ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โสณกชาดก
ชาดกที่ ๕๒๙ · สัฏฐินิบาตชาดก

โสณกชาดก

ว่าด้วยเรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๖ · บรรทัด ๔๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโสณกชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๔

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กจฺจิ ความว่า พระราชาตรัสถามว่าความไม่สบายน้อยหนึ่ง ย่อมไม่มีแก่ข้าพเจ้าก่อน แต่ความอยู่เป็นสุขย่อมมีแก่พระคุณเจ้าผู้ถึงแล้วในที่นี้ คือผู้อยู่ในอุทยานนี้แลหรือ.

ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทูลตอบพระราชานั้นว่า ขอถวายพระพร ขึ้นชื่อว่าความไม่สำราญ ย่อมไม่มีแก่อาตมภาพผู้อยู่ในอุทยานนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้อาตมภาพจะอยู่ในที่อื่น ๆ ก็ยังไม่มีเลย ดังนี้แล้ว จึงเริ่มคาถาแสดงความเจริญของสมณะแด่พระราชาพระองค์นั้นว่า

(ข้อที่ ๑) ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือนทุกเมื่อ (คือ)ทรัพย์และข้าวเปลือกย่อมไม่เข้า ไปในฉางในหม้อและในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุ ทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาอาหารอันสำเร็จแล้ว มีวัตร อันงามเยียวยาอัตภาพให้เป็นไป ด้วยบิณฑบาตนั้น. ข้อที่ ๒ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาต ที่ไม่มีโทษ และกิเลสอะไร ๆ ย่อมไม่ประทุษร้าย. ข้อที่ ๓ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาตอันดับแล้ว และกิเลสอะไรย่อมไม่ประทุษร้าย. ข้อที่ ๔ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวไปในแว่นแคว้น ไม่มีความข้อง. ข้อที่ ๕ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อไฟไหม้พระนครอยู่ อะไร ๆ ก็หน่อยหนึ่งของภิกษุนั้น ย่อมไม่ไหม้. ข้อที่ ๖ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อโจรปล้นแว่นแคว้น อะไร ๆ สักหน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นก็ไม่หาย. ข้อที่ ๗ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุผู้มีวัตรงาม ถือบาตรและจีวร ไปสู่ทนทางทิพวกโจรรักษา หรือไปสู่หนทางที่มีอันตรายอื่น ๆ ย่อมไปได้โดยสวัสดี. ข้อที่ ๘ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุจะหลีกไปยังทิศใด ๆ ก็ไม่มี ห่วงใยไปยังทิศนั้น ๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคารสฺส ความว่า ขอถวายพระพรความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีความกังวล ไม่มีทรัพย์ ละเพศฆราวาสเสียแล้วถึงความเป็นผู้ไม่มีเรือนตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า น เตสํ ความว่า มหาบพิตร ความเจริญข้อแรก คือ ทรัพย์และข้าวเปลือกทั้งหลาย ย่อมไม่เข้าไปในเรือนคลัง ไม่เข้าไปในหม้อข้าว ไม่เข้าไปในกระเช้า ของภิกษุทั้งหลายผู้ไม่มีทรัพย์เหล่านั้น เพราะภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีวัตรอันงาม. บทว่า ปรินิฏิิตํ ความว่า ห่มผ้าสังฆาฏิแล้ว ถือบาตร (กระเบื้อง) แสวงหาอาหารที่เขาหุงไว้สุกแล้ว ในเรือนของชนเหล่าอื่น ตามลำดับเรือน พิจารณาอาหารนั้น ด้วยอำนาจความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่างแล้วจึงบริโภค ย่อมยังความเป็นอยู่แห่งชีวิตให้เป็นไป ด้วยบิณฑบาตที่ได้แล้วจากการแสวงหานั้น. บทว่า อนวชฺชปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพ ความว่า ปัจจัย ๔ ที่เกิดขึ้นด้วยการแสวงหาไม่สมควรมีเวชกรรม เป็นต้น หรือด้วยอาชีพที่ผิดเห็นปานนี้คือ การกล่าวโกหกหลอกลวง การเป็นหมอดู การรับใช้คฤหัสถ์ การบริโภคลาภด้วยลาภก็ดี แม้ที่เกิดขึ้นโดยธรรม ภิกษุไม่พิจารณาเสียก่อนแล้วบริโภคชื่อว่า บิณฑบาตมีโทษ ปัจจัย ๔ ที่ภิกษุละการแสวงหาอันไม่สมควร เว้นอาชีพที่ผิดเสียแล้ว ให้ปัจจัยเกิดขึ้นโดยชอบธรรม ภิกษุพิจารณาโดยนัยดังกล่าวแล้วว่า เราพิจารณาแล้วโดยแยบคาย จึงใช้สอยจีวร ดังนี้เป็นต้นแล้วจึงบริโภค ชื่อว่า บิณฑบาตไม่มีโทษ ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาตที่ไม่มีโทษเช่นนี้ทีเดียว เมื่อภิกษุบริโภคบิณฑบาตที่ไม่มีโทษอยู่อย่างนี้ กิเลสแม้มีประมาณน้อยหนึ่ง ก็ย่อมไม่เบียดเบียน คือ ย่อมไม่บีบคั้น เพราะอาศัยปัจจัยทั้งหลาย ความเจริญแม้ที่สอง ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือนนั้น ฉะนี้แล.

