ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปัณฑรกชาดก
ชาดกที่ ๕๑๘ · ติงสตินิบาตชาดก

ปัณฑรกชาดก

ว่าด้วยไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่น

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๘๗ · บรรทัด ๙๗๘๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปัณฑรกชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิกิณฺณวาจํ ดังนี้.

ความย่อว่า เมื่อพวกภิกษุพากันกล่าวโทษพระเทวทัต ในคราวนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กระทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบแล้วเหมือนกันดังนี้แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี พ่อค้า ๕๐๐ คน แล่นสำเภาไปยังมหาสมุทร ในวันคำรบเจ็ด สำเภาอันอยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็นฝั่ง ได้แตกลงในหลังมหาสมุทร ผู้คนได้เป็นเหยื่อแห่งปลาและเต่าหมด มีเหลือเพียงคนเดียว ก็บุรุษที่เหลือคนเดียวนั้น ด้วยกำลังลมพัดลอยไปถึงท่าชื่อกทัมพิยะ เขาขึ้นจากทะเลได้แล้ว เปลือยกายล่อนจ้อน เที่ยวขอทานตามท่านั้น. มนุษย์ทั้งหลายเห็นเขาเข้า ก็พากันสรรเสริญว่า ท่านผู้นี้เป็นสมณะ มักน้อยสันโดษ แล้วทำสักการะบูชา. เขาคิดว่า เราได้ช่องทางหาเลี้ยงชีพแล้ว แม้เมื่อชนเหล่านั้นให้เครื่องนุ่งห่ม ก็มิได้ปรารถนา ชนเหล่านั้นเข้าใจว่า สมณะผู้มักน้อยยิ่งกว่าท่านผู้นี้ไม่มี ดังนี้แล้วพากันเลื่อมใสยิ่งขึ้น ช่วยกันสร้างอาศรมบทให้ชีเปลือยนั้นพำนักอยู่ที่นั้น. เขามีชื่อปรากฏว่ากทัมพิยอเจลก เมื่อเขาอยู่ ณ ที่นั้น ลาภสักการะเกิดขึ้นมากมาย.

พญานาคราชตนหนึ่ง กับพญาครุฑตนหนึ่ง พากันมายังที่บำรุงของชีเปลือยนั้น ในพญาสัตว์ทั้งสองนั้น พญานาคชื่อว่า ปัณฑรกนาคราช. อยู่มาวันหนึ่ง พญาครุฑไปยังสำนักชีเปลือยนั้น ไหว้แล้วจับอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ ญาติของกระผม เมื่อจับพวกนาคย่อมพินาศไปเสียมากมาย เพราะพวกกระผมไม่รู้วิธีที่จะจับนาค ได้ยินว่า เหตุที่ซ่อนเร้นของพวกนาคเหล่านั้นมีอยู่ ท่านจะสามารถหรือหนอ เพื่อประเล้าประโลมถามเหตุนั้นกะพวกนาค. ชีเปลือยรับคำแล้ว ครั้นพญาครุฑไหว้แล้วลากลับไปในเวลาที่พญานาคมาหา จึงถามพญานาคผู้ไหว้แล้วนั่งพักอยู่ว่า พญานาคเอ๋ยเขาว่า เมื่อพวกครุฑจับพวกท่าน ต้องพินาศไปมากมาย ทำไมเมื่อมันจะจับพวกท่าน จึงไม่สามารถจะจับได้ ? พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ ข้อนี้เป็นเหตุซ่อนเร้นลึกลับของพวกกระผม เมื่อกระผมบอกเหตุนี้แล้ว ย่อมได้ชื่อว่านำความตายมาให้แก่หมู่ญาติ. ชีเปลือยจึงพูดว่า อาวุโส ก็ท่านเข้าใจว่า คนอย่างเรานี้ จักบอกแก่คนอื่นอย่างนี้หรือ เราจักไม่บอกแก่คนอื่นเลย ก็เราถามเนื่องด้วยตนอยากจะรู้ ท่านเชื่อเราแล้วต้องปลอดภัย จงบอกเถิด. พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ กระผมบอกไม่ได้ ไหว้แล้วก็ลาหลีกไป. แม้ในวันรุ่งขึ้นชีเปลือยก็ถามอีก. แม้ถึงอย่างนั้น พญานาคก็ไม่ยอมบอกดุจเดิม ครั้นต่อมาในวันที่ ๓ ชีเปลือยจึงถามพญานาคผู้มานั่งอยู่ว่า วันนี้เป็นวันที่ ๓ เมื่อเราถามทำไมท่านจึงไม่บอก ? พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ เพราะกระผมกลัวว่าท่านจักบอกแก่คนอื่น. ชีเปลือยย้ำว่า เราจักไม่บอกใคร ท่านปลอดภัยแน่จงบอกเถิด. พญานาคจึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้น ท่านโปรดอย่าบอกคนอื่นเลย รับปฏิญญาแล้ว จึงบอกว่า ท่านขอรับ พวกกระผมกลืนกินก้อนหินใหญ่เข้าไว้ ทำตัวให้หนักนอนอยู่ ในเวลาพวกครุฑมา ก็ยื่นหน้าออกแยกเขี้ยวคอยจะขบครุฑ พวกครุฑมาถึงก็จับศีรษะของพวกกระผมไว้ เมื่อมันพยายามจะฉุดพวกกระผม ซึ่งเป็นเหมือนภาระหนักอึ้งนอนอยู่ขึ้น น้ำก็ท่วมทับมัน พวกมันก็ตายภายในน้ำนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ พวกครุฑจึงพินาศไปเป็นจำนวนมาก เมื่อพวกมันจะจับพวกกระผม ทำไมจะต้องจับที่ศีรษะ พวกครุฑโง่ ๆ จะต้องจับที่ขนดหาง ทำให้พวกกระผมมีศีรษะห้อยลงเบื้องต่ำ ให้สำรอกอาหารที่กลืนไว้ออกทางปาก ทำตัวให้เบาแล้วอาจจะจับไปได้ พญานาคบอกเหตุเร้นลับของตนแก่ชีเปลือยผู้ทุศีล ด้วยประการฉะนี้.

