ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาโพธิชาดก
ชาดกที่ ๕๒๘ · ปัญญาสนิบาตชาดก

มหาโพธิชาดก

ว่าด้วยปฏิปทาของผู้นำ

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๕๒ · บรรทัด ๓๒๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาโพธิชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๔

เรื่องเล่า

อรรกถามหาโพธิชาดก

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กินฺนุ ทณฺฑํ กิมาชินํ ดังนี้.

เนื้อเรื่องนี้ จักมีแจ่มแจ้งในมหาอุมมังคชาดกข้างหน้า.

ก็ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในกาลบัดนี้เท่านั้น ถึงในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญาสามารถย่ำยีวาทะของคนอื่นได้เหมือนกัน ดังนี้ จึงทรงนำเอาอดีตนิทานมาตรัสดังนี้ว่า

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงเสวยราชสมบัติ ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลผู้สูงสุด มีทรัพย์สมบัติประมาณได้ ๘๐ โกฏิ ในแคว้นกาสี. มารดาบิดาทำการตั้งชื่อพระโพธิสัตว์นั้นว่า โพธิกุมาร. โพธิกุหารนั้นเมื่อเจริญวัยเติบโต ได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลาจนจบ แล้วกลับมาตรอบครองเรือนอยู่ ในกาลต่อมา ได้ละความสุขอันเกิดแต่กามเสียแล้วเข้าไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นปริพาชก มีเหง้าไม้และผลไม้ในป่านั้นนั่นเองเป็นอาหาร อยู่ได้เป็นเวลานานพอถึงเวลาฤดูฝน จึงออกจากป่าหิมพานต์แล้ว เที่ยวจาริกไปจนได้ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ เข้าไปอยู่ในพระราชอุทยาน ในวันรุ่งขึ้นเที่ยวไปภิกขาจารในพระนคร โดยความเหมาะสมแก่ปริพาชก จนถึงประตูพระราชนิเวศน์. พระราชาประทับยืนอยู่ที่สีหบัญชร ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์นั้น ทรงเลื่อมใสในกิริยาอันสงบเสงี่ยมของท่านรูปนั้น จึงตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปนิมนต์ท่านเข้ามายังที่ประทับของพระองค์ ทรงกระทำปฏิสันถาร ได้ทรงสดับธรรมกถาเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว ทรงถวายโภชนะมีรสชาติอันเลิศต่าง ๆ แล้ว. พระมหาสัตว์รับภัตตาหารมาแล้ว คำนึงว่า ขึ้นชื่อว่า ราชสกุลนี้ มีความผิดมาก (ที่จะเกิดแก่ตัวเรา) ทั้งหมู่ปัจจามิตรก็มีมากมาย ใครหนอจักช่วยบำบัดทุกข์ภัยที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวเราได้. พระโพธิสัตว์นั้นได้มองเห็นสุนัขสีเหลืองตัวหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระราชา อยู่ในที่ใกล้ ๆ จึงหยิบข้าวสุกก้อนใหญ่แสดงที่ท่าล่อจะให้สุนัขนั้น. พระราชาทรงทราบอาการนั้น จึงให้คนนำเอาภาชนะมาใส่ภัตรแล้วให้แก่สุนัขนั้น. แม้พระมหาสัตว์ก็ทำภัตกิจของพระราชาพระองค์นั้น ให้สำเร็จลงแล้ว. แม้พระราชาทรงรับปฏิญญาของพระมหาสัตว์นั้นเรียบร้อยแล้ว ให้ช่างสร้างบรรณศาลาไว้ในพระราชอุทยาน ภายในพระนครแล้ว ทรงถวายเครื่องบริขารสำหรับบรรพชิต นิมนต์ให้พระมหาสัตว์นั้นอยู่ประจำในที่นั้น. ก็พระราชาได้เสด็จไปยังที่บำรุงของพระมหาสัตว์นั้นวันละ ๒-๓ ครั้งทุก ๆ วัน. ก็พอถึงเวลาฉัน พระมหาสัตว์ขึ้นนั่งบนพระแท่นสำหรับพระราชาแล้วฉันโภชนะของพระราชาอยู่เป็นประจำทีเดียว ทำอย่างนี้จนเวลาล่วงไปได้ ๑๒ ปี จนพระราชาพระองค์นั้น มีอำมาตย์ ๕ คน ทำการสั่งสอนอรรถและธรรม.