บทว่า นิพฺพุโต ความว่า แม้บิณฑบาตที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรมของภิกษุผู้เป็นปุถุชน ภิกษุพิจารณาแล้วจึงบริโภค ชื่อว่า บิณฑบาตดับแล้ว ส่วนบิณฑบาตของพระขีณาสพ ชื่อว่า บิณฑบาตดับแล้วโดยส่วนเดียว ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะว่าในบรรดาการบริโภค ๔อย่างเหล่านี้คือ ไถยบริโภค ลักขโมยเขาบริโภค อิณบริโภค บริโภคอย่างคนที่เป็นหนี้เขา ทายัชชบริโภค บริโภคโดยได้รับมรดก สามิบริโภค บริโภคโดยความเป็นเจ้าของ พระขีณาสพนั้นย่อมบริโภคบิณฑบาตนั้น ด้วยอำนาจแห่งสามิบริโภค. ท่านเป็นเจ้าของ บริโภคบิณฑบาต โดยพ้นจากความเป็นทาสแห่งตัณหา กิเลสแม้มีประมาณน้อยหนึ่ง ย่อมไม่เบียดเบียนท่าน เพราะการบริโภคเช่นนั้น เป็นปัจจัย. บทว่า มุตฺตสฺส รฏฺเ จรโต ความว่าเมื่อภิกษุไม่ข้องอยู่ในตระกูลอุปัฏฐากเป็นต้น ประหนึ่งท้องฟ้าไม่มีเมฆ หรือเหมือนกับดวงจันทร์ที่ผ่องอำไพ พ้นจากปากราหู ฉะนั้น เที่ยวไปในบ้านแลนิคมเป็นต้น บรรดาความข้องมีราคะเป็นต้น ความข้องแม้สักอย่างหนึ่งย่อมไม่มี จริงอยู่ บุคคลบางคนคลุกคลีอยู่กับสกุลทั้งหลาย พลอยร่วมโศกเศร้าและพลอยร่วมยินดีอยู่กับเขา. บุคคลบางคนมีใจไม่ข้องอยู่ แม้ในมารดาบิดา อยู่คนเดียว เหมือนเด็กหนุ่มชาวบ้านโกรุนคร ฉะนั้น . แม้ปุถุชนผู้เป็นแบบนี้ ก็ย่อมมีความเจริญเหมือนกัน . บทว่า นาสฺส กิญฺจิ ความว่าจริงอยู่ ภิกษุรูปใดเป็นผู้มีบริขารมาก ภิกษุรูปนั้น คิดว่า โจรทั้งหลายอย่าลักบริขารของเราไปเลย ดังนี้ จึงเก็บบริขารทั้งหลาย มีผ้าจีวรเป็นต้นที่เหลือใช้ไว้ในตระกูลอุปัฏฐากภายในเมือง ต่อมาเมื่อไฟไหม้ในเมือง พอทราบข่าวว่าต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ตระกูลโน้น ก็เศร้าโศก ทุกข์ใจ. ขึ้นชื่อว่า ความเจริญย่อมไม่มีแก่ภิกษุเช่นนี้เลย ดูก่อนมหาบพิตร ส่วนภิกษุใด บำเพ็ญวัตรของสกุณชาติให้เต็มบริบูรณ์ คือมีแต่บริขารที่ติดกายเท่านั้น บริขารอะไร ๆ ของภิกษุเช่นนั้น ย่อมไม่ถูกไฟไหม้ แม้ความเจริญข้อที่ห้า ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นด้วยประการนั้นแล.

