ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๑ · สัตตตินิบาตชาดก

กุสชาดก

ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๘

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุผู้ไม่ยินดีในพระธรรมวินัยมีใจคิดจะสึกรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทนฺเต รฏฺํ ดังนี้.

ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีคนหนึ่ง ได้ถวายชีวิตในพระศาสนาบรรพชาแล้ว. วันหนึ่ง เธอเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นสตรีนางหนึ่งซึ่งแต่งกายงดงาม มองดูด้วยอำนาจถือเอานิมิตอันงาม ถูกกิเลสเข้าครอบงำจนหมดความยินดียิ่งอยู่แล้ว. เธอมีผมและเล็บงอกยาวขึ้น มีจีวรเศร้าหมองมีตัวผอมเหลืองเกิดแล้ว มีกายอันสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. มีอุปมาเหมือนอย่างบุพนิมิต ๕ ประการที่ปรากฏแก่เทวบุตรทั้งหลาย ผู้มีอันจะต้องจุติเป็นธรรมดาในเทวโลก คือ พวงมาลัย ย่อมเหี่ยวแห้ง ๑ ผ้านุ่งห่มเศร้าหมอง ๑ ผิวกายอันเศร้าหมอง ย่อมก้าวลงในสรีระ ๑ เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง ๒ ข้าง ๑เทวดาไม่รื่นรมย์ในทิพยอาสน์ ๑ ฉันใด บุพนิมิต ๕ ประการก็ย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ไม่ยินดีในพระธรรมวินัยมีใจคิดจะสึก ผู้จะต้องเคลื่อนจากศาสนาเป็นธรรมดา ได้แก่ ดอกไม้คือศรัทธา ย่อมเหี่ยวแห้งไป ๑ ผ้าคือศีลย่อมเศร้าหมอง ๑ ผิวพรรณอันเศร้าหมอง ย่อมก้าวลงในสรีระ ด้วยความเป็นผู้เก้อเขิน และด้วยอำนาจแห่งความไม่มียศ ๑ เหงื่อคือกิเลสทั้งหลาย ย่อมไหลออก ๑ ภิกษุนั้น ย่อมไม่ยินดีในป่า ที่โคนต้นไม้ในเรือนอันว่างเปล่าฉันนั้นเหมือนกัน. นิมิตทั้งหลายปรากฏแล้วแก่ภิกษุนั้น. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย จึงได้นำเธอเข้าไปในสำนักของพระศาสดาแล้ว แสดงให้ทรงทราบว่าภิกษุรูปนี้ คิดต้องการจะสึก พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอคิดจะสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุรูปนั้นกราบทูลตามความเป็นจริงแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสเลย ธรรมดาว่ามาตุคามนี้เป็นข้าศึก (ต่อการประพฤติพรหมจรรย์) เธอจงหักห้ามจิตที่คิดรักใคร่เยื่อใยในมาตุคามนั้นเสีย จงยินดีในพระศาสนาเถิด จริงอยู่ บัณฑิตครั้งโบราณทั้งหลาย แม้จะเป็นผู้มีเดช ย่อมต้องเสื่อมไปได้ เพราะเป็นผู้มีจิตคิดรักใคร่ในมาตุคาม และเป็นผู้หมดเดชถึงความพินาศย่อยยับเพราะมาตุคามดังนี้แล้ว ได้ทรงนิ่งเฉยอยู่ ได้รับการอาราธนาจากภิกษุเหล่านั้น จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

