ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อุมมาทันตีชาดก
ชาดกที่ ๕๒๗ · ปัญญาสนิบาตชาดก

อุมมาทันตีชาดก

ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๐ · บรรทัด ๑๔๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอุมมาทันตีชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๕

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหารทรงพระปรารภอุกกัณฐิตภิกษุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า นิเวสนํ กสฺส นุทํ สุนนฺท ดังนี้เป็นต้น.

ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้มองเห็นหญิงคนหนึ่ง ซึ่งประดับตกแต่งร่างกาย มีรูปร่างงดงามอย่างยิ่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ไม่อาจจะกลับใจหักห้ามได้ มายังวิหาร จำเดิมแต่นั้น ก็เป็นผู้อ่อนแอเพราะโรค ดุจถูกลูกศรทิ่มแทงแล้ว มีส่วนเปรียบด้วยเนื้อที่วิ่งพล่านไป ฝ่ายผอม ร่างกายมีเส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง กลายเป็นคนผอมเหลือง ไม่ยินดี (ในพระศาสนา) เมื่อไม่ได้ความสบายใจ แม้ในอิริยาบถหนึ่ง จึงละเว้นวัตรมีอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้น อยู่ชนิดที่เว้นว่างจากการประกอบความเพียรในอุทเทส ปริปุจฉา และกัมมัฏฐาน. เธอถูกพวกเพื่อนภิกษุถามว่าอาวุโส เมื่อก่อนท่านมีอินทรีย์เปล่งปลั่ง มีสีหน้าผ่องใส แต่เดี๋ยวนี้ หาได้เป็นอย่างนั้นไม่ เพราะเหตุอะไรกันหนอ ? จึงตอบว่า อาวุโส ผมไม่ยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) เลย. ลำดับนั้น พวกเพื่อนภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวสอนเธอว่า อาวุโสเอย ! ท่านจงยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) เถิด ธรรมดาว่า การอุบัติเกิดแห่งพระพุทธเจ้า เป็นสภาวะที่ได้โดยยาก การได้ฟังพระสัทธรรมและการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ได้โดยยากเหมือนกัน ท่านนั้นได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อปรารถนาจะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ได้ จึงละคนผู้เป็นญาติมีน้ำตานองใบหน้าแล้ว บวชด้วยศรัทธา เพราะเหตุไร ท่านจึงตกไปสู่อำนาจแห่งกิเลสเล่า ขึ้นชื่อว่า กิเลสเหล่านั้น มีทั่วไปแก่คนพาลทุกจำพวก ตั้งแต่สัตว์มีชีวิตไส้เดือนขึ้นไป มีอุปมาเหมือนผลไม้ กิเลสเหล่านั้นเป็นที่ตั้งแห่งวัตถุกาม กามแม้เหล่านั้น มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้น มีประมาณยิ่ง กามทั้งหลาย เปรียบเหมือนร่างกระดูก กามทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนคบเพลิงหญ้า กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน กามทั้งหลายเปรียบเหมือนของที่ยืมเขามา กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลของต้นไม้ที่มีพิษ กามทั้งหลาย เปรียบเหมือนหอกและหลาวกามทั้งหลาย เปรียบเหมือนหัวงู ธรรมดาว่าท่านบวชแล้ว ในพระศาสนาเห็นปานนี้ ยังตกไปสู่อำนาจของเหล่ากิเลส ซึ่งเป็นเหตุกระทำความพินาศถึงอย่างนั้นได้ดังนี้ เมื่อไม่สามารถจะให้ภิกษุนั้นรับเอาถ้อยคำของตนได้ จึงพากันนำไปเข้าเฝ้าพระศาสดายังธรรมสภา เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอพาภิกษุผู้ไม่มีความปรารถนาจะมา ทำไม ? จึงพากันกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบว่าภิกษุรูปนี้ เป็นผู้มีความเบื่อหน่าย เจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ที่เล่ามาเป็นความจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เป็นความจริง พระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ โปราณกบัณฑิตทั้งหลายแม้ตามพร่ำสอน ซึ่งพระราชาผู้ครอบครองราชสมบัติอยู่ จนไม่ตกไปสู่อำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น ห้ามจิตเสียได้ ไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่สมควร ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

