ปัณฑรกชาดก
ว่าด้วยไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๘๗ · บรรทัด ๙๗๘๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิกิณฺณวาจํ ดังนี้.
ความย่อว่า เมื่อพวกภิกษุพากันกล่าวโทษพระเทวทัต ในคราวนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กระทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบแล้วเหมือนกันดังนี้แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี พ่อค้า ๕๐๐ คน แล่นสำเภาไปยังมหาสมุทร ในวันคำรบเจ็ด สำเภาอันอยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็นฝั่ง ได้แตกลงในหลังมหาสมุทร ผู้คนได้เป็นเหยื่อแห่งปลาและเต่าหมด มีเหลือเพียงคนเดียว ก็บุรุษที่เหลือคนเดียวนั้น ด้วยกำลังลมพัดลอยไปถึงท่าชื่อกทัมพิยะ เขาขึ้นจากทะเลได้แล้ว เปลือยกายล่อนจ้อน เที่ยวขอทานตามท่านั้น. มนุษย์ทั้งหลายเห็นเขาเข้า ก็พากันสรรเสริญว่า ท่านผู้นี้เป็นสมณะ มักน้อยสันโดษ แล้วทำสักการะบูชา. เขาคิดว่า เราได้ช่องทางหาเลี้ยงชีพแล้ว แม้เมื่อชนเหล่านั้นให้เครื่องนุ่งห่ม ก็มิได้ปรารถนา ชนเหล่านั้นเข้าใจว่า สมณะผู้มักน้อยยิ่งกว่าท่านผู้นี้ไม่มี ดังนี้แล้วพากันเลื่อมใสยิ่งขึ้น ช่วยกันสร้างอาศรมบทให้ชีเปลือยนั้นพำนักอยู่ที่นั้น. เขามีชื่อปรากฏว่ากทัมพิยอเจลก เมื่อเขาอยู่ ณ ที่นั้น ลาภสักการะเกิดขึ้นมากมาย.
พญานาคราชตนหนึ่ง กับพญาครุฑตนหนึ่ง พากันมายังที่บำรุงของชีเปลือยนั้น ในพญาสัตว์ทั้งสองนั้น พญานาคชื่อว่า ปัณฑรกนาคราช. อยู่มาวันหนึ่ง พญาครุฑไปยังสำนักชีเปลือยนั้น ไหว้แล้วจับอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ ญาติของกระผม เมื่อจับพวกนาคย่อมพินาศไปเสียมากมาย เพราะพวกกระผมไม่รู้วิธีที่จะจับนาค ได้ยินว่า เหตุที่ซ่อนเร้นของพวกนาคเหล่านั้นมีอยู่ ท่านจะสามารถหรือหนอ เพื่อประเล้าประโลมถามเหตุนั้นกะพวกนาค. ชีเปลือยรับคำแล้ว ครั้นพญาครุฑไหว้แล้วลากลับไปในเวลาที่พญานาคมาหา จึงถามพญานาคผู้ไหว้แล้วนั่งพักอยู่ว่า พญานาคเอ๋ยเขาว่า เมื่อพวกครุฑจับพวกท่าน ต้องพินาศไปมากมาย ทำไมเมื่อมันจะจับพวกท่าน จึงไม่สามารถจะจับได้ ? พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ ข้อนี้เป็นเหตุซ่อนเร้นลึกลับของพวกกระผม เมื่อกระผมบอกเหตุนี้แล้ว ย่อมได้ชื่อว่านำความตายมาให้แก่หมู่ญาติ. ชีเปลือยจึงพูดว่า อาวุโส ก็ท่านเข้าใจว่า คนอย่างเรานี้ จักบอกแก่คนอื่นอย่างนี้หรือ เราจักไม่บอกแก่คนอื่นเลย ก็เราถามเนื่องด้วยตนอยากจะรู้ ท่านเชื่อเราแล้วต้องปลอดภัย จงบอกเถิด. พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ กระผมบอกไม่ได้ ไหว้แล้วก็ลาหลีกไป. แม้ในวันรุ่งขึ้นชีเปลือยก็ถามอีก. แม้ถึงอย่างนั้น พญานาคก็ไม่ยอมบอกดุจเดิม ครั้นต่อมาในวันที่ ๓ ชีเปลือยจึงถามพญานาคผู้มานั่งอยู่ว่า วันนี้เป็นวันที่ ๓ เมื่อเราถามทำไมท่านจึงไม่บอก ? พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ เพราะกระผมกลัวว่าท่านจักบอกแก่คนอื่น. ชีเปลือยย้ำว่า เราจักไม่บอกใคร ท่านปลอดภัยแน่จงบอกเถิด. พญานาคจึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้น ท่านโปรดอย่าบอกคนอื่นเลย รับปฏิญญาแล้ว จึงบอกว่า ท่านขอรับ พวกกระผมกลืนกินก้อนหินใหญ่เข้าไว้ ทำตัวให้หนักนอนอยู่ ในเวลาพวกครุฑมา ก็ยื่นหน้าออกแยกเขี้ยวคอยจะขบครุฑ พวกครุฑมาถึงก็จับศีรษะของพวกกระผมไว้ เมื่อมันพยายามจะฉุดพวกกระผม ซึ่งเป็นเหมือนภาระหนักอึ้งนอนอยู่ขึ้น น้ำก็ท่วมทับมัน พวกมันก็ตายภายในน้ำนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ พวกครุฑจึงพินาศไปเป็นจำนวนมาก เมื่อพวกมันจะจับพวกกระผม ทำไมจะต้องจับที่ศีรษะ พวกครุฑโง่ ๆ จะต้องจับที่ขนดหาง ทำให้พวกกระผมมีศีรษะห้อยลงเบื้องต่ำ ให้สำรอกอาหารที่กลืนไว้ออกทางปาก ทำตัวให้เบาแล้วอาจจะจับไปได้ พญานาคบอกเหตุเร้นลับของตนแก่ชีเปลือยผู้ทุศีล ด้วยประการฉะนี้.