บทว่า วิลุปฺปมานมฺหิ ได้แก่ พากันปล้น อีกอย่างหนึ่งบาลี ก็ได้รูปอย่างนี้เหมือนกัน . บทว่า อหาริถ ความว่า เมื่อพวกโจรออกจากชัฏภูเขาเป็นต้น พากันมาปล้นแว่นแคว้น มีโจรคนหนึ่งแย่งเอาบริขารของภิกษุผู้มีบริขารมากซึ่งฝากเก็บไว้ภายในบ้าน ฉันใด โจรย่อมลักเอาบริขารอะไร ๆ ของภิกษุผู้มีแต่บริขารที่ติดกาย ไม่มีทรัพย์ ฉันนั้นไม่ได้เลย แม้ความเจริญอันเป็นข้อที่หก ก็ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นเหมือนกันแล. บทว่า เย จญฺเ ปริปนฺถิกา ความว่า ไปสู่หนทางที่พวกโจรตั้งด่านรักษาคุ้มครองเพื่อเก็บภาษีคนเหล่าอื่นในที่นั้น ๆ. บทว่า ปตฺตจีวรํ ความว่า ภิกษุกระทำบริขาร ๘ แม้ทั้งหมด คือ บาตรดิน ผ้าบังสุกุลจีวรที่เย็บย้อมเรียบร้อยแล้วประคดเอว ผ้ากรองน้ำ กล่องเข็ม มีด ถลกบาตร ซึ่งมีราคาน้อย ไม่มีประโยชน์แก่พวกโจร ไม่เหมาะที่จะเป็นค่าภาษีแก่คนผู้เก็บภาษี มีแต่บริขารติดกายเดินไปตามหนทาง ใคร ๆ ก็ไม่เบียนเบียด ย่อมไปได้โดยสวัสดี. บทว่า สุพฺพโต ความว่า จริงอยู่ โจรทั้งหลายเห็นจีวรเป็นต้น ทำให้เกิดความโลภ ย่อมลักไปก็มี นายด่านภาษีคิดว่า อะไรหนอที่มีอยู่ในมือของภิกษุรูปนี้แล้วจึงทำการตรวจค้นถลกบาตรเป็นต้น ส่วนภิกษุผู้มีวัตรอันงาม เมื่อชนเหล่านั้นเห็นเธอผู้มีความประพฤติเบาพร้อม ย่อมไปได้สะดวก แม้ความเจริญข้อที่ ๗ ก็ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ด้วยประการฉะนี้แล ความเจริญที่ ๘ คือภิกษุไม่ต้องเหลียวแลที่อยู่ เพราะไม่มีบริขารอะไร ๆ ที่ตนเก็บไว้ในวิหารเกินกว่าบริขารที่เนื่องในกาย จะต้องไปสู่ทิศใด ก็ไปสู่ทิศนั้นได้ อย่างไม่ต้องห่วงใย เหมือนกุลบุตรทั้ง ๒ ผู้บวชแล้วในถูปาราม บรรพชิตรูปที่แก่กว่าออกจากเมืองอนุราธบุรีแล้วเดินทางไป ฉะนั้น.

พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเจริญแห่งสมณะ ๘ อย่างด้วยประการฉะนี้ แต่แท้ที่จริงท่านเป็นผู้สามารถจะแสดงความเจริญแห่งสมณะให้ยิ่งกว่านั้นได้ ตั้งร้อย ตั้งพัน จนหาประมาณมิได้ ฝ่ายพระราชา ทรงละเลยซึ่งถ้อยคำของพระโสณกะนั้น เพราะทรงยินดียิ่งในกาม จึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้มีความต้องการด้วยความเจริญแห่งสมณะ เมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์มีพระทัยน้อมไปในกาม จึงตรัสว่า

