ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อุมมาทันตีชาดก
ชาดกที่ ๕๒๗ · ปัญญาสนิบาตชาดก

อุมมาทันตีชาดก

ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๐ · บรรทัด ๑๔๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอุมมาทันตีชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๓ จาก ๕

เรื่องเล่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ประชาชน แม้ทั้งสิ้นนอกจากข้าพระบาทและพระองค์ ไม่พึงรู้ กรรมที่ทำกัน ข้าพระบาท ยอมถวายนางอุมมาทันตี แก่พระองค์ พระองค์จงทรงอภิรมย์อยู่กับนางเต็มพระ หทัยปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย. มนุษย์ใดกระทำกรรมอันลามก มนุษย์นั้นย่อม สำคัญว่า คนอื่นไม่รู้การกระทำนี้เพราะว่านรชนเหล่า ใดประกอบแล้ว บนพื้นปฐพี นรชนเหล่านั้น ย่อม เห็นการกระทำนี้ คนอื่นใครเล่าในแผ่นดินนี้ทั้งโลก พึงเชื่อท่าน หรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักแห่ง เรา เมื่อท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่ เห็นนางภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึง มีแก่ท่าน. ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้นเป็น ที่รักของข้าพระบาทโดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่ เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ขอความเจริญจงมีแด่ พระองค์ เชิญพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีเถิด เหมือนดังราชสีห์ เข้าสู่ถ้ำศิลา ฉะนั้น. นักปราชญ์ทั้งหลาย ถูกความทุกข์ของตนบีบคั้น แล้วย่อมไม่ละกรรมที่มีผลเป็นสุข แม้จะเป็นผู้หลงมัว มาด้วยความสุข ก็ย่อมไม่ประพฤติบาปกรรม. พระองค์เป็นทั้งพระมารดาและบิดาเป็นผู้เลี้ยงดู เป็นเจ้านายเป็นผู้พอกเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตรและภรรยาเป็นทาสของ พระองค์ ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสุขเถิด. ผู้ใดย่อมทำบาปด้วยคามสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่ง ใหญ่ และครั้นกระทำแล้ว ก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อชนเหล่า อื่น ผู้นั้นย่อมไม่เป็นอยู่ตลอดอายุยืนยาวเพราะกรรม นั้น แม้เทวดาก็มองดูผู้นั้น ด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม. ชนเหล่าใดตั้งอยู่ในธรรม ย่อมรับทานที่เป็นของ ผู้อื่นอันเจ้าของมอบให้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้รับด้วย เป็นผู้ให้ในทานนั้นด้วย ได้ชื่อว่าทำกรรมอันมีผลเป็น สุขในเพราะทานนั้นแท้จริง. คนอื่นใครเล่า ในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อ ท่านหรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อ ท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนาง ภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึงมีแก่ ท่าน. ข้าแต่พระจอมประชาชน นางอุมมาทันตีนั้น เป็นที่รักของข้าพระบาทโดยแท้ ข้าแต่พระภูมิบาล นางไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาท ยอมถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ พระองค์จงทรง อภิรมย์อยู่กับนาง เต็มพระหทัยปรารถนาแล้ว จงทรง สลัดเสีย. ผู้ใดก่อทุกข์ให้แก่ผู่อื่นด้วยทุกข์ของตน หรือก่อ ความสุขของตนด้วยความสุขของผู้อื่น ผู้ใดรู้อย่าง นี้ว่า ความสุขและความทุกข์ของเรานี้ก็เหมือนของ ผู้อื่น ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม. คนอื่นใครเล่า ในแผ่นดินทั้งโลก จะพึงเชื่อ ท่านหรือว่า นางอุมมาทันตีไม่เป็นที่รักของเรา เมื่อ ท่านให้นางอุมมาทันตีภรรยายอดรักแล้ว ไม่เห็นนาง ภายหลัง ความคับแค้นใจอย่างร้ายแรง จะพึงมีแก่ ท่าน. ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชาชน พระองค์ย่อม ทรงทราบว่า นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระบาท ข้าแต่พระจอมภูมิบาล นางนั้นไม่เป็นที่รักของข้าพระบาทก็หาไม่ ข้าพระบาทขอถวายสิ่งอันเป็นที่รักแก่ พระองค์ด้วยสิ่งอันเป็นที่รัก ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ให้สิ่งอันเป็นที่รักย่อมได้สั่งอันเป็นที่รัก. เรานั้นจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุโดยแท้ เราไม่ อาจฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้เลย. ข้าแต่พระจอมประชาชน ผู้แกล้วกล้าแก่นรชน ประเสริฐ ถ้าพระองค์ไม่ต้องพระประสงค์นางอุมมาทันตี ผู้เป็นของข้าพระบาทไซร้ ข้าพระบาทจะสละ นางในท่ามกลางชนทั้งปวง พระองค์พึงตรัสสั่งให้นำ นางผู้พ้นจากข้าพระบาทแล้วมาจากที่นั้นเถิด พระเจ้า ข้า. ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้กระทำประโยชน์ ถ้า ท่านจะสละนางอุมมาทันตีผู้หาประโยชน์มิได้ เพื่อสิ่ง อันไม่เป็นประโยชน์นี้แก่ท่าน ความค่อนว่าอย่างใหญ่ หลวง จะพึงมีแก่ท่าน อนึ่ง แม้การใส่ร้ายในพระนคร ก็จะพึงมีแก่ท่าน. ข้าแต่พระจอมภูมิบาล ข้าพระบาทจักอดกลั้น คำค่อนว่า คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียน นี้ทั้งหมด คำค่อนว่าเป็นต้นนั้นจงตกอยู่แก่ข่าพระบาท ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภค กามตามความสำราญเถิด. ผู้ใดไม่ถือเอาความนินทา ความสรรเสริญ ความติเตียน และแม้การบูชา สิริ และปัญญาย่อมปราศไปจากผู้นั้น เหมือนดังน้ำฝน ปราศไปจากที่ดอน ฉะนั้น ข้าพระบาทจักยอมรับ ความทุกข์และความสุข สิ่งที่ล่วงธรรมดาและความ คับแค้นใจทั้งหมด เพราะเหตุแห่งการสละนี้ ด้วยอก เหมือนดังแผ่นดินรองรับสิ่งของทั้งของคนมั่นคง และ คนสะดุ้ง ฉะนั้น. เราไม่ปรารถนาสิ่งที่ล่วงธรรมดา ความคับแค้น ใจและความทุกข์ของชนเหล่าอื่น เราผู้เดียวเท่านั้น จักเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ยังประโยชน์หน่อยหนึ่ง ให้เสื่อม ข้ามภาระนี้ไป. ข้าแต่จอมประชาชน บุญกรรมย่อมให้เข้าถึง สวรรค์ พระองค์อย่าได้ทรงทำอันตรายแก่ข้าพระบาท เสียเลย ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใสขอถวายนางอุมมาทันตี แต่พระองค์ ดังพระราชาทรงประทานทรัพย์สำหรับ บูชายัญแก่พราหมณ์ทั้งหลาย ฉะนั้น. ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์ แน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านเป็นสหายของเรา เทวดาและพรหมทั้งหมด เห็นความชั่วอันเป็นไปใน ภายหน้า พึงติเตียนได้. ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช ชาวนิคมและชาวชนบท ทั้งหมด ไม่พึงคัดค้านกรรมอันเป็นธรรมนั้นเลย ข้าพระบาทขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์ พระองค์ จงทรงอภิรมย์ อยู่กับนางเต็มพระหทัยปรารถนาแล้ว จงทรงสลัดเสีย. ท่านเป็นผู้เกื้อกูลแก่เราในการกระทำประโยชน์ แน่แท้ นางอุมมาทันตีและท่านเป็นสหายของเรา ธรรม ของสัตบุรุษที่ประกาศดีแล้ว ยากที่จะล่วงละเมิดได้ เหมือนเขตแดนของมหาสมุทร ฉะนั้น. ข้าแต่พระราชา พระองค์เป็นผู้ควรของคำนับ ของข้าพระองค์ เป็นผู้หวังประโยชน์นี้เกื้อกูล เป็นผู้ ทรงไว้ เป็นผู้ประทานความสุข และทรงรักษาความ ปรารถนาไว้ ด้วยว่า ยัญที่บูชาในพระองค์ ย่อมมี ผลมาก ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตีตามความ ปรารถนาของข้าพระบาทเถิด. ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้เป็นบุตรแห่งท่านผู้กระ ทำประโยชน์ ท่านได้ประพฤติแล้วซึ่งธรรมทั้งปวงแก่ เราโดยแท้ นอกจากท่าน มนุษย์อื่น ใครเล่าหนอ จักเป็นผู้กระทำความสวัสดี ในเวลาอรุณขึ้น ในชีว โลกนี้. พระองค์เป็นผู้ประเสริฐเป็นผู้ยอดเยี่ยม พระองค์ ทรงดำเนินโดยธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม มีพระปัญญาดี ขอพระองค์ผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว จงทรงพระชนม์ ยั่งยืนนาน ข้าแต่พระองค์ผู้รักษาธรรม ขอพระองค์ โปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด. ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี เชิญท่านฟังคำของเรา เถิด เราจักแสดงธรรมที่สัตบุรุษส้องเสพแก่ท่าน พระ ราชาชอบใจธรรมจึงจะดีงาม นรชนผู้มีความรู้รอบจึง จะดีงาม ความไม่ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นความดี การ ไม่กระทำบาปเป็นสุข มนุษย์ทั้งหลายพึงอยู่เป็นสุข ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ทรงกริ้วโกรธ ทรงตั้ง อยู่ในธรรม เหมือนเรือนของตนอันมีร่มเงาเย็น ฉะนั้น เราย่อมไม่ชอบใจกรรมที่ทำด้วยความไม่พิจารณา อัน เป็นกรรมไม่ดีนั้นเลย แม้พระราชาเหล่าใด ทรงทราบ แล้วไม่ทรงทำเอง เราชอบใจ กรรมของพระราชาเหล่า นั้น ขอท่านจงฟังอุปมาของเราต่อไปนี้ เมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูงว่าย ไปคด โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปนคด ในเมื่อโคตัวผู้ นำฝูงว่ายไปคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ ใดได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติ อธรรม จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประชาชนนอกนี้เล่า รัฐทั้งหมดย่อมอยู่เป็นทุก ถ้าพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ ในธรรม เมื่อฝูงโค ข้ามฟากไปอยู่ ถ้าโคผู้นำฝูง ว่ายไปตรง โคทั้งหมดนั้นก็ว่ายไปตรง ในเมื่อโคตัวผู้ นำฝูงว่ายไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น ผู้ ใดได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าผู้นั้นประพฤติ ธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชนนอกนี้ รัฐทั้ง หมดย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม ดูก่อนอภิปารกเสนาบดี เราไม่พึงปรารถนาเพื่อความ เป็นเทวดา และเพื่อครอบครองแผ่นดินทั้งหมดนี้โดย อธรรม รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เทศ มีอยู่ในมนุษย์นี้ เราจะไม่ประพฤติ ผิดธรรม เพราะความปรารถนารัตนะเหล่านั้น บุคคล ไม่พึงประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งสมบัตินั้น เป็นต้นว่า ม้า หญิง แก้วมณี หรือแม้พระจันทร์ และพระอาทิตย์ที่รักษาอยู่ เราเป็นผู้องอาจ เกิดใน ท่ามกลางแห่งชาวสีพีทั้งหลาย ฉะนั้น เราจะไม่ประพูดผิดธรรม เพราะเหตุแต่งสมบัตินั้น เราจะเป็น ผู้นำ จะเป็นผู้เกื้อกูล เป็นผู้เฟื่องฟูปกครองแว่นแคว้น จักเป็นผู้เคารพธรรมของชาวสีพี จะเป็นผู้คิดค้นซึ่ง ธรรม เพราะฉะนั้น เราจะไม่เป็นไปในอำนาจแห่ง จิตของตน. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงประพฤติ ธรรมอันไม่มีความฉิบหาย เป็นแดนเกษมอยู่เป็นนิจ แน่แท้ พระองค์จักดำรงราชสมบัติอยู่ยั่งยื่นนานเพราะ พระปัญญาของพระองค์เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ทรง ประมาทธรรมใด ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้น ของพระองค์ กษัตริย์ผู้เป็นอิสระทรงประมาทธรรม แล้ว ย่อมเคลื่อนจากรัฐ. ข้าแต่พระมหากษัตริย์ขัตติยราช ขอพระองค์จง ทรงประพฤติธรรมในพระชนนีและพระชน ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักเสด็จสู่สวรรค์. ขอพระองค์ จงทรงประพฤติธรรมในพระราชบุตรและพระมเหสี ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จ สู่สวรรค์ ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและ อำมาตย์... ในราชพาหนะและทแกล้วทหาร... ใน บ้านและนิคม...ในแว่นแคว้นและชนบท...ในสมณะ และพราหมณ์... ในเนื้อและนกทั้งหลาย... ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงประพฤติ ธรรมเถิด เพราะว่าธรรมที่ประพฤติแล้ว ย่อมนำ สุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้ แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอ พระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด ด้วยว่าพระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหม เป็นผู้ถึงทิพยสถานเพราะ ธรรมที่ประพฤติแล้ว ข้าแต่พระราชา พระองค์อย่า ทรงประมาทธรรมเลย.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๓ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖–๗๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญญาสนิบาตชาดก · ๓๔๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๔๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๕๗]

