ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. นฬินิกาชาดก
ชาดกที่ ๕๒๖ · ปัญญาสนิบาตชาดก

นฬินิกาชาดก

ว่าด้วยราชธิดาทำลายตบะของดาบส

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑ · บรรทัด ๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากนฬินิกาชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๓

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงการประเล้าประโลมของปุราณทุติยิกา จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า อุทฺทยฺหเต ชนปโท ดังนี้เป็นต้น.

ก็พระศาสดา เมื่อจะตรัสจึงถามภิกษุนั้นว่า เธอถูกใครทำให้เบื่อหน่าย ? เมื่อภิกษุกราบทูลว่า ถูกภริยาเก่าเป็นผู้ทำให้เบื่อหน่าย ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงคนนี้แลเป็นผู้ทำความพินาศให้แก่เธอ (ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้) แม้ในกาลก่อน เธออาศัยผู้หญิงคนนี้แล้ว เสื่อมจากฌานเป็นผู้ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ดังนี้ จึงทรงนำอดีตนิทานมาว่า

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่า อุทิจจะพอเจริญวัยแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะจนจบแล้ว บวชเป็นฤาษีทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็สำเร็จการอยู่อาศัยในหิมวันตประเทศ. เพราะอาศัยเหตุนั้น โดยนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในอลัมพุสาชาดกนั้นนั่นแล นางเนื้อตัวหนึ่ง จึงตั้งท้องแล้วคลอดลูก. เขาได้มีชื่อว่า อิสิสิงโค เทียว. ต่อมาบิดาได้ให้เขาผู้เจริญวัยแล้วบวช ศึกษาเล่าเรียนการบริกรรมกสิณ. มิช้ามินานนัก เขาก็ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นได้ จึงได้เล่นอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ฌาน ได้เป็นผู้มีตบะกล้าแข็ง มีตบะอย่างยอดเยี่ยม มีอินทรีย์อันชนะอย่างดียิ่ง. เพราะเดชะแห่งศีลของดาบสนั้น ภพท้าวสักกเทวราชจึงหวั่นไหวท้าวสักกเทวราช ทรงใคร่ครวญดูก็ทราบถึงเหตุ คิดว่า เราจักใช้อุบายทำลายศีลของดาบสนี้ให้ได้ จึงห้ามฝนไม่ให้ตก ในกาสิกรัฐทั้งหมดตลอด๓ ปี. แว่นแคว้น ได้เป็นราวกะว่าถูกไฟแผดเผาแล้ว . เมื่อข้าวกล้าไม่สมบูรณ์พวกมนุษย์ถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียน จึงเรียกกันมาประชุมที่พระลานหลวง. ลำดับนั้น พระราชาประทับยืนอยู่ที่ช่องพระแกล ตรัสถามคนเหล่านั้นว่า นั่นอะไรกัน ? พวกมนุษย์ผู้ได้รับความทุกข์ พากันกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อฝนไม่ตกตลอด ๓ ปี แว่นแคว้นทั้งสิ้นก็เร่าร้อน แล้วกราบทูลอีกว่าข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงให้ฝนตกเถิด. พระราชา แม้จะสมาทานศีลเข้าจำอุโบสถ ก็ไม่ทรงสามารถจะให้ฝนตกลงมาได้. ในกาลนั้น ท้าวสักกะเสด็จเข้าไปยังห้องอันประกอบด้วยพระสิริของพระราชาพระองค์นั้น ในเวลาเที่ยงคืน ทรงทำแสงสว่างครั้งหนึ่งแล้ว ได้ประทับยืนที่กลางเวหาส. พระราชาทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ท่านเป็นใครกัน ? ท้าวสักกะตรัสตอบว่า เราเป็นท้าวสักกะ. พระราชาตรัสถามว่า พระองค์เสด็จมาประสงค์อะไรหรือ ? ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า มหาราชเจ้าเอย ! ฝนในแว่นแคว้นของพระองค์ตกบ้างไหม ? พระราชาตรัสว่า ไม่ตกเลย. ท้าวสักกะตรัสถามว่าก็พระองค์ทรงทราบเหตุที่ฝนไม่ตกหรือเปล่า ? พระราชาตรัสว่า ไม่ทราบเลย. ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสชี้แจงว่า มหาราช ! ในหิมวันตประเทศ มีดาบสชื่อว่าอิสิสิงคะอาศัยอยู่. พระดาบสนั้น มีตบะกล้าแข็ง มีอินทรีย์อันชนะอย่างดียิ่ง เมื่อฝนตกลงมาเป็นนิตย์ ท่านโกรธแล้วเพ่งดูอากาศ เพราะฉะนั้น ฝนจึงไม่ตก. พระราชาตรัสถามว่า บัดนี้ จะพึงทำอย่างไรดีในเรื่องนี้ ? ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้ ฝนก็จักตก. พระราชาตรัสถามว่า ก็ใครเล่าจะสามารถทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้. ท้าวสักกะตรัสชี้แจงว่ามหาราช ก็พระราชธิดาพระนามว่านฬินิกาของพระองค์นี้แหละจะเป็นผู้สามารถพระองค์จงให้คนเรียกเธอมาแล้วสั่งว่า ลูกจงไปยังสถานที่ชื่อโน้นแล้ว จงทำลายตบะของพระดาบสให้จงได้. ท้าวสักกเทวราช สั่งสอนพระราชาอย่างนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปยังที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม ในวันรุ่งขึ้น พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้วตรัสสั่งให้เรียกพระราชธิดามาแล้ว ตรัสพระคาถาแรกว่า

ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูก่อนลูก นฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไปนำพราหมณ์ผู้นั้นมาให้เรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เม ความว่า เจ้าจงนำพราหมณ์ผู้ทำความพินาศให้แก่เราคนนั้นมาไว้ในอำนาจของตน คือ จงทำลายศีลของดาบสนั้น ด้วยวิธีให้ยินดีในกิเลสเถิด.