ข้าแต่ภิกษุ ท่านสรรเสริญความเจริญ เป็นอัน มากของภิกษุเหล่านั้น ส่วนข้าพเจ้า ยังกำหนัดในกาม ทั้งหลาย จะทำอย่างไร กามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ เป็นที่รักของข้าพเจ้า เมื่อเป็นเช่น นั้น ข้าพเจ้าจักได้โลกทั้งสองด้วยเหตุไรหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณฺเณน ได้แก่ เหตุ. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทูลกะพระราชานั้นว่า นรชนผู้กำหนัดในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่น อยู่ในกาม กระทำบาปกรรมแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนนรชนเหล่าใด ละกามทั้งหลายออกไปแล้ว เป็น ผู้ไม่มีภัยแต่ไหน ๆ ย่อมบรรลุถึงความที่จิตมีอารมณ์ เป็นหนึ่งเกิดขึ้น นรชนเหล่านั้น ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ ดูก่อนพระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักแสดงอุปมา ถวายมหาบพิตร ขอมหาบพิตร จงทรงสดับข้ออุปมา นั้น บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วย ข้ออุปมา มีกาตัวหนึ่ง เป็นสัตว์มีปัญญาน้อย ไม่มี ความคิด เห็นซากศพช้างลอยอยู่ในห่วงน้ำใหญ่ ใน แม่น้ำคงคา จึงคิดว่า เราได้ยานนี้แล้วหนอ และซาก ศพช้างนี้ จักเป็นอาหารจำนวนมิใช่น้อย ใจของกา ตัวนั้น ยินดีแล้วในซากศพช้างนั้น ตลอดทั้งคืนทั้งวัน เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำมีรสเหมาะส่วน เห็นต้น ไม่อันใหญ่ในป่า ก็ไม่ยอมบินไป แม่น้ำคงคามีปกติ ไหลลงสู่มหาสมุทร พัดเอากาตัวนั้น ตัวประมาทยินดี ในซากศพช้าง ไปสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นที่ไปไม่ได้ แห่งนกทั้งหลาย กานั้นหมดอาหารแล้ว ตกลงในน้ำ ไปข้างหลัง ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวาไม่ได้ ไปไม่ ถึงเกาะ สิ้นกำลังจมลงในท่ามกลางทะเล อันเป็นที่ ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย ฝูงปลา จระเข้ มังกร และ ปลาร้ายที่เกิดในมหาสมุทร ก็ข่มเหงรุมกินกานั้น ตัว มีปีกอันใช้การไม่ได้ดิ้นรนอยู่ ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นผู้ยังบริโภคก็ดี ถ้า ยังกำหนัดในกามอยู่ ไม่ละทิ้งตามเสีย นักปราชญ์ทั้ง หลายรู้ว่า ชนเหล่านั้น เป็นอยู่ด้วยปัญญาเสมอกับกา ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูก่อนมหาบพิตร อุปมาข้อนี้ อาตมภาพแสดงอรรถอย่างชัดแจ้ง ถวายมหาบพิตร แล้ว พระองค์จักทรงทำหรือไม่ ก็จะปรากฏด้วยเหตุ นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปานิ ความว่า ดูก่อนมหาบพิตรพระองค์และนรชนทั้งหลายผู้ยินดีในการอาศัยกามทั้งหลาย ทำแต่บาปกรรมมีการประพฤติชั่วด้วยกายเป็นต้น ย่อมเข้าถึงทุคติ เพราะกามทั้งหลายอันเป็นทิพย์แลเป็นของมนุษย์ ย่อมไม่ได้แม้ในความฝัน. บทว่า ปหนฺตฺวาน ได้แก่ ละกามเสียได้ ดุจบ้วนก้อนเขฬะทิ้งฉะนั้น. บทว่า อกุโตภยา ได้แก่ไม่มีภัยมาจากที่ไหน ๆ ในบรรดากิเลสมีราคะเป็นต้น . บทว่า เอโกทิภาวาชิคตา ได้แก่ ถึงความที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือความเป็นผู้มีธรรมเครื่องอยู่อย่างเอก. บทว่า น เต ความว่า บุคคลเหล่านั้น คือบรรพชิตเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. บทว่า อุปมนฺเต ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพจักทำการเปรียบเทียบสักตัวอย่างหนึ่ง ถวายแด่พระองค์ผู้มีความปรารถนาในกามที่เป็นทิพย์และเป็นของมนุษย์ ที่ไม่ต่างอะไรกับกาตัวมีใจผูกพันอยู่ในซากศพช้าง ฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงสดับข้ออุปมานั้นเถิด. บทว่า กุณปํ แปลว่า ซากศพของช้าง. บทว่า มหณฺณเว ได้แก่ ในน้ำทั้งลึกทั้งกว้าง. คำว่า กุณปํ นั้นท่านกล่าวหมายถึงว่า มีช้างใหญ่ตัวหนึ่ง เที่ยวอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคา ตกลงไปในแม่น้ำคงคาไม่สามารถจะขึ้นได้ ถูกกระแสแม่น้ำพัดตายไปในแม่น้ำนั้นนั่นแล.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๔ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๒๘–๑๕๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัฏฐินิบาตชาดก · ๒๔๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๙. สัฏฐินิบาต

