โสณกชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๖ · บรรทัด ๔๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๔
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงเนกขัมมบารมี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กสฺส สุตฺวา สตํ ทมฺมิ ดังนี้.
ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้กำลังพรรณนาถึงเนกขัมมบารมี ณ โรงธรรมสภา ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์แต่ในกาลนี้เท่านั้นก็หาไม่แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ได้ออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงราชคฤห์. พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นแล้ว. ก็ในวันที่จะขนานพระนาม พระชนกและพระชนนี ได้ทรงขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า อรินทมกุมาร. แม้บุตรของท่านปุโรหิต ก็ได้คลอดในวันที่พระราชกุมารนั้นประสูติแล้วเหมือนกันมารดาบิดาได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โสณกกุมาร. พระราชกุมารและกุมารทั้งสองนั้นเจริญวัยขึ้นด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ครั้นเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีรูปร่างอันสง่างดงาม เป็นผู้พิเศษด้วยรูป ได้ไปเมืองตักกศิลาเล่าเรียนศิลปศาสตร์จนจบสิ้น แล้วออกจากเมืองตักกศิลานั้น พากันคิดว่า เราทั้งสองจักศึกษาให้รู้ถึงศิลปะในลัทธิทั้งหมด และการเที่ยวจาริกไปในประเทศ ดังนี้แล้ว จึงพากันเทียวจาริกไปโดยลำดับ จนถึงเมืองพาราณสีแล้ว พักอยู่ในพระราชอุทยานพอวันรุ่งขึ้นจึงพากันเข้าไปยังพระนคร. ก็ในวันนั้น มนุษย์บางพวกพากันคิดว่าพวกเราจักจัดทำสถานที่สวดมนต์ของพราหมณ์ จึงจัดแจงข้าวปายาส ปูลาดเสนาสนะเห็นกุมารทั้งสองคนนั้นเดินมา จึงเชื้อเชิญให้เข้าไปในเรือนแล้วให้นั่งบนอาสนะที่ตระเตรียมไว้. บนอาสนะทั้งสองนั้น เขาปูลาดผ้าที่ทำมาจากแคว้นกาสีขาวสะอาดบนอาสนะ. ที่ปูลาดไว้สำหรับพระโพธิสัตว์. ปูลาดผ้ากัมพลสีแดงไว้สำหรับโสณกกุมาร. กุมารนั้น มองดูเครื่องหมายก็รู้ว่าในวันนี้นั่นแหละ อรินทมกุมารสหายผู้เป็นที่รักของเรา จักได้เป็นพระราชาครอบครองพระนครพาราณสี จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เรา. กุมารแม้ทั้งสองคนนั้น การทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็ได้พากันไปยังอุทยานนั่นแหละ. ในกาลนั้น เป็นวันที่พระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตมาได้เป็นวันที่ ๗ ราชตระกูลไม่มีพระโอรส. ประชาชนทั้งหลายมีอำมาตย์เป็นหัวหน้า สนานศีรษะแล้วประชุมกัน เทียมผุสยรถปล่อยไปด้วยคิดว่า ผุสยรถจักแล่นไปหาท่านผู้ควรแก่พระราชสมบัติ. ผุสยรถนั้น ออกจากพระนครแล่นไปยังอุทยานโดยลำดับกลับที่ประตูอุทยาน แล้วหยุดเตรียมรับท่านผู้ควรครอบครองพระราชสมบัติให้ขึ้นไป.
พระโพธิสัตว์ ได้นอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นศิลาอันเป็นมงคลแล้ว. โสณกกุมาร นั่งอยู่ใกล้พระโพธิสัตว์นั้นแล้ว. โสณกกุมารนั้น ได้ยินเสียงดนตรีจึงดำริว่า ผุสยรถมาถึง อรินทมกุมาร วันนี้เธอจักเป็นพระราชา จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีให้แก่เรา แต่เราไม่ต้องการด้วยอิสริยยศเลย เมื่อพระกุมารนี้เสด็จไปแล้ว เราจักออกบวช ดังนี้ จึงได้ยืนแอบอยู่ในที่กำบังแห่งหนึ่ง. ปุโรหิต เข้าไปยังอุทยานเห็นพระมหาสัตว์หลับอยู่ จึงได้ให้เจ้าพนักงานประโคมดนตรีขึ้น. พระมหาสัตว์ตื่นนอนาขึ้นพลิกตัวกลับหลับต่ออีกหน่อยแล้วจึงลุกขึ้นนั่งบนบัลลังก์ที่แผ่นศิลา. ลำดับนั้น ท่านปุโรหิตประคองอัญชลี กราบทูลพระองค์ว่า ข้าแต่สมมุติเทพ พระราชสมบัติถึงแก่พระองค์แล. พระมหาสัตว์ถามว่า ราชตระกูลไม่มีพระโอรสหรือ ? ปุโรหิตทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ ตอบรับว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดี. ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลาย ก็พากันอภิเษกพระมหาสัตว์นั้น ในอุทยานนั้นทีเดียว แล้วเชิญเสด็จให้ขึ้นรถ กลับเข้าสู่พระนครด้วยบริวารใหญ่. พระโพธิสัตว์นั้น ทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. พระองค์มิได้ทรงระลึกถึงโสณกกุมาร เพราะความมีอิสริยยศใหญ่. ฝ่ายโสณกกุมารนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ตนเองก็มานั่งที่แผ่นศิลา. ลำดับนั้น ใบไม้สีเหลืองของต้นสาละ. หลุดร่วงจากขั้วตกลงตรงหน้าของกุมารนั้น . เขาพอได้เห็นใบไม้เหลืองนั้นแล้วจึงคิดว่า ใบไม้นั้นหล่นลงฉันใด แม้สรีระของเรา ก็จักถึงความชรา หล่นไปฉันนั้น ดังนี้แล้ว จึงเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยสามัญลักษณะมีอนิจลักษณะเป็นต้น บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว. ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของกุมารนั้น ก็อันตรธานไป. เพศบรรพชิต ก็ได้ปรากฏแทน. พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อเปล่งอุทานว่า บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มี ดังนี้แล้วจึงได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อว่านันทมูลกะ.
ฝ่ายพระมหาสัตว์ ทรงระลึกถึงพระปักเจกพุทธเจ้านั้นได้ โดยล่วงไปประมาณ ๔๐ ปี แม้จะทรงระลึกถึงพระโสณกะบ่อย ๆ ว่า โสณกะสหายของเราไปไหนหนอ ไม่ได้ข่าวที่ใครจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าว หรือว่าข้าพเจ้าได้พบเห็น ประทับนั่งบนพระราชบัลลังก็มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับประดาแล้วเป็นผู้อันเหล่าชนผู้ประโคมฟ้อนรำขับร้องเป็นต้นแวดล้อมแล้ว เสวยสมบัติอยู่ทรงดำริว่า ผู้ใดได้ยินในสำนักแห่งใคร ๆ แล้วบอกแก่เราว่า โสณกกุมารอยู่ในที่ชื่อโน้น ดังนี้ เราจักให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ผู้นั้น ผู้ใดเห็นด้วยตัวเองแล้วบอกแก่เรา เราจักให้ทรัพย์พันหนึ่ง แก่ผู้นั้น ดังนี้แล้ว ทรงนิพนธ์อุทานขึ้นบทหนึ่ง เมื่อจะทรงเปล่งด้วยทำนองเพลงขับ จึงตรัสเป็นคาถาที่ ๑ ว่า
เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใคร ๆ ผู้ได้ยินข่าว แล้วมาบอกแก่เรา ใครพะโสณกะผู้สหายเคยเล่นมา ด้วยกันแล้ว บอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ ผู้ที่พบโสณกะนั้น.
