ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จัมเปยยชาดก
ชาดกที่ ๕๐๖ · วิสตินิบาตชาดก

จัมเปยยชาดก

ว่าด้วยบำเพ็ญตบะเพื่อต้องการเกิดเป็นมนุษย์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๘๐ · บรรทัด ๘๗๐๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจัมเปยยชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๓

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺเถนมฺหิ ความว่า หม่อมฉันอาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. บทว่า กุปิตินฺทฺริยา ได้แก่ เป็นผู้มีอินทรีย์เศร้าหมอง. บทว่า วาริคณา ได้แก่ หยาดน้ำตา. บทว่า อุรโคติจาหุ ความว่า ก็มหาชนเรียกขานสัตว์ใดว่า อุรคชาติ. บทว่า ตมคฺคหี ปุริโส ความว่า บุรุษผู้นี้จับพระยานาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีวิต. บทว่า วนิพฺพกสฺส ความว่า พระราชาตรัสถามว่า นาคราชนี้เป็นผู้มีอานุภาพมากอย่างไรเล่า จึงตกมาอยู่ในเงื้อมมือของบุรุษวณิพกนี้ได้.

บทว่า ธมฺมญฺจ ความว่า นางสุมนาเทวีกราบทูลว่า นาคราชภัสดาของหม่อมฉันนี้ ทำความเคารพพระธรรมคือเบญจศีล และพระธรรมคือการอยู่รักษาอุโบสถ เพราะฉะนั้น แม้ถูกบุรุษนี้จับมา ถึงแม้พระยานาคจะคิดว่า หากเราจะพ่นลมหายใจลงเบื้องบนบุรุษนี้ไซร้ เขาก็จักแหลกละเอียดไปเหมือนกองเถ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีลของเราก็จักแตกทำลาย เพราะกลัวศีลจะแตกทำลาย จึงสู้อุตส่าห์บากบั่นอดกลั้นความทุกข์นั้นไว้ ตั้งใจทำตบะคือกระทำความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น.

พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมาได้เล่า ลำดับนั้น นางสุมนาเทวีเมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึงกล่าวคาถาความว่า

ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้ มีปกติรักษา จาตุททสีอุโบสถ และปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการ หาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นจาก ที่คุมขังเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปฺปเถ ความว่า นาคราชนี้ตั้งจิตปรารถนาอธิษฐานธรรมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ณ ที่จอมปลวกแห่งหนึ่งในสถานที่ใกล้ทางสี่แพร่ง. บทว่า ตํ พนฺธนา ความว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานทรัพย์แก่หมองูนี้ แล้วปลดปล่อยนาคราชผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีคุณความดีอย่างนี้นั้น จากที่คุมขังคือกระโปรงเสียเถิด พระเจ้าข้า.

ก็แลครั้นนางนาคกัญญาสุมนาเทวีทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลอ้อนวอนพระราชาซ้ำอีก ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า

สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑล แก้วมณี บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม้ สนมนารีเหล่านั้น ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง. ขอพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อย นาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วย บ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอ นาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จง พ้นจากที่คุมขังเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ความว่า นางสุมนาเทวีแสดงความว่า ขอพระองค์อย่าทรงสำคัญว่า นาคราชนี้จะเป็นผู้ขัดสนยากจน เพราะสนมนารีทั้งหลายของนาคราชนี้ ล้วนประดับตกแต่งด้วยสรรพาลังการ ยังมีประมาณเท่านี้ สมบัติที่เหลือยากที่จะนับหาประมาณมิได้. บทว่า วาริเคเห สยา ความว่า ทรงบันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์บรรทมอยู่ ณ ห้วงวารีนั้น. บทว่า โอสฏฺกาโย ความว่า จงเป็นผู้มีกายเป็นอิสระ. บทว่า จราตุ แปลว่า จงเที่ยวไป.

ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า

เราจะปล่อยนาคราชนี้ไปโดยธรรม ปราศจาก กรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง โคร้อยตัว นาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง. ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจะให้ทอง ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอกผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัว แก่ท่าน ขอนาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺท ความว่า เพื่อจะปลดปล่อยพระยานาคราช พระราชาจึงตรัสเรียกพราหมณ์หมองูมา เมื่อจะแสดงไทยธรรมที่จะพึงพระราชทานแก่เขา จึงตรัสอย่างนี้ ส่วนพระคาถาก็มีอรรถาธิบายดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.