พระราชธิดานั้นสดับคาถานั้นแล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๒ ตอบว่า

ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความลำบาก ไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง จะไปยังป่าที่ช้างอยู่อาศัย ได้อย่างไรเล่า เพคะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขกฺขมา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าหม่อมฉันเป็นผู้อดทนต่อความทุกข์ไม่ได้ ทั้งหม่อมฉันก็ไม่รู้จักหนทางหม่อมฉันนั้นจักไปได้อย่างไรเล่า เพคะ.

ลำดับนั้น พระราชาจึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า

ดูก่อนลูกนฬินิกา เจ้าจงไปอยู่ชนบทที่เจริญด้วย ช้าง ด้วยรถ ด้วยยานที่ต่อด้วยไม้ เจ้าจงไปด้วยอาการ อย่างนี้เถิดลูก เจ้าจงพากองช้าง กองม้า กองรถ กองพลราบไปแล้ว จักนำพราหมณ์ผู้นั้นมาสู่อำนาจ ได้ด้วยผิวพรรณ และรูปสมบัติของเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทารุสงฺฆาฏยาเนน ความว่า แม่นฬินิกา เจ้าจักไม่ต้องเดินไป แต่ว่า เจ้าไปสู่ชนบทที่เจริญ มีภิกษาหาได้ง่าย อันเกษมของตนด้วยพาหนะช้าง ด้วยพาหนะรถทั้งหลายแล้ว ต่อจากสถานที่นั้นไปในที่โล่งแจ้ง จงไปด้วยยวดยานที่ปกปิดแล้วเป็นต้น ในทางน้ำจงไปด้วยเรือและแพ ด้วยยานที่ต่อทำด้วยไม้เถิด. บทว่า วณฺณรูเปน ความว่า เจ้าไม่ต้องลำบากอย่างนั้น พอไปแล้ว ก็จักนำพราหมณ์นั้นมาสู่อำนาจของตนได้ ด้วยผิวพรรณและด้วยรูปสมบัติของเจ้า.

พระราชาพระองค์นั้น ตรัสพระดำรัสที่ไม่ควรจะตรัสกับพระราชธิดาอย่างนั้น ก็เพราะมุ่งอาศัยการที่จะรักษาแว่นแคว้น. แม้พระราชธิดานั้น ก็ทูลรับสนองว่า ดีละ. ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงพระราชทานสิ่งของที่ควรพระราชทานทั้งหมดแก่อำมาตย์แล้ว ทรงส่งพระราชธิดาไปกับพวกอำมาตย์. อำมาตย์ทั้งหลาย พาพระราชธิดาไปถึงปัจจันตชนบทแล้ว ให้ตั้งค่ายพักแรมในชนบทนั้น ให้ยกพระราชธิดาขึ้นแล้ว. เข้าไปยังหิมวันตประเทศ โดยหนทางที่พรานป่าชี้บอก ในเวลาเช้า ก็ถึงที่ใกล้อาศรมบทของดาบสนั้น.

ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ให้บุตรเฝ้าอยู่ที่อาศรมบท ตนเองเข้าไปสู่ป่าเพื่อผลไม้น้อยใหญ่. พวกพรานป่า ไม่ไปยังอาศรมบทเอง แต่ยืนอยู่ที่ที่อยู่ของดาบสนั้น เมื่อจะแสดงที่อยู่นั้นแก่พระนางนฬินิกา จึงกล่าวคำ ๒ คาถาว่า

อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น ปรากฏด้วยธง คือ ต้นกล้วย แวดล้อมด้วยต้นสมอ เป็นที่น่ารื่นรมย์ นั่น คือแสงไฟ นั่นคือควันเห็นปรากฏอยู่ อิสิสิงคดาบส ผู้มีฤทธิ์มาก เห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทลิธชปญฺาโณ มีวิเคราะห์ว่าชื่อว่า กทลิธชปัญญาณะ เพราะอรรถว่า มีธงคือต้นกล้วยปรากฏอยู่. บทว่าอกภุชิปริวาริโต ได้แก่ แวดล้อมด้วยป่าไม้สมอ. บทว่า สงฺขาโต ความว่านั่นคือแสงไฟลุกโพลงประจักษ์อยู่ ด้วยฌานของอิสิสิงคดาบสนั้น. บทว่า มญฺเ โน อคฺคึ ความว่า เราย่อมสำคัญว่า อิสิสิงคดาบสจะไม่ทำไฟของพวกเราให้เสื่อม คือ ให้ลุกโพลง บำเรออยู่.