บรรดาอำมาตย์ทั้ง ๕ คนนั้น คนหนึ่งเป็นอเหตุกวาที คนหนึ่งเป็นอิสรกรณวาที คนหนึ่งเป็นปุพเพกตวาที คนหนึ่งเป็นอุจเฉทวาทีและคนหนึ่งเป็นขัตตวิชชวาที. ในบรรดาอำมาตย์ทั้ง ๕ คนนั้น อำมาตย์ผู้เป็นอเหตุกวาทีสั่งสอนมหาชนให้ถือเอาอย่างว่า สัตว์เหล่านี้เป็นผู้หมดจดในสงสาร. อำมาตย์ผู้เป็นอิสรกรณวาที สั่งสอนมหาชนให้ถือเอาอย่างว่า โลกนี้ พระเจ้าเป็นผู้สร้าง. อำมาตย์ผู้เป็นปุพเพกตวาที สั่งสอนให้มหาชนเอาอย่างว่า ความสุขหรือความทุกข์ของสัตว์เหล่านี้ เนื้อจะเกิดขึ้นมา ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุที่ตนทำไว้ในปางก่อนนั่นแหละ. อำมาตย์ผู้เป็นอุจเฉทวาที สั่งสอนให้มหาชนเอาอย่างว่า ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้จากโลกนี้ไปยังโลกหน้า ย่อมไม่มี โลกนี้ย่อมขาดสูญอำมาตย์ผู้เป็นขัตตวิชชวาที สั่งสอนให้มหาชนเอาอย่างว่า บุคคลควรฆ่ามารดาบิดาแล้ว มุ่งทำประโยชน์ของตนเองถ่ายเดียวเถิด. อำมาตย์ทั้ง ๕ คนนั้นดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษาอรรถคดีแทนพระราชา แต่กลับพากันกินสินบนตัดสินความทำคนที่มิได้เป็นเจ้าของให้ได้เป็นเจ้าของ และทำคนที่เป็นเจ้าของไม่ให้ได้เป็นเจ้าของ.

ครั้นวันหนึ่ง บุรุษคนหนึ่ง เป็นผู้แพ้คดีความ เพราะถูกโกง เห็นพระมหาสัตว์เที่ยวภิกขาจารเข้าไปยังพระราชนิเวศน์ จึงไหว้พลางรำพันว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมาฉันในพระราชนิเวศน์ เพราะเหตุไรจึงได้แต่แลดูพวกอำมาตย์ผู้วินิจฉัยคดี รับสินบนทำชาวโลกให้ฉิบหายอยู่เล่า บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของแท้ ๆ แต่กลับถูกพวกอำมาตย์ ๕ คน รับสินบนจากมือลูกความโกงแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นเจ้าของ. ด้วยอำนาจความสงสารในบุรุษคนนั้น พระมหาสัตว์นั้นจึงไปยังโรงวินิจฉัยแล้ว ตัดสินความโดยชอบธรรมได้ทำคนที่เป็นเจ้าของให้กลับได้เป็นเจ้าของอีกเหมือนเดิม. มหาชนได้ให้สาธุการด้วยเสียงอันดังขึ้นพร้อมกันทีเดียว. พระราชาได้ทรงสดับเสียงนั้นแล้วจึงตรัสถามว่า นี่เสียงอะไรกันนะ พอได้สดับข้อความนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าไปนั่งใกล้พระมหาสัตว์ผู้ทำภัตกิจเสร็จแล้ว ตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ ทราบว่าวันนี้ พระคุณเจ้าตัดสินคดีความเองหรือ ? พระมหาสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ เนื้อพระคุณเจ้าทำการตัดสินคดีความเป็นประจำต่อไป ความเจริญจักมีแก่มหาชน จำเดิมแต่วันนี้ไป ขอพระคุณเจ้าจงช่วยตัดสินคดีให้ด้วยเถิด. พระมหาสัตว์ทูลว่า มหาบพิตรอาตมภาพเป็นบรรพชิต การวินิจฉัยอรรถคดีนี้ มิใช่กิจของอาตมภาพเลย. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ พระคุณท่านควรทำความกรุณาในมหาชนเถิดพระคุณเจ้าไม่ต้องวินิจฉัยตลอดทั้งวันก็ได้ คือ ในเวลาเช้าออกจากอุทยานผ่านมาในที่นี้ กรุณาแวะเข้าไปยังโรงวินิจฉัยคดีแล้ว ทำการวินิจฉัยตัดสินความสัก ๔ เรื่อง พอฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว จะกลับไปยังอุทยาน กรุณาช่วยทำการวินิจฉัยตัดสินความให้อีก ๔ เรื่อง ถ้าทำได้อย่างนี้ ความเจริญจักมีแก่มหาชน. พระมหาสัตว์นั้น ถูกพระราชานั้นอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ เข้า จึงยอมรับว่า สาธุ ดังนี้. ตั้งแต่วันนั้นมา ก็ได้ทำอย่างนั้น. พวกลูกความโกงทั้งหลายไม่ได้แล้วซึ่งโอกาส.

