ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปัณฑรกชาดก
ชาดกที่ ๕๑๘ · ติงสตินิบาตชาดก

ปัณฑรกชาดก

ว่าด้วยไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่น

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๘๗ · บรรทัด ๙๗๘๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปัณฑรกชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

คาถาทั้ง ๕ คาถา จักมีแจ้งในบัณฑิตปัญหา ๕ ข้อในอุมมังคชาดก.

พญาครุฑได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ถัดนั้นไป ความว่า

ผู้มีความคิดอันลี้ลับในโลกนี้ ย่อมปรากฏแก่เรา เปรียบเหมือนนครอันล้วนแล้ว ด้วยเหล็กใหญ่โต ไม่มีประตู เจริญด้วยเรือนโรง ล้วนแต่เหล็กประกอบ ด้วยคูอันขุดไว้โดยรอบ ฉะนั้น. ดูก่อนปัณฑรกนาคราช ผู้มีลิ้นชั่ว คนจำพวกใด มีความคิดลี้ลับ ต้องไม่พูดแพร่งพราย มั่นคงใน ประโยชน์ของตน อมิตรทั้งหลายย่อมเว้นไกลจากคน จำพวกนั้น ดุจคนผู้รักชีวิต เว้นไกลจากหมู่อสรพิษ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณฺฑสาลํ ความว่า ถึงพร้อมด้วยเรือนโรง มีร้านตลาดเป็นต้น. บทว่า สมนฺตขาตาปริขาอุเปตํ ความว่าประกอบด้วยคูอันขุดรายไว้โดยรอบ. บทว่า เอวมฺปิ เม ความว่า บุรุษเหล่านั้น คือทุกจำพวกทีเดียว ผู้มีความลับในที่นี้ ย่อมปรากฏแก่เราแม้ฉันนั้น. ท่านอธิบายความไว้ว่า เครื่องอุปโภคของประชาชน ย่อมอยู่ภายในนครเหล็ก อันไม่มีประตูเข้าออกเท่านั้น คนที่อยู่ภายใน ก็ไม่ออกไปข้างนอก คนที่อยู่ข้างนอก ก็ไม่เข้าไปข้างใน ขาดการสัญจรไปมาติดต่อกันฉันใด บุรุษทั้งหลายผู้มีความคิดลี้ลับ ต้องเป็นฉันนั้น คือให้ความลับของตนจางหายไปภายในใจของตนผู้เดียว ไม่ต้องบอกแก่คนอื่น.

บทว่า ทฬฺหา สทตฺเถสุ ความว่า เป็นผู้มั่งคั่งในประโยชน์ของตน. พญาครุฑเรียก ปัณฑรกนาคราชว่า ทุชิวฺหา ผู้มีลิ้นชั่ว. บทว่า พฺยวชนฺติ แปลว่า ย่อมหลีกห่างไกล. บทว่า วา ในบาทคาถาว่า อาสีวิสาวาริว สตฺตสงฺฆา นี้ เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า ดุจชุมชนผู้มุ่งจะมีชีวิตอยู่ เว้นไกลจากหมู่สัตว์ร้าย เหล่าอสรพิษฉะนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่าศัตรูย่อมหลีกห่างไกลจากคน ผู้มีความคิดลี้ลับเหล่านั้น ดุจเหล่ามนุษย์ ผู้มุ่งจะมีชีวิตอยู่ ย่อมเว้นไกลจากหมู่สัตว์ร้าย เหล่าอสรพิษฉะนั้น คือไม่ได้โอกาสที่จะเข้าใกล้.

เมื่อพญาครุฑกล่าวธรรมอย่างนี้แล้ว ปัณฑรกนาคราชจึงกล่าวคาถาความว่า

อเจลกชีเปลือย ละเรือนออกบวช มีศีรษะโล้น เที่ยวไปเพราะเหตุแห่งอาหาร เราได้ขยายความลับ แก่มันซิหนอ เราจึงเป็นผู้ปราศจากประโยชน์และ ธรรม. ดูก่อนพญาครุฑ บุคคลผู้ละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็น ของเราแล้ว มาประพฤติเป็นนักบวช มีการทำอย่างไร มีศีลอย่างไร ประพฤติพรตอย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็น สมณะ สมณะนั้นมีการทำอย่างไร จึงจะเข้าถึงแดน สวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาสเหตุ ความว่า ชีเปลือยนั้นไม่มีสิริ เที่ยวแสวงหาของเคี้ยว ของฉัน เพื่อให้เต็มท้อง. บทว่า อปคตฺมหา ความว่า เราปราศจาก คือเป็นผู้เสื่อมจากอรรถและธรรมแล้ว. ครั้นพญานาคราชรู้อุบายวิธีเป็นสมณะของชีเปลือยแล้ว เมื่อจะถามข้อปฏิบัติของสมณะจึงกล่าวคำนี้ว่า กถํกโร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสีโล ความว่าประกอบด้วยศีลอย่างไร ?

บทว่า เกน วเตน ความว่า สมณะชื่อว่ามีพรต เพราะสมาทานพรตอย่างไร. บทว่า สมโณ จรํ ความว่า ผู้ที่ประพฤติบรรพชาอยู่ ต้องละตัณหาที่ยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นสมณะผู้ลอยบาปแล้ว. บทว่า สคฺคํ ความว่า สมณะนั้นต้องทำอย่างไร จึงจะเข้าถึงเทพนครอันเลิศด้วยดี.

พญาครุฑกล่าวตอบเป็นคาถา ความว่า

บุคคลผู้ละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว มา ประพฤติเป็นนักบวช ต้องประกอบด้วยความละอาย ความอดกลั้น ความฝึกตน ความอดทน ไม่โกรธง่าย วาจาส่อเสียด จึงจะชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะนั้น มีการกระทำอย่างนี้ จึงจะเข้าถึงแดนสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิริยา ความว่า แน่ะสหายนาคราชบุคคลผู้ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ อันเป็นสมุฐานทั้งภายในภายนอก ด้วยอธิวาสนขันดี กล่าวคือความอดกลั้น และประกอบด้วยการฝึกฝนทรมานอินทรีย์ มีปกติไม่โกรธ ละวาจาส่อเสียด และละตัณหากามารมณ์ได้แล้วประพฤติบรรพชาอยู่ ย่อมชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะผู้กระทำอย่างนี้แหละ เมื่อกระทำกุศล มีหิริเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมเข้าถึงสุคติสถานได้.

ปัณฑรกนาคราช ได้ฟังธรรมกถาของพญาครุฑนี้แล้ว เมื่อจะอ้อนวอนขอชีวิต จึงกล่าวคาถา ความว่า

ข้าแต่พญาครุฑ ขอท่านจงปรากฏแก่ข้าพเจ้า เหมือนมารดาที่กกกอดลูกอ่อนที่เกิดแต่ตน แผ่ร่างกาย ทุกส่วนสัดปกป้อง หรือดุจมารดาผู้เอ็นดูบุตรฉะนั้น เถิด.

คาถานั้น มีอธิบายดังนี้ มารดาเห็นบุตรอ่อนที่เกิดแต่ตัว เกิดแล้วในสรีระของตน แล้วให้นอนในอ้อมอกให้ดื่มน้ำนม แผ่เรือนร่างทุกส่วนเพื่อปกป้องบุตรไว้ คือมารดาไม่ไปจากบุตร บุตรก็ไม่ไปจากมารดาฉันใด ท่านจงปรากฏแก่เรา เหมือนฉันนั้นเถิด. บทว่า ทิชินฺท ความว่า ข้าแต่ราชาแห่งทิชชาติ แม้ท่านก็จงโปรดเห็นแก่เรา โปรดให้ชีวิตแก่เรา ดุจมารดาเอื้อเอ็นดูบุตร ด้วยดวงหทัยอันอ่อนโยนฉะนั้นเถิด.