ลำดับนั้น ลุททกพราหมณ์กราบทูลพระราชาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรง พระราชทานสิ่งไรเลย เพียงแต่ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังทันที ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงเหยียดกายตรงเที่ยวไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว วจนํ ความว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถึงแม้พระองค์จะมิได้ทรงพระราชทานสิ่งใดเลย เพียงแต่พระองค์ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จักเคารพ รับเหนือเกล้า. บทว่า มุญฺเจมิ นํ ความว่า พราหมณ์หมองูกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักปล่อยพระยานาคนี้ทันที.

ก็แลครั้นลุททกพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็นำพระมหาสัตว์ออกจากกระโปรง. นาคราชออกมาแล้ว เลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้ ละอัตภาพนั้นเสียแล้ว กลายเพศเป็นมาณพน้อย ตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอันงดงาม คล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น. นางสุมนาเทวีลอยลงมาจากอากาศ ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตน. นาคราชได้ยืนประคองอัญชลี นอบน้อมพระราชาอยู่.

พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๒ คาถา ความว่า

จัมเปยยนาคราช หลุดพ้นจากที่คุมขังแล้ว จึง กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวาย บังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลี แด่ พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของ ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับ อมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึง เรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ความว่าจัมเปยยนาคราชทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน จัมเปยยนาคพิภพอันเป็นนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้าเป็นรมณียสถาน ควรที่จะดูจะเห็น ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะแสดงพิภพนั้น เพื่อทรงทอดพระเนตร ขอเชิญพระองค์พร้อมทั้งพลพาหนะ เสด็จไปทอดพระเนตรเถิด. บทว่า ทุพฺพิสฺสาสํ ความว่าเป็นของคุ้นเคยได้โดยยาก. บทว่า สเจ จ ความว่า พระราชาตรัสตอบว่าถ้าหากเธอจะอ้อนวอนเธอเชิญเรา เราก็อยากจะเห็นนิเวศน์ของเธอ ก็แต่เรายังไม่วางใจเชื่อเธอได้

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อถือ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า

ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่า ลมจะพึงพัดภูเขา ไปได้ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญ แผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึง กระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย. ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะ เหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่า ภูตธราและพสุนธรา จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะ พึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะ ไม่กล่าวคำเท็จเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํวตฺเตยฺย ภูตธรา พสุนฺธรา ความว่ามหาปฐพีอันถึงการนับว่า ภูตธรา ก็ดี วสุนธรา ก็ดีนี้ จะพึงม้วนได้ดังเสื่อลำแพน. บทว่า สมูลมุพฺพเห ความว่า มหาสิเนรุบรรพตจะพึงถอนรากปลิวไปในอากาศได้ ดังใบไม้แห้งอย่างนี้.

เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ จึงตรัสพระคาถานั้นแหละซ้ำอีกว่า

ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึง เหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกัน ได้ยาก ก็ถ้าเธอขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากไปดู นิเวศน์ของเธอ ดังนี้.

เมื่อจะประกาศกำชับว่า เธอควรจะรู้จักคุณที่เราทำแล้วแก่เธอ ส่วนตัวเราเอง ย่อมรู้สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อได้ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า

เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย เธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วย เหลือ เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารา แปลว่า ร้ายแรงอย่างยิ่ง. บทว่าชานิตเว แปลว่า ควรจะรู้.

พระมหาสัตว์ เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไปจึงกล่าวคาถา ความว่า

ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในกระโปรงเกือบจะ ถึงความตาย จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่ ในนรก อันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกาย สักหน่อยหนึ่งเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจตํ แปลว่า จงหมกไหม้. บทว่า กมฺมกตํ ความว่า นาคราชกราบทูลว่า หากข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้จักอุปการคุณที่บุคคลทำแล้ว เช่นพระองค์อย่างนี้ ขอข้าพระพุทธเจ้า จงมีอันเป็นเห็นปานนี้เถิด.

