ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลสุตโสมชาดก
ชาดกที่ ๕๒๕ · จัตตาฬีสนิบาตชาดก

จุลลสุตโสมชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๕๑๙ · บรรทัด ๑๐๕๖๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลสุตโสมชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อามนฺตยามิ นิคมํ ดังนี้.

เรื่องปัจจุบันนิทาน เช่นเดียวกับในมหานารทกัสสปชาดก. (ส่วนอดีตนิทานมีดังต่อไปนี้)

ก็ในอดีตกาล พระนครพาราณสีได้มีชื่อว่า " สุทัสน นคร " พระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต เสด็จประทับอยู่ในพระนครนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ล่วงไปได้ ๑๐ เดือนก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ก็พระพักตร์ของพระกุมารนั้น มีสิริประหนึ่งดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ด้วยเหตุนั้น พระชนกชนนีจึงทรงขนานพระนามว่า " โสมกุมาร ". ราชกุมารนั้นพอรู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้สนใจในสุตะมีการฟังเป็นปกติ ด้วยเหตุนั้น ชาวประชาจึงถวายพระนามว่า " สุตโสม " ครั้นเจริญวัยแล้ว พระราชกุมาร เสด็จไปเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลาเสด็จกลับมา ก็ได้เศวตฉัตรของพระชนก เสวยราชสมบัติโดยธรรม ได้มีพระอิสริยยศยิ่งใหญ่ พระองค์มีสนมกำนัลใน หมื่นหกพันนาง มีพระนางจันทาเทวีเป็นประธาน. ในเวลาต่อมา ท้าวเธอก็เจริญด้วยพระโอรสธิดาจนไม่ทรงยินดีด้วยฆราวาสวิสัย มีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปสู่ป่า ทรงผนวช. วันหนึ่งจึงตรัสเรียกนายภูษามาลามาตรัสสั่งว่า แน่ะเจ้า เมื่อใด เจ้าเห็นผมที่เศียรของเราหงอกแล้ว เจ้าพึงบอกเราเมื่อนั้น. นายภูษามาลาก็รับพระราชดำรัสของท้าวเธอ เวลาต่อมา ก็เห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อพระราชาตรัสสั่งว่า เจ้าภูษามาลา ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงถอนผมนั้น มาวางไว้ในมือเราจึงเอาแหนบทองถอนพระเกศา มาวางไว้ในพระหัตถ์. พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรดูพระเกศาหงอกนั้น ก็ตกพระทัยว่า สรีระของเราถูกชราครอบงำแล้วจึงทรงถือเส้นพระเกศาหงอกนั้นเสด็จลงจากปราสาท ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ที่แต่งตั้งไว้ ณ ที่เฝ้าของมหาชน แล้วตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ประมาณแปดหมื่นมีเสนาบดีเป็นประมุข พราหมณ์หกหมื่น มีปุโรหิตเป็นประธาน และชาวแว่นแคว้นชาวนิคมเป็นต้นอื่น ๆ มาเฝ้าเป็นจำนวนมาก แล้วตรัสว่า เกศาหงอกเกิดที่เศียรของเราแล้ว เราเป็นคนแก่เฒ่า ท่านทั้งหลายจงรับรู้ความที่เราจะออกบรรพชา ดังนี้แล้ว ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า

เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และข้าราชบริพาร ผมที่เศียรของเรา เกิดหงอกแล้ว บัดนี้ เราพอใจบรรพชาเพศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยามิ ความว่า เราขอประกาศให้ท่านทั้งหลายรับรู้. บทว่า โรจหํ ความว่า เราพอใจ ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรับรู้ว่า เรานั้นจะบรรพชา.

