หัตถิปาลชาดก
ว่าด้วยกาลเวลาไม่คอยใคร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๔๕ · บรรทัด ๘๙๘๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๔
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการออกมหาภิเนษกรมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต ปสฺสาม ดังนี้.
แท้จริงในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน ตถาคตก็ได้ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์มาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังนี้
ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า เอสุการี ได้ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พราหมณ์ปุโรหิตผู้หนึ่งเป็นปิยสหายของพระราชานั้น ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์อยู่ด้วยกัน แม้ทั้งสองนั้น หามีโอรสและบุตรผู้จะสืบสกุลไม่ครั้นวันหนึ่งในยามที่มีความสุข พระราชากับพราหมณ์ปุโรหิต จึงปรึกษากันว่าอิสริยยศของเราทั้งสองมีมาก โอรสหรือธิดาไม่มีเลย เราทั้งสองควรจะทำอย่างไรดี. ลำดับนั้น พระเจ้าเอสุการี ตรัสสั่งพราหมณ์ปุโรหิตว่า สหายรักถ้าหากว่าในเรือนของท่าน จักเกิดมีบุตรขึ้นไซร้ บุตรของท่านจักเป็นเจ้าของครอบครองราชสมบัติของเรา ถ้าว่าเราจักเกิดมีบุตรขึ้น บุตรของเราจักต้องเป็นเจ้าของครอบครองโภคสมบัติในเรือนของท่านด้วย. ทั้งสองฝ่ายต่างได้ทำการนัดหมายซึ่งกันแลกันไว้ด้วยอาการอย่างนี้. ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์ปุโรหิตไปยังบ้านส่วยของตน ในเวลาจะกลับ จึงเข้าสู่พระนครทางประตูด้านทิศทักษิณพบสตรีเข็ญใจชื่อ พหุปุตติกะ คนหนึ่ง ในภายนอกพระนคร นางมีบุตรเจ็ดคนทั้งหมดไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ลูกชายคนหนึ่งถือกระเบื้องอันเป็นภาชนะหุงต้มคนหนึ่งหอบเสื่อปูนอน คนหนึ่งเดินนำหน้า คนหนึ่งเดินตามหลัง คนหนึ่งเดินเกาะนิ้วมือมารดาเดินไป คนหนึ่งอยู่ที่สะเอว อีกคนหนึ่งอยู่บนบ่า ลำดับนั้นพราหมณ์ปุโรหิต ถามหญิงผู้เป็นมารดาว่า แม่มหาจำเริญ บิดาของเด็ก ๆเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ? ฝ่ายหญิงเข็ญใจนั้น ก็ตอบว่า บิดาของเด็ก ๆ เหล่านี้จะได้มีอยู่ประจำก็หามิได้. ปุโรหิตจึงถามต่อไปว่า เจ้าทำอย่างไรถึงได้ลูกชายมากถึงเจ็ดคนเช่นนี้ นางไม่เห็นหลักฐานอื่นเป็นเครื่องยืนยัน เห็นต้นไทรต้นหนึ่ง ขึ้นอยู่ใกล้ประตูพระนคร จึงตอบไปว่า ข้าแต่นาย ดิฉันบวงสรวงปรารถนาในสำนักของเทพยดา ซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไทร จึงได้บุตรถึงเจ็ดคนเทพยดาที่สิงอยู่นี้ให้บุตรทั้งหมดแก่ดิฉัน.
ปุโรหิตพูดว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงไปเถิดแล้วลงจากรถตรงไปยังต้นไทรจับกิ่งไทรเขย่า พลางขู่รุกขเทพยดาว่า เทพยดาผู้เจริญ ท่านไม่ยอมให้โอรสแก่พระราชาบ้างเลย อะไรบ้างที่ท่านไม่ได้จากสำนักพระราชา ทุก ๆปีมา พระราชาทรงสละพระราชทรัพย์ถึงพันกหาปณะ ตรัสสั่งให้ทำพลีกรรมแก่ท่าน ท่านยังไม่ให้โอรสแก่พระองค์เลย หญิงเข็ญใจนี้ทำอุปการคุณอะไรแก่ท่าน เหตุไรท่านจึงให้บุตรแก่นางถึงเจ็ดคน ถ้าหากว่าท่านไม่ให้โอรสแก่พระราชาของเรา จากนี้ไปอีก ๗ วัน เราจักให้คนฟันต้นไทรโค่นลงทั้งราก สับให้เป็นท่อน ๆ ดังนี้แล้วก็หลีกไป พอรุ่งขึ้น ๆ ปุโรหิตก็ไปยังต้นไทรนั้น แล้วกล่าวขู่โดยทำนองนี้ จนครบ ๖ วัน. แต่ในวันที่ ๖ได้จับกิ่งไทรพูดว่า ดูก่อนรุกขเทวดา เหลืออีกเพียงราตรีเดียวเท่านั้น ถ้าท่านไม่ยอมให้โอรสผู้ประเสริฐแก่พระราชาของเราไซร้ พรุ่งนี้เราจักให้สำเร็จโทษท่าน. รุกขเทวดาคำนึงดูรู้เหตุผลนั้นแน่นอนแล้ว คิดว่า เมื่อพราหมณ์ผู้นี้ไม่ได้บุตร คงจักทำลายวิมานของเราจนพินาศ เราควรให้บุตรแก่พราหมณ์ปุโรหิตนี้ ด้วยอุบายอย่างใดหนอ ดังนี้แล้วจึงไปยังสำนักของท้าวจาตุมหาราช แจ้งเนื้อความนั้นให้ทราบ ท้าวจาตุมหาราชกล่าวปฏิเสธว่าพวกเราไม่สามารถจะให้บุตรแก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้นได้ รุกขเทวดาจึงไปยังสำนักของยักขเสนาบดี ๒๘ ตน แจ้งเรื่องให้ทราบ. แม้ยักขเสนาบดีเหล่านั้นก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน รุกขเทวดาจึงไปยังสำนักของท้าวสักกเทวราชกราบทูลให้ทรงทราบ ฝ่ายท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดูว่า พระราชาจักได้พระราชโอรสผู้สมควรหรือหาไม่ ทอดพระเนตรเห็นเทพบุตร ๔ องค์ผู้มีบุญ (ควรเกิดในราชตระกูล).
ได้ยินว่า ในภพก่อน ๆ เทพบุตรทั้ง ๔ นั้นเกิดเป็นช่างหูกอยู่ในเมืองพาราณสี แบ่งทรัพย์ที่หาได้จากการงานนั้นเป็น ๕ ส่วน บริโภคเสีย ๔ส่วน ถือเอาส่วนที่ ๕ พร้อมกันทำบุญให้ทาน ช่างทอหูกทั้ง ๔ นั้น เคลื่อนจากภพนั้นแล้ว บังเกิดในดาวดึงสพิภพ ต่อแต่นั้น เลื่อนขึ้นไปบังเกิดในพิภพยามา เที่ยวเสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลก ๖ ชั้น วนไปเวียนมาด้วยอาการอย่างนี้ ก็คราวนั้น ถึงวาระที่เทพบุตรเหล่านั้น จะเคลื่อนจากดาวดึงสพิภพไปเกิดยังพิภพยามา ท้าวสักกเทวราช จึงเสด็จไปยังสำนักของเทพบุตรเหล่านั้น ตรัสเรียกมาแล้ว มีเทวบัญชาว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลายควรที่พวกท่านจักไปบังเกิดยังมนุษยโลก พวกท่านจงบังเกิดในพระครรภ์อัครมเหสี แห่งพระเจ้าเอสุการีราชเถิด.
เทพบุตรเหล่านั้น ได้ฟังพระดำรัสแห่งท้าวสักกเทวราชแล้ว พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พะย่ะค่ะ พวกข้าพระบาทจักไปตามเทวโองการ แต่ว่าพวกข้าพระบาทไม่มีความต้องการราชตระกูล จักพากันไปบังเกิดในเรือนของท่านปุโรหิต แล้วจักละกามสมบัติออกบวชในเวลาที่ยังเป็นหนุ่มอยู่นั่นเอง. ท้าวสักกเทวราชทรงรับปฏิญญาของเทพบุตรเหล่านั้นว่าดีแล้ว จึงเสด็จมาบอกเนื้อความนั้นแก่รุกขเทวดา. รุกขเทวดาดีใจถวายบังคมท้าวสักกเทวราช แล้วตรงไปยังวิมานของตนทันที. ครั้นในวันรุ่งขึ้น พราหมณ์ปุโรหิตมีบัญชาให้บุรุษที่ล่ำสัน มีกำลังมาประชุมกัน แล้วให้ถือมีดและขวานเป็นต้น ไปยังโคนต้นไม้ จับกิ่งไทรไว้แล้วพูดว่า ดูก่อนเทพยดาผู้เจริญเราเพียรขอบุตรกะท่าน ครบ ๗ วันทั้งวันนี้ บัดนี้เป็นเวลาที่จะสำเร็จโทษท่านละ. ลำดับนั้น รุกขเทวดาจึงออกมาจากระหว่างต้นไทร ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ เชื้อเชิญปุโรหิตนั้นมาด้วยเสียงอันไพเราะ แล้วกล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุตรคนเดียวจะเป็นไรไป เราจักให้บุตรแก่ท่าน ๔ คน พราหมณ์ปุโรหิต ตอบว่า ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการบุตร ท่านโปรดให้แก่พระราชาของข้าพเจ้าเถิด. รุกขเทวดากล่าวว่า เราจักให้แก่ท่านเท่านั้น พราหมณ์ปุโรหิตขอร้องว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้ข้าพเจ้าสองคน ให้พระราชาสองคนเถิด. รุกขเทวดาตอบว่า เราจะไม่ให้พระราชา จะให้ท่านผู้เดียวเท่านั้น แม้ทั้ง ๔ คนแต่บุตรทั้ง ๔ นั้น ท่านจักเป็นเพียงแต่สักว่าได้เท่านั้น (เพราะ) บุตรทั้ง๔ นั้น จะไม่อยู่ครองเรือน จักพากันออกบวช แต่ในเวลาที่ยังเป็นหนุ่มทีเดียว. พราหมณ์ปุโรหิตอ้อนวอนไปว่า ท่านโปรดให้บุตรแก่พระราชาหมดทั้ง ๔ คนเถิด ส่วนเหตุที่จะไม่ให้บุตรทั้ง ๔ ออกบวช เป็นภาระของข้าพเจ้าเอง. รุกขเทวดา ประทานบุตรผู้ประเสริฐ แก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้นแล้วเข้าไปยังพิภพของตน จำเดิมแต่นั้นมา ลาภสักการะ ก็เกิดแก่เทวดาอย่างนองเนือง.