ฝ่ายพวกอำมาตย์ ๕ คนนั้นเล่า เมื่อไม่ได้สินบนก็กลับกลายเป็นผู้ขัดสน จึงพากันปรึกษาว่า ตั้งแต่เวลาที่โพธิปริพาชกนาตัดสินความ พวกเราไม่ได้อะไร ๆ เลย เอาเถอะ พวกเราจักหาเรื่องปริพาชกนั้นแล้ว ยุยงพระราชาให้ตัดสิน ฆ่าปริพาชกนั้นให้ได้. พวกอำมาตย์นั้น พากันเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า (บัดนี้) โพธิปริพาชกปรารถนาจักทำความพินาศต่อพระองค์ เมื่อพระราชาไม่ทรงเชื่อ ตรัสว่าโพธิปริพาชกนั้น เป็นผู้มีศีลมบูรณ์ด้วยความรู้ จักไม่ทำกรรมเห็นปานนั้นเด็ดขาด จึงพากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ประชาชนชาวเมืองทั้งสิ้น ถูกโพธิปริพาชกนั้น ทำให้อยู่ในเงื้อมมือของตนเสียแล้ว แต่ยังไม่อาจที่จะทำพวกข้าพระองค์ทั้ง ๕ คนนี้ได้เท่านั้น ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อถ้อยคำของพวกข้าพระองค์ไซร้ ในเวลาที่โพธิปริพาชกนั้นมาในที่นี้ พระองค์พึงทอดพระเนตรดูบริษัทเถิด. พระราชาทรงรับว่า ดีละ ดังนี้แล้ว ประทับยืนอยู่ที่สีหบัญชรทอดพระเนตรดูปริพาชกนั้นกำลังเดินมา ทรงเห็นบริวาร เพราะค่าที่พระองค์ไม่รู้เท่าทัน จึงทรงเจ้าใจพวกมนุษย์ที่มาฟ้องคดีความว่า เป็นบริวารของพระมหาสัตว์นั้น ทรงเชื่อแล้ว ตรัสสั่งให้พวกอำมาตย์นั้นเข้ามาเฝ้าแล้ว ตรัสถามว่า พวกเราจะทำอย่างไรกัน ? พวกอำมาตย์เหล่านั้น กราบทูลว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงมีรับสั่งให้จับปริพาชกนั้นเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เมื่อเรายังมองไม่เห็นความผิดอันยิ่งใหญ่ จักสั่งให้จับเขาได้อย่างไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงมีรับสั่งให้ลดการอุปัฏฐากที่เคยทำตามปกติแก่ปริพาชกนั้นลงเสียบ้าง ปริพาชกเป็นบัณฑิต พอเห็นการบำรุงนั้นค่อย ๆ ลดลง คงจักไม่ยอมบอกใคร ๆ แล้วแอบหนีไปเอง.