บรรดาชนทั้งหลายที่ได้ฟังพระราชาดำรัสเหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งเป็นคนองอาจแกล้วกล้า กราบทูลคาถา ความว่า

อย่างไรหนอพระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่ ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายา ของพระองค์มีถึง ๗๐๐นาง พระนางเหล่านั้นของ พระองค์ จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุํ ได้แก่ สิ่งอันไม่เป็นความเจริญบทว่า อุรสิ กปฺเปสิ ความว่า พระองค์ทรงยังพระศัสตราอันล้างแล้วด้วยดีให้ไหวใกล้ทรวงอกของข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า สสฺตสตา นี้ อำมาตย์นั้นกล่าวหมายถึง ขัตติยกัญญาผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ ความว่า พระราชชายาของพระองค์เหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงผนวชเสียแล้วจักเป็นอนาถา หาที่พึ่งมิได้ จักอยู่ได้อย่างไร การที่พระองค์ทรงทำนางเหล่านั้นให้ไม่มีที่พึ่ง แล้วทรงผนวชนี้ ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสคาถาที่ ๓ ความว่า

นางเหล่านั้นยังสาว จักปรากฏเอง นางเหล่านั้น จักไปพึ่งพิงพระราชาองค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนา สวรรค์ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงจักบรรพชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺายนฺติ ความว่า นารีเหล่านั้นจักปรากฏด้วยกิจของตน ๆ เราเป็นอะไรของนางเหล่านี้ ทุกนางล้วนยังสาวพระราชาอื่น ๆ ก็ยังมี นารีเหล่านี้ จักไปพึ่งพระราชาอื่น ๆ นั้นได้.

อำมาตย์เป็นต้น เมื่อไม่สามารถจะทูลทัดทานพระโพธิสัตว์ได้ จึงพากันไปยังสำนักของพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระราชชนนี รีบเสด็จมาโดยด่วน ตรัสว่า ลูกรัก ข่าวว่าเจ้าประสงค์จะบวชจริงหรือ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า

ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้า ชื่อว่า ได้รับความยาก เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใย จะบวชให้ได้. ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้ ด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ ห่วงใย จะบวชให้จงได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุลฺลทฺธํ ความว่า เจ้าชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้มาโดยยาก เพราะเมื่อจะได้ก็ต้องผ่าความลำบาก จึงได้เจ้าผู้เป็นบุตรมา. บทว่า ยํ เม ความว่า เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่โดยประการต่าง ๆ เจ้ายังปรารถนาจะบวชให้ได้ด้วยเหตุใด เหตุนั้นการได้บุตรเช่นกับเจ้า จึงชื่อว่าแม่ได้มาด้วยความยากลำบาก.

พระโพธิสัตว์มิได้ตรัสอะไรกับพระราชมารดา ซึ่งทรงปริเทวนาการอยู่อย่างนี้. พระราชชนนีทรงกันแสงร่ำไห้ ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่งเสียเองทีเดียว ลำดับนั้น ประชาชนจึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชบิดาของพระโพธิสัตว์. พระราชบิดาเสด็จมาแล้ว ตรัสคาถาอย่างเดียวกัน ความว่า

ดูก่อนพ่อสุตโสม ธรรมนั้นชื่ออะไร และการ บวชชื่ออะไร เพราะว่า เจ้าจะละทิ้งเราสองคนผู้ แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใย จะบวชอย่างเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน อมฺเห ความว่า เจ้าเป็นบุตรของมารดาบิดา ไยจึงไม่ปฏิบัติมารดาบิดาซึ่งแก่ชรา ในเวลาที่ควรปฏิบัติทอดทิ้งมิได้อาลัยบวชเสีย เหมือนยังกะกลิ้งศิลาลงเหวฉะนั้น ด้วยเหตุนั้นบิดาขอถามเจ้า ธรรมของเจ้านี้ชื่ออะไร ?

พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้วก็นิ่งเสีย. ลำดับนั้น พระราชบิดาจึงตรัสว่า สุตโสมลูกรัก ถ้าหากเจ้าไม่มีความสิเนหาอาลัยในมารดาบิดาแล้วบุตรธิดาของเจ้ายังเล็ก ๆ มีมาก ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากเจ้าได้ ในเวลาเด็กเหล่านั้นเจริญวัยแล้ว เจ้าจึงค่อยบวชเถิด แล้วตรัสคาถาที่ ๗ ความว่า

แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มีมาก ยังเล็ก นัก ยังไม่เป็นหนุ่มสาว กำลังฉอเลาะน่ารักใคร่ เมื่อ ไม่เห็นเจ้าน่าจะลำบากไปตาม ๆ กัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชู ความว่า พูดจาน่ารัก. บทว่า นิคฺจฉนฺติ ความว่า พ่อสำคัญว่า จักพากันถึงความลำบาก คือกลับได้ทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ.

พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว ตรัสพระคาถา ความว่า

ความตั้งอยู่นานแล้วพลัดพรากจากกัน จากโอรส ธิดาเหล่านี้ของหม่อมฉัน ซึ่งกำลังเป็นเด็ก ยังไม่เจริญวัย ช่างฉอเลาะก็ดี จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์และ สิ่งทั้งปวงไปก็ดี เป็นของเที่ยงแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหิ ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ใช่ว่าข้าพระพุทธเจ้า จะจากโอรสธิดาเท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้แม้ทูลกระหม่อมทั้งสอง แม้สรรพสังขารอื่น ๆ ถึงดำรงอยู่ได้นานคือตั้งอยู่สิ้นกาลนาน ก็เพียงที่จะพลัดพรากจากกัน คือความเป็นต่าง ๆ กัน เพราะในโลกสันนิวาสแม้ทั้งสิ้น สังขารแม้อย่างหนึ่ง จะชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มีเลย.

พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแด่พระราชบิดาอย่างนี้ สมเด็จพระราชบิดา ทรงสดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้ทรงดุษณีภาพ ลำดับนั้นอำมาตย์ทั้งหลาย จึงไปแจ้งแก่พระชายาที่รักทั้งเจ็ดร้อยของพระมหาสัตว์ พระชายาเหล่านั้นจึงลงจากปราสาท ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า ต่างยึดข้อพระบาท ปริเทวนาการ กล่าวคาถา ความว่า

พระทัยของทูลกระหม่อม จะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรงพระกรุณาหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่า พระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลาย ผู้คร่ำครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือเพคะ.

คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่พระสุตโสมผู้พระสวามี พระหทัยในพวกกระหม่อมฉัน ของทูลกระหม่อมซึ่งกระทำพวกหม่อมฉันให้เป็นหม้ายเสด็จไปบวช จะตัดขาดเชียวหรือหนอ เพราะไม่มีความสิเนหาแม้เพียงเล็กน้อยหรือชื่อว่าความการุญ ของทูลกระหม่อมไม่มี เพราะไม่มีพระกรุณาจึงละทิ้งพวกหม่อมฉัน ซึ่งคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ไปบรรพชา.

พระมหาสัตว์ ทรงสดับเสียงปริเทวนาการ ของเหล่าบาทบริจาริกาเหล่านั้น ผู้กลิ้งเกลือกร่ำไรรำพันอยู่แทบบาทมูล แล้วตรัสคาถาลำดับต่อไปว่า

ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาใน เธอทั้งหลาย แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักออกบวช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคญฺจ ความว่า พระมหาสัตว์ทรงปลอบใจพระชายาเหล่านั้นว่า เราปรารถนาสวรรค์ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้พุทธาทิบัณฑิต สรรเสริญแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงจักบวช เธอทั้งหลายอย่าคิดเสียใจ.

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงกราบทูลพระมเหสีของพระโพธิสัตว์ให้ทรงทราบ พระอัครมเหสีนั้นมีภาระหนัก ทรงครรภ์บริบูรณ์ เสด็จมาถวายบังคมพระมหาสัตว์ ประทับยืน ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้ตรัสคาถา ๓ คาถาความว่า

ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น อัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงมิได้ทรง เยื่อใย จะทรงผนวชเสีย. ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น พระอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความ ลำบาก เหตุไร พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใยสัตว์ผู้ถือ ปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสีย. ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรง รออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉัน เป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เม ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์มิได้ห่วงใยจะบวชเสีย ตำแหน่งอัครมเหสีที่หม่อมฉันได้จากสำนักของพระองค์นั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก ในคาถาที่สองมีอธิบายว่า เพราะเหตุไรพระองค์จะทรงละหม่อมฉันผู้กำลังท้อง มิได้ห่วงใย บวชเสีย ความเป็นอัครมเหสีของพระองค์ที่หม่อมฉันได้มานั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก. บทว่า ยาว นํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่จนกว่าหม่อมฉันจะประสูติก่อนเถิด.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ความว่า

ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรส ซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด ฉันจักละโอรส พร้อมทั้ง เธอบวชให้จงได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เรารู้ว่าเธอครรภ์แก่ แต่เมื่อเธอประสูติจักประสูติพระโอรส หาใช่ธิดาไม่ ขอเธอจงประสูติโอรสด้วยความสวัสดีเถิด ส่วนเราจะละบุตรกับตัวเธอ บวชให้ได้ทีเดียว.