ลำดับนั้น พญาครุฑเมื่อจะให้ชีวิตแก่พญานาค จึงกล่าวคาถานอกนี้ความว่า

ดูก่อนพญานาคราชผู้มีลิ้นชั่ว เอาเถอะ ท่าน จงพ้นจากการถูกฆ่าในวันนี้ ก็บุตรมี ๓ จำพวก คือ ศิษย์ ๑ บุตรบุญธรรม ๑ บุตรตัว ๑ บุตรอื่นหามีไม่ ท่านยินดีจะเป็นบุตรจำพวกไหนของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุจฺจ แปลว่า จงพ้น. อีกอย่างหนึ่งปาฐะพระบาลีก็เป็นอย่างนี้แหละ. บทว่า ทุชิวฺหา ความว่า พญาครุฑเรียกพญานาคราชนั้นว่า ทุชิวฺหา ผู้มีลิ้นชั่ว. อธิบายว่า ขึ้นชื่อบุตรที่ ๔ อื่นไม่มี. บทว่า อนฺเตวาสี ทินฺนโก อตฺรโช จ ได้แก่ บุตรผู้เล่าเรียนศิลปะหรือฟังปัญหาอยู่ในสำนัก.

บทว่า ทินฺนโก ได้แก่ บุตรที่คนอื่นยกให้ว่า เด็กนี้จงเป็นลูกของท่าน. บทว่า รชสฺสุ แปลว่า จงยินดี ด้วยบทว่า อญฺตโร นี้พญาครุฑแสดงความว่า ในบุตร ๓ จำพวกนั้น ท่านจงเถิดเป็นอันเตวาสีบุตรอย่างหนึ่งของเรา. ก็แหละครั้นพญาครุฑกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ลงจากอากาศวางพญานาคราชลงที่แผ่นดิน. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๒ คาถา ความว่า

พญาครุฑจอมทิชชาติ กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็โผ ลงจับที่แผ่นดิน แล้วปล่อยพญานาคไปด้วยกล่าวว่า วันนี้ ท่านรอดพ้นล่วงสรรพภัยแล้ว จงเป็นผู้อันเรา คุ้มครองแล้ว ทั้งทางบกทั้งน้ำ. หมอผู้ฉลาดเป็นที่พึ่งของคนไข้ได้ฉันใด ห้วงน้ำ อันเย็น เป็นที่พึ่งของคนหิวระหายได้ฉันใด สถาน ที่พักเป็นที่พึ่งของคนเดินทางได้ฉันใด เราก็จะเป็น ที่พึ่งของท่าน ฉันนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺเจวํ วากฺยํ ความว่า พญาครุฑครั้นกล่าวคำอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ปลดปล่อยนาคราชนั้น. บทว่า ภุมฺยํ ความว่า พญาครุฑนั้น ก็ประดิษฐานบนพื้นภูมิภาค แม้ด้วยตนเองปลอบโยนพญานาคราชผู้มีลิ้นชั่ว พลางกล่าวว่า วันนี้ท่านรอดพ้นแล้ว นับแต่วันนี้ไป ท่านล่วงพ้นภัยทั้งปวง จงเป็นผู้ที่เราคุ้มครองรักษา ทั้งทางบกทางน้ำเถิด. บทว่า อาตงฺกินํ แปลว่า ของคนไข้. บทว่า เอวมฺปิ เตความว่า เราจะเป็นที่พึ่งของท่าน (ดุจหมอผู้ฉลาด เป็นที่พึ่งของคนไข้เป็นต้น) ฉะนั้น.

พญาครุฑปล่อยนาคราชไปว่า ท่านจงไปเถิด. นาคราชนั้นก็เข้าไปสู่นาคพิภพ. ฝ่ายพญาครุฑกลับไปสู่บรรณพิภพ แล้วคิดว่า ปัณฑรกนาคราชเราได้ทำการสบถ ให้เชื่อปล่อยไปแล้ว จะมีดวงใจต่อเราเช่นไรหนอ เราจักทดลองดู แล้วไปยังนาคพิภพ ได้ทำลมแห่งครุฑ. พญานาคราชเห็นเช่นนั้นสำคัญว่า พญาครุฑจักมาจับเรา จึงเนรมิตอัตภาพยาวประมาณพันวา กลืนก้อนหินและทรายเข้าไว้ในตัวหนัก นอนแผ่พังพานไว้ยอดขนดจดหางลงเบื้องต่ำ ทำอาการประหนึ่งว่า มุ่งจะขบพญาครุฑ. พญาครุฑเห็นอาการเช่นนั้น จึงกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า

แน่ะท่านผู้ชลามพุชชาติ ท่านแยกเขี้ยวจะขบ มองดูดังจะทำกับศัตรูผู้อัณฑชชาติ ภัยของท่านมีมา จากไหนกัน. พญานาคราชได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า บุคคลพึงรังเกียจในศัตรูทีเดียว แม้ในมิตรก็ไม่ ควรไว้วางใจ ภัยเกิดขึ้นได้จากที่ที่ไม่มีภัย มิตรย่อม ตัดโค่นรากได้แท้จริง. จะพึงไว้วางใจในบุคคล ที่ทำการทะเลาะกันมา แล้วอย่างไรได้เล่า ผู้ใดดำรงอยู่ได้ด้วยการเตรียมตัว เป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่ยินดีกับศัตรูของตน. บุคคลพึงทำให้เป็นที่ไว้วางใจของคนอื่น แต่ไม่ ควรจะวางใจคนอื่นจนเกินไป ตนเองอย่าให้คนอื่น รังเกียจได้ แต่ควรรังเกียจเขา วิญญูชนพึงพากเพียร ไปด้วยอาการที่ฝ่ายปรปักษ์จะรู้ไม่ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภยา ความว่า ภัยบังเกิดขึ้นจากมิตรอันน่าจะเป็นที่ตั้งแห่งความปลอดภัย ย่อมตัดก่นโค่นราก กล่าวคือชีวิตได้แท้จริง. บทว่า ตฺยมฺหิ เท่ากับ ตสฺมึ ได้แก่ ในบุคคลนั้น. บทว่า เยนาสิได้แก่ บุคคลที่เคยกระทำการทะเลาะกันมาแล้ว. บทว่า นิจฺจยตฺเตน แปลว่าด้วยการเตรียมตัวเป็นนิตย์. บทว่า โส ทิสพฺภิ น รชฺชติ ความว่า ผู้ใดตั้งมั่น ด้วยการระมัดระวังเป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่ยินดี ด้วยอำนาจความคุ้นเคยกับศัตรูของตน แต่นัน กิจที่ควรทำตามประสงค์ของศัตรูเหล่านั้น ก็มีไม่ได้. บทว่า วิสฺสาสเย ความว่า บุคคลควรให้ผูอื่นวางใจได้ในตน แต่ตนเองไม่ควรวางใจเขา ตนอันผู้อื่นเขาไม่ระแวงแล้ว ตนต้องระแวงเขา. บทว่า ภาวํ ปโร ความว่า บัณฑิตจะพยายามด้วยวิธีใด ๆ ก็หาทราบภาวะ (ความประสงค์) ของฝ่ายปรปักษ์ได้ด้วยวิธีนั้น ๆ ไม่ เพราะฉะนั้น บัณฑิตควรทำความพยายามเรื่อยไป. ที่กล่าวมานี้เป็นอธิบายของพญานาคราช. ครั้นสองสัตว์ (คือพญาครุฑ และพญานาคราช) เจรจากันอย่างนี้แล้ว ก็สมัครสโมสรรื่นเริง บันเทิงกัน พากันไปยังอาศรมชีเปลือย.

