จุลลสุตโสมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๕๑๙ · บรรทัด ๑๐๕๖๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
พระมหาสัตว์เจ้า ทรงดำริว่า โอรสของเรานี้ จะทำอันตรายแก่เราด้วยอุบายอย่างไรหนอ เราจึงจะให้เธอหลีกไปเสียได้ ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงแลดูพระพี่เลี้ยงตรัสว่า แน่ะพี่เลี้ยง แม่คุณเชิญเถิด นี้เป็นเครื่องประดับคอ คือแก้วมณี ส่วนนี้จงเป็นของเจ้า เจ้าจงช่วยพาพระโอรสไปเสีย อย่าทำอันตรายแก่เราเลย เมื่อพระองค์เองไม่ทรงสามารถ ที่จะจับพระหัตถ์พระโอรส จึงทรงคิดติดสินบนพระพี่เลี้ยง แล้วตรัสคาถา ความว่า
แม่นมเอ๋ย เชิญแม่ลุกขึ้นเถิด แม่จงพาพระ กุมารนี้ ไปเล่นให้รื่นรมย์เสียในที่อื่น เมื่อเรากำลัง ปรารถนาสวรรค์ กุมารนี้อย่าทำอันตรายแก่เราเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ กุมารํ ความว่า แม่นมเอ๋ย เจ้าจงลุกขึ้น ช่วยพาพระกุมารนี้ไป แล้วมารับเอาแก้วมณีนี้ นำพระกุมารให้ไปรื่นรมย์เสียในที่อื่น.
พระพี่เลี้ยงนั้น ได้บำเหน็จแล้ว จึงเตือนพระกุมารให้รู้สึกองค์ แล้วพาไปในที่อื่น พลางปริเทวนาการกล่าวคาถา ความว่า
ไฉนหนอ พระราชาจึงทรงประทานแก้วมณี อัน มีแสงสว่างนี้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยแก้วมณีนี้ เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไรได้ กับแก้วมณีนี้.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ พระพี่เลี้ยงคร่ำครวญว่า ไฉนหนอเราจึงรับเอาแก้วมณีนี้เพื่อเป็นค่าจ้าง พระราชาก็ทรงพระราชทานแก้วมณีนั้น อันกระทำซึ่งรัศมี คือส่องแสงสว่างเป็นประกาย เมื่อพระเจ้าสุตโสมบรมนรินทร์ ทรงผนวชแล้ว แก้วมณีนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา. บทว่ากึ นุ เมนํ กริสฺสามิ ความว่า เมื่อพระองค์ทรงผนวชแล้ว เราจักไม่ได้แก้วมณีนี้ ถึงแม้จะได้ ก็จักทำอะไรกับแก้วมณีนี้ ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของเราเถิด.
ลำดับนั้น อำมาตย์ มหาเสนาคุตต์ คิดว่า ชะรอยพระราชานี้ จะทรงทำความสำคัญว่า ราชทรัพย์ในคลังของเรามีน้อย เราจักทูลความที่พระราชทรัพย์มีมากแด่พระองค์ เขาลุกขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวคาถา ความว่า
พระคลังน้อยของพระองค์ไพบูลย์ และพระคลัง ใหญ่ของพระองค์ก็บริบูรณ์ ปฐพีมณฑล พระองค์ ก็ทรงชนะแล้ว ขอพระองค์จงทรงยินดีเถิด อย่าทรง
ผนวชเลย พระเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
คลังน้อย ของเราก็ไพบูลย์ คลังใหญ่ของเราก็ บริบูรณ์ และปฐพีมณฑลเราก็ชนะแล้ว แต่เราจักละ สิ่งนั้น ๆ ออกบวช.
เมื่อมหาเสนาคุตต์อำมาตย์ ได้ฟังพระดำรัสเช่นนั้น จึงถอยออกไปกุลพันธนเศรษฐี จึงลุกขึ้นถวายบังคม กล่าวคาถา ความว่า
ขอเดชะ ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้า มีมากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนับได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอ ถวายทรัพย์ทั้งหมดนั้น แด่พระองค์ ขอพระองค์จง
ทรงยินดี อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนกุลวัฑฒนเศรษฐี เรารู้ว่าทรัพย์ของท่าน มีมาก และท่านก็บูชาเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักต้องบวช.
ครั้นกุลพันธนเศรษฐี ได้ฟังพระราชดำรัส ก็ถอยออกไป พระมหาสัตว์ จึงตรัสเรียกพระอนุชาพระนามว่า โสมทัต มารับสั่งว่า พ่อโสมทัตพี่กระสัน เหมือนไก่ป่าถูกขังอยู่ในกรง ความไม่ยินดี ในฆราวาสครอบงำพี่พี่จักบวชในวันนี้ให้ได้ เธอจงครอบครองราชสมบัตินี้เถิด เมื่อจะทรงมอบราชสมบัติให้จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ ยินดี ย่อมมาครอบงำเรา อันตรายมีมาก เราจักบวช ให้ได้ในวันนี้ทีเดียว.
แม้โสมทัต ทรงฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็มีพระประสงค์จะทรงผนวช เมื่อจะแสดงพระประสงค์นั้น จึงตรัสคาถาต่อไป ความว่า
ข้าแต่พระเจ้าพี่สุตโสม แม้กิจนี้พระองค์ทรงพอ พระทัย ขอพระองค์ทรงผนวช ณ บัดนี้ แม้หม่อมฉัน ก็จักบวชในวันนี้ทีเดียว หม่อมฉันไม่อาจอยู่ห่างพระ องค์ได้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงห้ามพระอนุชา แล้วตรัสคาถากึ่งคาถาความว่า
เธอจักบวชยังไม่ได้ เพราะว่าใคร ๆ ในพระ นคร และคามนิคมในชนบทจะไม่พากันหุงต้ม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ ปจฺจติ ความว่า เพราะได้ทราบความประสงค์ ในการบรรพชาของพี่ในบัดนี้ ก่อนเก่านั้น ใคร ๆ ในสุทัสนนคร อันมีอาณาเขต ๑๒ โยชน์นี้ และในชนบททั้งสิ้น ยังไม่พากันหุงหาอาหาร คือยังไม่พากันยังไฟในเตาให้โพลง ถ้าเมื่อเราบวชเสียทั้งสองคน ชาวแว่นแคว้น จักว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง เพราะเหตุนั้น เธอยังบวชไม่ได้ พี่จักบวชผู้เดียวเท่านั้น.