ครั้นเมื่อพญานาค ลากลับไปแล้ว ต่อมาพญาครุฑมาไหว้กทัมพิยอเจลกแล้วถามว่า ท่านขอรับ ท่านถามเหตุซ่อนเร้นของพญานาคแล้วหรือ ? ชีเปลือยตอบว่า เอออาวุโส แล้วบอกความตามที่พญานาคบอกแก่ตนนั้นทุกประการ. พญาครุฑได้ฟังเช่นนั้นจึงคิดว่า พญานาคทำกรรมที่ไม่สมควรเสียแล้ว ธรรมดาลู่ทางที่จะให้มวลญาติฉิบหาย ไม่ควรบอกแก่คนอื่นเลยถึงทีเราแล้ว วันนี้ควรที่เราจะต้องทำลมกำลังสุบรรณ จับปัณฑรกนาคราชนี้ก่อนทีเดียว. พญาครุฑนั้นก็กระทำลมกำลังสุบรรณ จับปัณฑรกนาคราชทางขนดหางทำให้มีศีรษะห้อยลง ทำให้สำรอกอาหารที่กลืนเข้าไป แล้วโผขึ้นบินไปในอากาศ. ปัณฑรกนาคราช เมื่อต้องห้อยศีรษะลงในอากาศ ก็ปริเทวนาการว่าเรานำทุกข์มาให้แก่ตัวเองแท้ ๆ กล่าวคาถา ความว่า

ภัยเกิดจากตนเอง ย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา พูดพล่อย ๆ ไม่ปิดบังความรู้ ขาดความระมัดระวัง ขาดความพินิจพิจารณา เหมือนครุฑตามถึงเราผู้ปัณฑรกนาคราช ฉะนั้น. นรชนใดยินดีบอกมนต์ลึกลับที่ตนควรจะรักษา แก่คนชั่ว เพราะความหลง ภัยย่อมตามถึงนรชนนั้นผู้มี มนต์อันแพร่งพรายแล้วโดยพลัน เหมือนครุฑตามถึง เราผู้ปัณฑรกนาคราช ฉะนั้น. มิตรเทียมไม่ควรจะให้รู้เหตุสำคัญอันลึกลับ ถึง มิตรแท้แต่เป็นคนโง่ หรือมีปัญญาแต่ประพฤติสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรจะให้รู้ความลับเหมือนกัน. เราได้ถึงความคุ้นเคยกับชีเปลือย ด้วยเข้าใจว่า สมณะนี้โลกเขานับถือ มีตนอบรมดีแล้ว ได้บอก เปิดเผยความลับแก่มัน จึงได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้ อยู่ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. ดูก่อนพญาครุฑที่ประเสริฐ เมื่อก่อนเรามีวาจา ปกปิด ไม่บอกความลับแก่มัน แต่ก็ไม่อาจระมัดระวัง ได้ แท้จริง ภัยได้มาถึงเราจากทางชีเปลือยนั้น เราจึง ได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้อยู่ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. นรชนใดสำคัญว่า ผู้นี้มีใจดี บอกความลับกะ คนสกุลทราม นรชนนั้นเป็นคนโง่เขลา ทรุดโทรมลง โดยไม่ต้องสงสัย เพราะโทสาคติ ภยาคติ หรือเพราะ ฉันทาคติ. ผู้ใดปากบอนนับเข้าในพวกอสัตบุรุษ ชอบกล่าว ถ้อยคำในที่ประชุมชน นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้น ว่า ผู้มีปากชั่วร้าย คล้ายอสรพิษ ควรระมัดระวังคน เช่นนั้นเสียให้ห่างไกล. เราได้ละทิ้ง ข้าว น้ำ ผ้าแคว้นกาสี และจุรณจันทน์ สตรีที่เจริญใจดอกไม้และเครื่องชโลมทาซึ่ง เป็นส่วนกามารมณ์ทั้งปวงไปหมดแล้ว ดูก่อนพญาครุฑ เราขอถึงท่านเป็นสรณะด้วยชีวิต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิกิณฺณวาจํ ได้แก่ ผู้มีวาจาแผ่ไปแล้ว. บทว่า อนิคุยฺหมนฺตํ ได้แก่ ผู้มีความรู้ไม่ปกปิด. บทว่า อสญฺตํ ได้แก่ผู้ไม่สามารถเพื่อจะรักษากายทวารเป็นต้นได้. บทว่า อปริจกฺขิตารํ ความว่าผู้ไม่สามารถที่จะตรวจตราใคร่ครวญดูว่า ผู้นี้จักสามารถ หรือจักไม่สามารถที่จะรักษามนต์ที่เราบอกแล้ว. บทว่า ภยํ ตมนฺเวติ ความว่า ผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้. บทว่า อโพธํ ความว่า ภัยอันตนเองนั่นแหละกระทำย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา เหมือนพญาครุฑตามถึงเรา ผู้ชื่อปัณฑรกนาคราชฉะนั้น. บทว่า สํสติ หาสมาโน ความว่า ผู้ใดยินดีบอกมนต์ลึกลับที่ตนควรจะรักษา แก่คนชั่วผู้ไม่สามารถจะรักษาได้. บทว่า นานุมิตฺโต ความว่าพญาปัณฑรกนาคราช ปริเทวนาการว่า ผู้ใดเป็นมิตรเพียงแต่คอยคล้อยตามมิใช่เป็นมิตรด้วยหทัย ผู้นั้นไม่ควรบอกเนื้อความอันเร้นลับ.