ลำดับนั้น พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงชมเชยจึงตรัสพระคาถา ความว่า

คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธอ อย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณ ทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือน ผู้เว้นไฟในฤดูร้อนฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวเมส โหตุ ความว่า สัจจปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นวาจาสัตย์เที่ยงตรงเถิด. บทว่า คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตุ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเมื่อไม่ปรารถนาความร้อนในฤดูคิมหันต์ ย่อมเว้นห่างกองไฟอันลุกโพลงอยู่ฉันใด ขอสุบรรณทั้งหลาย จงเว้นว่างหลีกห่างไปเสียให้ไกลฉันนั้น.

แม้พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะชมเชยพระราชา จึงกล่าวคาถานอกนี้ความว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียว ผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับ นาคสกุลจะขอ กระทำเวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์. พระราชาทรงสดับคำของนาคราชแล้ว มีพระประสงค์จะเสด็จไป นาคพิภพ เมื่อจะตรัสสั่งให้ทำการตระเตรียมพลเสนาที่จะเสด็จไป จึง ตรัสพระคาถา ความว่า เจ้าพนักงานรถ จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร จงเทียมอัสดรอันเกิดในกัมโพชกรัฐ ซึ่งฝึกหัดอย่างดี แล้ว และเจ้าพนักงานช้างจงผูกช้างตัวประเสริฐทั้งหลาย ให้งามไปด้วยสุวรรณหัตถากรณ์ เราจะไปดู นิเวศน์แห่งท้าวนาคราช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต ความว่า จงเทียมอัศวพาชี อันเกิดในกัมโพชกรัฐ ที่ได้รับการฝึกหัดอย่างดี.

คาถานอกนี้ต่อไป เป็นพระคาถาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในกาลเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ความว่า

พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และแตรสังข์ ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชา ทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปในท่ามกลางหมู่ สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุ โสภมาโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าพาราณสี แวดล้อมด้วยเหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง เป็นบริวาร เสด็จไปสู่นาคพิภพ แต่พระนครพาราณสีท่ามกลางหมู่สนมนารีนั้นเสด็จดำเนินไปงดงามยิ่งนัก.

ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสี เสด็จออกจากพระนครไป พระมหาสัตว์เจ้า ทรงบันดาลนาคพิภพให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว ๗ ประการ และประตูป้อมคู หอรบ แล้วนิรมิตบรรดาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ ให้ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน. พระราชาพร้อมด้วยราชบริพารเสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคและปราสาทราชวัง น่ารื่นเริง บันเทิงพระทัย.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอดพระเนตรเห็น ภูมิภาคอันงาม วิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณ ปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราชมีรัศมี โอภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรืองไปด้วยรัศมี ประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ. พระเจ้ากาสิกราช ทรงทอดพระเนตรจนทั่ว นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช อันดารดาษไปด้วย พฤกษชาตินานาชนิด หอมฟุ้งขจรไป ด้วยทิพยสุคนธ์ อบอวลล้วนวิเศษ. เมื่อพระเจ้ากาสิกราช เสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของ ท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรี ก็ประโคมขับ บรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลายก็ฟ้อนรำ ขับร้อง. พระเจ้ากาสิกราช เสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่ นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย ประทับนั่ง ณ พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ทิพย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณจิตฺตกํ ความว่า ลาดแล้วด้วยทรายทอง. บทว่า พฺยมฺหํ ความว่า สู่นาคพิภพอันประดับตกแต่งแล้ว. บทว่า จมฺเปยฺยสฺส ความว่า เสด็จไปยังนาคพิภพอันประดับแล้ว ทรงพระราชดำเนินเข้าสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช. บทว่า กํสวิชฺชูปภสฺสรํ ความว่า รุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ. บทว่า นานาคนฺธสมีริตํ ความว่า หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์มีอย่างต่าง ๆ. บทว่า จริตํ คเณน ความว่า สู่นิเวศน์นั้นอันนางนาคกัญญา ตามเสด็จไปพร้อมหน้า. บทว่า จนฺทนสารลิตฺเต ความว่า ไล้ทาแล้วด้วยแก่นจันทน์อันเป็นทิพย์.