ฝ่ายพวกอำมาตย์ พากันแวดล้อมอาศรมในเวลาที่พระโพธิสัตว์เข้าไปสู่ป่าทันที ก็พากันตั้งกองอารักขา ให้พระราชธิดาถือเพศเป็นฤาษี เอาผ้าใยไม้สีทองชนิดบางทำเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพแล้ว ให้พระราชธิดาถือเอาลูกข่างอันวิจิตรผูกด้วยเส้นด้าย ส่งเข้าไปยังอาศรมบท พวกตนเองพากันยืนอารักขาอยู่ภายนอก. พระราชธิดานั้นเล่นลูกข่างนั้นพลาง ก็ล่วงล้ำถึงที่สุดจงกรม. ในขณะนั้น อิสิสิงคดาบส กำลังนั่งอยู่แล้วบนแผ่นหินที่ใกล้ซุ้มประตูบรรณศาลา. พระดาบสนั้นมองเห็นหญิงนั้นกำลังเดินมา ตกใจกลัว ลุกขึ้นแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา หยุดยืนอยู่. แม้พระราชธิดานั้น ก็ไปยังประตูบรรณศาลาของพระดาบสนั้นแล้ว ก็เล่น (ลูกข่าง) ต่อไปอีก

ก็พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า

อิสิสิงคดาบสเห็นพระราชธิดา ผู้สวมใส่กุณฑล แก้วมณี เสด็จมาอยู่ กลัวแล้ว เข้าไปสู่อาศรมที่มุง ด้วยใบไม้ ส่วนพระราชธิดาแสดงอวัยวะที่ซ่อนเร้น และอวัยวะที่ปรากฏ เล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรมของ ดาบสนั้น ฝ่ายดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา เห็นพระนาง กำลังเล่นลูกข่างอยู่ จึงออกจากอาศรมแล้วได้กล่าว คำนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคณฺฑุเกนสฺส ความว่า เล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรม ของอิสิสิงคดาบสนั้น. บทว่า วิทํสยนฺตี แปลว่า แสดงอยู่. บทว่า คุยฺหํ ปกาสิตานิ จ ได้แก่ ประกาศแสดงอวัยวะที่ลับ และองคชาตของลับ และประกาศแสดงอวัยวะที่ปรากฏมีใบหน้าและมือเป็นต้น. บทว่า อพรวิ ความว่า เล่ากันว่า พระดาบสนั้น ยืนอยู่ในบรรณศาลาแล้วคิดว่า ถ้าว่าคนคนนี้ จะพึงเป็นยักษ์ไซร้ ก็จะพึงเข้ามายังบรรณศาลาแล้วฉีกเนื้อเราเคี้ยวกิน ผู้นี้เห็นจักไม่ใช่ยักษ์ คงเป็นดาบสแน่.

เพราะฉะนั้น จึงเล่าว่า อิลิสิงคดาบส ออก (จากอาศรม) แล้วกล่าวคำนี้ว่า

ดูก่อนท่านผู้เจริญ ต้นไม้ของท่านที่มีผลเป็นรูป อย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม้ท่านขว้างไปไกลก็กลับมา มิได้ละท่านไปเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เตวํ คตํ ความว่า ต้นไม้ชนิดใดของท่านช่างมีผลอันน่าพึงใจเป็นไปอย่างนี้ ต้นไม้ชนิดนั้นชื่อว่าอะไรหนอคือ พระดาบสสำคัญลูกข่างอันวิจิตรที่ตนเองไม่ได้เคยเห็นมาแล้วในกาลก่อนว่า ลูกข่างนั้น พึงเป็นผลแห่งต้นไม้ จึงได้ถามอย่างนั้น.

ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น เมื่อจะบอกจึงได้ตรัสคาถานี้แก่พระดาบสนั้นว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม่ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้ นั้น มีอยู่มากที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของ ข้าพเจ้า ผลไม้นั้น แม้ข้าพเจ้าขว้างไปไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมีเป คนฺธมาทเน ได้แก่ ที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า. บทว่า ยสฺส เตวํ คตํ ได้แก่ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้. ต อักษร กระทำการเชื่อมบทพยัญชนะ. พระราชธิดานั้น ได้กล่าวมุสาวาท ดังนี้แล.

ฝ่ายพระดาบสเชื่อแล้ว เมื่อจะทำการต้อนรับด้วยสำคัญว่า ท่านผู้นั้นเป็นพระดาบส จึงกล่าวคาถานี้ว่า

เชิญท่านผู้เจริญ จงเข้ามาสู่อาศรมนี้ จงบริโภค จงรับน้ำมันและภักษา เราจักให้ นี้อาสนะ เชิญท่าน นั่งบนอาสนะนี้ เชิญบริโภคเหง้ามันและผลไม้แต่ที่นี้ เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสมิมํ ความว่า เชิญท่านผู้เจริญจงเข้ามาสู่อาศรมนี้เถิด. บทว่า อเทตุ ความว่า เชิญท่านบริโภคอาหารตามที่เราได้ตระเตรียมไว้แล้วเถิด. บทว่า ปชฺชํ ได้แก่ น้ำมันสำหรับทาเท้า. บทว่า ภกฺขํ ได้แก่ ผลไม้น้อยใหญ่อันมีรสอร่อย. บทว่า ปฏิจฺฉ แปลว่าจงรับ. บทว่า อิทมาสนํ ความว่า พระดาบสกล่าวแล้วอย่างนั้น ในเวลาที่พระราชธิดาเข้าไปแล้ว.