๑. โสณกชาดก (๕๒๙)

ว่าด้วยพระราชาพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร

(พระเจ้าอรินทมะตรัสว่า)

[๑]

โสณกะสหายเล่นฝุ่นของเรา

ใครได้สดับข่าวแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งร้อย

ใครได้พบเห็นแล้วมาบอก เราจะให้ทรัพย์หนึ่งพัน

(พระศาสดาได้ตรัสหนึ่งคาถาครึ่งว่า)

[๒]

ลำดับนั้น เด็กน้อยไว้ผม ๕ แหยม ได้กราบทูลว่า

ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงประทานทรัพย์หนึ่งร้อย

แก่ข้าพระองค์ผู้สดับข่าวแล้วมากราบทูล

และขอทรงประทานทรัพย์หนึ่งพัน

แก่ข้าพระองค์ผู้ได้พบเห็นโสณกะ

ข้าพระองค์จักกราบทูลถึงโสณกะพระสหายเล่นฝุ่นแก่พระองค์

(พระราชาสดับดังนั้นแล้วตรัสถามว่า)

[๓]

เขาอยู่ในชนบท แคว้น และนิคมไหน

พ่อได้พบโสณกะ ณ ที่ไหน

พ่อจงตอบเนื้อความที่เราถามนั้นเถิด

(เด็กน้อยกราบทูลว่า)

[๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ในแคว้นของพระองค์นั่นเอง

ณ ภาคพื้นแห่งพระอุทยานของพระองค์นั่นแหละ

มีต้นรังใหญ่หลายต้น ซึ่งมีลำต้นตรง

มีสีเขียวชะอุ่ม น่ารื่นรมย์ใจ

[๕]

ยืนต้นประสานอาศัยกันและกัน

เสมอเหมือนกลุ่มเมฆ น่ารื่นรมย์

เมื่อชาวโลกมีความยึดมั่น ถูกแผดเผาอยู่

โสณกะไม่มีความยึดมั่น เป็นผู้ดับแล้ว

เพ่งฌานอยู่ ณ โคนต้นรังเหล่านั้น

[๖]

ลำดับนั้นแล พระราชาได้เสด็จไปพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า

ตรัสสั่งให้ปรับหนทางให้เรียบเสมอแล้ว

ได้เสด็จไปจนถึงที่อยู่ของโสณกปัจเจกพุทธะ

[๗]

ครั้นเสด็จถึงภูมิภาคพระอุทยาน

จึงเสด็จเที่ยวไปในป่าใหญ่

ทอดพระเนตรเห็นโสณกปัจเจกพุทธะ

ผู้นั่งสงบเย็น ในเมื่อชาวโลกเร่าร้อนอยู่

(พระราชาตรัสว่า)

[๘]

ภิกษุนี้เป็นคนเข็ญใจหนอ มีศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ

ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

[๙]

พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าสดับพระดำรัสนี้แล้ว

จึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร

บุคคลผู้สัมผัสธรรมด้วยกายไม่จัดว่าเป็นคนเข็ญใจ

[๑๐]

บุคคลใดในโลกนี้รังเกียจธรรม ประพฤติตามอธรรม

บุคคลนั้นจัดว่าเป็นคนเข็ญใจ เป็นคนชั่ว

มีบาปติดตามไปในภายหน้า

(พระราชาโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๑๑]