ครั้นเมื่อพญานาค ลากลับไปแล้ว ต่อมาพญาครุฑมาไหว้กทัมพิยอเจลกแล้วถามว่า ท่านขอรับ ท่านถามเหตุซ่อนเร้นของพญานาคแล้วหรือ ? ชีเปลือยตอบว่า เอออาวุโส แล้วบอกความตามที่พญานาคบอกแก่ตนนั้นทุกประการ. พญาครุฑได้ฟังเช่นนั้นจึงคิดว่า พญานาคทำกรรมที่ไม่สมควรเสียแล้ว ธรรมดาลู่ทางที่จะให้มวลญาติฉิบหาย ไม่ควรบอกแก่คนอื่นเลยถึงทีเราแล้ว วันนี้ควรที่เราจะต้องทำลมกำลังสุบรรณ จับปัณฑรกนาคราชนี้ก่อนทีเดียว. พญาครุฑนั้นก็กระทำลมกำลังสุบรรณ จับปัณฑรกนาคราชทางขนดหางทำให้มีศีรษะห้อยลง ทำให้สำรอกอาหารที่กลืนเข้าไป แล้วโผขึ้นบินไปในอากาศ. ปัณฑรกนาคราช เมื่อต้องห้อยศีรษะลงในอากาศ ก็ปริเทวนาการว่าเรานำทุกข์มาให้แก่ตัวเองแท้ ๆ กล่าวคาถา ความว่า
ภัยเกิดจากตนเอง ย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา พูดพล่อย ๆ ไม่ปิดบังความรู้ ขาดความระมัดระวัง ขาดความพินิจพิจารณา เหมือนครุฑตามถึงเราผู้ปัณฑรกนาคราช ฉะนั้น. นรชนใดยินดีบอกมนต์ลึกลับที่ตนควรจะรักษา แก่คนชั่ว เพราะความหลง ภัยย่อมตามถึงนรชนนั้นผู้มี มนต์อันแพร่งพรายแล้วโดยพลัน เหมือนครุฑตามถึง เราผู้ปัณฑรกนาคราช ฉะนั้น. มิตรเทียมไม่ควรจะให้รู้เหตุสำคัญอันลึกลับ ถึง มิตรแท้แต่เป็นคนโง่ หรือมีปัญญาแต่ประพฤติสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรจะให้รู้ความลับเหมือนกัน. เราได้ถึงความคุ้นเคยกับชีเปลือย ด้วยเข้าใจว่า สมณะนี้โลกเขานับถือ มีตนอบรมดีแล้ว ได้บอก เปิดเผยความลับแก่มัน จึงได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้ อยู่ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. ดูก่อนพญาครุฑที่ประเสริฐ เมื่อก่อนเรามีวาจา ปกปิด ไม่บอกความลับแก่มัน แต่ก็ไม่อาจระมัดระวัง ได้ แท้จริง ภัยได้มาถึงเราจากทางชีเปลือยนั้น เราจึง ได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้อยู่ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. นรชนใดสำคัญว่า ผู้นี้มีใจดี บอกความลับกะ คนสกุลทราม นรชนนั้นเป็นคนโง่เขลา ทรุดโทรมลง โดยไม่ต้องสงสัย เพราะโทสาคติ ภยาคติ หรือเพราะ ฉันทาคติ. ผู้ใดปากบอนนับเข้าในพวกอสัตบุรุษ ชอบกล่าว ถ้อยคำในที่ประชุมชน นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้น ว่า ผู้มีปากชั่วร้าย คล้ายอสรพิษ ควรระมัดระวังคน เช่นนั้นเสียให้ห่างไกล. เราได้ละทิ้ง ข้าว น้ำ ผ้าแคว้นกาสี และจุรณจันทน์ สตรีที่เจริญใจดอกไม้และเครื่องชโลมทาซึ่ง เป็นส่วนกามารมณ์ทั้งปวงไปหมดแล้ว ดูก่อนพญาครุฑ เราขอถึงท่านเป็นสรณะด้วยชีวิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิกิณฺณวาจํ ได้แก่ ผู้มีวาจาแผ่ไปแล้ว. บทว่า อนิคุยฺหมนฺตํ ได้แก่ ผู้มีความรู้ไม่ปกปิด. บทว่า อสญฺตํ ได้แก่ผู้ไม่สามารถเพื่อจะรักษากายทวารเป็นต้นได้. บทว่า อปริจกฺขิตารํ ความว่าผู้ไม่สามารถที่จะตรวจตราใคร่ครวญดูว่า ผู้นี้จักสามารถ หรือจักไม่สามารถที่จะรักษามนต์ที่เราบอกแล้ว. บทว่า ภยํ ตมนฺเวติ ความว่า ผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้. บทว่า อโพธํ ความว่า ภัยอันตนเองนั่นแหละกระทำย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา เหมือนพญาครุฑตามถึงเรา ผู้ชื่อปัณฑรกนาคราชฉะนั้น. บทว่า สํสติ หาสมาโน ความว่า ผู้ใดยินดีบอกมนต์ลึกลับที่ตนควรจะรักษา แก่คนชั่วผู้ไม่สามารถจะรักษาได้. บทว่า นานุมิตฺโต ความว่าพญาปัณฑรกนาคราช ปริเทวนาการว่า ผู้ใดเป็นมิตรเพียงแต่คอยคล้อยตามมิใช่เป็นมิตรด้วยหทัย ผู้นั้นไม่ควรบอกเนื้อความอันเร้นลับ.
บทว่า อสมฺพุทฺธํ ความว่า เป็นคนโง่ คือไม่รู้ อธิบายว่า ไม่มีปัญญา. บทว่า สมฺพุทฺธํ ความว่า เป็นคนฉลาด คือรู้ อธิบายว่า มีปัญญา. มีคำอธิบายดังนี้ แม้ผู้ใดเป็นมิตรมีใจดี แม้ไม่มีปัญญาก็ตาม และผู้ใดแม้จะมีปัญญา แต่มีความประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์ คือมีความประพฤติที่โน้มเอียงไปในอนัตถะ แม้ผู้นั้นย่อมไม่ควรจะให้รู้ความลับ. บทว่า สมโณ อยํ ความว่า พญานาคนั้นปริเทวนาการอยู่ว่า เราสำคัญว่า ผู้นี้เป็นสมณะด้วยโลกเขายกย่องนับถือด้วย มีตนอันอบรมแล้วด้วย จึงถึงความคุ้นเคยในมัน. บทว่า อกฺขึ แปลว่า บอกแล้ว. บทว่า อตีตมตฺโถ ความว่า บัดนี้เราขาดประโยชน์แล้ว คือ เป็นผู้ล่วงเลยประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้ดุจคนกำพร้า. บทว่า ตสฺส ความว่า แก่อเจลกนั้น.
พญานาคราชเรียกพญาครุฑว่า พรหม พญาครุฑที่ประเสริฐ.
บทว่า สํยเมตุํ ความว่า เราไม่สามารถจะรักษาวาจาอันเร้นลับ คือเหตุอันลึกลับนี้ได้. บทว่า ตปฺปกฺขโต หิ ความว่า พญานาคปริเทวนาการว่า บัดนี้ภัยมาถึงเราแล้ว จากทางฝ่ายคือจากสำนักของชีเปลือยนั้น เราขาดประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้ดุจคนกำพร้าอยู่อย่างนี้. บทว่า สุหทํ ความว่าคนใดสำคัญว่า ผู้นี้มีใจประสงค์ดีต่อเรา. บทว่า ทุกฺกุลีเน ได้แก่ผู้เกิดในสกุลชั่วคือสกุลต่ำ. บทว่า โทสา ความว่า ผู้ใดบอกความลับ เห็นปานนี้ ด้วยเหตุมีโทสาคติเป็นต้นเหล่านี้ ผู้นั้นเป็นคนโง่ ตกต่ำ หมุนไปถึงความเลวทรามชื่อว่าเสื่อมแล้วแน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย. บทว่า ติโรกฺขวาโจ ผู้ใดชื่อว่ามีวาจาไม่ปกปิด เพราะทำถ้อยคำที่ตนประสงค์จะพูดไว้ในภายนอก. บทว่า อสตํ ปวิฏฺโ ความว่า นับเข้าในจำนวนอสัตบุรุษ คือนับเนื่องในพวกอสัตบุรุษ.
บทว่า สงฺคตีสุ มุทิเร ความว่า ผู้ใดมีลักษณะอย่างนี้ คือ ได้ยินความลับของคนอื่นแล้ว แพร่งพรายในท่ามกลางประชุมชนว่า สิ่งโน้นคนโน้นทำคำนี้คนโน้นพูด ดังนี้ นักปราชญ์เรียกคนเช่นนั้นว่า มีปากชั่ว มีปากเหม็นคล้ายอสรพิษ ควรระมัดระวังคนเช่นนั้นแต่ไกล ๆ คือควรงด ควรเว้นคนนั้นเสียแต่ไกล ๆ ทีเดียว. บทว่า มาลุจฺฉาทนญฺจ ความว่า เราทอดทิ้งทิพยมาลา จตุคันธชาติและเครื่องชโลมทา. บทว่า โอหาย ความว่าวันนี้เราละ คือ ทอดทิ้งกามารมณ์ทั้งหมด มีข้าวทิพย์เป็นต้นเหล่านี้ไปแล้ว. บทว่า สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตยมฺหา ความว่า ท่านพญาครุฑที่เจริญเราเข้าถึงท่านด้วยชีวิต. โปรดเป็นที่พึ่งแก่พวกเราเถิด.
ปัณฑรกนาคราช มีศีรษะห้อยลงในอากาศ ปริเทวนาการด้วยคาถาทั้ง ๘ อยู่อย่างนี้. พญาครุฑได้ยินเสียงปริเทวนาการ ของพญานาคราชนั้นจึงติเตียนพญานาคราชนั้นว่า ท่านนาคราช ท่านบอกความลับของตนแก่ชีเปลือยแล้ว ทำไมบัดนี้จึงปริเทวนาการอยู่เล่า แล้วกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนปัณฑรกนาคราช บรรดาสัตว์ทั้ง ๓ จำพวก คือ สมณะ ครุฑ และนาค ใครหนอควรจะได้รับ คำติเตียนในโลกนี้ ที่จริง ตัวท่านนั่นแหละควรจะได้รับ ท่านถูกครุฑจับเพราะเหตุไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนีธ ความว่า ในพวกเราทั้ง ๓มีอยู่ ณ ที่นี้ ใครเล่า. บทว่า อิธ ในบทว่า อสฺมีธ นี้ เป็นเพียงนิบาตความก็ว่าในโลกนี้. บทว่า ปาณภู ได้แก่ สัตว์มีชีวิต. บทว่า อถวา ตเววความว่า หรือท่านผู้เดียว.
ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ในพวกเราทั้ง ๓ อย่าติเตียนชีเปลือยก่อนเพื่อชีเปลือยนั้นถามความลับด้วยอุบาย ท่านอย่าติเตียนแม้สุบรรณ เพราะเราก็เป็นข้าศึกของท่านโดยตรง.
บทว่า ปณฺฑรก คหิโต ความว่า สหายปัณฑรกนาคราชเอ๋ยท่านลองคิดดูเถิดว่า เราถูกครุฑจับเพราะอะไร แล้วก็ติเตียนตนแต่เพียงผู้เดียวเพราะเมื่อท่านบอกความลับ นับว่าตนเอง ทำความฉิบหายแก่ตนเอง.
ปัณฑรกนาคราช ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ความว่า
ชีเปลือยนั้น เป็นผู้มีอัตภาพอันเรายกย่องว่า เป็นสมณะ เป็นที่รักของเรา ทั้งเป็นผู้อันเรายกย่อง ด้วยใจจริง เราจึงบอกเปิดเผยความลับแก่มัน เราเป็น คนขาดประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้อยู่ ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. ลำดับนั้น พญาครุฑได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า แท้จริง สัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีเลยในแผ่นดิน ธรรมชาติเช่นกับปัญญาไม่ควรติเตียน คนในโลกนี้ ย่อมบรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้ เพราะสัจจธรรม ปัญญา และทมะ. มารดาบิดา เป็นยอดเยี่ยมแห่งเผ่าพันธุ์ คนที่ สามชื่อว่ามีความอนุเคราะห์แก่บุตรนั้น ไม่มีเลย เมื่อ รังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรบอกความลับสำคัญ แม้แก่มารดาบิดานั้น. เมื่อบุคคลรังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรแพร่ง พรายความลับที่สำคัญ แม้แก่บิดามารดา พี่สาว น้อง สาว พี่ชาย น้องชาย หรือแก่สหาย แก่ญาติฝ่ายเดียว กับตน. ถ้าภรรยาสาวพูดไพเราะ ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา รูปและยศ ห้อมล้อมด้วยหมู่ญาติ จะพึงกล่าวอ้อน วอนสามี ให้บอกความลับ เมื่อรังเกียจว่ามนต์จะแตก ไม่ควรแพร่งพรายความลับสำคัญ แม้แก่ภรรยานั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมโร ความว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่จะไม่ตาย ไม่มีเลย. น อักษรในบทว่า ปญฺาวิธา นตฺถิ ทำการเชื่อมบทอธิบายว่า ชนิดของปัญญามีอยู่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนนาคราชแม้สัตว์ผู้จะไม่ตาย ไม่มีในโลกเลย ชนิดแห่งปัญญามีอยู่แท้ ชนิดแห่งปัญญากล่าวคือ ส่วนแห่งปัญญา ของผู้อื่นนั้น ไม่ควรนินทา เพราะเหตุชีวิตของตน.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺาวิธา ความว่า ธรรมชาติอื่นที่ ชื่อว่าไม่ควรนินทา เช่นกับปัญญาไม่มี เหตุไรท่านจึงนินทาชนิดแห่งปัญญานั้น. ปาฐะว่า เยสํ ปน ปญฺาวิธํปิ น นินฺทิตพฺพํ ดังนี้ก็มี ความก็ว่าอนึ่ง แม้ชนิดแห่งปัญญาของคนเหล่าใด ไม่ควรนินทาชนิดแห่งปัญญา ของคนเหล่านั้นโดยตรงทีเดียว.
ในบททั้งหลาย มีอาทิว่า สจฺเจน นี้ มีอธิบายว่า คนในโลกนี้ย่อมประมวลมา คือนำมา ซึ่งคุณวิเศษ กล่าวคือสมาบัติ ๘ มรรคผลและนิพพานที่ตนยังไม่ได้ คือได้ด้วยยาก ได้แก่ยังคุณวิเศษนั้นให้สำเร็จ ด้วยวจีสัจจะ ๑สุจริตธรรม ๑ ธิติกล่าวคือปัญญา ๑ อินทริยทมะ การทรมานอินทรีย์ ๑เพราะฉะนั้น ท่านไม่ควรติเตียนชีเปลือย จงติเตียนตัวเองผู้เดียวเถิด เพราะชีเปลือยเป็นคนมีปัญญา เป็นคนฉลาดในอุบาย จึงหลอกถามความลับ คือมนต์อันลึกลับ ท่านได้.
บทว่า ปรมา ความว่า มารดาบิดาทั้งสองนี้ ชื่อว่า เป็นพงศ์พันธุ์อันสูงสุดของเผ่าพันธุ์. บทว่า นาสฺส ตติโย ความว่า คนที่สามอื่นจากมารดาบิดา จะชื่อว่าเอื้อเอ็นดู ย่อมไม่มีสำหรับบุคคลนั้น อธิบายว่า คนฉลาดเมื่อรังเกียจว่า มนต์จะแตก ไม่ควรบอกความลับอันสำคัญ แม้แก่มารดาบิดาทั้งสอง ตัวท่านเองกลับบอกความลับที่ตนมิได้บอกแก่มารดาบิดา แก่ชีเปลือย. บทว่า สหายา วา ได้แก่ มิตรผู้มีใจดี. บทว่า สปกฺขา ได้แก่ญาติข้างฝ่ายมารดาบิดา ลุง อา น้าหญิงเป็นต้น. ด้วยบทว่า เตสํปิ นี้ พญาครุฑ แสดงความว่า คนฉลาดไม่ควรบอกความลับ แก่ญาติและมิตรแม้เหล่านี้ ท่านสิกลับบอกแก่ชีเปลือย ท่านจงโกรธตนของตนเองเถิด. บทว่าภริยา เจ ความว่า ภรรยาสาวเจรจาน่ารัก ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ และยศศักดิ์ เห็นปานนี้ หากพูดว่า ท่านจงบอกความลับของท่านแก่เรา ดังนี้ คนฉลาดก็ไม่ควรบอกแม้แก่ภรรยานั้น.