บทว่า กินฺเต อิทํ ความว่า เมื่อพระราชธิดาพระองค์นั้น เข้าไปยังบรรณศาลา นั่งบนระหว่างไม้ เมื่อผ้าใยไม้ชนิดบางสีทอง แตกกลางเป็น๒ แฉก สรีระที่ปกปิดก็เปิดเผย. พระดาบส พอเห็นอวัยวะส่วนที่ปกปิดแห่งสรีระของมาตุคาม เพราะค่าที่ตนไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน จึงสำคัญว่า นั่นเป็นแผล แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า

ในระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่าน นี้เป็นอะไร มีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏดุจสีดำ เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะส่วนยาว ของท่าน เข้าไปอยู่ในฝักหรือหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปิจฺฉิตํ ความว่า สัณฐานปากแผลอันมีศิลปะ ถูกสัมผัสด้วยดี ในเวลาประชิดขาอ่อน ๒ ข้างเข้ากัน. จริงอยู่ที่ตรงนั้นได้กลายเป็นหลุมบ่อ เพราะไม่ประกอบด้วยลักษณะที่งดงาม และมีสัณฐานปากแผลอันมีศิลปะนูนขึ้นชัด เพราะประกอบด้วยลักษณะที่งดงาม. บทว่า กณฺหรีวปฺปกาสติ ความว่า ปรากฏดุจสีดำที่ข้างทั้ง ๒. บทว่าโกเส นุ เต อุตฺตมงฺคํ ปวิฏฺํ ความว่า อวัยวะส่วนยาว คือ สัณฐานแห่งเพศของท่าน ย่อมไม่ปรากฏ คือ พระดาบสถามว่า อวัยวะส่วนยาว เข้าไปอยู่ในฝักคือสรีระของท่านหรือหนอ ?

ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น เมื่อจะหลอกลวงพระดาบสนั้น จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า

ข้าพเจ้านี้ เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า ได้ พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามาโดย เร็ว มาทันเข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว มันกัด อวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้าเสีย แผลนั้นก็เหวอะหวะ และเกิดคันขึ้น ข้าพเจ้าไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้ง ปวง ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้ ข้าพเจ้า วิงวอนแล้ว ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ ข้าพเจ้า ผู้เป็นพราหมณ์เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสาทยึ ความว่า พบหมีกำลังวิ่งมาจึงพยายามเอาก้อนดินขว้างปามัน . บทว่า ปติตฺวา แปลว่า วิ่งไล่มา. บทว่า สหสฺชฌปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงคือทันตัวข้าพเจ้าโดยเร็ว. บทว่า ปนุชฺช ได้แก่ ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว. บทว่า อพฺพหิ ความว่า มันใช้ปากกัดอวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้าแล้ว ก็หลีกหนีไป จำเดิมแต่นั้นมา ในที่ตรงนี้แหละ จึงกลายเป็นแผล. บทว่า สฺวายํ ความว่า จำเดิมแต่กาลนั้นมาแผลของข้าพเจ้านี้นั้น จึงเหวอะหวะ และต้องทำการเกาเสมอ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยแล ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับความสุขทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า ปโห แปลว่า สามารถ. บทว่า พฺราหฺมณตฺถํ ความว่า พระราชธิดากล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว กรุณาช่วยทำประโยชน์นี้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็นพราหมณ์เถิด คือความทุกข์นี้ จักได้ไม่มีแก่ข้าพเจ้า ได้แก่ จงช่วยนำไปเสีย.

พระดาบสนั้น เธอคำมุสาวาทของพระราชธิดานั้นว่า เป็นจริง จึงคิดว่า ถ้าความสุขอย่างนั้น จะมีแก่ท่านไซร้ ข้าพเจ้าก็จักทำให้ดังนี้แล้ว ก็มองดูส่วนตรงนั้นแล้ว กล่าวคาถาถัดไปว่า

แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย มีกลิ่น เหม็น และเป็นแผลใหญ่ เราจะประกอบกระสายยา หน่อยหนึ่งให้ท่านตามที่ท่านจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สโลหิโต ได้แก่ มีสีแดง. บทว่าอปูติโก ได้แก่ เว้นจากเนื้อเน่า. บทว่า ปกฺกคนฺโธ ได้แก่ มีกลิ่นเหม็นนิดหน่อย. บทว่า กสายโยคํ ความว่า ข้าพเจ้าจักถือเอาน้ำฝาดจากต้นไม้บางชนิดแล้ว ทำน้ำฝาดนั้นประกอบเป็นยาสมานแผลแก่ท่าน.