พระบรมศาสดาเมื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

สัตว์ทั้งสอง มีเพศพรรณดังเทวดา สุขุมาลชาติ เช่นเดียวกัน อาจผจญได้ดี มีบุญบารมีได้ทำไว้ เคล้าคลึงกันไปราวกะว่า ม้าเทียมรถ พากันเข้าไปหา กรัมปิยอเจลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมา ความว่า สัตว์ทั้งสองมีทรวดทรงสัณฐาณ ทัดเทียมกัน. บทว่า สุชยา ความว่า มีวัยเป็นสุข คือบริสุทธิ์. ปาฐะพระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้เหมือนกัน. บทว่า ปุญฺกฺขนฺธา ความว่า ราวกะว่ากองบุญ เพราะมีกุศลอันกระทำไว้แล้ว. บทว่า มิสฺสีภูตา ความว่า สัตว์ทั้งสองจับมือกันและกัน เข้าถึงความเคล้าคลึงกันด้วยกาย. บทว่า อสฺสวาหาว นาคา ความว่า เป็นบุรุษผู้ประเสริฐ คล้ายกับอัสดรสองตัวเทียมที่แอกนำรถไป เข้าไปยังอาศรมของชีเปลือยนั้น.

ครั้นไปถึงแล้ว พญาครุฑคิดว่า พญานาคนี้คงจักไม่ให้ชีวิตแก่ชีเปลือย เราก็จักไม่ไหว้มันผู้ทุศีล. พญาครุฑจึงยืนอยู่ข้างนอก ปล่อยให้พญานาคเข้าไปยังสำนักชีเปลือยแต่ผู้เดียว.

พระบรมศาสดาทรงหมายเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า

ลำดับนั้น ปัณฑรกนาคราชเข้าไปหาชีเปลือย แต่ลำพังตนเท่านั้น แล้วได้กล่าวว่า วันนี้เรารอดพ้น ความตาย ล่วงภัยทั้งปวงแล้ว คงไม่เป็นที่รักที่พอใจ ท่านเสียเลยเป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิยมฺหา ความว่า ปัณฑรกนาคราชกล่าวบริภาษว่า เฮ้ย ! ชีเปลือยทุศีล ชอบพูดเท็จ เราคงไม่เป็นที่รักใคร่พึงใจของท่านเลยนะ.

ลำดับนั้น ชีเปลือยจึงกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า

พญาครุฑเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าปัณฑรกนาคราช อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องสงสัย เรามีความรักใคร่ใน พญาครุฑ ทั้งที่รู้ก็ได้กระทำกรรมอันลามก ไม่ใช่ทำ เพราะความลุ่มหลงเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑรเกน ความว่า พญาครุฑนั้นเป็นผู้ที่เรารักกว่าท่านปัณฑรกนาคราช ข้อนี้เป็นความจริง. บทว่า โสความว่า เรานั้นเป็นผู้ลำเอียงเพราะรักพญาครุฑนั้น จึงได้กระทำบาปกรรมนั้นทั้งที่รู้ ใช่จะทำเพราะโมหาคติก็หามิได้.

พญานาคราชได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า

ความถือว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา หรือสิ่งนี้ ไม่เป็นที่รักของเรา ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่บรรพชิต ผู้ พิจารณาเห็นโลกนี้และโลกหน้า ก็ท่านเป็นคนไม่ สำรวม แต่ประพฤติลวงโลก ด้วยเพศของผู้สำรวมดี. ท่านไม่เป็นอริยะ แต่ปลอมตัวเป็นอริยะ ไม่ใช่ คนสำรวม แต่ทำคล้ายคนสำรวม ท่านเป็นคนชาติ เลวทราม ไม่ใช่คนประเสริฐ ได้ประพฤติบาปทุจริต เป็นอันมาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เม ความว่า แน่ะท่านชีเปลือยทุศีลนักพูดเท็จผู้เจริญ ความจริงสำหรับบรรพชิต ผู้เล็งเห็นโลกนี้และโลกหน้าย่อมไม่ถือว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา สิ่งนี้ไม่เป็นที่รักของเราเลย แต่ท่านเป็นคนไม่สำรวม ประพฤติลวงโลกนี้ ด้วยเพศบรรพชิตของผู้มีศีลสำรวมดี. บทว่าอริยาวกาโสสิ ความว่า มิใช่อริยะ ก็ปลอมตัวเป็นอริยะ. บทว่า อสญฺโต ความว่า มิใช่เป็นผู้สำรวมด้วยกายเป็นต้น. บทว่า กณฺหาภิชาติโก ความว่าเป็นคนมีสภาพเลวทราม. บทว่า อนริยรูโป ความว่า ขาดหิริความละอายต่อบาป. บทว่า อจริ ได้แก่ ได้กระทำ (บาปทุจริตมากมาย).

ครั้นปัณฑรกนาคราช ติเตียนชีเปลือยอย่างนี้แล้ว เมื่อจะสาปแช่งจึงกล่าวคาถานี้ ความว่า

แน่ะเจ้าคนเลวทราม เจ้าประทุษร้ายต่อผู้ไม่ ประทุษร้าย ทั้งเป็นคนส่อเสียด ด้วยคำสัตย์นี้ ขอศีรษะ ของเจ้าจงแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง.

คาถานั้น มีอธิบายว่า เฮ้ย ! เจ้าคนเลวทราม ด้วยอันกล่าวคำสัตย์นี้ว่า เจ้าเป็นคนมักประทุษร้ายต่อมิตร ผู้ไม่ประทุษร้าย ทั้งเป็นคนส่อเสียดด้วย ขอศีรษะของเจ้า จงแตกออกเป็นเจ็ดภาค. เมื่อพญานาคราชสาปแช่งอยู่อย่างนี้ ศีรษะของชีเปลือย ก็แตกออกเป็นเจ็ดภาค. พื้นแผ่นดินตรงที่ชีเปลือยนั่งอยู่นั่นเอง ก็ได้แยกออกเป็นช่อง. ชีเปลือยนั้นเข้าสู่แผ่นดิน บังเกิดในอเวจีมหานรก. พญานาคราชและพญาครุฑทั้งสอง ก็ได้ไปยังพิภพของตน ๆ ตามเดิม.

พระบรมศาสดาเมื่อจะประกาศความที่ชีเปลือยนั้นถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสพระคาถาสุดท้าย ความว่า

เพราะเหตุนั้นแล บุคคลไม่พึงประทุษร้ายต่อ มิตร เพราะผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวทรามที่สุด จะหาคนอื่นที่เลวกว่าเป็นไม่มี ชีเปลือยถูกอสรพิษ กำจัดแล้วในแผ่นดิน ทั้งที่ได้ปฏิญญาว่า เรามีสังวร ก็ได้ถูกทำลายลง ด้วยคำของพญานาคราช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ผลแห่งกรรม คือการประทุษร้ายมิตร เป็นของเผ็ดร้อน. บทว่า อาสิตฺตสตฺโต ความว่า ชีเปลือยถูกอสรพิษกำจัดแล้ว. บทว่า อินฺทสฺส ความว่า ด้วยคำของพญานาคราช. บทว่า สํวโร ความว่า อาชีวกผู้ปรากฏด้วยปฏิญญาว่าเราเป็นผู้ตั้งอยู่ในสังวร ก็ได้ถูกทำลายลง.

พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กระทำมุสาวาทจนถูกแผ่นดินสูบ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ชีเปลือยได้มาเป็นพระเทวทัต นาคราชได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนสุบรรณราชได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

จบอรรถกถาปัณฑรกชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๖๙–๔๘๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๑๘๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปณฺฑรกชาตกํ

วิกิณฺณวาจนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มุสาวาทํ กตฺวา เทวทตฺตสฺส ปฐวิปฺปเวสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทา หิ สตฺถา ภิกฺขูหิ ตสฺส อวณฺเณ กถิเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา ปฐวึ ปวิฏฺโฐเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ปญฺจสตวาณิชา นาวาย สมุทฺทํ ปกฺขนฺทิตฺวา สตฺตเม ทิวเส อตีรทสฺสินิยา นาวาย สมุทฺทปิฏฺเฐ ภินฺนาย ฐเปตฺวา เอกํ อวเสสา มจฺฉกจฺฉปภกฺขา อเหสุํ ฯ เอโก ปน วาตเวเคน กทมฺพิยปฏฺฏนํ นาม ปาปุณิ ฯ โส สมุทฺทโต อุตฺตริตฺวา นคฺคโภคฺโค ตสฺมึ ปฏฺฏเน ภิกฺขาย จริ ฯ ตเมนํ มนุสฺสา อยํ สมโณ อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐติ สมฺภาเวตฺวา สกฺการํ กรึสุ ฯ โส ลทฺโธ เม ชีวิตุปาโยติ เตสุ นิวาสนปารุปนํ ททนฺเตสุปิ น อิจฺฉิ ฯ เต นตฺถิ อิโต อุตฺตรึ อปฺปิจฺโฉ สมโณติ ภิยฺโย ภิยฺโย ปสีทิตฺวา ตสฺส อสฺสมปทํ กตฺวา ตตฺถ นํ นิวาเสสุํ ฯ โส กทมฺพิยอเจโลติ ปญฺญายิ ฯ ตสฺส ตตฺถ วสนฺตสฺส มหาลาภสกฺกาโร อุทปาทิ ฯ