ในอดีตกาล ในแคว้นสีวี พระราชาทรงพระนามว่า สีวี ทรงครอบครองราชสมบัติ ในอริฏฐบุรีนคร. พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์พระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้นแล้ว. พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย พากันขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า สีวิกุมาร. แม้บุตรของท่านเสนาบดี ก็คลอดแล้ว. พวกหมู่ญาติ พากันค้างชื่อเด็กนั้นว่า อภิปารกะ. เด็กทั้งสองคนนั้น เป็นสหายกัน พอเจริญวัยที่อายุได้ ๑๖ ปี ไปยังกรุงตักกศิลา พอเล่าเรียนศิลปะจบแล้ว ก็พากันกลับมา. พระราชาได้ทรงพระราชทานพระราชสมบัติให้พระราชโอรสครอบครอง. แม้พระราชโอรสนั้น ก็ทรงแต่งตั้งอภิปารกะไว้ในตำแหน่งเสนาบดีแล้ว ทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม. ในพระนครนั้นนั่นเอง มีบุตรสาวของท่านติริฏิวัจฉเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ เธอมีรูปร่างสวยยิ่งนัก เลอเลิศด้วยความงาม ประกอบด้วยลักษณะอันงดงาม. ในวันตั้งชื่อ หมู่ญาติได้ตั้งชื่อเธอว่า อุมมาทันตี. ในเวลาเธอมีอายุได้ ๑๖ ปี เธอมีผิวพรรณเกินล้ำหมู่มนุษย์ งดงาม น่าดูน่าชมปานเทพยดาชั้นฟ้า. พวกปุถุชนที่พบเห็นเธอเข้าทุกคน ๆ คน ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้โดยภาวะของตน เป็นผู้เมาแล้ว ด้วยความเมาคือกิเลส เหมือนเมาแล้วด้วยน้ำเมา ฉะนั้น ชื่อว่า สามารถจะตั้งสติได้ ไม้ได้มีแล้ว. ครั้งนั้นท่านติริฏิวัจฉะผู้เป็นบิดาของนาง เข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อิตถีรัตนะอันสมควรแด่พระเจ้าแผ่นดิน ได้บังเกิดขึ้นแล้วในเรือนของข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดส่งพราหมณ์ผู้ท่านายลักษณะทั้งหลายไป ให้พิจารณาอิตถีรัตนะนั้นแล้ว โปรดจงทำคามความพอพระทัยเถิด. พระราชา ทรงรับคำแล้วทรงสั่งพราหมณ์ทั้งหลายไปแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้นไปยังเรือนของท่านเศรษฐีแล้ว ได้รับการต้อนรับด้วยสักการะและสัมมานะ พากันบริโภคข้าวปายาสแล้ว.