ลำดับนั้น พระนางนฬินิกา จึงตรัสคาถาว่า

ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ การประกอบ มนต์ก็ดี การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถก็ดี ย่อม แก้ไม่ได้ ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อนนุ่มของท่าน เสียดสีกำจัดความคัน ตามที่ข้าพเจ้าจะพึงมีความสุข อย่างยิ่งเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมนฺติ ความว่า ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ผู้เจริญ การประกอบมนต์ก็ดี การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถมีดอกและผลเป็นต้นก็ดี ที่แผลของข้าพเจ้านี้ ย่อมแก้ไม่ได้เลย คือการประกอบมนต์เป็นต้นเหล่านั้น ถึงจะทำแล้วหลาย ๆ ครั้ง ก็ไม่เป็นความผาสุกสบายแก่แผลนั้นเลย แต่เมื่อท่านใช้องคชาตอันอ่อนนุ่มของท่านนั้น เสียดสีไปมาเท่านั้น ความคันก็จะไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ขอท่านช่วยเอาองคชาตนั้น กำจัดความคันให้ทีเถอะ.

ตอนที่ ๑ / ๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๐–๓๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญญาสนิบาตชาดก · ๒๕๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

_____________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑๘. ปัญญาสนิบาต

๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)

ว่าด้วยพระราชธิดานฬินิกา

(พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งให้เรียกพระราชธิดานฬินิกามาแล้ว ตรัสว่า ๑-)

[๑]

ลูกหญิงนฬินิกา ชนบทกำลังเดือดร้อน

แม้แคว้นก็กำลังพินาศ มาเถิด ลูกจงไปนำพราหมณ์นั้นมาให้พ่อ

(พระราชธิดานฬินิกาสดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๒]

ทูลกระหม่อมพ่อ หม่อมฉันไม่เคยทนทุกข์ลำบาก

ทั้งไม่ฉลาดในหนทางไกล

หม่อมฉันจักไปยังป่าที่มีช้างอาศัยอยู่ได้อย่างไร

(พระราชาตรัสว่า)

[๓]

ลูกหญิงนฬินิกา ลูกจงไปยังชนบท

ที่มั่งคั่ง ด้วยช้าง ด้วยรถ และด้วยยาน

ที่สร้างด้วยไม้ ๒- โดยวิธีนี้เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ในวงเล็บนี้และทุกวงเล็บที่ปรากฏตลอดคัมภีร์เล่มนี้ ยกมาจากอรรถกถาของชาดกเรื่องนั้นๆ เริ่มจาก

@ขุ.ชา.อ. ๘-๑๐ เป็นลำดับไป

@๒ ยานที่สร้างด้วยไม้ ในที่นี้หมายถึงเรือ (ขุ.ชา.อ. ๘/๓/๓)

[๔]

ลูกจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

และกองพลราบไป ลูกจักนำพราหมณ์มาสู่อำนาจได้

เพราะผิวพรรณและรูปของลูก

(นายพรานป่าชี้ไปที่อาศรม แล้วกราบทูลพระราชธิดานฬินิกาว่า)

[๕]

อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของอิสิสิงคดาบสปรากฏอยู่นั่น

ซึ่งมีต้นกล้วยปรากฏเป็นทิวแถว แวดล้อมไปด้วยป่าแสม

[๖]

นั่นแสงไฟยังโพลงเห็นประจักษ์อยู่ นั่นควันไฟยังปรากฏอยู่

เข้าใจว่า อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากจะยังไม่เลิกบูชาไฟ

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสว่า)

[๗]

อิสิสิงคดาบสมองเห็นพระราชธิดานั้น

สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณีกำลังเสด็จมา

เกิดความกลัว จึงเข้าไปยังอาศรมที่มุงด้วยใบไม้

[๘]

ที่ใกล้ประตูอาศรมของดาบสนั้น

พระราชธิดานั้นก็ทรงแสดงให้เห็นอวัยวะของลับ

และส่วนที่ปรากฏ ขณะเล่นลูกข่างอยู่

[๙]

ฝ่ายชฎิลดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา

ครั้นเห็นพระราชธิดานั้นทรงเล่นอยู่

จึงออกมาจากอาศรมแล้วกล่าวคำนี้ว่า

[๑๐]

พ่อมหาจำเริญ ต้นไม้ของท่านชื่ออะไรที่มีผลเป็นอย่างนี้

ถึงท่านจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล

มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งท่านไป

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๑๑]

ท่านพราหมณ์ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า

ณ ภูเขาคันธมาทน์ ต้นไม้ชนิดนั้นที่มีผลเป็นอย่างนี้มีอยู่มาก

ถึงข้าพเจ้าจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล

มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งข้าพเจ้าไป

(อิสิสิงคดาบสเมื่อจะทำการปฏิสันถาร จึงกล่าวว่า)

[๑๒]

เชิญท่านผู้เจริญเข้าไปยังอาศรมนี้เถิด

จงรับน้ำมันทาเท้าและภักษาหาร ข้าพเจ้าจักให้

นี้อาสนะ เชิญท่านผู้เจริญนั่งบนอาสนะนี้

เชิญท่านผู้เจริญขบฉันเหง้ามันและผลไม้ ณ ที่นี้เถิด

[๑๓]

ที่ระหว่างขาอ่อนทั้ง ๒ ของท่านนี้เป็นอะไร

สวยเรียบดี ปรากฏเป็นเพียงสีดำ

ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า

อวัยวะส่วนปลายยอด ๑- ของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือ

(พระราชธิดานฬินิกาลวงดาบสว่า)