เชษฐกเทพบุตร จุติมาบังเกิดในครรภ์นางพราหมณีภรรยา ของพราหมณ์ปุโรหิต ในวันขนานนามกุมารนั้น มารดาบิดาพร้อมกัน ให้ชื่อว่าหัตถิปาลกุมาร แล้วมอบให้นายควาญช้างรับเลี้ยงไว้ เพื่อต้องการป้องกันมิให้กุมารนั้นบวช. หัตถิปาลกุมารนั้น เจริญเติบโตในสำนักของนายควาญช้าง. ในกาลที่หัตถิปาลกุมารเดินไปมาได้ เทพบุตรองค์ที่สองก็จุติมาบังเกิดในครรภ์ของนางพราหมณีอีก. กาลเมื่อกุมารนั้นเกิดแล้ว มารดาบิดาก็ขนานนามให้ว่าอัสสปาลกุมาร. อัสสปาลกุมารก็เจริญเติบโตในสำนักของคนเลี้ยงม้า. ในกาลที่บุตรคนที่สามเกิดแล้ว มารดาบิดาขนานนามให้ว่าโคปาลกุมาร มอบให้นายโคบาลเลี้ยงไว้ ในเวลาที่บุตรคนที่สี่เกิดแล้ว มารดาบิดาขนานนามให้ว่าอชปาลกุมาร มอบให้นายอชบาลเลี้ยงไว้. อชปาลกุมารเจริญเติบโตกับพวกอชบาล. ครั้นกุมารเหล่านั้นเจริญวัย เติบโตแล้ว ได้เป็นผู้มีรูปร่างงดงามยิ่งนัก.
ต่อมามารดาบิดาทั้งสองก็เชื้อเชิญบรรพชิตทั้งหลาย ออกไปเสียจากพระราชอาณาเขต เพราะกลัวกุมารเหล่านั้นจะบวช. ในแคว้นกาสิกรัฐทั้งหมดจะมีบรรพชิตแม้องค์เดียวก็หามิได้. กุมารทั้ง ๔ เหล่านั้น เป็นผู้หยาบช้ากล้าแข็งยิ่งนัก จะไปสู่ทิศใดก็พากันแย่งชิงเอาสิ่งของที่เขานำจากทิศนั้น ๆ. เมื่อหัตถิปาลกุมารอายุครบ ๑๖ ปี พระราชาและพราหมณ์ปุโรหิตได้เห็นสรีรสมบัติแล้ว จึงปรึกษากันว่า กุมารทั้ง ๔ เติบใหญ่แล้วเป็นสมัยที่จะยกเศวตฉัตรให้ครอบครองราชสมบัติ เราควรจะจัดการกับกุมารเหล่านั้นอย่างไรดี แล้วคิดต่อไปว่า กุมารเหล่านั้น นับแต่ได้รับอภิเษกแล้ว คงจักหยาบช้าสาหัสยิ่งขึ้น ถ้าบรรพชิตทั้งหลายจักมาจากที่ต่าง ๆ ในเวลานี้ กุมารเหล่านี้เห็นเข้า ก็จักพากันบวชเสีย เวลาที่กุมารเหล่านี้บวชแล้ว ชาวชนบทก็จะรวนเร กำเริบ เราทั้งสองต้องทดลองดูก่อน จึงจักอภิเษกกุมารเหล่านั้นต่อภายหลัง แล้วทั้งสองคนต่างแปลงเพศเป็นฤาษี (ทำเป็น) เที่ยวภิกษาจารไปจนถึงประตูนิเวศน์แห่งหัตถิปาลกุมาร หัตถิปาลกุมาร เห็นบรรพชิตจำแลงเหล่านั้นแล้ว ยินดี มีความเลื่อมใส เข้าไปใกล้ ถวายนมัสการแล้วกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
นานทีเดียว ข้าพเจ้าเพิ่งได้พบเห็นผู้มีผิวพรรณ ดังเทพยเจ้า มุ่นชฎาใหญ่ทรงไว้ซึ่งหาบคอน ผู้ทรมาน กิเลสดังเปลือกตมแล้ว ผู้ย้อมเศียรเกล้า. นานนักหนา ข้าพเจ้าเพิ่งได้เห็นพระฤาษีผู้ยินดี ในธรรมคุณ นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ครองผ้าคากรอง ปกปิดโดยรอบ. ขอท่านผู้เจริญจงรับอาสนะ น้ำ ผ้าเช็ดเท้าและ น้ำมันทาเท้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอต้อนรับท่านด้วย สิ่งของมีค่ามาก ได้กรุณารับของมีค่ามากของข้าพเจ้า เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมณํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว. บทว่า เทววณฺณินํ ความว่า ผู้มีวรรณะอันประเสริฐ มีตบะกล้ามีอินทรีย์ผ่องใสน่านับถือ มีอัตภาพแห่งบรรพชิตมีตบธรรมอันสูงส่ง. บทว่า ขาริธรํ ความว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งขาริภารภัณฑ์. บทว่า อิสึ ความว่า ผู้แสวงหาคุณธรรมมีกองศีลเป็นต้น ดำรงอยู่แล้ว. บทว่า ธมฺมคุเณรตํ ความว่า ผู้ยินดียิ่งแล้วในส่วนแห่งสุจริตธรรม.
บทว่า อาสนํ ความว่า หัตถิปาลกุมาร แต่งตั้งอาสนะนี้ไว้ เพื่อฤาษีเหล่านั้นนั่ง แล้วน้อมน้ำเจือด้วยน้ำหอม ผ้าเช็ดเท้า และน้ำมันสำหรับหยอดเข้าไปถวายแล้วกล่าวเชื้อเชิญ. บทว่า อคฺเฆ ความว่า ข้าพเจ้ามอบอาสนะเป็นต้นอันมีค่ามาก ทั้งหมดเหล่านี้ กะท่านผู้เจริญ. บทว่า กุรุเต โน ความว่าขอท่านผู้เจริญจงรับอาสนะเป็นต้นอันมีค่ามากเหล่านี้ ของข้าพเจ้าด้วยเถิด.
หัตถิปาลกุมาร กล่าวเชื้อเชิญบรรดาฤาษีทั้งสองเหล่านั้นเป็นรายรูปต่างวาระกันอย่างนี้. ลำดับนั้น ปุโรหิตฤาษีแปลงแกล้งถามว่า แน่ะพ่อหัตถปาละ เจ้าสำคัญเราทั้งสองเป็นใครกัน จึงกล่าวอย่างนี้ หัตถิปาลกุมารตอบว่าข้าพเจ้าสำคัญว่า พวกท่านเป็นฤาษีผู้อยู่ในหิมวันตประเทศ ปุโรหิตแปลงจึงชี้แจงว่า พ่อคุณ พวกเรามิใช่พระฤาษี นี้คือราชาเอสุการี เราคือปุโรหิตผู้เป็นบิดาของเจ้า. หัตถิปาลกุมารถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรบิดากับพระราชาจึงต้องปลอมเพศเป็นฤาษี ?. ปุโรหิตตอบว่า เพื่อจะทดลองเจ้าดู. หัตถิปาลกุมารถามว่า ทดลองข้าพเจ้าทำไม ? พราหมณ์ปุโรหิตจึงกล่าวว่า ทดลองดูว่า ถ้าเจ้าเห็นพวกเราแปลงเป็นพระฤาษีแล้ว มิได้บวชไซร้เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจึงมาเพื่ออภิเษกเจ้าให้เสวยราชสมบัติ. หัตถิปาลกุมารกล่าวว่า ข้าแต่ท่านบิดา ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการราชสมบัติเลย ข้าพเจ้าจักบวช. ลำดับนั้น ปุโรหิตผู้บิดาจึงกล่าวชี้แจงกะหัตถิปาลกุมารว่า หัตถิปาลกุมารลูกรัก เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะบวช เมื่อจะพร่ำสอนตามอัธยาศัยจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า
หัตถิปาละลูกรัก เจ้าจงเรียนวิชา และจงแสวงหาทรัพย์ จงปลูกฝังบุตรและธิดาให้ดำรงอยู่ในเรือน เสียก่อน แล้วจงบริโภค กลิ่น รส และวัตถุกาม ทั้งปวงเถิด กิจที่จะอยู่ป่า เมื่อเวลาแก่สำเร็จประโยชน์ดี มุนีใด บวชในกาลเช่นนี้ได้ มุนีนั้น พระอริยเจ้า สรรเสริญ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิจฺจ แปลว่า เล่าเรียนศึกษา. บทว่า ปุตฺเต ความว่า จงยกเศวตฉัตรให้พวกนาฏกชนเข้าอุปัฏฐากบำรุงโดยวาระจนเจริญด้วยบุตรธิดา แล้วให้บุตรธิดาเหล่านั้น ครอบครองบ้านเมืองแทนตน. บทว่า สพพํ ความว่า เจ้าจงเสวยกลิ่นและรสเหล่านี้ ทั้งพัสดุกามที่เหลือทั้งหมดก่อน. บทว่า อรญฺํ สาธุ มุนิ โส ปสตฺโถ ความว่า ปุโรหิตกล่าวว่า การอยู่ป่าของผู้ที่บวชในเวลาแก่ภายหลัง ย่อมได้ประโยชน์สำเร็จดีผู้ใดบวชในเวลาดังกล่าวมานี้ ผู้นั้นเป็นคนมีความคิด อันอริยชนทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว. ลำดับนั้น หัตถิปาลกุมารกล่าวคาถา ความว่า
วิชาเป็นของไม่จริง และลาภคือทรัพย์ก็ไม่จริง ใคร ๆ จะห้ามความชราด้วยลาภ คือ บุตรไม่ได้เลย สัตบุรุษทั้งหลาย สอนให้ปล่อยวางคันธารมณ์ และ รสารมณ์เสีย ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้ เพราะกรรม ของตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น สจฺจา ความว่า ชนทั้งหลายกล่าววิทยาการอันใด ว่าเป็นสวรรค์ และเป็นมรรค แต่ก็หาใช่วิทยาการอันนั้นให้สำเร็จประโยชน์ไม่ วิชาทั้งหลายเป็นของเปล่าประโยชน์ไร้สาระ หาผลมิได้. บทว่า วิตฺตลาโภ ความว่า แม้ลาภคือทรัพย์สมบัติ จะเป็นของมีสภาพเป็นอันเดียวไปทุกอย่างก็หามิได้มี เพราะเป็นของปัญจสาธารณ์. บทว่า น ชรํ ความว่า ข้าแต่ท่านบิดา ใคร ๆ จะชื่อว่าสามารถ เพื่อจะห้ามชรา หรือพยาธิมรณะได้ด้วยลาภคือบุตรก็มิได้มี เพราะลาภคือบุตรเป็นต้นนี้ มีทุกข์เป็นมูลเป็นที่ตั้งแห่งอุปธิกิเลส. บทว่า คนฺเธ รเส ความว่า บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวสอนเฉพาะความปล่อยวางคันธารมณ์รสารมณ์ และอารมณ์ที่เหลือทั้งหลายเท่านั้น. บทว่า สกมฺมุนา ความว่าความบังเกิดแห่งผลคือความเผล็ดผล ย่อมเกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะกรรมอันตนทำไว้เท่านั้น ข้าแต่ท่านบิดา เพราะสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน.