ลำดับนั้น หญิงนักฟ้อนนางหนึ่ง จำเอาอุทานนั้นได้ เหมือนถอดออกจากพระโอษฐ์ของพระราชานั้น จึงขับเป็นเพลงขับ. หญิงคนอื่น ๆ ก็ขับเพลงขับนั้นต่อ ๆ กันมาเป็นลำดับ จนถึงนางสนมทั้งหมด ก็ได้ขับเพลงขับนั้นด้วยพากันคิดว่า บทเพลงนี้ เป็นบทเพลงขับที่พระราชาของเราทรงโปรดปรานด้วยประการฉะนี้. แม้ชาวพระนครและชาวชนบท ก็ได้พากันขับเพลงขับนั้นโดยลำดับเหมือนกัน . แม้พระราชา ก็ทรงขับเพลงขับนั้นอยู่บ่อยๆเช่นเดียวกันก็โดยล่วงไปเป็นเวลาประมาณ ๕๐ ปี พระราชาพระองค์นั้น ได้มีพระโอรสและพระธิดาเป็นอันมาก. พระโอรสองค์ใหญ่มีพระนามว่า ทีฆาวุกุมาร. ในกาลนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ปรารถนาจะพบเห็นพระเจ้าอรินทมราชจึงคิดว่า เราจะไปแสดงถึงโทษในกาม และอานิสงส์ในการออกบวชแล้ว จะชี้ช่องให้พระราชานั้นทรงออกผนวช ดังนี้ จึงเหาะมาโดยอากาศด้วยฤทธิ์แล้วนั่งในอุทยาน. ในกาลนั้น เด็กชายมีผม ๕ แหยม อายุ ๗ ขวบคนหนึ่ง ถูกมารดาใช้ให้ไปหาฟืนในป่าใกล้อุทยาน ก็ขับเพลงขับนั้นบ่อย ๆ อย่างนั้น. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเรียกกุมารนั้นมาถามว่า ดูก่อนกุมารเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงไม่ขับเพลงอื่นบ้างเล่า ขับร้องแต่เพลงนี้เพลงเดียวเท่านั้น เจ้าจำเพลงอื่นไม่ได้บ้างหรือ. กุมารนั้นตอบว่า จำได้ขอรับ แต่บทเพลงนี้เป็นเพลงที่โปรดปรานแห่งพระราชาของพวกผม เพราะฉะนั้น ผมจึงขับร้องเพลงนั้นบ่อย ๆ. พระปัจเจกพุทธเจ้าถามว่า ก็เจ้าเคยเห็นใคร ๆ ขับร้องตอบเพลงนี้บ้างหรือไม่. กุมารนั้นตอบว่า ไม่เคยเห็นเลยขอรับ. พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า เราจักสอนให้เจ้าเรียนเพลงขับตอบนั้น เจ้าจักอาจไปยังสำนักของพระราชาแล้วขับตอบหรือ. กุมารนั้นตอบว่า ได้ขอรับ. ลำดับนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อจะบอกเพลงขับตอบแก่กุมารนั้น จึงกล่าวคาถาว่า มยฺหํ สุตฺวา ดังนี้เป็นต้น. ก็แลครั้นให้เรียนแล้ว จึงส่งกุมารนั้นไปด้วยคำว่า ดูก่อนกุมาร เจ้าจงไป จงขับร้องเพลงขับตอบนี้กับพระราชา พระราชาจักพระราชทานอิสริยยศใหญ่ให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องการอะไรด้วยฟืนจงรีบไปเถิด.
กุมารนั้นรับว่า ดีแล้ว เรียนเพลงขับตอบแล้ว ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้จนกว่าผมจะพาพระราชามาดังนี้แล้ว รีบไปหามารดากล่าวว่า คุณแม่ครับ แม่จงอาบน้ำให้ผมแล้ว รีบแต่งตัวให้ผมเร็ว วันนี้ผมจะเปลื้องแม่ให้พ้นจากความยากจน ครั้นมารดาอาบน้ำแต่งตัวให้แล้ว จึงมายังประตูวังแล้วกล่าวว่า นายประตูขอรับ ขอท่านจงกราบทูลแด่พระราชาว่า มีเด็กคนหนึ่งมากล่าวว่า ผมจะขับเพลงขับตอบกับพระองค์ ยืนคอยอยู่ที่ประตูวัง. นายประตูรีบไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาตรัสสั่งให้เรียกเด็กมาว่า จงมาเถิด แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักขับเพลงขับตอบกับเราหรือ. เด็กนั้นกราบทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงขับเถิด. เด็กนั้นกราบทูลว่า ขอเดชะข้าพระองค์ขับในที่นี้ไม่ได้ ก็แต่ว่า พระองค์จงให้พวกราชบุรุษเที่ยวตีกลองป่าวประกาศในเมืองแล้ว ให้มหาชนประชุมกัน ข้าพระองค์จักขับในท่ามกลางมหาชน. พระราชาให้ทำตามที่กุมารนั้นกล่าว เสด็จประทับนั่งในท่ามกลางราชบัลลังก์ ในมณฑปที่เขาประดับประดาแล้ว สั่งให้พระราชทานอาสนะที่สมควรแก่เด็กคนนั้นแล้ว ตรัสว่า บัดนี้ เจ้าจงขับเพลงขับของเจ้าได้แล้ว. กุมารนั้นจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์จงขับก่อน. ข้าพระองค์จักขับตอบในภายหลัง. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงขับก่อน จึงตรัสคาถาว่า
เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใคร ๆ ผู้ได้ยินข่าว แล้วมาบอกแก่เรา ใครพบโสณกะผู้สหายเคยเล่นมา ด้วยกันแล้ว บอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่ง แก่ผู้ ที่พบโสณกะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวา ความว่า เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใคร ๆ ที่ได้ยินที่อยู่ของโสณกะนั้นแล้วมาบอกว่า โสณกะสหายที่รักของท่านอยู่ในที่ชื่อโน้น . บทว่า ทิฏฺํ ความว่า เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ใคร ๆที่พบเห็นโสณกะแล้วมาบอกว่า ข้าพเจ้าพบเห็นโสณกะในที่ชื่อโน้น ดังนี้.
เมื่อพระราชาทรงขับอุทานคาถาแรกอย่างนี้แล้ว พระศาสดาผู้ตรัสรู้เองโดยเฉพาะ เมื่อจะทรงประกาศคาถาที่เด็กผู้มีผม ๕ แหยมขับตอบ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถานี้ว่า
ลำดับนั้น มาณพน้อยผู้มีผม ๕ แหยม ได้ กราบทูลพระราชาว่า พระองค์จงทรงพระราชทาน ทรัพย์ร้อยหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ผู้ได้ยินข่าวแล้วมา กราบทูล ข้าพระองค์พบเห็นโสณกะ พระสหายเคย เล่นมาด้วยกันแล้ว จึงกราบทูลแด่พระองค์ ขอ พระองค์จงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ ผู้พบเห็นโสณกะ.
ก็เนื้อความแห่งคาถาที่กุมารนั้นกล่าวแล้ว มีอรรถาธิบาย ดังต่อไปนี้ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งว่า เราจะให้ทรัพย์แก่ผู้ที่ได้ยินข่าวนั้นแล้วมาบอกแก่เรา ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์นั้นแก่ข้าพระองค์ทีเดียว อนึ่ง พระองค์ตรัสว่า เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบเห็นแล้วกลับมาบอก ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์แม้นั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยข้าพระองค์พบเห็นสหายที่รักของพระองค์แล้ว จึงได้ทูลพระองค์ว่า บัดนี้ข้าพระองค์ได้เห็นโสณกะผู้นี้แล้ว. เนื้อความต่อแต่นี้ไป บัณฑิตพึงเข้าใจได้โดยง่ายทีเดียว. บัณฑิตพึงทราบพระคาถาของพระสัมพุทธเจ้า โดยนัยพระบาลีนั่นแล.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า
โสณกกุมารนั้น อยู่ในชนบท แว่นแคว้นหรือ นิคมไหน ท่านได้พบเห็นโสณกกุมาร ณ ที่ไหน เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด. กุมารกราบทูลว่า ขอเดชะ ต้นรังใหญ่หลายต้นมีลำต้นตรง มีสีเขียว เหมือนเมฆ เป็นที่ชอบใจน่ารื่นรมย์ อันอาศัยกัน และกัน ตั้งอยู่ในภาคพื้นพระราชอุทยานในแว่นแคว้น ของพระองค์นั่นเอง พระโสณกะ เมื่อสัตวโลกมี ความยึดมั่น เป็นผู้ไม่ยึดมั่น เมื่อสัตวโลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ที่โคนแห่งต้นรังเหล่านั้น. ลำดับนั้นแล พระราชาตรัสสั่งให้ทำทางให้ ราบเรียบแล้ว เสด็จไปยังที่อยู่ของพระโสณกะพร้อม ด้วยจาตุรงคเสนา เมื่อเสด็จประพาสไปในไพรวัน ก็เสด็จถึงภูมิภาคแห่งอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็น พระโสณกะ ผู้นั่งอยู่เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผาเป็นผู้ดับ แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชุวํสา ได้แก่ มีลำต้นตั้งตรง. บทว่ามหาสาลา ได้แก่ ต้นไม้ใหญ่. บทว่า เมฆสมานา คือ เช่นกับเมฆสีดำ. บทว่า รมฺนา คือเป็นที่น่ายินดี. บทว่า อญฺโญฺนิสฺสิตา ได้แก่ กิ่งกับกิ่งเกี่ยวเกาะกันอยู่ รากกับรากเกี่ยวพันกันอยู่. บทว่า เตสํ ได้แก่ ภาคใต้พฤกษาในป่า อันเป็นอุทยานของพระองค์เห็นปานน นเหล่านั้น. บทว่า ฌายติความว่า เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้ง ๒ คือ ลักขณูปนิชฌาน และอารัมมณูปนิชฌาน. บทว่า อนุปาทโน คือ เป็นผู้เว้นจากความยึดมั่นในกาม. บทว่า ทยฺหมาเนสุ คือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่. บทว่า นิพฺพุโต ความว่า พระโสณกะผู้เป็นสหายของพระองค์นี้ ทำไฟทุกกองเหล่านั้นให้ดับได้แล้ว เพ่งอยู่ด้วยหทัยอันเย็น นั่งอยู่บนแผ่นหิน ณ ที่โคนไม้รังอันเป็นมงคล ในอุทยานของพระองค์ ท่านงดงามเปรียบปานรูปทอง ฉะนั้น. คำว่า ตโต จ อธิบายว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในลำดับนั้น พระเจ้าอรินทมะนั้น พอได้ทรงสดับคำของกุมารนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า เราจักพบเห็นพระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าดังนี้แล้ว เสด็จออกไปพร้อมด้วยจตุรงคเสนา. บทว่า วิจรนฺโต ความว่าเสด็จมาตามหนทางตรงทีเดียว เมื่อเสด็จประพาสไปในชัฏป่าใหญ่นั้นแล้ว จึงเสด็จไปยังสำนักของพระโสณกะ ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านกำลังนั่งอยู่พระราชานั้น ทรงนมัสการพระโสณกะนั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เมื่อทรงสำคัญซึ่งพระโสณกะนั้นว่า เป็นคนกำพร้า เพราะว่าพระองค์ยังทรงยินดีในกิเลสอยู่ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ภิกษุนี้เป็นคนกำพร้าหนอ ศีรษะโล้น ครองผ้า สังฆาฏิ ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคน ต้นไม้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายติ ความว่า เป็นผู้ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ถึงความกรุณาแล้ว (น่าสงสาร) จึงนั่งเข้าฌานอยู่.
