ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาโพธิชาดก
ชาดกที่ ๕๒๘ · ปัญญาสนิบาตชาดก

มหาโพธิชาดก

ว่าด้วยปฏิปทาของผู้นำ

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๕๒ · บรรทัด ๓๒๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาโพธิชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๓ จาก ๔

เรื่องเล่า

พระมหาสัตว์ ข่มปราบอำมาตย์นั้น ได้ทำให้เป็นคนหมดปฏิภาณด้วยประการฉะนี้. แม้พระราชาพระองค์นั้น ก็ทรงเก้อเขินในท่ามกลางบริษัทประทับนั่งพระศอตกอยู่. แม้พระมหาสัตว์ พอทำลายวาทะแห่งอเหตุวาทีอำมาตย์นั้นแล้ว จึงเรียกอิสรกรณวาทีอำมาตย์มาแล้ว ซักถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุท่านหัวเราะเยาะเรา เพราะเหตุไร ถ้าว่าท่านแสดงวาทะว่า สิ่งทั้งปวง พระเป็นเจ้าสร้างให้โดยความเป็นสาระ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

ถ้าว่าพระเป็นเจ้าสร้างชีวิต สร้างฤทธิ์ สร้างความ พินาศ สร้างกรรมดี และกรรมชั่ว ให้แก่ชาวโลก ทั้งหมดไซร้ บุรุษผู้กระทำตามคำสั่งของพระเป็นเจ้า ย่อมทำบาปได้ พระเป็นเจ้าย่อมเปื้อนด้วยบาปนั้นเอง ถ้าเนื้อควานแห่งภาษิต ของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม และเป็นถ้อยคำงาม ไม่ชั่วช้า ถ้าถ้อยคำของท่านเป็น ความจริง ลิงก็เป็นอันเราฆ่าดีแล้ว ถ้าท่านรู้ความผิด แห่งวาทะของตน ก็จะไม่พึงติเตียนเราเลย เพราะว่า วาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปฺเปติ ชีวิตํ ความว่า ถ้าว่าพระพรหมหรือพระเป็นเจ้าองค์อื่น จะจัดแจงตรวจตราชีวิตให้แก่ชาวโลกทั้งหมดอย่างนี้ว่าท่านจงเลี้ยงชีพด้วยการไถนา ท่านจงเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อิทฺธึ พฺยสนภาวญฺจ อธิบายว่า ถ้าพระเป็นเจ้าสร้าง คือทำฤทธิ์ต่างประเภท มีความเป็นใหญ่เป็นต้น สร้างความพินาศ มีความพินาศแห่งหมู่ญาติเป็นต้น และสร้างกรรมดีกรรมชั่วที่เหลือทั้งหมด. บทว่า นิทฺเทสการี ความว่า ถ้าว่าบุรุษคนใดคนหนึ่งที่เหลือ กระทำตามคำสั่ง คือ คำบังคับของพระเป็นเจ้านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ใคร ๆ ก็ย่อมทำบาปได้ พระเป็นเจ้าเท่านั้น ย่อมรับบาปนั้นเสียเอง เพราะพระเป็นเจ้ากระทำบาปนั้น . คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อน. อนึ่ง พึงทราบข้อความในที่ทั้งหมดเหมือนในที่นี้เถิด.

พระมหาสัตว์ ครั้นทำลายอิสรกรณวาทะ ได้ด้วยอิสรกรณะนั้นนั่นแล ดุจบุคคลเอากิ่งมะม่วงขว้างผลมะม่วงให้หล่นลงมาจากต้น ด้วยประการฉะนั้นแล้ว จึงเรียกหาให้ปุพเพกตวาทีอำมาตย์เข้ามาแล้วกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านหัวเราะเยาะเรา เพราะเหตุไร ถ้าท่านสำคัญว่า ปุพเพกตวาทะเป็นความจริง ดังนี้แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