บทว่า อสมฺพุทฺธํ ความว่า เป็นคนโง่ คือไม่รู้ อธิบายว่า ไม่มีปัญญา. บทว่า สมฺพุทฺธํ ความว่า เป็นคนฉลาด คือรู้ อธิบายว่า มีปัญญา. มีคำอธิบายดังนี้ แม้ผู้ใดเป็นมิตรมีใจดี แม้ไม่มีปัญญาก็ตาม และผู้ใดแม้จะมีปัญญา แต่มีความประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์ คือมีความประพฤติที่โน้มเอียงไปในอนัตถะ แม้ผู้นั้นย่อมไม่ควรจะให้รู้ความลับ. บทว่า สมโณ อยํ ความว่า พญานาคนั้นปริเทวนาการอยู่ว่า เราสำคัญว่า ผู้นี้เป็นสมณะด้วยโลกเขายกย่องนับถือด้วย มีตนอันอบรมแล้วด้วย จึงถึงความคุ้นเคยในมัน. บทว่า อกฺขึ แปลว่า บอกแล้ว. บทว่า อตีตมตฺโถ ความว่า บัดนี้เราขาดประโยชน์แล้ว คือ เป็นผู้ล่วงเลยประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้ดุจคนกำพร้า. บทว่า ตสฺส ความว่า แก่อเจลกนั้น.

พญานาคราชเรียกพญาครุฑว่า พรหม พญาครุฑที่ประเสริฐ.

บทว่า สํยเมตุํ ความว่า เราไม่สามารถจะรักษาวาจาอันเร้นลับ คือเหตุอันลึกลับนี้ได้. บทว่า ตปฺปกฺขโต หิ ความว่า พญานาคปริเทวนาการว่า บัดนี้ภัยมาถึงเราแล้ว จากทางฝ่ายคือจากสำนักของชีเปลือยนั้น เราขาดประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้ดุจคนกำพร้าอยู่อย่างนี้. บทว่า สุหทํ ความว่าคนใดสำคัญว่า ผู้นี้มีใจประสงค์ดีต่อเรา. บทว่า ทุกฺกุลีเน ได้แก่ผู้เกิดในสกุลชั่วคือสกุลต่ำ. บทว่า โทสา ความว่า ผู้ใดบอกความลับ เห็นปานนี้ ด้วยเหตุมีโทสาคติเป็นต้นเหล่านี้ ผู้นั้นเป็นคนโง่ ตกต่ำ หมุนไปถึงความเลวทรามชื่อว่าเสื่อมแล้วแน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย. บทว่า ติโรกฺขวาโจ ผู้ใดชื่อว่ามีวาจาไม่ปกปิด เพราะทำถ้อยคำที่ตนประสงค์จะพูดไว้ในภายนอก. บทว่า อสตํ ปวิฏฺโ ความว่า นับเข้าในจำนวนอสัตบุรุษ คือนับเนื่องในพวกอสัตบุรุษ.