[๑๔]

ข้าพเจ้ากำลังเที่ยวแสวงหารากไม้และผลไม้อยู่ในป่า

ได้ขว้างหมีร้ายกาจตัวหนึ่ง

มันวิ่งปราดเข้าถึงตัวข้าพเจ้าโดยฉับพลัน

ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้วกัดอวัยวะส่วนปลายยอดไป

[๑๕]

แผลนี้ มันรบกวนและเกิดอาการคันขึ้น

ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับความสำราญตลอดเวลา

ท่านผู้เจริญพอจะกำจัดอาการคันนี้ได้หรือ

ข้าพเจ้าขอร้องท่านผู้เจริญ

โปรดบำเพ็ญประโยชน์แก่พราหมณ์ด้วยเถิด

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๑๖]

แผลของท่านมีสีแดง ค่อนข้างลึกและใหญ่

แต่ไม่เน่า มีกลิ่นนิดหน่อย

ข้าพเจ้าจะปรุงยาน้ำฝาดให้ท่านขนานหนึ่ง

เท่าที่ท่านผู้เจริญจะพึงมีบรมสุขได้

@เชิงอรรถ :

@๑ อวัยวะส่วนปลายยอด หมายถึงเครื่องหมายเพศ (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๓/๗)

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๑๗]

ท่านพรหมจารี การเสกมนต์ การปรุงยาน้ำฝาด

และโอสถทั้งหลายก็บำบัดไม่ได้

ขอท่านพึงใช้องคชาตอันอ่อนนุ่มเสียดสีกำจัดอาการคัน

เท่าที่ข้าพเจ้าจะพึงมีบรมสุขได้เถิด

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๑๘]

อาศรมของท่านผู้เจริญอยู่ทางทิศไหนจากที่นี้หนอ

ท่านผู้เจริญย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าหรือ

มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอหรือ

สัตว์ร้ายทั้งหลายไม่เบียดเบียนท่านผู้เจริญหรือ

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๑๙]

จากที่นี้ตรงไปทางทิศเหนือ

มีแม่น้ำชื่อเขมาเกิดจากป่าหิมพานต์

อาศรมที่น่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น

ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง

[๒๐]

ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นหว้า

ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย ออกดอกบานสะพรั่ง

ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง

ซึ่งมีพวกกินนรขับกล่อมอยู่โดยรอบ

[๒๑]

ต้นตาล เหง้าตาล และผลตาล ณ ที่นั้น

มีสีสันงดงามและมีกลิ่นหอม

ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง

ซึ่งประกอบไปด้วยภูมิภาคอันงดงามนั้นบ้าง

[๒๒]

ผลไม้และเผือกมันซึ่งมีสีสันสวยงาม

มีกลิ่นหอมและมีรสอร่อย

ที่อาศรมของข้าพเจ้านั้นมีอยู่เพียงพอ

และพวกนายพรานพากันมายังที่นั้นแล้ว

ขออย่าได้ลักมูลผลาหาร ๑- จากอาศรมของข้าพเจ้านั้นไปเลย

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๒๓]

ขณะนี้ บิดาของข้าพเจ้าไปแสวงหามูลผลาหาร

จะกลับมาในตอนเย็น เราทั้ง ๒ จะไปยังอาศรมนั้น

ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๒๔]

ฤๅษีและพระราชฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดีเหล่าอื่น

มีจำนวนมากอยู่ตามทาง

ท่านจงถามฤๅษีเหล่านั้นถึงอาศรมของข้าพเจ้าเถิด

ฤๅษีเหล่านั้นจักนำท่านไป ณ สถานที่อยู่ของข้าพเจ้าเอง

(พระดาบสโพธิสัตว์กลับมาจากป่าแล้วถามว่า)

[๒๕]

เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ก่อไฟ

เพราะเหตุไรหนอ เจ้าจึงเหงาหงอยซบเซาอยู่

[๒๖]

แน่ะลูกผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เมื่อก่อน ฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็บูชา

แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดแจงไว้

ตั่งเจ้าก็ตั้งไว้ น้ำเจ้าก็ตักไว้เพื่อพ่อ

ลูกยังประพฤติพรหมจรรย์รื่นรมย์อยู่หรือ

[๒๗]

เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ

มิได้ก่อไฟ มิได้หุงต้มโภชนาหาร

วันนี้ ลูกยังมิได้ทักทายพ่อเลย

สิ่งของอะไรหายหรือ หรือว่าลูกมีทุกข์ใจอะไร

@เชิงอรรถ :

@๑ มูลผลาหาร คือ อาหารที่ได้จากรากไม้กล่าวคือเหง้า (เหง้าบัว,หัวเผือก,หัวมัน) และผลไม้ทั้งหลายที่มี

@สีและกลิ่นเป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๒/๑๑)

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๒๘]

ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้มาที่นี่

รูปร่างของเธอสวยงาม น่าชม

ไม่สูงเกินไปและไม่เตี้ยเกินไป มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ศีรษะของเธอผู้เจริญดำสวยงาม

เพราะปกคลุมด้วยผมอันดำสนิทเป็นเงางาม

[๒๙]