ในขณะนั้น นางอุมมาทันตี ผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ได้ไปสู่สำนักของพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้น พอพบเห็นนางเข้าก็ไม่สามารถจะดำรงสติไว้ได้ เป็นผู้เมาด้วยความเมาคือกิเลส ไม่ได้รู้เลยว่าตนกำลังบริโภคค้างอยู่. บางพวก ก็จับคำข้าวเอาวางไว้บนศีรษะด้วยสำคัญว่าเราจะบริโภค. บางพวก ก็ยัดใส่ในระหว่างชอกรักแร้. บางพวกก็ทุบตีฝาเรือน. พวกพราหมณ์ได้กลายเป็นคนบ้าไปแม้ทั้งหมด. นางเห็นพราหมณ์เหล่านั้นเข้า จึงกล่าวว่า ทราบว่าพราหมณ์เหล่านี้ จักตรวจดูลักษณะของเรา ท่านทั้งหลาย จงลากคอพราหมณ์เหล่านั้นออกไปให้หมด ดังนี้แล้วให้คนรับใช้นำพราหมณ์เหล่านั้นออกไป. พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ขวยเขินไปยังพระราชนิเวศน์แล้ว โกรธต่อนางอุมมาทันตีจึงกราบทูลความเท็จว่า ขอเดชะ ผุ้หญิงคนนั้น เป็นหญิงกาลกรรณี มิได้สมควรแก่พระองค์เลยพระเจ้าข้า. พระราชา ทรงทราบว่า หญิงคนนั้น เป็นกาลกรรณี จึงมิได้ทรงรับสั่งให้นำหญิงนั้นมา. นางอุมมาทันตีได้ทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า พระราชาไม่ทรงรับเราด้วยทรงสำคัญว่า ทราบว่าเราเป็นคนกาลกรรณี ขึ้นชื่อว่า หญิงกาลกรรณี ย่อมไม่มีรูปร่างอย่างนี้เป็นแน่ ดังนี้ จึงผูกอาฆาตในพระราชาพระองค์นั้นว่า ช่างเถอะ ก็ถ้าว่าเราจักได้เข้าเฝ้าพระราชา ก็จักรู้กัน. ครั้นต่อมา ท่านบิดา ได้มอบเธอให้แก่ท่านอภิปารกะ. นางได้เป็นที่รัก ที่ชอบใจของท่านอภิปารกะเสนาบดี. ถามว่า ก็นางได้มีรูปร่างงดงามอย่างนี้ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ? ตอบว่า ด้วยวิบากแห่งการถวายผ้าแดง.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี นางได้บังเกิดในตระกูลที่ขัดสนในวันมหรสพ เธอมองเห็นผู้หญิงทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยบุญ นุ่งผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกดำ ประดับประดาตกแต่งกำลังเล่นกันอยู่ เป็นเหตุให้เธอต้องการจะนุ่งผ้าเช่นนั้นเล่นกับเขาบ้าง จึงบอกให้มารดาบิดาได้ทราบ เมื่อท่านทั้ง ๒นั้นกล่าวว่า ลูกเอ๋ย ! พวกเราเป็นคนจนขัดสน พวกเราจะได้ผ้าอย่างนั้นแต่ที่ไหนเล่า ดังนี้ จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงอนุญาตให้เรา ทำการรับจ้างในตระกูลมั่งคั่งแห่งหนึ่งเถิด พวกนายจ้างเหล่านั้น รู้คุณของเราแล้วก็คงจักให้เอง ดังนี้ พอได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาแล้ว จึงเข้าไปยิ่งตระกูลหนึ่งกล่าวว่า ดิฉันมาสมัครทำงานรับจ้าง เพื่อต้องการผ้าที่ย้อมด้วยดอกคำ. ลำดับนั้น พวกนายจ้างกล่าวกะเธอว่า เมื่อเจ้าทำงานครบ ๓ ปีแล้ว พวกเรารู้คุณความดีของเจ้าแล้วจักให้แน่. นางรับคำแล้วเริ่มทำงาน พวกนายจ้าง. เหล่านั้น รู้คุณความดีของนางแล้ว ในเมื่อยังไม่ครบ ๓ ปีบริบูรณ์ดีนั่นเองจึงได้มอบผ้าชนิดอื่นพร้อมกับผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกดำชนิดเนื้อแน่น ให้แก่นางแล้วสั่งนางว่า เธอจงไปอาบน้ำพร้อมกับพวกสหายของเธอเสร็จแล้ว จงลองนุ่งผ้า (นี้ดู). นางไปกับพวกหญิงสหายแล้ว วางผ้าที่ย้อมแล้วไว้บนฝั่งอาบน้ำแล้ว. ในขณะนั้น พระสาวกของพระทศพลทรงพระนามว่ากัสสปะรูปหนึ่ง มีจีวรถูกโจรชิงเอาไป นุ่งและห่มกิ่งไม้ที่หักได้ มาถึงยังที่นั้นแล้ว. นางเห็นท่านแล้วคิดว่า ท่านผู้เจริญรูปนี้ เห็นที่จักถูกโจรชิงจีวรไปแล้ว ผ้านุ่งของเราเป็นของหาได้ยาก เพราะไม่ได้ให้ทานไว้แม้ในกาลก่อน จึงฉีกผ้านั้นออกเป็น ๒ ส่วน คิดว่า จักถวายส่วนหนึ่งแด่พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้ ขึ้นจากน้ำแล้ว นุ่งผ้านุ่งสำหรับส่วนตัวแล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดก่อนเจ้าข้า จึงไปไหว้พระเถระแล้ว ฉีกผ้านั้นในท่ามกลาง ได้ถวายส่วนหนึ่งแก่พระเถระนั้น. พระเถระนั้น ยืนอยู่ในที่กำบังส่วนหนึ่ง ทิ้งกิ่งไม้ที่หักได้เสียนุ่งผ้าผืนนั้นชายหนึ่ง ห่มชายหนึ่ง แล้วจึงออกไป. ลำดับนั้น เพราะรัศมีแห่งผ้าอาบทั่วร่างพระเถระ ได้มีแสงรัศมีเป็นอันเดียวกัน ดุจดังพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้น. นางมองดูพระเถรนั้นแล้ว คิดว่า ทีแรกพระผู้เป็นเจ้าของเราไม่งามเลย บัดนี้งามรุ่งโรจน์ดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้นเราจักถวายแม้ผ้าท่อนนี้แก่พระผู้เป็นเจ้านี้แหละ. แล้วถวายผ้าส่วนที่สอง ได้ตั้งความปรารถนาว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันเที่ยวไปในภพ พึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงาม คนใดคนหนึ่ง พบเห็นดิฉันแล้ว อย่าได้อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนเลย ผู้หญิงอื่น ที่ชื่อว่ามีรูปสวยงานเกินกว่าดิฉัน อย่าได้มีเลย แม้พระเถระ กระทำอนุโมทนาแล้ว ก็หลีกไป. นางท่องเที่ยวไปในเทวโลกบังเกิดในอริฏฐบุรีในกาลนั้นแล้ว ได้มีรูปร่างงดงาม เหมือนอย่างที่ได้ปรารถนาไว้แล้วนั้น.