พระราชาตรัสว่า ดีละ แล้วตรัสสั่งให้ลดการบำรุงพระมหาสัตว์นั้นลงโดยลำดับ. ในวันแรก เจ้าหน้าที่จัด ให้พระมหาสัตว์นั้นนั่งบนบัลลังก์เปล่าเป็นลำดับแรก. ท่านพอเห็นบัลลังก์เปล่าก็รู้ว่า พระราชาเสื่อมศรัทธาเราเสียแล้วครั้นกลับไปยังอุทยานแล้ว แม้เป็นผู้มีความต้องการจะหลีกไปเสีย ในวันนั้นทีเดียว แต่ก็ (หักใจ) ไม่หลีกไปด้วยคิดว่า เราจักรู้ให้ถ่องแท้เสียก่อนแล้วจึงจักหลีกไป. ครั้น ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระมหาสัตว์นั้นนั่งบนบัลลังก์เปล่าเจ้าหน้าที่ได้ถือเอาภัตตาหารธรรมดาและสิ่งอื่นมาแล้ว ได้ถวายภัตตาหารที่คลุกปนกัน . ในวันที่ ๓ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เข้าไปสู่ห้องใหญ่ ให้พักอยู่ตรงเชิงบันไดเท่านั้นแล้ว ได้ถวายภัตตาหารที่คลุกปนกัน. พระมหาสัตว์นั้น ถือเอาภัตตาหารนั้นไปยังอุทยานแล้ว ได้กระทำภัตกิจ. ในวันที่ ๔ เจ้าหน้าที่ให้ยืนอยู่ที่ปราสาทชั้นล่างแล้ว ได้ถวายภัตที่หุงด้วยปลายข้าว. พระมหาสัตว์นั้นรับภัตแม้นั้น กลับไปยังอุทยาน ได้กระทำภัตกิจแล้ว. พระราชาตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า มหาโพธิปริพาชก แม้เมื่อสักการะเสื่อมสิ้นลงแล้วก็ยังไม่ยอมหลีกไป พวกเราจะทำอย่างไรกันดี. พวกอำมาตย์กราบทูลแนะอุบายว่า ข้าแต่สมมุติเทพ เธอประพฤติเพื่อต้องการภัตก็หามิได้ แต่เธอประพฤติเพื่อต้องการเศวตฉัตร หากเธอประพฤติเพื่อต้องการภัตจริง เธอก็พึงหนีไปเสียแต่ในวันแรกนั่นแล. พระราชาตรัสถามว่า บัดนี้ เราจะทำอย่างไรกันดี ? พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พรุ่งนี้ขอพระองค์จะตรัสสั่งให้ฆ่าเขาเสียเถิด. ท้าวเธอรับว่า ดีละ แล้วทรงมอบดาบไว้ในมือของอำมาตย์ทั้ง ๕ คนเหล่านั้น แล้วตรัสสั่งว่า พรุ่งนี้ พวกท่านจงมายืนซุ้มอยู่ที่ระหว่างประตู พอปริพาชกนั้นเดินเข้ามา จงฟันศีรษะแล้วช่วยกันสับให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อย่าให้ใครรู้เรื่องอะไรแล้ว เอาไปทิ้งไว้ในหลุมคูถ อาบน้ำแล้วพึงกลับมาเสีย. อำมาตย์เหล่านั้นรับว่าดีละ แล้วจึงนัดหมายกันและกันว่า วันพรุ่งนี้ พวกเราจึงจักทำการอย่างนั้น แล้วต่างก็พากันไปสู่ที่อยู่ของตน. เวลาเย็น แม้พระราชาทรงเสวยโภชนะเสร็จแล้ว ทรงบรรทมเหนือที่บรรทมอันประกอบด้วยสิริ ได้ทรงระลึกถึงคุณงามความดีของพระมหาสัตว์. ในขณะนั้นนั่นเอง ความเศร้าโศกได้บังเกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์. พระเสโทหลั่งไหลออกจากพระสรีระ พระองค์ไม่ได้รับความเบิกบานสำราญพระหทัย ทรงกระสับกระส่ายไปมาบนพระที่บรรทม. ลำดับนั้น พระอัครมเหสีของพระองค์ บรรทมอยู่ใกล้ ๆ. ท้าวเธอไม่ยอมทำแม้เพียงการเจรจาปราศรัยกับพระนางเลย. ลำดับนั้น พระนางจึงทูลถามท้าวเธอว่า ข้าแต่พระมหาราชเพค่ะ ทำไมหนอ พระองค์จึงไม่ทรงทำแม้เหตุเพียงการสนทนาปราศรัย หรือว่าหม่อมฉันมีความผิดอะไร ? พระราชาตรัสว่า ดูก่อนเทวี เธอไม่มีความผิดอะไรดอก แต่ทราบข่าวว่า โพธิปริพาชกกลายเป็นศัตรูต่อพวกเราไป ดังนั้นเราจึงสั่งให้อำมาตย์ ๕ คน จัดการเพื่อฆ่าเธอในวันพรุ่งนี้ อำมาตย์เหล่านั้นจักฆ่าเธอฟันให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วทิ้งในหลุมคูถ ก็โพธิปริพาชกนั้น ได้แสดงธรรมเป็นอันมากแก่พวกเราตลอดเวลา ๑๒ ปี แม้โทษสักนิดของเธอเราก็ไม่เคยเห็นประจักษ์ เป็นแต่เพียงได้รับคำบอกเล่าจากคนอื่น เราก็สั่งให้ฆ่าเธอเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงเศร้าโศก.

ลำดับนั้น พระนางจึงปลอบพระทัยพระราชาว่า ข้าแต่สมมุติเทพหากว่าโพธิปริพาชกนั้นกลายเป็นศัตรูจริง เมื่อพระองค์รับสั่งให้ฆ่าเธอเสียทำไม พระองค์จึงทรงเศร้าโศกเล่า ขึ้นชื่อว่า ศัตรูถึงจะเป็นลูกก็ต้องฆ่า เพื่อความสวัสดิภาพแก่ตน พระองค์อย่าได้เศร้าโศกไปเลย. เพราะถ้อยคำของพระนาง ท้าวเธอจึงได้รับความเบาพระทัย บรรทมหลับไป. ในขณะนั้น สุนัขตัวสีเหลืองชื่อว่า โกไลยกะ ได้พึงถ้อยคำนั้น แล้ว จึงคิดว่า พรุ่งนี้เราควรจะช่วยชีวิตโพธิปริพาชกนั้น ด้วยกำลังของตน ดังนี้ พอถึงวันรุ่งขึ้น จึงลงจากปราสาทแต่เช้าตรู่แล้ว มายังพระทวารใหญ่ นอนเอาหัวพาดบนธรณีประตูคอยมองดูหนทางที่พระมหาสัตว์จะเดินผ่านมา. ฝ่ายพวกอำมาตย์เหล่านั้นแลทุกคนต่างถือดาบเดินมายืนแอบอยู่ตรงที่ซอกประตูแต่เช้าตรู่. แม้พระโพธิสัตว์กะว่าได้เวลาแล้ว จึงออกจากอุทยานมายังประตูวัง.