ในอดีตกาล พระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าโอกกากราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ในราชธานีชื่อกุสาวดี ในแว่นแคว้นมัลละ. ท้าวเธอมีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า สีลวดี ซึ่ง เป็นใหญ่กว่านางสนมจำนวน ๑๖,๐๐๐ นาง. พระนางสีลวดีนั้น หามีพระโอรสและพระธิดาไม่ ลำดับนั้น ชาวเมืองและชาวแว่นแคว้นทั้งหลายจึงพากันมาประชุมที่พระทวารพระราชนิเวศน์แล้ว ร้องเรียนแด่พระราชาพระองค์นั้นว่าบ้านเมืองจักพินาศ บ้านเมืองจักฉิบหาย พระราชาทรงให้เปิดสีหบัญชรออกแล้วตรัสถามว่า เมื่อเราครองรัฐอยู่ ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งอันไม่เป็นธรรมย่อมไม่มี พวกท่านจะมาร้องเรียกทำไมกัน. พวกประชาชนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เป็นความจริง ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมมิได้มีเลย ก็แต่ว่าพระโอรสผู้จะสืบวงศ์ของพระองค์ ยังไม่มี ชนเหล่าอื่นจักช่วงชิงเอาพระราชสมบัติแล้ว ทำบ้านเมืองให้พินาศล่มจม เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงปรารถนาพระโอรสผู้สามารถ จะปกครองพระราชสมบัติโดยธรรมเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เราก็ต้องการปรารถนาพระโอรสอยู่ แต่จะทำอย่างไรดี. ประชาชนกราบทูลวิธีการว่า ขอเดชะ ขั้นแรก ขอพระองค์จงทรงปล่อยนางฟ้อนรุ่นเล็กสักนางหนึ่ง กระทำให้เป็นนางฟ้อนโดยธรรมไปสัก ๗วันก่อน ถ้านางได้บุตรก็เป็นการดี ถ้าไม่ได้ ต่อจากนั้น ขอให้ทรงปล่อยนางฟ้อนชั้นกลาง แต่นั้นขอให้ทรงปล่อยนางฟ้อนชั้นสูง บรรดานางสนมมีประมาณเท่านี้ นางสนมผู้มีบุญคนหนึ่งจักได้พระโอรสเป็นแน่แท้ พระราชาทรงกระทำตามถ้อยคำของชาวเมืองเหล่านั้นทุกอย่าง ทรงอภิรมย์ตามความสุขสบายตลอด ๗ วัน จึงตรัสถามนางสนมที่พากันกลับมาแล้วว่า พวกเธอพอจะให้บุตรได้บ้างไหม ? หญิงทั้งหมดกราบทูลว่า ขอเดชะ หม่อนฉันทั้งหลายให้ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า พระราชาทรงเสียพระทัยว่า โอรสจักไม่เกิดแก่เราเป็นแน่. ชาวเมืองทั้งหลายก็พากันร้องเรียนขึ้นเหมือนอย่างนั้นซ้ำอีก พระราชาตรัสว่า พวกท่านทั้งหลาย จะพากันมาร้องเรียนเอาอะไรกัน เราได้ปล่อยพวกนางฟ้อนไปตามคำของพวกท่านแล้ว จนถึงเหลือนางคนหนึ่ง ก็ยังไม่ได้บุตร บัดนี้เราจะกระทำการอย่างไรกัน. พวกชาวเมืองกราบทูลว่า ขอเดชะนางเหล่านั้น จักเป็นผู้ทุศีล ไม่มีบุญ นางเหล่านี้ ไม่มีบุญสำหรับจะได้บุตรเมื่อนางสนมเหล่านี้ไม่ได้บุตร พระองค์ก็อย่าทรงถอยพระอุตสาหะเสียเลยพระนางเจ้าสีลวดีพระอัครมเหสีของพระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยศีล ขอพระองค์จงทรงปล่อยพระนางไปเสียเถิด พระนางจักได้พระโอรสเป็นแน่แท้ ท้าวเธอทรงรับรองว่า ดีละ ดังนี้แล้วจึงรับสั่งให้คนเที่ยวตีกลองเป่าประกาศว่า ข่าวดีในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป พระราชา จะทรงนำพระนางเจ้าสีลวดี ให้เป็นนางฟ้อนรำโดยธรรมแล้วปล่อยไป บรรดาผู้ชายทั้งหลาย จงมาประชุมกัน ครั้นพอถึงวันที่ ๗ จึงให้ตกแต่งประดับประดาพระนางเจ้าแล้ว ให้ลงจากพระราชนิเวศน์ปล่อยไป. ด้วยเดชะแห่งศีลของพระนาง พิภพของท้าวสักกะก็แสดงอาการเร่าร้อนขึ้น. ท้าวเธอจึงทรงใคร่ครวญว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นหนอ ก็ทรงทราบว่า พระนางเจ้าปรารถนาพระโอรส จึงทรงพระดำริว่า เราควรจะให้พระโอรสแก่พระนางนี้ จึงทรงใคร่ครวญต่อไปว่า พระโอรสที่สมควรแก่พระนางนี้ ในเทวโลกมีอยู่หรือไม่หนอ ก็ได้ทรงเห็นพระโพธิสัตว์.

ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้น สิ้นอายุในภพชั้นดาวดึงส์ ในกาลนั้นและเป็นผู้ใคร่จะได้เสด็จไปบังเกิดในเทวโลกเบื้องบนต่อไป ท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จไปยังประตูวิมานของพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนท่านผู้เช่นเราท่านควรจะไปยังมนุษยโลกแล้ว ถือปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสี ของพระเจ้าโอกกากราช ให้พระโพธิสัตว์ยอมรับแล้ว จึงตรัสกะเทพบุตรอีกคนหนึ่งว่า ถึงท่านก็จักต้องเป็นโอรสของพระนางนี้ แล้วได้เสด็จไปยังประตูพระราชนิเวศน์ ของพระราชาด้วยเพศแห่งพราหมณ์แก่ ด้วยทรงพระดำริว่าก็ใคร ๆ จงอย่าได้ทำลายศีลของพระนางนี้เสียเลย. แม้มหาชนอาบน้ำตกแต่งร่างกายแล้ว ก็ไปประชุมที่ประตูพระราชนิเวศน์ด้วยคิดว่า เราจักรับเอาพระเทวี ครั้นเห็นท้าวสักกะจึงได้กระทำการเยาะเย้ยว่า ท่านผู้เฒ่าจะมาทำไม. ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จะติเตียนเราทำไม ถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะแก่เฒ่าก็จริง แต่ความกระชุ่มกระชวย ก็ยังไม่หมดสิ้นไป เรามาด้วยคิดว่าถ้าเราจักได้พระนางสีลวดีก็จะพาพระนางไป ดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จเข้าไปยืนคอยอยู่ข้างหน้า ใคร ๆ ทั้งหมดด้วยอานุภาพของตน. คนอื่นไม่อาจยืนบังหน้าได้เลย ด้วยเดชแห่งท้าวสักกะนั้น. พอพระนางเจ้าประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ ท้าวเธอก็คว้าที่พระหัตถ์แล้ว ก็พาหลีกไป. ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้นจึงพากันติเตียนพระนางว่าดูเอาเถิดท่านผู้เจริญ พราหมณ์แก่ พาเอาพระเทวีผู้ทรงไว้ซึ่งพระรูปโฉมอันอุดมถึงเพียงนี้ไป ตาแกช่างไม่รู้จักสิ่งที่เหมาะสมแก่ตนเสียเลย แม้พระเทวีก็มิได้ทรงขวยเขินละอายพระทัยว่า พราหมณ์แก่พาเราไป. แม้พระราชาประทับยืนใกล้ช่องพระแกล ก็ทรงคอยดูอยู่ว่า ใครหนอจะพาพระเทวีไปครั้นได้เห็นพราหมณ์แก่นั้น ก็ทรงเสียพระทัย. ท้าวสักกะทรงพาพระนางออกจากประตูพระนคร ทรงเนรมิตเรือนหนหลังหนึ่ง ใกล้กับประตูเมืองทำการเปิดบานประตูไว้ และจัดแจงเครื่องลาดที่ทำด้วยไม้ไว้แล้ว. ลำดับนั้นพระนางจึงตรัสถามท้าวเธอว่า นี่เรือนของท่านหรือค่ะ ? ท้าวเธอจึงตรัสตอบว่าใช่แล้วน้องนาง แต่กาลก่อนพี่อยู่คนเดียว บัดนี้พี่กับเธออยู่ด้วยกัน ๒ คนแล้ว พี่จักต้องท่องเที่ยวไปหาข้าวสารเป็นต้นมาไว้ เชิญน้องนางนอนพักผ่อนเสียบนเครื่องลาดไม้นี้ก่อนเถิด แล้วทรงเอาพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มค่อยลูบคลำพระนาง ทรงบันดาลให้ทิพยสัมผัสแผ่ซ่านไปทั่ว ให้พระนางบรรทมหลับในที่นั้น. ด้วยความแผ่ซ่านแห่งทิพยสัมผัส พระนางจึงหมดความรู้สึก (หลับไป). ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงทรงอุ้มเอาพระนางไปยังพิภพชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพของตน ให้พระนางทรงบรรทมเหนือทิพยไสยาสน์ ในวิมานอันประดับประดาแล้ว. ในวันที่ ๗ พระนางจึงตื่นจากบรรทมแล้ว ทอดพระเนตรเห็นสมบัตินั้นก็ทรงทราบได้ว่า พราหมณ์คนนั้นคงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เห็นทีจักเป็นท้าวสักกะแน่นอน.