สุนันทะ นี้เป็นนิเวศน์ของใครหนอ

ล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง

ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกลประดุจเปลวไฟในอากาศ

และประดุจเปลวไฟบนยอดภูเขา

[๕๘]

สุนันทะ หญิงนี้เป็นธิดาของใครหนอ

เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร

เป็นหญิงโสดหรือว่ามีภัสดาในนิเวศน์นี้

เราถามแล้ว ท่านจงบอกมาโดยเร็วเถิด

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หญิงคนนั้น

ข้าพระองค์รู้จักทั้งมารดาและบิดาของนาง

แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก

ข้าแต่พระภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นข้าราชบริพารของพระองค์เอง

เป็นผู้ไม่ประมาทในราชกิจอันเป็นประโยชน์ของพระองค์

ทั้งกลางวันและกลางคืน

[๖๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ก็อำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์

ผู้ประสบความสำเร็จ มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรือง

นางเป็นภรรยาของอภิปารกอำมาตย์นั้นเอง

ชื่อว่าอุมมาทันตี พระเจ้าข้า

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๖๑]

พ่อมหาจำเริญ พ่อมหาจำเริญ ชื่อของนางนี้

มารดาและบิดาตั้งให้เหมาะสมดีจริง เป็นความจริงอย่างนั้น

เมื่อนางอุมมาทันตีมองดูเรา ได้ทำให้เราคล้ายจะเป็นบ้า

[๖๒]

ในคืนเดือนเพ็ญ นางมีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายตานางเนื้อทราย

ร่างกายมีผิวพรรณดุจกลีบดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง

ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งผ้าสีแดงดุจสีเท้านกพิราบแล้ว

สำคัญว่าดวงจันทร์ขึ้น ๒ ดวง

[๖๓]

คราวใดนางชมดชม้อยชำเลืองมองดูเราด้วยอาการ

อันอ่อนหวาน ด้วยใบหน้าอันเบิกบานงดงามบริสุทธิ์

ประดุจจะลักเอาดวงใจของเราไป ประหนึ่งนางกินนรี

เกิดที่ภูเขาในป่าลักเอาดวงใจของกินนรไป

[๖๔]

คราวนั้นนางผู้เลอโฉม มีผิวกายสีทอง

ใส่ตุ้มหูแก้วมณี มีผ้านุ่งท่อนเดียว ชำเลืองดูเรา

ประดุจนางเนื้อทรายตื่นตกใจกลัวเมื่อเห็นนายพราน

[๖๕]

เมื่อไรเล่า แม่นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม

แขนอ่อนนุ่ม ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

มีนิ้วกลมกลึง งามตั้งแต่ศีรษะ

จักบำเรอเราด้วยกิริยาอันชดช้อยชาญฉลาด

[๖๖]

เมื่อไรเล่า ธิดาของท่านติรีฏิ

ผู้มีทับทรวงสังวาลทองคำ เอวเล็กเอวบาง

จักกอดเราด้วยแขนทั้ง ๒ อันอ่อนนุ่ม

ประดุจเถาย่านทรายรึงรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

[๖๗]

เมื่อไรเล่า นางผู้มีผิวพรรณงามแดงดังน้ำครั่ง

มีเต้าถันกลมกลึงประดุจฟองน้ำ

ร่างกายมีผิวพรรณดังกลีบดอกบุณฑริก

จักโน้มปากเข้าจุมพิตปากเรา

เหมือนดังนักเลงสุรายื่นจอกสุราให้นักเลงสุราด้วยกัน

[๖๘]