ลำดับนั้น สุนัขโกไลยกะพอเห็นพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงอ้าปากแยกเขี้ยวทั้งสี่ ร้องขึ้นด้วยเสียงดังว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ได้ภิกษาที่อื่นในพื้นชมพูทวีปแล้วหรือ พระเจ้าแผ่นดินของพวกเรา ทรงให้อำมาตย์๕ คน ทุกคนมีดาบอยู่ในมือ ซุ่มตรงซอกประตู เพื่อต้องการจะฆ่าท่านเสีย ท่านอย่ามารับเอาความตายไว้ที่หน้าผากเลย จงรีบกลับไปเสียโดยเร็วเถิด. พระมหาสัตว์ รู้เนื้อความนั้นได้ เพราะคนเป็นผู้รู้สำเนียงเสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด จึงกลับจากที่ตรงนั้น ไปยังอุทยานถือเอาบริกขาร เพื่อเตรียมตัวจะหลีกไปเสีย. ฝ่ายพระราชา ประทับยืนอยู่ที่สีหบัญชร ทอดพระเนตรดูพระมหาสัตว์ทั้งเวลามาและเวลากลับไป จึงทรงพระดำริว่า ถ้าโพธิปริพาชกนี้ พึงเป็นศัตรูต่อเราไซร้ เมื่อกลับไปยังสวนก็จักให้ประชุมหมู่พลตระเตรียมการงาน หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็คงจักเก็บเอาบริกขารของตนแล้วเตรียมตัวจะเดินทางไป ขั้นแรก เราจักรู้กิริยาของโพธิปริพาชกนั้น ดังนี้ จึงเสด็จไปสู่อุทยาน ทอดพระเนตรเห็นพระมหาสัตว์เดินออกจากบรรณศาลา ถึงท้ายที่จงกรมด้วยคิดว่า เราจักถือเอาบริกขารของตนแล้ว จักไป จึงนมัสการ ประทับยืน ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ตรัสคาถาว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึง รีบร้อนถือเอาไม้เท้า หนังเสือ ร่ม รองเท้า ไม้ขอ บาตรและผ้าพาด ท่านปรารถนาจะไปยังทิศไหนหนอ.

ความแห่งบาทคาถานั้นว่า พระราชาตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ แต่ก่อนท่านมาสู่วังของเรา มิได้ถือไม้เท้าเป็นต้นมาเลย แต่ในวันนี้ เพราะเหตุไรท่านจึงได้รีบด่วนถือเอาเครื่องบริกขารเหล่านี้แม้ทั้งหมด คือ ไม้เท้า หนังเสือร่ม รองเท้า หม้อดิน ย่าม ขอสำหรับสอยผลไม้ บาตรดินและผ้าพาดมาด้วยเล่าท่านปรารถนาทิศไหนหนอ คือ ท่านปรารถนาจะไปในที่ไหน.

พระมหาสัตว์ ได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็เข้าใจว่า พระราชาองค์นี้ ยังไม่รู้สึกถึงกรรมที่ตนเองได้ทำไว้ จึงคิดว่า เราจักให้ท้าวเธอรับรู้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

ตลอดเวลา ๑๒ ปี ที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของ มหาบพิตรนี้ อาตมภาพไม่เคยรู้จักเสียงที่สุนัขสีเหลือง มันคำราม ด้วยหูเลย สุนัขมันแยกเขี้ยวขาวเห่าอยู่ คล้ายกับว่าไม่เคยรู้จักกัน เพราะมันได้ยินถ้อยคำของ มหาบพิตรกับพระชายาผู้สิ้นศรัทธา จึงกล่าวกะอาตมภาพอย่างนี้.

ความแห่งบาทคาถานั้นว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่า บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า อภิกุชฺชิตํ ความว่า เราไม่เคยได้ยินเสียงที่สุนัขของพระองค์นี้ร้องด้วยเสียงอันดังอย่างนี้เลย. บทว่า ทตฺโตว แปลว่า คล้ายไม่เคยรู้จักกัน. บทว่า สภริยสฺส ความว่า เพราะมันได้ยินถ้อยคำของมหาบพิตรกับพระชายาตรัสบังคับให้อำมาตย์ ๕ คน เตรียมการเพื่อฆ่าอาตมภาพ จึงส่งเสียงเห่าอย่างเอ็ดอึง คล้ายกับว่าไม่เคยรู้จักกันว่า ท่านไม่ได้ภิกษาในที่อื่นหรือ พระราชาตรัสสั่งให้อำมาตย์ฆ่าท่าน ท่านอย่ามาในที่นี้เลย. บทว่า วีตสทฺธสฺส มํ ปติความว่า สุนัขนั้น ได้ฟังถ้อยคำของมหาบพิตร ผู้หมดศรัทธาในระหว่างตัวเราจึงกล่าวอย่างนี้.