มหาชนได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว พากันกลิ้งเกลือกแทบพระยุคลบาทของพระมหาสัตว์ ปริเทวนาการ ทูลว่า
เมื่อพระเจ้าสุตโสม ทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ข้า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักกระทำอย่างไรเล่าพระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกกันไปเลย ถึงเราจักดำรงอยู่ได้นาน ก็จักต้องพลัดพรากจากท่านทั้งหลายเพราะสังขารที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเที่ยงไม่มี เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่มหาชนจึงตรัสว่า
เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของนิด หน่อย ดุจน้ำในโคลน ฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อย เหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย. เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของ นิดหน่อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของ น้อยเหลือเกินอย่างนี้ แต่พวกคนพาล ย่อมพากัน ประมาท. คนพาลเหล่านั้น อันเครื่องผูก คือ ตัณหาผูกไว้ แล้ว ย่อมยังนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เปรตวิสัย และอสุรกายให้เจริญ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนิยฺยติทํ มญฺเ ความว่า ดูก่อนอาณาประชาราชฎร์ เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป ในสัตว์ทั้งหลายอื่น ๆ ชีวิตนี้มีอันรุกร้นเข้าไปเป็นอรรถ มีอันนำเข้าไปเป็นอรรถ แต่ในที่นี้มีอันรวบรัดเอาเป็นอรรถ เพราะฉะนั้น ในที่นี้มีเนื้อความอย่างนี้ว่า น้ำเล็กน้อยใส่ลงในโคลน น้ำด่างของพวกช่างย้อม ย่อมจับด่างแห้งเร็วฉันใด แม้ชีวิตก็ฉันนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเช่นนี้ ใช่กาลที่จะประมาทในบุญกิริยาของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยึดอายุสังขาร เล็กน้อยนั้นไปมาอยู่ไม่ชอบที่จะทำความไม่ประมาทอย่างเดียว.
บทว่า อถ พาลา ปมชฺชนฺติ ความว่า คนพาลทั้งหลายเป็นเหมือนจะไม่แก่ไม่ตาย จมอยู่ในเปลือกตม คือ กามคุณ มัวเมาประมาทอยู่ดุจสุกรจมอยู่ในโคลนคือคูถฉะนั้น. บทว่า อสุรกายํ ความว่า และย่อมยังกำเนิดกาลกัญชิกอสุรกายให้เจริญ.
พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปุปผกปราสาท ประทับยืนบนชั้นที่เจ็ด ทรงเอาพระขรรค์ตัดพระเมาลีแล้ว ตรัสว่าเราไม่เป็นอะไรกันกับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงหาพระราชาของตน แล้วโยนพระเมาลี ทั้งเครื่องโพกไปในระหว่างมหาชน. มหาชนรับเอาพระเมาลีแล้ว ต่างกลิ้งเกลือกปริเทวนาการบนภาคพื้น. ละอองธุลีเป็นอันมากฟุ้งขึ้นในที่นั้น มหาชนที่กลับมายืนดู ได้เห็นละอองธุลีนั้น ต่างรำพันว่า พระเมาลีทั้งเครื่องโพกอันพระราชาทรงตัดโยนมาในระหว่างมหาชน ฉะนั้นสายละอองธุลีนี้ จึงฟุ้งขึ้นในที่ใกล้ปราสาท แล้วกล่าวคาถา ความว่า
กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกลปุปผกปราสาท ชะรอย พระธรรมราชาผู้เรืองยศของพวกเรา จะทรงตัด พระเกศาแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อูหญฺเต แปลว่า ตั้งขึ้น. บทว่า รชคฺคํ แปลว่า กองธุลี. บทว่า อวิทฺเร ความว่า (กองธุลีเกิดขึ้น) ไม่ห่างจากที่พวกเรายืนอยู่นี้เลย. บทว่า ปุปฺผกมฺหิ ความว่า ใกล้ ๆ ปุปผกปราสาท. บทว่า มญฺเ โน ความว่า พวกเราเข้าใจว่า พระธรรมราชาของพวกเราจักตัดพระเกศาเสียแล้ว.
ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า ทรงใช้มหาดเล็กให้ไปนำบริขารของบรรพชิตมาโปรดให้นายภูษามาลาปลงพระเกศาและพระมัสสุ แล้วเปลื้องเครื่องราชอลังการไว้บนพระบรรจถรณ์ ตัดชายพระภูษาแดง ทรงกาสาวพัสตร์ ทรงคล้องบาตรดินที่จะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย จับธารพระกร เสด็จจงกรมไปมา ณ ท้องพระโรงแล้วเสด็จลงจากปราสาท ทรงดำเนินไปในละแวกถนน แต่ไม่มีใครจำพระองค์ผู้เสด็จไปได้เลย ลำดับนั้น ขัตติยกัญญาเจ็ดร้อยนาง ของพระมหาสัตว์นั้นพากันขึ้นไปยังปราสาท ไม่พบพระมหาสัตว์ พบเฉพาะห่อเครื่องอาภรณ์ก็กลับลงมา ตรงไปยังสำนักของนางสนม หมื่นหกพันที่เหลือ ฟังข่าวว่าพระสุตโสมมหิศร องค์ปิยราชสวามีของพวกท่าน ทรงผนวชเสียแล้ว ต่างก็ปริเทวนาการด้วยเสียงอันดัง ออกไปภายนอก. ขณะนั้น มหาชนได้ทราบว่าพระราชาทรงผนวชแล้ว. ชาวพระนครทั้งสิ้น ก็แตกตื่นประชุมกันที่ประตูพระราชวังว่า ข่าวว่า พระราชาของพวกเราทรงผนวชแล้ว. มหาชน ต่างพากันไปยังสถานที่ ๆ เคยประทับ เช่นปราสาทเป็นต้น ด้วยคิดว่า พระราชาจักเสด็จอยู่ที่นี่ จักเสด็จอยู่ตรงนี้ แต่ก็มิได้พบพระราชา จึงพากันเที่ยวปริเทวนาการด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า
พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จไปเที่ยวยังปราสาทใด นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังปราสาทใด นี้คือปราสาทของพระองค์ แพรวพราวไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวัน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวัน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราช อุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมกำนัลใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวัน นั้นของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวัน ของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล ทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของ พระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล ทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของ พระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล ทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีติกิณฺโณ ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผา และนานามาลัย. บทว่า ปริกิณณฺโณ แปลว่า แวดล้อมเป็นแวดวง. บทว่า อิตฺถาคาเรหิ ความว่า หญิงทั้งหลายนับแต่ทาสีไปชื่อว่าอิตถาคาร คือสนมนางใน. แม้อำมาตย์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่า ญาติทั้งนั้นในบทว่า าติสงฺเฆน นี้. บทว่า กูฏาคารํ ได้แก่ พระที่บรรทม และห้องกูฏาคารอันวิจิตรไปด้วยรัตนะทั้งเจ็ด. บทว่า อโสกวนิกา ได้แก่ ภูมิภาคในอโศกวัน. บทว่า สพฺพกาลิกา ความว่า ทนต่อการใช้สอยทุกเมื่อ ทั้งบานเป็นนิตย์.