พระโสณกะได้ฟังพระดำรัสนี้แล้ว จึงได้ทูลว่า
ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลของธรรมด้วยนามกาย ไม่ชื่อว่าเป็นคนกำพร้า ผู้ใดในโลกนี้ นำเสียซึ่งธรรม ประพฤติตามอธรรม ผู้นั้นชื่อว่า เป็นคนกำพร้า เป็น คนลามก มีบาปกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ขอถวาย พระพร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ ความว่า พระโสณกะได้สดับคำติเตียนถึงเรื่องการบรรพชานี้ ของพระราชานั้นผู้ทรงยินดียิ่งในกิเลส ไม่ทรงพอพระทัยการบรรพชา. บทว่า เอตทพฺรวี ความว่า พระโสณกะเมื่อจะประกาศถึงคุณในการบรรพชา จึงได้กล่าวคำนี้. บทว่า ผสฺสยํ คือถูกต้องอยู่. พระโสณกะเมื่อจะแสดงว่า บุคคลผู้ต้องอริยมรรคธรรมนั้นด้วยกาย ย่อมไม่ชื่อว่า เป็นคนกำพร้า ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า นิรํกตฺวา ได้แก่นำออกจากอัตภาพ. บทว่า ปาโป ปาปปรายโน ความว่า ชื่อว่าเป็นคนลามก เพราะตนเองกระทำแต่ความชั่ง ชื่อว่า เป็นผู้มีบาปกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะเป็นที่พึ่งแก่ชนเหล่าอื่นผู้กำลังทำบาป.
พระโสณกะนั้น ติเตียนพระโพธิสัตว์ด้วยถ้อยคำอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ทรงทำเป็นเหมือนไม่ทรงทราบว่า พระโสณกะติเตียนพระองค์ ทรงบอกนามและโคตรของพระองค์ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระโสณกะนั้น จึงตรัสคาถาว่า
มหาชนรู้จักนามของข้าพเจ้าว่า อรินทมะ และ รู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้ากาสี ดูก่อนท่านโสณกะ การ อยู่เป็นสุข ย่อมมีแก่ท่านผู้อยู่ในที่นี้แลหรือ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๒๘–๑๕๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัฏฐินิบาตชาดก ๑๘๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สฏฺฐินิปาตวณฺณนา
------
โสณกชาตกํ
กสฺส สุตฺวา สตํ ทมฺมีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เนกฺขมฺมปารมึ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ ภควา ธมฺมสภายํ เนกฺขมฺมปารมึ วณฺณยนฺตานํ ภิกฺขูนํ มชฺเฌ นิสีทิตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต ราชคเห มคธราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ นามคหณทิวเส จสฺส อรินฺทมกุมาโรติ นามํ กรึสุ ฯ ตสฺส ชาตทิวเสเยว ปุโรหิตสฺสาปิ ปุตฺโต วิชายิ ฯ โสณกกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ เต อุโภปิ เอกโตว วฑฺฒิตฺวา วยปฺปตฺตา อุตฺตมรูปธรา รูเปน นิพฺพิเสสา หุตฺวา ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา อุคฺคหิตสิปฺปา ตโต นิกฺขมิตฺวา สพฺพสมยสิปฺปญฺจ เทสจาริกญฺจ ชานิสฺสามาติ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรนฺตา พาราณสึ ปตฺวา ราชุยฺยาเน วสิตฺวา ปุนทิวเส นครํ ปวิสึสุ ฯ ตํ ทิวสญฺจ เอกจฺเจ มนุสฺสา พฺราหฺมณวาจกํ กริสฺสามาติ ปายาสํ ปฏิยาเทตฺวา อาสนานิ ปญฺญเปตฺวา อาคจฺฉนฺเต เต กุมาเร ทิสฺวา ฆรํ ปเวเสตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทาเปสุํ ฯ ตตฺถ โพธิสตฺตสฺส ปญฺญตฺตาสเน สุทฺธํ กาสิกวตฺถํ อตฺถตํ อโหสิ ฯ โสณกสฺส รตฺตกมฺพลํ ฯ โส นิมิตฺตํ ทิสฺวาว อชฺเชว เม ปิยสหาโย อรินฺทมกุมาโร พาราณสิราชา ภวิสฺสติ มยฺหํ เสนาปติฏฺฐานํ ทสฺสตีติ อญฺญาสิ ฯ เต อุโภปิ กตภตฺตกิจฺจา อุยฺยานเมว อคมํสุ ฯ ตทา พาราณสิรญฺโญ กาลกตสฺส สตฺตโม ทิวโส โหติ อปุตฺตกํ ราชกุลํ ฯ อมจฺจาทโย จ สีสํ นหาตฺวา สนฺนิปติตฺวา รชฺชารหสฺส สนฺติกํ คมิสฺสตีติ ผุสฺสรถํ โยเชตฺวา วิสชฺเชสุํ ฯ โส นครา นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน อุยฺยานํ คนฺตฺวา อุยฺยานทฺวาเร นิวตฺติตฺวา อาโรหณสชฺโช หุตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ
โพธิสตฺโต มงฺคลสิลาปฏฺเฏ สีสํ ปารุปิตฺวา นิปชฺชิ ฯ โสณกกุมาโร ตสฺส สนฺติเก นิสีทิ ฯ โส ตุริยสทฺทํ สุตฺวา อรินฺทมสฺส ผุสฺสรโถ อาคจฺฉติ อชฺเชส ราชา หุตฺวา มม เสนาปติฏฺฐานํ ทสฺสติ น โข ปน มยฺหํ อิสฺสริเยนตฺโถ เอตสฺมึ คเต นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอกมนฺเต ปฏิจฺฉนฺเน อฏฺฐาสิ ฯ ปุโรหิโต อุยฺยานํ ปวิสิตฺวา มหาสตฺตํ นิปนฺนกํ ทิสฺวา ตุริยานิ ปคฺคณฺหาเปสิ ฯ มหาสตฺโต ปพุชฺฌิตฺวา ปริวตฺติตฺวา โถกํ นิปชฺชิตฺวา อุฏฺฐาย สิลาปฏฺเฏ ปลฺลงฺเก นิสีทิ ฯ อถ นํ ปุโรหิโต อญฺชลึ ปคฺคณฺหิตฺวา อาห รชฺชนฺเต เทว ปาปุณาตีติ ฯ กึ อปุตฺตกํ ราชกุลนฺติ ฯ เอวํ เทวาติ ฯ เตนหิ สาธูติ ฯ อถ นํ ตตฺเถว อภิสิญฺจิตฺวา รถํ อาโรเปตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นครํ ปเวเสสุํ ฯ โส นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปาสาทํ อภิรุหิ ฯ โส ยสสฺส มหนฺตตาย โสณกกุมารํ น สริ ฯ โสปิ ตสฺมึ นครํ ปวิฏฺเฐ อาคนฺตฺวา สิลาปฏฺเฏ นิสีทิ ฯ อถสฺส ปุรโต พนฺธนา ปมุตฺตํ สาลรุกฺขโต ปณฺฑุปลาสํ ปติ ฯ โส ตํ ทิสฺวาว ยเถว ตํ ตถา มมปิ สรีรํ ชรํ ปตฺวา ปติสฺสตีติ อนิจฺจาทิวเสน วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา ปจฺเจกโพธึ ปาปุณิ ฯ ตํ ขณญฺเญวสฺส คิหิลิงฺคํ อนฺตรธายิ ฯ ปพฺพชิตลิงฺคํ ปาตุรโหสิ ฯ โส นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ อุทานํ อุทาเนนฺโต นนฺทมูลกปพฺภารํ อคมาสิ ฯ