พญาครุฑ กล่าวคำเป็นคาถาต่อไปอีก ความว่า
บุคคลไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษา ความลับนั้นไว้ เหมือนรักษาขุมทรัพย์ ความลับอัน บุคคลอื่นรู้เข้าทำให้แพร่งพราย ไม่ดีเลย. คนฉลาดไม่ควรขยายความลับแก่สตรี ศัตรู คน มุ่งอามิส และแก่คนผู้หมายล้วงดวงใจ. คนใดให้ผู้ไม่มีความคิดล่วงรู้ความลับ ถึงแม้เขา จะเป็นคนใช้ของตน ก็จำต้องอดกลั้นไว้ เพราะกลัว ความคิดจะแตก. คนมีประมาณเท่าใด รู้ความลับที่ปรึกษากันของ บุรุษ คนประมาณเท่านั้น ย่อมขู่ให้บุรุษนั้นหวาด กลัวได้ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรขยายความลับ. ในกลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี ควรพูดเปิดเผย ความลับในที่สงัด ไม่ควรเปล่งวาจาให้เกินเวลา เพราะคนที่คอยแอบฟัง ก็จะได้ยินข้อความที่ปรึกษา กัน เพราะเหตุนั้น ข้อความที่ปรึกษากัน ก็จะถึง ความแพร่งพรายทันที.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๖๙–๔๘๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๘๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ปณฺฑรกชาตกํ
วิกิณฺณวาจนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มุสาวาทํ กตฺวา เทวทตฺตสฺส ปฐวิปฺปเวสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ สตฺถา ภิกฺขูหิ ตสฺส อวณฺเณ กถิเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา ปฐวึ ปวิฏฺโฐเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ปญฺจสตวาณิชา นาวาย สมุทฺทํ ปกฺขนฺทิตฺวา สตฺตเม ทิวเส อตีรทสฺสินิยา นาวาย สมุทฺทปิฏฺเฐ ภินฺนาย ฐเปตฺวา เอกํ อวเสสา มจฺฉกจฺฉปภกฺขา อเหสุํ ฯ เอโก ปน วาตเวเคน กทมฺพิยปฏฺฏนํ นาม ปาปุณิ ฯ โส สมุทฺทโต อุตฺตริตฺวา นคฺคโภคฺโค ตสฺมึ ปฏฺฏเน ภิกฺขาย จริ ฯ ตเมนํ มนุสฺสา อยํ สมโณ อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐติ สมฺภาเวตฺวา สกฺการํ กรึสุ ฯ โส ลทฺโธ เม ชีวิตุปาโยติ เตสุ นิวาสนปารุปนํ ททนฺเตสุปิ น อิจฺฉิ ฯ เต นตฺถิ อิโต อุตฺตรึ อปฺปิจฺโฉ สมโณติ ภิยฺโย ภิยฺโย ปสีทิตฺวา ตสฺส อสฺสมปทํ กตฺวา ตตฺถ นํ นิวาเสสุํ ฯ โส กทมฺพิยอเจโลติ ปญฺญายิ ฯ ตสฺส ตตฺถ วสนฺตสฺส มหาลาภสกฺกาโร อุทปาทิ ฯ
เอโก นาคราชา จสฺส สุปณฺณราชา จ อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ เตสุ นาคราชา นาเมน ปณฺฑรโก นาม ฯ อเถกทิวสํ สุปณฺณราชา ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน เอวมาห ภนฺเต อมฺหากํ ญาตกา นาเค คณฺหนฺตา พหู วินสฺสนฺติ เอเตสํ นาคานํ คณฺหณนิยามํ มยํ น ชานาม คุยฺหการณํ กิร เนสํ อตฺถิ สกฺกุเณยฺยาถ นุโข ตุมฺเห เอเต ปิยายมานา วิย ตํ การณํ ปุจฺฉิตุนฺติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สุปณฺณราเช วนฺทิตฺวา ปกฺกนฺเต นาคราชสฺส อาคตกาเล วนฺทิตฺวา นิสินฺนํ นาคราชานํ ปุจฺฉิ นาคราช สุปณฺณา กิร ตุมฺเห คณฺหนฺตา พหู วินสฺสนฺติ ตุมฺเห คณฺหนฺตา กถํ คณฺหิตุํ น สกฺโกนฺตีติ ฯ ภนฺเต อิทํ อมฺหากํ คุยฺหํ รหสฺสํ มยา อิมํ กเถนฺเตน ญาติสงฺฆสฺส มรณํ อาหฏํ โหตีติ ฯ กึ ปน ตฺวํ อาวุโส อยํ อญฺญสฺส กเถสฺสตีติ เอวํ สญฺญี โหสิ นาหํ อญฺญํ กเถสฺสามิ อตฺตนา ปน ชานิตุกามตาย ปุจฺฉามิ ตฺวํ มยฺหํ สทฺทหิตฺวา นิพฺภโย หุตฺวา กเถหีติ ฯ นาคราชา น กเถมิ ภนฺเตติ วนฺทิตฺวา ปกฺกามิ ฯ ปุนทิวเสปิ ปุจฺฉิ ฯ ตถาปิสฺส น กเถสิ ฯ อถ นํ ตติยทิวเส อาคนฺตฺวา นิสินฺนํ นาคราชานํ อชฺช ตติโย ทิวโส มม ปุจฺฉนฺตสฺส กิมตฺถํ น กเถสีติ ฯ ตุมฺเห อญฺญสฺส อาจิกฺขิสฺสถาติ ภเยน ภนฺเตติ ฯ กสฺสจิ น กเถสฺสามิ นิพฺภโย กเถหีติ ฯ เตนหิ ภนฺเต อญฺญสฺส มา กถยิตฺถาติ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ภนฺเต มยํ มหนฺเต ปาสาเณ คิลิตฺวา ภาริยา หุตฺวา นิปชฺชิตฺวา สุปณฺณานํ อาคมนกาเล มุขํ นิพฺพาเหตฺวา ทนฺเต วิวริตฺวา สุปณฺเณ ฑํสิตุํ อิจฺฉาม เต อาคนฺตฺวา อมฺหากํ สีสํ คณฺหนฺติ เตสํ อมฺเห ครุภาเร หุตฺวา นิปนฺเน อุทฺธริตุํ วายมนฺตานญฺเญว อุทกํ โอตรติ เต อนฺโตอุทเกเยว มรนฺติ อิมินา การเณน พหู สุปณฺณา วินสฺสนฺติ เตสํ อมฺเห คณฺหนฺตานํ กึ สีเสน คหิเตน พาลา นงฺคุฏฺเฐ คเหตฺวา อมฺเห เหฏฺฐาสีสเก กตฺวา คหิตํ โคจรํ มุเขน ฉฑฺฑาเปตฺวา ลหุเก กตฺวา คนฺตุํ สกฺโกนฺตีติ ฯ อิติ โส อตฺตโน รหสฺสการณํ ตสฺส ทุสฺสีลสฺส กเถสิ ฯ
อถ ตสฺมึ ปกฺกนฺเต สุปณฺณราชา อาคนฺตฺวา กทมฺพิยํ อเจลํ วนฺทิตฺวา กึ ภนฺเต ปุจฺฉิตํ เต นาคราชสฺส คุยฺหการณนฺติ อาห ฯ โส อามาวุโสติ วตฺวา สพฺพํ เตน กถิตนิยาเมเนว กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา สุปณฺโณ นาคราเชน อยุตฺตํ กตํ ญาตีนํ นาม นสฺสนนิยาโม ปรสฺส น กเถตพฺโพ โหตุ มยา อชฺเชว สุปณฺณวาตํ กตฺวา ปฐมํ เอตเมว คเหตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส สุปณฺณวาตํ กตฺวา ปณฺฑรกนาคราชานํ นงฺคุฏฺเฐน คเหตฺวา เหฏฺฐาสีสกํ กตฺวา คหิตํ โคจรํ ฉฑฺฑาเปตฺวา อุปฺปติตฺวา อากาสํ ปกฺขนฺทิ ฯ ปณฺฑโร อากาเส เหฏฺฐาสีสกํ โอลมฺพนฺโต มยาว มม ทุกฺขํ อาภตนฺติ ปริเทวนฺโต อาห
วิกิณฺณวาจํ อนิคุยฺหมนฺตํ
อสญฺญตํ อปริจกฺขิตารํ
ภยํ ตมนฺเวติ สยํ อโพธํ
นาคํ ยถา ปณฺฑรกํ สุปณฺโณ ฯ
โย คุยฺหมนฺตํ ปริรกฺขเนยฺยํ
โมหา นโร สํสติ หาสมาโน
ตํ ภินฺนมนฺตํ ภยมนฺเวติ ขิปฺปํ
นาคํ ยถา ปณฺฑรกํ สุปณฺโณ ฯ
นานุมิตฺโต ครุอตฺถํ คุยฺหํ เวทิตุมรหติ
สุมิตฺโต จ อสมฺพุทฺธํ สมฺพุทฺธํ วา อนตฺถวา ฯ
วิสฺสาสมาปชฺชึ อหํ อเจโล
สมโณ อยํ สมฺมโต ภาวิตตฺโต
ตสฺสาหมกฺขึ วิวรึ คุยฺหมตฺถํ
อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามิ ฯ
ตสฺสาหํ ปุริมํ พฺรเหฺม คุยฺหํ
วาจมฺหิมํ นาสกฺขึ สํยเมตุํ
ตปฺปกฺขโต หิ ภยมาคตํ มม
อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามิ ฯ
โย เว นโร สุหทํ มญฺญมาโน
คุยฺหมตฺถํ สํสติ ทุกฺกุลีเน
โทสา ภยา อถวา ราครตฺโต
ปลฺลิตฺโถ พาโล อสํสยํ โส ฯ
ติโรกฺขวาโจ อสตํ ปวิฏฺโฐ
โย สงฺคตีสุ มุทิเรติ วากฺยํ
อาสีวิโส ทุมฺมุโขตฺยาหุ ตํ นรํ
อารา อารา สํยเม ตาทิสมฺหา ฯ
อนฺนํ ปานํ กาสิกจนฺทนญฺจ
มนาปิตฺถิโย มาลุจฺฉาทนญฺจ
โอหาย คจฺฉามฺหเส สพฺพกาเม
สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตฺยมฺหาติ ฯ
ตตฺถ วิกิณฺณวาจนฺติ ปตฺถตวจนํ ฯ อนิคุยฺหมนฺตนฺติ อปฺปฏิจฺฉนฺนมนฺตํ ฯ อสญฺญตนฺติ กายทฺวาราทีนิ รกฺขิตุํ อสกฺโกนฺตํ ฯ อปริจกฺขิตารนฺติ อยํ มยา กถิตมนฺตํ รกฺขิตุํ สกฺขิสฺสติ น สกฺขิสฺสตีติ ปุคฺคลํ โอโลเกตุํ อุปปริกฺขิตุํ อสกฺโกนฺตํ ฯ ภยํ ตมนฺเวตีติ อิเมหิ จตูหิ องฺเคหิ สมนฺนาคตํ ฯ อโพธนฺติ นิปฺปญฺญํ ปุคฺคลํ สยํ กตเมว ภยมนฺเวติ ยถา มํ ปณฺฑรกํ นาคํ สุปณฺโณ อนฺวาคโตติ ฯ สํสติ หาสมาโนติ รกฺขิตุํ อสมตฺถสฺส ปาปปุริสสฺส หาสมาโน กเถติ ฯ นานุมิตฺโตติ อนุวตฺตนมตฺเตน โย มิตฺโต น หทเยน โส คุยฺหํ อตฺถํ ชานิตุํ นารหตีติ ปริเทวติ ฯ อสมฺพุทฺธนฺติ อสมฺพุทฺธํ อชานนฺโต อปฺปญฺโญติ อตฺโถ ฯ สมฺพุทฺธนฺติ สมฺพุทฺธํ ชานนฺโต สปฺปญฺโญติ อตฺโถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ โยปิ สุหทโย มิตฺโต อปฺปญฺโญปิ สปฺปญฺโญปิ วา โย อนตฺถวา อนตฺถจโร โสปิ คุยฺหํ เวเทตุํ นารหเตติ ฯ สมโณ อยนฺติ อยํ สมโณติ จ โลกสมฺมโตติ จ ภาวิตตฺโตติ จ มญฺญมาโน อหํ เอตสฺมึ วิสฺสาสมาปชฺชึ ฯ อกฺขินฺติ กเถสึ ฯ อตีตมตฺโถติ อตีตตฺโถ อติกฺกนฺตตฺโถ หุตฺวา อิทานิ กปณํ รุทามีติ ปริเทวติ ฯ ตสฺสาติ ตสฺส อเจลสฺส ฯ พฺรเหฺมติ สุปณฺณํ อาลปติ ฯ สํยเมตุนฺติ อิมํ คุยฺหวาจํ รหสฺสการณํ รกฺขิตุํ นาสกฺขึ ฯ ตปฺปกฺขโต หีติ อิทานิ อิทํ ภยํ มม ตสฺส อเจลสฺส ปกฺขโต โกฏฺฐาสโต สนฺติกา อาคตํ อิติ อตีตตฺโถ กปณํ รุทามีติ ฯ สุหทนฺติ สุหโท เม อยนฺติ มญฺญมาโน ฯ ทุกฺกุลีเนติ อกุลเช นีเจ ฯ โทสาติ เอเตหิ โทสาทีหิ การเณหิ โย เอวรูปํ คุยฺหํ สํสติ โส พาโล อสํสยํ ปลฺลตฺถิโต ปริวตฺเตตฺวา ปาปิโต หโตเยว นามาติ อตฺโถ ฯ ติโรกฺขวาโจติ อตฺตโน ยํ วาจํ ภาสิตุกาโม ตสฺสา ติโร กตตฺตา อปฺปฏิจฺฉนฺนวาโจ ฯ อสตํ ปวิฏฺโฐติ อสปฺปุริสานํ อนฺตรํ ปวิฏฺโฐ อสปฺปุริเสสุ ปริยาปนฺโน ฯ สงฺคตีสุ มุทิเรตีติ โย เอวรูโป ปเรสํ รหสฺสํ สุตฺวาว ปริสมชฺเฌสุ อสุเกน อสุกํ นาม กตํ วา วุตฺตํ วาติ วากฺยํ อุทิเรติ ตํ นรํ อาสีวิโส ทุมฺมุโข ปูติมุโขติ อาหุ ตาทิสมฺหา ปุริสา อารา อารา สํยเม ทูรทูรโตว วิรเมยฺย ปริวชฺเชยฺย นนฺติ อตฺโถ ฯ มาลุจฺฉาทนญฺจาติ มาลญฺจ ทิพฺพํ จตุชาติยคนฺธญฺจ อุจฺฉาทนญฺจ ฯ โอหายาติ เอเต ทิพฺพอนฺนาทโย สพฺพกาเม อชฺช มยํ โอหาย ฉฑฺเฑตฺวา คมิสฺสาม ฯ สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตฺยมฺหาติ โภ สุปณฺณ ปาเณหิ อุปคตาว เต อมฺหากํ สรณํ โน โหหีติ ฯ
เอวํ ปณฺฑรโก อากาเส เหฏฺฐาสีสโก โอลมฺพนฺโต อฏฺฐหิ คาถาหิ ปริเทวิ ฯ สุปณฺโณ ตสฺส ปริเทวนสทฺทํ สุตฺวา นาคราช อตฺตโน รหสฺสํ อเจลกสฺส กเถตฺวา อิทานิ กิมตฺถํ ปริเทวสีติ ตํ ครหิตฺวา
โกนีธ ติณฺณํ ครหํ อุเปติ
อสฺมึธ โลเก ปาณภู นาคราช
สมโณ สุปณฺโณ อถวา ตเวว
กึการณา ปณฺฑรก คหิโตติ คาถมาห ฯ
ตตฺถ โกนีธาติ อิธ อมฺเหสุ ตีสุ ชเนสุ โก นุ อตฺถิ ฯ อสฺมึธาติ เอตฺถ อิธาติ นิปาตมตฺตํ อสฺมึ โลเกติ อตฺโถ ฯ ปาณภูติ ปาณภูโต ฯ อถวา ตเววาติ อุทาหุ ตวเยว ฯ ตตฺถ สมณํ ตาว มา ครห โส หิ อุปาเยน รหสฺสํ ปุจฺฉิ สุปณฺณมฺปิ มา ครห อหํ หิ ตว ปจฺจตฺถิโกว ฯ ปณฺฑรก คหิโตติ สมฺม ปณฺฑรก อหํ กึการณา สุปณฺเณน คหิโตติ จินฺเตตฺวา ปน อตฺตานเมว ครหึ ฯ ตยา หิ รหสฺสํ กเถนฺเตน อตฺตนาว อตฺตโน อนตฺโถ กโตติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ฯ