พระนางเทวี สดับพระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ไม่สามารถจะอดกลั้นความโศกไว้ได้ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม คราวนี้นับแต่วันนี้ไปชื่อว่าสิริของหม่อมฉันคงไม่มีเลย แล้วเอาหัตถ์ทั้งสองกุมพระหทัย หลั่งพระอัสสุชลพลางปริเทวนาการด้วยพระสุรเสียงอันดัง ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะทรงปลอบโยนพระนาง จึงตรัสพระคาถา ความว่า

ดูก่อนพระน้องนางจันทา เธออย่าร้องไห้ไปเลย ดูก่อนพระนางผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่า เศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด เราไม่เยื่อใยจักไปบวช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ ความว่า ดูก่อนพระน้องนางจันทาเทวีผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย. บทว่า วนติมิรมตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีพระเนตรเสมอด้วยดอกอัญชัน แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า " โกวิลารตมฺพกฺขิ " ความก็ว่า เนตรของพระนางจันทาเทวีนั้นแดงเหมือนดอกหงอนไก่.

พระนางจันทาเทวี สดับพระราชดำรัสแล้ว ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาทประทับนั่ง กันแสงอยู่. ลำดับนั้น พระโอรสองค์ใหญ่ของพระโพธิสัตว์ เห็นพระมารดาทรงกันแสง จึงดำริว่า เหตุไรหนอ พระมารดาของเราจึงประทับนั่ง ทรงกันแสงอยู่ เมื่อจะทูลถามพระมารดาจึงตรัสพระคาถา ความว่า

ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุ ไฉนเสด็จแม่ จึงทรงกันแสง และจ้องมองดูหม่อม ฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติที่เห็นอยู่ หม่อมฉัน จะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกเปสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ ใครคนไหน ทำให้เสด็จแม่ต้องขุ่นเคือง คือใครได้ทำสิ่งไม่เป็นที่รักแก่เสด็จแม่. บทว่า อเปกฺขสิ จ มีอธิบายว่า เมื่อเสด็จแม่จ้องหม่อมฉัน ทำไมจึงต้องทรงพระกันแสง. บทว่า กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมิ ความว่า พระราชโอรสทูลถามว่า หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรจะให้ฆ่า สำหรับพระญาติของเสด็จแม่ที่เห็นกันอยู่นั่นแหละ โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉัน.

ลำดับนั้น พระนางเทวี ตรัสพระคาถา ความว่า

ลูกรัก ท่านผู้ใดทรงชนะในแผ่นดิน ท่านผู้นั้น เจ้าไม่อาจจะฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ ว่า ฉันไม่มีความห่วงใย จักไปบวช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตาวี ความว่า ลูกรัก ท่านผู้ใดเป็นผู้ชนะในแผ่นดินนี้ ทำให้แม่ขุ่นเคือง คือยังความโกรธ และความเศร้าโศกให้เข้าไปในหทัยของแม่ ด้วยการกล่าวคำไม่เป็นที่รัก ท่านผู้นั้น ลูกไม่อาจจะฆ่าได้ เพราะเป็นพระบิดาของลูกเอง พระองค์ทรงตรัสกะแม่ว่า เราจักสละสิริราชสมบัติ และตัวเธอ เข้าสู่ป่าแล้วบรรพชา นี้คือเหตุแห่งการกันแสงของแม่.

เชษฐโอรส ทรงฟังพระเสาวนีย์ของพระมารดาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เสด็จแม่ตรัสคำนี้อย่างไรกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ตกเป็นคนอนาถา หาที่พึ่งมิได้มิใช่หรือ ดังนี้แล้ว ทรงปริเทวนาการ ตรัสคาถา ความว่า

เมื่อก่อน เราเคยไปเที่ยวสวนด้วยรถ และรบกัน ด้วยช้างตกมัน เมื่อพระราชบิดาสุตโสม ทรงผนวช แล้ว คราวนี้ เราจักทำอย่างไร ?

คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ เมื่อก่อนเราเคยขึ้นรถ อันประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมด้วยอาชาไนย ๔ ตัว ไปพระราชอุทยานสู้รบกุญชรชาติตัวเมามัน ทั้งเล่นกีฬาอื่น ๆ เช่นอัศวกีฬาเป็นต้น บัดนี้ เมื่อพระราชบิดาสุตโสม ทรงผนวชแล้ว เราจักทำอย่างไร ?

ลำดับนั้น โอรสองค์น้อย ผู้กนิษฐภาดาของเชษฐโอรส มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา เห็นกษัตริย์ทั้งสองทรงกันแสงอยู่ จึงเข้าไปเฝ้าพระมารดาทูลถามว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เพราะเหตุไรเสด็จแม่ กับเสด็จพี่ จึงทรงกันแสงทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว ก็ทูลปลอบโยนท่านทั้งสองว่า ถ้ากระนั้นขอเสด็จแม่และเสด็จพี่อย่าทรงกันแสงเลย หม่อมฉันจักไม่ยอมให้พระบิดาทรงผนวชก่อน แล้วเสด็จลงจากปราสาท พร้อมด้วยพวกพี่เลี้ยง เสด็จไปยังสำนักพระราชบิดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข่าวว่า เสด็จพ่อตรัสสั่งว่า จะละทิ้งหม่อมฉันผู้ไม่ประสงค์ให้บวช ไปบวชเสีย หม่อมฉันไม่ยอมให้เสด็จพ่อบวช ทูลแล้วก็เข้าสวมกอดพระศอ พระราชบิดาไว้แน่น ตรัสคาถา ความว่า

เมื่อพระมารดา ของหม่อมฉัน ทรงกันแสงอยู่ และเมื่อพระเชษฐภาดา ไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็ จักยึดพระหัตถ์ทั้งสองของพระบิดาไว้ เมื่อหม่อมฉัน ทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดาจะยังเสด็จไปไม่ได้.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๗๐๓ – เล่ม ๖๒ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จัตตาฬีสนิบาตชาดก · ๒๒๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. จูฬสุตโสมชาดก (๕๒๕)

ว่าด้วยเหตุที่พระเจ้าจูฬสุตโสมออกผนวช

(พระโพธิสัตว์สุตโสมตรัสว่า)

[๑๙๕]

เราขอประกาศให้ชาวนิคม มิตร อำมาตย์

และข้าราชบริพารได้ทราบ

บัดนี้ ผมที่ศีรษะของเราหงอกแล้ว

เราจึงพอใจการบรรพชา

(อำมาตย์ผู้องอาจแกล้วกล้าคนหนึ่งกราบทูลว่า)

[๑๙๖]

ทำไมหนอ พระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ

พระองค์ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า

พระองค์ทรงมีพระชายาถึง ๗๐๐ นาง

พระชายาเหล่านั้นของพระองค์จักเป็นอย่างไรหนอ

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๑๙๗]

นางทั้งหลายเหล่านั้นจักปรากฏตามกรรมของตนเอง

พวกนางยังสาว จักไปพึ่งพาพระราชาแม้พระองค์อื่นได้

ส่วนเราปรารถนาสวรรค์ เพราะเหตุนั้น จึงจักบรรพชา

(พระราชชนนีรีบเสด็จมาโดยด่วนตรัสถามว่า)

[๑๙๘]

พ่อสุตโสม การที่แม่เป็นแม่ของเจ้า

นับว่าแม่ได้เจ้ามาด้วยความลำบาก เมื่อแม่พร่ำเพ้อรำพันอยู่

เพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่อาลัยจะบวชเสียเล่า

[๑๙๙]

พ่อสุตโสม การที่แม่คลอดเจ้ามา

นับว่าแม่ได้เจ้ามาด้วยความลำบาก เมื่อแม่พร่ำเพ้อรำพันอยู่

เพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่อาลัยจะบวชเสียเล่า

(พระชนกทรงทราบข่าวแล้วเสด็จมา ตรัสถามว่า)

[๒๐๐]

พ่อสุตโสม ธรรมนั่นชื่ออะไร

และอะไรชื่อว่าการบรรพชา

เพราะเหตุไร เจ้าเป็นบุตรของเราทั้ง ๒ จึงไม่มีความอาลัย

จะละทิ้งเราทั้ง ๒ ผู้แก่เฒ่าไปบวชเสียเล่า

[๒๐๑]