ในสมัยนั้น แม้ท้าวสักกเทวราช ทรงมีนางฟ้อนชั้นทิพย์แวดล้อมประทับนั่งที่โคนไม้ปาริฉัตตกะ. พระนางทรงเห็นท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงเสด็จลุกออกจากที่บรรทม เสด็จเข้าไปหาท้าวเธอ ถวายบังคมแล้ว ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงตรัสกะพระนางว่า พระเทวีน้องรักที่จะให้พรแก่เธอสักอย่างหนึ่ง ขอเธอจงเลือกรับเอาเถิด. พระนางทูลว่าขอเดชะ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานโอรสแก่หม่อมฉันสักพระองค์หนึ่งเถิด. ท้าวสักกะตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี จะว่าแต่พระโอรสคนหนึ่งเลยพี่จะให้พระโอรสสัก ๒ พระองค์แก่เธอ แต่ว่าในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้นพระองค์หนึ่ง ทรงมีปัญญาแต่รูปร่างไม่สวยงาม พระองค์หนึ่งรูปร่างสวยงามแต่หาปัญญามิได้ ในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น เธอจะปรารถนาต้องการคนไหนก่อน. พระนางทูลตอบว่า ขอเดชะ หม่อมฉันปรารถนาอยากได้พระโอรสที่มีปัญญาก่อน. ท้าวสักกเทวราชนั้นตรัสรับว่า ดีละ ดังนี้แล้ว ทรงประทานสิ่งของ ๕ สิ่งอันได้แก่ หญ้าคา ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตตก์ทิพย์ ๑ พิณชื่อโกกนท ๑ แก่พระนางแล้ว ทรงพาพระนางเหาะเข้าไปยังห้องบรรทมของพระราชา ให้พระนางบรรทมบนพระยี่ภู่ร่วมพระแท่นที่เดียวกันกับพระราชา ทรงบรรจงลูบพระนาภีของพระนางด้วยพระอังคุฏฐะ (นิ้วหัวแม่มือ). ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนาง แม้ท้าวสักกะ ก็เสด็จไปยังสถานที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม. พระเทวีทรงทราบว่า พระองค์ทรงตั้งพระครรภ์ เพราะพระนางเป็นบัณฑิต. ลำดับนั้นพระราชา ทรงตื่นจากพระบรรทม ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงตรัสถามว่าดูก่อนพระเทวี นี่ใครนะพาเธอมา. พระเทวีทูลว่า ท้าวสักกะเพค่ะ พระราชาตรัสว่า ฉันได้เห็นประจักษ์แก่สายตาว่า ตาพราหมณ์แก่คนหนึ่ง ได้พาเธอไป ทำไม เธอจึงมาหลอกลวงฉัน. พระเทวีทูลว่า ขอพระองค์จงทรงเชื่อเถิดเพค่ะ ท้าวสักกะพาหม่อมฉันไป ได้พาไปถึงเทวโลก. พระราชาตรัสว่า ฉันไม่เชื่อเลย พระเทวี. ลำดับนั้น พระนางจึงได้แสดงหญ้าคาที่ท้าวสักกะ ทรงประทานไว้แก่พระราชานั้น ทูลว่า ขอพระองค์ทรงเชื่อเถิด. พระราชาตรัสว่านั่นเรียกชื่อว่า หญ้าคา ที่ไหน ๆ ใคร ๆ ก็หาเอามาได้ ดังนี้ จึงไม่ทรงเชื่อ. ลำดับนั้น พระนางจึงทรงนำเอาสิ่งของ ๔ สิ่งมีผ้าทิพย์เป็นต้นแสดงแก่ท้าวเธอพระราชาพอได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งของเหล่านั้นแล้ว จึงยอมเชื่อ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ เรื่องท้าวสักกะนำพาเธอไป จงพักไว้ก่อนก็แต่ว่าเธอได้บุตรหรือไม่เล่า. พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันได้พระโอรสแล้ว บัดนี้หม่อมฉันกำลังตั้งครรภ์ ท้าวเธอได้ทรงสดับถ้อยคำแล้ว ก็ทรงดีพระทัย จึงทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนางพอได้ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางเจ้าก็ประสูติพระราชโอรส. พระชนกและพระชนนีมิได้ทรงขนานพระนามอย่างอื่นแก่พระราชโอรสนั้น ทรงขนานพระนามว่า กุสติณราชกุมาร. ในกาลที่พระกุสติณราชกุมารเสด็จย่างพระบาทไปได้ เทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอีก. พอได้ครบ ๑๐ เดือนเต็ม พระนางก็ประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง. พระชนกและพระชนนี ได้ทรงขนานพระนามพระกุมารที่ประสูติใหม่นั้นว่า ชยัมบดีราชกุมาร. พระราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงเจริญพระชันษาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่. พระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีปัญญา ไม่ต้องทรงศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์อะไร ๆ ในสำนักของพระอาจารย์ ก็ทรงถึงความสำเร็จในศิลปศาสตร์ทั้งหมดได้ ด้วยพระปัญญาของพระองค์เอง.

ตอนที่ ๑ / ๘ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตตินิบาตชาดก · ๔๐๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๐. สัตตตินิบาต

๑. กุสชาดก (๕๓๑)

ว่าด้วยพระเจ้ากุสะหลงรูปโฉมนางประภาวดี

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์กราบทูลพระมารดาว่า)

[๑]

เสด็จแม่ นี้แคว้นของเสด็จแม่

มีทรัพย์สมบัติ ยานพาหนะ เครื่องประดับ

สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง

ขอเสด็จแม่ทรงปกครองราชสมบัติของเสด็จแม่นี้เถิด

หม่อมฉันจะไปยังนครที่พระนางประภาวดี

ผู้เป็นที่รักประทับอยู่

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๒]

พระองค์มีพระทัยไม่ซื่อตรง

ทรงหาบคอนหาบใหญ่ จักทรงเหน็ดเหนื่อย

ทั้งกลางวัน กลางคืน และดึกดื่นเที่ยงคืน

ข้าแต่พระเจ้ากุสะ ขอเชิญพระองค์

รีบเสด็จกลับกรุงกุสาวดีโดยพลันเถิด

หม่อมฉันไม่ประสงค์จะให้พระองค์

ผู้ทรงมีผิวพรรณทรามประทับอยู่ ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๓]

พี่จะไม่จากที่นี้ไปกรุงกุสาวดี

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในความงามของเธอ

จึงยินดีอยู่ในที่ประทับอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททะ

พี่ยินดีพอใจที่จะเห็นเธอ จึงละทิ้งแคว้นมา

[๔]