ถ้าสัตว์ย่อมเข้าถึงความสุขและความทุกข์ เพราะ เหตุแห่งกรรมที่กระทำไว้แล้วในปางก่อน กรรมเก่าที่ กระทำไว้แล้ว เขาย่อมเปลื้องหนี้นั้นได้ ทางพ้นจาก หนี้เก่ามีอยู่ ใครเล่าในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาป ถ้า เนื้อความแห่งภาษิตของท่าน เป็นอรรถเป็นธรรม และเป็นถ้อยคำงาม ไม่ชั่วช้า ถ้าถ้อยคำของท่านเป็น ความจริง ลิงก็เป็นอันเราฆ่าดีแล้ว ถ้าท่านรู้ความผิด แห่งวาทะของตน ก็จะได้พึงติเตียนเราเลย เพราะว่า วาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพกตเหตุ ได้แก่ เพราะเหตุที่ได้กระทำกรรมไว้ในปางก่อน คือ เพราะการกระทำกรรมที่ตนได้การทำไว้แล้วในภพก่อนแน่นอน. บทว่า ตเมโส มุญฺจเต อิณํ ความว่า ผู้ใดย่อมถึงความทุกข์ โดยการถูกฆ่าและถูกจองจำเป็นต้น ถ้าผู้นั้น ย่อมเปลื้องหนี้ คือบาปเก่าที่เขาได้ทำไว้แล้วนั้นในบัดนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เราก็มีทางพ้นจากหนี้เก่านั้น ใครเล่า ในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาป เปรียบเหมือนเราเป็นลิง ถูกลิงตัวนั้นซึ่งเป็นปริพาชกมาก่อนฆ่ากินเสีย ปริพาชกนั้นกลับมาเป็นลิงในอัตภาพนี้ ก็จักถูกเราผู้กลับมาเป็นปริพาชกฆ่ากินเสียเหมือนกัน ฉะนั้น.

พระมหาสัตว์ ครั้นทำลายวาทะของปุพเพกตวาทีอำมาตย์ แม้นั้นด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงเรียกอุจเฉทวาทีอำมาตย์มาตรงหน้าแล้ว กล่าวขู่ว่าดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ดังนี้และยังสำคัญอยู่ว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมขาดสูญในโลกนี้เท่านั้น ขึ้นชื่อว่าสัตว์ผู้ไปสู่ปรโลกไม่มีเลย ท่านหัวเราะเยาะเรา เพราะเหตุไร ดังนี้แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

รูปของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นอยู่ได้เพราะ อาศัยธาตุ ๔ เท่านั้น ก็รูปเกิดจากสิ่งใด ย่อมเข้าถึง ในสิ่งนั้นอย่างเดิม ชีพย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น ละไปแล้ว ย่อมพินาศในโลกหน้า โลกนี้ขาดสูญ เมื่อ โลกขาดสูญอยู่อย่างนี้ ชนเหล่าใด ทั้งที่เป็นพาล ทั้งที่ เป็นบัณฑิต ชนเหล่านั้น ย่อมขาดสูญทั้งหมด ใครเล่า ในโลกนี้จะเปื้อนด้วยบาป ถ้าเนื้อความแห่งภาษิต ของท่านเป็นอรรถเป็นธรรม และเป็นถ้อยคำงาม ไม่ ชั่วช้า ถ้าถ้อยคำของท่านเป็นความจริง ลิงก็เป็นอัน เราฆ่าดีแล้ว ถ้าท่านระความผิดแห่งวาทะของตน ก็จะ ไม่พึงติเตียนเราเลย เพราะว่าวาทะของท่านเป็น เช่นนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุนฺนํ ได้แก่ ภูตรูปทั้ง ๔ มีปฐวีธาตุเป็นต้น. บทว่า รูปํ ได้แก่ รูปขันธ์. บทว่า ตตฺเถว ความว่า รูปนั้นย่อมเกิดขึ้นจากสิ่งใด แม้ในเวลาดับ ก็ย่อมกลับไปเป็นสิ่งนั้นอย่างเดิมแล. พระมหาสัตว์ทำความเห็นของอุจเฉทวาทีอำมาตย์นั้น ให้ตั้งขึ้นอย่างนี้ว่า บุรุษผู้ประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ กระทำกาละลงในเวลาใด ร่างกายที่เป็นส่วนดินก็กลับกลายเป็นดินไป ส่วนที่เป็นน้ำก็กลายเป็นน้ำไป ส่วนที่เป็นไฟก็กลายเป็นไฟไป และร่างกายที่เป็นส่วนลมก็กลับกลายเป็นลมไป บุรุษทั้งหลายผู้มีเก้าอี้ยาวเป็นที่ ๕ ย่อมถือเอาซากที่ตายแล้วล่วงอินทรีย์ทั้งหลาย กลับกลายเป็นอากาศหมด ตราบใดที่รองเท้าในป่าช้าปรากฏอยู่ กระดุกนกพิราบมีอยู่ทานของชนเหล่านั้นมีเถ้าเป็นเครื่องบูชา อันพวกคนเซอะบัญญัติไว้ บุคคลที่กล่าววาทะว่า มี ชื่อว่าเป็นคนเปล่าแลกล่าวเท็จ จะเป็นพาลหรือเป็นบัณฑิตก็ตาม เมื่อกายแตกตายทำลายไป ก็ย่อมขาดสูญ คือ พินาศ ได้แก่ ไม่ปรากฏตราบนั้น. บทว่า อิเธว ความว่า. ชีพย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น. บทว่า เปจฺจ เปจฺจ วินสฺสติ ความว่า สัตว์ที่บังเกิดในปรโลก ก็มิได้กลับมาในโลกนี้อีกด้วยอำนาจแห่งคติ ย่อมพินาศขาดสูญไปในโลกนั้นทีเดียว เมื่อโลกขาดสูญอยู่อย่างนี้ ใครเล่าจะเปื้อนด้วยบาปในโลกนี้.