บทว่า อุยฺยานํ ได้แก่ พระราชอุทยาน เช่นเดียวกับสวนจิตรลดาในนันทนวัน. บทว่า สพฺพกาลิกํ ความว่า ดาดาษไปด้วยไม้ดอก ไม้ผลอันบังเกิดขึ้นในฤดูกาลแม้ทั้งหก คือ ในกรรณิการ์วันเป็นต้น ก็มีดอกไม้ผลิตดอกบานดีตลอดกาลทั้งปวงเหมือนกัน. บทว่า สญฺฉนฺนา ความว่าดาดาษด้วยดีด้วยดอกโกสุม อันเกิดทั้งทางน้ำทางบก มีอย่างต่าง ๆ. บทว่า อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นก.
มหาชนปริเทวนาการในที่นั้น ๆ อย่างนี้แล้ว กลับมายังพระลานหลวงอีก กล่าวคาถา ความว่า
พระเจ้าสุตโสม ทรงสละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกทรงผนวช ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ เที่ยวไป พระองค์เดียว เหมือนช้างตัวประเสริฐ ฉะนั้น
ดังนี้แล้ว ต่างพากันสละสมบัติ ในเรือนของตน ๆ จูงมือบุตรธิดาออกไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั่นเอง. พระราชมารดา ราชบิดา พระชายาพระโอรส ธิดา กับหญิงฟ้อนหมื่นหกพัน ก็ทรงปฏิบัติเช่นนั้นเหมือนกัน. พระนครทั้งสิ้น ดูเหมือนว่างเปล่า ฝ่ายชาวชนบท ก็ได้ตามไปเบื้องหลังแห่งชนเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์ทรงพาบริษัทประมา ๑๒ โยชน์ เสด็จมุ่งตรงไปยังป่าหิมพานต์.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์เสด็จออกอภิเนษกรมณ์จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมารับสั่งว่า พ่อวิสสุกรรมเทพบุตรพระเจ้าสุตโสมมหาราช เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ควรจะได้ที่ประทับทั้งสมาคมก็จักใหญ่หลวง เธอจงไปเนรมิตอาศรมบท ยาว ๓ โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในหิมวันตประเทศ. วิสสุกรรมเทพบุตร ก็บันดาลตามเทวบัญชาทุกประการ จัดบรรพชิตบริขารไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วบันดาลหนทางเดินได้คนเดียวไว้ เสร็จแล้วก็กลับไปยังเทวโลกทันที. พระมหาสัตว์เสด็จไปตามทางนั้น เสด็จเข้าสู่อาศรมบทนั้น พระองค์ทรงผนวชเองก่อนแล้วให้ประชาชนที่เหลือบวชภายหลัง. ในเวลาต่อมา ชนทั้งหลายบวชมากขึ้น. สถานที่กว้างถึง ๓๐ โยชน์ ก็เต็มบริบูรณ์. ก็กำหนดที่ท้าวสักกะทรงใช้วิสสุกรรมเทพบุตรให้เนรมิตอาศรมบทก็ดี กำหนดที่ประชาชนบวชเป็นอันมากก็ดี กำหนดที่พระโพธิสัตว์จัดอาศรมบทก็ดี พึงทราบโดยนัยที่มาแล้ว ในหัตถิปาลชาดกนั่นเอง. มิจฉาวิตกมีกามวิตกเป็นต้น เกิดขึ้นแก่คนใด ๆพระมหาสัตว์เจ้าก็เสด็จเข้าไปหาคน ๆ นั้น ณ ที่นั้น โดยทางอากาศ ประทับนั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ เมื่อจะทรงโอวาท จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า
ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงความยินดี การเล่น และการร่าเริงในกาลก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำ ท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสนนคร น่ารื่นรมย์ ยิ่งนัก ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตอันหาประมาณ มิได้ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่าน ผู้มีบุญกรรม.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๗๐๓ – เล่ม ๖๒ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๒๖๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
จุลฺลสุตโสมชาตกํ
อามนฺตยามิ นิคมนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เนกฺขมฺมปารมึ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุ มหานารทกสฺสปชาตก- สทิสเมว ฯ
อตีเต ปน พาราณสี สุทสฺสนํ นาม นครํ อโหสิ ฯ ตตฺถ พฺรหฺมทตฺโต นาม ราชา อชฺฌาวสิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ทสมาสจฺจเยน มาตุกุจฺฉิโต นิกฺขมิ ฯ ตสฺส ปน ปุณฺณจนฺทสสฺสิรีกํ มุขํ อโหสิ ฯ เตนสฺส โสมกุมาโรติ นามํ กรึสุ ฯ โส วิญฺญุตํ ปตฺโต สุตจิตฺตโก สวนสีโล อโหสิ ฯ เตน นํ สุตโสโมติ สญฺชานึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สิปฺปํ อุคฺคเหตฺวา อาคโต ปิตุสนฺตกํ เสตจฺฉตฺตํ ลภิตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ มหนฺตํ อิสฺสริยํ อโหสิ ฯ ตสฺส จนฺทเทวิปฺปมุขานิ โสฬส อิตฺถีสหสฺสานิ อเหสุํ ฯ โส อปรภาเค ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒนฺโต ฆราวาเสน อนภิรโต อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิตุกาโม อโหสิ ฯ โส เอกทิวสํ กปฺปกํ อามนฺเตตฺวา