เมื่อใด เราได้เห็นนางผู้มีสรรพางค์กาย

อันเจริญ น่ารื่นรมย์ใจ ยืนอยู่

เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกตัวเลย

[๖๙]

เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ใส่ตุ้มหูแก้วมณีแล้ว

นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน

เหมือนปราชัยต่อข้าศึกมาแล้วตั้งพันครั้ง

[๗๐]

หากท้าวสักกะจะพึงประทานพรแก่เราไซร้

ขอเราพึงได้พรนั้นเถิด

อภิปารกเสนาบดีพึงอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี

ตลอดคืนหนึ่งหรือสองคืน

จากนั้นพระเจ้ากรุงสีพีพึงได้อภิรมย์กับนางบ้าง

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๑]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งภูต

เมื่อข้าพระองค์นมัสการอยู่ซึ่งภูตทั้งหลาย

เทวดาตนหนึ่งได้มากล่าวเนื้อความนี้กับข้าพระองค์ว่า

พระทัยของพระราชาจดจ่ออยู่เฉพาะนางอุมมาทันตี

ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์

ขอพระองค์ทรงให้นางบำเรอเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๒]

เราจะพึงคลาดไปจากบุญ และมิใช่เราจะไม่ตาย

ทั้งประชาชนจะพึงรู้ความชั่วของเรานี้

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นอกจากพระองค์และข้าพระองค์แล้ว

ประชาชนแม้ทั้งหมดไม่พึงรู้กรรมที่ทำแล้วได้

ข้าพระองค์ทูลถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์

โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า ๑-

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๔]

คนผู้ทำกรรมชั่วย่อมคิดว่า

คนเหล่าอื่นอย่ารู้การกระทำนี้เลย

แต่ว่า คนบนพื้นปฐพีที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ๒- ยังมีอยู่

ย่อมจะเห็นเขาผู้กระทำกรรมชั่วนั้น

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๕]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้

เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ

ขอพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีทันที

ดุจราชสีห์เข้าไปยังถ้ำศิลา

@เชิงอรรถ :

@๑ ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หมายถึงการร่วมอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี (ภรรยาผู้อื่น) เป็นการทำกรรมหยาบช้า

@คือ ตัณหาดุจต้นไม้ที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๒/๔๖)

@๒ นรชนผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรผู้มีฤทธิ์

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๗๔/๔๖)

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๗]

ปราชญ์ทั้งหลายถึงจะถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว

ก็จะไม่สละกรรมที่มีผลเป็นสุข

หรือแม้ลุ่มหลงมัวเมาด้วยความสุข

ก็จะไม่ประพฤติกรรมชั่ว

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๘]

ก็พระองค์ทรงเป็นทั้งมารดาและบิดา เป็นภัสดา เป็นนาย

เป็นผู้ชุบเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์

ข้าพระองค์พร้อมทั้งบุตรและภรรยาเป็นทาสของพระองค์

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกาม

ตามความสำราญเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๙]

ผู้ใดกระทำความชั่วด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่

ครั้นกระทำแล้ว ผู้นั้นก็ไม่หวั่นเกรงต่อชนเหล่าอื่น

เพราะกรรมนั้น เขาย่อมมีอายุอยู่ได้ไม่ยืนยาว

แม้เทพทั้งหลายก็มองเขาด้วยสายตาอันเหยียดหยาม

[๘๐]

ชนเหล่าใดผู้ดำรงอยู่ในธรรม

รับทานที่เป็นของชนเหล่าอื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับ เป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้นแม้ทั้งหมด

ย่อมทำกรรมอันมีผลเป็นสุขทีเดียว

[๘๑]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้

เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๓]

ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน

หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น ๑-

(ผู้นั้นชื่อว่า ไม่รู้ธรรม) ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า

ความทุกข์ ความสุขนี้ของเราเป็นอย่างไร

ของคนเหล่าอื่นก็เป็นอย่างนั้น

ผู้นั้นชื่อว่า รู้ธรรม

[๘๔]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

@เชิงอรรถ :

@๑ ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หมายถึงผู้ที่ถูกทุกข์บีบคั้นแล้วใส่ทุกข์ให้แก่คนอื่นคือ