แม้ลูกชายลูกสาวของพ่อก็มีอยู่มาก

ยังเล็กอยู่ ยังไม่เป็นหนุ่มเป็นสาว

แม้เด็กเหล่านั้นกำลังฉอเลาะอ่อนหวาน

เมื่อไม่เห็นพ่อ เห็นจะเป็นทุกข์ไปตามๆ กัน

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมสดับพระดำรัสแล้ว กราบทูลว่า)

[๒๐๒]

การอยู่ร่วมกันแม้นานแล้วพลัดพรากจากกัน

ของหม่อมฉันกับลูกทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งยังเด็กอยู่

ยังไม่เป็นหนุ่มเป็นสาว กำลังฉอเลาะอ่อนหวานแม้ทั้งหมด

และจากทูลกระหม่อมทั้ง ๒ พระองค์เป็นของแน่นอน

(พระชายาทั้งหลายทราบข่าวแล้วคร่ำครวญอยู่กราบทูลว่า)

[๒๐๓]

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ

ทูลกระหม่อมทรงตัดพระทัยแล้วหรือ

ทรงหมดความกรุณาในพวกหม่อมฉันหรือ เพราะเหตุไร

ทูลกระหม่อมจึงไม่อาลัยพวกหม่อมฉันผู้คร่ำครวญอยู่

จะเสด็จออกผนวชเสียเล่า

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมสดับเสียงคร่ำครวญของพระชายาเหล่านั้นแล้วตรัสว่า)

[๒๐๔]

เราตัดใจได้แล้วก็หามิได้

และเราก็ยังมีความกรุณาในพวกเธออยู่

แต่ว่าเราปรารถนาสวรรค์

เพราะเหตุนั้น จึงจักบวช

(พระมเหสีทรงพระครรภ์แก่ได้กราบทูลว่า)

[๒๐๕]

เจ้าพี่สุตโสม การที่หม่อมฉันเป็นมเหสีของเจ้าพี่

นับว่าหม่อมฉันได้เจ้าพี่มาด้วยความยากลำบาก

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้อรำพันอยู่

เพราะเหตุไร เจ้าพี่จึงไม่ทรงอาลัย จะทรงผนวชเสียเล่า

[๒๐๖]

เจ้าพี่สุตโสม การที่หม่อมฉันเป็นมเหสีของเจ้าพี่

นับว่าหม่อมฉันได้เจ้าพี่มาด้วยความยากลำบาก

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ เพราะเหตุไร

เจ้าพี่จึงไม่ทรงอาลัยพระโอรสที่ปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน

จะทรงผนวชเสียเล่า

[๒๐๗]

ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว

ขอพระองค์รออยู่จนกว่าหม่อมฉันจะคลอดพระโอรส

ขอหม่อมฉันอย่าได้เป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว

ได้ประสบทุกข์ยากในภายหลัง

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๒๐๘]

ครรภ์ของน้องนางแก่แล้ว

เอาเถิด ขอให้น้องนางจงคลอดบุตร ซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด

ส่วนพี่จักละบุตรและน้องนางไปบวช

(พระโพธิสัตว์ตรัสปลอบโยนพระนางว่า)

[๒๐๙]

อย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย เจ้าจันทา

เจ้าผู้มีดวงเนตรงามดุจดอกกรรณิการ์เขา

จงขึ้นไปยังปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด

พี่จักไปอย่างคนหมดความอาลัย

(พระโอรสองค์ใหญ่ทูลถามว่า)

[๒๑๐]

เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ

ทำไมเสด็จแม่จึงทรงกันแสง

และทรงจ้องดูหม่อมฉันนัก

บรรดาพระญาติที่เห็นๆ กันอยู่

ใครที่หม่อมแม่ฆ่าไม่ได้ หม่อมฉันจะฆ่าเอง

(พระเทวีตรัสว่า)

[๒๑๑]

ลูกรัก ท่านผู้ใดทำให้แม่โกรธ

ท่านผู้นั้นเป็นผู้ชนะในแผ่นดิน เจ้าไม่อาจจะฆ่าเขาได้เลย

ลูกรัก พระบิดาของเจ้าได้พูดกับแม่ว่า

เราจักไปอย่างคนหมดความอาลัย

(พระโอรสองค์ใหญ่คร่ำครวญอยู่ตรัสว่า)