ยทา เม สมฺม สิรสฺมึ ปลิตํ ปสฺเสยฺยาสิ ตทา เม อาโรเจยฺยาสีติ อาห ฯ กปฺปโก ตสฺส วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อปรภาเค ปลิตํ ทิสฺวา อาโรเจตฺวา เตนหิ นํ สมฺม กปฺปก อุทฺธริตฺวา มม หตฺเถ ปติฏฺฐเปหีติ วุตฺเต สุวณฺณสณฺฑวเสน อุทฺธริตฺวา หตฺเถ ฐเปสิ ฯ ตํ ทิสฺวา มหาสตฺโต ชราย เม สรีรํ อภิภูตนฺติ ภีโต ตํ ปลิตํ คเหตฺวาว ปาสาทา โอตริตฺวา มหาชนสฺส อุปฏฺฐาเน ปญฺญตฺเต ราชปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา เสนาปติปฺปมุขานิ อสีติอมจฺจสหสฺสานิ ปุโรหิตปฺปมุขานิ สฏฺฐิพฺราหฺมณสหสฺสานิ อญฺเญ จ รฏฺฐิกเนคมาทโย พหู ปกฺโกสาเปตฺวา สิรสฺมึ เม ปลิตํ ชาตํ อหํ มหลฺลโกสฺมิ มม ปพฺพชิตภาวํ ชานาถาติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
อามนฺตยามิ นิคมํ มิตฺตามจฺเจ ปาริสชฺเช จ
สิรสฺมึ ปลิตํ ชาตํ ปพฺพชฺชํ ทานิ โรจหนฺติ ฯ
ตตฺถ อามนฺตยามีติ ชานาเปมิ ฯ โรจหนฺติ โรเจมิ อหํ ตสฺส เม โภนฺโต ปพฺพชิตภาวํ ชานาถาติ ฯ
ตํ สุตฺวา เตสุ เอโก วิสารทปฺปตฺโต หุตฺวา คาถมาห
อภุํ เม กถํ นุ ภณสิ
สลฺลํ เม เทว อุรสิ กปฺเปสิ
สตฺตสตา เต ภริยา
กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺตีติ ฯ
ตตฺร อภุนฺติ อวฑฺฒึ ฯ อุรสิ กปฺเปสีติ อุรสฺมึ สุนิสิตโธตสตฺตึ หาเรสิ ฯ สตฺตสตาติ สมชาติกา ขตฺติยกญฺญา สนฺธาเยตํ วุตฺตํ ฯ กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺตีติ ตา ตว ภริยา ตยิ ปพฺพชิเต อนาถา นิปฺปจฺจยา กถํ ภวิสฺสนฺติ เอตา อนาถา กตฺวา ตุมฺหากํ ปพฺพชฺชา นาม น ยุตฺตาติ ฯ
ตโต มหาสตฺโต ตติยํ คาถมาห
ปญฺญายนฺติ เอตา ทหรา
อญฺญํเปตา คมิสฺสนฺติ
สคฺคญฺจ ปตฺถยาโน
เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ
ตตฺถ ปญฺญายนฺตีติ อตฺตโน กมฺเมน ปญฺญายิสฺสนฺติ อหํ เอตาสํ กึ โหมิ สพฺพาเปตา ทหราโย อญฺโญ ราชา ภวิสฺสติ ตํ เอตา คมิสฺสนฺตีติ ฯ
อมจฺจาทโย โพธิสตฺตสฺส ปฏิวจนํ ทาตุํ อสกฺโกนฺตา ตสฺส มาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สา ตุริตตุริตา อาคนฺตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ ตาต ปพฺพชิตุกาโมติ วตฺวา เทฺว คาถาโย อภาสิ
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยสฺส เต โหมหํ มาตา
ยํ เม วิลปนฺติยา
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยนฺตํ อหํ วิชายิสฺสํ
ยํ เม วิลปนฺติยา
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทวาติ ฯ
ตตฺถ ทุลฺลทฺธนฺติ ยํ เอตํ มยา ลภนฺติยา ปุตฺตํ ชมฺมํ ลทฺธนฺติ ทุลฺลทฺธํ ฯ ยํ เมติ เยน การเณน มยิ นานปฺปการกํ วิลปนฺติยา ตฺวํ ปพฺพชิตุํ อิจฺฉสิ เตน การเณน ตาทิสสฺส ปุตฺตสฺส ลภนํ มม ทุลฺลทฺธํ นามาติ ฯ
โพธิสตฺโต เอวํ ปริเทวมานาย มาตรา สทฺธึ กิญฺจิ น กเถสิ ฯ สา โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา สยเมว เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺส ปิตุ อาโรเจสุํ ฯ โส อาคนฺตฺวา เอกนฺตาว คาถมาห
โก นาเมโส ธมฺโม สุตโสม
กา จ นาม ปพฺพชฺชา
ยํ โน อมฺเห ชิณฺเณ จ
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทวาติ ฯ
ตตฺถ ยํ โน อมฺเหติ ยํ ตฺวํ อมฺหากํ ปุตฺโต สมาโน อมฺเห ชิณฺเณ ปฏิชคฺคิตพฺพกาเล อปฺปฏิชคฺคิตฺวา ปปาเต สีลํ ปวตฺเตนฺโต วิย ฉฑฺเฑตฺวา อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เตน ตํ วทามิ โก นาเมโส ตว ธมฺโมติ อธิปฺปาโย ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถ นํ ปิตา ตาต สุตโสม สเจปิ เต มาตาปิตูสุ สิเนโห นตฺถิ ปุตฺตธีตโร เต พหู ตรุณา ตยา วินา วตฺติตุํ น สกฺขิสฺสนฺติ เตสํ วุฑฺฒิปฺปตฺตกาเล ปพฺพชิสฺสสีติ วตฺวา สตฺตมํ คาถมาห
ปุตฺตาปิ ตุยฺหํ พหโว
ทหรา อปฺปตฺตโยพฺพนา
มญฺชู เต ตํ อปสฺสนฺตา
มญฺเญ ทุกฺขํ นิคจฺฉนฺตีติ ฯ
ตตฺถ มญฺชูติ มธุรวจนา ฯ นิคจฺฉนฺตีติ นิคจฺฉิสฺสนฺติ กายกเจตสิกํ ทุกฺขํ ปฏิลภิสฺสนฺตีติ มญฺญามิ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต คาถมาห
ปุตฺเตหิ จ เม เอเตหิ
ทหเรหิ อปฺปตฺตโยพฺพเนหิ
มญฺชูหิ สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหิ
จิรํ ฐตฺวา วินาภาโวติ ฯ