บทว่า สงฺคตีสุ มุทิเร ความว่า ผู้ใดมีลักษณะอย่างนี้ คือ ได้ยินความลับของคนอื่นแล้ว แพร่งพรายในท่ามกลางประชุมชนว่า สิ่งโน้นคนโน้นทำคำนี้คนโน้นพูด ดังนี้ นักปราชญ์เรียกคนเช่นนั้นว่า มีปากชั่ว มีปากเหม็นคล้ายอสรพิษ ควรระมัดระวังคนเช่นนั้นแต่ไกล ๆ คือควรงด ควรเว้นคนนั้นเสียแต่ไกล ๆ ทีเดียว. บทว่า มาลุจฺฉาทนญฺจ ความว่า เราทอดทิ้งทิพยมาลา จตุคันธชาติและเครื่องชโลมทา. บทว่า โอหาย ความว่าวันนี้เราละ คือ ทอดทิ้งกามารมณ์ทั้งหมด มีข้าวทิพย์เป็นต้นเหล่านี้ไปแล้ว. บทว่า สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตยมฺหา ความว่า ท่านพญาครุฑที่เจริญเราเข้าถึงท่านด้วยชีวิต. โปรดเป็นที่พึ่งแก่พวกเราเถิด.

ปัณฑรกนาคราช มีศีรษะห้อยลงในอากาศ ปริเทวนาการด้วยคาถาทั้ง ๘ อยู่อย่างนี้. พญาครุฑได้ยินเสียงปริเทวนาการ ของพญานาคราชนั้นจึงติเตียนพญานาคราชนั้นว่า ท่านนาคราช ท่านบอกความลับของตนแก่ชีเปลือยแล้ว ทำไมบัดนี้จึงปริเทวนาการอยู่เล่า แล้วกล่าวคาถา ความว่า

ดูก่อนปัณฑรกนาคราช บรรดาสัตว์ทั้ง ๓ จำพวก คือ สมณะ ครุฑ และนาค ใครหนอควรจะได้รับ คำติเตียนในโลกนี้ ที่จริง ตัวท่านนั่นแหละควรจะได้รับ ท่านถูกครุฑจับเพราะเหตุไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนีธ ความว่า ในพวกเราทั้ง ๓มีอยู่ ณ ที่นี้ ใครเล่า. บทว่า อิธ ในบทว่า อสฺมีธ นี้ เป็นเพียงนิบาตความก็ว่าในโลกนี้. บทว่า ปาณภู ได้แก่ สัตว์มีชีวิต. บทว่า อถวา ตเววความว่า หรือท่านผู้เดียว.

ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ในพวกเราทั้ง ๓ อย่าติเตียนชีเปลือยก่อนเพื่อชีเปลือยนั้นถามความลับด้วยอุบาย ท่านอย่าติเตียนแม้สุบรรณ เพราะเราก็เป็นข้าศึกของท่านโดยตรง.

บทว่า ปณฺฑรก คหิโต ความว่า สหายปัณฑรกนาคราชเอ๋ยท่านลองคิดดูเถิดว่า เราถูกครุฑจับเพราะอะไร แล้วก็ติเตียนตนแต่เพียงผู้เดียวเพราะเมื่อท่านบอกความลับ นับว่าตนเอง ทำความฉิบหายแก่ตนเอง.

ปัณฑรกนาคราช ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ความว่า

ชีเปลือยนั้น เป็นผู้มีอัตภาพอันเรายกย่องว่า เป็นสมณะ เป็นที่รักของเรา ทั้งเป็นผู้อันเรายกย่อง ด้วยใจจริง เราจึงบอกเปิดเผยความลับแก่มัน เราเป็น คนขาดประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้อยู่ ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. ลำดับนั้น พญาครุฑได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า แท้จริง สัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีเลยในแผ่นดิน ธรรมชาติเช่นกับปัญญาไม่ควรติเตียน คนในโลกนี้ ย่อมบรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้ เพราะสัจจธรรม ปัญญา และทมะ. มารดาบิดา เป็นยอดเยี่ยมแห่งเผ่าพันธุ์ คนที่ สามชื่อว่ามีความอนุเคราะห์แก่บุตรนั้น ไม่มีเลย เมื่อ รังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรบอกความลับสำคัญ แม้แก่มารดาบิดานั้น. เมื่อบุคคลรังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรแพร่ง พรายความลับที่สำคัญ แม้แก่บิดามารดา พี่สาว น้อง สาว พี่ชาย น้องชาย หรือแก่สหาย แก่ญาติฝ่ายเดียว กับตน. ถ้าภรรยาสาวพูดไพเราะ ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา รูปและยศ ห้อมล้อมด้วยหมู่ญาติ จะพึงกล่าวอ้อน วอนสามี ให้บอกความลับ เมื่อรังเกียจว่ามนต์จะแตก ไม่ควรแพร่งพรายความลับสำคัญ แม้แก่ภรรยานั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมโร ความว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่จะไม่ตาย ไม่มีเลย. น อักษรในบทว่า ปญฺาวิธา นตฺถิ ทำการเชื่อมบทอธิบายว่า ชนิดของปัญญามีอยู่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนนาคราชแม้สัตว์ผู้จะไม่ตาย ไม่มีในโลกเลย ชนิดแห่งปัญญามีอยู่แท้ ชนิดแห่งปัญญากล่าวคือ ส่วนแห่งปัญญา ของผู้อื่นนั้น ไม่ควรนินทา เพราะเหตุชีวิตของตน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺาวิธา ความว่า ธรรมชาติอื่นที่ ชื่อว่าไม่ควรนินทา เช่นกับปัญญาไม่มี เหตุไรท่านจึงนินทาชนิดแห่งปัญญานั้น. ปาฐะว่า เยสํ ปน ปญฺาวิธํปิ น นินฺทิตพฺพํ ดังนี้ก็มี ความก็ว่าอนึ่ง แม้ชนิดแห่งปัญญาของคนเหล่าใด ไม่ควรนินทาชนิดแห่งปัญญา ของคนเหล่านั้นโดยตรงทีเดียว.