ตํ สุตฺวา ปณฺฑรโก คาถมาห
สมโณติ เม สมฺมตตฺโต อโหสิ
ปิโย จ เม มนสา ภาวิตตฺโต
ตสฺสาหมกฺขึ วิวรึ คุยฺหมตฺถํ
อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามีติ ฯ
ตตฺถ สมฺมตตฺโตติ โส สมโณ มยฺหํ สปฺปุริโส อยนฺติ สมฺมตสภาโว อโหสิ ฯ ภาวิตตฺโตติ สมฺภาวิตสภาโว จ เม อโหสิ ฯ
ตโต สุปณฺโณ จตสฺโส คาถา อภาสิ
น จตฺถิ สตฺโต อมโร ปฐพฺยา
ปญฺญาวิธา นตฺถิ น นินฺทิตพฺพา
สจฺเจน จ ธมฺเมน ธิติยา ทเมน
อลมฺพมพฺยาหรตี นโร อิธ ฯ
มาตาปิตา ปรมา พนฺธวานํ
นาสฺส ตติโย อนุกมฺปกตฺถิ
เตสํปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส
มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ฯ
มาตาปิตา ภคินี ภาตโร จ
สหายา วา ยสฺส โหนฺติ สปกฺขา
เตสมฺปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส
มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ฯ
ภริยา เจ ปุริสํ วชฺชา โกมารี ปิยภาณินี
ปุตฺตรูปยสูเปตา ญาติสงฺฆปุรกฺขตา
ตสฺสาปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส
มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโนติ ฯ
ตตฺถ อมโรติ อมรณสภาโว สตฺโต นาม นตฺถิ ฯ ปญฺญาวิธา นตฺถีติ นกาโร ปทสนฺธิกาโร ฯ ปญฺญาวิธา อตฺถีติ อตฺโถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นาคราช โลเก อมโรปิ นตฺถิ ปญฺญาวิธาปิ อตฺถิ สา อญฺเญสํ ปญฺญาโกฏฺฐาสสงฺขาตา ปญฺญาวิธา อตฺตโน ชีวิตเหตุ น นินฺทิตพฺพาติ ฯ อถวา ปญฺญาวิธาติ ปญฺญาสทิสา น นินฺทิตพฺพา นาม อญฺญา ธมฺมชาติ นตฺถิ ตํ กสฺมา นินฺทิสีติ ฯ เยสํ ปน ปญฺญาวิธํปิ น นินฺทิตพฺพนฺติปิ ปาโฐ ฯ เตสํ อุชุกเมว ฯ สจฺเจนาติ อาทีสุ วจีสจฺเจน จ สุจริตธมฺเมน จ ปญฺญาสงฺขาตาย ธิติยา จ อินฺทฺริยทเมน จ อลพฺภํ ทุลฺลภํ อฏฺฐสมาปตฺติมคฺคผลนิพฺพานสงฺขาตํปิ วิเสสํ อพฺยาหรติ อาวหติ ตํ นิปฺผาเทติ นโร อิธ ตสฺมา นารหสิ อเจลํ นินฺทิตุํ อตฺตานเมว ครห อเจเลน หิ อตฺตโน ปญฺญวนฺตตาย อุปายกุสลตาย จ วญฺเจตฺวา ตฺวํ รหสฺสํ คุยฺหมนฺตํ ปุจฺฉิโตติ อตฺโถ ฯ ปรมาติ เอเต อุโภ พนฺธวานํ อุตฺตมพนฺธวา นาม ฯ นาสฺส ตติโยติ อสฺส ปุคฺคลสฺส มาตาปิตูหิ อญฺโญ ตติโย สตฺโต อนุกมฺปโก นาม นตฺถิ ฯ มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ปณฺฑิโต เตสํ มาตาปิตูนมฺปิ ปรมํ คุยฺหํ น สํเสยฺย ตฺวํ ปน มาตาปิตูนมฺปิ อกเถตพฺพํ อเจลกสฺส กเถสีติ อตฺโถ ฯ สหายา วาติ สุหทยมิตฺตา วา ฯ สปกฺขาติ เปตฺเตยฺยมาตุลปิตุจฺฉามาตุจฺฉาทโย สมานปกฺขา ญาตโย ฯ เตสํปีติ เอเตสํปิ ญาติมิตฺตานํ น กเถยฺย ตฺวํ ปน อเจลกสฺส กเถสิ อตฺตโนว กุชฺฌสฺสูติ ทีเปติ ฯ ภริยา เจติ โกมารี ปิยภาณินี ปุตฺเตหิ จ รูเปน จ ยเสน จ อุเปตา เอวรูปา ภริยาปิ เจ อาจิกฺขาหิ เม ตว คุยฺหนฺติ วเทยฺย ตสฺสาปิ น สํเสยฺย ฯ ตโต ปรา อาห
น คุยฺหมตฺถํ วิวเรยฺย รกฺเขยฺย นํ ยถา นิธึ
น หิ ปาตุกโต สาธุ คุยฺหมตฺโถ ปชานตา ฯ
ถิยา คุยฺหํ น สํเสยฺย อมิตฺตสฺส จ ปณฺฑิโต
โย จามิเสน สํหีโร หทยตฺเถโน จ โย นโร ฯ
คุยฺหมตฺถมสมฺพุทฺธํ สมฺโพธยติ โย นโร
มนฺตเภทภยา ตสฺส ทาสภูโต ติติกฺขติ ฯ
ยาวนฺโต ปุริสสฺสตฺถํ คุยฺหํ ชานนฺติ มนฺตินํ
ตาวนฺโต ตสฺส อุพฺเพคา ตสฺมา คุยฺหํ น วิสชฺเช ฯ
วิวิจฺจ ภาเสยฺย ทิวา รหสฺสํ
รตฺตึ คิรํ นาติเวลํ ปมุญฺเจ
อุปสฺสูติกา หิ สุณนฺติ มนฺตํ
ตสฺมา มนฺโต ขิปฺปมุเปติ เภทนฺติ ฯ ปญฺจ คาถา อุมฺมงฺคชาตเก ปญฺจปณฺฑิตปญฺเห อาวิภวิสฺสนฺติ ฯ ตโต ปราสุ
ยถาปิ อโยนครํ มหนฺตํ
อทฺวารกํ อยสํ ภณฺฑสาลํ
สมนฺตขาตาปริขาอุเปตํ
เอวมฺปิ เม เต อิธ คุยฺหมนฺตา ฯ
เย คุยฺหมนฺตา อวิกิณฺณวาจา
ทฬฺหา สทตฺเถสุ นรา ทุชิวฺหา
อารา อมิตฺตา พฺยวชนฺติ เตหิ
อาสีวิสา วาริว สตฺตสงฺฆาติ ทฺวีสุ คาถาสุ ฯ
ตตฺถ ภณฺฑสาลนฺติ อาปณาทีหิ สาลาหิ สมฺปนฺนํ ฯ สมนฺตขาตาปริขาอุเปตนฺติ สมนฺตา ขาตาหิ ปริขาหิ อุปคตํ ฯ เอวมฺปิ เมติ เอวมฺปิ เม มยฺหนฺเต ปุริสา ขายนฺติ กตเรเยว อิธ คุยฺหมนฺตา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา อทฺวารกสฺส อโยมยนครสฺส มนุสฺสานํ อุปโภคปริโภโค อนฺโตว โหติ น อพฺภนฺตริมา พหิ นิกฺขมนฺติ น พาหิรา อนฺโต ปวิสนฺติ อปราปรํ สญฺจาโร ฉิชฺชติ คุยฺหมนฺตา ปุริสา เอวรูปา โหนฺติ อตฺตโน คุยฺหํ อตฺตโน อนฺโตเยว ชิราเปนฺติ น อญฺญสฺส กเถนฺตีติ ฯ ทฬฺหา สทตฺเถสูติ อตฺตโน อตฺเถสุ ถิรา ฯ ทุชิวฺหาติ ปณฺฑรกนาคํ อาลปติ ฯ พฺยวชนฺตีติ ปฏิกฺกมนฺติ ฯ อาสีวิสา วาริว สตฺตสงฺฆาติ เอตฺถ วาติ นิปาตมตฺตํ ฯ อาสีวิสา สตฺตสงฺฆา ริวาติ อตฺโถ ฯ ยถา อาสีวิสโต สตฺตสงฺฆา ชีวิตุกามา มนุสฺสา อารา ปฏิกฺกมนฺติ เอวํ เตหิ คุยฺหมนฺเตหิ นเรหิ อารา อมิตฺตา ปฏิกฺกมนฺติ อุปคนฺตุํ โอกาสํ น ลภนฺตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ
เอวํ สุปณฺเณน ธมฺเมน กถิเต ปณฺฑรโก
หิตฺวา ฆรํ ปพฺพชิโต อเจโล
นคฺโค มุณฺโฑ จรติ ฆาสเหตุ
ตมฺหิ นุโข วิวรึ คุยฺหมตฺถํ
อตฺถา จ ธมฺมา จ อปคตมฺหา ฯ
กถํกโร โหติ สุปณฺณราช
กึสีโล เกน วเตน วตฺตํ
สมโณ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ
กถํกโร สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ อาห ฯ
ตตฺถ ฆาสเหตูติ นิสฺสิรีโก กุจฺฉิปูรณตฺถาย ขาทนียโภชนีเย ปริเยสนฺโต จรติ ฯ อปคตมฺหาติ อปคตา ปริหีนมฺหา ฯ กถํกโรติ อิทํ นาคราชา นคฺคสฺส สมณภาวํ ญตฺวา สมณปฏิปตฺตึ ปุจฺฉนฺโต อาห ฯ ตตฺถ กึสีโลติ กตเรน สมนฺนาคโต ฯ เกน วเตนาติ กตเรน วตสมาทาเนน วตฺตนฺโต ฯ สมโณ จรนฺติ ปพฺพชฺชาย จรนฺโต ตณฺหามมายิตานิ หิตฺวา กถํ สมิตปาปสมโณ นาม โหติ ฯ สคฺคนฺติ กถํ กโรนฺโตว สุฏฺฐุ อคฺคํ เทวนครํ โส สมโณ อุเปตีติ ฯ
สุปณฺโณ อาห
หิริยา ติติกฺขาย ทเมน ขนฺติยา
อกฺโกธโน เปสุณิยํ ปหาย
สมโณ ปรํ หิตฺวา มมายิตานิ
เอวํกโร สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ ฯ
ตตฺถ หิริยาติ สมฺม นาคราช อชฺฌตฺตพหิทฺธา สมุฏฺฐาเนหิ หิโรตฺตปฺเปหิ ติติกฺขา สงฺขาตาย อธิวาสนขนฺติยา อินฺทฺริยทเมน จ อุเปโต อกุชฺฌนสีโล ปิสุณวาจํ ปหาย ตณฺหามมายิตานิ จ หิตฺวา ปพฺพชฺชาย จรนฺโต สมโณ นาม โหติ เอวํกโรเยว จ เอตานิ หิริอาทีนิ กุสลานิ กโรนฺโต สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ ฯ
อิมํ สุปณฺณราชสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปณฺฑรโก ชีวิตํ ยาจนฺโต
มาตาว ปุตฺตํ ตรุณํ ตนุชํ
สมฺปสฺสตา สพฺพคตฺตํ ผเรติ
เอวมฺปิ เม ตฺวํ ปาตุรหุ ทิชินฺท
มาตาว ปุตฺตํ อนุกมฺปมาโนติ คาถมาห ฯ
ตสฺสตฺโถ ยถา มาตา ตนุชํ อตฺตโน สรีรชาตํ ตรุณํ ปุตฺตํ สมฺปสฺสตา ทิสฺวา ตํ อุเร นิปชฺชาเปตฺวา ถญฺญํ ปาเยนฺตี ปุตฺตํ สมฺผสฺเสน สพฺพํ อตฺตโน คตฺตํ ผเรติ นปิ มาตา ปุตฺตโต ยาติ น ปุตฺโต มาติโต เอวมฺปิ เม ตฺวํ ปาตุรหุ ปาตุภูโต ฯ ทิชินฺทาติ ทิชราช ตฺวํปิ มาตาว ปุตฺตํ มุทุเกน หทเยน อนุกมฺปมาโน มํ ปสฺส ชีวิตํ เม เทหีติ ฯ
อถสฺส สุปณฺโณ ชีวิตํ ททนฺโต อิตรํ คาถมาห
หนฺทชฺช ตฺวํ มุจฺจ วธา ทุชิวฺห
ตโย หิ ปุตฺตา นหิ อญฺโญ อตฺถิ
อนฺเตวาสี ทินฺนโก อตฺรโช จ
รชสฺสุ ปุตฺตญฺญตโร เม อโหสีติ ฯ
ตตฺถ มุจฺจาติ มุญฺจ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ทุชิวฺหาติ ตํ อาลปติ ฯ อญฺโญ จตุตฺโถ ปุตฺโต นาม นตฺถิ ฯ อนฺเตวาสี ทินฺนโก อตฺรโช จาติ สิปฺปํ วา อุคฺคณฺหนฺโต ปญฺหํ วา สุณนฺโต สนฺติเก นิวฏฺโฐ ฯ ทินฺนโกติ อยนฺเต ปุตฺโต โหตูติ ปเรหิ ทินฺโน ฯ รชสฺสูติ อภิรมสฺสุ ฯ อญฺญตโรติ ตีสุ ปุตฺเตสุ อญฺญตโร อนฺเตวาสิปุตฺโต เม ตฺวํ ชาโตติ ทีเปติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา อากาสา โอตริตฺวา ตํ ภูมิยํ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เทฺว คาถา อภาสิ
อิจฺเจวํ วากฺยํ วิสชฺชิ สุปณฺโณ
ภูมฺยํ ปติฏฺฐาย ทิโช ทุชิวฺหํ
มุตฺตชฺช ตฺวํ สพฺพภยาติวตฺโต
ถลูทเก โหหิ มยาภิคุตฺโต ฯ
อาตํกินํ ยถา กุสโล ภึสโก
ปิปาสิตานํ รหโทว สีโต
เวสฺมํ ยถา หิมสีตฏฺฏิตานํ
เอวมฺปิ เต สรณมหํ ภวามีติ ฯ
ตตฺถ อิจฺเจวํ วากฺยนฺติ อิติ เอวํ วจนํ วตฺวา ตํ นาคราชํ วิสชฺชิ วิสชฺเชสิ ฯ ภูมฺยนฺติ โส สยมฺปิ ภูมิยํ ปติฏฺฐาย ทิโช ตํ ทุชฺชิวฺหํ สมสฺสาเสนฺโต มุตฺโต อชฺช ตฺวํ อิโต ปฏฺฐาย สพฺพภยานิ อติวตฺโต ถเล จ อุทเก จ มยา อภิคุตฺโต รกฺขิโต โหหีติ อาห ฯ อาตํกินนฺติ คิลานานํ ฯ เอวมฺปิ เตติ เอวํ อหํ เต สรณํ ภวามิ ฯ
คจฺฉ ตฺวนฺติ ตํ อุยฺโยเชสิ ฯ โส นาคภวนํ ปาวิสิ ฯ อิตโรปิ สุปณฺณภวนํ คนฺตฺวา มยา ปณฺฑรกนาโค สปถํ กตฺวา สทฺทหาเปตฺวา วิสชฺชิโต กีทิสํ นุโข มยิ ตสฺส หทยํ วีมํสิสฺสามิ นนฺติ นาคภวนํ คนฺตฺวา สุปณฺณวาตํ อกาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา นาโค สุปณฺณราชา มํ คเหตุํ อาคโต ภวิสฺสตีติ มญฺญมาโน พฺยามสหสฺสมตฺตํ อตฺตภาวํ มาเปตฺวา ปาสาเณ จ วาลุกญฺจ คิลิตฺวา ภาริโก หุตฺวา นงฺคุฏฺฐํ เหฏฺฐา กตฺวา โภคมตฺถเก ผณํ ธารยมาโน นิปชฺชิตฺวา สุปณฺณราชานํ ฑํสิตุกาโม วิย อโหสิ ฯ ตํ ทิสฺวา สุปณฺโณ อิตรํ คาถมาห
สทฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน อณฺฑเชน ชลามฺพุช