โยมมีชื่อว่าอรินทมะ มหาชนรู้จักโยมว่าพระเจ้ากาสี

พระคุณเจ้าโสณกะ พระคุณเจ้าผู้เจริญ

มาถึงสถานที่นี้ จำวัดสบายหรือ

(พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเจริญของสมณะแด่พระราชาว่า)

[๑๒]

ความเจริญข้อที่ ๑ ย่อมมีแม้ในกาลทุกเมื่อ

แก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีบ้านเรือน

คือ ข้าวเปลือกไม่เข้าไป(มี)อยู่ในฉาง

ในหม้อ ในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุเหล่านั้นแสวงหาอาหารสำเร็จ

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารนั้น เป็นผู้มีวัตรดีงาม

[๑๓]

ความเจริญข้อที่ ๒ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่ไม่มีโทษ

และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

[๑๔]

ความเจริญข้อที่ ๓ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ ภิกษุพึงฉันก้อนข้าวที่เย็น

และกิเลสไรๆ จะไม่เข้าไปรบกวนท่าน

[๑๕]

ความเจริญข้อที่ ๔ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ ความเกี่ยวข้องย่อมไม่มี

แก่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวจาริกไปในแคว้น

[๑๖]

ความเจริญข้อที่ ๕ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อบ้านเมืองถูกไฟไหม้

ท่านไม่มีอะไรจะถูกเผาไหม้

[๑๗]

ความเจริญข้อที่ ๖ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ เมื่อแคว้นถูกโจรปล้น

ท่านก็ไม่มีอะไรจะให้โจรปล้น

[๑๘]

ความเจริญข้อที่ ๗ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ หนทางใดที่พวกโจรยึดครองก็ดี

หนทางอื่นใดที่มีอันตรายก็ดี

ภิกษุผู้มีวัตรดีงาม ถือบาตรและจีวรไปได้อย่างปลอดภัย

[๑๙]

ความเจริญข้อที่ ๘ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์

ไม่มีบ้านเรือน คือ จะหลีกไปยังทิศใดๆ

ก็ไปยังทิศนั้นๆ ได้อย่างไม่ต้องห่วงใย

(พระราชาตรัสว่า)

[๒๐]

พระคุณเจ้าโสณกะผู้เห็นภัย

พระคุณเจ้าสรรเสริญความเจริญของภิกษุเหล่านั้นมากมาย

แต่โยมยังติดอยู่ในกามทั้งหลาย จะทำอย่างไรได้เล่า

[๒๑]

กามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ โยมก็พึงพอใจ

ถึงแม้กามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ โยมก็พึงพอใจ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำอย่างไรหนอโยมจึงจะได้กามทั้ง ๒ ในโลก

(พระปัจเจกพุทธเจ้ากราบทูลว่า)

[๒๒]

คนทั้งหลายผู้ติดอยู่ในกาม ยินดีในกาม

หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย

กระทำบาปแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ

[๒๓]

ส่วนคนเหล่าใดละกามทั้งหลาย

เป็นผู้ออกแล้วจากกาม ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

บรรลุถึงความเป็นสมาธิอันแน่วแน่

คนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

[๒๔]

ขอถวายพระพร พระเจ้าอรินทมะ

อาตมภาพจักยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ

โปรดสดับข้ออุปมานั้น

บัณฑิตบางพวกในโลกนี้

ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยการเปรียบเทียบ

[๒๕]

กาตัวหนึ่งมีปัญญาน้อยเพราะไม่มีความคิด

เห็นซากศพถูกแม่น้ำคงคาพัดลอยไปในห้วงน้ำใหญ่ จึงคิดว่า

[๒๖]

“ยานนี้เราได้แล้วหนอ และซากศพนี้จักเป็นอาหารมิใช่น้อย

ได้เป็นผู้มีใจยินดีไม่เสื่อมคลายในซากศพนั้นเท่านั้น

ตลอดคืนตลอดวัน

[๒๗]

เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาอยู่

เมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ในป่า ก็ไม่โผบินขึ้นไป

[๒๘]

ก็แม่น้ำคงคาได้ไหลพัดพาเอากาตัวประมาท

ยินดีในซากศพตัวนั้นไปยังสมุทร

ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้

[๒๙]

ก็กาตัวนั้นสิ้นอาหารแล้วจึงตกลงไปในน้ำ

จะบินไปข้างหลังก็ไม่ได้ ข้างหน้าก็ไม่ได้

ด้านเหนือก็ไม่ได้ ด้านใต้ก็ไม่ได้

[๓๐]