ลำดับนั้น ในพระนครนั้น ประชาชนทั้งหลายได้โฆษณางานมหรสพประจำเดือนกัตติกมาส (เดือน) ประชาชนทั้งหลายได้ตระเตรียมพระนครไว้ในวันมหรสพ เพ็ญเดือนกัตติกมาสแล้ว. ท่านอภิปารกเสนาบดีเมื่อจะไปยังที่รักษา (ที่ทำงาน) ของตน จึงเรียกภริยาสุดที่รักนั้นมาแล้วพูดว่า อุมมาทันตี น้องรัก ! วันนี้ เวลาค่ำคืนแห่งกัตติกมาส จะมีมหรสพ พระราชาจักทรงทำประทักษิณพระนคร เสด็จผ่านประตูเรือนของเรานี้เป็นเรือนแรก น้องอย่าปรากฏตัวให้พระราชาทรงเห็นนะ เพราะถ้าพระองค์เห็นน้องแล้ว จักไม่อาจดำรงสติไว้ได้. นางอุมมาทันตีนั้นรับคำสามีว่า ไปเถอะ คุณพี่ (ถึงเวลานั้นแล้ว) ดิฉันจักรู้ ดังนี้ เมื่อสามีไปแล้ว จึงสั่งบังคับนางทาสีว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมายังประตูเรือนของเรานี้ เจ้าจงบอกแก่เราให้ทราบด้วยนะ. ลำดับนั้น เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว พระจันทร์เพ็ญลอยเด่นขึ้นแทนที่พระนครที่ประดับประดาตกแต่งแล้ว ดูงดงามปานเทวนคร ประทีปลุกโพลงสว่างไสวทั่วทุกทิศ พระราชาทรงประดับตกแต่งด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพทรงประทับบนรถม้าคันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ทรงกระทำประทักษิณพระนครด้วยยศใหญ่ เสด็จถึงประตูเรือนของท่านอภิปารกเสนาบดีเป็นเรือนแรกทีเดียว. ก็เรือนหลังนั้น แวดล้อมด้วยกำแพงสีดังมโนศิลา มีหอคอยอยู่ที่ซุ้มประตูอันประดับตกแต่งจนงามเลิศ น่าดูชม. ขณะนั้น นางทาสีได้เรียนแจ้งให้นางอุมมาทันตีทราบแล้ว. นางอุมมาทันนี้ให้นางทาสีถือพานดอกไม้แล้ว ยืนพิงบานหน้าต่างด้วยลีลาอันงดงามดุจนางกินรี โปรยดอกไม้ใส่พระราชา. พระราชาเหลือบแลดูนาง ทันทีก็เกิดความเมาด้วยความเมาคือกิเลส ไม่อาจจะดำรงสติไว้ได้ จนไม่สามารถจะจำได้ว่า เรือนหลังนี้ เป็นของท่านอภิปารกเสนาบดี.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว เมื่อจะตรัสถาม จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า

ดูก่อนนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อม ด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และเหมือน เปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น ดูก่อนนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็น ภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวงแหนหรือ สามีของนาง หรือไม่ เราถามแล้วขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺส นุทํ ตัดบทเป็น กสฺส นุ อิทํ แปลว่า นี้ (เรือน) ของใครหนอ. บทว่า ปณฺฑุมเยน ได้แก่ อันสำเร็จด้วยกำแพงอิฐสีแดง. บทว่า ทิสฺสติ ความว่า ปรากฏยืนอยู่ที่บานหน้าต่าง. บทว่า อจฺจิ ได้แก่ กองไฟที่มีลมโหมลุกโพลง. บทว่า ธีตา นายํ ตัดบทเป็น ธีตา นุ อยํ เป็นธิดา (ของใคร) หนอ. บทว่า อวาวตา ได้แก่ไม่มีผู้กีดกั้น คือ ไม่มีผู้หวงแหนหรือ. บทว่า ภตฺตา ความว่า สามีของนางมีหรือไม่ เจ้าจงบอกความนี้แก่เรา.