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในผิวพรรณของเธอ

จึงซมซานท่องเที่ยวไปสู่เมทนีดล

ไม่รู้จักทิศว่า เรามาจากไหน

มัวแต่มัวเมาหลงใหลในตัวเธอ

ผู้มีดวงตาประดุจตาลูกน้อยเนื้อทราย

[๕]

น้องนางผู้มีสะโพกอันผึ่งผาย

ทรงผ้าขลิบทอง

เครื่องประดับทองคำ

พี่ไม่มีความต้องการราชสมบัติ

เพราะปรารถนาตัวเธอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖]

ข้าแต่พระราชาผู้เจริญ

ผู้ใดปรารถนาบุคคลที่เขาไม่ปรารถนา

ผู้นั้นย่อมไม่มีความเจริญ

พระองค์ต้องการบุคคลที่เขาไม่ต้องการ

ปรารถนารักใคร่บุคคลที่เขาไม่รักใคร่

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๗]

คนใดได้คนที่ไม่ต้องการตนก็ตาม

ที่ต้องการตนก็ตามมาเป็นคนรัก

เราสรรเสริญการได้ในความรักนี้ของคนนั้น

การไม่ได้ในความรักนั้นซิเป็นความโชคร้าย

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๘]

พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนาพระองค์

เปรียบเสมือนพระองค์ทรงใช้ไม้กรรณิการ์ขุดเพชร

(หรือ) ทรงใช้ตาข่ายดักลม

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๙]

หินคงถูกฝังไว้ในพระหทัยอันมีลักษณะ

อ่อนละมุนละไมของพระนางเป็นแน่

เพราะหม่อมฉันมาจากชนบทบ้านนอก

ยังมิได้ประสบความแช่มชื่นจากพระนางเลย

[๑๐]

เมื่อใด พระราชบุตรีหน้านิ่ว

ทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้นหม่อมฉันก็ยังคงเป็นคนครัวภายในเมืองของพระเจ้ามัททะ

[๑๑]

เมื่อใด พระราชบุตรีทรงแย้มสรวลทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้น หม่อมฉันไม่ใช่คนครัว

เมื่อนั้น หม่อมฉันเป็นพระเจ้ากุสะ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๑๒]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของโหรทั้งหลายจักเป็นความจริงว่า

พระองค์ไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่นอน

ขอชนทั้งหลายจงสับหม่อมฉันให้เป็น ๗ ท่อนเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๑๓]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของพวกโหรอื่น

หรือของหม่อมฉันจักเป็นความจริงไซร้

คนอื่นนอกจากพระเจ้ากุสะผู้มีพระสุรเสียงดังราชสีห์

ไม่ใช่พระสวามีของพระนางแน่นอน

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ทรงหยอกล้อหญิงค่อม พระพี่เลี้ยงพระนางประภาวดีว่า)

[๑๔]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเหลียวมองดูเรา

[๑๕]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเจรจากับเรา

[๑๖]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงยิ้มแย้มให้เรา

[๑๗]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงพระสรวลกับเรา

[๑๘]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงจับต้องเราด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒

(นางค่อมไปกราบทูลพระนางประภาวดีว่า)

[๑๙]

ก็พระราชบุตรีพระองค์นี้คงจะไม่ประสบ

แม้ความสำราญพระทัยในพระเจ้ากุสะ

ผู้เป็นคนครัว คนรับใช้ คนเลี้ยงดู

ซึ่งไม่ทรงประสงค์ค่าจ้างอย่างแน่แท้

(พระนางประภาวดีตรัสว่า)

[๒๐]

ก็นางค่อมคนนี้คงยังไม่ได้ถูกมีดคมตัดลิ้นแน่นอน

จึงยังกล่าวชั่วช้าอย่างนี้อยู่

(นางค่อมประกาศความดีของพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระยศใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีทรัพย์มากมาย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระกำลังมาก

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๔]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๕]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นมหาราช

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๖]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระสุรเสียงดังราชสีห์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๗]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๘]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหยดย้อย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๙]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหวานจับใจ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๐]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะอ่อนหวาน

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีศิลปะนับเป็นร้อยๆ อย่าง

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงพระนามว่าพระเจ้ากุสะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

(เหล่าอำมาตย์กราบทูลพระเจ้ามัททะว่า)

[๓๔]

พระราชาผู้ประเสริฐเหล่านี้ทรงกระด้างยิ่งนัก

ทั้งหมดสวมเกราะประทับยืนตระหง่านอยู่

ก่อนที่พระราชาเหล่านั้นจะทรงทำลายกำแพง

ขอพระองค์จงทรงส่งพระราชสาส์นไปว่า

ขอพระราชาทั้งหลายจงนำเอาพระธิดาประภาวดีไปเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๓๕]