ในบททั้งหลาย มีอาทิว่า สจฺเจน นี้ มีอธิบายว่า คนในโลกนี้ย่อมประมวลมา คือนำมา ซึ่งคุณวิเศษ กล่าวคือสมาบัติ ๘ มรรคผลและนิพพานที่ตนยังไม่ได้ คือได้ด้วยยาก ได้แก่ยังคุณวิเศษนั้นให้สำเร็จ ด้วยวจีสัจจะ ๑สุจริตธรรม ๑ ธิติกล่าวคือปัญญา ๑ อินทริยทมะ การทรมานอินทรีย์ ๑เพราะฉะนั้น ท่านไม่ควรติเตียนชีเปลือย จงติเตียนตัวเองผู้เดียวเถิด เพราะชีเปลือยเป็นคนมีปัญญา เป็นคนฉลาดในอุบาย จึงหลอกถามความลับ คือมนต์อันลึกลับ ท่านได้.

บทว่า ปรมา ความว่า มารดาบิดาทั้งสองนี้ ชื่อว่า เป็นพงศ์พันธุ์อันสูงสุดของเผ่าพันธุ์. บทว่า นาสฺส ตติโย ความว่า คนที่สามอื่นจากมารดาบิดา จะชื่อว่าเอื้อเอ็นดู ย่อมไม่มีสำหรับบุคคลนั้น อธิบายว่า คนฉลาดเมื่อรังเกียจว่า มนต์จะแตก ไม่ควรบอกความลับอันสำคัญ แม้แก่มารดาบิดาทั้งสอง ตัวท่านเองกลับบอกความลับที่ตนมิได้บอกแก่มารดาบิดา แก่ชีเปลือย. บทว่า สหายา วา ได้แก่ มิตรผู้มีใจดี. บทว่า สปกฺขา ได้แก่ญาติข้างฝ่ายมารดาบิดา ลุง อา น้าหญิงเป็นต้น. ด้วยบทว่า เตสํปิ นี้ พญาครุฑ แสดงความว่า คนฉลาดไม่ควรบอกความลับ แก่ญาติและมิตรแม้เหล่านี้ ท่านสิกลับบอกแก่ชีเปลือย ท่านจงโกรธตนของตนเองเถิด. บทว่าภริยา เจ ความว่า ภรรยาสาวเจรจาน่ารัก ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ และยศศักดิ์ เห็นปานนี้ หากพูดว่า ท่านจงบอกความลับของท่านแก่เรา ดังนี้ คนฉลาดก็ไม่ควรบอกแม้แก่ภรรยานั้น.

พญาครุฑ กล่าวคำเป็นคาถาต่อไปอีก ความว่า

บุคคลไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษา ความลับนั้นไว้ เหมือนรักษาขุมทรัพย์ ความลับอัน บุคคลอื่นรู้เข้าทำให้แพร่งพราย ไม่ดีเลย. คนฉลาดไม่ควรขยายความลับแก่สตรี ศัตรู คน มุ่งอามิส และแก่คนผู้หมายล้วงดวงใจ. คนใดให้ผู้ไม่มีความคิดล่วงรู้ความลับ ถึงแม้เขา จะเป็นคนใช้ของตน ก็จำต้องอดกลั้นไว้ เพราะกลัว ความคิดจะแตก. คนมีประมาณเท่าใด รู้ความลับที่ปรึกษากันของ บุรุษ คนประมาณเท่านั้น ย่อมขู่ให้บุรุษนั้นหวาด กลัวได้ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรขยายความลับ. ในกลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี ควรพูดเปิดเผย ความลับในที่สงัด ไม่ควรเปล่งวาจาให้เกินเวลา เพราะคนที่คอยแอบฟัง ก็จะได้ยินข้อความที่ปรึกษา กัน เพราะเหตุนั้น ข้อความที่ปรึกษากัน ก็จะถึง ความแพร่งพรายทันที.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๖๙–๔๘๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๑๖๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๘. ปัณฑรกนาคราชชาดก (๕๑๘)

ว่าด้วยปัณฑรกนาคราช

(ปัณฑรกนาคราชคร่ำครวญว่า)

[๒๕๘]

ภัยที่ตนเองก่อขึ้นย่อมติดตามคนไร้ปัญญา

พูดจาพล่อยๆ ไม่ปกปิดความรู้

ขาดความระมัดระวัง ไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ

เหมือนพญาครุฑไล่จับปัณฑรกนาคราช

[๒๕๙]