@นำทุกข์ออกจากสรีระของตัวแล้วใส่ในสรีระของผู้อื่น หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น

@หมายถึงผู้ที่ถือเอาความสุขของคนอื่นมาใส่ไว้ในตน ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจัก

@นำความทุกข์ออกจากตน” ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข

@สบาย” ชื่อว่าทำความสุขของคนอื่นให้พินาศเพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข” คนนั้นชื่อว่า

@ไม่รู้ธรรม

@ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า “ความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น”

@ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือ รู้จักธรรม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓/๔๗)

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน พระองค์ทรงทราบว่า

นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระองค์

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์

ข้าพระองค์ขอถวายนางผู้เป็นที่รักแด่พระองค์

ขอเดชะสมมติเทพ บุคคลให้สิ่งของอันเป็นที่รัก

ย่อมได้สิ่งของอันเป็นที่รัก

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๖]

เราจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุแน่

เพราะเราไม่สามารถจะฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน

ผู้ประเสริฐแกล้วกล้ากว่านรชน

ถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์นางอุมมาทันตี

ผู้เป็นสมบัติของข้าพระองค์

ข้าพระองค์จะสละนางในท่ามกลางประชาชนทั้งปวง

พระองค์พึงนำนางผู้พ้นขาดจากข้าพระองค์แล้วมาจากที่นั้นเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๘]

นี่แน่ะท่านอภิปารกะ ผู้บำเพ็ญประโยชน์

หากท่านสละนางอุมมาทันตีผู้ไม่ประทุษร้ายต่อท่าน

ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ท่าน

อนึ่ง การกล่าวโทษอย่างใหญ่หลวงก็จะพึงมีแก่ท่าน

แม้คนผู้เป็นฝักฝ่ายของท่านในเมืองก็จะไม่พึงมีอีกด้วย

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๙]

ข้าแต่พระภูมิบาล ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำกล่าวโทษ

คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทุกอย่าง

ขอคำนั้นทั้งหมดจงมาตกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๐]

ผู้ใดไม่ยึดถือคำนินทา ไม่ยึดถือคำสรรเสริญ

ไม่ยึดถือคำติเตียน ทั้งไม่ยึดถือการบูชา

สิริและปัญญาย่อมปราศจากผู้นั้น

เหมือนน้ำฝนที่ตกจนโชกย่อมไหลไปจากที่ดอน

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๑]

ความทุกข์ ความสุข อกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม

และความคับแค้นใจจากการเสียสละนี้ทั้งหมด

ข้าพระองค์จักรับไว้ด้วยอกประดุจพื้นปฐพีรับไว้ได้ทุกอย่าง

ทั้งของบุคคลผู้มั่นคงและผู้หวาดสะดุ้ง

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๒]

เราไม่ปรารถนาอกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม

ความคับแค้นใจ และความทุกข์ของบุคคลเหล่าอื่น

เราผู้ดำรงอยู่ในธรรมจะไม่ทำประโยชน์อะไรๆ ให้เสื่อมเสียไป

เราจักนำภาระนี้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน บุญกรรมอันนำให้ถึง

โลกสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงทำอันตรายเลย

ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส จะถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

เหมือนกับพระราชาพระราชทานทรัพย์

แก่พวกพราหมณ์ในการบูชายัญ

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๔]

ท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้

ทั้งนางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา

เทวดา บิดา ๑- และประชาชนทั้งปวงจะพึงนินทาได้

อนึ่ง เราก็ได้เห็นบาปในสัมปรายภพ

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๕]

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ชาวชนบทพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งปวง

จะพึงกล่าวข้อนั้นว่าไม่เป็นธรรมหาได้ไม่

ข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

เพราะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ถวายพระองค์แล้ว

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๖]

นี่แน่ะท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้

นางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา

ก็ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ประกาศไว้ดีแล้ว

ยากที่จะก้าวล่วงได้ เหมือนฝั่งสมุทร

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๗]

พระองค์ทรงเป็นอาหุเนยยบุคคล ๒-

ทรงอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเป็นผู้ปกป้อง

คุ้มครอง และทรงรักษาความประสงค์ของข้าพระองค์

ข้าแต่พระราชา ก็ยัญที่บูชาแล้วในพระองค์มีผลมาก

ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตี

ตามความประสงค์ของข้าพระองค์เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ บิดา ในที่นี้หมายถึงพรหม (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๔๙)