พระมหาสัตว์ ครั้นทำลายวาทะแม้แห่งอุจเฉทวาทีอำมาตย์นั้น ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงเรียกขัตตวิชชวาทีอำมาตย์เข้ามาแล้ว กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านเที่ยวยกลัทธินี้ว่า บุคคลควรฆ่าแม้มารดาบิดาแล้ว ทำประโยชน์แก่ตน ดังนี้ ท่านหัวเราะเยาะเรา เพราะเหตุไร ดังนี้แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

อาจารย์ทั้งหลายผู้มีวาทะว่า การฆ่ามารดาบิดา เป็นกิจที่ควรทำ ได้กล่าวไว้แล้วในโลก พวกคนพาล สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต พึงฆ่ามารดา บิดา พึงฆ่าพี่ ฆ่าน้อง ฆ่าบุตรและภรรยา ถ้าว่าประโยชน์เช่นนั้น พึงมี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตฺตวิธา ได้แก่ ผู้มีความรู้ว่าการฆ่ามารดาบิดาเป็นสิ่งที่ควรทำ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. คำว่า ขตฺตวิชฺชา นี้ เป็นชื่อของอาจารย์ผู้มีความรู้ว่า การฆ่ามารดาบิดาเป็นสิ่งที่ควรทำ. บทว่า พาลา ปณฺฑิตมานิโน ความว่า ชนทั้งหลายที่เป็นคนพาลสำคัญอยู่ว่า พวกเราเป็นบัณฑิต จักประกาศว่าตนเป็นบัณฑิต เป็นผู้มีความสำคัญว่าเป็นบัณฑิต จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อตฺโถ เจ ความว่า อาจารย์กล่าวว่า ถ้าประโยชน์สักนิดหนึ่งมีรูปเห็นปานนั้น จะพึงมีแก่ตนไซร้ บุคคลไม่พึงเว้นอะไร ๆ ไว้เลย พึงฆ่าเสียทั้งหมด ดังนี้ แม้ท่านก็เป็นคนใดคนหนึ่งในบรรดาอาจารย์ผู้มีวาทะเช่นนั้น .

พระมหาสัตว์ แสดงลัทธิของขัตตวิชชวาทีอำมาตย์นั้นอย่างนี้แล้วเมื่อจะประกาศลัทธิของตน จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มไม่ใด ไม่ควรหักกิ่งไม่ นั้น เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม ถ้า เมื่อมีความต้องการเกิดขึ้น ก็ควรถอนไปแม้ทั้งราก แม้ประโยชน์ที่จะมีต่อเรามาก วานรเป็นอันเราฆ่าดี แล้ว ถ้าเนื้อความแห่งภาษิตของท่านเป็นอรรถเป็น ธรรม และเป็นถ้อยคำงาม ไม่ชั่วช้า ถ้าถอยคำของท่าน. เป็นความจริง วานรเป็นอันเราฆ่าดีแล้ว ถ้าท่านรู้ ความผิดแห่งวาทะของตน ก็จะไม่พึงติเตียนเราเลย เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.

ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ดูก่อนขัตติวิชชวาทีอำมาตย์ผู้เจริญ ก็อาจารย์ของพวกเราพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า บุคคลไม่ควรหักกิ่งหรือใบของต้นไม้ที่ตนได้อาศัยร่มเงา. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะบุคคลผู้ประทุษร้ายต่อมิตรเป็นคนเลว แต่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้น ก็ให้ถอนไปแม้กระทั่งราก ก็เราได้มีความต้องการเสบียง เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าเราฆ่าวานรนี้แล้ว ประโยชน์พึงมีแก่เรามากจริงอย่างนั้น วานรก็เป็นอันเราฆ่าแล้วด้วยดี.