ลำดับนั้น นายสารถี เมื่อจะกราบทูลแจ้งเนื้อความแด่พระราชา จึงได้กราบทูลคาถา ๒ คาถาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงนั้นพร้อมทั้งมารดา บิดา และสามี ของนาง ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นผู้ไม่ ประมาทในประโยชน์ของพระองค์ทั้งกลางคืนกลางวัน สามีของนางเป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและมั่งคั่ง ทั้ง เป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ข้าแต่พระราชา หญิงนั้น คือ ภรรยาของอภิปารกเสนาบดี เธอมีชื่อ ว่า อุมมาทันตี พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺยา จ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงคนนั้นพร้อมทั้งมารดาและบิดา. ศัพท์ว่า อโถปิ นายสารถีกราบทูลว่า แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก. บทว่า อิทฺโธ แปลว่า เป็นผู้ได้รับความสำเร็จแล้ว. บทว่า ผีโต ได้แก่ พรั่งพร้อมด้วยผ้าและเครื่องอลังการทั้งหลาย. บทว่า สุวฑฺฒิโต ได้แก่ เป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ดี. บทว่า นามเธยฺเยน แปลว่า มีชื่อ. จริงอยู่ หญิงคนนี้ ย่อมทำบุรุษผู้ที่มองดูนางให้หลงใหลคล้ายคนบ้า คือ ไม่ให้บุรุษนั้นดำรงสติอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าอุมมาทันตี ดังนี้.

พระราชาได้ทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว เมื่อจะทรงชมเชยชื่อของนางนั้นจึงตรัสคาถาติดต่อกันว่า

ดูก่อนท่านผู้เจริญ ๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้ หญิงคนนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดีจริงอย่างนั้น เมื่อนาง มองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหลคล้ายคนบ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺยา จ เปตฺยา จ แปลว่า ที่มารดาและบิดา. บทว่า มยฺหํ เป็นสัมปทานะใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. บทว่า อวโลกยนฺตี ความว่า เธอถูกเรามองดูแล้ว หันกลับมามองดูเราบ้าง ได้ทำเราให้หลงใหลคล้ายคนบ้า.

แม้นางอุมมาทันตีนั้น ทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงหวั่นไหวพระหทัยแล้ว จึงปิดหน้าต่างแล้ว ได้เข้าสู่ห้องอันประกอบด้วยสิริตามเดิม. จำเดิมแต่กาลที่พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว พระองค์ไม่ได้มีพระหทัยที่จะทรงการทำประทักษิณพระนครเลย. พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว ตรัสว่า สุนันทะสหายเอ๋ย ! เจ้าจงกลับรถเถิด งานมหรสพนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา แต่สมควรแก่อภิปารกเสนาบดี ถึงพระราชสมบัติ ก็สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีนั้นเหมือนกัน ดังนี้ จึงให้นายสารถีกลับรถแล่นถึงสถานที่ เสด็จขึ้นพระปราสาทแล้ว ทรงบรรทมบ่นเพ้อบนที่บรรทมอันประกอบด้วยสิริ ตรัสว่า

ตอนที่ ๑ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖–๗๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญญาสนิบาตชาดก · ๓๔๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๔๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๕๗]

สุนันทะ นี้เป็นนิเวศน์ของใครหนอ

ล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง

ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกลประดุจเปลวไฟในอากาศ

และประดุจเปลวไฟบนยอดภูเขา

[๕๘]

สุนันทะ หญิงนี้เป็นธิดาของใครหนอ

เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร

เป็นหญิงโสดหรือว่ามีภัสดาในนิเวศน์นี้

เราถามแล้ว ท่านจงบอกมาโดยเร็วเถิด

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หญิงคนนั้น

ข้าพระองค์รู้จักทั้งมารดาและบิดาของนาง

แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก

ข้าแต่พระภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นข้าราชบริพารของพระองค์เอง

เป็นผู้ไม่ประมาทในราชกิจอันเป็นประโยชน์ของพระองค์

ทั้งกลางวันและกลางคืน

[๖๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ก็อำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์

ผู้ประสบความสำเร็จ มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรือง

นางเป็นภรรยาของอภิปารกอำมาตย์นั้นเอง

ชื่อว่าอุมมาทันตี พระเจ้าข้า

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๖๑]

พ่อมหาจำเริญ พ่อมหาจำเริญ ชื่อของนางนี้

มารดาและบิดาตั้งให้เหมาะสมดีจริง เป็นความจริงอย่างนั้น

เมื่อนางอุมมาทันตีมองดูเรา ได้ทำให้เราคล้ายจะเป็นบ้า

[๖๒]

ในคืนเดือนเพ็ญ นางมีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายตานางเนื้อทราย

ร่างกายมีผิวพรรณดุจกลีบดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง

ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งผ้าสีแดงดุจสีเท้านกพิราบแล้ว

สำคัญว่าดวงจันทร์ขึ้น ๒ ดวง

[๖๓]

คราวใดนางชมดชม้อยชำเลืองมองดูเราด้วยอาการ

อันอ่อนหวาน ด้วยใบหน้าอันเบิกบานงดงามบริสุทธิ์

ประดุจจะลักเอาดวงใจของเราไป ประหนึ่งนางกินนรี

เกิดที่ภูเขาในป่าลักเอาดวงใจของกินนรไป

[๖๔]