เอโก นาคราชา จสฺส สุปณฺณราชา จ อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ เตสุ นาคราชา นาเมน ปณฺฑรโก นาม ฯ อเถกทิวสํ สุปณฺณราชา ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน เอวมาห ภนฺเต อมฺหากํ ญาตกา นาเค คณฺหนฺตา พหู วินสฺสนฺติ เอเตสํ นาคานํ คณฺหณนิยามํ มยํ น ชานาม คุยฺหการณํ กิร เนสํ อตฺถิ สกฺกุเณยฺยาถ นุโข ตุมฺเห เอเต ปิยายมานา วิย ตํ การณํ ปุจฺฉิตุนฺติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สุปณฺณราเช วนฺทิตฺวา ปกฺกนฺเต นาคราชสฺส อาคตกาเล วนฺทิตฺวา นิสินฺนํ นาคราชานํ ปุจฺฉิ นาคราช สุปณฺณา กิร ตุมฺเห คณฺหนฺตา พหู วินสฺสนฺติ ตุมฺเห คณฺหนฺตา กถํ คณฺหิตุํ น สกฺโกนฺตีติ ฯ ภนฺเต อิทํ อมฺหากํ คุยฺหํ รหสฺสํ มยา อิมํ กเถนฺเตน ญาติสงฺฆสฺส มรณํ อาหฏํ โหตีติ ฯ กึ ปน ตฺวํ อาวุโส อยํ อญฺญสฺส กเถสฺสตีติ เอวํ สญฺญี โหสิ นาหํ อญฺญํ กเถสฺสามิ อตฺตนา ปน ชานิตุกามตาย ปุจฺฉามิ ตฺวํ มยฺหํ สทฺทหิตฺวา นิพฺภโย หุตฺวา กเถหีติ ฯ นาคราชา น กเถมิ ภนฺเตติ วนฺทิตฺวา ปกฺกามิ ฯ ปุนทิวเสปิ ปุจฺฉิ ฯ ตถาปิสฺส น กเถสิ ฯ อถ นํ ตติยทิวเส อาคนฺตฺวา นิสินฺนํ นาคราชานํ อชฺช ตติโย ทิวโส มม ปุจฺฉนฺตสฺส กิมตฺถํ น กเถสีติ ฯ ตุมฺเห อญฺญสฺส อาจิกฺขิสฺสถาติ ภเยน ภนฺเตติ ฯ กสฺสจิ น กเถสฺสามิ นิพฺภโย กเถหีติ ฯ เตนหิ ภนฺเต อญฺญสฺส มา กถยิตฺถาติ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ภนฺเต มยํ มหนฺเต ปาสาเณ คิลิตฺวา ภาริยา หุตฺวา นิปชฺชิตฺวา สุปณฺณานํ อาคมนกาเล มุขํ นิพฺพาเหตฺวา ทนฺเต วิวริตฺวา สุปณฺเณ ฑํสิตุํ อิจฺฉาม เต อาคนฺตฺวา อมฺหากํ สีสํ คณฺหนฺติ เตสํ อมฺเห ครุภาเร หุตฺวา นิปนฺเน อุทฺธริตุํ วายมนฺตานญฺเญว อุทกํ โอตรติ เต อนฺโตอุทเกเยว มรนฺติ อิมินา การเณน พหู สุปณฺณา วินสฺสนฺติ เตสํ อมฺเห คณฺหนฺตานํ กึ สีเสน คหิเตน พาลา นงฺคุฏฺเฐ คเหตฺวา อมฺเห เหฏฺฐาสีสเก กตฺวา คหิตํ โคจรํ มุเขน ฉฑฺฑาเปตฺวา ลหุเก กตฺวา คนฺตุํ สกฺโกนฺตีติ ฯ อิติ โส อตฺตโน รหสฺสการณํ ตสฺส ทุสฺสีลสฺส กเถสิ ฯ

อถ ตสฺมึ ปกฺกนฺเต สุปณฺณราชา อาคนฺตฺวา กทมฺพิยํ อเจลํ วนฺทิตฺวา กึ ภนฺเต ปุจฺฉิตํ เต นาคราชสฺส คุยฺหการณนฺติ อาห ฯ โส อามาวุโสติ วตฺวา สพฺพํ เตน กถิตนิยาเมเนว กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา สุปณฺโณ นาคราเชน อยุตฺตํ กตํ ญาตีนํ นาม นสฺสนนิยาโม ปรสฺส น กเถตพฺโพ โหตุ มยา อชฺเชว สุปณฺณวาตํ กตฺวา ปฐมํ เอตเมว คเหตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส สุปณฺณวาตํ กตฺวา ปณฺฑรกนาคราชานํ นงฺคุฏฺเฐน คเหตฺวา เหฏฺฐาสีสกํ กตฺวา คหิตํ โคจรํ ฉฑฺฑาเปตฺวา อุปฺปติตฺวา อากาสํ ปกฺขนฺทิ ฯ ปณฺฑโร อากาเส เหฏฺฐาสีสกํ โอลมฺพนฺโต มยาว มม ทุกฺขํ อาภตนฺติ ปริเทวนฺโต อาห