ไม่มีหนวด บวชได้ไม่นาน

ก็เธอมีเครื่องประดับเช่นกับเชิงบาตรอยู่ที่คอ

และมีปุ่ม ๒ ปุ่มเกิดที่อกอย่างงดงาม

ทั้งคู่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังผลมะพลับทองคำ

[๓๐]

อนึ่ง ใบหน้าของเธอน่าทัศนายิ่งนัก

กรรเจียกจอนก็ห้อยอยู่ที่หูทั้ง ๒

เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็เปล่งประกายแวววาว

สายรัดชฎาที่ประดับก็โชติช่วงชัชวาล

[๓๑]

และเครื่องประดับอย่างอื่นอีก ๔ อย่างของมาณพนั้น

มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีขาว

เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็แกว่งไกวไปมา

เหมือนหมู่นกติรีฏิ ยามเมื่อฝนตก

[๓๒]

ก็เธอมิได้คาดสายรัดเอวที่ทำด้วยหญ้ามุงกระต่าย

เปลือกปอ และหญ้าปล้อง

สายรัดเอวนั้นปลิวสะบัดเหมือนสายฟ้าในอากาศ

โชติช่วงอยู่ระหว่างสะเอวกับสะโพก

[๓๓]

อนึ่ง ผลไม้ทั้งหลายไม่มีใบ ไม่มีขั้ว ติดอยู่ที่สะเอว

ใต้สะดือ ไม่กระทบกันเลย ส่ายได้เป็นนิจ

พ่อ ผลไม้เหล่านั้นเป็นผลของต้นไม้อะไร

[๓๔]

ก็แหละชฎา ๑- ของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก

มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม

จัดรูปทรงแบ่งศีรษะเป็นสองส่วนได้อย่างงดงาม

ขอให้ชฎาของเราเป็นเช่นนั้นเถิด

[๓๕]

ก็คราวใดชฎิลนั้นสยายชฎา

ที่ประกอบด้วยสีและกลิ่นเหล่านั้น

คราวนั้นอาศรมนี้ก็หอมอบอวล

เหมือนดอกอุบลเขียวที่ต้องลม

[๓๖]

เปือกตมที่เรือนร่างชฎิลนั้นก็น่าดูยิ่งนัก

หาเป็นเช่นกับกายของเราไม่

พอถูกลมโชยพัดก็หอมฟุ้ง

เหมือนป่าไม้มีดอกบานสะพรั่งปลายฤดูร้อน

[๓๗]

ชฎิลนั้นตีผลไม้มีรูปอันวิจิตรงดงามน่าดูลงบนพื้นดิน

และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของชฎิลนั้นอีก

พ่อ ผลไม้นั้นเป็นผลของต้นไม้อะไรหนอ

[๓๘]

อนึ่ง ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก

ขาว เรียบเสมอ เปรียบได้กับสังข์ที่ขัดดีแล้ว

เมื่อเธอยิ้ม ย่อมทำใจให้ผ่องใส

ชฎิลนั้นคงไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่

[๓๙]

คำพูดของเธอไม่หยาบคาย ไม่คลาดเคลื่อน

นุ่มนวล อ่อนหวาน ซื่อตรง ไม่ทำให้ฟุ้งซ่าน ไม่คลอนแคลน

เมื่อเปล่งออกมา น้ำเสียงของเธอทำให้ฟูใจ

ไพเราะจับใจ ดุจเสียงนกการเวก

ทำให้ใจของลูกกำหนัดยิ่งนัก

@เชิงอรรถ :

@๑ ชฎาในที่นี้หมายถึงสายผม (เส้นผมหลายเส้นที่ร้อยในลูกปัด) ที่เอาแก้วแซมผูกไว้มีทรงคล้ายชฎา

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๓๔/๑๙)

[๔๐]

เธอมีน้ำเสียงหยดย้อย ไม่เป็นถ้อยคำที่น่ารังเกียจ

และไม่ประกอบด้วยเสียงอันพึมพำ

ลูกปรารถนาที่จะได้พบเธออีก

เพราะชฎิลหนุ่มได้เป็นมิตรกับลูกมาก่อน

[๔๑]

แผลนี้เชื่อมต่อสนิทดี เกลี้ยงเกลาทุกส่วน

อูมใหญ่ตั้งอยู่อย่างเหมาะเจาะ

งามพร้อมคล้ายกับกลีบบัว

ชฎิลหนุ่มขึ้นคร่อมลูกด้วยแผลนั้นนั่นแหละ

ใช้บั้นเอวดันขาอ่อนให้เปิดไว้

[๔๒]

รัศมีที่แผ่ซ่านจากกายของเธอ

เปล่งปลั่งผุดผ่องสว่างไสว

เหมือนสายฟ้าในอากาศ

แม้แขนทั้ง ๒ ของเธอก็อ่อนนุ่ม

มีขนเช่นกับขนดอกอัญชัน

นิ้วของเธอก็กลมกลึงวิจิตรงดงาม

[๔๓]

เธอมีร่างกายไม่ระคายเคือง มีขนไม่ยาว

แต่มีเล็บยาว ปลายเล็บเป็นสีแดง

ชฎิลหนุ่มรูปงามกอดรัดลูกด้วยลำแขนทั้งหลาย อันอ่อนนุ่ม

บำรุงบำเรอให้รื่นรมย์

[๔๔]