มหาสตฺโตปิ จตฺตาลีสมตฺตานํ สํวจฺฉรานํ อจฺจเยน สริตฺวา กหํ นุโข เม สหาโย โสณโกติ โสณกํ ปุนปฺปุนํ สรนฺโตปิ มยา สุโต วา ทิฏฺโฐ วาติ วตฺตารํ อลภิตฺวา อลงฺกตมหาตเล ราชปลฺลงฺเก นิสินฺโน คนฺธพฺพนาฏกนจฺจคีตาทีหิ ปริวุโต สมฺปตฺตึ อนุภวนฺโต โย เม กสฺสจิ สนฺติเก สุตฺวา อสุกฏฺฐาเน นาม โสณโก วสตีติ อาจิกฺขิสฺสติ ตสฺส สตํ ทสฺสามิ โย สามํ ทิสฺวา อาโรเจสฺสติ ตสฺส สหสฺสนฺติ เอกํ อุทานํ อภิสํขริตฺวา คีตวเสน อุทาเนนฺโต ปฐมํ คาถมาห
กสฺส สุตฺวา สตํ ทมฺมิ สหสฺสํ ทิฏฺฐโสณกํ
โก เม โสณกมกฺขาติ สหายํ สหกีฬิตนฺติ ฯ
อถสฺส มุขโต ลุญฺจนฺตี วิย คเหตฺวา เอกา นาฏกิตฺถี คีตํ คายิ ฯ อถญฺญา อถญฺญาติ อมฺหากํ รญฺโญ ปิยคีตนฺติ สพฺพา โอโรธา คายึสุ ฯ อนุกฺกเมน นครวาสิโนปิ ชานปทาปิ ตเมว คีตํ คายึสุ ฯ ราชาปิ ปุนปฺปุนํ ตเมว คีตํ คายติ ฯ ปณฺณาสมตฺตานํ สํวจฺฉรานํ อจฺจเยน ปนสฺส พหุปุตฺตธีตโร อเหสุํ ฯ เชฏฺฐปุตฺโต ทีฆาวุกุมาโร นาม อโหสิ ฯ ตทา โสณกปจฺเจกพุทฺโธ อรินฺทมราชานํ ทฏฺฐุกาโม คจฺฉามิสฺส กาเมสุ อาทีนวํ เนกฺขมฺเม จ อานิสํสํ กเถตฺวา ปพฺพชฺชาการํ กโรมีติ จินฺเตตฺวา อิทฺธิยา อากาเสนาคนฺตฺวา อุยฺยาเน นิสีทิ ฯ ตทา เอโก สตฺตวสฺสิโก ปญฺจจูฬกกุมารโก มาตรา ปหิโต คนฺตฺวา อุยฺยานปวเน ทารูนิ อุทฺธรนฺโต ปุนปฺปุนํ ตํ เอวํ คีตํ คายิ ฯ อถ นํ ปจฺเจกพุทฺโธ ปกฺโกสิตฺวา กุมารก ตฺวํ กถํ อญฺญํ อคายิตฺวา เอกเมว คีตํ คายสิ กึ อญฺญํ น ชานาสีติ ปุจฺฉิ ฯ ชานามิ ภนฺเต อมฺหากํ รญฺโญ อิทเมว ปิยํ เตน นํ ปุนปฺปุนํ คายามีติ ฯ เอตสฺส ปน เต คีตสฺส ปฏิคีตํ คายนฺโต โกจิ ทิฏฺฐปุพฺโพติ ฯ น ทิฏฺฐปุพฺโพ ภนฺเตติ ฯ อหนฺตํ สิกฺขาเปสฺสามิ สกฺขิสฺสสิ รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปฏิคีตํ คายิตุนฺติ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ อถสฺส โส ปฏิคีตํ อาจิกฺขนฺโต มยฺหํ สุตฺวาติ อาทิมาห ฯ อุคฺคณฺหาเปตฺวา จ ปน ตํ อุยฺโยเชสิ คจฺฉ กุมารก อิมํ ปฏิคีตํ รญฺญา สทฺธึ คายาหิ ราชา เต มหนฺตํ อิสฺสริยํ ทสฺสติ กินฺเต ทารูหิ เวเคน ยาหีติ ฯ
โส สาธูติ ปฏิคีคํ อุคฺคณฺหิตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต ยาวาหํ ราชานํ อาเนมิ ตาว อิเธว โหถาติ วตฺวา เวเคน มาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา อมฺม ขิปฺปํ มํ นหาเปตฺวา อลงฺกโรถ อชฺช ตํ ทลิทฺทภาวโต โมเจสฺสามีติ วตฺวา นหาตมณฺฑิโต ราชทฺวารํ อาคนฺตฺวา อยฺย โทวาริก เอโก ทารโก ตุมฺเหหิ สทฺธึ ปฏิคีตํ คายิสฺสามีติ อาคนฺตฺวา ทฺวาเร ฐิโตติ รญฺโญ อาโรเจหีติ อาห ฯ โส เวเคน คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา อาคจฺฉตูติ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต ตฺวํ มยา สทฺธึ คีตปฏิคีตํ คายิสฺสสีติ อาห ฯ อาม เทวาติ ฯ เตนหิ คายสฺสูติ ฯ เทว อิมสฺมึ ฐาเน น คายามิ นคเร ปน เภริญฺจาราเปตฺวา มหาชนํ สนฺนิปาตาเปถ มหาชนมชฺเฌ คายิสฺสามีติ ฯ ราชา ตถา กาเรตฺวา อลงฺกตมณฺฑเป ปลฺลงฺกมชฺเฌ นิสีทิตฺวา ตสฺส อนุรูปํ อาสนํ ทาเปตฺวา อิทานิ ตว คีตํ คายสฺสูติ อาห ฯ เทว ตุมฺเห ตาว คายถ อถาหํ ปฏิคีตํ คายิสฺสามีติ ฯ ตโต ราชา ปฐมํ คายนฺโต คาถมาห
กสฺส สุตฺวา สตํ ทมฺมิ สหสฺสํ ทิฏฺฐโสณกํ
โก เม โสณกมกฺขาติ สหายํ สหกีฬิตนฺติ ฯ
ตตฺถ สุตฺวาติ อสุกฏฺฐาเน นาม เต ปิยสหาโย โสณโก วสตีติ ตสฺส วสนฏฺฐานํ สุตฺวา อาโรเจนฺตสฺส กสฺส สตํ ทมฺมิ ฯ ทิฏฺฐนฺติ อสุกฏฺฐาเน นาม มยา ทิฏฺโฐติ ทิสฺวา อาโรเจนฺตสฺส กสฺส สหสฺสํ ทมฺมีติ ฯ
เอวํ รญฺญา ปฐมํ อุทานคาถาย คีตาย ปญฺจจูฬกทารเกน ปฏิคีตภาวํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมา เทฺว คาถา อภาสิ
อถ พฺรวี มาณวโก ทหโร ปญฺจจูฬโก
มยฺหํ สุตฺวา สตํ เทหิ สหสฺสํ ทิฏฺฐโสณกํ
อหํ เต โสณกมกฺขิสฺสํ สหายํ สหกีฬิตนฺติ ฯ
เตน วุตฺตคาถาย ปน อยมตฺโถ มหาราช มยฺหํ ตํ สุตฺวา อาโรเจนฺตสฺส สตํ ทมฺมีติ วทสิ ตมฺปิ มยฺหเมว เทหิ ยํ ทิสฺวานาโรเจนฺตสฺส สหสฺสํ ทมฺมีติ วทสิ ตมฺปิ มยฺหเมว เทหิ อหํ เต ปิยสหายํ อิทาเนว ปจฺจกฺขโตว อยํ โสณโกติ อาจิกฺขิสฺสนฺติ ฯ อิโต ปรํ สุวิญฺเญยฺยเมว ฯ สมฺพุทฺธคาถา ปาลินเยเนว เวทิตพฺพา ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา อาห
กตรสฺมึ โส ชนปเท รฏฺเฐสุ นิคเมสุ จ
กตฺถ เต โสณโก ทิฏฺโฐ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ
กุมาโร อาห
ตเวว เทว วิชิเต ตเววุยฺยานภูมิยา
อุชุวํสา มหาสาลา นีโลภาสา มโนรมา ฯ
ติฏฺฐนฺติ เมฆสมานา รมฺมา อญฺโญญฺญนิสฺสิตา
เตสํ มูลสฺมึ โสณโก ฌายติ อนุปาทโน
อุปาทาเนสุ โลเกสุ ทยฺหมาเนสุ นิพฺพุโตติ ฯ
ตโต จ ราชา ปายาสิ เสนาย จตุรงฺคิยา
การาเปตฺวา สมํ มคฺคํ อคมา เยน โสณโก ฯ
อุยฺยานภูมึ คนฺตฺวาน วิจรนฺโต พฺรหาวเน
อาสีนํ โสณกํ ทกฺขิ ทยฺหมาเนสุ นิพฺพุตนฺติ ฯ
ตตฺถ อุชุวํสาติ อุชุขนฺธา ฯ มหาสาลาติ มหารุกฺขา ฯ เมฆสมานาติ นีลเมฆสทิสา ฯ รมฺมาติ รมณียา ฯ อญฺโญญฺญนิสฺสิตาติ สาขาหิ สาขํ มูเลหิ มูลํ สํสิพฺพิตฺวา ฐิตา ฯ เตสนฺติ เตสํ เอวรูปานํ ตว อุยฺยานวเน สาลานํ เหฏฺฐา ฯ ฌายตีติ ลกฺขณูปนิชฺฌานอารมฺมณูปนิชฺฌานสงฺขาเตหิ ฌาเนหิ ฌายติ ฯ อนุปาทโนติ กามูปาทานวิรหิโต ฯ ทยฺหมาเนสูติ เอกาทสหิ อคฺคีหิ ทยฺหมาเนสุ สตฺเตสุ ฯ นิพฺพุโตติ เต อคฺคี นิพฺพาเปตฺวา สีตเลน หทเยน ฌายมาโน ตว อุยฺยาเน มงฺคลสาลรุกฺขมูเล สิลาปฏฺเฏ นิสินฺโน เอส เต สหาโย กาญฺจนปฏิมา วิย โสภมาโน ปฏิมาเนตีติ ฯ ตโต จาติ ภิกฺขเว ตโต โส อรินฺทโม ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวาว โสณกปจฺเจกพุทฺธํ ปสฺสิสฺสามีติ จตุรงฺคินิยา เสนาย นิกฺขมิ ฯ วิจรนฺโตติ อุชุกเมว อาคนฺตฺวา ตสฺมึ มหนฺเต วนสณฺเฑ วิจรนฺโต ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ อาสีนํ อทฺทกฺขิ ฯ โส ตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา อตฺตโน กิเลสาภิรตตฺตา ตํ กปโณติ มญฺญมาโน อิมํ คาถมาห