พระราชาทรงสดับคำของกุมารแล้ว ตรัสพระคาถา ความว่า
คำของเจ้าที่ว่า ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้ เพราะกรรมของตนนั้น เป็นคำจริงแท้แน่นอน อนึ่ง มารดาบิดาของท่านนี้ แก่เฒ่าแล้ว หวังจะเห็นท่านมี อายุยืนร้อยปี ไม่มีโรค.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสสตํ อโรคฺยํ ความว่า พระราชาตรัสว่า มารดาบิดาของเจ้านั้น ประสงค์จะเห็นเจ้ามีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เมื่อเจ้ามีชีวิตอยู่ถึงร้อยปี จักได้เลี้ยงดูมารดาบิดาบ้าง. หัตถิปาลกุมาร ฟังพระราชดำรัสแล้ว กราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เหตุไรพระองค์จึงตรัสเช่นนี้ แล้วกล่าวคาถาสองคาถา ความว่า
ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐกว่านรชน ความเป็น สหายกับความตาย ความไมตรีกับความแก่พึงมีแก่ ผู้ใด หรือแม้ผู้ใดจะพึงรู้ว่า เราจักไม่ตาย มารดาบิดา พึงเห็นผู้นั้นมีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรคเบียดเบียนได้ใน บางคราว. บุรุษเอาเรือมาจอดไว้ที่ท่าน้ำ รับคนฝั่งนี้ส่งถึง ฝั่งโน้น แล้วย้อนกลับรับคนฝั่งโน้น พามาส่งถึงฝั่งนี้ ฉันใด ชรา และพยาธิ ก็ย่อมนำเอาชีวิตสัตว์ไปสู่ อำนาจแห่งมัจจุราชอยู่เนือง ๆ ฉันนั้น.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๒๔๕–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
หตฺถิปาลชาตกํ
จิรสฺสํ วต ปสฺสามาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภิเนกฺขมฺมํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต เนกฺขมฺมํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ เอสุการี นาม ราชา อโหสิ ฯ ตสฺส ปุโรหิโต ทหรกาลโต ปฏฺฐาย ปิยสหาโย เต อุโภปิ อปุตฺตกา อเหสุํ ฯ เต เอกทิวสํ สุขสมเย นิสินฺนา มนฺตยึสุ อมฺหากํ อิสฺสริยํ มหนฺตํ ปุตฺโต วา ธีตา วา นตฺถิ กินฺนุ โข กตฺตพฺพนฺติ ฯ ตโต ราชา ปุโรหิตํ อาห สมฺม สเจ ตว เคเห ปุตฺโต ชายิสฺสติ มม รชฺชสฺส สามิโก ภวิสฺสติ สเจ มม ปุตฺโต ชายิสฺสติ ตว เคเห โภคานํ สามิโก ภวิสฺสตีติ ฯ เอวํ อุโภปิ อญฺญมญฺญํ สงฺกรมกํสุ ฯ อเถกทิวสํ ปุโรหิโต โภคคามํ คนฺตฺวา อาคมนกาเล ทกฺขิณทฺวาเรน นครํ ปวิสนฺโต พหินคเร เอกํ พหุปุตฺติกํ นาม ทุคฺคติตฺถึ ปสฺสิ ฯ ตสฺสา สตฺต ปุตฺตา สพฺเพว อโรคา เอโก ปจนภาชนํ กปลฺลํ คณฺหิ เอโก สยนกฏสารกํ เอโก ปุรโต คจฺฉติ เอโก ปจฺฉโต คจฺฉติ เอโก องฺคุลึ คณฺหิ เอโก องฺเก นิสินฺโน เอโก ขนฺเธ ฯ อถ นํ ปุโรหิโต ปุจฺฉิ ภทฺเท อิเมสํ ทารกานํ ปิตา กุหินฺติ ฯ สาปิ อิเมสํ ปิตา นาม นิพทฺโธ นตฺถีติ ฯ เอวรูเป สตฺต ปุตฺเต กินฺติ กตฺวา อลตฺถาติ ฯ สา อญฺญํ คหณํ อปสฺสนฺตี นครทฺวาเร ฐิตํ นิโคฺรธรุกฺขํ ทสฺเสตฺวา สามิ เอกสฺมึ นิโคฺรเธ อธิวตฺถาย เทวตาย สนฺติเก ปตฺเถตฺวา ลภึ เอตาย เม ปุตฺตา ทินฺนาติ อาห ฯ ปุโรหิโต เตนหิ คจฺฉ ตฺวนฺติ รถา โอรุยฺห นิโคฺรธมูลํ คนฺตฺวา สาขายํ คเหตฺวา จาเลตฺวา อมฺโภ เทวเต ตฺวํ รญฺโญ ปุตฺตํ น เทสิ รญฺโญ สนฺติกา กึ นาม อลภสิ ราชา เต อนุสํวจฺฉรํ สหสฺสํ วิสชฺเชตฺวา พลิกมฺมํ กาเรติ ตสฺส ปุตฺเต น เทสิ เอตาย ทุคฺคติตฺถิยา ตว โก อุปกาโร กโต เยนสฺสา สตฺต ปุตฺเต อทาสิ สเจ อมฺหากํ รญฺโญ ปุตฺตํ น เทสิ อิโต ตํ สตฺตเม ทิวเส สมูลกํ ฉินฺทิตฺวา ขณฺฑาขณฺฑิกํ กาเรสฺสามีติ รุกฺขเทวตํ ตชฺเชตฺวา ปกฺกามิ ฯ โส เอเตน นิยาเมเนว ปุนทิวเสปิ ปุนทิวเสปีติ ปฏิปาฏิยา ฉ ทิวเส กเถสิ ฯ ฉฏฺเฐ ปน ทิวเส สาขายํ คเหตฺวา รุกฺขเทวเต อชฺเฌกรตฺติมตฺตกเมว เสสํ สเจ เม รญฺโญ ปุตฺตวรํ น เทสิ เสฺว ตํ นิฏฺฐาเปสฺสามีติ อาห ฯ รุกฺขเทวตา อาวชฺชิตฺวา ตํ การณํ ตตฺตโต ญตฺวา อยํ พฺราหฺมโณ ปุตฺตํ อลภนฺโต มม วิมานํ นาเสสฺสติ เกน นุโข อุปาเยน ตสฺส ปุตฺตํ ทาตุํ วฏฺฏตีติ จตุนฺนํ มหาราชานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ เต มยํ ตสฺส ปุตฺตํ ทาตุํ น สกฺขิสสามาติ วทึสุ ฯ อฏฺฐวีสติยกฺขเสนาปตีนํ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ เตปิ ตเถวาหํสุ ฯ สกฺกสฺส เทวรญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา กเถสิ ฯ โสปิ ลภิสฺสติ นุโข ราชา อนุจฺฉวิเก ปุตฺเต อุทาหุ โนติ อุปธาเรนฺโต ปุญฺญวนฺเต จตฺตาโร เทวปุตฺเต ปสฺสิ ฯ เต กิร ปุริมภเว พาราณสิยํ เปสการา หุตฺวา เตน กมฺเมน ลทฺธกํ ปญฺจโกฏฺฐาสํ กตฺวา จตฺตาโร โกฏฺฐาเส ปริภุญฺชึสุ ปญฺจมํ คเหตฺวา เอกโตว ทานํ ททํสุ เต ตโต จุตา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺตึสุ ตโต ยามภวเน นิพฺพตฺตึสูติ เอวํ อนุโลมปฏิโลมํ ฉสุ เทวโลเกสุ สมฺปตฺตึ อนุภวนฺตา วิจรนฺติ ฯ ตทา ปน เนสํ ตาวตึสภวนโต จวิตฺวา ยามภวนํ คมนวาเร สกฺโก เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปกฺโกสิตฺวา มาริสา ตุมฺเหหิ มนุสฺสโลกํ คนฺตุํ วฏฺฏติ เอสุการิรญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นพฺพตฺตถาติ อาห ฯ
เต ตสฺส วจนํ สุตฺวา สาธุ เทว คมิสฺสาม น ปนมฺหากํ ราชกุเลนตฺโถ อตฺถิ ปุโรหิตสฺส เคเห นิพฺพตฺเตตฺวา ทหรกาเลเยว กาเม ปหาย ปพฺพชิสฺสามาติ วทึสุ ฯ สกฺโก สาธูติ เตสํ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา อาคนฺตฺวา รุกฺขเทวตาย ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ สา ตุฏฺฐมานสา สกฺกํ วนฺทิตฺวา อตฺตโน วิมานเมว คตา ฯ ปุโรหิโตปิ ปุนทิวเส พลวปุริเส สนฺนิปาตาเปตฺวา วาสิผรสุอาทีนิ คาหาเปตฺวา รุกฺขมูลํ คนฺตฺวา รุกฺขสาขาย คเหตฺวา อมฺโภ เทวเต อชฺช มยฺหํ ปุตฺตํ ยาจนฺตสฺส สตฺตโม ทิวโส อิทานิ เต นิฏฺฐานกาโลติ อาห ฯ ตโต รุกฺขเทวตา มหนฺเตนานุภาเวน ขนฺธวิวรโต นิกฺขมิตฺวา มธุเรน สเรน ตํ อามนฺเตตฺวา พฺราหฺมณ ติฏฺฐตุ เอโก ปุตฺโต จตฺตาโร เต ปุตฺเต ทสฺสามีติ อาห ฯ มม ปุตฺเตนตฺโถ นตฺถิ อมฺหากํ รญฺโญ ปุตฺตํ เทหีติ ฯ ตุยฺเหว ทมฺมีติ ฯ เตนหิ มม เทฺว เทหิ รญฺโญ เทฺว เทหีติ ฯ รญฺโญ น เทมิ จตฺตาโรปิ ตุยฺเหว เทมิ ตยา จ ลทฺธมตฺตาว ภวิสฺสนฺติ อคาเร อฐตฺวา ทหรกาเลเยว ปพฺพชิสฺสนฺตีติ ฯ ตฺวํ รญฺโญ เกวลํ ปุตฺเต เทหิ อปพฺพชฺชนการณํ ปน อมฺหากํ ภาโรติ ฯ สา ตสฺส ปุตฺตวรํ ทตฺวา อตฺตโน ภวนํ ปาวิสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เทวตาย สกฺกาโร มหา ปวตฺตติ ฯ เชฏฺฐกเทวปุตฺโต จวิตฺวา ปุโรหิตสฺส พฺราหฺมณิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส นามคหณทิวเส หตฺถิปาโลติ นามํ กตฺวา อปพฺพชฺชนตฺถาย หตฺถิโคปเก ปฏิจฺฉาเปสุํ ฯ โส เตสํ สนฺติเก วฑฺฒติ ฯ ตสฺส ปทสา คมนกาเล ทุติโย จวิตฺวา ตสฺสา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺสาปิ ชาตกาเล อสฺสปาโลติ นามํ กรึสุ ฯ โส อสฺสโคปกานํ สนฺติเก วฑฺฒติ ฯ ตติยสฺส ชาตกาเล โคปาโลติ นามํ กรึสุ ฯ โส โคปาลเกหิ สทฺธึ วฑฺฒติ ฯ จตุตฺถสฺส ชาตกาเล อชปาโลติ นามํ กรึสุ ฯ โส อชปาเลหิ สทฺธึ วฑฺฒติ ฯ เต วุฑฺฒิมนฺวาย โสภคฺคปฺปตฺตา อเหสุํ ฯ
อถ เนสํ ปพฺพชิตภเยน รญฺโญ วิชิตา ปพฺพชิเต นีหรึสุ ฯ สกลกาสิกรฏฺเฐ เอกปพฺพชิโตปิ นาโหสิ ฯ เต กุมารา อติผรุสา อเหสุํ ฯ ยาย ทิสาย คจฺฉนฺติ ตาย ทิสาย อาหริยมานํ ปณฺณาการํ วิลุมฺปนฺติ ฯ หตฺถิปาลสฺส โสฬสวสฺสกาเล สรีรสมฺปตฺตึ ทิสฺวา ราชา จ ปุโรหิโต จ กุมารา มหลฺลกา ชาตา ฉตฺตุสฺสาปนสมโย เตสํ กินฺนุ โข กาตพฺพนฺติ มนฺเตตฺวา เอเต อภิสิตฺตกาลโต ปฏฺฐาย อติสูรา ภวิสฺสนฺติ ตโต ตโต ปพฺพชิตา อาคมิสฺสนฺติ เต ทิสฺวา ปพฺพชิสฺสนฺติ เอเตสํ ปพฺพชิตกาเล ชนปทา อุลฺโลลา ภวิสฺสนฺติ วีมํสิสฺสาม ตาว เน ปจฺฉา อภิสิญฺจิสฺสามาติ จินฺเตตฺวา อุโภปิ อิสิเวสํ คเหตฺวา ภิกฺขาย จรนฺตา หตฺถิปาลกุมารสฺส นิเวสนทฺวารํ อคมํสุ ฯ กุมาโร เต ทิสฺวา ตุฏฺโฐ ปสนฺโน อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ติสฺโส คาถา อภาสิ
จิรสฺสํ วต ปสฺสาม พฺราหฺมณํ เทววณฺณินํ
มหาชฏํ ขาริธรํ ปงฺกทนฺตํ รชสฺสิรํ ฯ
จิรสฺสํ วต ปสฺสาม อิสึ ธมฺมคุเณ รตํ
กาสายวตฺถวสนํ วากจีรํ ปริจฺฉทํ ฯ
อาสนํ อุทกํ ปชํ ปตฺติ คณฺหาตุ โน ภวํ
อคฺเฆ ภวนฺตํ ปุจฉาม อคฺฆํ กุรุตุ โน ภวนฺติ ฯ
ตตฺถ พฺราหฺมณนฺติ พาหิตปาปํ พฺราหฺมณํ ฯ เทววณฺณินนฺติ เสฏฺฐวณฺณินํ โฆรตปํ ปริมานิตินฺทฺริยํ ปพฺพชิตตฺตภาวํ อุคฺคตปนฺติ อตฺโถ ฯ ขาริธรนฺติ ขาริภารธรํ ฯ อิสินฺติ สีลกฺขนฺธาทโย ปริเยสิตฺวา ฐิตํ ฯ ธมฺมคุเณ รตนฺติ สุจริตโกฏฺฐาเส อภิรตํ ฯ อาสนนฺติ อิทํ เตสํ นิสีทนตฺถาย อาสนํ ปญฺญเปตฺวา คนฺโธทกญฺจ ปาทปุญฺฉนญฺจ อพฺภญฺชเตลญฺจ อุปเนตฺวา อาห ฯ อคฺเฆติ อิเม สพฺเพปิ อาสนาทโย อคฺเฆ ภวนฺตํ ปุจฺฉาม ฯ กุรุตุ โนติ อิเม โน อคฺเฆ ภวํ ปฏิคฺคณฺหาตูติ ฯ
เอวํ โส เตสุ เอเกกํ วาเรน วาเรน อาห ฯ อถ นํ ปุโรหิโต อาห ตาต หตฺถิปาล ตฺวํ อมฺเห เก อิเมติ มญฺญมาโน เอวํ กเถสีติ ฯ หิมวนฺตกา อิสโยติ ฯ น มยํ ตาต อิสโย เอส ราชา เอสุการี อหํ เต ปิตา ปุโรหิโตติ ฯ อถ กสฺมา อิสิเวสํ คณฺหถาติ ฯ ตว วีมํสนตฺถายาติ ฯ มม กึ วีมํสถาติ ฯ สเจ อมฺเห ทิสฺวา น ปพฺพชิสฺสสิ อถ ตํ รชฺเช อภิสิญฺจิตุํ อาคตมฺหาติ ฯ ตาต น เม รชฺเชนตฺโถ ปพฺพชิสฺสามหนฺติ ฯ อถ นํ ปิตา ตาต หตฺถิปาล นายํ กาโล ปพฺพชฺชายาติ วตฺวา ยถาอชฺฌาสยํ อนุสาเสนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห
อธิจฺจ เวเท ปริเยส วิตฺตํ
ปุตฺเต เคเห ตาต ปติฏฺฐเปตฺวา
คนฺเธ รเส ปจฺจนุโภตุ สพฺพํ
อรญฺญํ สาธุ มุนิ โส ปสตฺโถติ ฯ
ตตฺถ อธิจฺจาติ อชฺฌายิตฺวา ฯ ปุตฺเตติ ฉตฺตํ อุสฺสาเปตฺวา นาฏเก วาเรน อุปฏฺฐาเปตฺวา ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒิตฺวา เต ปุตฺเต เคเห ปติฏฺฐาเปตฺวาติ อตฺโถ ฯ สพฺพนฺติ เอเต จ คนฺธรเส เสสญฺจ สพฺพํ วตฺถุกามํ อนุภวิตฺวา ฯ อรญฺญํ สาธุ มุนิ โส ปสตฺโถติ ปจฺฉา มหลฺลกกาเล ปพฺพชิตสฺส อรญฺญํ สาธุ ลทฺธกํ โหติ โย เอวรูเป กาเล ปพฺพชติ โส มุนิ พุทฺธาทีหิ อริเยหิ ปสตฺโถติ วทติ ฯ
ตโต หตฺถิปาโล คาถมาห
เวทา น สจฺจา น จ วิตฺตลาโภ
น ปุตฺตลาเภน ชรํ วิหนฺติ
คนฺเธ รเส มุจฺจนมาหุ สนฺโต
สกมฺมุนา โหติ ผลูปปตฺตีติ ฯ
ตตฺถ น สจฺจาติ ยํ สคฺคญฺจ มคฺคญฺจ วทนฺติ น ตํ สาเธนฺติ ตุจฺฉา นิสฺสารา นิปฺผลา ฯ วิตฺตลาโภติ ธนลาโภปิ ปญฺจสาธารณตฺตา สพฺโพ เอกสภาโว น ภวิสฺสติ ฯ น ชรนฺติ ตาต ชรํ วา พฺยาธิมรณํ วา น โกจิ ปุตฺตลาเภน ปฏิพาหิตุํ สมตฺโถ นาม อตฺถิ ทุกฺขมูลา เหเต อุปธโย ฯ คนฺเธ รเสติ คนฺเธ จ รเส จ เสสอารมฺมเณสุ จ มุจฺจนมุตฺติเมว พุทฺธาทโย ปณฺฑิตา กเถนฺติ ฯ สกมฺมุนาติ อตฺตนา กตกมฺเมเนว สตฺตานํ ผลูปปตฺติ ผลนิปฺผตฺติ โหติ กมฺมสฺสกา หิ ตาต สตฺตาติ ฯ
กุมารสฺส วจนํ สุตฺวา ราชา คาถมาห
อทฺธา หิ สจฺจํ วจนํ ตเวตํ
สกมฺมุนา โหติ ผลูปปตฺติ
ชิณฺณา จ มาตาปิตโร ตวยิเม
ปสฺเสยฺยุ ตํ วสฺสสตํ อโรคฺยนฺติ ฯ
ตตฺถ วสฺสสตํ อโรคฺยนฺติ เอเต วสฺสสตํ อาโรคฺยํ ตํ ปสฺเสยฺยุํ ตฺวํปิ วสฺสสตํ ชีวนฺโต มาตาปิตโร โปสสฺสูติ วทติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุมาโร เทว ตฺวํ กินฺนาเมตํ วเทสีติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ
ยสฺสสฺสุ สกฺขี มรเณน ราช
ชราย มิตฺตี นรวีร เสฏฺฐ
โย วาปิ ชญฺญา น มริสฺสํ กทาจิ
ปสฺเสยฺยุ ตํ วสฺสสตํ อโรคฺยํ ฯ
ยถาปิ นาวํ ปุริโสทกมฺหิ
เอเรติ เจนํ อุปเนติ ตีรํ
เอวํปิ พฺยาธิ สสตํ ชรา จ
อุปเนติ มจฺจุวสมนฺตกสฺสาติ ฯ
ตตฺถ สกฺขีติ มิตฺตธมฺโม ฯ มรเณนาติ ทตฺโต มิตฺโต มโตติ สมฺมติมรเณน ฯ ชรายาติ ปากฏชราย หิ สทฺธึ ยสฺส เมตฺตี ภเวยฺย ยสฺเสตํ มรณญฺจ ชรา จ มิตฺตภาเวน นาธิคจฺเฉยฺยาติ อตฺโถ ฯ เอเรติ เจนนฺติ มหาราช ยถา นาม ปุริโส นทีติตฺเถ อุทกมฺหิ นาวํ ฐเปตฺวา ปรตีรคามิชนํ อาโรเปตฺวา สเจ อริตฺเตน อุปฺปีเฬนฺโต ปิเยน วา กฑฺฒนฺโต จาเลติ ฆเฏติ อถ นํ ปรตีรํ อุปเนติ เอวํ พฺยาธิ จ ชรา จ นิจฺจํ อนฺตกสฺส มจฺจุโน วสํ อุปเนนฺติเยวาติ ฯ