มือทั้งหลาย ของเธออ่อนนุ่ม คล้ายกับปุยนุ่น งามเปล่งปลั่ง

มีผิวพรรณงดงาม กลมกลึงเหมือนแผ่นทองคำอันงดงาม

เธอสัมผัสลูกด้วยมือเหล่านั้นแล้วไปจากที่นี่

เพราะสัมผัสนั้น มันจึงเผาลูกให้เร่าร้อนอยู่ นะท่านพ่อ

[๔๕]

ชฎิลหนุ่มนั้นไม่ได้หาบคอนแน่นอน

มิได้หักฟืนเองแน่นอน มิได้โค่นต้นไม้ด้วยขวานแน่นอน

เพราะที่ฝ่ามือทั้งหลายของเธอไม่กระด้างเลย

[๔๖]

ส่วนเจ้าหมีได้ทำให้ชฎิลหนุ่มนั้นเป็นแผล

ชฎิลหนุ่มนั้นได้กล่าวกับลูกว่า

ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขด้วยเถิด

ลูกได้ช่วยทำให้เธอนั้นมีความสุข

เพราะการกระทำนั้น ความสุขก็มีแก่ลูกด้วย

ท่านผู้ประเสริฐ ก็เธอได้พูดกับลูกว่า ข้าพเจ้ามีความสุขแล้ว

[๔๗]

เครื่องปูลาดใบเถาย่านทรายของท่านพ่อนี้

กระจัดกระจายไปเพราะลูกกับเธอ

เราทั้ง ๒ มีความเหน็ดเหนื่อย จึงรื่นรมย์กันในน้ำ

แล้วพากันเข้ากระท่อมใบไม้อยู่บ่อยๆ

[๔๘]

ท่านพ่อ วันนี้มนต์ทั้งหลายของลูกไม่แจ่มแจ้งเลย

การบูชาไฟและแม้การบูชายัญก็ไม่แจ่มแจ้ง

ตราบใดที่ลูกยังไม่พบพรหมจารีนั้น

ตราบนั้นลูกจะไม่ยอมบริโภคมูลผลาหารของท่านพ่อ

[๔๙]

ท่านพ่อ ท่านต้องรู้จักแน่ว่า พรหมจารีอยู่ ณ ทิศใด

ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงทิศนั้นโดยเร็วเถิดพ่อ

ขอลูกอย่าได้ตายในอาศรมของท่านเลย

[๕๐]

อนึ่ง ลูกได้ฟังมาว่า ป่าไม้ผลิดอกบานสะพรั่ง วิจิตรสวยงาม

กึกก้องไปด้วยเสียงนก มีฝูงนกอยู่อาศัย

ท่านพ่อ ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงป่านั้นโดยเร็วเถิด

ก่อนที่ลูกจะต้องละชีวิตทิ้งไว้ในอาศรมของท่าน

(พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๕๑]

ในราวป่าที่มีรัศมีโชติช่วงนี้

ซึ่งมีหมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรสถิตอยู่

เป็นที่อยู่ของฤๅษีทั้งหลาย

บุคคลผู้เป็นบัณฑิตไม่ควรถึงความไม่ยินดีเช่นนี้เลย

[๕๒]

สัตว์ทั้งหลายเป็นมิตรก็มี ไม่เป็นมิตรก็มี

พวกเขาทำความรักใคร่ในญาติและมิตรทั้งหลาย

ส่วนเจ้ามิคสิงคดาบสนี้จัดว่าเป็นคนเลว

เพราะตนเองยังไม่รู้เลยว่า “เรามาจากไหน”

กลับไว้ใจ(มาตุคามด้วยสำคัญว่าเป็นมิตร)เพราะเหตุไร

[๕๓]

เพราะว่า ขึ้นชื่อว่ามิตรย่อมเชื่อมติดต่อกันได้

เพราะการอยู่ร่วมกันบ่อยๆ

มิตรนั้นนั่นเองของบุคคลผู้ไม่สมาคมกัน

ย่อมเสื่อมไปเพราะการไม่ได้อยู่ร่วมกัน

[๕๔]

หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารี

จะได้เจรจากับพรหมจารี

ลูกจะละทิ้งคุณคือตบะนี้โดยเร็วพลัน

ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป

[๕๕]

หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารีอีก

ได้เจรจากับพรหมจารีอีก

ลูกก็จะละทิ้งเดชแห่งสมณะนี้โดยเร็วพลัน

ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป

[๕๖]

ลูกเอ๋ย ก็ภูต ๑- เหล่านี้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลก

ด้วยการแปลงรูปต่างๆ

คนมีปัญญาไม่ควรคบหาภูตเหล่านั้น

พรหมจารีบุคคลย่อมพินาศไปเพราะเกี่ยวข้องกับภูตนั้น

นฬินิกาชาดกที่ ๑ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภูต ในที่นี้หมายถึงพวกนางยักษิณี ที่เที่ยวแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อหลอกจับมนุษย์กิน

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๕๖/๒๔)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๕. จุลลสุตโสมชาดกชาดกถัดไป๕๒๗. อุมมาทันตีชาดก