มันบินไปไม่ถึงเกาะซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝูงนกบินไปไม่ได้

และมันก็ตกลงไปในสมุทรนั้นเองโดยอาการหมดกำลัง

[๓๑]

อนึ่ง ฝูงปลา จระเข้ มังกร ปลาร้ายชื่อสุสุ

ที่อยู่ในสมุทรก็พากันข่มเหงฮุบกินกานั้น

ซึ่งกำลังดิ้นรนจนขนปีกขาด

[๓๒]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

พระองค์ก็ดี คนเหล่าอื่นที่ยังบริโภคกามก็ดี

ถ้าจักยังกำหนัดไม่คายกามเสียก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ชนเหล่านั้นบัณฑิตทั้งหลายรู้ว่า มีปัญญาเพียงดังกา

[๓๓]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

นี้เป็นอุปมาที่แสดงเนื้อความอย่างชัดเจน

ซึ่งอาตมภาพกล่าวถวายแด่มหาบพิตร

มหาบพิตรจะทรงกระทำหรือไม่ก็ตาม

มหาบพิตรก็จักปรากฏตามเหตุนั้น

(พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวสรุปว่า)

[๓๔]

บุคคลผู้มีความเอ็นดู

พึงกล่าวเพียงคำเดียวหรือสองคำเท่านั้น

ไม่กล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้นเหมือนทาสในสำนักของนาย

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๓๕]

พระโสณกปัจเจกพุทธะผู้มีความรู้อันนับมิได้

ครั้นกล่าวคำนี้แล้วจึงเหาะขึ้นไปในอากาศ

พร่ำสอนบรมกษัตริย์แล้วเหาะไปในอากาศ

(พระราชาตรัสว่า)

[๓๖]

บุคคลผู้ได้รับการศึกษา ถึงพร้อมด้วยความเฉียบแหลม

ที่จะครอบครองราชสมบัติเหล่านี้มีอยู่ที่ไหนหนอ

เราจักมอบราชสมบัติให้ เราไม่มีความต้องการราชสมบัติ

[๓๗]

เราจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอเราอย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

(พวกอำมาตย์ได้ฟังแล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๓๘]

พระราชบุตรองค์น้อยของพระองค์ทรงพระนามว่า

ทีฆาวุกุมาร ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมีอยู่

ขอพระองค์ทรงอภิเษกพระราชบุตรพระองค์นั้นในราชสมบัติเถิด

ท้าวเธอจักเป็นพระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลาย

(พระราชาตรัสว่า)

[๓๙]

จงรีบนำทีฆาวุกุมารผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเถิด

เราจักอภิเษกในราชสมบัติ

เธอจักเป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๔๐]

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้เชิญเสด็จทีฆาวุกุมาร

ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า

พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว

ได้ตรัสกับพระโอรสพระองค์เดียว

ผู้เป็นที่โปรดปรานพระองค์นั้นว่า

[๔๑]

มีบ้านอยู่หกหมื่นหมู่บ้านสมบูรณ์ทุกอย่าง

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหมู่บ้านเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๔๒]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๔๓]

มีช้างอยู่หกหมื่นเชือก เป็นช้างพลาย

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

มีสัปคับทองคำ ปกคลุมด้วยเครื่องปกคลุมทองคำ

[๔๔]

มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นประจำ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลช้างเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๔๕]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๔๖]

มีม้าอยู่หกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

คือ ม้าสินธพซึ่งเป็นม้าพาหนะที่มีฝีเท้าเร็ว ชาติอาชาไนย

[๔๗]

มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลม้าเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๔๘]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๔๙]

มีรถอยู่หกหมื่นคัน เป็นรถมีหนังเสือเหลืองหุ้มก็มี

มีหนังเสือโคร่งหุ้มก็มี ยกธงขึ้นปักแล้ว

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

[๕๐]

มีนายสารถีผู้สวมเกราะ ถือแล่งธนูขึ้นประจำ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลรถเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๕๑]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๕๒]

มีแม่โคนมอยู่หกหมื่นตัว เป็นแม่โคสีแดง

พร้อมทั้งโคผู้ตัวประเสริฐ

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลโคเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๕๓]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