เอวํ อิเมสํ สตฺตานํ ชีวิตสงฺขารสฺส ปริตฺตภาวํ ทสฺเสตฺวา มหาราช ตุมฺเห ติฏฺฐถ ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถนฺตเมว มํ พฺยาธิ จ ชรา จ มรณํ จ อุปคจฺฉนฺติ อปฺปมตฺตา โหถาติ โอวาทํ ทตฺวา ราชานญฺจ ปิตรญฺจ วนฺทิตฺวา อตฺตโน ปริจาริเก คเหตฺวา พาราณสิรชฺชํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามีติ นิกฺขมิ ฯ ปพฺพชฺชา นาม เอสา โสภนา ภวิสฺสตีติ หตฺถิปาลกุมาเรน สทฺธึ มหาชโน นิกฺขมิ ฯ โยชนิกา ปริสา อโหสิ ฯ โส ตาย ปริสาย สทฺธึ คงฺคาตีรํ ปตฺวา คงฺคาย อุทกํ โอโลเกตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา ฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา จินฺเตสิ อยํ สมาคโม มหา ภวิสฺสติ มม ตโย กนิฏฺฐภาตโร มาตาปิตโร ราชา เทวีติ สพฺเพ สปริสา ปพฺพชิสฺสนฺติ พาราณสี สุญฺญา ภวิสฺสติ ยาว เอเตสํ อาคมนา อิเธว วสิสฺสามีติ ฯ โส ตตฺเถว มหาชนสฺส โอวาทํ ททนฺโต นิสีทิ ฯ ปุนทิวเส ราชา จ ปุโรหิโต จ จินฺตยึสุ หตฺถิปาลกุมาโร ตาว รชฺชํ ปหาย มหาชนํ อาทาย ปพฺพชิสฺสามีติ คนฺตฺวา คงฺคาตีเร นิสีทิ อสฺสปาลํ วีมํสิตฺวา อภิสิญฺจิสฺสามาติ ฯ เต อิสิเวเสเนว ตสฺสาปิ เคหทฺวารํ อคมํสุ ฯ โสปิ เต ทิสฺวา ปสนฺนมานโส อุปสงฺกมิตฺวา จิรสฺสํ วต ปสฺสามีติ อาทีนิ วตฺวา ตเถว ปฏิปชฺชิ ฯ เตปิ ตํ ตเถว วตฺวา อตฺตโน อาคตการณํ กถยึสุ ฯ โส มม ภาติเก หตฺถิปาลกุมาเร สนฺเต ปฐมตรํ มยฺหเมว เสตจฺฉตฺตํ ปาปุณาตีติ ปุจฺฉิตฺวา ตาต ภาตา เตน มยฺหํ รชฺเชนตฺโถ ปพฺพชิสฺสามีติ วตฺวา นิกฺขนฺโตติ วุตฺเต กหํ ปน โส อิทานีติ คงฺคาตีเร นิสินฺโนติ วุตฺเต ตาต มม ภาตรา ฉฑฺฑิตเขเฬน มม กมฺมํ นตฺถิ พาลา หิ ปริตฺตปญฺญา สตฺตา เอตํ กิเลสํ ปชหิตุํ น สกฺโกนฺติ อหํ ปน ชหิสฺสามีติ ฯ รญฺโญ จ ปิตุ จ ธมฺมํ เทเสนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
ปงฺโก จ กามา ปลิโป จ กามา
มโนหรา ทุตฺตรา มจฺจุเธยฺยา
เอตสฺมึ ปงฺเก ปลิเป วิสนฺนา
หีนตฺตรูปา น ตรนฺติ ปารํ ฯ
อยํ ปุเร ลุทฺทมกาสิ กมฺมํ
สฺวายํ คหีโต น หิ โมกฺขิโต เม
โอรุนฺธิยา นํ ปริรกฺขิสฺสามิ
มายํ ปุน ลุทฺทมกาสิ กมฺมนฺติ ฯ
ตตฺถ ปงฺโกติ โย โกจิ กทฺทโม ฯ ปลิโปติ สุขุมวาลิกมิสฺโส สณฺหกทฺทโม ฯ ตตฺถ กาโม ลคฺคาปนวเสน ปงฺโก นาม โอสีทาปนวเสน ปลิโป นามาติ วุตฺโต ฯ ทุตฺตราติ ทูรติกฺกมา ฯ มจฺจุเธยฺยาติ มจฺจุโน อธิฏฺฐานํ ฯ เอเตสุ หิ ลคฺคา เจว อนุปวิฏฺฐา จ สตฺตา อุตฺตริตุํ อสกฺโกนฺตา ทุกฺขกฺขนฺธปริยาเย วุตฺตปฺปการํ ทุกฺขญฺเจว มรณญฺจ ปาปุณนฺติ ฯ เตนาห เอตสฺมึ ปงฺเก ปลิเป วิสนฺนา หีนตฺตรูปา น ตรนฺติ ปารนฺติ ฯ ตตฺถ วิสนฺนาติ พฺยสนฺนา ฯ พฺยสนฺนาติปิ ปาโฐ อยเมว อตฺโถ ฯ หีนตฺตรูปาติ หีนจิตฺตสภาวา ฯ ปารนฺติ นิพฺพานปารํ คนฺตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ อยนฺติ มหาราช อยํ มมตฺตภาโว ปุพฺเพ อสฺสโคปเกหิ สทฺธึ วฑฺฒนฺโต มหาชนสฺส วิลุมฺปนเหฐนาทิวเสน พหุํ ลุทฺทํ สาหสิกกมฺมํ อกาสิ ฯ สฺวายํ คหีโตติ โส อยํ ตสฺส กมฺมสฺส วิปาโก มยา คหิโต ฯ น หิ โมกฺขิโต เมติ สํสารปฺปวตฺเต สติ นหิ โมกฺโข อิโต อกุสลผลโต มมตฺถิ ฯ โอรุนฺธิยา นํ ปริรกฺขิสฺสามีติ อิทานิ นํ กายวจีมโนทฺวารานิ ปิทหนฺโต โอรุนฺธิตฺวา ปริรกฺขิสฺสามิ ฯ กึการณา ฯ มายํ ปุน ลุทฺทมกาสิ กมฺมนฺติ อหํ หิ อิโต ปฏฺฐาย ปาปํ อกตฺวา กลฺยาณเมว กริสฺสามิ ฯ
ติฏฺฐถ ตุมฺเห ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถนฺตเมว มํ พฺยาธิชรามรณานิ อุปคจฺฉนฺตีติ โอวาทํ ททนฺโต โยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา นิกฺขมิตฺวา หตฺถิปาลกุมารสฺเสว สนฺติกํ คโต ฯ โส ตสฺส อากาเส นิสีทิตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต ภาติก อยํ สมาคโม มหา ภวิสฺสติ อิเธว ตาว โหมาติ อาห ฯ อิตโรปิ สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ปุนทิวเส ราชา จ ปุโรหิโต จ เตเนวูปาเยน โคปาลกุมารสฺส นิเวสนํ คนฺตฺวา เตนาปิ ตเถว ปฏินนฺทิตา อตฺตโน อาคมนการณํ อาจิกฺขึสุ ฯ โสปิ อสฺสปาลกุมาโร วิย ปฏิกฺขิปิตฺวา อหํ จิรโต ปฏฺฐาย ปพฺพชิตุกาโม วเน นฏฺฐโคณํ วิย ปพฺพชฺชํ อุปธาเรนฺโต วิจรามิ เตน เม นฏฺฐโคณสฺส ปทํ วิย ภาติกานํ คตมคฺโค ทิฏฺโฐ สฺวาหํ เตเนว มคฺเคน คมิสฺสามีติ วตฺวา คาถมาห
ควํว นฏฺฐํ ปุริโส ยถา วเน
อนฺเธ สติ ราช อปสฺสมาโน
เอวํ นฏฺโฐ เอสุการิ มมตฺโถ
โสหํ กถํ น คเวเสยฺย ราชาติ ฯ
ตตฺถ เอสุการีติ ราชานํ อาลปติ ฯ มมตฺโถติ วเน โคโณ วิย มม ปพฺพชฺชาสงฺขาโต อตฺโถ นฏฺโฐ ฯ โสหนฺติ โส อหํ อชฺช ปพฺพชิตานํ มคฺคํ ทิสฺวา กถํ ปพฺพชฺชํ น คเวเสยฺยํ มม ภาติกานํ คตมคฺคเมว คมิสฺสามิ นรินฺทาติ ฯ
อถ นํ ตาต โคปาลก เอกาหํ ทฺวีหํ อาคเมหิ อมฺเห สมสฺสาเสตฺวา ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสีติ วทึสุ ฯ โส มหาราช อชฺช กตฺตพฺพํ กมฺมํ เสฺว กริสฺสามีติ น วตฺตพฺพํ กลฺยาณกมฺมํ นาม อชฺช อชฺเชว กตฺตพฺพนฺติ วตฺวา อิตรํ คาถมาห
หิยฺโยติ หียติ โปโส ปเรติ ปริหายติ
อนาคตํ เนตมตฺถีติ ญตฺวา
อุปฺปนฺนจฺฉนฺทํ โก ปนุเทยฺย ธีโรติ ฯ
ตตฺถ หิยฺโยติ เสฺวติ อตฺโถ ฯ ปเรติ ปุนทิวเส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ โย มหาราช อชฺช กตฺตพฺพํ กมฺมํ เสฺวติ กตฺตพฺพํ กมฺมํ ปเร ปเรติ วตฺวา น กโรติ โส ตโต ปริหายติ น ตํ กมฺมํ กาตุํ สกฺโกตีติ ฯ เอวํ โคปาลโก ภทฺเทกรตฺตํ นาม กเถสิ ฯ สฺวายมตฺโถ ภทฺเทกรตฺตสุตฺเต กเถตพฺโพ ฯ อนาคตํ เนตมตฺถีติ ยํ อนาคตํ เนตํ อตฺถีติ ญตฺวา อุปฺปนฺนกุสลจฺฉนฺทํ โก ปณฺฑิโต ปนุเทยฺย หาเรยฺย ฯ