คราวนั้นนางผู้เลอโฉม มีผิวกายสีทอง

ใส่ตุ้มหูแก้วมณี มีผ้านุ่งท่อนเดียว ชำเลืองดูเรา

ประดุจนางเนื้อทรายตื่นตกใจกลัวเมื่อเห็นนายพราน

[๖๕]

เมื่อไรเล่า แม่นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม

แขนอ่อนนุ่ม ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

มีนิ้วกลมกลึง งามตั้งแต่ศีรษะ

จักบำเรอเราด้วยกิริยาอันชดช้อยชาญฉลาด

[๖๖]

เมื่อไรเล่า ธิดาของท่านติรีฏิ

ผู้มีทับทรวงสังวาลทองคำ เอวเล็กเอวบาง

จักกอดเราด้วยแขนทั้ง ๒ อันอ่อนนุ่ม

ประดุจเถาย่านทรายรึงรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

[๖๗]

เมื่อไรเล่า นางผู้มีผิวพรรณงามแดงดังน้ำครั่ง

มีเต้าถันกลมกลึงประดุจฟองน้ำ

ร่างกายมีผิวพรรณดังกลีบดอกบุณฑริก

จักโน้มปากเข้าจุมพิตปากเรา

เหมือนดังนักเลงสุรายื่นจอกสุราให้นักเลงสุราด้วยกัน

[๖๘]

เมื่อใด เราได้เห็นนางผู้มีสรรพางค์กาย

อันเจริญ น่ารื่นรมย์ใจ ยืนอยู่

เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกตัวเลย

[๖๙]

เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ใส่ตุ้มหูแก้วมณีแล้ว

นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน

เหมือนปราชัยต่อข้าศึกมาแล้วตั้งพันครั้ง

[๗๐]

หากท้าวสักกะจะพึงประทานพรแก่เราไซร้

ขอเราพึงได้พรนั้นเถิด

อภิปารกเสนาบดีพึงอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี

ตลอดคืนหนึ่งหรือสองคืน

จากนั้นพระเจ้ากรุงสีพีพึงได้อภิรมย์กับนางบ้าง

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๑]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งภูต

เมื่อข้าพระองค์นมัสการอยู่ซึ่งภูตทั้งหลาย

เทวดาตนหนึ่งได้มากล่าวเนื้อความนี้กับข้าพระองค์ว่า

พระทัยของพระราชาจดจ่ออยู่เฉพาะนางอุมมาทันตี

ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์

ขอพระองค์ทรงให้นางบำเรอเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๒]

เราจะพึงคลาดไปจากบุญ และมิใช่เราจะไม่ตาย

ทั้งประชาชนจะพึงรู้ความชั่วของเรานี้

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นอกจากพระองค์และข้าพระองค์แล้ว

ประชาชนแม้ทั้งหมดไม่พึงรู้กรรมที่ทำแล้วได้

ข้าพระองค์ทูลถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์

โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า ๑-

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๔]

คนผู้ทำกรรมชั่วย่อมคิดว่า

คนเหล่าอื่นอย่ารู้การกระทำนี้เลย

แต่ว่า คนบนพื้นปฐพีที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ๒- ยังมีอยู่

ย่อมจะเห็นเขาผู้กระทำกรรมชั่วนั้น

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๕]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้

เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ

ขอพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีทันที

ดุจราชสีห์เข้าไปยังถ้ำศิลา

@เชิงอรรถ :

@๑ ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หมายถึงการร่วมอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี (ภรรยาผู้อื่น) เป็นการทำกรรมหยาบช้า

@คือ ตัณหาดุจต้นไม้ที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๒/๔๖)

@๒ นรชนผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรผู้มีฤทธิ์

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๗๔/๔๖)

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๗]

ปราชญ์ทั้งหลายถึงจะถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว

ก็จะไม่สละกรรมที่มีผลเป็นสุข

หรือแม้ลุ่มหลงมัวเมาด้วยความสุข

ก็จะไม่ประพฤติกรรมชั่ว

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๘]

ก็พระองค์ทรงเป็นทั้งมารดาและบิดา เป็นภัสดา เป็นนาย

เป็นผู้ชุบเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์

ข้าพระองค์พร้อมทั้งบุตรและภรรยาเป็นทาสของพระองค์

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกาม

ตามความสำราญเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๙]

ผู้ใดกระทำความชั่วด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่

ครั้นกระทำแล้ว ผู้นั้นก็ไม่หวั่นเกรงต่อชนเหล่าอื่น

เพราะกรรมนั้น เขาย่อมมีอายุอยู่ได้ไม่ยืนยาว

แม้เทพทั้งหลายก็มองเขาด้วยสายตาอันเหยียดหยาม

[๘๐]