เราจักสับลูกหญิงประภาวดีนั้นให้เป็น ๗ ท่อนแล้ว

ถวายให้แก่พระราชาทั้งหลายที่เสด็จมาเพื่อฆ่าเรา ณ ที่นี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๖]

พระราชบุตรีผู้มีผิวพรรณดุจทอง ทรงผ้าไหมสีขลิบทอง

พระเนตรทั้ง ๒ นองไปด้วยพระอัสสุชล

มีหมู่นางทาสีห้อมล้อมได้เสด็จลุกขึ้นแล้ว

(พระนางประภาวดีทรงคร่ำครวญว่า)

[๓๗]

ดวงหน้าหม่อมฉันที่ลูบไล้ด้วยแป้ง

ส่องดูที่กระจกเงาด้ามงาอันงดงาม

มีดวงตาคมคายผุดผ่องเป็นยองใยไม่มีไฝฝ้านั้น

จักถูกพวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่าเป็นแน่

[๓๘]

เส้นผมทั้งหลายของหม่อมฉันที่ดำสนิท

มีปลายงอน อ่อนละมุนละไม

ที่ลูบไล้ด้วยน้ำมันแก่นจันทน์เหล่านั้น

นกแร้งทั้งหลายจะพากันใช้เท้าทั้ง ๒ ตะกุยคุ้ยเขี่ย

ให้ยุ่งเหยิงในท่ามกลางป่าช้าเป็นแน่

[๓๙]

แขนทั้ง ๒ ของหม่อมฉันอ่อนนุ่ม มีเล็บมือแดง

มีขนละเอียดอ่อนซึ่งลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์เหล่านั้น

จะถูกพวกกษัตริย์ตัดทิ้งไว้ในป่า

นกกาก็จะคาบเอาไปตามความต้องการเป็นแน่

[๔๐]

ถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉันยังไม่หย่อนยาน

เปรียบปานได้กับผลตาล

ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แดงจากแคว้นกาสีเหล่านั้น

สุนัขจิ้งจอกเห็นเข้าแล้วจักยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉัน

เหมือนลูกอ่อนอันเกิดแต่ตนยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของมารดาเป็นแน่

[๔๑]

สะโพกอันกลมกลึงผึ่งผาย ที่ผูกห้อยประดับ

ด้วยสายสร้อยรัดเอวทองคำของหม่อมฉันซึ่งถูกตัด

ที่พวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่านั้น

ฝูงสุนัขจิ้งจอกจะยื้อแย่งเป็นแน่แท้

[๔๒]

ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอก

และสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นใดที่มีอยู่

พวกมันได้กัดกินเจ้าหญิงประภาวดีเป็นภักษาหารแล้ว

คงจักไม่แก่ชราเป็นแน่

[๔๓]

ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่

หากกษัตริย์ทั้งหลายผู้เสด็จไปสู่หนทางไกล

ได้ทรงนำเอาชิ้นเนื้อของหม่อมฉันไป

ขอเสด็จแม่โปรดทรงขอกระดูกไว้แล้วเผามันทิ้งเสียในระหว่างทาง

[๔๔]

ทูลกระหม่อมแม่ ขอเสด็จแม่โปรดให้สร้างเป็นสวน

แล้วให้ปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ในเขตนี้

เมื่อใด ต้นกรรณิการ์เหล่านั้นมีดอกบานสะพรั่ง

ในคราวหิมะตกแห่งฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น เสด็จแม่พึงรำลึกถึงหม่อมฉันว่า

ลูกประภาวดีของแม่มีผิวพรรณอย่างนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๕]

นางกษัตริย์ผู้มีผิวพรรณดังเทพอัปสร

ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าหญิงประภาวดีนั้น

ทอดพระเนตรเห็นดาบและเขียง

ภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ จึงเสด็จลุกขึ้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ทรงรำพันว่า)

[๔๖]

ข้าแต่เสด็จพี่มัททะ พระองค์จักทรงประหาร

พระธิดาเอวบางร่างน้อยซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

ด้วยพระแสงดาบนี้แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลายแน่ละหรือ

[๔๗]

ลูกหญิง ลูกไม่ทำตามคำของแม่ผู้หวังประโยชน์

ลูกนั้นจะมีเลือดโซมกายไปสู่สำนักพญายมในวันนี้

[๔๘]

คนใดแลไม่ทำตามคำของผู้หวังเกื้อกูล

และบ่งชี้ประโยชน์ทั้งหลาย

คนนั้นย่อมต้องลำบากอย่างนี้

และต้องประสบความชั่วร้ายยิ่งกว่า

[๔๙]

ก็ถ้าวันนี้ลูกหญิงมีพระกุมารทรงโฉมงดงาม

ประดุจฉาบไว้ด้วยทอง เป็นกษัตริย์ทรงกำเนิดกับพระเจ้ากุสะ

สวมใส่สร้อยสังวาลทองคำประดับแก้วมณี

ที่หมู่พระญาติทรงบูชาแล้ว

ก็จะไม่ต้องไปสู่นิเวศน์พญายม

[๕๐]