เมื่อพระเจ้ากาสิกราช ประทับนั่งบนบัลลังก์แล้ว พนักงานชาวเครื่องวิเศษ ก็เชิญเครื่องทิพย์อันสมบูรณ์ด้วยรสโอชานานาประการ น้อมเข้าไปถวาย และเชิญไปเลี้ยงดู เหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง พร้อมทั้งราชบริษัทที่เหลือ. พระเจ้าพาราณสี พร้อมด้วยราชบริษัท ทรงเสวยข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เป็นต้น เพลิดเพลินเจริญใจด้วยทิพยกามคุณ และประทับ ณ สุขไสยาสน์ประมาณได้เจ็ดวัน ทรงสรรเสริญอิสริยยศของพระมหาสัตว์ แล้วตรัสถามว่าดูก่อนท่านนาคราช ก็เพราะเหตุไรหรือ ท่านจึงละสมบัติเห็นปานนี้ ไปนอนอยู่รักษาอุโบสถศีล ณ จอมปลวกในมนุษยโลก ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าก็ทูลเล่าถวายให้ทรงทราบ.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๙๕–๒๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

วิสตินิบาตชาดก · ๒๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๐. จัมเปยยชาดก (๕๐๖)

ว่าด้วยพญานาคจัมเปยยะ

(พระราชาทรงเห็นนางนาคสุมนาอยู่ในอากาศ จึงตรัสว่า)

[๒๔๐]

เธอเป็นใครกันหนอ รัศมีช่างงามผ่องใสดุจสายฟ้า

อุปมาเหมือนดาวประกายพรึก ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเธอว่า

เป็นเทพธิดา หญิงคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์หนอ

(นางนาคสุมนาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงตรัสตอบว่า)

[๒๔๑]

ขอเดชะพระมหาราช หม่อมฉันมิใช่เทพธิดา

มิใช่หญิงคนธรรพ์ มิใช่หญิงมนุษย์

หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา มาที่นี้เพราะเหตุอย่างหนึ่ง

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๒๔๒]

เธอมีจิตกระวนกระวาย อินทรีย์เศร้าหมอง

มีหยาดน้ำตาไหลนองหน้า แม่นาง เชิญบอกมาเถิด

อะไรของเธอหาย หรือเธอปรารถนาสิ่งใด จึงมาที่นี้

(นางนาคสุมนาตอบว่า)

[๒๔๓]

ก็ชาวโลกร้องเรียกสัตว์ใดว่า อุรคชาติ ผู้มีเดชยิ่งใหญ่

ขอเดชะ พระองค์ผู้จอมชน ชนทั้งหลายเรียกสัตว์นั้นว่า นาค

ชายผู้ต้องการเลี้ยงชีพได้จับนาคนั้นมา

นาคนั้นเป็นสามีหม่อมฉัน

ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยนาคนั้นจากเครื่องผูกเถิดเพคะ

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๒๔๔]

นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังและความเพียร

กลับมาตกอยู่ในเงื้อมมือของคนวณิพกได้อย่างไร

แม่นางนาคกัญญา ขอแม่นางจงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา

เราจะรู้ว่า นาคราชถูกจับมาได้อย่างไร

(นางนาคสุมนาตอบว่า)

[๒๔๕]

แท้จริง นาคราชนั้นประกอบด้วยกำลังและความเพียร

พึงกระทำแม้พระนครให้เป็นเถ้าธุลีได้

แต่เพราะนาคราชเป็นผู้นบนอบพระธรรม

ฉะนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะ

[๒๔๖]

ขอเดชะพระมหาราช นาคราชอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถ

และปัณณรสีอุโบสถ นอนรักษาอุโบสถอยู่ใกล้หนทางสี่แพร่ง

ชายผู้ต้องการเลี้ยงชีพได้จับนาคราชนั้นมา

นาคราชนั้นเป็นสามีหม่อมฉัน

ขอพระองค์โปรดปล่อยนาคราชนั้น

จากเครื่องพันธนาการเถิด เพคะ

(และนางอ้อนวอนพระราชานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า)

[๒๔๗]

นางนาค ๑๖,๐๐๐ นางสวมใส่กุณฑลแก้วมณี

นอนอยู่ในห้องใต้น้ำ

นางนาคแม้เหล่านั้นยึดเอานาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง

[๒๔๘]