วิวริ ยทา ฑํสยสิ กุโต เต ภยมาคตนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา นาคราชา ติสฺโส คาถา อภาสิ
สงฺเกเถว อมิตฺตมฺหิ มิตฺตสฺมึปิ น วิสฺสเส
อภยา ภยมุปฺปนฺนํ อปิ มูลานิ กนฺตติ ฯ
กถํ นุ วิสฺสเส ตฺยมฺหิ เยนาสิ กลโห กโต
นิจฺจยตฺเตน ฐาตพฺพํ โส ทิสพฺภิ น รชฺชติ ฯ
วิสฺสาสเย น จ นํ วิสฺสเสยฺย
อสงฺกิโต จ สงฺกิโต ภเวยฺย
ตถา ตถา วิญฺญู ปรกฺกเมยฺย
ยถา ยถา ภาวํ ปโร น ชญฺญาติ ฯ
ตตฺถ อภยาติ อภยฏฺฐานภูตา มิตฺตมฺหา ภยํ อุปฺปนฺนํ ชีวิตสงฺขาตานิ มูลาเนว กนฺตติ ฯ ตฺยมฺหีติ ตสฺมึ ฯ เยนาสีติ เยน สทฺธึ กลโห กโต อโหสิ ฯ นิจฺจยตฺเตนาติ นิจฺจปฏิยตฺเตน ฯ โส ทิสพฺภิ น รชฺชตีติ โย นิจฺจยตฺเตน อภิติฏฺฐติ โส อตฺตโน สตฺตูหิ สทฺธึ วิสฺสาสวเสน น รชฺชติ ตโต เตสํ ยถากามกรณีโย น โหตีติ อตฺโถ ฯ วิสฺสาสเยติ ปรํ อตฺตนิ วิสฺสาสเย ตํ ปน สยํ น วิสฺสาเสยฺย ปเรน อสงฺกิโต อตฺตาว ตํ สงฺกิโต ภเวยฺย ฯ ภาวํ ปโรติ ยถา ยถา ปณฺฑิโต ปรกฺกมติ ตถา ตถา ตสฺส ปโรภาวํ น ชานาติ ตสฺมา ปณฺฑิเตน วิริยํ กตฺตพฺพเมวาติ ทีเปติ ฯ
อิติ เต อญฺญมญฺญํ สลฺลปิตฺวา สมคฺคา สมฺโมทมานา อุโภปิ อเจลกสฺส อสฺสมํ อคมึสุ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
เต เทววณฺณา สุขุมาลรูปา
อุโภ สมา สุชยา ปุญฺญกฺขนฺธา
อุปาคมุํ กาทมฺพิยํ อเจลํ
มิสฺสีภูตา อสฺสวาหาว นาคาติ ฯ
ตตฺถ สมาติ สมานรูปา สทิสสณฺฐานา หุตฺวา ฯ สุชยาติ สุขวยา ปริสุทฺธา ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ปุญฺญกฺขนฺธาติ กตกุสลตาย ปุญฺญกฺขนฺธา วิย ฯ มิสฺสีภูตาติ หตฺเถน หตฺถํ คเหตฺวา กายมิสฺสีภาวํ อุปคตา ฯ อสฺสวาหาว นาคาติ ธุเร ยุตฺตกา รถวาหา เทฺว อสฺสา วิย ปุริสนาคา ตสฺส อสฺสมํ อคมํสุ ฯ
คนฺตฺวา จ ปน สุปณฺณราชา จินฺเตสิ อยํ นาคราชา อเจลกสฺส ชีวิตํ น ทสฺสติ เอตํ ทุสฺสีลํ น วนฺทิสฺสามีติ ฯ โส พหิ ฐตฺวา นาคราชานเมว ตสฺส สนฺติกํ เปเสสิ ฯ ตํ สนฺธาย อิตรํ คาถมาห
ตโต หเว ปณฺฑรโก อเจลํ
สยเมวุปาคมฺม อิทํ อโวจ
มุตฺตชฺชหํ สพฺพภยาติวตฺโต
น หิ นูน ตุยฺหํ มนโส ปิยมฺหาติ ฯ
ตตฺถ ปิยมฺหาติ ทุสฺสีลนคฺคโภคฺคมุสาวาทิ นูน มยํ ตว มนโส นปฺปิยา อหุมฺหาติ ปริภาสิ ฯ
ตโต อเจโล อิตรํ คาถมาห
ปิโย หิ เม อาสิ สุปณฺณราชา
อสํสยํ ปณฺฑรเกน สจฺจํ
โส ราครตฺโต จ อกาสิ เอตํ
ปาปกมฺมํ สมฺปชาโน น โมหาติ ฯ
ตตฺถ ปณฺฑรเกนาติ ตยา ปณฺฑรเกน โส มม ปิยตโร อโหสิ สจฺจเมตํ ฯ โสติ โส อหํ ตสฺมึ สุปณฺเณ ราเคน รตฺโต หุตฺวา เอตํ ปาปกมฺมํ ชานนฺโต อกาสึ น โมเหน อชานนฺโตติ ฯ
ตํ สุตฺวา นาคราชา เทฺว คาถา อภาสิ
น เม ปิยํ อปฺปิยํ วาปิ โหติ
สมฺปสฺสโต โลกมิมํ ปรญฺจ
สุสญฺญตานํ หิ วิยญฺชเนน
อสญฺญโต โลกมิมญฺจราสิ ฯ
อริยาวกาโสสิ อนริยรูโป
อสญฺญโต สญฺญตสนฺนิกาโส
กณฺหาภิชาติโก อนริยรูโป
ปาปํ พหุํ ทุจฺจริตํ อจรีติ ฯ
ตตฺถ น เมติ อมฺโภ ทุสฺสีลนคฺคมุสาวาทิ ปพฺพชิตสฺส หิ อิมญฺจ ปรญฺจ โลกํ สมฺปสฺสโต ปิยํ วา เม อปฺปิยํ วาปิ เมติ น โหติ ตฺวํ ปน สุสญฺญตานํ สีลวนฺตานํ พฺยญฺชเนน ปพฺพชิตลิงฺเคน อสญฺญโต หุตฺวา อิมํ โลกํ วญฺเจนฺโต จรสิ ฯ อริยาวกาโสสีติ อริยปฏิรูปโกสิ ฯ อสญฺญโตติ กายาทีหิ อสญฺญโตสิ ฯ กณฺหาภิชาติโกติ กาฬกสภาโว ฯ อนริยรูโปติ อหิริกสภาโว ฯ อจรีติ อกาสิ ฯ
อิติ นํ ครหิตฺวา อิทานิ อภิสปนฺโต อิมํ คาถมาห
อทุฏฺฐสฺส ตฺวํ ทุพฺภิ ทุพฺภี จ ปิสุโณ จสิ
เอเตน สจฺจวชฺเชน มุทฺธา เต ผลตุ สตฺตธาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ อมฺโภ ทุพฺภิ ตฺวํ อทุฏฺฐสฺส มิตฺตสฺส ทุพฺภี จสิ ปิสุโณ จสีติ เอเตน สจฺจวชฺเชน มุทฺธา เต สตฺตธา ผลตูติ ฯ
อิติ นาคราชสฺส สปนฺตสฺเสว อเจลสฺส สีสํ สตฺตธา ผลิ ฯ นิสินฺนฏฺฐาเนเยวสฺส ภูมิ วิวรํ อทาสิ ฯ โส ปฐวึ ปวิสิตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ นาคราชสุปณฺณราชาโนปิ อตฺตโน ภวนเมว อคมํสุ ฯ
สตฺถา ตสฺส ปฐวีปวิฏฺฐภาวํ ปกาเสนฺโต โอสานคาถมาห
ตสฺมาหิ มิตฺตานํ น ทุพฺภิตพฺพํ
มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปิโย นตฺถิ อญฺโญ
อาสิตฺตสตฺโต นิหโต ปฐพฺยา
อินฺทสฺส วากฺเยน หิ สํวโร หโตติ ฯ
ตตฺถ ตสฺมาติ ยสฺมา มิตฺตทุพฺภิกมฺมสฺส ผรุโส วิปาโก ตสฺมา ฯ อาสิตฺตสตฺโตติ อาสิตฺตวิเสน สตฺโต ฯ อินฺทสฺสาติ นาคินฺทสฺส วากฺเยน ฯ สํวโรติ อหํ สํวเร ฐิโตสฺมีติ ปฏิญฺญาย เอว ปญฺญาโต อาชีวโก หโตติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา ปฐวึ ปวิฏฺโฐติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อเจโล เทวทตฺโต อโหสิ นาคราชา สารีปุตฺโต สุปณฺณราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ปณฺฑรกชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