กลองบันลือเสียงสนั่น

ช้างก็ร้องเสียงดังกึกก้อง

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๑]

ม้าศึกคะนองร้องคำรามอยู่ที่พระทวาร

กุมารร้องรำทำเพลงอยู่

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๒]

ตระกูลของกษัตริย์ทั้งหลาย

มีเสียงร้องดังกึกก้องของเหล่านกยูงและนกกระเรียน

และมีเสียงร้องเสนาะไพเราะแห่งเหล่านกดุเหว่า

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ตรัสกับพระนางประภาวดีแล้วตรัสว่า)

[๕๓]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรูปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จะพึงปลดเปลื้องพวกเราจากความทุกข์ได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๔]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรู ปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า

(พระมารดาตรัสว่า)

[๕๕]

เจ้าเป็นบ้าหรือ จึงพูดออกมาเหมือนเด็กไร้เดียงสาพูด

ถ้าพระเจ้ากุสะพึงเสด็จมา ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๖]

พระเจ้ากุสะคือคนครัวนั่น ทรงหยักรั้งอย่างมั่นคง

กำลังก้มล้างหม้ออยู่ระหว่างตำหนักเจ้าหญิงทั้งหลาย

(พระมารดาตรัสบริภาษว่า)

[๕๗]

เจ้าเป็นช่างถาก เป็นหญิงจัณฑาล

หรือเป็นคนทำลายวงศ์ตระกูล

เจ้าเกิดในวงศ์ตระกูลของพระเจ้ามัททะ

ไฉนจึงทำพระสวามีให้เป็นทาส

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๘]

หม่อมฉันมิใช่ช่างถาก มิใช่หญิงจัณฑาล

และมิใช่คนทำลายวงศ์ตระกูล ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระเจ้ากุสะนั้นคือพระราชบุตรของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระนางประภาวดีทรงสรรเสริญพระเกียรติยศของพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๕๙]

พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญพราหมณ์ ๒๐,๐๐๐ คน

ให้บริโภคทุกเมื่อ ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๐]

เจ้าพนักงานตระเตรียมช้าง ๒๐,๐๐๐ เชือกไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๑]

เจ้าพนักงานตระเตรียมม้า ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๒]

เจ้าพนักงานตระเตรียมราชรถ ๒๐,๐๐๐ คันไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๓]

เจ้าพนักงานรีดน้ำนมแม่โค ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระเจ้ามัททะทรงตำหนิพระธิดาว่า)

[๖๔]

โอ ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้านั้นชั่วช้าเหลือเกิน

ที่ไม่บอกถึงองค์กษัตริย์ผู้ทรงพลังมหาศาลดุจพญาช้าง

แปลงเป็นกบเสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ามัททะทรงแสดงโทษของพระองค์ว่า)

[๖๕]

ข้าแต่มหาราชผู้จอมทัพ

ขอพระองค์โปรดงดโทษแก่หม่อมฉัน

ที่ไม่ทราบว่าทรงปลอมพระองค์เสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๖๖]

การที่หม่อมฉันเป็นคนครัวนั้นไม่เป็นการปกปิด

สำหรับคนเช่นหม่อมฉันเลย ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

พระองค์ทรงเลื่อมใสหม่อมฉันต่างหาก

การกระทำผิดของพระองค์ไม่มี

(พระเจ้ามัททะส่งพระนางประภาวดีไปขอโทษว่า)

[๖๗]

นี่ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้าจงไปขอให้พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงพลังมหาศาลทรงงดโทษเสีย

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นผู้ที่เจ้าให้งดโทษแล้ว

จะประทานชีวิตให้เจ้า

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๘]

เจ้าหญิงประภาวดีผู้มีผิวพรรณดุจเทพอัปสร

ทรงสดับพระดำรัสของพระปิตุราชแล้วทรงซบพระเศียร

กอดพระบาทพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้ใดล่วงเลยไป

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้นั้นเว้นจากพระองค์ล่วงเลยไปแล้ว

หม่อมฉันขอถวายบังคมพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า

ข้าแต่พระจอมทัพ ขอพระองค์โปรด

อย่าทรงกริ้วหม่อมฉันเลย พระเจ้าข้า

[๗๐]

หม่อมฉันขอถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระองค์

ขอเดชะมหาราช โปรดสดับคำของหม่อมฉัน

หม่อมฉันจะไม่กระทำความชิงชังต่อพระองค์อีกต่อไป

[๗๑]

ถ้าพระองค์ไม่ทรงโปรดกระทำตาม

คำของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้

พระราชบิดาก็จักทรงเข่นฆ่าหม่อมฉัน

แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๒]

เมื่อพระน้องนางอ้อนวอนอยู่อย่างนี้

ไฉนพี่จะไม่กระทำตามคำของพระน้องนางเล่า

แม่ประภาวดีผู้เลอโฉม พระน้องนางอย่าทรงกลัวไปเลย

พี่ไม่โกรธพระน้องนางหรอก

[๗๓]