ขอพระองค์โปรดปล่อยนาคราชไปโดยธรรม

ด้วยความไม่ผลุนผลัน ด้วยบ้านส่วย ๑๐๐ หลัง

ทองคำ ๑๐๐ แท่ง และโค ๑๐๐ ตัว

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๔๙]

เราจะปล่อยนาคราชไปโดยธรรม

ด้วยความไม่ผลุนผลัน ด้วยบ้านส่วย ๑๐๐ หลัง

ทองคำ ๑๐๐ แท่ง และโค ๑๐๐ ตัว

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

[๒๕๐]

พ่อพราน เราจะให้ทองคำแก่ท่าน ๑๐๐ แท่ง

ต่างหูแก้วมณีมีค่ามาก และบัลลังก์ ๔ เหลี่ยม

มีสีอันเป็นสิริคล้ายดอกสามหาว

[๒๕๑]

ภรรยาที่เหมาะสมกัน ๒ คน และโคอุสภะอีก ๑๐๐ ตัว

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

(นายพรานกราบทูลพระราชาว่า)

[๒๕๒]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน แม้จะทรงเว้นการพระราชทาน

เพียงพระดำรัสของพระองค์เท่านั้น

ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยอุรคชาตินั้นจากเครื่องผูก

ขออุรคชาติผู้ได้รับการปล่อยตัวแล้วจงท่องเที่ยวไป

ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงพ้นจากเครื่องผูก

(พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)

[๒๕๓]

พญานาคจัมเปยยะหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการแล้ว

ได้กราบทูลพระราชานั้นว่า ขอเดชะพระเจ้ากาสี

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์

ขอเดชะ พระองค์ผู้ผดุงแคว้นกาสีให้เจริญ

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์

ขอประคองอัญชลีต่อพระองค์

ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ของข้าพระองค์

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๕๔]

นาคราช แน่นอนทีเดียวที่เขาพูดกันว่า

มนุษย์กับอมนุษย์จะพึงคุ้นเคยกัน

เป็นเรื่องคุ้นเคยกันได้ยาก

แต่ถ้าท่านขอร้องเราเกี่ยวกับเรื่องนั้น

เราก็จะไปเยี่ยมที่อยู่ของท่าน

(ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะปฏิญญาให้พระราชาทรงเชื่อ จึงกราบทูลว่า)

[๒๕๕]

ขอเดชะพระมหาราช ถึงลมจะพัดพาเอาภูเขาไปได้ก็ดี

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึงแผดเผาแผ่นดินก็ดี

แม่น้ำทุกสายจะพึงไหลทวนกระแสก็ดี

ถึงอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่พึงพูดเท็จแน่นอน

[๒๕๖]

ขอเดชะพระมหาราช ถึงท้องฟ้าจะพึงถล่มทะลาย

น้ำทะเลจะพึงเหือดแห้ง

แผ่นดินซึ่งมีนามว่าภูตธาราและวสุนธราจะพึงม้วนเข้า

และภูเขาสิเนรุศิลาล้วนจะพึงถอนขึ้นทั้งรากก็ดี

ถึงอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไม่พึงพูดเท็จ

(พระราชาไม่ทรงเชื่อจึงตรัสซ้ำอีกว่า)

[๒๕๗]

นาคราช แน่นอนทีเดียวที่เขาพูดกันว่า

มนุษย์กับอมนุษย์จะพึงคุ้นเคยกัน

เป็นเรื่องคุ้นเคยกันได้ยาก

แต่ถ้าท่านขอร้องเราเกี่ยวกับเรื่องนั้น

เราก็จะไปเยี่ยมที่อยู่ของท่าน

(และตรัสคาถาต่อไปว่า)

[๒๕๘]

พวกท่านเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่งนัก

มีเดชมาก และก็โกรธง่าย

ท่านหลุดพ้นจากเครื่องผูกเพราะเรา

ควรจะรู้คุณที่เรากระทำแล้ว

(พระโพธิสัตว์เมื่อจะทำปฏิญญาอีก จึงกราบทูลว่า)

[๒๕๙]