พระมหาสัตว์นั้น ได้ทำลายวาทะของขัตตวิชชวาทีอำมาตย์ แม้นั้นอย่างนี้แล้ว เมื่ออำมาตย์ทั้ง ๕ คนเหล่านั้น หมดปฏิภาณนั่งนิ่งเฉยอยู่ จึงเรียกพระราชามาแล้ว ทูลให้ทราบว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ย่อมพาเอามหาโจรผู้ปล้นแว่นแคว้นทั้ง ๕ คนเหล่านี้ ตามเสด็จไป น่าอนาถใจจริงพระองค์เป็นคนโง่เขลา ด้วยว่า บุรุษพึงถึงความทุกข์อย่างใหญ่หลวง ทั้งในภพนี้และภพหน้า เพราะการคลุกคลีกับพวกคนพาลเห็นปานนี้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชา จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

บุรุษผู้มีวาทะว่าหาเหตุมิได้ ๑ ผู้มีวาทะว่า พระเจ้าสร้างโลก ๑ ผู้มีวาทะว่าสุขและทุกข์เกิดเพราะ กรรมที่ทำมาก่อน ๑ ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ ๑ คนที่มี วาทะว่าฆ่ามารดาบิดาเป็นกิจที่ควรทำ ๑ คนทั้ง ๕ คนนี้ เป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล แต่มีความสำคัญ ว่าตนเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้นพึงกระทำบาป เองก็ได้ พึงชักชวนผู้อื่นให้กระทำก็ได้ ความคลุกคลี อสัตบุรุษเป็นความชั่วร้าย มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิโส ความว่า ดูก่อนมหาบพิตรบุรุษผู้เช่นเดียวกันกับบุรุษผู้มีทิฏฐิและคติทั้ง ๕ คนเหล่านี้ พึงกระทำบาปแม้ด้วยตนเองก็ได้ พึงทำการชักชวนคนอื่น ที่เชื่อฟังถ้อยคำของเขาให้ทำบาปก็ได้. บทว่า ทุกฺกโฏ ความว่า ความคลุกคลีกับอสัตบุรุษทั้งหลายเห็นปานนี้ย่อมเป็นความชั่วร้าย และมีความเดือดร้อนเป็นกำไร ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า. เพื่อจะประกาศเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้ง พึงนำพระสูตรเป็นต้นว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมเกิดขึ้น ภัยเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล ดังนี้มาแสดง หรือพึงนำข้อความ เรื่องโคธชาดก สัญชีวชาดก และอกิตติชาดกเป็นต้นมาแสดงก็ได้.

บัดนี้ พระมหาสัตว์เมื่อจะเพิ่มพูนพระธรรมเทศนาให้เจริญ ด้วยมุ่งแสดงถึงข้ออุปมา จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

ในปางก่อน มีนกยางตัวหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายแกะ พวกและไม่รังเกียจ เข้าไปยังฝูงแกะ ฆ่าแกะทั้งตัว เมียตัวผู้ ครั้นฆ่าแล้ว ก็บนหนีไปด้วยอาการอย่างใด สมณพราหมณ์บางพวก ก็มีอาการเหมือนอย่างนั้น กระทำการปิดบังตัว เที่ยวหลอกลวงพวกมนุษย์ บางพวกประพฤติไม่กินอาหาร บางพวกนอนบน แผ่นดิน บางพวกทำกิริยาขัดถูธุลีในตัว บางพวกตั้ง ความเพียรเดินกระโหย่งเท้า บางพวกงดการกินอาหาร ชั่วคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำเป็นผู้มีอาจาระอันเลวทราม เที่ยวพูดอวดว่า เป็นพระอรหันต์. คนเหล่านี้เป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล แต่มีความ สำคัญว่า ตนเป็นบัณฑิต คนเช่นนั้นพึงกระทำบาป เองก็ได้ พึงชักชวนผู้อื่นให้กระทำบางก็ได้ ความ คลุกคลีด้วยอสัตบุรุษเป็นความชั้วร้าย มีผลเผ็ดร้อน

เป็นกำไร. พวกคนที่กล่าวว่า ความเพียรไม่มี และพวกที่

กล่าวหาเหตุติเตียนการกระทำของผู้อื่นบ้าง กล่าว สรรเสริญการกระทำของตนบ้าง และพูดเปล่า ๆ บ้าง คนเหล่านี้เป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล แต่มีความ สำคัญตนว่า เป็นบัณฑิต คนเช่นนั้นพึงกระทำบาป เองก็ได้ พึงชักชวนให้ผู้อื่นกระทำบาปก็ได้ ความ คลุกคลีด้วยอสัตบุรุษเป็นความชั่วร้าย มีผลเผ็ดร้อน เป็นกำไร. ถ้าความเพียรไม่พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่มี ไซร้ พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงพวกช่างไม่ แม้ นายช่าง ก็ไม่พึงกระทำยนต์ทั้งหลายให้สำเร็จได้ แต่ เพราะความเพียรมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วมีอยู่ เพราะ ฉะนั้น นายช่างทำยนต์ทั้งหลายให้สำเร็จ พระราชา จึงทรงชุบเลี้ยงนายช่างไม้ไว้. ถ้าฝนไม่พึงตก น้ำค้างไม่พึงตกตลอดร้อยปี โลกนี้ก็พึงขาดสูญ หมู่สัตว์ก็พึงพินาศ แต่เพราะฝน ก็ตก และน้ำค้างก็ยังโปรยอยู่ เพราะฉะนั้น ข้าวกล้า จึงสุก และเลี้ยงชาวเมืองให้ดำรงอยู่ได้นาน. ถ้าเมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงเดินไปคด เมื่อมีโคผู้นำฝูงเดินไปคด โคเหล่านั้นทั้งหมด ก็ย่อม เดินไปคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ถ้าผู้นั้น ประพฤติไม่เป็นธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงประชาชน นอกนี้เล่า ชาวเมืองทั้งปวงย่อมอยู่เป็นทุกข์ ถ้าพระราชาไม่ทรงดำรงอยู่ในธรรม. ถ้าเมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ โคผู้นำฝูงเดินไปตรง เมื่อมีโคผู้นำฝูงเดินไปตรง โคเหล่านั้นทั้งหมด ก็ย่อม เดินไปตรง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมุติว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ถ้าแม้ผู้นั้น ประพฤติเป็นธรรม ไม่จำต้องกล่าวถึงประชาชนนอกนี้ ชาวเมืองทั้งปวงย่อมอยู่เป็นสุข ถ้าพระราชาทรงดำรง อยู่ในธรรม. เมื่อต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใดเก็บผลดิบมา ผู้นั้น ย่อมไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้น ก็ย่อมพินาศไป รัฐเปรียบด้วยต้นไม้ใหญ่ พระราชา พระองค์ใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม พระราชา พระองค์นั้น ย่อมไม่รู้จักรสแห่งรัฐนั้น และรัฐของ พระราชาพระองค์นั้น ก็ย่อมพินาศไป. เมื่อต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใดเก็บเอาผลสุก ๆ มา ผู้นั้นย่อมรู้รสแห่งผลไม้นั้น และพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้น ก็ไม่พินาศไป รัฐเปรียบด้วยต้นไม้ใหญ่ พระราชา พระองค์ใดปกครองโดยธรรม พระราชาพระองค์นั้น ย่อมทรงทราบรสแห่งรัฐนั้น และรัฐของพระราชา พระองค์นั้น ก็ไม่พินาศไป. อนึ่ง ขัตติยราชพระองค์ใด ทรงปกครองชนบท โดยไม่เป็นธรรม ขัตติยราชพระองค์นั้น ย่อมทรง คลาดจากพระโอสถทั้งปวง. อนึ่ง พระราชาพระองค์ใด ทรงเบียดเบียนชาว นิคมผู้ประกอบการซื้อขาย กระทำการขวายโอชะและ พลีกรรม พระราชาพระองค์นั้น ย่อมคลาดจากส่วน พระราชทรัพย์ พระราชาพระองค์ใด ทรงเบียดเบียน นายพรานผู้รู้เขตแห่งการประหารอย่างดี และเบียดเบียนทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม เบียดเบียน อำมาตย์ผู้รุ่งเรือง พระราชาพระองค์นั้น ย่อมคลาด จากพลนิกาย. อนึ่ง กษัตริย์ผู้ไม่ประพฤติธรรม เบียดเบียน บรรพชิตผู้แสวงหาคุณ ผู้สำรวมประพฤติพรหมจรรย์ กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมคลาดจากสวรรค์ อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ดำรงอยู่ในธรรม ฆ่าพระชายาผู้ไม่ ประทุษร้าย ย่อมได้ประสบบาปอย่างหนัก และย่อม ผิดพลาดด้วยพระราชบุตรทั้งหลาย. พระราชาพึงประพฤติธรรมในชาวชนบท ชาวนิคม พลนิกาย ไม่พึงเบียดเบียนบรรพชิต พึง ประพฤติสม่ำเสมอในพระโอรส และพระชายา พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินเช่นนั้น เป็นผู้ปกครอง บ้านเมือง ไม่ทรงพิโรธ ย่อมทรงทำให้ผู้อยู่ใกล้เคียง หวั่นไหว เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งอสูร ฉะนั้น.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๓ / ๔ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๘๔–๑๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ปัญญาสนิบาตชาดก · ๒๕๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)

ว่าด้วยโพธิกุมารโพธิสัตว์

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๒๔]

ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ

ท่านจึงรีบร้อนฉวยเอาไม้เท้า หนังเสือ

ร่ม รองเท้า ไม้ตะขอ บาตร และผ้าพาด

ท่านปรารถนาจะไปยังทิศไหนหนอ

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๒๕]

ตลอด ๑๒ ปีนี้ที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของมหาบพิตร

อาตมภาพไม่ได้รู้จักเสียงสุนัขสีน้ำตาลเห่าคำรามเลย

[๑๒๖]

ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่

สุนัขตัวนี้นั้น มันแยกเขี้ยวสีขาว เห่าคำรามอย่างร้อนรน

เพราะได้ยินพระดำรัสของพระองค์

พร้อมทั้งพระมเหสีผู้สิ้นศรัทธาอาตมภาพ

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๒๗]

ท่านพราหมณ์ โทษนั้นเป็นความผิด

ที่โยมกระทำแล้วจริงตามที่ท่านกล่าว

โยมนั้นเลื่อมใสท่านอย่างยิ่ง

ขอนิมนต์อยู่เถิด อย่าไปเลย ท่านพราหมณ์

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๒๘]

เมื่อแรก ข้าวสุกสีขาวล้วน ต่อมาก็กระดำกระด่าง

บัดนี้กลายเป็นสีแดงล้วน

จึงเป็นกาลสมควรที่อาตมภาพจะหลีกไป

[๑๒๙]

เมื่อแรก อาสนะอยู่ภายใน

ต่อมาอยู่ท่ามกลาง ต่อมาอยู่ภายนอก

อาตมภาพขอไปเองก่อนที่จะถูกขับจากเมือง

[๑๓๐]

บุคคลไม่พึงคบหาคนผู้สิ้นศรัทธาเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีน้ำ

ถึงแม้จะพยายามขุดมันขึ้น น้ำก็จะพึงมีกลิ่นโคลนตม

[๑๓๑]

บุคคลพึงคบหาผู้ที่เลื่อมใสเท่านั้น

พึงเว้นคนผู้ไม่เลื่อมใส พึงเข้าไปใกล้คนผู้เลื่อมใส

เหมือนคนต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ

[๑๓๒]

บุคคลพึงคบหาคนที่คบด้วย

ไม่พึงคบหาคนที่ไม่คบด้วย

บุคคลใดไม่คบหาคนที่คบด้วย

บุคคลนั้นชื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ

[๑๓๓]

ผู้ใดไม่คบหาคนที่คบด้วย

ไม่เสวนาคนที่เสวนาด้วย

ผู้นั้นแลเป็นคนชั่วช้าที่สุด

เหมือนลิงที่อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้

[๑๓๔]

มิตรทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกัน

เพราะเหตุ ๓ ประการนี้ คือ

๑. เพราะการคลุกคลีกันพร่ำเพรื่อเกินไป

๒. เพราะการไม่ร่วมสโมสรกัน

๓. เพราะขอในเวลาอันไม่สมควร

[๑๓๕]

เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงไปมาหาสู่กันจนพร่ำเพรื่อ

ไม่ควรเหินห่างกันไปจนเนิ่นนาน

และพึงขอสิ่งที่ควรขอตามกาลอันสมควร

เมื่อเป็นเช่นนี้ มิตรทั้งหลายย่อมจะไม่แหนงหน่ายกัน

[๑๓๖]

คนผู้เป็นที่รักย่อมกลับกลายไม่เป็นที่รัก

เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินไป

อาตมภาพขอถวายพระพรลามหาบพิตรไป

ก่อนที่อาตมาจะไม่เป็นที่รักของมหาบพิตร

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๓๗]

หากพระคุณเจ้าไม่ยอมรับรู้

การอัญชลีของปริจารชนสัตบุรุษผู้อ้อนวอนอยู่อย่างนี้

และไม่ยอมกระทำตามคำขอร้องของโยม

โยมขอวิงวอนพระคุณเจ้าอย่างนี้ว่า

พระคุณเจ้าพึงแวะมาอีก

(พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๓๘]

ขอถวายพระพร มหาราชผู้ผดุงแคว้นให้เจริญ

หากว่าเมื่อเรายังคงเป็นอยู่อย่างนี้

อันตรายจักไม่มีแก่มหาบพิตรหรือแก่อาตมาไซร้

เมื่อวันคืนล่วงไป เราคงจะได้พบกันบ้าง

[๑๓๙]