นรชนใดพอใจบอกมนต์ที่ลี้ลับ

ที่ตนควรจะปกปิดรักษา เพราะความเขลา

ภัยย่อมติดตามเขาผู้เปิดเผยมนต์โดยพลัน

เหมือนพญาครุฑไล่จับปัณฑรกนาคราช

[๒๖๐]

มิตรเทียมไม่ควรจะรู้เนื้อความสำคัญซึ่งเป็นความลับ

แต่มิตรแท้ผู้ไม่รู้หรือรู้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

ก็ไม่ควรจะรู้ความลับนั้น

[๒๖๑]

เราไว้วางใจอเจลก(ชีเปลือย)ว่า ผู้นี้เป็นสมณะ

ชาวโลกนับถือ อบรมตนดีแล้ว

ได้เปิดเผยบอกความลับแก่เขา

จึงล่วงเลยประโยชน์ ร้องไห้อยู่อย่างลำเค็ญ

[๒๖๒]

พญาครุฑผู้ประเสริฐ สำหรับเขา

ข้าพเจ้าไม่อาจจะระวังวาจาที่เร้นลับอย่างยิ่งนี้ได้

เพราะเหตุนั้น ภัยจากฝ่ายเขาจึงมาถึงข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจึงล่วงเลยประโยชน์ ร้องไห้อยู่อย่างลำเค็ญ

[๒๖๓]

นรชนใดสำคัญผู้นี้ว่า เป็นคนมีใจดี

บอกความลับกับคนที่เกิดในสกุลต่ำทราม

เพราะความรัก ความชัง หรือเพราะความเกรงกลัว

นรชนนั้นเป็นคนโง่ ต้องย่อยยับโดยไม่ต้องสงสัย

[๒๖๔]

นรชนใดมีปกติพูดนอกเรื่อง นับเนื่องเข้าในพวกอสัตบุรุษ

ชอบกล่าวถ้อยคำในที่ประชุมชน

นรชนนั้นปราชญ์กล่าวว่า คนมีพิษร้าย ปากเสีย

ควรระมัดระวังคนเช่นนั้นให้ห่างไกล

[๒๖๕]

ข้าพเจ้าได้ละทิ้งสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งหมดไปแล้ว

คือ ข้าว น้ำ ผ้าแคว้นกาสี จุรณแก่นจันทน์แดง

หญิงที่เจริญใจ พวงดอกไม้ และเครื่องชโลมทา

ข้าแต่พญาครุฑ ข้าพเจ้าขอมอบชีวิตแก่ท่าน

(พญาครุฑกล่าวคาถาตำหนิปัณฑรกนาคราชว่า)

[๒๖๖]

บรรดาเราทั้ง ๓ ในที่นี้ ใครหนอย่อมถูกตำหนิ

นาคราช เราทั้งหลายเป็นสัตว์มีชีวิตในโลกนี้

คือ สมณะ ครุฑ หรือว่าท่านกันแน่ย่อมถูกตำหนิ

ปัณฑรกนาคราช ท่านถูกข้าพเจ้าจับเพราะเหตุไร

(ปัณฑรกนาคราชฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๒๖๗]

อเจลกนั้นเป็นผู้ที่ข้าพเจ้ายกย่องว่า เป็นสมณะ

เป็นที่รักของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายกย่องด้วยใจจริง

ข้าพเจ้าจึงได้เปิดเผยบอกความลับแก่เขา

จึงได้ล่วงเลยประโยชน์ ร้องไห้อยู่อย่างลำเค็ญ

(พญาครุฑกล่าวว่า)

[๒๖๘]

แท้จริง สัตว์ชื่อว่าจะไม่ตายไม่มีในแผ่นดิน

ปัญญามีอยู่หลายอย่าง บุคคลไม่ควรนินทา

นรชนในโลกนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่บรรลุ

ได้ด้วยสัจจะ ๑ ธรรมะ ๑ ปัญญา ๑ ทมะ ๑

[๒๖๙]

มารดาบิดานับว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมแห่งเผ่าพันธุ์

บุคคลที่ ๓ ผู้ช่วยเหลือเขาไม่มี

เมื่อระแวงสงสัยว่า ความลับที่ปรึกษาไว้จะแตก

ก็ไม่พึงบอกความลับที่สำคัญ แม้แก่มารดาบิดาเหล่านั้น

[๒๗๐]

เมื่อสงสัยว่า มนต์จะแตกทำลาย

บัณฑิตไม่พึงบอกความลับที่สำคัญแม้แก่มารดาบิดา

พี่สาวน้องสาว พี่ชายน้องชาย

เพื่อนสหาย หรือญาติพวกพ้องของตน

[๒๗๑]

ถึงภรรยาจะยังสาวพูดจาไพเราะ ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา

มีรูปร่างสวยงาม มีเกียรติยศชื่อเสียง มีหมู่ญาติแวดล้อม

พูดอ้อนสามี เมื่อสงสัยว่า ความลับที่ปรึกษาไว้จะแตก

บัณฑิตไม่พึงบอกความลับที่สำคัญแม้แก่นาง

[๒๗๒]