[๕๔]

มีหญิงอยู่หนึ่งหมื่นหกพันนาง

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

มีเสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณี

ลูกเอ๋ย เจ้าจงดูแลหญิงเหล่านั้น

พ่อขอมอบราชสมบัติให้เจ้า

[๕๕]

พ่อจักบวชในวันนี้แหละ

ใครจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

ขอพ่ออย่าได้ตกไปสู่อำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกาโง่เลย

(พระราชกุมารกราบทูลว่า)

[๕๖]

เสด็จพ่อ เมื่อหม่อมฉันยังเป็นเด็กอยู่

หม่อมฉันได้สดับมาว่า พระมารดาสวรรคตแล้ว

เสด็จพ่อ หม่อมฉันเว้นจากเสด็จพ่อแล้ว

ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้

[๕๗]

ลูกช้างย่อมติดตามไปข้างหลังช้างป่า

ที่เที่ยวไปในซอกเขาที่เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้างฉันใด

[๕๘]

หม่อมฉันก็จะพาเอาบุตรติดตามเสด็จพ่อไปข้างหลังฉันนั้น

จักเป็นลูกที่เลี้ยงง่ายของเสด็จพ่อ

จักไม่เป็นลูกที่เลี้ยงยากของเสด็จพ่อ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๕๙]

อันตรายพึงยึดเรือที่แล่นไปในสมุทร

ของพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ไว้ในสมุทรนั้น

พ่อค้าพึงพินาศฉันใด

[๖๐]

ลูกกาลีคนนี้พึงเป็นคนกระทำอันตรายแก่เราฉันนั้นเหมือนกัน

พวกท่านจงส่งกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท

อันเจริญไปด้วยความยินดีเถิด

[๖๑]

ณ ปราสาทนั้น เหล่าหญิงสาว

ผู้มีมือประดับด้วยเครื่องประดับทองคำ

จักยังกุมารนั้นให้รื่นรมย์ในปราสาทนั้น

เหมือนนางอัปสรให้ท้าวสักกะรื่นรมย์

และกุมารนั้นก็จักรื่นรมย์ด้วยหญิงสาวทั้งหลายเหล่านั้น

[๖๒]

ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ส่งเสด็จพระกุมาร

จนถึงปราสาทอันเจริญไปด้วยความยินดี

เหล่าหญิงสาวเห็นทีฆาวุกุมารผู้ผดุงรัฐให้เจริญนั้นแล้ว

จึงได้กราบทูลถามว่า

[๖๓]

พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

พระองค์เป็นใครหรือเป็นพระราชบุตรของใคร

หม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร

(พระราชกุมารตรัสตอบว่า)

[๖๔]

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์ ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ

เราเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีพระนามว่าทีฆาวุกุมาร

ผู้จะผดุงรัฐให้เจริญ พวกเธอจงเลี้ยงดูบำเรอเรา

ขอพวกเธอจงมีความเจริญเถิด เราจะเป็นภัสดาของพวกเธอ

[๖๕]

เหล่าหญิงสาวได้กราบทูลถามทีฆาวุกุมาร

ผู้ผดุงรัฐให้เจริญพระองค์นั้น ณ ที่นั้นว่า

พระราชาเสด็จถึงไหนแล้ว พระราชาจากที่นี้ไป ณ ที่ไหน

[๖๖]

พระราชาเสด็จล่วงเลยเปือกตมแล้วดำรงอยู่บนบก

ทรงดำเนินสู่ทางใหญ่อันปราศจากหนามไม่รกชัฏ

[๖๗]

ส่วนเราดำเนินไปยังหนทางของคนผู้ไปสู่ทุคติ

มีทั้งหนามและรกชัฏซึ่งเป็นหนทางไปสู่ทุคติ

(เหล่าหญิงสาวกราบทูลว่า)

[๖๘]

ข้าแต่พระราชา พระองค์นั้นเสด็จมาดีแล้ว

เหมือนราชสีห์คืนสู่ถ้ำ ณ ซอกเขา

ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์โปรดทรงอนุศาสน์พร่ำสอน

และทรงเป็นใหญ่แห่งหม่อมฉันทั้งปวงเถิด

โสณกชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๘. มหาโพธิชาดกชาดกถัดไป๕๓๐. สังกิจจชาดก