[๒๑๒]

เมื่อก่อน หม่อมฉันนำช้างตกมัน

ไปพระอุทยานและเล่นรบกัน

บัดนี้ เมื่อเสด็จพ่อสุตโสมทรงผนวชแล้ว

หม่อมฉันจักทำอย่างไรหนอ

(น้องชายองค์เล็กของพระโอรสองค์ใหญ่ตรัสว่า)

[๒๑๓]

เมื่อพระมารดาของหม่อมฉันทรงกันแสงอยู่

และเมื่อเจ้าพี่ไม่ทรงยินยอม

หม่อมฉันก็จักยึดแม้พระหัตถ์ทั้ง ๒ ของเสด็จพ่อไว้

เมื่อพวกหม่อมฉันไม่ยินยอม เสด็จพ่อจะเสด็จไปไม่ได้

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๒๑๔]

ลุกขึ้นเถิดเจ้า แม่นม

เจ้าจงชวนกุมารนี้ให้ไปรื่นรมย์ที่อื่นเถิด

กุมารนี้อย่าได้ทำอันตรายแก่เราเลย

เมื่อเรากำลังปรารถนาสวรรค์

(พระพี่เลี้ยงกราบทูลว่า)

[๒๑๕]

ถ้ากระไร เราพึงให้แก้วมณีอันมีแสงสว่างนี้

ประโยชน์อะไรของเรากับแก้วมณีนี้หนอ

เมื่อพระจอมนรชนสุตโสมทรงผนวชแล้ว

เราจะทำอย่างไรกับแก้วมณีนั้นหนอ

(มหาเสนคุตตอำมาตย์กราบทูลว่า)

[๒๑๖]

พระคลังน้อยของพระองค์ก็ไพบูลย์

เรือนคลังหลวงของพระองค์ก็บริบูรณ์

และปฐพี พระองค์ก็ทรงชนะแล้ว

ขอพระองค์ทรงพอพระทัย อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๒๑๗]

พระคลังน้อยของเราจะไพบูลย์ก็ตาม

เรือนคลังหลวงของเราจะบริบูรณ์ก็ตาม

ปฐพีถึงเราชนะแล้วก็ตาม

แต่เราจักละสิ่งนั้นๆ ไปบวช

(กุลวัฒนเศรษฐีกราบทูลว่า)

[๒๑๘]

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ

แม้ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้าก็มีอยู่มากมาย

ข้าพระพุทธเจ้าไม่อาจจะนับได้

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายทรัพย์นั้นแม้ทั้งหมดแด่พระองค์

ขอพระองค์ทรงพอพระทัย อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๒๑๙]

เรารู้ว่า ทรัพย์ของท่านมีอยู่มาก

กุลวัฒนะ และเราท่านก็บูชา

แต่เราปรารถนาสวรรค์

เพราะเหตุนั้น จึงจักบวช

(โพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสต่อไปว่า)

[๒๒๐]

พี่เบื่อหน่ายหนัก ความไม่ยินดีกำลังครอบงำพี่

พ่อโสมทัต เพราะอันตรายของพี่มีมาก

พี่จึงจักบวชวันนี้แหละ

(โสมทัตอนุชาตรัสว่า)

[๒๒๑]

ก็บรรพชากิจนี้เจ้าพี่ทรงพอพระทัย

เจ้าพี่สุตโสม เจ้าพี่ทรงผนวชเถิด

ในวันนี้ เดี๋ยวนี้แหละ แม้หม่อมฉันก็จักบวช

เว้นเจ้าพี่เสียแล้ว หม่อมฉันไม่อาจจะอยู่ได้

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๒๒๒]

เจ้ายังบวชไม่ได้

เพราะใครๆ ในเมืองและในชนบทจะไม่หุงต้มกิน

เมื่อมหาราชร้องไห้คร่ำครวญว่า

พระจอมนรชนสุตโสมทรงผนวชแล้ว

บัดนี้ พวกข้าพระพุทธเจ้าจักทำอย่างไรหนอ

(ต่อแต่นั้น พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๒๒๓]

เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป

เหมือนกับน้ำนิดหน่อยในหม้อกรองน้ำด่าง

เมื่อชีวิตเป็นของน้อยนักอย่างนี้ จึงไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย

[๒๒๔]

เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป

เหมือนกับน้ำนิดหน่อยในหม้อกรองน้ำด่าง

เมื่อชีวิตเป็นของน้อยนักอย่างนี้

ถึงอย่างนั้นพวกคนพาลก็ยังพากันประมาทอยู่

[๒๒๕]

พวกคนพาลเหล่านั้นถูกเครื่องผูกคือตัณหาผูกมัดไว้แล้ว

ย่อมทำนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน

เปรตวิสัย และอสุรกายให้เจริญ

(มหาชนคร่ำครวญกล่าวว่า)

[๒๒๖]

ก็กลุ่มละอองธุลีฟุ้งลอยขึ้น

ในที่ไม่ห่างไกลจากปุปผกปราสาท

ชะรอยพระเกสาของพระธรรมราชา

ผู้เรืองยศของพวกเรา จักถูกตัดแล้ว

(มหาชนไม่เห็นพระราชา จึงเที่ยวคร่ำครวญว่า)

[๒๒๗]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์

เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

[๒๒๘]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์

เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

[๒๒๙]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์

เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

[๒๓๐]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ ปราสาทใดหนอ นี้คือปราสาทของพระองค์

เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย

[๒๓๑]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ อโสกวันใดหนอ นี้คือภูมิภาคแห่งอโสกวันของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๓๒]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ อโสกวันใดหนอ นี้คือภูมิภาคแห่งอโสกวันของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๓๓]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ พระอุทยานใดหนอ นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงามตลอดกาลทั้งปวง น่ารื่นรมย์

[๒๓๔]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ พระอุทยานใดหนอ นี้คือพระราชอุทยานของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๓๕]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สวนกรรณิการ์ใดหนอ นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๓๖]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สวนกรรณิการ์ใดหนอ นี้คือสวนกรรณิการ์ของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๓๗]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สวนปาฏลิวันใดหนอ นี้คือสวนปาฏลิวันของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๓๘]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สวนปาฏลิวันใดหนอ นี้คือสวนปาฏลิวันของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๓๙]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สวนอัมพวันใดหนอ นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๔๐]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สวนอัมพวันใดหนอ นี้คือสวนอัมพวันของพระองค์

มีดอกไม้บานสะพรั่งงดงาม น่ารื่นรมย์ตลอดกาลทั้งปวง

[๒๔๑]

พระราชาทรงมีพระสนมกำนัลในห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สระโบกขรณีใดหนอ นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์

ดารดาษไปด้วยดอกไม้นานาชนิด คับคั่งไปด้วยฝูงนก

[๒๔๒]

พระราชาทรงมีหมู่พระญาติห้อมล้อม เสด็จไป

ณ สระโบกขรณีใดหนอ นี้คือสระโบกขรณีของพระองค์

ดารดาษไปด้วยดอกไม้นานาชนิด คับคั่งไปด้วยฝูงนก

[๒๔๓]

พระเจ้าสุตโสมบรมราชาทรงสละราชสมบัตินี้ผนวชเสียแล้ว

พระองค์ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียว

ดุจพญาช้างตัวประเสริฐ

(พระโพธิสัตว์จูฬสุตโสมตรัสว่า)

[๒๔๔]

ท่านทั้งหลายอย่าหวนระลึกถึงความยินดี

การเล่นและความรื่นเริงทั้งหลายในกาลก่อนเลย

กามทั้งหลายอย่าฆ่าท่านทั้งหลายได้เลย

จริงอยู่ สุทัสสนนครน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก

[๒๔๕]

อนึ่ง ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิต

ที่มีอารมณ์ไม่มีประมาณทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด

เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี

อันเป็นสถานที่อยู่ของท่านผู้บำเพ็ญบุญ ดังนี้แล

จูฬสุตโสมชาดกที่ ๕ จบ

รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้ คือ

๑. เตสกุณชาดก ๒. สรภังคชาดก

๓. อลัมพุสาชาดก ๔. สังขปาลชาดก

๕. จูฬสุตโสมชาดก

จัตตาลีสนิบาต จบ

ชาดก ภาค ๑ จบ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ สุตตันตปิฎกที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๔. สังขปาลชาดกชาดกถัดไป๕๒๖. นฬินิกาชาดก