กปโณ วตายํ ภิกฺขุ มุณฺโฑ สํฆาฏิปารุโต
อมาติโก อปิติโก รุกฺขมูลสฺมิ ฌายตีติ ฯ
ตตฺถ ฌายตีติ นิมฺมาติโก นิมฺปิติโก การุญฺญปฺปตฺโตว ฌายตีติ ฯ
อิมํ วากฺยํ นิสาเมตฺวา โสณโก เอตทพฺรวี
น ราช กปโณ โหติ ธมฺมํ กาเยน ผสฺสยํ ฯ
โยธ ธมฺมํ นิรํกตฺวา อธมฺมํ อนุวตฺตติ
ส ราช กปโณ โหติ ปาโป ปาปปรายโนติ ฯ
ตตฺถ อิมนฺติ ตสฺส กิเลสาภิรตสฺส ปพฺพชฺชํ อโรเจนฺตสฺส อิมํ ปพฺพชฺชาครหวจนํ สุตฺวา ฯ เอตทพฺรวีติ ปพฺพชฺชาย คุณํ ปกาเสนฺโต เอตํ อพฺรวิ ฯ ผสฺสยนฺติ ผสฺสยนฺโต ฯ เยน อริยมคฺคธมฺโม นาม กาเยน ผุสิโต โส กปโณ นาม น โหตีติ ทสฺเสนฺโต เอวมาห ฯ นิรํกตฺวาติ อตฺตภาวโต นีหริตฺวา ฯ ปาโป ปาปปรายโนติ สยํ ปาปานํ กรเณน ปาโป อญฺเญสํปิ กโรนฺตานํ ปติฏฺฐาภาเวน ปาปปรายโนติ ฯ
เอวํ โส โพธิสตฺตํ ครหิ ฯ โพธิสตฺโต อตฺตโน ครหิตภาวํ อชานนฺโต วิย หุตฺวา นามโคตฺตํ กเถตฺวา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กโรนฺโต คาถมาห
อรินฺทโมติ เม นามํ กาสิราชาติ มํ วิทู
กจฺจิ โภโต สุขเสยฺยา อิธ ปตฺตสฺส โสณกาติ ฯ
ตตฺถ กจฺจีติ อมฺหากํ ตาว น กิญฺจิ อผาสุกํ โภโต ปน กจฺจิ อิธ ปตฺตสฺส อิมสฺมึ อุยฺยาเน วสโต สุขวิหาโรติ ปุจฺฉติ ฯ
อถ นํ ปจฺเจกพุทฺโธ มหาราช น เกวลํ อิธ อญฺญตฺราปิ วสนฺตสฺส มม อผาสุกนฺนาม นตฺถีติ วตฺวา ตสฺส สมณภทฺรกคาถา นาม อารภิ
สทาปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
น เตสํ โกฏฺเฐ อุเปนฺติ น กุมฺเภ น กโฬปิยา
ปรินิฏฺฐิตเมสนา เตน ยาเปนฺติ สุพฺพตา ฯ
ทุติยมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
อนวชฺชปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพ น จ โกจูปโรธติ ฯ
ตติยมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
นิพฺพุตปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพ น จ โกจูปโรธติ ฯ
จตุตฺถํปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
มุตฺตสฺส รฏฺเฐ จรโต สงฺโค ยสฺส น วิชฺชติ ฯ
ปญฺจมมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
นครมฺหิ ทยฺหมานมฺหิ นาสฺส กิญฺจิ อทยฺหถ ฯ
ฉฏฺฐมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
รฏฺเฐ วิลุปฺปมานมฺหิ นาสฺส กิญฺจิ อหาริถ ฯ
สตฺตมมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
โจเรหิ รกฺขิตํ มคฺคํ เย จญฺเญ ปริปนฺถิกา
ปตฺตจีวรมาทาย โสตฺถึ คจฺฉติ สุพฺพโต ฯ
อฏฺฐมมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโน
ยํ ยํ ทิสํ ปกฺกมติ อนเปกฺโขว คจฺฉตีติ ฯ
ตตฺถ อนาคารสฺสาติ มหาราช ฆราวาสํ ปหาย อนาคาริยภาวํ ปตฺตสฺส อธนสฺส อกิญฺจนสฺส ภิกฺขุโน สพฺพกาลํ ภทฺรเมว ฯ น เตสนฺติ มหาราช เตสํ อธนานํ ภิกฺขูนํ น โกฏฺฐาคาเร ธนธญฺญานิ อุเปนฺติ น กุมฺภิยํ น ปจฺฉิยํ เต ปน สุพฺพตา ฯ ปรินิฏฺฐิตนฺติ ปเรสํ ฆเร ปกฺกอาหารํ สงฺฆาฏิปารุตา กปาลมาทาย ฆรปฏิปาฏิยา เอสนา ปริเยสนา เตน ตโต ลทฺเธน ปิณฺเฑน ตํ อาหารํ นวนฺนํ ปาฏิกุลฺยานํ วเสน ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺชิตฺวา ชีวิตวุตฺตึ ยาเปนฺติ ฯ อนวชฺชปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพติ เวชฺชกมฺมาทิกาย อเนสนาย วา กุหนาลปนา เนมิตฺตกตา นิปฺเปสิกตา ลาเภน ลาภํ ชิคึสนตาติ เอวรูเปน มิจฺฉาชีเวน วา อุปฺปาทิกา จตฺตาโร ปจฺจยา ธมฺเมน อุปฺปาทิตาปิ อปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุตฺโต สาวชฺชปิณฺโฑ นาม อเนสนํ ปน ปหาย มิจฺฉาชีวํ วชฺเชตฺวา ธมฺเมน สเมน อุปฺปาทิตา ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวามีติ วุตฺตนเยเนว ปจฺจเวกฺขิตฺวา อนวชฺชปิณฺโฑ นาม ฯ เยน เอวรูโป อนวชฺชปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพ ปริภุญฺชิตพฺโพเยว ยํ เอวํ อนวชฺชปิณฺฑํ ภุญฺชมานานํ ปจฺจเย นิสฺสาย โกจิ อปฺปมตฺตโกปิ กิเลโส น อุปโรธติ น ปีเฬติ ฯ ตสฺส ทุติยมฺปิ ภทฺรมธนสฺส อนาคารสฺส ภิกฺขุโนติ ฯ นิพฺพุโตติ ปุถุชฺชนภิกฺขุโน ธมฺเมน อุปฺปนฺนปิณฺโฑปิ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภุญฺชิยมาโน นิพฺพุตปิณฺโฑ นาม ฯ เอกนฺตโต ปน ขีณาสวสฺส ปิณฺโฑว นิพฺพุตปิณฺโฑ นาม ฯ กึการณา ฯ โส หิ เถยฺยปริโภโค อิณปริโภโค ทายชฺชปริโภโค สามิปริโภโคติ อิเมสุ จตูสุ ปริโภเคสุ สามิปริโภควเสน ตํ ปริภุญฺชติ ฯ ตณฺหาย ทาสพฺยํ อตีโต สามี หุตฺวา ปริภุญฺชติ น ตํ ตปฺปจฺจยา โกจิ อปฺปมตฺตโกปิ กิเลโส อุปโรธตีติ ฯ มุตฺตสฺส รฏฺเฐ จรโตติ อุปฏฺฐากกุลาทีสุ อลคฺคมานสฺส ฉินฺนวลาหกสฺส วิย ราหุมุขา ปมุตฺตสฺส วิมลจนฺทมณฺฑลสฺส วิย จ ยสฺส คามนิคมาทีสุ จรนฺตสฺส ราคสงฺคาทีสุ เอโกปิ สงฺโค นตฺถิ ฯ เอกจฺโจ หิ กุเลหิ สํสฏฺโฐ วิหรติ สหโสกี สหนนฺที ฯ เอกจฺโจ มาตาปิตูสุปิ อลคฺคมานโส วิหรติ โกรุนครคามวาสี ทหโร วิย ฯ เอวรูปสฺส ปุถุชฺชนสฺสาปิ ภทฺรเมว ฯ นาสฺส กิญฺจีติ โย หิ พหุปริกฺขาโร โหติ โส มา เม โจรา ปริกฺขาเร หรึสูติ อติเรกานิ จีวราทีนิ อนฺโตนคเร อุปฏฺฐากกุเล นิกฺขิปติ อถ นครมฺหิ ทยฺหมาเน อสุกกุเล นาม อคฺคิ อุฏฺฐิโตติ สุตฺวา โสจติ กิลมติ ฯ เอวรูปสฺส ภทฺรํ นาม นตฺถิ ฯ โย ปน มหาราช สกุณวตฺตํ นาม ปูเรติ กายปฏิพทฺธปริกฺขาโรว โหติ ตสฺส ตาทิสสฺส น กิญฺจิ อทยฺหถ ฯ เตนสฺส ปญฺจมํปิ ภทฺรเมว ฯ วิลุปฺปมานมฺหีติ วิลุมฺปมานมฺหิ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ อหาริถาติ ยถา ปพฺพตคหนาทีหิ นิกฺขมิตฺวา รฏฺฐํ วิลุมฺปมาเนสุ โจเรสุ พหุปริกฺขารสฺส อนฺโตคาเม ฐปิตํ วิลุมฺปติ นีหรติ ตถา ยสฺส อธนสฺส กายปฏิพทฺธปริกฺขารสฺส น กิญฺจิ อหาริถ ตสฺส ฉฏฺฐมฺปิ ภทฺรเมว ฯ เย จญฺเญ ปริปนฺถิกาติ เย จ อญฺเญปิ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ สุงฺกคหณตฺถาย ฐปิตา ปริปนฺถิกา เตหิ จ รกฺขิตํ ฯ ปตฺตจีวรนฺติ โจรานํ อนุปการํ สุงฺกิกานํ อสุงฺการหํ มตฺติกาปตฺตญฺเจว กตทฬฺหีกมฺมปริภณฺฑํ ปํสุกูลจีวรญฺจ อปฺปคฺฆานิ กายพนฺธนปริสาวนสูจิ- วาสิปตฺตตฺถวิกานิ จาติ สพฺเพปิ อฏฺฐ ปริกฺขาเร กายปฏิพทฺเธ กตฺวา มคฺคํ ปฏิปนฺโน เกนจิ อวิเหฐิยมาโน โสตฺถึ คจฺฉติ ฯ สุพฺพโตติ โลภนียานิ หิ จีวราทีนิ ทิสฺวา โจราปิ หรนฺติ ฯ สุงฺกิกาปิ กึ นุโข เอตสฺส หตฺเถติ ปตฺตตฺถวิกาทีนิ โสเธนฺติ ฯ สุพฺพโต ปน สลฺลหุกวุตฺตึ เตสํ ปสฺสนฺตานญฺเญว โสตฺถึ คจฺฉติ เตนสฺส สตฺตมํปิ ภทฺรเมว ฯ อนเปกฺโขว คจฺฉตีติ กายปฏิพทฺธโต อติเรกสฺส วิหาเร ปฏิสามิตสฺส กสฺสจิ ปริกฺขารสฺส อภาวา วสนฏฺฐานํ นิวตฺติตฺวาปิ น โอโลเกติ ยํ ทิสํ คนฺตุกาโม โหติ ตํ คจฺฉนฺโต อนเปกฺโขว คจฺฉติ อนุราธปุรา นิกฺขมิตฺวา ถูปาราเม ปพฺพชิตานํ ทฺวินฺนํ กุลปุตฺตานํ วุฑฺฒตโร วิย ฯ
อิติ โสณกปจฺเจกพุทฺโธ อฏฺฐ สมณภทฺรกานิ กเถสิ ฯ ตโต อุตฺตรึ ปน สตมฺปิ สหสฺสมฺปิ อปริมาณานิ สมณภทฺรกานิ เอส กเถตุํ สมตฺโถเยว ฯ ราชา ปน กามาภิรตตฺตา ตสฺส กถํ ปจฺฉินฺทิตฺวา มยฺหํ สมณภทฺรเกหิ อตฺโถ นตฺถีติ อตฺตโน กามาธิมุตฺตตฺตํ ปกาเสนฺโต อาห
พหูนิ สมณภทฺรานิ โย ตฺวํ ภิกฺขุ ปสํสติ
อหญฺจ คิทฺโธ กาเมสุ กถํ กาหามิ โสณก ฯ
ปิยา เม มานุสา กามา อโถ ทิพฺยาปิ เม ปิยา
อถ เกน นุ วณฺเณน อุโภ โลเก ลภามฺหเสติ ฯ
ตตฺถ วณฺเณนาติ การเณน ฯ
อถ นํ ปจฺเจกพุทฺโธ อาห
กาเมสุ คิทฺธา กามรตา กาเมสุ อธิมุจฺฉิตา
นรา ปาปานิ กตฺวาน อุปปชฺชนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
เย จ กาเม ปหนฺตฺวาน นิกฺขนฺตา อกุโตภยา
เอโกทิภาวาธิคตา น เต คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
อุปมนฺเต กริสฺสามิ ตํ สุโณหิ อรินฺทม
อุปมาย มิเธกจฺเจ อตฺถํ ชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
คงฺคาย กุณปํ ทิสฺวา วุยฺหมานํ มหณฺณเว
วายโส สมจินฺเตสิ อปฺปปญฺโญ อเจตโส ฯ
ยานญฺจ วติทํ ลทฺธํ ภกฺโข จายํ อนปฺปโก
ตตฺถ รตฺตึ ตตฺถ ทิวา ตตฺเถว นิรโต มโน ฯ
ขาทํ นาคสฺส มํสานิ ปิวํ ภาคีรโสทกํ
สมฺปสฺสํ วนเจตฺยานิ น ปเลตฺถ วิหงฺคโม ฯ
ตญฺจ โอตรณี คงฺคา ปมตฺตํ กุณเป รตํ
สมุทฺทํ อชฺฌคาหาสิ อคติ ยตฺถ ปกฺขินํ ฯ
โส จ ภกฺขปริกฺขีโณ อุปฺปติตฺวา วิหงฺคโม
น ปจฺฉโต น ปุรโต นุตฺตรํ โนปิ ทกฺขิณํ ฯ
ทีปํ โส น อชฺฌคญฺฉิ อคติ ยตฺถ ปกฺขินํ
โส จ ตตฺเถว ปาปตฺถ ยถา ทุพฺพลโก ตถา ฯ
ตญฺจ สามุทฺทิกา มจฺฉา กุมฺภีลา มกรา สุสู
ปสยฺหการา ขาทึสุ ผนฺทมานํ วิปกฺขิกํ ฯ
เอวเมว ตุวํ ราช เย จญฺเญ กามคิทฺธิโน
คิทฺธี เจ น วมิสฺสนฺติ กากปญฺญาย เต วิทู ฯ
เอสา เต อุปมา ราช อตฺถสนฺทสฺสนี กตา
ตฺวญฺจ ปญฺญายเส เตน ยทิ กาหสิ วา น วาติ ฯ
ตตฺถ ปาปานีติ มหาราช ตฺวญฺจ กามคิทฺโธ นรา จ กาเม นิสฺสาย กายทุจฺจริตาทีนิ ปาปานิ กตฺวา ยตฺถ สุปินนฺเตปิ ทิพฺพา จ มานุสิกา จ กามา น ลภนฺติ ตํ ทุคฺคตึ อุปปชฺชนฺตีติ อตฺโถ ฯ ปหนฺตฺวานาติ เขฬปิณฺฑํ วิย ปหาย ฯ อกุโตภยาติ ราคาทีสุ กุโตจิ อนาคตภยา ฯ เอโกทิภาวาธิคตาติ เอโกทิภาวํ เอกวิหาริกํ อธิคตา ฯ น เตติ เต เอวรูปา ปพฺพชิตา ทุคฺคตึ น คจฺฉนฺติ ฯ อุปมนฺเตติ มหาราช ทิพฺพมานุสเก กาเม ปตฺเถนฺตสฺส หตฺถิกุณเป ปฏิพทฺธกากสทิสสฺส ตว เอกํ อุปมํ กริสฺสามิ ตํ สุโณหีติ อตฺโถ ฯ กุณปนฺติ หตฺถิกเฬวรํ ฯ มหณฺณเวติ คมฺภีรปุถุเล อุทเก ฯ เอโก กิร มหาวารโณ คงฺคาตีเร จรนฺโต คงฺคาย ปติตฺวา อุตฺตริตุํ อสกฺโกนฺโต ตตฺเถว มโต คงฺคาย วุยฺหิ ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ ฯ วายโสติ อากาเสน คจฺฉนฺโต เอโก กาโก ฯ ยานญฺจ วติทนฺติ โส เอวํ จินฺเตตฺวา ตตฺถ นิลียิตฺวา อิทํ หตฺถิยานํ ลทฺธํ เอตฺถ นิสินฺโน สุขํ จริสฺสามิ อยเมว จ อนปฺปโก ภกฺโข ภวิสฺสติ อิทานิ มยา อญฺญตฺร คนฺตุํ น วฏฺฏตีติ สนฺนิฏฺฐานมกาสิ ฯ ตตฺถ รตฺตินฺติ ตสฺส รตฺติญฺจ ทิวา จ ตตฺเถว มโน อภิรโต อโหสิ ฯ น ปเลตฺถาติ น อุปฺปติตฺวา ปกฺกามิ ฯ โอตรณีติ สมุทฺทาภิมุขี โอตรมานา ฯ โอหาริณีติปิ ปาโฐ ฯ สา สมุทฺทาภิมุขี อวหาริณีติ อตฺโถ ฯ อคติ ยตฺถาติ สมุทฺทมชฺฌํ สนฺธายาห ฯ ภกฺขปริกฺขีโณติ ปริกฺขีณภกฺโข ฯ อุปฺปติตฺวาติ ขีเณ จมฺเม จ มํเส จ อฏฺฐิสงฺฆาโฏ อุมฺมิเวคภินฺโน อุทเก นิมุชฺชิ ฯ อถ โส กาโก อุทเก ปติฏฺฐาตุํ อสกฺโกนฺโต อุปฺปติ เอวํ อุปฺปติตฺวาติ อตฺโถ ฯ อคติ ยตฺถ ปกฺขินนฺติ ยสฺมึ สมุทฺทมชฺเณ ปกฺขีนํ อคติ ตตฺถ โส เอวํ อุปฺปติโต ปจฺฉิมทิสํ คนฺตฺวา ตตฺถ ปติฏฺฐํ อลภิตฺวา ตโต ปุรตฺถิมํ ตโต อุตฺตรํ ตโต ทกฺขิณนฺติ จตสฺโสปิ ทิสา คนฺตฺวา อตฺตโน ปติฏฺฐานํ น อชฺฌคญฺฉิ นาธิคจฺฉีติ อตฺโถ ฯ อถ วายโส เอวํ อุปฺปติตฺวา ปจฺฉิมาทีสุ เอเกกํ ทิสํ อาคญฺฉิ ทีปํ ปน นาชฺฌคมาติ เอวเมว อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ ปาปตฺถาติ ปติโต ฯ ยถา ทุพฺพลโกติ ยถา ทุพฺพลโก ปเตยฺย ตเถว ปติโต ฯ สุสูติ สุสุนามกา จณฺฑมจฺฉา ฯ ปสยฺหการาติ อนิจฺฉมานกํเยว พลกฺกาเรน ฯ วิปกฺขิกนฺติ วิทฺธสฺตปกฺขิกํ ฯ คิทฺธี เจ น วมิสฺสนฺตีติ ยทิ คิทฺธา หุตฺวา กาเม น วมิสฺสนฺติ น ฉฑฺเฑสฺสนฺติ ฯ กากปญฺญาย เตติ กากสฺส สมานปญฺญา อิติ เต พุทฺธาทโย ปณฺฑิตา วิทู วิทนฺติ ชานนฺตีติ อตฺโถ ฯ อตฺถสนฺทสฺสนี กตาติ อตฺถปฺปกาสิกา กตา ฯ ตฺวญฺจ ปญฺญายเสติ ปญฺญายิสฺสสิ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ มหาราช มยา หิตกาเมน ตว โอวาโท ทินฺโน ตํ ปน ตฺวํ ยทิ กาหสิ เทวโลเก นิพฺพตฺติสฺสสิ ยทิ น กาหสิ กามปงฺเก นิมุคฺโค ชีวิตปริโยสาเน นิรเย นิพฺพตฺติสฺสสีติ ฯ เอวํ ตฺวเมว เตน การเณน สคฺเค วา นิรเย วา ปญฺญายิสฺสสิ อหํ ปน สพฺพภเวหิ มุตฺโต อปฺปฏิสนฺธิโกติ อิมํ ปนสฺส โอวาทํ ททนฺเตน ปจฺเจกพุทฺเธน นที ทสฺสิตา ฯ ตาย วุยฺหมานํ หตฺถิกุณปํ ทสฺสิตํ ฯ กุณปขาทโก กาโก ทสฺสิโต ฯ ตสฺส กุณปํ ขาทิตฺวา ปานียํ ปิวนกาโล ทสฺสิโต ฯ รมณียวนสณฺฑสฺส ทสฺสนกาโล ทสฺสิโต ฯ กุณปสฺส นทิยา วุยฺหมานสฺส สมุทฺทปฺปเวโส ทสฺสิโต ฯ สมุทฺทมชฺเฌ กากสฺส หตฺถิกุณเป ปติฏฺฐํ อลภิตฺวา วินาสํ ปตฺตกาโล ทสฺสิโต ฯ ตตฺถ นที วิย อนมตคฺโค สํสาโร ทฏฺฐพฺโพ ฯ นทิยา วุยฺหมานํ หตฺถิกุณปํ วิย สํสาเร ปญฺจกามคุณา ฯ กาโก วิย พาลปุถุชฺชโน ฯ กากสฺส กุณปํ ขาทิตฺวา ปานียํ ปิวนกาโล วิย ปุถุชฺชนสฺส กามคุเณ ปริภุญฺชิตฺวา โสมนสฺสิกกาโล ฯ กากสฺส กุณเป ลคฺคสฺเสว รมณียวนสณฺฑสฺส ทสฺสนํ วิย ปุถุชฺชนสฺส กามคุเณสุ ลคฺคสฺเสว สวนวเสน อฏฺฐตึสอารมฺมณทสฺสนํ ฯ กุณเป สมุทฺทํ ปวิฏฺเฐ กากสฺส ปติฏฺฐํ ลภิตุํ อสกฺโกนฺตสฺส วินาสํ ปตฺตกาโล วิย พาลปุถุชฺชนสฺส กามคุณคิทฺธสฺส ปาปปรายนสฺส กุสลธมฺเม ปติฏฺฐํ ลภิตุํ อสกฺโกนฺตสฺส มหานิรเย วินาสํ ปตฺติ ทฏฺฐพฺพา ฯ
เอวมสฺส ปจฺเจกพุทฺโธ อิมาย อุปมาย โอวาทํ ทตฺวา อิทานิ ตเมว โอวาทํ ถิรํ กตฺวา ปติฏฺฐเปตุํ คาถมาห
เอกวาจํปิ ทฺวิวาจํ ภเณยฺย อนุกมฺปโก
ตตุตฺตรึ น ภาเสยฺย ทาโส อยฺยสฺส สนฺติเกติ ฯ
ตตฺถ น ภาเสยฺยาติ วจนํ อคณฺหนฺตสฺส หิตโต อุตฺตรึ ภาสมาโน สามิกสฺส สนฺติเก ทาโส วิย โหติ ฯ ทาโส หิ สามิเก กถํ คณฺหนฺเตปิ อคณฺหนฺเตปิ กเถติเยว ฯ เตน วุตฺตํ ตตุตฺตรึ น ภาเสยฺยาติ ฯ
เอวํ วตฺวา ปจฺเจกพุทฺโธ อิทฺธิยา อุปฺปติตฺวา สเจ ปพฺพชิสฺสสิ วา โน วา ทินฺโน เต มยา โอวาโท อปฺปมตฺโต โหหิ มหาราชาติ ราชานํ อนุสาเสตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารเมว คโต ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ โสณโก อมิตพุทฺธิมา
เวหาเส อนฺตลิกฺขสฺมึ อนุสาเสตฺวาน ขตฺติยนฺติ ฯ อยํ อภิสมฺพุทฺธคาถา ฯ
ตตฺถ อิทํ วตฺวานาติ ภิกฺขเว โส ปจฺเจกพุทฺโธ อมิตาย โลกุตฺตรพุทฺธิยา อมิตพุทฺธิมา อิทํ วตฺวา อิทฺธิยา อุปฺปติตฺวา สเจ ปพฺพชิสฺสสิ ตเวว โน เจ ปพฺพชิสฺสสิ ตเวว ทินฺโน เต มยา โอวาโท อปฺปมตฺโต โหหีติ เอวํ อนุสาเสตฺวาน ขตฺติยํ ปกฺกามิ ฯ
โพธิสตฺโตปิ ตํ อากาเสน คจฺฉนฺตํ ยาว ทสฺสนปถา โอโลเกนฺโต ฐตฺวา ตสฺมึ จกฺขุปเถ อติกฺกนฺเต สํเวคํ ปฏิลภิตฺวา จินฺเตสิ อยํ พฺราหฺมโณ หีนชจฺโจ สมาโน อสํภินฺนขตฺติยวํเส ชาตสฺส มม มตฺถเก ปาทรชํ โอกิรนฺโต อากาสํ อุปฺปติตฺวา คโต มยาปิ อชฺเชว นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส รชฺชํ นิยฺยาเทตฺวา ปพฺพชิตุกาโม คาถาทฺวยมาห
โก นุเม ราชกตฺตาโร สูตา เวยฺยตฺติมาคตา
รชฺชํ นิยฺยาทยิสฺสามิ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ฯ
อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
นาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคาติ ฯ
ตตฺถ โก นุเมติ กุหึ อิเม ฯ ราชกตฺตาโรติ เย ราชารหํ อภิสิญฺจิตฺวา ราชานํ กโรนฺติ ฯ สูตา เวยฺยตฺติมาคตาติ สูตา จ เย จ อญฺเญ เวยฺยตฺติภาวํ อาคตา มุขมงฺคลิกา ฯ รชฺเชน มตฺถิโกติ รชฺเชน อตฺถิโก ฯ โก ชญฺญา มรณํ สุเวติ มรณํ อชฺช วา เสฺว วาติ อิทํ โก ชานิตุํ สมตฺโถ ฯ
เอวํ รชฺชํ นิยฺยาเทนฺตสฺส สุตฺวา อมจฺจา อาหํสุ
อตฺถิ เต ทหโร ปุตฺโต ทีฆาวุ รฏฺฐวฑฺฒโน
ตํ รชฺเช อภิสิญฺจสฺสุ โส โน ราชา ภวิสฺสตีติ ฯ
ตโต ปรํ รญฺญา วุตฺตคาถมาทึ กตฺวา อุทานสมฺพนฺธคาถา ปาลินเยเนว เวทิตพฺพา ฯ
ราชา อาห
ขิปฺปํ กุมารํ อาเนถ ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ
ตํ รชฺเช อภิสิญฺจสฺสุ โส โว ราชา ภวิสฺสตีติ ฯ
อมจฺจา รญฺโญ วจนํ สุตฺวา ราชกุมารํ อาเนสุํ ฯ ราชาปิสฺส รชฺชํ นิยฺยาเทสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
ตโต กุมารํ อาเนสุํ ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ
ตํ ทิสฺวา อาลปิ ราชา เอกปุตฺตํ มโนรมํ ฯ
สฏฺฐิคามสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ
อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ
สฏฺฐินาคสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา
สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนวาสสา ฯ
อารุฬฺหา คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ
เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ
อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ
สฏฺฐิอสฺสสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา
อาชานียา จ ชาติยา สินฺธวา สีฆวาหนา ฯ
อารุฬฺหา คามณีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ
เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ
อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ
สฏฺฐิรถสหสฺสานิ สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา
ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา ฯ
อารุฬฺหา คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ
เต ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ
อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ
สฏฺฐิเธนุสหสฺสานิ โรหญฺญา ปุงฺควูสภา
ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ
อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคํ ฯ
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา
วิจิตฺรวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา
ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ รชฺชํ นิยฺยาทยามิ เต ฯ
อชฺเชว ปพฺพชิสฺสามิ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
มาหํ กาโกว ทุมฺเมโธ กามานํ วสมนฺวคนฺติ ฯ อถ นํ กุมาโร อาห
ทหรสฺเสว เม ตาต มาตา มตาติ เม สุตํ
ตยา วินา อหํ ตาต ชีวิตุํปิ น อุสฺสเห ฯ
ยถา อารญฺญกํ นาคํ โปโต อนฺเวติ ปจฺฉโต
เชสฺสนฺตํ คิริทุคฺเคสุ สเมสุ วิสเมสุ จ ฯ
เอวนฺตํ อนุคจฺฉามิ ปุตฺตมาทาย ปจฺฉโต
สุภโร เต ภวิสฺสามิ น เต เหสฺสามิ ทุพฺภโรติ ฯ
ยถา สามุทฺทิกํ นาวํ พาณิชานํ ธเนสินํ
โวหาโร ตตฺถ คณฺเหยฺย พาณิชา พฺยสนี สิยา
เอวเมว ปุตฺตกลิ อนฺตรายกโร มมาติ ฯ
กุมาโร ปุน กิญฺจิ วตฺตุํ น วิสหิ ฯ อถ ราชา อมจฺเจ อาณาเปนฺโต อาห
อิมํ กุมารํ ปาเปถ ปาสาทํ รติวฑฺฒนํ
ตตฺถ กมฺพุสหตฺถาโย ยถา สกฺกํว อจฺฉรา
ตา นํ ตตฺถ รมิสฺสนฺติ ตาหิ เวโส รมิสฺสตีติ ฯ
ตโต กุมารํ ปาเปสุํ ปาสาทํ รติวฑฺฒนํ
ตํ ทิสฺวา อวจุํ กญฺญา ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท
โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นปิ สกฺโก ปุรินฺทโท
กาสิรญฺโญ อหํ ปุตฺโต ทีฆาวุ รฏฺฐวฑฺฒโน
มมํ ภรถ ภทฺทํ โว อหํ ภตฺตา ภวามิ โวติ ฯ
ตํ ตตฺถ อวจุํ กญฺญา ทีฆาวุํ รฏฺฐวฑฺฒนํ
กุหึ ราชา อนุปฺปตฺโต อิโต ราชา กุหิงฺคโตติ ฯ
ปงฺกํ ราชา อติกฺกนฺโต ถเล ราชา ปติฏฺฐิโต
อกณฺฏกํ อคหนํ ปฏิปนฺโน มหาปถํ ฯ
อหญฺจ ปฏิปนฺโนสฺมิ มคฺคํ ทุคฺคติคามินํ
สกณฺฏกํ สคหนํ เยน คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
ตสฺส เต สฺวาคตํ ราช สีหสฺเสว คิริพฺพชํ
อนุสาส มหาราช ตฺวํ โน สพฺพาสมิสฺสโรติ ฯ
ตตฺถ ขิปฺปนฺติ เตนหิ สีฆํ อาเนถ ฯ อาลปีติ สฏฺฐิคามสหสฺสานีติ อาทีนิ วทนฺโต อาลปิ ฯ สพฺพาลงฺการภูสิตาติ เต นาคา สพฺเพหิ สีสูปคาทีหิ อลงฺกาเรหิ ภูสิตา ฯ เหมกปฺปนวาสสาติ สุวณฺณขจิเตน กปฺปเนน ปฏิจฺฉนฺนสรีรา ฯ คามณีเยภีติ หตฺถาจริเยหิ ฯ อาชานียา จาติ การณาการณวิชานนกาว ชาติยา ฯ สินฺธวาติ สินฺธวรฏฺเฐ สินฺธวนทีตีเร ชาตา ฯ คามณีเยภีติ อสฺสาจริเยหิ ฯ อินฺทิยาจาปธาริภีติ อินฺทิยาวุธญฺจ จาปาวุธญฺจ ธาเรนฺเตหิ ฯ ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆาติ ทีปิจมฺมพฺยคฺฆจมฺมปริวารา ฯ คามณีเยภีติ รถิเกหิ ฯ จมฺมิภีติ สนฺนทฺธจมฺเมหิ ฯ โรหญฺญาติ รตฺตวณฺณา ฯ ปุงฺควูสภาติ อุสภสงฺขาเตน เชฏฺฐกปุงฺคเวน สมนฺนาคตา ฯ ทหรสฺเสว เมติ อถ นํ กุมาโร ตาต ทหรสฺเสว เม สโต มาตา มตา อิติ มยา สุตํ โสหํ ตยา วินา ชีวิตุํ น สกฺขิสฺสามีติ อาห ฯ โปโตติ ตรุโณ โปตโก ฯ เชสฺสนฺตนฺติ วิจรนฺตํ ฯ สามุทฺทิกนฺติ สมุทฺเท วิจรนฺตํ ฯ ธเนสินนฺติ ธนํ ปริเยสนฺตานํ ฯ โวหาโรติ วิจิตฺรโวหาโร เหฏฺฐา กฑฺฒนโก พาลมจฺโฉ วา อุทกรกฺขโส วา อาวฏฺโฏ วา ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ สมุทฺเท ฯ พาณิชา พฺยสนี สิยาติ อถ เต พาณิชา พฺยสนี พฺยสนํ ปตฺตา ภเวยฺยุํ ฯ สิยุนฺติ วา ปาโฐ ฯ ปุตฺตกลีติ ปุตฺตลามก ปุตฺตกาฬกณฺณิ ฯ กุมาโร ปุน กิญฺจิ วตฺตุํ น วิสหิ ฯ อถ ราชา อมจฺเจ อาณาเปนฺโต อิมนฺติ อาทิมาห ฯ ตตฺถ กมฺพุสหตฺถาโยติ กมฺพุสํ วุจฺจติ สุวณฺณํ สุวณฺณาภรณภูสิตหตฺถาโยติ อตฺโถ ฯ ยถาติ ยถา อิจฺฉนฺติ ตถา กโรนฺติ ฯ
เอวํ วตฺวา มหาสตฺโต ตตฺเถว ตํ อภิสิญฺจาเปตฺวา นครํ ปาเหสิ ฯ สยํ ปน เอกโกว อุยฺยานา นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา รมณีเย ภูมิภาเค ปณฺณสาลํ มาเปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา วนมูลผลาหาโร ยาเปสิ ฯ มหาชโนปิ กุมารํ พาราณสึ ปเวเสสิ ฯ โส นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปาสาทํ อภิรุหิ ฯ ตํ ทิสฺวา อวจุํ กญฺญาติ ตํ มหนฺเตน ปริวาเรน สิริโสภคฺเคน อาคตํ ทิสฺวา อสุโก นาเมโสติ อชานนฺตีเยว ตา นาฏกิตฺถิโย อโวจุํ ฯ มมํ ภรถาติ มํ อิจฺฉถ ฯ ปงฺกนฺติ ราคาทิกิเลสปงฺกํ ฯ ถเลติ ปพฺพชฺชาย ฯ อกณฺฏกนฺติ ราคกณฺฏกาทิวิรหิตํ ฯ เตเหว คหเนหิ อคหนํ ฯ มหาปถนฺติ สคฺคโมกฺขคามินํ มหามคฺคํ ปฏิปนฺโน ฯ เยนาติ เยน มิจฺฉามคฺเคน ทุคฺคตึ คจฺฉนฺติ ตมหํ ปฏิปนฺโนติ วทติ ฯ ตโต ตา จินฺเตสุํ ราชา ตาว อมฺเห ปหาย ปพฺพชิโต อยมฺปิ กาเมสุ วิรตฺตจิตฺตรูโป สเจ นํ นาภิรมิสฺสาม นิกฺขมิตฺวา ปพฺพเชยฺย อภิรมนาการมสฺส กริสฺสามาติ ฯ อถ นํ อภินนฺทนฺติโย โอสานคาถมาหํสุ ฯ ตตฺถ คิริพฺพชนฺติ สีหโปตกานํ วสนฏฺฐานํ กาญฺจนคุหํ เกสรสีหสฺส อาคตํ วิย ตสฺส ตว อาคตํ สฺวาคตํ ฯ ตฺวํ โนติ ตฺวํ สพฺพาสํปิ อมฺหากํ อิสฺสโร สามีติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา สพฺพาตุริยานิ ปคฺคณฺหึสุ นานปฺปการานิ นจฺจคีตานิ ปวตฺตยึสุ ฯ ยโส มหา อโหสิ ฯ โส ยสสมฺปตฺโต ปิตรํ น สริ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ โพธิสตฺโตปิ ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา อายูหปริโยสาเน พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขนฺโตเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปจฺเจกพุทฺโธ ปรินิพฺพายิ ปุตฺโต ราหุลกุมาโร อโหสิ เสสปริสา พุทฺธปริสา อโหสิ อรินฺทโม ราชา ปน อหเมวาติ ฯ
โสณกชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