บัณฑิตไม่พึงเปิดเผยความลับ

พึงรักษาความลับนั้นไว้เหมือนรักษาขุมทรัพย์

เพราะว่าความลับบุคคลรู้อยู่ไม่เปิดเผยได้เป็นการดี

[๒๗๓]

บัณฑิตไม่ควรบอกความลับแก่สตรี ๑ ศัตรู ๑

คนที่ใช้อามิสล่อ ๑ คนผู้ล้วงความลับ ๑

[๒๗๔]

คนผู้รู้ความลับที่ผู้อื่นไม่รู้

เพราะกลัวความลับที่ปรึกษาหารือกันไว้จะแตก

ย่อมอดกลั้นไว้ดุจบุคคลผู้เป็นทาสเขา

[๒๗๕]

คนมีประมาณเท่าใดล่วงรู้ความลับที่เขาปรึกษากัน

คนมีประมาณเท่านั้นเป็นบุคคลที่น่าหวาดกลัวของเขา

เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรเปิดเผยความลับ

[๒๗๖]

เวลากลางวันควรพูดความลับในที่สงัด

เวลากลางคืนไม่ควรพูดดังเกินไป

เพราะเหตุว่าคนแอบฟังได้ยินความลับที่ปรึกษากันเข้า

ความลับนั้นจะถึงการแพร่งพรายโดยเร็วพลัน

[๒๗๗]

นครใหญ่ที่สร้างด้วยเหล็ก ไม่มีประตู

มีโรงเรือนล้วนสร้างด้วยเหล็ก

มีคูขุดไว้ล้อมรอบ ย่อมปรากฏแม้ฉันใด

แม้ผู้มีความคิดอันลี้ลับในโลกนี้ก็ปรากฏแก่เราฉันนั้น

[๒๗๘]

นาคราชผู้มีลิ้นสองแฉก นรชนเหล่าใดปกปิดความคิดไว้

ไม่พูดพล่อย มั่นคงอยู่ในประโยชน์ของตน

ศัตรูทั้งหลายย่อมหลีกห่างไกลจากนรชนเหล่านั้น

เหมือนคนรักชีวิตหลีกห่างไกลจากหมู่สัตว์อสรพิษฉะนั้น

(เมื่อพญาครุฑกล่าวอย่างนั้นแล้ว ปัณฑรกนาคราชจึงกล่าวว่า)

[๒๗๙]

อเจลกละทิ้งบ้านเรือนแล้วบวช มีศีรษะโล้น

ประพฤติเป็นคนเปลือยเพราะเหตุแห่งการหากิน

เพราะข้าพเจ้าเปิดเผยความลับกับเขาแล

จึงได้เสื่อมจากอรรถและธรรม

[๒๘๐]

พญาครุฑ บุคคลกระทำอย่างไร

มีศีลอย่างไร บำเพ็ญวัตรอะไร

ประพฤติละความยึดมั่นว่าเป็นของเราอย่างไร

จึงจะเป็นสมณะได้

อนึ่ง สมณะกระทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงแดนสวรรค์ได้

(พญาครุฑกล่าวว่า)

[๒๘๑]

บุคคลประกอบด้วยหิริ ด้วยความอดกลั้น

ด้วยการฝึกตน ไม่โกรธ ละคำส่อเสียด

ประพฤติละความยึดมั่นว่าเป็นของเราเสีย

จึงจะเป็นสมณะได้

สมณะกระทำอย่างนี้จึงจะเข้าถึงแดนสวรรค์ได้

(ปัณฑรกนาคราชเมื่อจะขอชีวิต จึงกล่าวว่า)

[๒๘๒]

มารดากอดสัมผัสบุตรอ่อนซึ่งเกิดแต่ตน

แผ่ซ่านเรือนร่างทุกส่วนสัดปกป้องฉันใด

ท่านผู้เป็นจอมแห่งนก ท่านจงปรากฏแก่ข้าพเจ้าแม้ฉันนั้น

เหมือนมารดาเอ็นดูบุตร

(พญาครุฑเมื่อจะให้ชีวิตแก่ปัณฑรกนาคราช จึงกล่าวว่า)

[๒๘๓]

เอาเถิด ท่านผู้มีลิ้นสองแฉก

วันนี้ท่านจงพ้นจากการถูกฆ่า

ธรรมดาลูกมี ๓ ประเภท คือ

(๑) ลูกศิษย์ (๒) ลูกบุญธรรม (๓) ลูกในไส้

อย่างอื่นหามีไม่ ท่านจงยินดีเถิด

ท่านได้เป็นบุตรประเภทหนึ่งของข้าพเจ้าแล้ว

(พระศาสดาตรัสพระคาถาแล้วทรงประกาศความนั้นว่า)

[๒๘๔]

พญาครุฑกล่าวอย่างนี้แล้ว

ก็โผลงจับภาคพื้นปล่อยพญานาค

กล่าวว่า วันนี้ท่านรอดพ้นภัยทั้งปวงแล้ว

จงเป็นผู้มีข้าพเจ้าคุ้มครองทั้งทางบกทางน้ำเถิด

[๒๘๕]