ตตฺถ สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหีติ ตาต น เกวลํ ปุตฺเตเหว อถโข ตุมฺเหหิปิ อญฺเญหิปิ สพฺพสงฺขาเรหิ จิรํปิ ฐตฺวา ทีฆมทฺธานํ ฐตฺวาปิ วินาภาโว นานาภาโวว นิยโต สกลสฺมึปิ หิ โลกสนฺนิวาเส เอกสงฺขาโรปิ นิจฺโจ นาม นตฺถีติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต ปิตุ ธมฺมกถํ กเถสิ ฯ โส ตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถสฺส สตฺตสตานํ ปิยภริยานํ อาโรจยึสุ ฯ ตา จ ปาสาทา โอรุยฺห ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา โคปฺผเกสุ คเหตฺวา ปริเทวมานา คาถมาหํสุ
ฉินฺนํ นุ ตุยฺหํ หทยํ
อาทู กรุณา จ นตฺถิ อมฺเหสุ
ยํ โน วิกนฺทนฺติโย
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทวาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ สามิ สุตโสม อมฺเห วิธวา กตฺวา คจฺฉนฺตสฺส อปฺปมตฺตกสฺสาปิ สิเนหสฺส อภาเวน ฉินฺนํ นุ ตว อมฺเหสุ หทยํ อุทาหุ กรุณาย อภาเวน การุญฺญํ วา นตฺถิ ยํ โน เอวํ วิกนฺทนฺติโย ปหาย ปพฺพชสีติ ฯ
มหาสตฺโต ตาสํ ปาทมูเล ปริวตฺเตตฺวา ปริเทวมานานํ ปริเทวนสทฺทํ สุตฺวา อนนฺตรํ คาถมาห
น จ มยฺหํ ฉินฺนํ วา หทยํ
อตฺถิ กรุณาปิ มยฺหํ ตุมฺเหสุ
สคฺคญฺจ ปตฺถยมาโน
เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ
ตตฺถ สคฺคญฺจาติ อหํ สคฺคญฺจ ปตฺถยนฺโต ยสฺมา จายํ ปพฺพชฺชา นาม พุทฺธาทีหิ วณฺณิตา ตสฺมา ปพฺพชิสฺสามิ ตุมฺเห มา จินฺตยิตฺถาติ ตา อสฺสาเสสิ ฯ
อถสฺส อคฺคมเหสิยา อาโรเจสุํ ฯ สา ครุภารา ปริปุณฺณคพฺภาปิ สมานา อาคนฺตฺวา มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิตา ติสฺโส คาถา อภาสิ
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยสฺส เต อหํ ภริยา
ยํ เม วิลปนฺติยา
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ทุลฺลทฺธํ เม อาสิ สุตโสม
ยสฺส เต อหํ ภริยา
ยํ เม กุจฺฉิปฏิสนฺธึ
อนเปกฺโข ปพฺพชสิ เทว ฯ
ปริปกฺโก เม คพฺโภ กุจฺฉิคโต
ยาว นํ วิชายามิ
มาหํ เอกาปิ วิธวา
ปจฺฉา ทุกฺขานิ อทฺทกฺขินฺติ ฯ
ตตฺถ ยํ เมติ ยสฺมา มม วิลปนฺติยา ตฺวํ อนเปกฺโข ปพฺพชสิ ตสฺมา ยํ มยา ตว สนฺติกา อคฺคมเหสิฏฺฐานํ ลทฺธํ ตํ ทุลฺลทฺธํ เม ฯ ทุติยคาถาย ยสฺมา มํ ตฺวํ กุจฺฉิปฏิสนฺธึ ปหาย อนเปกฺโข ปพฺพชสิ ตสฺมา ยํ มยา ตว ภริยตฺตํ ลทฺธํ ตํ ทุลฺลทฺธํ เมติ อตฺโถ ฯ ยาว นนฺติ ยาวาหํ ตํ คพฺภํ วิชายามิ ตาว อธิวาเสหีติ ฯ
ตโต มหาสตฺโต คาถมาห
ปริปกฺโก เต คพฺโภ กุจฺฉิคโต
อิงฺฆ ตฺวํ วิชายสฺสุ
ปุตฺตํ อโนมวณฺณํ
ตํ หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ
ตตฺถ ปุตฺตนฺติ ภทฺเท ตว คพฺโภ ปริปกฺโกติ ชานามิ ตฺวํ ปน วิชายมานา ปุตฺตํ วิชายิสฺสสิ น ธีตรํ สา ตฺวํ โสตฺถินา วิชายสฺสุ ปุตฺตํ อหํ ปน สทฺธึ ตยา ปุตฺตํ หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามิเยวาติ ฯ
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา โสกํ สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตี อิโตทานิ ปฏฺฐาย เทว อมฺหากํ สิรี นาม นตฺถีติ อุโภหิ หตฺเถหิ หทยํ ธารยมานา อสฺสูนิ มุญฺจนฺตี มหาสทฺเทน ปริเทวิ ฯ อถ นํ สมสฺสาเสนฺโต มหาสตฺโต
มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ
มา โสจิ วนติมิรมตฺตกฺขิ
อาโรห วรปาสาทํ
อนเปกฺโข อหํ คมิสฺสามีติ คาถมาห ฯ
ตตฺถ มา ตฺวํ จนฺเท รุทีติ ภทฺเท จนฺทเทวิ ตฺวํ มา โรทิ มา โสจิ ฯ วนติมิรมตฺตกฺขีติ คิริกณฺณิกปุปฺผสมานเนตฺเต ฯ ปาลิยํ ปน โกวิลารตมฺพกฺขีติ ลิขิตํ ฯ ตสฺส โกวิลารปุปฺผํ วิย ตมฺพเนตฺเตติ อตฺโถ ฯ
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ฐาตุํ อสกฺโกนฺตี ปาสาทํ อภิรุยฺห โรทมานา นิสีทิ ฯ อถ นํ โพธิสตฺตสฺส เชฏฺฐปุตฺโต ทิสฺวา กินฺนุ โข เม มาตา โรทนฺตี นิสินฺนาติ ตํ ปุจฺฉนฺโต คาถมาห
โก ตํ อมฺม โกเปสิ
กึ โรทสิ เปกฺขสิ จ มํ พาฬฺหํ
กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมิ
ญาตีนํ อุทิกฺขมานานนฺติ ฯ
ตตฺถ โกเปสีติ อมฺม โก นาม ตํ โกเปสิ โก เต อปฺปิยํ อกาสิ ฯ อเปกฺขสิ จาติ มํ พาฬฺหํ เปกฺขนฺตี กึการณา โรทสีติ อธิปฺปาโย ฯ กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมีติ อฆาเฏตพฺพํปิ กํ ฆาเฏสึ อตฺตโน ญาตีนํ อุทิกฺขมานานญฺเญว อกฺขาหิ เมติ ปุจฺฉติ ฯ
ตโต เทวี คาถมาห
นหิ โส สกฺกา หนฺตุํ
วิชิตาวี โย มํ ตาต โกเปสิ
ปิตา เต มํ ตาต อวจ
อนเปกฺโข อหํ คมิสฺสามีติ ฯ
ตตฺถ วิชิตาวีติ ตาต โย มํ อิมิสฺสา ปฐวิยา วิชิตาวี โกเปสิ อปฺปิยสมุทาจาเรน เม หทเย โกปญฺจ โสกญฺจ ปเวเสสิ โส ตยา หนฺตุํ น สกฺกา มญฺหิ ตาต ตว ปิตา อหํ รชฺชสิริญฺจ ตญฺจ ปหาย อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ อวจ อิทํ เม โรทนการณนฺติ ฯ