ผู้ใดถูกขังติดอยู่ในกระชังใกล้จะตาย

ยังไม่รู้จักบุญคุณที่พระองค์ทรงทำแล้วเช่นนั้น

ขอผู้นั้นจงหมกไหม้อยู่ในนรกที่โหดร้าย

อย่าได้ความสำราญทางกายอย่างใดอย่างหนึ่งเลย

(พระราชาทรงชมเชยพระโพธิสัตว์นั้นว่า)

[๒๖๐]

ขอปฏิญญาของท่านจงเป็นสัตย์จริงเถิด

ขอท่านอย่าเป็นผู้มีนิสัยมักโกรธและผูกโกรธ

ขอครุฑทั้งหลายจงงดเว้นตระกูลนาคของท่านทั้งมวล

เหมือนบุคคลงดเว้นไฟในคิมหันตฤดู

(ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ได้ชมเชยพระราชาว่า)

[๒๖๑]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน

พระองค์ทรงอนุเคราะห์ตระกูลนาค

เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรสุดที่รักคนเดียว

ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับตระกูลนาค

จะทำการขวนขวายตอบแทนพระองค์อย่างโอฬาร

(พระราชาทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปยังภพนาค จึงรับสั่งว่า)

[๒๖๒]

เจ้าพนักงานทั้งหลายจงเทียมราชรถที่งามวิจิตร

จงเทียมม้าอัสดรที่ฝึกดีแล้ว ซึ่งเกิดในแคว้นกัมโพชะ

อนึ่ง จงผูกช้างตัวประเสริฐ

ซึ่งประดับด้วยสุวรรณวัตถาภรณ์

เราจะไปเยี่ยมนิเวศน์ของนาคราช

(พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า)

[๒๖๓]

เจ้าพนักงานตีกลอง ตะโพน แกว่งบัณเฑาะว์ เป่าสังข์

ต่อพระเจ้าอุคคเสน พระราชามีหมู่นารีแวดล้อม

เสด็จไปท่ามกลางหมู่นารีงดงามยิ่งนัก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเรื่องนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๖๔]

พระราชาผู้ผดุงแคว้นกาสีให้เจริญ

ได้ทอดพระเนตรภูมิภาคที่วิจิตรด้วยทรายทอง

และปราสาททอง ซึ่งปูด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์

[๒๖๕]

พระราชาพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ

ซึ่งประดับตบแต่งไว้แล้ว อันมีรัศมีโอภาสเปล่งปลั่ง

ดุจดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย และประดุจดังสายฟ้าในกลุ่มเมฆ

[๒๖๖]

พระเจ้ากาสีพระองค์นั้น

เสด็จทอดพระเนตรจนทั่วพระนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ

ที่ดารดาษด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์

ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นหอมนานาประการ

[๒๖๗]

เมื่อพระเจ้ากาสีเสด็จไปยังนิเวศน์ของพญานาคจัมเปยยะ

เหล่าทิพย์ดนตรีก็บรรเลง ทั้งเหล่านางนาคกัญญาก็ฟ้อนรำ

[๒๖๘]

พระเจ้ากาสีเสด็จขึ้นสู่นาคนิเวศน์

ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ

ทรงพอพระทัย ประทับนั่งบนภัทรบิฐทองคำ

มีพนักอิงฉาบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์หอมซึ่งเป็นทิพย์

[๒๖๙]

พระองค์เสวยและทรงรื่นรมย์อยู่ในนาคพิภพนั้นแล้ว

ได้ตรัสกับพญานาคจัมเปยยะว่า ท่านมีวิมานอันประเสริฐเหล่านี้

ซึ่งรัศมีเปล่งปลั่งดังรัศมีดวงอาทิตย์ วิมานเช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไรอีก ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๐]

นางนาคกัญญาเหล่านั้นสวมสังวาลทองคำ

ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีองคุลีกลมกลึง มีฝ่ามือฝ่าเท้าแดง

ผิวพรรณไม่ทรามเลย คอยประคองให้ท่านดื่มน้ำทิพย์

ความงามเช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๑]

อนึ่ง ในพิภพของท่าน แม่น้ำเหล่านี้

ดาษดื่นด้วยฝูงปลามีเกล็ดหนานานาชนิด

มีนกเงือกเปล่งสำเนียงเสียงร้องอยู่ระงมไพร มีท่าน้ำที่สวยงาม

นทีทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไรอีก ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๒]