ในลำดับนั้น พระราชาทรงยอมพระองค์รับผิด เมื่อจะทรงให้พระมหาสัตว์นั้นยกโทษ จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า

ตอนที่ ๑ / ๔ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๘๔–๑๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญญาสนิบาตชาดก · ๒๕๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)

ว่าด้วยโพธิกุมารโพธิสัตว์

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๒๔]

ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ

ท่านจึงรีบร้อนฉวยเอาไม้เท้า หนังเสือ

ร่ม รองเท้า ไม้ตะขอ บาตร และผ้าพาด

ท่านปรารถนาจะไปยังทิศไหนหนอ

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๒๕]

ตลอด ๑๒ ปีนี้ที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของมหาบพิตร

อาตมภาพไม่ได้รู้จักเสียงสุนัขสีน้ำตาลเห่าคำรามเลย

[๑๒๖]

ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่

สุนัขตัวนี้นั้น มันแยกเขี้ยวสีขาว เห่าคำรามอย่างร้อนรน

เพราะได้ยินพระดำรัสของพระองค์

พร้อมทั้งพระมเหสีผู้สิ้นศรัทธาอาตมภาพ

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๒๗]

ท่านพราหมณ์ โทษนั้นเป็นความผิด

ที่โยมกระทำแล้วจริงตามที่ท่านกล่าว

โยมนั้นเลื่อมใสท่านอย่างยิ่ง

ขอนิมนต์อยู่เถิด อย่าไปเลย ท่านพราหมณ์

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๒๘]

เมื่อแรก ข้าวสุกสีขาวล้วน ต่อมาก็กระดำกระด่าง

บัดนี้กลายเป็นสีแดงล้วน

จึงเป็นกาลสมควรที่อาตมภาพจะหลีกไป

[๑๒๙]

เมื่อแรก อาสนะอยู่ภายใน

ต่อมาอยู่ท่ามกลาง ต่อมาอยู่ภายนอก

อาตมภาพขอไปเองก่อนที่จะถูกขับจากเมือง

[๑๓๐]

บุคคลไม่พึงคบหาคนผู้สิ้นศรัทธาเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีน้ำ

ถึงแม้จะพยายามขุดมันขึ้น น้ำก็จะพึงมีกลิ่นโคลนตม

[๑๓๑]

บุคคลพึงคบหาผู้ที่เลื่อมใสเท่านั้น

พึงเว้นคนผู้ไม่เลื่อมใส พึงเข้าไปใกล้คนผู้เลื่อมใส

เหมือนคนต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ

[๑๓๒]

บุคคลพึงคบหาคนที่คบด้วย

ไม่พึงคบหาคนที่ไม่คบด้วย

บุคคลใดไม่คบหาคนที่คบด้วย

บุคคลนั้นชื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ

[๑๓๓]

ผู้ใดไม่คบหาคนที่คบด้วย

ไม่เสวนาคนที่เสวนาด้วย

ผู้นั้นแลเป็นคนชั่วช้าที่สุด

เหมือนลิงที่อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้

[๑๓๔]

มิตรทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกัน

เพราะเหตุ ๓ ประการนี้ คือ

๑. เพราะการคลุกคลีกันพร่ำเพรื่อเกินไป

๒. เพราะการไม่ร่วมสโมสรกัน

๓. เพราะขอในเวลาอันไม่สมควร

[๑๓๕]

เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงไปมาหาสู่กันจนพร่ำเพรื่อ

ไม่ควรเหินห่างกันไปจนเนิ่นนาน

และพึงขอสิ่งที่ควรขอตามกาลอันสมควร

เมื่อเป็นเช่นนี้ มิตรทั้งหลายย่อมจะไม่แหนงหน่ายกัน

[๑๓๖]

คนผู้เป็นที่รักย่อมกลับกลายไม่เป็นที่รัก

เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินไป

อาตมภาพขอถวายพระพรลามหาบพิตรไป

ก่อนที่อาตมาจะไม่เป็นที่รักของมหาบพิตร

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๓๗]

หากพระคุณเจ้าไม่ยอมรับรู้

การอัญชลีของปริจารชนสัตบุรุษผู้อ้อนวอนอยู่อย่างนี้

และไม่ยอมกระทำตามคำขอร้องของโยม

โยมขอวิงวอนพระคุณเจ้าอย่างนี้ว่า

พระคุณเจ้าพึงแวะมาอีก

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๓๘]