ชนเหล่าใดผู้ดำรงอยู่ในธรรม

รับทานที่เป็นของชนเหล่าอื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับ เป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้นแม้ทั้งหมด

ย่อมทำกรรมอันมีผลเป็นสุขทีเดียว

[๘๑]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้

เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๓]

ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน

หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น ๑-

(ผู้นั้นชื่อว่า ไม่รู้ธรรม) ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า

ความทุกข์ ความสุขนี้ของเราเป็นอย่างไร

ของคนเหล่าอื่นก็เป็นอย่างนั้น

ผู้นั้นชื่อว่า รู้ธรรม

[๘๔]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

@เชิงอรรถ :

@๑ ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หมายถึงผู้ที่ถูกทุกข์บีบคั้นแล้วใส่ทุกข์ให้แก่คนอื่นคือ

@นำทุกข์ออกจากสรีระของตัวแล้วใส่ในสรีระของผู้อื่น หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น

@หมายถึงผู้ที่ถือเอาความสุขของคนอื่นมาใส่ไว้ในตน ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจัก

@นำความทุกข์ออกจากตน” ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข

@สบาย” ชื่อว่าทำความสุขของคนอื่นให้พินาศเพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข” คนนั้นชื่อว่า

@ไม่รู้ธรรม

@ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า “ความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น”

@ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือ รู้จักธรรม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓/๔๗)

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน พระองค์ทรงทราบว่า

นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระองค์

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์

ข้าพระองค์ขอถวายนางผู้เป็นที่รักแด่พระองค์

ขอเดชะสมมติเทพ บุคคลให้สิ่งของอันเป็นที่รัก

ย่อมได้สิ่งของอันเป็นที่รัก

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๖]

เราจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุแน่

เพราะเราไม่สามารถจะฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน

ผู้ประเสริฐแกล้วกล้ากว่านรชน

ถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์นางอุมมาทันตี

ผู้เป็นสมบัติของข้าพระองค์

ข้าพระองค์จะสละนางในท่ามกลางประชาชนทั้งปวง

พระองค์พึงนำนางผู้พ้นขาดจากข้าพระองค์แล้วมาจากที่นั้นเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๘]

นี่แน่ะท่านอภิปารกะ ผู้บำเพ็ญประโยชน์

หากท่านสละนางอุมมาทันตีผู้ไม่ประทุษร้ายต่อท่าน

ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ท่าน

อนึ่ง การกล่าวโทษอย่างใหญ่หลวงก็จะพึงมีแก่ท่าน

แม้คนผู้เป็นฝักฝ่ายของท่านในเมืองก็จะไม่พึงมีอีกด้วย

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๙]

ข้าแต่พระภูมิบาล ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำกล่าวโทษ

คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทุกอย่าง

ขอคำนั้นทั้งหมดจงมาตกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๐]

ผู้ใดไม่ยึดถือคำนินทา ไม่ยึดถือคำสรรเสริญ

ไม่ยึดถือคำติเตียน ทั้งไม่ยึดถือการบูชา

สิริและปัญญาย่อมปราศจากผู้นั้น

เหมือนน้ำฝนที่ตกจนโชกย่อมไหลไปจากที่ดอน

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๑]

ความทุกข์ ความสุข อกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม

และความคับแค้นใจจากการเสียสละนี้ทั้งหมด

ข้าพระองค์จักรับไว้ด้วยอกประดุจพื้นปฐพีรับไว้ได้ทุกอย่าง

ทั้งของบุคคลผู้มั่นคงและผู้หวาดสะดุ้ง

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๒]

เราไม่ปรารถนาอกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม

ความคับแค้นใจ และความทุกข์ของบุคคลเหล่าอื่น

เราผู้ดำรงอยู่ในธรรมจะไม่ทำประโยชน์อะไรๆ ให้เสื่อมเสียไป

เราจักนำภาระนี้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน บุญกรรมอันนำให้ถึง

โลกสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงทำอันตรายเลย

ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส จะถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

เหมือนกับพระราชาพระราชทานทรัพย์

แก่พวกพราหมณ์ในการบูชายัญ

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๔]

ท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้

ทั้งนางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา

เทวดา บิดา ๑- และประชาชนทั้งปวงจะพึงนินทาได้

อนึ่ง เราก็ได้เห็นบาปในสัมปรายภพ

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๕]

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ชาวชนบทพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งปวง

จะพึงกล่าวข้อนั้นว่าไม่เป็นธรรมหาได้ไม่

ข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

เพราะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ถวายพระองค์แล้ว

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๖]

นี่แน่ะท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้

นางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา

ก็ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ประกาศไว้ดีแล้ว

ยากที่จะก้าวล่วงได้ เหมือนฝั่งสมุทร

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๗]