ฝูงนกกระเรียน นกยูง หงส์ และนกดุเหว่าทิพย์

ต่างพากันเปล่งสำเนียงประสานเสียงอย่างไพเราะ โผผินไปมา

ปักษีทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๓]

ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นหว้า

ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย ผลิดอกออกผลบานสะพรั่ง

รุกขชาติอันเป็นทิพย์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

[๒๗๔]

อนึ่ง รอบๆ สระโบกขรณีของท่าน

ทิพยสุคนธ์เหล่านี้หอมฟุ้งตลบอบอวล ไม่ขาดสาย

ทิพยสุคนธ์เช่นนี้ในมนุษยโลกไม่มี

นาคราช เพื่อประสงค์อะไร ท่านจึงยังบำเพ็ญตบะอยู่

(นาคราชกราบทูลว่า)

[๒๗๕]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบะ

เพราะเหตุแห่งบุตร เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ

หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่

แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้าปรารถนากำเนิดแห่งมนุษย์

เพราะเหตุนั้น จึงบากบั่นบำเพ็ญตบะอยู่

(พระราชาทรงชมเชยพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๗๖]

ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีเปล่งปลั่ง

ประดับตบแต่งอย่างสวยงาม

ตัดผมโกนหนวดเรียบร้อย ชโลมลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง

เปล่งรัศมีไปทั่วทิศ ดุจราชาแห่งคนธรรพ์

[๒๗๗]

ท่านถึงพร้อมด้วยเทพฤทธิ์ มีอานุภาพยิ่งใหญ่

เพียบพร้อมด้วยกามทั้งสิ้น

นาคราช เราขอถามเนื้อความนั้นกับท่าน

มนุษยโลกมีอะไรประเสริฐกว่านาคพิภพนี้หรือ

เพียบพร้อมด้วยกามทั้งสิ้น

นาคราช เราขอถามเนื้อความนั้นกับท่าน

มนุษยโลกมีอะไรประเสริฐกว่านาคพิภพนี้หรือ

(นาคราชกราบทูลว่า)

[๒๗๘]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน นอกจากมนุษยโลกแล้ว

ความบริสุทธิ์หรือความสำรวมย่อมไม่มี

ข้าพระพุทธเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว

จะทำที่สุดแห่งการเกิดและการตาย

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๗๙]

ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้

ข้าพเจ้าเห็นนางนาคกัญญาและตัวท่านแล้ว

จะทำบุญให้มาก นะนาคราช

(นาคราชกราบทูลว่า)

[๒๘๐]

ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้เป็นอันมาก ชนเหล่านั้นควรคบโดยแท้

ขอเดชะพระมหาราช พระองค์เห็นนางนาคกัญญา

และข้าพระพุทธเจ้าแล้ว

โปรดทรงทำบุญให้มากเถิด

(พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงทรัพย์จึงกราบทูลว่า)

[๒๘๑]

ก็เงินทองของข้าพระพุทธเจ้านี้มีอยู่เพียงพอ

กองทองคำสูงประมาณชั่วลำตาล

พระองค์โปรดให้ขนไปจากที่นี่แล้วจงให้สร้างพระตำหนักทองคำ

และสร้างกำแพงเงินเถิด

[๒๘๒]

อนึ่ง แก้วมุกดาประมาณ ๕,๐๐๐ เล่มเกวียน

ที่ปนกับแก้วไพฑูรย์

พระองค์โปรดให้ขนไปจากที่นี่แล้วจงลาดลงบนภาคพื้นภายในบุรี

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาคพื้นจักไม่เป็นโคลนตม

และจะไม่มีฝุ่นละออง

[๒๘๓]

ขอเดชะพระมหาราชผู้ประเสริฐ ทรงมีพระปรีชาอันล้ำเลิศ

ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ

ครอบครองกรุงพาราณสีซึ่งมั่งคั่งสมบูรณ์

สง่างามล้ำเลิศดุจทิพยวิมานเห็นปานนี้เถิด

จัมเปยยชาดกที่ ๑๐ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๐๕. โสมนัสสชาดกชาดกถัดไป๕๐๗. มหาปโลภนชาดก