เอวํ โคปาลกุมาโร ทฺวีหิ คาถาหิ ธมฺมํ เทเสตฺวา ติฏฺฐถ ตุมฺเห ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถนฺตเมว มํ พฺยาธิชรามรณาทีนิ อุปคจฺฉนฺตีติ โยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา นิกฺขมิตฺวา ทฺวินฺนํ ภาติกานํ สนฺติกํ คโต ฯ หตฺถิปาโล ตสฺสาปิ ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ปุนทิวเส ราชา จ ปุโรหิโต จ เตเนวูปาเยน อชปาลกุมารสฺส นิเวสนํ คนฺตฺวา เตนาปิ ตเถว ปฏินนฺทิตา อตฺตโน อาคมนการณํ อาจิกฺขิตฺวา ฉตฺตํ เต อุสฺสาเปสฺสามาติ วทึสุ ฯ กุมาโร อาห มยฺหํ ภาติกา กุหินฺติ ฯ เต อมฺหากํ รชฺเชน อตฺโถ นตฺถีติ เสตจฺฉตฺตํ ปหาย ติโยชนิกปริสํ คเหตฺวา นิกฺขมิตฺวา คงฺคาตีเร นิสินฺนาติ ฯ นาหํ มม ภาติเกหิ ฉฑฺฑิตเขฬํ สีเสนาทาย วิจริสฺสามิ อหํปิ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ ตาต ตฺวํ ตาว ทหโร อมฺหากํ หตฺถภาโร วยปฺปตฺตกาเล ปพฺพชิสฺสสีติ ฯ อถ นํ กุมาโร กึ ตุมฺเห กเถถ นนุ อิเม สตฺตา ทหรกาเลปิ มหลฺลกกาเลปิ มรนฺติเยว อยํ ทหรกาเล มริสฺสติ อยํ มหลฺลกกาเลติ กสฺสจิ หตฺเถ วา ปาเท วา นิมิตฺตํ นตฺถิ อหํ มม มรณกาลํ น ชานามิ ตสฺมา อิทาเนว ปพฺพชิสฺสามีติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ
ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ
มตฺตูปมํ เกตกปุปฺผเนตฺตํ
อภุตฺวา โภเค ปฐเม วยสฺมึ
อาทาย มจฺจุ วชเต กุมารึ ฯ
ยุวา สุชาโต สุมุโข สุทสฺสโน
สาโม กุสุมฺภปริกิณฺณมสฺสุ
หิตฺวาน กาเม ปฏิคจฺฉ เคหํ
อนุชานาถ มํ ปพฺพชิสฺสามิ เทวาติ ฯ
ตตฺถ โวติ นิปาตมตฺตํ ฯ ปสฺสามิจฺเจว อตฺโถ ฯ มตฺตูปมนฺติ หาสภาสวิลาเสหิ มตฺตํ วิย วิจรนฺตึ ฯ เกตกปุปฺผเนตฺตนฺติ เกตกปุปฺผปตฺตํ วิย ปุถุลายตเนตฺตํ ฯ อภุตฺวา โภเคติ อภุตฺวาว โภเค ฯ วชเตติ เอวํ อุตฺตมรูปธรํ กุมารึ ปฐมวเย วตฺตมานํ อภุตฺวา โภคเมว มาตาปิตูนํ อุปริ มหนฺตํ โสกํ ปาเตตฺวา มจฺจุ คเหตฺวาว คจฺฉติ ฯ สุชาโตติ สุสณฺฐิโต ฯ สุมุโขติ กาญฺจนาทาสปุณฺณจนฺทสทิสมุโข ฯ สุทสฺสโนติ อุตฺตมรูปธาริตาย สมฺปนฺนทสฺสโน ฯ สาโมติ สุวณฺณสาโม ฯ กุสุมฺภปริกิณฺณมสฺสูติ สนฺนิสินฺนตฺเถน สุขุมตฺเถน จ ตรุณกุสุมฺภเกสรสทิสปริกิณฺณมสฺสุ ฯ อิมินา เอวรูโปปิ กุมาโร มจฺจุวสํ คจฺฉติ ตถาวิธํปิ หิ สิเนรุํ อุปฺปาเฏนฺโต วิย นิกฺกรุโณ มจฺจุ อาทาย คจฺฉตีติ ทสฺเสติ ฯ หิตฺวาน กาเม ปฏิคจฺฉ เคหํ อนุชานาถ มํ ปพฺพชิสฺสามิ เทวาติ เทว ปุตฺตทารพนฺธนสฺมึ หิ อุปฺปนฺเน ตํ พนฺธนํ ทุจฺเฉทนียํ โหติ เตนาหํ ปุเรตรญฺเญว กาเม จ เคหญฺจ หิตฺวา อิทาเนว ปพฺพชิสฺสามิ อนุชานาถ มนฺติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา ติฏฺฐถ ตุมฺเห มํ ตุมฺเหหิ สทฺธึ กเถนฺตญฺเญว พฺยาธิชรามรณานิ อุปคจฺฉนฺตีติ เต อุโภ วนฺทิตฺวา โยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา นิกฺขมิตฺวา คงฺคาตีรเมว อคมาสิ ฯ หตฺถิปาโล ตสฺสาปิ อากาเส นิสีทิตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา สมาคโม มหา ภวิสฺสตีติ ตตฺเถว นิสีทิ ฯ ปุนทิวเส ปุโรหิโต ปลฺลงฺกมชฺฌคโต นิสีทิตฺวา จินฺเตสิ มม ปุตฺตา ปพฺพชิตา อิทานิ อหํ เอกโกว มนุสฺสขาณุโก ชาโตมฺหิ อหํปิ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ โส พฺราหฺมณิยา สทฺธึ มนฺเตนฺโต คาถมาห
สาขาหิ รุกฺโข ลภเต สมญฺญํ
ปหีนสาขํ ปน ขาณุมาหุ
ปหีนปุตฺตสฺส มมชฺช โหติ
วาเสฏฺฐิ ภิกฺขาจริยาย กาโลติ ฯ
ตตฺถ ลภเต สมญฺญนฺติ รุกฺโขติ โวหารํ ลภติ ฯ วาเสฏฺฐีติ พฺราหฺมณึ อาลปติ ฯ ภิกฺขาจริยายาติ มยฺหํปิ ปพฺพชฺชาย กาโล ปุตฺตานํ สนฺติกเมว คมิสฺสามีติ ฯ
โส เอวํ วตฺวา พฺราหฺมเณ ปกฺโกสาเปสิ ฯ สฏฺฐี พฺราหฺมณสหสฺสานิ สนฺนิปตึสุ ฯ อถ เน อาห ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ ฯ ตุมฺเห ปน อาจริยาติ ฯ อหํ มม ปุตฺตสฺส สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ น ตุมฺหากเมว นิรโย อุณฺโห มยํปิ ปพฺพชิสฺสามาติ ฯ โส อสีติโกฏิธนํ พฺราหฺมณิยา นิยฺยาเทตฺวา โยชนิกํ พฺราหฺมณปริสํ อาทาย นิกฺขมิตฺวา ปุตฺตานํ สนฺติกญฺเญว คโต ฯ หตฺถิปาโล ตายปิ ปริสาย อากาเส ฐตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ปุนทิวเส พฺราหฺมณี จินฺเตสิ มม จตฺตาโร ปุตฺตา เสตจฺฉตฺตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามาติ คตา พฺราหฺมโณปิ ปุโรหิตฏฺฐาเนน สทฺธึ อสีติโกฏิธนํ ฉฑฺเฑตฺวา ปุตฺตานญฺเญว สนฺติกํ คโต อหเมเวกา กึ กริสฺสามิ ปุตฺตสฺส คตมคฺเคเนว คมิสฺสามีติ ฯ สา อตีตํ อุทาหรณํ อาหรนฺตี อุทานคาถมาห
อฆสฺมึ โกญฺจาว ยถา หิมจฺจเย
กตานิ ชาลานิ ปทาเลยฺยุ หํสา
คจฺฉนฺติ ปุตฺตา จ ปตี จ มยฺหํ
สาหํ กถํ นานุวเช ปชานนฺติ ฯ
ตตฺถ อฆสฺมึ โกญฺจาว ยถาติ ยเถว อากาเส โกญฺจาว สกุณา อสชฺชมานา คจฺฉนฺติ ฯ หิมจฺจเยติ วสฺสาจฺจเย ฯ กตานิ ชาลานิ ปทาเลยฺยุ หํสาติ อตีเต กิร ฉนฺนวุติสหสฺสา สุวณฺณหํสา วสฺสารตฺตปโหนกสาลึ กาญฺจนคุหายํ นิกฺขมิตฺวา วสฺสภเยน พหิ อนิกฺขมิตฺวา จาตุมาสํ ตตฺถ วสนฺติ ฯ อถ เนสํ อุณฺณานาภิ นาม มกฺกฏโก คุหาทฺวาเร ชาลํ พนฺธติ ฯ เตสุ ทฺวินฺนํ ตรุณหํสานํ ทฺวิคุณํ วฏฺฏํ เทนฺติ ฯ เต ถามสมฺปนฺนตาย ชาลํ ฉินฺทิตฺวา ปุรโตว คจฺฉนฺติ เสสา เตสํ คตมคฺเคน คจฺฉนฺติ ฯ สา ตมตฺถํ ปกาเสนฺตี เอวมาห ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยเถว อากาเส โกญฺจสกุณา อสชฺชมานา คจฺฉนฺติ ตถา หิมจฺจเย วสฺสานาติกฺกเม เทฺว ตุรณหํสา กตานิ ชาลานิ ปทาเลตฺวา คจฺฉนฺติ อถ เนสํ คตมคฺเคน อิตเร หํสา อิทานิ ปน มม ปุตฺตา ตรุณหํสา ชาลํ วิย กามชาลํ ฉินฺทิตฺวา คตา มยาปิ เตสํ คตมคฺเคน คนฺตพฺพนฺติ อิมินา อธิปฺปาเยน คจฺฉนฺตี ปุตฺตา จ ปตี จ มยฺหํ สาหํ กถํ นานุวเช ปชานนฺติ อาห ฯ