วิกิณฺณวาจํ อนิคุยฺหมนฺตํ

อสญฺญตํ อปริจกฺขิตารํ

ภยํ ตมนฺเวติ สยํ อโพธํ

นาคํ ยถา ปณฺฑรกํ สุปณฺโณ ฯ

โย คุยฺหมนฺตํ ปริรกฺขเนยฺยํ

โมหา นโร สํสติ หาสมาโน

ตํ ภินฺนมนฺตํ ภยมนฺเวติ ขิปฺปํ

นาคํ ยถา ปณฺฑรกํ สุปณฺโณ ฯ

นานุมิตฺโต ครุอตฺถํ คุยฺหํ เวทิตุมรหติ

สุมิตฺโต จ อสมฺพุทฺธํ สมฺพุทฺธํ วา อนตฺถวา ฯ

วิสฺสาสมาปชฺชึ อหํ อเจโล

สมโณ อยํ สมฺมโต ภาวิตตฺโต

ตสฺสาหมกฺขึ วิวรึ คุยฺหมตฺถํ

อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามิ ฯ

ตสฺสาหํ ปุริมํ พฺรเหฺม คุยฺหํ

วาจมฺหิมํ นาสกฺขึ สํยเมตุํ

ตปฺปกฺขโต หิ ภยมาคตํ มม

อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามิ ฯ

โย เว นโร สุหทํ มญฺญมาโน

คุยฺหมตฺถํ สํสติ ทุกฺกุลีเน

โทสา ภยา อถวา ราครตฺโต

ปลฺลิตฺโถ พาโล อสํสยํ โส ฯ

ติโรกฺขวาโจ อสตํ ปวิฏฺโฐ

โย สงฺคตีสุ มุทิเรติ วากฺยํ

อาสีวิโส ทุมฺมุโขตฺยาหุ ตํ นรํ

อารา อารา สํยเม ตาทิสมฺหา ฯ

อนฺนํ ปานํ กาสิกจนฺทนญฺจ

มนาปิตฺถิโย มาลุจฺฉาทนญฺจ

โอหาย คจฺฉามฺหเส สพฺพกาเม

สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตฺยมฺหาติ ฯ

ตตฺถ วิกิณฺณวาจนฺติ ปตฺถตวจนํ ฯ อนิคุยฺหมนฺตนฺติ อปฺปฏิจฺฉนฺนมนฺตํ ฯ อสญฺญตนฺติ กายทฺวาราทีนิ รกฺขิตุํ อสกฺโกนฺตํ ฯ อปริจกฺขิตารนฺติ อยํ มยา กถิตมนฺตํ รกฺขิตุํ สกฺขิสฺสติ น สกฺขิสฺสตีติ ปุคฺคลํ โอโลเกตุํ อุปปริกฺขิตุํ อสกฺโกนฺตํ ฯ ภยํ ตมนฺเวตีติ อิเมหิ จตูหิ องฺเคหิ สมนฺนาคตํ ฯ อโพธนฺติ นิปฺปญฺญํ ปุคฺคลํ สยํ กตเมว ภยมนฺเวติ ยถา มํ ปณฺฑรกํ นาคํ สุปณฺโณ อนฺวาคโตติ ฯ สํสติ หาสมาโนติ รกฺขิตุํ อสมตฺถสฺส ปาปปุริสสฺส หาสมาโน กเถติ ฯ นานุมิตฺโตติ อนุวตฺตนมตฺเตน โย มิตฺโต น หทเยน โส คุยฺหํ อตฺถํ ชานิตุํ นารหตีติ ปริเทวติ ฯ อสมฺพุทฺธนฺติ อสมฺพุทฺธํ อชานนฺโต อปฺปญฺโญติ อตฺโถ ฯ สมฺพุทฺธนฺติ สมฺพุทฺธํ ชานนฺโต สปฺปญฺโญติ อตฺโถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ โยปิ สุหทโย มิตฺโต อปฺปญฺโญปิ สปฺปญฺโญปิ วา โย อนตฺถวา อนตฺถจโร โสปิ คุยฺหํ เวเทตุํ นารหเตติ ฯ สมโณ อยนฺติ อยํ สมโณติ จ โลกสมฺมโตติ จ ภาวิตตฺโตติ จ มญฺญมาโน อหํ เอตสฺมึ วิสฺสาสมาปชฺชึ ฯ อกฺขินฺติ กเถสึ ฯ อตีตมตฺโถติ อตีตตฺโถ อติกฺกนฺตตฺโถ หุตฺวา อิทานิ กปณํ รุทามีติ ปริเทวติ ฯ ตสฺสาติ ตสฺส อเจลสฺส ฯ พฺรเหฺมติ สุปณฺณํ อาลปติ ฯ สํยเมตุนฺติ อิมํ คุยฺหวาจํ รหสฺสการณํ รกฺขิตุํ นาสกฺขึ ฯ ตปฺปกฺขโต หีติ อิทานิ อิทํ ภยํ มม ตสฺส อเจลสฺส ปกฺขโต โกฏฺฐาสโต สนฺติกา อาคตํ อิติ อตีตตฺโถ กปณํ รุทามีติ ฯ สุหทนฺติ สุหโท เม อยนฺติ มญฺญมาโน ฯ ทุกฺกุลีเนติ อกุลเช นีเจ ฯ โทสาติ เอเตหิ โทสาทีหิ การเณหิ โย เอวรูปํ คุยฺหํ สํสติ โส พาโล อสํสยํ ปลฺลตฺถิโต ปริวตฺเตตฺวา ปาปิโต หโตเยว นามาติ อตฺโถ ฯ ติโรกฺขวาโจติ อตฺตโน ยํ วาจํ ภาสิตุกาโม ตสฺสา ติโร กตตฺตา อปฺปฏิจฺฉนฺนวาโจ ฯ อสตํ ปวิฏฺโฐติ อสปฺปุริสานํ อนฺตรํ ปวิฏฺโฐ อสปฺปุริเสสุ ปริยาปนฺโน ฯ สงฺคตีสุ มุทิเรตีติ โย เอวรูโป ปเรสํ รหสฺสํ สุตฺวาว ปริสมชฺเฌสุ อสุเกน อสุกํ นาม กตํ วา วุตฺตํ วาติ วากฺยํ อุทิเรติ ตํ นรํ อาสีวิโส ทุมฺมุโข ปูติมุโขติ อาหุ ตาทิสมฺหา ปุริสา อารา อารา สํยเม ทูรทูรโตว วิรเมยฺย ปริวชฺเชยฺย นนฺติ อตฺโถ ฯ มาลุจฺฉาทนญฺจาติ มาลญฺจ ทิพฺพํ จตุชาติยคนฺธญฺจ อุจฺฉาทนญฺจ ฯ โอหายาติ เอเต ทิพฺพอนฺนาทโย สพฺพกาเม อชฺช มยํ โอหาย ฉฑฺเฑตฺวา คมิสฺสาม ฯ สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตฺยมฺหาติ โภ สุปณฺณ ปาเณหิ อุปคตาว เต อมฺหากํ สรณํ โน โหหีติ ฯ

เอวํ ปณฺฑรโก อากาเส เหฏฺฐาสีสโก โอลมฺพนฺโต อฏฺฐหิ คาถาหิ ปริเทวิ ฯ สุปณฺโณ ตสฺส ปริเทวนสทฺทํ สุตฺวา นาคราช อตฺตโน รหสฺสํ อเจลกสฺส กเถตฺวา อิทานิ กิมตฺถํ ปริเทวสีติ ตํ ครหิตฺวา

โกนีธ ติณฺณํ ครหํ อุเปติ

อสฺมึธ โลเก ปาณภู นาคราช

สมโณ สุปณฺโณ อถวา ตเวว

กึการณา ปณฺฑรก คหิโตติ คาถมาห ฯ

ตตฺถ โกนีธาติ อิธ อมฺเหสุ ตีสุ ชเนสุ โก นุ อตฺถิ ฯ อสฺมึธาติ เอตฺถ อิธาติ นิปาตมตฺตํ อสฺมึ โลเกติ อตฺโถ ฯ ปาณภูติ ปาณภูโต ฯ อถวา ตเววาติ อุทาหุ ตวเยว ฯ ตตฺถ สมณํ ตาว มา ครห โส หิ อุปาเยน รหสฺสํ ปุจฺฉิ สุปณฺณมฺปิ มา ครห อหํ หิ ตว ปจฺจตฺถิโกว ฯ ปณฺฑรก คหิโตติ สมฺม ปณฺฑรก อหํ กึการณา สุปณฺเณน คหิโตติ จินฺเตตฺวา ปน อตฺตานเมว ครหึ ฯ ตยา หิ รหสฺสํ กเถนฺเตน อตฺตนาว อตฺตโน อนตฺโถ กโตติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ฯ

ตํ สุตฺวา ปณฺฑรโก คาถมาห

สมโณติ เม สมฺมตตฺโต อโหสิ

ปิโย จ เม มนสา ภาวิตตฺโต

ตสฺสาหมกฺขึ วิวรึ คุยฺหมตฺถํ

อตีตมตฺโถ กปณํ รุทามีติ ฯ

ตตฺถ สมฺมตตฺโตติ โส สมโณ มยฺหํ สปฺปุริโส อยนฺติ สมฺมตสภาโว อโหสิ ฯ ภาวิตตฺโตติ สมฺภาวิตสภาโว จ เม อโหสิ ฯ