@๒ อาหุเนยยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาคำนับ (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๗/๔๙)

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๘]

อภิปารกกัตตุบุตร ก็ท่านได้ประพฤติธรรมทุกอย่างแก่เราโดยแท้

คนสองเท้าของท่าน คนอื่นใครเล่าหนอ

จะกระทำความสวัสดีให้แก่ท่านในเวลารุ่งอรุณ ในชีวโลกนี้

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๙]

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม

พระองค์ทรงมีธรรมคุ้มครอง เป็นผู้ถึงธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม

ทรงมีปัญญาดี พระองค์ผู้ทรงรักษาธรรม

ขอพระองค์ผู้มีธรรมคุ้มครองแล้วนั้น

จงดำรงพระชนม์ยั่งยืนนาน

และโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๑๐๐]

เชิญเถิด อภิปารกะ ท่านจงฟังคำของเรา

เราจักแสดงธรรมที่พวกสัตบุรุษส้องเสพแล้วแก่ท่าน

[๑๐๑]

พระราชาทรงพอพระทัยในธรรมเป็นพระราชาที่ดี

คนมีความรู้รอบคอบเป็นคนดี

ความไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นความดี

การไม่กระทำบาปเป็นเหตุนำสุขมาให้

[๑๐๒]

ในแคว้นของพระราชาผู้ไม่กริ้ว ผู้ดำรงอยู่ในธรรม

มนุษย์ทั้งหลายพึงหวังความสุขในเรือนของตน

ภายใต้ร่มเงาอันร่มเย็น

[๑๐๓]

กรรมใดที่มิได้พิจารณาแล้วกระทำลงไป

เป็นกรรมไม่ชอบ เราไม่ชอบกรรมนั้นเลย

ฝ่ายพระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้ว

จึงทรงกระทำลงไปด้วยพระองค์เอง

เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น

ขอท่านจงฟังข้ออุปมาเหล่านี้ของเรา

[๑๐๔]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

[๑๐๕]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

[๑๐๖]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง

โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

[๑๐๗]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข ๑-

[๑๐๘]

อภิปารกะ เราไม่ปรารถนาความเป็นเทวดา

หรือเพื่อจะชนะแผ่นดินทั้งปวงนี้โดยอธรรมเลย

[๑๐๙]

แท้จริง รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง

คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เหลือง

ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

[๑๑๐]

อนึ่ง แม้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

ก็รักษา ม้า หญิง และแก้วมณีไว้เพื่อเรา

เราไม่พึงประพฤติธรรมไม่สม่ำเสมอเพราะเหตุแห่งรัตนะนั้นเลย

เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้เจริญที่สุดท่ามกลางชาวกรุงสีพี

[๑๑๑]

เราเป็นผู้นำ เป็นผู้เกื้อกูล มีชื่อเสียง ปกครองแคว้น

ประพฤตินอบน้อมธรรมเพื่อชาวกรุงสีพีอยู่

เรานั้นคิดถึงธรรมนั้นอยู่เนืองๆ

เพราะเหตุนั้น จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจจิตของตน

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๑๑๒]

ข้าแต่มหาราช

พระองค์จักทรงปกครองราชสมบัติมิให้พินาศ

ให้ปลอดภัยอยู่เป็นนิตย์ตลอดกาลนานแน่แท้

เพราะพระปรีชาของพระองค์เป็นเช่นนั้น

[๑๑๓]

พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด

ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์

กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ทรงประมาทธรรมแล้ว

ย่อมเคลื่อนจากแคว้น

[๑๑๔]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกและพระชนนีเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๕]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระชายาเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๖]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๗]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในพาหนะและพลนิกายเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๘]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๙]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในแคว้นและชนบทเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๐]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในสมณะและพราหมณ์เถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๑]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในหมู่เนื้อและหมู่นกเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๒]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด

ธรรมที่พระองค์ประพฤติแล้วนำสุขมาให้

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๓]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด

เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหม

บรรลุถึงโลกทิพย์ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว

ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทธรรมเลย พระเจ้าข้า

อุมมาทันตีชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๖. นฬินิกาชาดกชาดกถัดไป๕๒๘. มหาโพธิชาดก