยังนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ

เหล่าทิพย์ดนตรีก็บรรเลง ทั้งเหล่านางนาคกัญญาก็ฟ้อนรำ

[๒๖๘]

พระเจ้ากาสีเสด็จขึ้นสู่นาคนิเวศน์

ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ

ทรงพอพระทัย ประทับนั่งบนภัทรบิฐทองคำ

มีพนักอิงฉาบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์หอมซึ่งเป็นทิพย์

[๒๖๙]

พระองค์เสวยและทรงรื่นรมย์อยู่ในนาคพิภพนั้นแล้ว

ได้ตรัสกับพญานาคจัมเปยยะว่า ท่านมีวิมานอันประเสริฐเหล่านี้

ซึ่งรัศมีเปล่งปลั่งดังรัศมีดวงอาทิตย์ วิมานเช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไรอีก ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๐]

นางนาคกัญญาเหล่านั้นสวมสังวาลทองคำ

ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีองคุลีกลมกลึง มีฝ่ามือฝ่าเท้าแดง

ผิวพรรณไม่ทรามเลย คอยประคองให้ท่านดื่มน้ำทิพย์

ความงามเช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๑]

อนึ่ง ในพิภพของท่าน แม่น้ำเหล่านี้

ดาษดื่นด้วยฝูงปลามีเกล็ดหนานานาชนิด

มีนกเงือกเปล่งสำเนียงเสียงร้องอยู่ระงมไพร มีท่าน้ำที่สวยงาม

นทีทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไรอีก ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๒]

ฝูงนกกระเรียน นกยูง หงส์ และนกดุเหว่าทิพย์

ต่างพากันเปล่งสำเนียงประสานเสียงอย่างไพเราะ โผผินไปมา

ปักษีทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๓]

ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นหว้า

ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย ผลิดอกออกผลบานสะพรั่ง

รุกขชาติอันเป็นทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๔]

อนึ่ง รอบๆ สระโบกขรณีของท่าน

ทิพยสุคนธ์เหล่านี้หอมฟุ้งตลบอบอวล ไม่ขาดสาย

ทิพยสุคนธ์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

(นาคราชกราบทูลว่า)

[๒๗๕]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะ

เพราะเหตุแห่งบุตร เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ

หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่

แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้าปรารถนากำเนิดแห่งมนุษย์

เพราะเหตุนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะอยู่

(พระราชาทรงชมเชยพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๗๖]

ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีเปล่งปลั่ง

ประดับตบแต่งอย่างสวยงาม

ตัดผมโกนหนวดเรียบร้อย ชโลมลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง

เปล่งรัศมีไปทั่วทิศ ดุจราชาแห่งคนธรรพ์

[๒๗๗]

ท่านถึงพร้อมด้วยเทพฤทธิ์ มีอานุภาพยิ่งใหญ่

เพียบพร้อมด้วยกามทั้งสิ้น

นาคราช เราขอถามเนื้อความนั้นกับท่าน

มนุษยโลกมีอะไรประเสริฐกว่านาคพิภพนี้หรือ

เพียบพร้อมด้วยกามทั้งสิ้น

นาคราช เราขอถามเนื้อความนั้นกับท่าน

มนุษยโลกมีอะไรประเสริฐกว่านาคพิภพนี้หรือ

(นาคราชกราบทูลว่า)

[๒๗๘]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน นอกจากมนุษยโลกแล้ว

ความบริสุทธิ์หรือความสำรวมย่อมไม่มี

ข้าพระพุทธเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว

จะทำที่สุดแห่งการเกิดและการตาย

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๗๙]

ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้

ข้าพเจ้าเห็นนางนาคกัญญาและตัวท่านแล้ว

จะทำบุญให้มาก นะนาคราช

(นาคราชกราบทูลว่า)

[๒๘๐]

ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้

ขอเดชะพระมหาราช พระองค์เห็นนางนาคกัญญา

และข้าพระพุทธเจ้าแล้ว

โปรดทรงทำบุญให้มากเถิด

(พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงทรัพย์จึงกราบทูลว่า)

[๒๘๑]

ก็เงินทองของข้าพระพุทธเจ้านี้มีอยู่เพียงพอ

กองทองคำสูงประมาณชั่วลำตาล

พระองค์โปรดให้ขนไปจากที่นี่แล้วจงให้สร้างพระตำหนักทองคำ

และสร้างกำแพงเงินเถิด

[๒๘๒]

อนึ่ง แก้วมุกดาประมาณ ๕,๐๐๐ เล่มเกวียน

ที่ปนกับแก้วไพฑูรย์

พระองค์โปรดให้ขนไปจากที่นี่แล้วจงลาดลงบนภาคพื้นภายในบุรี

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาคพื้นจักไม่เป็นโคลนตม

และจะไม่มีฝุ่นละออง

[๒๘๓]

ขอเดชะพระมหาราชผู้ประเสริฐ ทรงมีพระปรีชาอันล้ำเลิศ

ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ

ครอบครองกรุงพาราณสีซึ่งมั่งคั่งสมบูรณ์

สง่างามล้ำเลิศดุจทิพยวิมานเห็นปานนี้เถิด

จัมเปยยชาดกที่ ๑๐ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๐๕. โสมนัสสชาดกชาดกถัดไป๕๐๗. มหาปโลภนชาดก