ขอถวายพระพร มหาราชผู้ผดุงแคว้นให้เจริญ

หากว่าเมื่อเรายังคงเป็นอยู่อย่างนี้

อันตรายจักไม่มีแก่มหาบพิตรหรือแก่อาตมาไซร้

เมื่อวันคืนล่วงไป เราคงจะได้พบกันบ้าง

[๑๓๙]

หากถ้อยคำของมหาบพิตรเป็นไปตามคติของตน

และตามสภาวะที่เป็นจริงไซร้

เพราะไม่มีความประสงค์ สัตว์จึงทำกรรมที่ไม่ควรทำบ้าง

ที่ควรทำบ้าง เมื่อกระทำโดยไม่มีความประสงค์

ใครเล่าในโลกนี้ จะแปดเปื้อนบาป

[๑๔๐]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๑]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๔๒]

ถ้าพระผู้เป็นใหญ่ ๑- กำหนดชีวิต จัดสรรฤทธิ์

ความหายนะ และกรรมดีกรรมชั่วแก่ชาวโลกทั้งปวงไซร้

คนผู้ทำตามคำสั่งทำบาป

พระผู้เป็นใหญ่ย่อมแปดเปื้อนบาปนั้นเอง

[๑๔๓]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๔]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ พระผู้เป็นใหญ่ หมายถึงพระพรหมหรือพระเป็นเจ้าองค์อื่นจัดแจงตรวจตราชีวิตแก่ชาวโลกทั้งหมด

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๒/๖๘)

[๑๔๕]

ถ้าว่าสัตว์ย่อมเข้าถึงความสุขและความทุกข์

เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนกระทำไว้ในชาติปางก่อน

เขาย่อมเปลื้องหนี้คือบาปกรรมเก่าที่ตนทำไว้นั้นได้

เมื่อความพ้นหนี้คือบาปกรรมเก่ามีอยู่

ใครเล่าในโลกนี้จะแปดเปื้อนบาป

[๑๔๖]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๗]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๔๘]

รูปของสัตว์ย่อมเกิดมีได้

เพราะอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ เท่านั้น

ก็รูปย่อมเกิดมีได้เพราะมหาภูตรูปใด

ก็คล้อยไปตามมหาภูตรูป ๑- นั่นเอง

[๑๔๙]

ชีวะย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น

ละไปแล้ว ละทิ้งไปแล้ว ย่อมพินาศ

โลกนี้ย่อมขาดสูญ ทั้งคนพาลและบัณฑิตก็ขาดสูญ

เมื่อโลกขาดสูญอยู่ ใครเล่าในโลกนี้ย่อมแปดเปื้อนบาป

@เชิงอรรถ :

@๑ คล้อยไปตามมหาภูตรูป หมายถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) ตาย

@ลงในเวลาใด ร่างกายส่วนที่เป็นดินก็กลับกลายเป็นดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับกลายเป็นน้ำ ส่วนที่เป็นไฟ

@ก็กลับกลายเป็นไฟ ส่วนที่เป็นลมก็กลับกลายเป็นลมในเวลานั้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๘/๗๐)

[๑๕๐]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๑]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๕๒]

นักปกครองทั้งหลายที่เป็นคนพาล

สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ได้กล่าวไว้ในโลกว่า

“บุคคลพึงฆ่ามารดาบิดา พี่ชาย น้องชาย

และบุตรภรรยา ถ้าพึงมีความประสงค์เช่นนั้น”

[๑๕๓]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนใต้ร่มต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งต้นไม้นั้น

เพราะว่าคนประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่ว

[๑๕๔]

ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นก็พึงถอนแม้ทั้งราก

อาตมภาพมีความต้องการอาหาร

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๕]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๖]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๕๗]

คนผู้มีวาทะว่าไม่มีเหตุ ๑

คนผู้มีวาทะว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างโลก ๑

คนผู้มีวาทะว่าสุขทุกข์เกิดมีเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน ๑

คนผู้มีวาทะว่าโลกนี้ขาดสูญ ๑

คนผู้เป็นนักปกครองที่เป็นพาล ๑

[๑๕๘]

คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๕๙]

ในปางก่อน หมาป่าตัวหนึ่งปลอมตัวเป็นแพะ

ไม่ถูกระแวงสงสัยจึงเข้าไปหาฝูงแพะ

ฆ่าทั้งแม่แพะ แพะตัวเมีย และแพะตัวผู้

ทำให้เกิดความสะดุ้งกลัวแล้วจึงไปตามความปรารถนา

[๑๖๐]

สมณะและพราหมณ์พวกหนึ่งก็มีวิธีการอย่างนั้น

กระทำการปิดบังตน หลอกลวงมนุษย์ทั้งหลาย

บางพวกไม่บริโภคอาหาร บางพวกนอนบนแผ่นดิน

บางพวกทำการฉาบทาเถ้าธุลีที่ร่างกาย

บางพวกทำความเพียรโดยการเดินกระโหย่ง

บางพวกบริโภคอาหารเป็นครั้งคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำ

เป็นผู้มีอาจาระเลวทราม เที่ยวพูดอวดอ้างว่าเป็นพระอรหันต์

[๑๖๑]

สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๖๒]

คนเหล่าใดกล่าวว่า

ความเพียรไม่มี ๑ ประกาศความไม่มีเหตุ ๑

พรรณนาการกระทำของผู้อื่นและการกระทำของตน

ว่าเป็นการสูญเปล่า ๑

[๑๖๓]

คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด

มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๖๔]

ก็ถ้าว่าความเพียรไม่พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่พึงมี

พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงช่างไม้

แม้เครื่องยนต์ทั้งหลายก็จะไม่พึงให้สร้าง

[๑๖๕]

แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วก็มีอยู่

ฉะนั้น พระราชาจึงทรงให้สร้างเครื่องยนต์

และทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ไว้

[๑๖๖]

หากฝนไม่พึงตก หิมะไม่พึงตกตลอด ๑๐๐ ปี

โลกนี้ก็พึงขาดสูญ หมู่สัตว์นี้พึงพินาศไป

[๑๖๗]

แต่เพราะฝนยังตกอยู่ และหิมะยังโปรยปรายอยู่เนืองๆ

ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงเผล็ดผล

และทำให้พระราชาปกครองแคว้นได้ยั่งยืน

[๑๖๘]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

[๑๖๙]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

[๑๗๐]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง

โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

[๑๗๑]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข ๑-

[๑๗๒]

เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล

คนใดปลิดเอาผลดิบ คนนั้นจะไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น

ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักพินาศไปด้วย

[๑๗๓]

แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่

พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม

พระราชาพระองค์นั้นจะไม่ทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น

ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักพินาศไปด้วย

[๑๗๔]

เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล

คนใดปลิดเอาผลสุก คนนั้นจึงจะรู้รสแห่งผลไม้นั้น

ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย

@เชิงอรรถ :

@๑ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

[๑๗๕]

แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่

พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองแคว้นโดยธรรม

พระราชาพระองค์นั้นจึงจะทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น

ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย

[๑๗๖]

ส่วนขัตติยราชพระองค์ใด

ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงเป็นผู้คลาดจากโอสถ ๑- ทั้งปวง

[๑๗๗]

ขัตติยราชพระองค์ใดทรงเบียดเบียนชาวนิคม

ผู้ประกอบการซื้อขาย กระทำการถวายโอชะและราชพลี ๒-

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาด

จากพระคลังสมบัติเช่นนั้นเหมือนกัน

[๑๗๘]

พระราชาพระองค์ใดทรงเบียดเบียน

นายขมังธนูผู้รู้เขตแห่งการประหารเป็นอย่างดี ๑

ทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม ๑ มหาอำมาตย์ผู้เลื่องลือ ๑

พระราชาพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากกำลังพล

[๑๗๙]

พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใดผู้ไม่ประพฤติธรรม

ทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษีผู้มีความสำรวม ประพฤติพรหมจรรย์

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากสวรรค์เช่นนั้นเหมือนกัน

[๑๘๐]

อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ทรงประหารพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย

ย่อมทรงประสบฐานะอันหยาบช้า

และคลาดจากพระโอรสทั้งหลาย

@เชิงอรรถ :

@๑ โอสถ หมายถึงรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้ เป็นต้น ที่เป็นยา รวมถึงเนยใส เนยข้น

@ที่เป็นยาด้วย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๗๗)

@๒ โอชะและราชพลี หมายถึงรสที่ได้จากสิ่งของต่างๆ ที่ชาวชนบทถวายพร้อมทั้งการเสียภาษีอากรด้วย

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๗/๗๗)

[๑๘๑]

พระราชาพึงประพฤติธรรมในชาวชนบท

ในชาวนิคม และในกำลังพล

ไม่พึงทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษี

และพึงประพฤติให้สม่ำเสมอ

ในพระโอรสและพระชายา

[๑๘๒]

พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทรงปกครองแคว้น

ไม่ทรงเกรี้ยวกราดเช่นนั้น

ท้าวเธอย่อมทรงทำศัตรูให้หวั่นไหว

ประดุจพระอินทร์ผู้เป็นอธิบดีแห่งอสูรฉะนั้นแล

มหาโพธิชาดกที่ ๓ จบ

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้

๑. นฬินิกาชาดก ๒. อุมมาทันตีชาดก

๓. มหาโพธิชาดก

ปัญญาสนิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๗. อุมมาทันตีชาดกชาดกถัดไป๕๒๙. โสณกชาดก