อิติ สา กถํ อหํ เอวํ ปชานนฺตี น ปพฺพชิสฺสามิ ปพฺพชิสฺสามิเยวาติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา พฺราหฺมณิโย ปกฺโกสาเปตฺวา อาห ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ ฯ ตุมฺเห ปน อยฺเยติ ฯ อหํ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ มยํปิ ปพฺพชิสฺสามาติ อาหํสุ ฯ สา ตํ วิภวํ ฉฑฺเฑตฺวา โยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา ปุตฺตานํ สนฺติกเมว คตา ฯ หตฺถิปาโล ตายปิ ปริสาย อากาเส นิสีทิตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ ฯ ปุนทิวเส ราชา กุหึ ปุโรหิโตติ ปุจฺฉิ ฯ เทว ปุโรหิโต พฺราหฺมณี จสฺส สพฺพํ ธนํ ฉฑฺเฑตฺวา ทฺวิโยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา ปุตฺตานํ สนฺติกํ คตาติ ฯ ราชา อสฺสามิกํ ธนํ อมฺหากํ ปาปุณาตีติ ตสฺส เคหโต ธนํ อาหราเปสิ ฯ อถสฺส อคฺคมเหสี ราชา กึ กโรตีติ ปุจฺฉิตฺวา ปุโรหิตสฺส เคหโต ธนํ อาหราเปตีติ วุตฺเต ปุโรหิโต กุหินฺติ ปุจฺฉิตฺวา สปชาปติโก ปพฺพชฺชาย นิกฺขนฺโตติ สุตฺวา อยํ ราชา พฺราหฺมเณน จ พฺราหฺมณิยา จ จตูหิ ปุตฺเตหิ จ ชหิตอุกฺการํ ฉฑฺฑิตเขฬํ วิย โมเหน มุฬฺโห อตฺตโน ฆรํ อาหราเปสิ อุปมาย นํ ฉฑฺฑาเปสฺสามีติ สูนโต มํสํ อาหราเปตฺวา ราชงฺคเณ ราสึ กาเรตฺวา อุชุมคฺคํ วิสชฺเชตฺวา ชาลํ ปริกฺขิปาเปสิ ฯ คิชฺฌา ทูรโตว ทิสฺวา ตสฺสตฺถาย โอตรึสุ ฯ ตตฺถ สปญฺญา ชาลํ ปสาริตํ ญตฺวา อติภาริกา หุตฺวา อุชุกํ อุปฺปติตุํ น สกฺขิสฺสามาติ อตฺตนา ขาทิตมํสํ ฉฑฺเฑตฺวา วมิตฺวา ชาลํ อนลฺลิยิตฺวา อุชุกเมว อุปฺปติตฺวา คมึสุ ฯ อนฺธพาลา ปน เตหิ ฉฑฺฑิตํ วมิตํ ขาทิตฺวา ภาริยา หุตฺวา อุชุกํ อุปฺปติตุํ อสกฺโกนฺตา คนฺตฺวา ชาเล พชฺฌึสุ ฯ อเถกํ คิชฺฌํ อาเนตฺวา เทวิยา ทสฺสยึสุ ฯ สา ตํ อาทาย รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา เอหิ ตาว มหาราชา ราชงฺคเณ เอกํ กิริยํ ปสฺสามาติ สีหปญฺชรํ วิวริตฺวา อิเม คิชฺเฌ โอโลเกหิ มหาราชาติ วตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ
เอเต ภุตฺวา วมิตฺวา จ ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา
เย จ ภุตฺวา น วมึสุ เต เม หตฺถตฺถมาคตา ฯ
อวมี พฺราหฺมโณ กาเม โส ตฺวํ ปจฺจาวมิสฺสสิ
วนฺตาโท ปุริโส ราช น โส โหติ ปสํสิโยติ ฯ
ตตฺถ ภุตฺวา วมิตฺวา จาติ มํสํ ขาทิตฺวา วมิตฺวา จ ฯ ปจฺจาวมิสฺสสีติ ปฏิปริภุญฺชิสฺสสิ ฯ วนฺตาโทติ ปรสฺส วมิตขาทโก ฯ น ปสํสิโยติ โส ตณฺหาย วสิโก พาโล พุทฺธาทีหิ ปณฺฑิเตหิ ปสํสิตพฺโพ น โหตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา วิปฺปฏิสารี อโหสิ ฯ ตโย ภวา อาทิตฺตา วิย อุปฏฺฐหึสุ ฯ โส อชฺเชว รชฺชํ ปหาย มม ปพฺพชิตุํ วฏฺฏตีติ อุปฺปนฺนสํเวโค เทวิยา ถุตึ กโรนฺโต คาถมาห
ปงฺเก จ โปสํ ปลิเป พฺยสนฺนํ
พลี ยถา ทุพฺพลํ อุทฺธเรยฺย
เอวํปิ มํ อุทตาริ โภตี
ปญฺจาลิ คาถาหิ สุภาสิตาหีติ ฯ
ตตฺถ พฺยสนฺนนฺติ นิมุคฺคํ ฯ วิสนฺนนฺติปิ ปาโฐ ฯ อุทฺธเรยฺยาติ เกเสสุ วา หตฺเถสุ วา คเหตฺวา อุกฺขิปิตฺวา ถเล ฐเปยฺย ฯ อุทตารีติ กามปงฺกโต อุตฺตารยิ ฯ อุทตาสีติปิ ปาโฐ ฯ อยเมวตฺโถ ฯ อุทฺธตาสีติปิ ปาโฐ ฯ อุทฺธรีติ อตฺโถ ฯ ปญฺจาลีติ ปญฺจาลราชธีเต ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา ตํ ขณญฺเญว ปพฺพชิตุกาโม หุตฺวา อมจฺเจ ปกฺโกสาเปตฺวา อาห ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ ฯ ตุมฺเห ปน เทวาติ อาหํสุ ฯ อหํ หตฺถิปาลสฺส สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ มยํ ปพฺพชิสฺสาม เทวาติ ฯ ราชา ทฺวาทสโยชนิเก พาราณสินคเร รชฺชํ ฉฑฺเฑตฺวา อตฺถิกา เสตจฺฉตฺตํ อุสฺสาเปนฺตูติ อมจฺจคณปริวุโต ติโยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา กุมารสฺเสว สนฺติกํ คโต ฯ หตฺถิปาโล ตสฺสาปิ ปริสาย อากาเส นิสินฺโน ธมฺมํ เทเสสิ ฯ สตฺถา รญฺโญ ปพฺพชิตภาวํ ปกาเสนฺโต คาถมาห
อิทํ วตฺวา มหาราชา เอสุการี ทิสมฺปติ
รชฺชํ หิตฺวาน ปพฺพชิ นาโค เฉตฺวาว พนฺธนนฺติ ฯ
ปุนทิวเส นคเร โอหีนชโน สนฺนิปติตฺวา ราชทฺวารํ คนฺตฺวา เทวิยา อาโรเจตฺวา นิเวสเน ปวิสิตฺวา เทวึ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต คาถมาห
ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ
รชฺชํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ
ตุวํปิ โน โหหิ ยเถว ราชา
อมฺเหหิ คุตฺตา อนุสาส รชฺชนฺติ ฯ
ตตฺถ อนุสาสาติ อมฺเหหิ คุตฺตา หุตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรหิ ฯ
สา มหาชนสฺส กถํ สุตฺวา เสสคาถา อภาสิ
ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ
รชฺชํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ
อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก
หิตฺวาน กามานิ มโนรมานิ ฯ
ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ
รชฺชํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ
อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก
หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ
อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย
วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ
อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก
หิตฺวาน กามานิ มโนรมานิ ฯ
อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย
วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ
อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก
หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ
อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย
วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ
อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก
สีติภูตา สพฺพมติจฺจ สงฺคนฺติ ฯ
ตตฺถ เอกาติ ปุตฺตธีตุกิเลสสมฺพาเธหิ มุจฺจตฺวา อิมสฺมึ โลเก เอกิกาว วิจริสฺสามิ ฯ กามานีติ รูปาทโย กามคุเณ ฯ ยโถธิกานีติ เยน เยน โอธินา ฐิตานิ เตน เตน ตถา ฐิตาเนว ชหิสฺสามิ น กิญฺจิ อามสิสฺสามีติ อตฺโถ ฯ อจฺเจนฺติ กาลาติ ปุพฺพณฺหาทโย กาลา อติกฺกมนฺติ ฯ ตรยนฺตีติ อตุจฺฉา หุตฺวา อายุสงฺขารํ เขปยมานา ขาทยมานา คจฺฉนฺติ ฯ วโยคุณาติ ปฐมวยาทโย ตโย มนฺททสกาทโย วา ทสโกฏฺฐาสา ฯ อนุปุพฺพํ ชหนฺตีติ อุปรูปริโกฏฺฐาสํ อปตฺวา ตตฺถ ตตฺเถว นิรุชฺฌนฺติ ฯ สีติภูตาติ อุณฺหการเก อุณฺหสภาเว กิเลเส ปหาย สีตลา หุตฺวา ฯ สพฺพมติจฺจ สงฺคนฺติ ราคสงฺคาทิกํ สพฺพสงฺคํ อติกฺกมิตฺวา เอกิกา จริสฺสามิ หตฺถิปาลสฺส กุมารสนฺติกํ คนฺตฺวา ปพฺพชิสฺสามิ ฯ