ตโต สุปณฺโณ จตสฺโส คาถา อภาสิ

น จตฺถิ สตฺโต อมโร ปฐพฺยา

ปญฺญาวิธา นตฺถิ น นินฺทิตพฺพา

สจฺเจน จ ธมฺเมน ธิติยา ทเมน

อลมฺพมพฺยาหรตี นโร อิธ ฯ

มาตาปิตา ปรมา พนฺธวานํ

นาสฺส ตติโย อนุกมฺปกตฺถิ

เตสํปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส

มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ฯ

มาตาปิตา ภคินี ภาตโร จ

สหายา วา ยสฺส โหนฺติ สปกฺขา

เตสมฺปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส

มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ฯ

ภริยา เจ ปุริสํ วชฺชา โกมารี ปิยภาณินี

ปุตฺตรูปยสูเปตา ญาติสงฺฆปุรกฺขตา

ตสฺสาปิ คุยฺหํ ปรมํ น สํเส

มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโนติ ฯ

ตตฺถ อมโรติ อมรณสภาโว สตฺโต นาม นตฺถิ ฯ ปญฺญาวิธา นตฺถีติ นกาโร ปทสนฺธิกาโร ฯ ปญฺญาวิธา อตฺถีติ อตฺโถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นาคราช โลเก อมโรปิ นตฺถิ ปญฺญาวิธาปิ อตฺถิ สา อญฺเญสํ ปญฺญาโกฏฺฐาสสงฺขาตา ปญฺญาวิธา อตฺตโน ชีวิตเหตุ น นินฺทิตพฺพาติ ฯ อถวา ปญฺญาวิธาติ ปญฺญาสทิสา น นินฺทิตพฺพา นาม อญฺญา ธมฺมชาติ นตฺถิ ตํ กสฺมา นินฺทิสีติ ฯ เยสํ ปน ปญฺญาวิธํปิ น นินฺทิตพฺพนฺติปิ ปาโฐ ฯ เตสํ อุชุกเมว ฯ สจฺเจนาติ อาทีสุ วจีสจฺเจน จ สุจริตธมฺเมน จ ปญฺญาสงฺขาตาย ธิติยา จ อินฺทฺริยทเมน จ อลพฺภํ ทุลฺลภํ อฏฺฐสมาปตฺติมคฺคผลนิพฺพานสงฺขาตํปิ วิเสสํ อพฺยาหรติ อาวหติ ตํ นิปฺผาเทติ นโร อิธ ตสฺมา นารหสิ อเจลํ นินฺทิตุํ อตฺตานเมว ครห อเจเลน หิ อตฺตโน ปญฺญวนฺตตาย อุปายกุสลตาย จ วญฺเจตฺวา ตฺวํ รหสฺสํ คุยฺหมนฺตํ ปุจฺฉิโตติ อตฺโถ ฯ ปรมาติ เอเต อุโภ พนฺธวานํ อุตฺตมพนฺธวา นาม ฯ นาสฺส ตติโยติ อสฺส ปุคฺคลสฺส มาตาปิตูหิ อญฺโญ ตติโย สตฺโต อนุกมฺปโก นาม นตฺถิ ฯ มนฺตสฺส เภทํ ปริสงฺกมาโน ปณฺฑิโต เตสํ มาตาปิตูนมฺปิ ปรมํ คุยฺหํ น สํเสยฺย ตฺวํ ปน มาตาปิตูนมฺปิ อกเถตพฺพํ อเจลกสฺส กเถสีติ อตฺโถ ฯ สหายา วาติ สุหทยมิตฺตา วา ฯ สปกฺขาติ เปตฺเตยฺยมาตุลปิตุจฺฉามาตุจฺฉาทโย สมานปกฺขา ญาตโย ฯ เตสํปีติ เอเตสํปิ ญาติมิตฺตานํ น กเถยฺย ตฺวํ ปน อเจลกสฺส กเถสิ อตฺตโนว กุชฺฌสฺสูติ ทีเปติ ฯ ภริยา เจติ โกมารี ปิยภาณินี ปุตฺเตหิ จ รูเปน จ ยเสน จ อุเปตา เอวรูปา ภริยาปิ เจ อาจิกฺขาหิ เม ตว คุยฺหนฺติ วเทยฺย ตสฺสาปิ น สํเสยฺย ฯ ตโต ปรา อาห

น คุยฺหมตฺถํ วิวเรยฺย รกฺเขยฺย นํ ยถา นิธึ

น หิ ปาตุกโต สาธุ คุยฺหมตฺโถ ปชานตา ฯ

ถิยา คุยฺหํ น สํเสยฺย อมิตฺตสฺส จ ปณฺฑิโต

โย จามิเสน สํหีโร หทยตฺเถโน จ โย นโร ฯ

คุยฺหมตฺถมสมฺพุทฺธํ สมฺโพธยติ โย นโร

มนฺตเภทภยา ตสฺส ทาสภูโต ติติกฺขติ ฯ

ยาวนฺโต ปุริสสฺสตฺถํ คุยฺหํ ชานนฺติ มนฺตินํ

ตาวนฺโต ตสฺส อุพฺเพคา ตสฺมา คุยฺหํ น วิสชฺเช ฯ

วิวิจฺจ ภาเสยฺย ทิวา รหสฺสํ

รตฺตึ คิรํ นาติเวลํ ปมุญฺเจ

อุปสฺสูติกา หิ สุณนฺติ มนฺตํ

ตสฺมา มนฺโต ขิปฺปมุเปติ เภทนฺติ ฯ ปญฺจ คาถา อุมฺมงฺคชาตเก ปญฺจปณฺฑิตปญฺเห อาวิภวิสฺสนฺติ ฯ ตโต ปราสุ

ยถาปิ อโยนครํ มหนฺตํ

อทฺวารกํ อยสํ ภณฺฑสาลํ

สมนฺตขาตาปริขาอุเปตํ

เอวมฺปิ เม เต อิธ คุยฺหมนฺตา ฯ

เย คุยฺหมนฺตา อวิกิณฺณวาจา

ทฬฺหา สทตฺเถสุ นรา ทุชิวฺหา

อารา อมิตฺตา พฺยวชนฺติ เตหิ

อาสีวิสา วาริว สตฺตสงฺฆาติ ทฺวีสุ คาถาสุ ฯ

ตตฺถ ภณฺฑสาลนฺติ อาปณาทีหิ สาลาหิ สมฺปนฺนํ ฯ สมนฺตขาตาปริขาอุเปตนฺติ สมนฺตา ขาตาหิ ปริขาหิ อุปคตํ ฯ เอวมฺปิ เมติ เอวมฺปิ เม มยฺหนฺเต ปุริสา ขายนฺติ กตเรเยว อิธ คุยฺหมนฺตา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา อทฺวารกสฺส อโยมยนครสฺส มนุสฺสานํ อุปโภคปริโภโค อนฺโตว โหติ น อพฺภนฺตริมา พหิ นิกฺขมนฺติ น พาหิรา อนฺโต ปวิสนฺติ อปราปรํ สญฺจาโร ฉิชฺชติ คุยฺหมนฺตา ปุริสา เอวรูปา โหนฺติ อตฺตโน คุยฺหํ อตฺตโน อนฺโตเยว ชิราเปนฺติ น อญฺญสฺส กเถนฺตีติ ฯ ทฬฺหา สทตฺเถสูติ อตฺตโน อตฺเถสุ ถิรา ฯ ทุชิวฺหาติ ปณฺฑรกนาคํ อาลปติ ฯ พฺยวชนฺตีติ ปฏิกฺกมนฺติ ฯ อาสีวิสา วาริว สตฺตสงฺฆาติ เอตฺถ วาติ นิปาตมตฺตํ ฯ อาสีวิสา สตฺตสงฺฆา ริวาติ อตฺโถ ฯ ยถา อาสีวิสโต สตฺตสงฺฆา ชีวิตุกามา มนุสฺสา อารา ปฏิกฺกมนฺติ เอวํ เตหิ คุยฺหมนฺเตหิ นเรหิ อารา อมิตฺตา ปฏิกฺกมนฺติ อุปคนฺตุํ โอกาสํ น ลภนฺตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ

เอวํ สุปณฺเณน ธมฺเมน กถิเต ปณฺฑรโก

หิตฺวา ฆรํ ปพฺพชิโต อเจโล

นคฺโค มุณฺโฑ จรติ ฆาสเหตุ

ตมฺหิ นุโข วิวรึ คุยฺหมตฺถํ

อตฺถา จ ธมฺมา จ อปคตมฺหา ฯ

กถํกโร โหติ สุปณฺณราช

กึสีโล เกน วเตน วตฺตํ

สมโณ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ

กถํกโร สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ อาห ฯ

ตตฺถ ฆาสเหตูติ นิสฺสิรีโก กุจฺฉิปูรณตฺถาย ขาทนียโภชนีเย ปริเยสนฺโต จรติ ฯ อปคตมฺหาติ อปคตา ปริหีนมฺหา ฯ กถํกโรติ อิทํ นาคราชา นคฺคสฺส สมณภาวํ ญตฺวา สมณปฏิปตฺตึ ปุจฺฉนฺโต อาห ฯ ตตฺถ กึสีโลติ กตเรน สมนฺนาคโต ฯ เกน วเตนาติ กตเรน วตสมาทาเนน วตฺตนฺโต ฯ สมโณ จรนฺติ ปพฺพชฺชาย จรนฺโต ตณฺหามมายิตานิ หิตฺวา กถํ สมิตปาปสมโณ นาม โหติ ฯ สคฺคนฺติ กถํ กโรนฺโตว สุฏฺฐุ อคฺคํ เทวนครํ โส สมโณ อุเปตีติ ฯ

สุปณฺโณ อาห

หิริยา ติติกฺขาย ทเมน ขนฺติยา

อกฺโกธโน เปสุณิยํ ปหาย

สมโณ ปรํ หิตฺวา มมายิตานิ

เอวํกโร สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ ฯ

ตตฺถ หิริยาติ สมฺม นาคราช อชฺฌตฺตพหิทฺธา สมุฏฺฐาเนหิ หิโรตฺตปฺเปหิ ติติกฺขา สงฺขาตาย อธิวาสนขนฺติยา อินฺทฺริยทเมน จ อุเปโต อกุชฺฌนสีโล ปิสุณวาจํ ปหาย ตณฺหามมายิตานิ จ หิตฺวา ปพฺพชฺชาย จรนฺโต สมโณ นาม โหติ เอวํกโรเยว จ เอตานิ หิริอาทีนิ กุสลานิ กโรนฺโต สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ ฯ

อิมํ สุปณฺณราชสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปณฺฑรโก ชีวิตํ ยาจนฺโต

มาตาว ปุตฺตํ ตรุณํ ตนุชํ

สมฺปสฺสตา สพฺพคตฺตํ ผเรติ

เอวมฺปิ เม ตฺวํ ปาตุรหุ ทิชินฺท

มาตาว ปุตฺตํ อนุกมฺปมาโนติ คาถมาห ฯ

ตสฺสตฺโถ ยถา มาตา ตนุชํ อตฺตโน สรีรชาตํ ตรุณํ ปุตฺตํ สมฺปสฺสตา ทิสฺวา ตํ อุเร นิปชฺชาเปตฺวา ถญฺญํ ปาเยนฺตี ปุตฺตํ สมฺผสฺเสน สพฺพํ อตฺตโน คตฺตํ ผเรติ นปิ มาตา ปุตฺตโต ยาติ น ปุตฺโต มาติโต เอวมฺปิ เม ตฺวํ ปาตุรหุ ปาตุภูโต ฯ ทิชินฺทาติ ทิชราช ตฺวํปิ มาตาว ปุตฺตํ มุทุเกน หทเยน อนุกมฺปมาโน มํ ปสฺส ชีวิตํ เม เทหีติ ฯ

อถสฺส สุปณฺโณ ชีวิตํ ททนฺโต อิตรํ คาถมาห

หนฺทชฺช ตฺวํ มุจฺจ วธา ทุชิวฺห

ตโย หิ ปุตฺตา นหิ อญฺโญ อตฺถิ

อนฺเตวาสี ทินฺนโก อตฺรโช จ

รชสฺสุ ปุตฺตญฺญตโร เม อโหสีติ ฯ

ตตฺถ มุจฺจาติ มุญฺจ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ทุชิวฺหาติ ตํ อาลปติ ฯ อญฺโญ จตุตฺโถ ปุตฺโต นาม นตฺถิ ฯ อนฺเตวาสี ทินฺนโก อตฺรโช จาติ สิปฺปํ วา อุคฺคณฺหนฺโต ปญฺหํ วา สุณนฺโต สนฺติเก นิวฏฺโฐ ฯ ทินฺนโกติ อยนฺเต ปุตฺโต โหตูติ ปเรหิ ทินฺโน ฯ รชสฺสูติ อภิรมสฺสุ ฯ อญฺญตโรติ ตีสุ ปุตฺเตสุ อญฺญตโร อนฺเตวาสิปุตฺโต เม ตฺวํ ชาโตติ ทีเปติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา อากาสา โอตริตฺวา ตํ ภูมิยํ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เทฺว คาถา อภาสิ

อิจฺเจวํ วากฺยํ วิสชฺชิ สุปณฺโณ

ภูมฺยํ ปติฏฺฐาย ทิโช ทุชิวฺหํ

มุตฺตชฺช ตฺวํ สพฺพภยาติวตฺโต

ถลูทเก โหหิ มยาภิคุตฺโต ฯ

อาตํกินํ ยถา กุสโล ภึสโก

ปิปาสิตานํ รหโทว สีโต

เวสฺมํ ยถา หิมสีตฏฺฏิตานํ

เอวมฺปิ เต สรณมหํ ภวามีติ ฯ

ตตฺถ อิจฺเจวํ วากฺยนฺติ อิติ เอวํ วจนํ วตฺวา ตํ นาคราชํ วิสชฺชิ วิสชฺเชสิ ฯ ภูมฺยนฺติ โส สยมฺปิ ภูมิยํ ปติฏฺฐาย ทิโช ตํ ทุชฺชิวฺหํ สมสฺสาเสนฺโต มุตฺโต อชฺช ตฺวํ อิโต ปฏฺฐาย สพฺพภยานิ อติวตฺโต ถเล จ อุทเก จ มยา อภิคุตฺโต รกฺขิโต โหหีติ อาห ฯ อาตํกินนฺติ คิลานานํ ฯ เอวมฺปิ เตติ เอวํ อหํ เต สรณํ ภวามิ ฯ

คจฺฉ ตฺวนฺติ ตํ อุยฺโยเชสิ ฯ โส นาคภวนํ ปาวิสิ ฯ อิตโรปิ สุปณฺณภวนํ คนฺตฺวา มยา ปณฺฑรกนาโค สปถํ กตฺวา สทฺทหาเปตฺวา วิสชฺชิโต กีทิสํ นุโข มยิ ตสฺส หทยํ วีมํสิสฺสามิ นนฺติ นาคภวนํ คนฺตฺวา สุปณฺณวาตํ อกาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา นาโค สุปณฺณราชา มํ คเหตุํ อาคโต ภวิสฺสตีติ มญฺญมาโน พฺยามสหสฺสมตฺตํ อตฺตภาวํ มาเปตฺวา ปาสาเณ จ วาลุกญฺจ คิลิตฺวา ภาริโก หุตฺวา นงฺคุฏฺฐํ เหฏฺฐา กตฺวา โภคมตฺถเก ผณํ ธารยมาโน นิปชฺชิตฺวา สุปณฺณราชานํ ฑํสิตุกาโม วิย อโหสิ ฯ ตํ ทิสฺวา สุปณฺโณ อิตรํ คาถมาห

สทฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน อณฺฑเชน ชลามฺพุช

วิวริ ยทา ฑํสยสิ กุโต เต ภยมาคตนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา นาคราชา ติสฺโส คาถา อภาสิ