พี่ขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อพระน้องนาง

พระราชบุตรีโปรดทรงสดับคำของพี่เถิด

พี่จะไม่กระทำความชิงชังต่อพระน้องนางอีกต่อไป

[๗๔]

แม่ประภาวดีผู้มีสะโพกผึ่งผาย

ความจริง พี่สามารถที่จะย่ำยีตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย

ให้ย่อยยับแล้วนำพระนางไป แต่เพราะความรักพระนาง

จึงยอมสู้ทนอดกลั้นความทุกข์อย่างล้นเหลือ

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ให้ขัตติยมานะเกิดขึ้น แล้วตรัสว่า)

[๗๕]

ข้าหลวงทั้งหลาย จงตระเตรียมราชรถ

ที่วิจิตรไปด้วยเครื่องอลังการต่างๆ และม้าที่ฝึกฝนดีแล้ว

ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงดูความเร็วของเรา

ผู้กำลังกำจัดศัตรูเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๖]

หญิงทั้งหลายภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ

พากันมองดูพระเจ้ากุสะนั้น

กำลังทรงเยื้องกรายดุจราชสีห์ ปรบพระหัตถ์

เสวยพระกระยาหารเป็นสองเท่า ณ ที่นั้น

[๗๗]

พระเจ้ากุสะเสด็จขึ้นทรงคอช้าง

และโปรดให้พระนางประภาวดีขึ้นประทับด้วย

ทรงหยั่งลงสู่สงครามบันลือสีหนาท

[๗๘]

กษัตริย์ทั้งหลายนอกนี้ทรงสดับพระสุรสีหนาท

ของท้าวเธอผู้ทรงบันลืออยู่

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

จึงพากันเสด็จหนีไป

เหมือนหมู่เนื้อหวาดกลัวต่อเสียงราชสีห์แล้วพากันหนีไป

[๗๙]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

ต่างพากันฟาดฟันกันเอง

[๘๐]

ในสงครามสำคัญครั้งนั้น

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว

ทรงมีพระหฤทัยร่าเริงชื่นชมยินดี

จึงได้พระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์ดวงหนึ่งแด่พระเจ้ากุสะ

[๘๑]

พระราชาพระองค์นั้นครั้นทรงชนะสงครามนั้นแล้ว

ได้รับพระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์

ประทับบนคอช้าง เสด็จเลียบบุรีนคร

[๘๒]

ทรงจับเป็นกษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ แล้วทรงพันธนาการ

ให้น้อมนำเข้าไปถวายต่อพระสัสสุระ (พ่อตา) ด้วยพระดำรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์

[๘๓]

พวกศัตรูทั้งหมดที่จะกำจัดพระองค์

ก็ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว

ขอพระองค์ทรงทำตามพระประสงค์เถิด

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้นก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๘๔]

กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ต่างหาก

มิใช่เป็นศัตรูของหม่อมฉันเลย

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้น

ก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๕]

พระธิดาทั้ง ๗ ของพระองค์เหล่านี้ ทรงเลอโฉม

อุปมาดังเทพกัญญา ขอพระองค์โปรดพระราชทาน

พระราชธิดาแต่ละพระองค์แด่กษัตริย์เหล่านั้น

ขอกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นพระราชบุตรเขยของพระองค์เถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสกับพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๘๖]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

กว่าธิดาของหม่อมฉันเหล่านั้น และกว่าหม่อมฉันทั้งปวง

ขอพระองค์ทรงพระราชทานธิดาทั้งหลายของหม่อมฉัน

แด่กษัตริย์เหล่านั้นตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๗]

ในกาลนั้น พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงมีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ได้พระราชทานพระธิดาของพระเจ้ามัททะ

แด่กษัตริย์เหล่านั้นพระนางละองค์

[๘๘]

กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ต่างพากันเอิบอิ่มพระทัย

ด้วยการได้นั้น ทรงมีพระทัยยินดีในพระเจ้ากุสะ

ผู้มีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ต่างฝ่ายต่างเสด็จกลับสู่แคว้นของตนทันที

[๘๙]

ส่วนพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

ทรงพาเจ้าหญิงประภาวดีและแก้วมณี

อันไพโรจน์งดงามเสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี

[๙๐]

เมื่อพระราชาและพระราชเทวีทั้ง ๒ พระองค์นั้น

เสด็จไปในราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้าไปยังกรุงกุสาวดี

ทรงมีพระฉวีวรรณและพระรูปโฉมทัดเทียมกัน

มิได้ทรงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่ากันและกันเลย

[๙๑]

ในกาลนั้น พระราชมารดาได้ทรงพบ

พระราชบุตรและพระชายา

พระบิดาและพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้นทรงสมัครสมานกัน

ครอบครองแผ่นดินกุสาวดีให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาลสืบมา

กุสชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๐. สังกิจจชาดกชาดกถัดไป๕๓๒. โสณนันทชาดก