โส ตสฺสา วจนํ สุตฺวาว อมฺม กึ นาเมตํ กเถสิ นนุ เอวํ สนฺเต มยํ อนาถา นาม ภวิสฺสามาติ ปริเทวนฺโต คาถมาห
โยหํ ปุพฺเพ นิยฺยามิ
อุยฺยานํ กุญฺชเร จ โยเธมิ
สุตโสเม ปพฺพชิเต
กถํ นุ ทานิ กริสฺสามีต ฯ
ตสฺสตฺโถ โย อหํ ปุพฺเพ จตุอาชญฺญยุตฺตํ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตํ รถํ อภิรุยฺห อุยฺยานํ คจฺฉามิ มตฺตกุญฺชเร โยเธมิ อญฺเญหิ จ อสฺสกีฬาทีหิ กีฬามิ สฺวาหํ อิทานิ สุตโสเม ปพฺพชิเต กถํ กริสฺสามีติ ฯ
อถสฺส กนิฏฺฐภาตา สตฺตวสฺสิโก เต อุโภปิ โรทนฺเต ทิสฺวา มาตรํ อุปสงฺกมิตฺวา อมฺม กึการณา ตุมฺเห โรทถาติ ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา เตนหิ มา โรทถ อหํ ตาวสฺส ปพฺพชิตุํ น ทสฺสามีติ อุโภปิ เต อสฺสาเสตฺวา ธาติยา สทฺธึ ปาสาทา โอรุยฺห ปิตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตาต ตฺวํ กิร อมฺเห อกามเก ปหาย ปพฺพชามีติ วทสิ อหํ เต ปพฺพชิตุํ น ทสฺสามีติ ปิตรํ คีวายํ ทฬฺหํ คเหตฺวา คาถมาห
มาตุ จ เม รุทนฺตฺยา
เชฏฺฐสฺส จ ภาตุโน อกามสฺส
หตฺเถปิ เม คหิสฺสํ
นหิ คจฺฉสิ โน อกามานนฺติ ฯ
มหาสตฺโต จินฺเตสิ อยํ เม ปริปนฺถํ กโรติ เกน นุโข นํ อุปาเยน ปฏิกฺกมาเปยฺยนฺติ ฯ ตโต ธาติโย โอโลเกตฺวา อมฺม ธาติ หนฺทิมํ มณิกฺขนฺธปิลนฺธนํ ตเวโส โหตุ ปุตฺตํ อปเนหิ มา เม อนฺตรายํ กรีติ สยํ ปุตฺตํ หตฺเถ คเหตฺวา อปเนตุํ อสกฺโกนฺโต ตสฺสา ลญฺจํ ปฏิชาเนตฺวา คาถมาห
อุฏฺเฐหิ ตฺวํ ธาติ
อิมํ กุมารํ รเมหิ อญฺญตฺถ
มา เม ปริปนฺถมกาสิ
สคฺคํ มม ปตฺถยานสฺสาติ ฯ
ตตฺถ อิมํ กุมารนฺติ อมฺม ธาติ ตฺวํ อุฏฺเฐหิ อิมํ กุมารํ อปเนตฺวา อาคนฺตฺวา อิมํ มณึ คเหตฺวา อญฺญตฺถ นํ อภิรเมหีติ ฯ
สา ลญฺจํ ลภิตฺวา กุมารํ สญฺญาเปตฺวา อาทาย อญฺญตฺถ คนฺตฺวา ปริเทวมานา คาถมาห
ยนฺนูนิมํ ทเทยฺยํ ปภงฺกรํ
โก นุ เม อิมินา อตฺโถ
สุตโสเม ปพฺพชิเต
กึ นุ เมนํ กริสฺสามีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ยนฺนูน อิมํ ลญฺจตฺถาย คหึ ตํ ปภงฺกรํ สุปฺปภาสํ มณึ ทเทยฺยํ โก นุ มยฺหํ สุตโสมนรินฺเท ปพฺพชิเต อิมินา นาม อตฺโถติ ฯ กึ นุ เมนํ กริสฺสามีติ อหํ ตสฺมึ ปพฺพชิเต อิมํ น ลภิสฺสามิ ลภนฺตีปิ จ กึ นุ เอตํ กริสฺสามิ ปสฺสถ เม กมฺมนฺติ ฯ
ตโต มหาเสนคุตฺโต จินฺเตสิ สจายํ ราชา เม เคเห ธนํ มนฺทนฺติ สญฺญํ กโรติ มญฺเญ พหุภาวมสฺส กเถสฺสามีติ ฯ โส อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา คาถมาห
โกโส จ ตุยฺหํ วิปุโล
โกฏฺฐาคารญฺจ ตุยฺหํ ปริปูรํ
ปฐวี จ ตุยฺหํ วิชิตา
รมสฺสุ มา ปพฺพชสฺสุ เทวาติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต คาถมาห
โกโส จ มยฺหํ วิปุโล
โกฏฺฐาคารญฺจ มยฺหํ ปริปูรํ
ปฐวี จ มยฺหํ วิชิตา
ตํ หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา ตสฺมึ อปคเต กุลพนฺธนเสฏฺฐี นาม อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา คาถมาห
มยฺหํปิ ธนํ ปหูตํ
สํขฺยาตุํ โนปิ เทว สกฺโกมิ
ตํ เทว เต ททามิ สพฺพมฺปิ
รมสฺสุ มา ปพฺพช เทวาติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต คาถมาห
ชานามิ เต ธนํ ปหูตํ
กุลพนฺธน ปูชิโต ตยา จสฺมิ
สคฺคญฺจ ปตฺถยมาโน
เตนาหํ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา กุลพนฺธเน อปคเต มหาสตฺโต โสมทตฺตํ นาม กนิฏฺฐภาตรํ อามนฺเตตฺวา ตาต อหํ ปญฺชรปกฺขิตฺโต วนกุกฺกุโฏ วิย อุกฺกณฺฐิโต มํ ฆราวาเส อนภิรติ อภิภวติ อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ ตฺวํ อิมํ รชฺชํ ปฏิจฺฉาหีติ รชฺชํ นิยฺยาเทนฺโต คาถมาห
อุกฺกณฺฐิโตสฺมิ พาฬฺหํ
อรติ มํ โสมทตฺต อาวิสติ
พหุกา หิ อนฺตรายา
อชฺเชวาหํ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา โสปิ ปพฺพชิตุกาโม ตํ ทีเปนฺโต อิตรํ คาถมาห
อิทํปิ ตุยฺหํ รุจิตํ สุตโสม
อชฺเชว ทานิ ตฺวํ ปพฺพช
อหํปิ ปพฺพชิสฺสามิ
น อุสฺสเห ตยา วินา อหํ ฐาตุนฺติ ฯ
อถ นํ โส ปฏิกฺขิปิตฺวา อุปฑฺฒํ คาถมาห
นหิ สกฺกา ปพฺพชิตุํ นคเร
นหิ ปจฺจติ ชนปเทวาติ ฯ
ตตฺถ นหิ ปจฺจตีติ อิทาเนว ตาว มม ปพฺพชฺชาธิปฺปายํ สุตฺวาว อิมสฺมึ ทฺวาทสโยชนิเก สุทสฺสนนคเร จ สกลชนปเท จ น ปจฺจติ โกจิ อุทฺธเน อคฺคึ น ชเลติ อมฺเหสุ ปน ทฺวีสุ ปพฺพชิเตสุ อนาถาว รฏฺฐวาสิโน ภวิสฺสนฺติ ตสฺมา น หิ สกฺกา ตยา ปพฺพชิตุํ อหเมว ปพฺพชิสามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาชโน มหาสตฺตสฺส ปาทมูเล ปริวตฺเตตฺวา ปริเทวนฺโต อาห