อิติ สา อิมาหิ คาถาหิ มหาชนสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา อมจฺจภริยาโย ปกฺโกสาเปตฺวา อาห ตุมฺเห กึ กริสฺสถาติ ฯ ตุมฺเห ปน อยฺเยติ ฯ อหํ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ มยํปิ ปพฺพชิสฺสามาติ ฯ สา สาธุ อยฺยาโยติ ฯ ราชนิเวสเน สุวณฺณโกฏฺฐาคารทฺวาราทีนิ วิวราเปตฺวา อสุกฏฺฐาเน จ อสุกฏฺฐาเน จ มหานิธานํ นิหิตนฺติ สุวณฺณปฏฺเฏ ลิขาเปตฺวา ทินฺนญฺเญว อตฺถิกา หรนฺตูติ วตฺวา สุวณฺณปฏฺฏํ มหาตลถมฺเภ พนฺธาเปตฺวา นคเร เภริญฺจาราเปตฺวา มหาสมฺปตฺตึ ฉฑฺเฑตฺวา นครา นิกฺขมิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกลนครํ สงฺขุพฺภิ ราชา จ กิร เทวี จ รชฺชํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามาติ นิกฺขนฺตา มยํ อิธ กึ กริสฺสามาติ ฯ ตโต มนุสฺสา ยถาปูริตาเนว เคหานิ ฉฑฺเฑตฺวา ปุตฺเต หตฺเถ คเหตฺวา นิกฺขมึสุ ฯ สพฺพาปณา ปสาริตนิยาเมเนว ฐิตา นิวตฺเตตฺวา โอโลเกนฺโต นาม นาโหสิ ฯ สกลนครํ ตุจฺฉํ อโหสิ ฯ เทวีปิ ติโยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา ตตฺเถว คตา ฯ หตฺถิปาโล ตสฺสาปิ ปริสาย อากาเส นิสินฺโน ธมฺมํ เทเสตฺวา ตํ ทฺวาทสโยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา หิมวนฺตาภิมุโข ปายาสิ ฯ หตฺถิปาลกุมาโร กิร ทฺวาทสโยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา พาราณสึ ตุจฺฉํ กตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ มหาชนํ อาทาย หิมวนฺตํ คจฺฉติ กิมงฺคํ ปน มยนฺติ สกลกาสิกรฏฺฐํ สงฺขุพฺภิ ฯ อปรภาเค ปริสา ตึสโยชนิกา อโหสิ ฯ โส ตาย ปริสาย สทฺธึ หิมวนฺตํ คนฺตฺวา ปาวิสิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชนฺโต ตํ ปวุตฺตึ ญตฺวา หตฺถิปาลกุมาโร มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขนฺโต สมาคโม มหา ภวิสฺสติ วสนฏฺฐานํ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ วิสฺสกมฺมํ อาณาเปสิ คจฺฉ วิสฺสกมฺม อายามโต ฉตฺตึสโยชนิกํ วิตฺถารโต ปณฺณรสโยชนํ อสฺสมํ มาเปตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร สมฺปาเทหีติ ฯ โส สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา คงฺคาตีเร รมณีเย ภูมิภาเค วุตฺตปฺปมาณํ อสฺสมปทํ มาเปตฺวา ปณฺณสาลาสุ กฏฺฐตฺถรปณฺณตฺถรอาสนาทีนิ ปญฺญเปตฺวา สพฺเพ ปพฺพชิตปริกฺขาเร มาเปสิ ฯ เอเกกิสฺสา จ ปณฺณสาลาย ทฺวาเร เอเกโก จงฺกโม รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐานปริจฺฉินฺโน กตสุธาปริกมฺโม อาลมฺพณผลโก เตสุ ฐาเนสุ นานาตรุณวนสุรภิ- กุสุมสญฺฉนฺนา ปุปฺผคจฺฉา เอเกกสฺส จงฺกมสฺส โกฏิยํ เอเกโก อุทกภริโต กูโป ตสฺส สนฺติเก เอเกโก ผลรุกฺโข โส เอโกว สพฺพผลานิ ผลติ ฯ อิทํ สพฺพํ เทวตานุภาเวน อโหสิ ฯ วิสฺสกมฺโม อสฺสมํ มาเปตฺวา ปณฺณสาลาย ปพฺพชิตปริกฺขาเร ฐเปตฺวา เยเกจิ ปพฺพชิตุกามา อิเม ปริกฺขาเร คณฺหนฺตูติ ชาติหิงฺคุลเกน ภิตฺติยา อกฺขรานิ ลิขิตฺวา อตฺตโน อานุภาเวน เภรวสทฺเท มิคปกฺขิโน ทุทฺทสิเก อมนุสฺเส จ ปฏิกฺกมาเปตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ
หตฺถิปาลกุมาโร เอกปทิกมคฺเคน สกฺกทตฺติยอสฺสมํ ปวิสิตฺวา อกฺขรานิ ทิสฺวา สกฺเกน มม มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขนฺตภาโว ญาโต ภวิสฺสตีติ ทฺวารํ วิวริตฺวา ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา นิกฺขมิตฺวา จงฺกมํ โอตริตฺวา กติปเย วาเร อปราปรํ จงฺกมิตฺวา เสสชนกายํ ปพฺพาเชตฺวา อสฺสมปทํ วิจาเรนฺโต ตรุณปุตฺตานํ อิตฺถีนํ มชฺฌฏฺฐาเน ปณฺณสาลํ อทาสิ ฯ ตโต อนนฺตรํ มหลฺลิกิตฺถีนํ ตโต อนนฺตรํ มชฺฌิมิตฺถีนํ สมนฺตา ปริกฺขิปิตฺวา ปน ปุริสานํ อทาสิ ฯ อถ เอโก ราชา พาราณสิยํ กิร ราชา นตฺถีติ อาคนฺตฺวา อลงฺกตปฏิยตฺตํ นครํ โอโลเกตฺวา ราชนิเวสนํ อารุยฺห ตตฺถ ตตฺถ รตนราสึ ทิสฺวา เอวรูปํ นครํ ปหาย ปพฺพชิตกาลโต ปฏฺฐาย ปพฺพชฺชา นาเมสา อุฬารา ภวิสฺสตีติ สุราโสณฺเฑ มคฺคํ ปุจฺฉิตฺวา หตฺถิปาลสฺส สนฺติกํ ปายาสิ ฯ หตฺถิปาโล ตสฺส วนนฺตรํ อาคตภาวํ ญตฺวา ปฏิมคฺคํ คนฺตฺวา อากาเส นิสินฺโน ปริสาย ธมฺมํ เทเสตฺวา อสฺสมปทํ เนตฺวา สพฺพปริสํ ปพฺพาเชสิ ฯ เอเตนูปาเยน อญฺเญปิ ฉ ราชาโน ปพฺพชึสุ ฯ สตฺต ราชาโน โภเค ฉฑฺฑยึสุ ฯ ฉตฺตึสโยชนิโก อสฺสโม นิรนฺตโร ปริปูริ ฯ โย กามวิตกฺกาทีสุ อญฺญตรํ วิตกฺเกสิ ฯ มหาปุริโส ตสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา พฺรหฺมวิหารภาวนญฺเจว กสิณภาวนญฺจ อาจิกฺขิ ฯ เต เยภุยฺเยน ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา ตีสุ โกฏฺฐาเสสุ เทฺว โกฏฺฐาสา พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺตึสุ ฯ ตติยโกฏฺฐาสํ ติธา กตฺวา เอโก โกฏฺฐาโส พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติ เอโก ฉกามสคฺเคสุ ฯ เอโก อิสีนํ ปาริจริยํ กตฺวา มนุสฺสโลเก ตีสุ กุลสมฺปตฺตีสุ นิพฺพตฺติ ฯ เอวํ หตฺถิปาลสฺส สาสนํ อปคตนิรยติรจฺฉานโยนิปิตฺติวิสยาสุรกายํ อโหสิ ฯ
อิมสฺมึ ตมฺพปณฺณิทีเป ปฐวีจาลกธมฺมคุตฺตตฺเถโร กตกณฺฑการวาสี ผุสฺสเทวตฺเถโร อุปริกณฺฑกมาลกวาสี มหาสงฺฆรกฺขิตตฺเถโร มาลยมหาเทวตฺเถโร ภคฺคิริวาสี มหาเทวตฺเถโร คามนฺตปพฺภารวาสี มหาสิวตฺเถโร กาฬวลฺลิมหามณฺฑปวาสี มหานาคตฺเถโร กุทฺทาลสมาคโม มุคฺคผกฺกสมาคโม จุลฺลสุตฺตโสมสมาคโม อโยฆรปณฺฑิตสมาคโม หตฺถิปาลสมาคโม จ สพฺพปจฺฉา นิกฺขนฺตสทิสา อเหสุํ ฯ เตนาห ภควา
อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ ปาปา จิตฺตํ นิวารเย
ทนฺธญฺหิ กโรโต ปุญฺญํ ปาปสฺมึ รมตี มโนติ ฯ
กลฺยาณํ ตุริเตเนว กาตพฺพํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภิเนกฺขมฺมํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เอสุการี ราชา สุทฺโธทนมหาราชา อโหสิ เทวี มหามายา ปุโรหิโต กสฺสโป พฺราหฺมณี ภทฺทกาปิลานี อชปาโล อนุรุทฺโธ โคปาโล โมคฺคลฺลาโน อสฺสปาโล สารีปุตฺโต เสสปริสา พุทฺธปริสา หตฺถิปาโล ปน อหเมวาติ ฯ
หตฺถิปาลชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
เตรสมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