หากถ้อยคำของมหาบพิตรเป็นไปตามคติของตน

และตามสภาวะที่เป็นจริงไซร้

เพราะไม่มีความประสงค์ สัตว์จึงทำกรรมที่ไม่ควรทำบ้าง

ที่ควรทำบ้าง เมื่อกระทำโดยไม่มีความประสงค์

ใครเล่าในโลกนี้ จะแปดเปื้อนบาป

[๑๔๐]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๑]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๔๒]

ถ้าพระผู้เป็นใหญ่ ๑- กำหนดชีวิต จัดสรรฤทธิ์

ความหายนะ และกรรมดีกรรมชั่วแก่ชาวโลกทั้งปวงไซร้

คนผู้ทำตามคำสั่งทำบาป

พระผู้เป็นใหญ่ย่อมแปดเปื้อนบาปนั้นเอง

[๑๔๓]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๔]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ พระผู้เป็นใหญ่ หมายถึงพระพรหมหรือพระเป็นเจ้าองค์อื่นจัดแจงตรวจตราชีวิตแก่ชาวโลกทั้งหมด

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๒/๖๘)

[๑๔๕]

ถ้าว่าสัตว์ย่อมเข้าถึงความสุขและความทุกข์

เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนกระทำไว้ในชาติปางก่อน

เขาย่อมเปลื้องหนี้คือบาปกรรมเก่าที่ตนทำไว้นั้นได้

เมื่อความพ้นหนี้คือบาปกรรมเก่ามีอยู่

ใครเล่าในโลกนี้จะแปดเปื้อนบาป

[๑๔๖]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๔๗]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๔๘]

รูปของสัตว์ย่อมเกิดมีได้

เพราะอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ เท่านั้น

ก็รูปย่อมเกิดมีได้เพราะมหาภูตรูปใด

ก็คล้อยไปตามมหาภูตรูป ๑- นั่นเอง

[๑๔๙]

ชีวะย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น

ละไปแล้ว ละทิ้งไปแล้ว ย่อมพินาศ

โลกนี้ย่อมขาดสูญ ทั้งคนพาลและบัณฑิตก็ขาดสูญ

เมื่อโลกขาดสูญอยู่ ใครเล่าในโลกนี้ย่อมแปดเปื้อนบาป

@เชิงอรรถ :

@๑ คล้อยไปตามมหาภูตรูป หมายถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) ตาย

@ลงในเวลาใด ร่างกายส่วนที่เป็นดินก็กลับกลายเป็นดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับกลายเป็นน้ำ ส่วนที่เป็นไฟ

@ก็กลับกลายเป็นไฟ ส่วนที่เป็นลมก็กลับกลายเป็นลมในเวลานั้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๘/๗๐)

[๑๕๐]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๑]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๕๒]

นักปกครองทั้งหลายที่เป็นคนพาล

สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ได้กล่าวไว้ในโลกว่า

“บุคคลพึงฆ่ามารดาบิดา พี่ชาย น้องชาย

และบุตรภรรยา ถ้าพึงมีความประสงค์เช่นนั้น”

[๑๕๓]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนใต้ร่มต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งต้นไม้นั้น

เพราะว่าคนประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่ว

[๑๕๔]

ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นก็พึงถอนแม้ทั้งราก

อาตมภาพมีความต้องการอาหาร

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๕]

หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น

เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า

และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ

วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว

[๑๕๖]

ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน

มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย

เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น

[๑๕๗]

คนผู้มีวาทะว่าไม่มีเหตุ ๑

คนผู้มีวาทะว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างโลก ๑

คนผู้มีวาทะว่าสุขทุกข์เกิดมีเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน ๑

คนผู้มีวาทะว่าโลกนี้ขาดสูญ ๑

คนผู้เป็นนักปกครองที่เป็นพาล ๑

[๑๕๘]

คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๕๙]

ในปางก่อน หมาป่าตัวหนึ่งปลอมตัวเป็นแพะ

ไม่ถูกระแวงสงสัยจึงเข้าไปหาฝูงแพะ

ฆ่าทั้งแม่แพะ แพะตัวเมีย และแพะตัวผู้

ทำให้เกิดความสะดุ้งกลัวแล้วจึงไปตามความปรารถนา

[๑๖๐]

สมณะและพราหมณ์พวกหนึ่งก็มีวิธีการอย่างนั้น

กระทำการปิดบังตน หลอกลวงมนุษย์ทั้งหลาย

บางพวกไม่บริโภคอาหาร บางพวกนอนบนแผ่นดิน

บางพวกทำการฉาบทาเถ้าธุลีที่ร่างกาย

บางพวกทำความเพียรโดยการเดินกระโหย่ง

บางพวกบริโภคอาหารเป็นครั้งคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำ

เป็นผู้มีอาจาระเลวทราม เที่ยวพูดอวดอ้างว่าเป็นพระอรหันต์

[๑๖๑]

สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๖๒]

คนเหล่าใดกล่าวว่า

ความเพียรไม่มี ๑ ประกาศความไม่มีเหตุ ๑

พรรณนาการกระทำของผู้อื่นและการกระทำของตน

ว่าเป็นการสูญเปล่า ๑

[๑๖๓]

คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล

มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก

คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง

พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง

การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด

มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร

[๑๖๔]

ก็ถ้าว่าความเพียรไม่พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่พึงมี

พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงช่างไม้

แม้เครื่องยนต์ทั้งหลายก็จะไม่พึงให้สร้าง

[๑๖๕]

แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วก็มีอยู่

ฉะนั้น พระราชาจึงทรงให้สร้างเครื่องยนต์

และทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ไว้

[๑๖๖]

หากฝนไม่พึงตก หิมะไม่พึงตกตลอด ๑๐๐ ปี

โลกนี้ก็พึงขาดสูญ หมู่สัตว์นี้พึงพินาศไป

[๑๖๗]

แต่เพราะฝนยังตกอยู่ และหิมะยังโปรยปรายอยู่เนืองๆ

ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงเผล็ดผล

และทำให้พระราชาปกครองแคว้นได้ยั่งยืน

[๑๖๘]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

[๑๖๙]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

[๑๗๐]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง

โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

[๑๗๑]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข ๑-

[๑๗๒]

เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล

คนใดปลิดเอาผลดิบ คนนั้นจะไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น

ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักพินาศไปด้วย

[๑๗๓]

แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่

พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม

พระราชาพระองค์นั้นจะไม่ทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น

ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักพินาศไปด้วย

[๑๗๔]

เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล

คนใดปลิดเอาผลสุก คนนั้นจึงจะรู้รสแห่งผลไม้นั้น

ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย

@เชิงอรรถ :

@๑ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

[๑๗๕]

แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่

พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองแคว้นโดยธรรม

พระราชาพระองค์นั้นจึงจะทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น

ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย

[๑๗๖]

ส่วนขัตติยราชพระองค์ใด

ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงเป็นผู้คลาดจากโอสถ ๑- ทั้งปวง

[๑๗๗]

ขัตติยราชพระองค์ใดทรงเบียดเบียนชาวนิคม

ผู้ประกอบการซื้อขาย กระทำการถวายโอชะและราชพลี ๒-

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาด

จากพระคลังสมบัติเช่นนั้นเหมือนกัน

[๑๗๘]

พระราชาพระองค์ใดทรงเบียดเบียน

นายขมังธนูผู้รู้เขตแห่งการประหารเป็นอย่างดี ๑

ทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม ๑ มหาอำมาตย์ผู้เลื่องลือ ๑

พระราชาพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากกำลังพล

[๑๗๙]

พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใดผู้ไม่ประพฤติธรรม

ทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษีผู้มีความสำรวม ประพฤติพรหมจรรย์

ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากสวรรค์เช่นนั้นเหมือนกัน

[๑๘๐]

อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ทรงประหารพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย

ย่อมทรงประสบฐานะอันหยาบช้า

และคลาดจากพระโอรสทั้งหลาย

@เชิงอรรถ :

@๑ โอสถ หมายถึงรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้ เป็นต้น ที่เป็นยา รวมถึงเนยใส เนยข้น

@ที่เป็นยาด้วย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๗๗)

@๒ โอชะและราชพลี หมายถึงรสที่ได้จากสิ่งของต่างๆ ที่ชาวชนบทถวายพร้อมทั้งการเสียภาษีอากรด้วย

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๗/๗๗)

[๑๘๑]

พระราชาพึงประพฤติธรรมในชาวชนบท

ในชาวนิคม และในกำลังพล

ไม่พึงทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษี

และพึงประพฤติให้สม่ำเสมอ

ในพระโอรสและพระชายา

[๑๘๒]

พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทรงปกครองแคว้น

ไม่ทรงเกรี้ยวกราดเช่นนั้น

ท้าวเธอย่อมทรงทำศัตรูให้หวั่นไหว

ประดุจพระอินทร์ผู้เป็นอธิบดีแห่งอสูรฉะนั้นแล

มหาโพธิชาดกที่ ๓ จบ

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้

๑. นฬินิกาชาดก ๒. อุมมาทันตีชาดก

๓. มหาโพธิชาดก

ปัญญาสนิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๗. อุมมาทันตีชาดกชาดกถัดไป๕๒๙. โสณกชาดก