สุตโสเม ปพฺพชิเต
กถนฺนุ ทานิ กริสฺสามาติ ฯ
ตโต มหาสตฺโต อลํ มา โสจิตฺถ อหํ จิรํปิ ฐตฺวา ตุมฺเหหิ วินา ภวิสฺสามิ อุปฺปนฺนสงฺขาโร หิ นิจฺโจ นาม นตฺถีติ มหาชนสฺส ธมฺมํ กเถนฺโต อาห
อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ
ปริตฺตํ อุทกํว ปงฺกวารมฺหิ
เอวํ สุปริตฺตเก ชีวิเต
น จ ปมชฺชิตุํ กาโล ฯ
อุปนิยฺยติทํ มญฺเญ
ปริตฺตํ อุทกํว ปงฺกวารมฺหิ
เอวํ สุปริตฺตเก ชีวิเต
อถ พาลา ปมชฺชนฺติ ฯ
เต วฑฺฒยนฺติ นิรยํ
ติรจฺฉานโยนิญฺจ เปตฺติวิสยญฺจ
ตณฺหาพนฺธนพนฺธา จ
วฑฺเฒนฺติ อสุรกายนฺติ ฯ
ตตฺถ อุปนิยฺยติทํ มญฺเญติ ตาต อิทํ ชีวิตํ อุปนิยฺยตีติ อหํ มญฺญามิ ฯ อญฺเญสุ สุตฺเตสุ อุปสํหรณตฺโถ อุปนิยฺยนตฺโถ อิธ ปน ปริยาทานตฺโถ ตสฺมา ยถา ปริตฺตํ อุทกํ รชกานํ ขารปงฺกวาเร ปกฺขิตฺตํ สีฆํ ปริยาทิยติ ตถา ชีวิตํปิ ฯ เอวํ สุปริตฺตเก ชีวิเต ตํ ปริตฺตกํ อายุสงฺขารํ คเหตฺวา วิจรนฺตานํ สตฺตานํ น ปุญฺญกิริยาย ปมชฺชิตุํ กาโล อปฺปมาโทว กาตุํ วฏฺฏตีติ อยเมตฺถ อตฺโถ ฯ อถ พาลา ปมชฺชนฺตีติ อชรามรา วิย หุตฺวา คูถกลเล สูกรา วิย หุตฺวา กามปงฺเก นิมฺมุชฺชนฺตา ฯ ปมชฺชนฺติ ฯ อสุรกายนฺติ กาลกญฺชิกาสุรโยนิญฺจ วฑฺเฒนฺตีติ อตฺโถ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต มหาชนสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา ปุปฺผกํ นาม ปาสาทํ อารุยฺห สตฺตมาย ภูมิยา ฐิโต ขคฺเคน จูฬํ ฉินฺทิตฺวา อหํ ตุมฺหากํ กิญฺจิ น โหมิ อตฺตโน ราชานํ คณฺหถาติ สเวฏฺฐนํ จูฬํ มหาชนสฺส อนฺตเร ขิปิ ฯ ตํ คเหตฺวา มหาชโน ภูมิยํ ปวตฺเตนฺโต ปริเทวิ ฯ ตสฺมึ ฐาเน มหนฺตํ รชคฺคํ อุฏฺฐหิ ฯ ปฏิกฺกมิตฺวา ฐิตชโน ตํ โอโลเกตฺวา รญฺโญ จูฬํ ฉินฺทิตฺวา สเวฏฺฐนา จูฬา มหาชนสฺส อนฺตเร ขิตฺตา ภวิสฺสติ เตนายํ ปาสาทสฺส อวิทูเร รชวฏฺฏิ อุคฺคตาติ ปริเทวนฺโต คาถมาห
อูหญฺญเต รชคฺคํ อวิทูเร
ปุปฺผกมฺหิ จ ปาสาเท
มญฺเญ โน เกสา ฉินฺนา
ยสสฺสิโน ธมฺมราชสฺสาติ ฯ
ตตฺถ อูหญฺญเตติ อุฏฺฐหิ ฯ รชคฺคนฺติ รชกฺขนฺโธ ฯ อวิทูเรติ อิโต อมฺหากํ ฐิตฏฺฐานโต อวิทูเร ฯ ปุปฺผกมฺหีติ ปุปฺผกปาสาทสฺส สมีเป ฯ มญฺเญ โนติ อมฺหากํ ธมฺมราชสฺส เกสา ฉินฺนา ภวิสฺสนฺตีติ มญฺญาม ฯ
มหาสตฺโตปิ ปริจาริกํ เปเสตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร อาหราเปตฺวา กปฺปเกน เกสมสฺสุํ โอหาราเปตฺวา อลงฺการํ สยนปิฏฺเฐ ปาเตตฺวา รตฺตปฏานํ ทสานิ ฉินฺทิตฺวา ตานิ กาสายานิ นิวาเสตฺวา มตฺติกปตฺตํ วามํสกูเฏ ลคฺเคตฺวา กตฺตรทณฺฑํ อาทาย มหาตเล อปราปรํ จงฺกมิตฺวา ปาสาทา โอตริตฺวา อนฺตรวีถิยํ ปฏิปชฺชิ ฯ คจฺฉนฺตํ ปน นํ น โกจิ สญฺชานิ ฯ อถสฺส สตฺตสตา ขตฺติยกญฺญา ปาสาทํ อภิรุหิตฺวา ตํ อทิสฺวา อาภรณภณฺฑเมว ทิสฺวา โอตริตฺวา อวเสสานํ โสฬสสหสฺสานํ อิตฺถีนํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตุมฺหากํ ปิยสามิโก สุตโสมมหิสฺสโร ปพฺพชิโตติ มหาสทฺเทน ปริเทวมานา พหิ นิกฺขมึสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ มหาชโน ตสฺส ปพฺพชิตภาวํ อญฺญาสิ ฯ สกลนครํ สงฺขุภิตฺวา ราชา กิร โน ปพฺพชิโตติ ราชทฺวาเร สนฺนิปติ ฯ มหาชโน ราชา อิธ ภวิสฺสติ เอตฺถ ภวิสฺสตีติ ปาสาทาทีนิ รญฺโญ ปริโภคฏฺฐานานิ คนฺตฺวา ราชานํ อทิสฺวา
อยมสฺส ปาสาโท
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺโณ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อยมสฺส ปาสาโท
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยจิตฺรกิณฺโณ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส กูฏาคารํ
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺณํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส กูฏาคารํ
โสวณฺณปุปฺผมาลฺยวีติกิณฺณํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อยมสฺส อโสกวนิกา
สุปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา รมฺมา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อยมสฺส อโสกวนิกา
สุปุปฺผิตา สพฺพกาลิกา รมฺมา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส อุยฺยานํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส อุยฺยานํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส กณิการวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส กณิการวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส ปาฏลิวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส ปาฏลิวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อิทมสฺส อมฺพวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อิทมสฺส อมฺพวนํ
สุปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ รมฺมํ
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆน ฯ
อยมสฺส โปกฺขรณี
สญฺฉนฺนา อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ อิตฺถาคาเรหิ ฯ
อยมสฺส โปกฺขรณี
สญฺฉนฺนา อณฺฑเชหิ จิตฺรกิณฺณา
ยหิมนุวิจริ ราชา
ปริกิณฺโณ ญาติสงฺเฆนาติ อิมาหิ คาถาหิ ปริเทวนฺโต วิจริ ฯ
ตตฺถ วีติกิณฺโณติ สุวณฺณปุปฺเผหิ จ นานามาเลฺยหิ จ สมากิณฺโณ ฯ ปริกิณฺโณติ ปริวาริโต ฯ อิตฺถาคาเรหีติ ทาสิโย อุปาทาย อิตฺถิโย อิตฺถาคารา นาม ฯ ญาติสงฺเฆนาติ อมจฺจาปิ อิธ ญาตโย เอว ฯ กูฏาคารนฺติ สตฺตรตนวิจิตฺโต สยนกูฏาคารคพฺโภ ฯ อโสกวนิกาติ อโสกวนภูมิ ฯ สพฺพกาลิกาติ สพฺพกาลปริโภคกฺขมา นิจฺจปุปฺผิตา จ ฯ อุยฺยานนฺติ นนฺทนวนจิตฺตลตาวนสทิสํ อุยฺยานํ ฯ สพฺพกาลิกนฺติ ฉสุปิ อุตูสุ อุปฺปชฺชนกปุปฺผผลสญฺฉนฺนํ ฯ กณิการวนาทีสุ สพฺพกาลิกนฺติ สพฺพกาเล สุปุปฺผิตผลิตเมว ฯ สญฺฉนฺนาติ นานาวิเธหิ ชลชถลชกุสุเมหิ สุฏฺฐุ สญฺฉนฺนา ฯ อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณาติ สกุณสงฺเฆหิ โอกิณฺณา ฯ
เอวํ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ ปริเทวิตฺวา มหาชโน ปุน ราชงฺคณํ อาคนฺตฺวา
ราชา โข ปพฺพชิโต สุตโสโม
รชฺชํ อิมํ ปหนฺตฺวาน
กาสายวตฺถวสโน
นาโคว เอกโก จรตีติ คาถํ วตฺวา อตฺตโน ฆเร วิภวํ ปหาย ปุตฺตธีตโร หตฺเถสุ คเหตฺวา นิกฺขมิตฺวา โพธิสตฺตสฺเสว สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ตถา มาตาปิตโร ปุตฺตทารา โสฬสสหสฺสา จ นาฏกิตฺถิโย ฯ สกลนครํ ตุจฺฉํ วิย อโหสิ ฯ ชนปทวาสิโนปิ เตสํ ปจฺฉโต ปจฺฉโต อคมํสุ ฯ โพธิสตฺโต ทฺวาทสโยชนิกํ ปริสํ คเหตฺวา หิมวนฺตาภิมุโข ปายาสิ ฯ อถสฺส อภินิกฺขมนํ ญตฺวา สกฺโก วิสฺสกมฺมํ อามนฺเตตฺวา ตาต วิสฺสกมฺม สุตโสมมหาราชา อภินิกฺขมนํ นิกฺขมนฺโต วสนฏฺฐานํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ สมาคโม จ มหา ภวิสฺสติ คจฺฉ หิมวนฺตปฺปเทเส คงฺคาตีเร ตึสโยชนายามํ ปญฺจโยชนวิตฺถตํ อสฺสมปทํ มาเปหีติ เปเสสิ ฯ โส ตถา กตฺวา ตสฺมึ อสฺสมปเท ปพฺพชิตปริกฺขาเร ปฏิยาเทตฺวา เอกปทิกมคฺคํ นีหริตฺวา เทวโลกเมว คโต ฯ มหาสตฺโต เตน มคฺเคน คนฺตฺวา ตํ อสฺสมปทํ ปวิสิตฺวา ปฐมํ สยํ ปพฺพชิตฺวา ปจฺฉา เสเส ปพฺพาเชสิ ฯ อปรภาเค พหู ปพฺพชึสุ ฯ ตึสโยชนิกํ ฐานํ ปริปูริ ฯ วิสฺสกมฺเมน ปน อสฺสมมาปิตนิยาโม จ พหูนํ ปพฺพชิตนิยาโม จ โพธิสตฺตสฺส อสฺสมปทสํวิทหิตนิยาโม จ หตฺถิปาลชาตเก อาคตนเยเนว เวทิตพฺโพ ฯ ตตฺถ มหาสตฺโต ยสฺส ยสฺเสว กามวิตกฺกาทิมิจฺฉาวิตกฺโก อุปฺปชฺชติ ตํ ตํ อากาเสน อุปสงฺกมิตฺวา อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา โอวทนฺโต คาถาทฺวยมาห
มาสฺสุ ปุพฺเพ รติกีฬิตานิ
หสิตานิ อนุสฺสริตฺถ
มา โว กามา หนึสุ
รมฺมญฺหิ สุทสฺสนํ นาม นครํ ฯ
เมตฺตจิตฺตญฺจ ภาเวถ
อปฺปมาณํ ทิวา จ รตฺโต จ
อถ คญฺฉิตฺถ เทวปุรํ
อาวาสํ ปุญฺญกมฺมินนฺติ ฯ
ตตฺถ รติกีฬิตานีติ กามรติยา จ กายวาจาจิตฺตกีฬาวเสน ปวตฺตกีฬิตานิ จ ฯ มา โว กามา หนึสูติ มา ตุมฺเห วตฺถุกามกิเลสกามา หนึสุ ฯ รมฺมญฺหีติ สุทสฺสนนครํ รมณียํ ตํ มา อนุสฺสริตฺถ ฯ เมตฺตนฺติ อิทํ เทสนามตฺตเมว ฯ โส ปน จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร อาจิกฺขิ ฯ อปฺปมาณนฺติ อปฺปมาณสตฺตารมฺมณํ ฯ คญฺฉิตฺถาติ คมิสฺสถ ฯ เทวปุรนฺติ พฺรหฺมโลกํ ฯ
โสปิ อิสิคโณ ตสฺโสวาเท ฐตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสีติ ฯ สพฺพํ หตฺถิปาลชาตเก อาคตนเยเนว กเถตพฺพํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาเนกฺขมฺมํ นิกฺขมิเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตาปิตโร มหาราชกุลานิ อเหสุํ จนฺทา ราหุลมาตา อโหสิ เชฏฺฐปุตฺโต สารีปุตฺโต อโหสิ กนิฏฺโฐ ราหุโล อโหสิ ธาตี ขุชฺชุตฺตรา อโหสิ กุลพนฺธนเสฏฺฐี กสฺสโป อโหสิ มหาเสนคุตฺโต โมคฺคลฺลาโน อโหสิ โสมทตฺตกุมาโร อานนฺโท อโหสิ เสสปริสา พุทฺธปริสา อเหสุํ สุตโสมราชา ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ ฯ
จุลฺลสุตโสมชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ปญฺจมํ ฯ
อิติ จตฺตาลีสนิปาตวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