พระองค์ทรงเป็นอาหุเนยยบุคคล ๒-

ทรงอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเป็นผู้ปกป้อง

คุ้มครอง และทรงรักษาความประสงค์ของข้าพระองค์

ข้าแต่พระราชา ก็ยัญที่บูชาแล้วในพระองค์มีผลมาก

ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตี

ตามความประสงค์ของข้าพระองค์เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ บิดา ในที่นี้หมายถึงพรหม (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๔๙)

@๒ อาหุเนยยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาคำนับ (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๗/๔๙)

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๘]

อภิปารกกัตตุบุตร ก็ท่านได้ประพฤติธรรมทุกอย่างแก่เราโดยแท้

คนสองเท้าของท่าน คนอื่นใครเล่าหนอ

จะกระทำความสวัสดีให้แก่ท่านในเวลารุ่งอรุณ ในชีวโลกนี้

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๙]

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม

พระองค์ทรงมีธรรมคุ้มครอง เป็นผู้ถึงธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม

ทรงมีปัญญาดี พระองค์ผู้ทรงรักษาธรรม

ขอพระองค์ผู้มีธรรมคุ้มครองแล้วนั้น

จงดำรงพระชนม์ยั่งยืนนาน

และโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๑๐๐]

เชิญเถิด อภิปารกะ ท่านจงฟังคำของเรา

เราจักแสดงธรรมที่พวกสัตบุรุษส้องเสพแล้วแก่ท่าน

[๑๐๑]

พระราชาทรงพอพระทัยในธรรมเป็นพระราชาที่ดี

คนมีความรู้รอบคอบเป็นคนดี

ความไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นความดี

การไม่กระทำบาปเป็นเหตุนำสุขมาให้

[๑๐๒]

ในแคว้นของพระราชาผู้ไม่กริ้ว ผู้ดำรงอยู่ในธรรม

มนุษย์ทั้งหลายพึงหวังความสุขในเรือนของตน

ภายใต้ร่มเงาอันร่มเย็น

[๑๐๓]

กรรมใดที่มิได้พิจารณาแล้วกระทำลงไป

เป็นกรรมไม่ชอบ เราไม่ชอบกรรมนั้นเลย

ฝ่ายพระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้ว

จึงทรงกระทำลงไปด้วยพระองค์เอง

เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น

ขอท่านจงฟังข้ออุปมาเหล่านี้ของเรา

[๑๐๔]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

[๑๐๕]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

[๑๐๖]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง

โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

[๑๐๗]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข ๑-

[๑๐๘]

อภิปารกะ เราไม่ปรารถนาความเป็นเทวดา

หรือเพื่อจะชนะแผ่นดินทั้งปวงนี้โดยอธรรมเลย

[๑๐๙]

แท้จริง รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง

คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เหลือง

ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

[๑๑๐]

อนึ่ง แม้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

ก็รักษา ม้า หญิง และแก้วมณีไว้เพื่อเรา

เราไม่พึงประพฤติธรรมไม่สม่ำเสมอเพราะเหตุแห่งรัตนะนั้นเลย

เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้เจริญที่สุดท่ามกลางชาวกรุงสีพี

[๑๑๑]

เราเป็นผู้นำ เป็นผู้เกื้อกูล มีชื่อเสียง ปกครองแคว้น

ประพฤตินอบน้อมธรรมเพื่อชาวกรุงสีพีอยู่

เรานั้นคิดถึงธรรมนั้นอยู่เนืองๆ

เพราะเหตุนั้น จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจจิตของตน

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๑๑๒]

ข้าแต่มหาราช

พระองค์จักทรงปกครองราชสมบัติมิให้พินาศ

ให้ปลอดภัยอยู่เป็นนิตย์ตลอดกาลนานแน่แท้

เพราะพระปรีชาของพระองค์เป็นเช่นนั้น

[๑๑๓]

พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด

ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์

กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ทรงประมาทธรรมแล้ว

ย่อมเคลื่อนจากแคว้น

[๑๑๔]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกและพระชนนีเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๕]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระชายาเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๖]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๗]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในพาหนะและพลนิกายเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๘]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๙]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในแคว้นและชนบทเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๐]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในสมณะและพราหมณ์เถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๑]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในหมู่เนื้อและหมู่นกเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๒]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด

ธรรมที่พระองค์ประพฤติแล้วนำสุขมาให้

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๓]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด

เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหม

บรรลุถึงโลกทิพย์ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว

ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทธรรมเลย พระเจ้าข้า

อุมมาทันตีชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๖. นฬินิกาชาดกชาดกถัดไป๕๒๘. มหาโพธิชาดก