หมอผู้ฉลาดเป็นที่พึ่งของคนไข้ได้ฉันใด

ห้วงน้ำเย็นเป็นที่พึ่งของคนผู้กระหายได้ฉันใด

ที่พักเป็นที่พึ่งของคนผู้ถูกความเย็นเพราะหิมะรบกวนฉันใด

แม้ข้าพเจ้าก็จะเป็นที่พึ่งของท่านฉันนั้น

(พญาครุฑเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๒๘๖]

นี่พญานาคผู้เกิดในครรภ์

ท่านเชื่อมสัมพันธ์กับพญาครุฑ ผู้เกิดในฟองไข่ที่เป็นศัตรู

ยังนอนแยกเขี้ยวอยู่ ภัยนั้นมีมาแต่ไหนหนอ

(พญานาคกล่าวว่า)

[๒๘๗]

ในศัตรูบุคคลพึงระแวงไว้ก่อน แม้ในมิตรก็ไม่พึงวางใจ

ภัยที่เกิดขึ้นจากคนไม่มีภัยย่อมกัดกร่อนจนถึงโคนราก

[๒๘๘]

บุคคลจะพึงวางใจในคนผู้เคยทำการทะเลาะกันมาแล้วได้

อย่างไรเล่า บุคคลผู้ดำรงอยู่ด้วยการเตรียมตัวอยู่เป็นนิตย์

ย่อมไม่ยินดีกับศัตรู

[๒๘๙]

พึงทำให้ผู้อื่นวางใจตน แต่ตนเองไม่พึงวางใจเขา

ไม่พึงให้ผู้อื่นระแวงตน แต่ตนพึงระแวงผู้อื่น

วิญญูชนพึงพยายามโดยที่ผู้อื่นจะไม่รู้ความเป็นไปของตน

(พระศาสดาทรงประกาศความนั้นว่า)

[๒๙๐]

สัตว์ผู้ประเสริฐทั้ง ๒ นั้นมีเพศพรรณดุจเทพยดาสุขุมาลชาติ

มีทรวดทรงสัณฐานและวัยงามเสมอกัน

บริสุทธิ์ มีกองกุศลผลบุญ คลอเคลียกันไป

เหมือนพาหนะเทียมด้วยม้า ได้เข้าไปหากรัมปิยอเจลก

[๒๙๑]

ลำดับนั้นแล ปัณฑรกนาคราชได้เข้าไปหาอเจลก

ตามลำพังตนเองแล้วได้กล่าวอย่างนี้ว่า วันนี้ ข้าพเจ้ารอดตาย

ผ่านพ้นภัยทั้งปวงมาได้ คงไม่เป็นที่พอใจของท่านแน่นอน

(อเจลกกล่าวว่า)

[๒๙๒]

ก็พญาครุฑเป็นที่รักของเราอย่างแท้จริง

ยิ่งกว่าปัณฑรกนาคราชโดยไม่ต้องสงสัย เรานั้นมีความรักใคร่

ทั้งๆ ที่รู้อยู่ ก็ได้กระทำกรรมชั่วช้านั้นลงไป

หาทำไปเพราะความโง่เขลาไม่

(นาคราชกล่าวว่า)

[๒๙๓]

ธรรมดาบรรพชิตผู้พิจารณาเห็นโลกนี้และโลกหน้า

ย่อมจะไม่มีความคิดว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา

หรือสิ่งนี้ไม่เป็นที่รักของเรา ก็ท่านเป็นผู้ไม่สำรวม

แต่ประพฤติลวงชาวโลกนี้ด้วยเพศแห่งผู้มีความสำรวมด้วยดี

[๒๙๔]

ท่านมิใช่พระอริยะ แต่ทำเหมือนพระอริยะ

มิใช่คนสำรวม แต่ทำเหมือนคนสำรวม

มีชาติต่ำทราม หาใช่ผู้ประเสริฐไม่

ได้ประพฤติชั่วช้าลามกเป็นอันมาก

(ครั้นตำหนิแล้วเมื่อจะสาป จึงกล่าวว่า)

[๒๙๕]

เจ้าคนผู้มีนิสัยประทุษร้าย เจ้าเป็นคนประทุษร้ายมิตร

ผู้ไม่ประทุษร้าย ทั้งเป็นคนพูดจาส่อเสียด

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอศีรษะของเจ้าจงแตก ๗ เสี่ยง

(พระศาสดาทรงประกาศความที่พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสว่า)

[๒๙๖]

เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ควรประทุษร้ายมิตร

เพราะว่าคนอื่นที่จะเลวกว่าคนผู้ประทุษร้ายมิตรไม่มี

อเจลกถูกสัตว์มีพิษสาปกำจัดลงแล้วในแผ่นดิน

ทั้งๆ ที่ปฏิญญาว่า เรามีความสำรวม

ก็ถูกทำลายแล้วด้วยคำของจอมนาคินทร์

ปัณฑรกนาคราชชาดกที่ ๘ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๗. ทกรักขสชาดกชาดกถัดไป๕๑๙. สัมพุลาชาดก