สงฺเกเถว อมิตฺตมฺหิ มิตฺตสฺมึปิ น วิสฺสเส

อภยา ภยมุปฺปนฺนํ อปิ มูลานิ กนฺตติ ฯ

กถํ นุ วิสฺสเส ตฺยมฺหิ เยนาสิ กลโห กโต

นิจฺจยตฺเตน ฐาตพฺพํ โส ทิสพฺภิ น รชฺชติ ฯ

วิสฺสาสเย น จ นํ วิสฺสเสยฺย

อสงฺกิโต จ สงฺกิโต ภเวยฺย

ตถา ตถา วิญฺญู ปรกฺกเมยฺย

ยถา ยถา ภาวํ ปโร น ชญฺญาติ ฯ

ตตฺถ อภยาติ อภยฏฺฐานภูตา มิตฺตมฺหา ภยํ อุปฺปนฺนํ ชีวิตสงฺขาตานิ มูลาเนว กนฺตติ ฯ ตฺยมฺหีติ ตสฺมึ ฯ เยนาสีติ เยน สทฺธึ กลโห กโต อโหสิ ฯ นิจฺจยตฺเตนาติ นิจฺจปฏิยตฺเตน ฯ โส ทิสพฺภิ น รชฺชตีติ โย นิจฺจยตฺเตน อภิติฏฺฐติ โส อตฺตโน สตฺตูหิ สทฺธึ วิสฺสาสวเสน น รชฺชติ ตโต เตสํ ยถากามกรณีโย น โหตีติ อตฺโถ ฯ วิสฺสาสเยติ ปรํ อตฺตนิ วิสฺสาสเย ตํ ปน สยํ น วิสฺสาเสยฺย ปเรน อสงฺกิโต อตฺตาว ตํ สงฺกิโต ภเวยฺย ฯ ภาวํ ปโรติ ยถา ยถา ปณฺฑิโต ปรกฺกมติ ตถา ตถา ตสฺส ปโรภาวํ น ชานาติ ตสฺมา ปณฺฑิเตน วิริยํ กตฺตพฺพเมวาติ ทีเปติ ฯ

อิติ เต อญฺญมญฺญํ สลฺลปิตฺวา สมคฺคา สมฺโมทมานา อุโภปิ อเจลกสฺส อสฺสมํ อคมึสุ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

เต เทววณฺณา สุขุมาลรูปา

อุโภ สมา สุชยา ปุญฺญกฺขนฺธา

อุปาคมุํ กาทมฺพิยํ อเจลํ

มิสฺสีภูตา อสฺสวาหาว นาคาติ ฯ

ตตฺถ สมาติ สมานรูปา สทิสสณฺฐานา หุตฺวา ฯ สุชยาติ สุขวยา ปริสุทฺธา ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ปุญฺญกฺขนฺธาติ กตกุสลตาย ปุญฺญกฺขนฺธา วิย ฯ มิสฺสีภูตาติ หตฺเถน หตฺถํ คเหตฺวา กายมิสฺสีภาวํ อุปคตา ฯ อสฺสวาหาว นาคาติ ธุเร ยุตฺตกา รถวาหา เทฺว อสฺสา วิย ปุริสนาคา ตสฺส อสฺสมํ อคมํสุ ฯ

คนฺตฺวา จ ปน สุปณฺณราชา จินฺเตสิ อยํ นาคราชา อเจลกสฺส ชีวิตํ น ทสฺสติ เอตํ ทุสฺสีลํ น วนฺทิสฺสามีติ ฯ โส พหิ ฐตฺวา นาคราชานเมว ตสฺส สนฺติกํ เปเสสิ ฯ ตํ สนฺธาย อิตรํ คาถมาห

ตโต หเว ปณฺฑรโก อเจลํ

สยเมวุปาคมฺม อิทํ อโวจ

มุตฺตชฺชหํ สพฺพภยาติวตฺโต

น หิ นูน ตุยฺหํ มนโส ปิยมฺหาติ ฯ

ตตฺถ ปิยมฺหาติ ทุสฺสีลนคฺคโภคฺคมุสาวาทิ นูน มยํ ตว มนโส นปฺปิยา อหุมฺหาติ ปริภาสิ ฯ

ตโต อเจโล อิตรํ คาถมาห

ปิโย หิ เม อาสิ สุปณฺณราชา

อสํสยํ ปณฺฑรเกน สจฺจํ

โส ราครตฺโต จ อกาสิ เอตํ

ปาปกมฺมํ สมฺปชาโน น โมหาติ ฯ

ตตฺถ ปณฺฑรเกนาติ ตยา ปณฺฑรเกน โส มม ปิยตโร อโหสิ สจฺจเมตํ ฯ โสติ โส อหํ ตสฺมึ สุปณฺเณ ราเคน รตฺโต หุตฺวา เอตํ ปาปกมฺมํ ชานนฺโต อกาสึ น โมเหน อชานนฺโตติ ฯ

ตํ สุตฺวา นาคราชา เทฺว คาถา อภาสิ

น เม ปิยํ อปฺปิยํ วาปิ โหติ

สมฺปสฺสโต โลกมิมํ ปรญฺจ

สุสญฺญตานํ หิ วิยญฺชเนน

อสญฺญโต โลกมิมญฺจราสิ ฯ

อริยาวกาโสสิ อนริยรูโป

อสญฺญโต สญฺญตสนฺนิกาโส

กณฺหาภิชาติโก อนริยรูโป

ปาปํ พหุํ ทุจฺจริตํ อจรีติ ฯ

ตตฺถ น เมติ อมฺโภ ทุสฺสีลนคฺคมุสาวาทิ ปพฺพชิตสฺส หิ อิมญฺจ ปรญฺจ โลกํ สมฺปสฺสโต ปิยํ วา เม อปฺปิยํ วาปิ เมติ น โหติ ตฺวํ ปน สุสญฺญตานํ สีลวนฺตานํ พฺยญฺชเนน ปพฺพชิตลิงฺเคน อสญฺญโต หุตฺวา อิมํ โลกํ วญฺเจนฺโต จรสิ ฯ อริยาวกาโสสีติ อริยปฏิรูปโกสิ ฯ อสญฺญโตติ กายาทีหิ อสญฺญโตสิ ฯ กณฺหาภิชาติโกติ กาฬกสภาโว ฯ อนริยรูโปติ อหิริกสภาโว ฯ อจรีติ อกาสิ ฯ

อิติ นํ ครหิตฺวา อิทานิ อภิสปนฺโต อิมํ คาถมาห

อทุฏฺฐสฺส ตฺวํ ทุพฺภิ ทุพฺภี จ ปิสุโณ จสิ

เอเตน สจฺจวชฺเชน มุทฺธา เต ผลตุ สตฺตธาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อมฺโภ ทุพฺภิ ตฺวํ อทุฏฺฐสฺส มิตฺตสฺส ทุพฺภี จสิ ปิสุโณ จสีติ เอเตน สจฺจวชฺเชน มุทฺธา เต สตฺตธา ผลตูติ ฯ

อิติ นาคราชสฺส สปนฺตสฺเสว อเจลสฺส สีสํ สตฺตธา ผลิ ฯ นิสินฺนฏฺฐาเนเยวสฺส ภูมิ วิวรํ อทาสิ ฯ โส ปฐวึ ปวิสิตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ นาคราชสุปณฺณราชาโนปิ อตฺตโน ภวนเมว อคมํสุ ฯ

สตฺถา ตสฺส ปฐวีปวิฏฺฐภาวํ ปกาเสนฺโต โอสานคาถมาห

ตสฺมาหิ มิตฺตานํ น ทุพฺภิตพฺพํ

มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปิโย นตฺถิ อญฺโญ

อาสิตฺตสตฺโต นิหโต ปฐพฺยา

อินฺทสฺส วากฺเยน หิ สํวโร หโตติ ฯ

ตตฺถ ตสฺมาติ ยสฺมา มิตฺตทุพฺภิกมฺมสฺส ผรุโส วิปาโก ตสฺมา ฯ อาสิตฺตสตฺโตติ อาสิตฺตวิเสน สตฺโต ฯ อินฺทสฺสาติ นาคินฺทสฺส วากฺเยน ฯ สํวโรติ อหํ สํวเร ฐิโตสฺมีติ ปฏิญฺญาย เอว ปญฺญาโต อาชีวโก หโตติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มุสาวาทํ กตฺวา ปฐวึ ปวิฏฺโฐติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อเจโล เทวทตฺโต อโหสิ นาคราชา สารีปุตฺโต สุปณฺณราชา ปน อหเมวาติ ฯ

ปณฺฑรกชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

อฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๗. ทกรักขสชาดกชาดกถัดไป๕๑๙. สัมพุลาชาดก