ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๑ · สัตตตินิบาตชาดก

กุสชาดก

ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๘

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุผู้ไม่ยินดีในพระธรรมวินัยมีใจคิดจะสึกรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทนฺเต รฏฺํ ดังนี้.

ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีคนหนึ่ง ได้ถวายชีวิตในพระศาสนาบรรพชาแล้ว. วันหนึ่ง เธอเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นสตรีนางหนึ่งซึ่งแต่งกายงดงาม มองดูด้วยอำนาจถือเอานิมิตอันงาม ถูกกิเลสเข้าครอบงำจนหมดความยินดียิ่งอยู่แล้ว. เธอมีผมและเล็บงอกยาวขึ้น มีจีวรเศร้าหมองมีตัวผอมเหลืองเกิดแล้ว มีกายอันสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. มีอุปมาเหมือนอย่างบุพนิมิต ๕ ประการที่ปรากฏแก่เทวบุตรทั้งหลาย ผู้มีอันจะต้องจุติเป็นธรรมดาในเทวโลก คือ พวงมาลัย ย่อมเหี่ยวแห้ง ๑ ผ้านุ่งห่มเศร้าหมอง ๑ ผิวกายอันเศร้าหมอง ย่อมก้าวลงในสรีระ ๑ เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง ๒ ข้าง ๑เทวดาไม่รื่นรมย์ในทิพยอาสน์ ๑ ฉันใด บุพนิมิต ๕ ประการก็ย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ไม่ยินดีในพระธรรมวินัยมีใจคิดจะสึก ผู้จะต้องเคลื่อนจากศาสนาเป็นธรรมดา ได้แก่ ดอกไม้คือศรัทธา ย่อมเหี่ยวแห้งไป ๑ ผ้าคือศีลย่อมเศร้าหมอง ๑ ผิวพรรณอันเศร้าหมอง ย่อมก้าวลงในสรีระ ด้วยความเป็นผู้เก้อเขิน และด้วยอำนาจแห่งความไม่มียศ ๑ เหงื่อคือกิเลสทั้งหลาย ย่อมไหลออก ๑ ภิกษุนั้น ย่อมไม่ยินดีในป่า ที่โคนต้นไม้ในเรือนอันว่างเปล่าฉันนั้นเหมือนกัน. นิมิตทั้งหลายปรากฏแล้วแก่ภิกษุนั้น. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย จึงได้นำเธอเข้าไปในสำนักของพระศาสดาแล้ว แสดงให้ทรงทราบว่าภิกษุรูปนี้ คิดต้องการจะสึก พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอคิดจะสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุรูปนั้นกราบทูลตามความเป็นจริงแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสเลย ธรรมดาว่ามาตุคามนี้เป็นข้าศึก (ต่อการประพฤติพรหมจรรย์) เธอจงหักห้ามจิตที่คิดรักใคร่เยื่อใยในมาตุคามนั้นเสีย จงยินดีในพระศาสนาเถิด จริงอยู่ บัณฑิตครั้งโบราณทั้งหลาย แม้จะเป็นผู้มีเดช ย่อมต้องเสื่อมไปได้ เพราะเป็นผู้มีจิตคิดรักใคร่ในมาตุคาม และเป็นผู้หมดเดชถึงความพินาศย่อยยับเพราะมาตุคามดังนี้แล้ว ได้ทรงนิ่งเฉยอยู่ ได้รับการอาราธนาจากภิกษุเหล่านั้น จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

ในอดีตกาล พระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าโอกกากราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ในราชธานีชื่อกุสาวดี ในแว่นแคว้นมัลละ. ท้าวเธอมีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า สีลวดี ซึ่ง เป็นใหญ่กว่านางสนมจำนวน ๑๖,๐๐๐ นาง. พระนางสีลวดีนั้น หามีพระโอรสและพระธิดาไม่ ลำดับนั้น ชาวเมืองและชาวแว่นแคว้นทั้งหลายจึงพากันมาประชุมที่พระทวารพระราชนิเวศน์แล้ว ร้องเรียนแด่พระราชาพระองค์นั้นว่าบ้านเมืองจักพินาศ บ้านเมืองจักฉิบหาย พระราชาทรงให้เปิดสีหบัญชรออกแล้วตรัสถามว่า เมื่อเราครองรัฐอยู่ ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งอันไม่เป็นธรรมย่อมไม่มี พวกท่านจะมาร้องเรียกทำไมกัน. พวกประชาชนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เป็นความจริง ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรมมิได้มีเลย ก็แต่ว่าพระโอรสผู้จะสืบวงศ์ของพระองค์ ยังไม่มี ชนเหล่าอื่นจักช่วงชิงเอาพระราชสมบัติแล้ว ทำบ้านเมืองให้พินาศล่มจม เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงปรารถนาพระโอรสผู้สามารถ จะปกครองพระราชสมบัติโดยธรรมเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เราก็ต้องการปรารถนาพระโอรสอยู่ แต่จะทำอย่างไรดี. ประชาชนกราบทูลวิธีการว่า ขอเดชะ ขั้นแรก ขอพระองค์จงทรงปล่อยนางฟ้อนรุ่นเล็กสักนางหนึ่ง กระทำให้เป็นนางฟ้อนโดยธรรมไปสัก ๗วันก่อน ถ้านางได้บุตรก็เป็นการดี ถ้าไม่ได้ ต่อจากนั้น ขอให้ทรงปล่อยนางฟ้อนชั้นกลาง แต่นั้นขอให้ทรงปล่อยนางฟ้อนชั้นสูง บรรดานางสนมมีประมาณเท่านี้ นางสนมผู้มีบุญคนหนึ่งจักได้พระโอรสเป็นแน่แท้ พระราชาทรงกระทำตามถ้อยคำของชาวเมืองเหล่านั้นทุกอย่าง ทรงอภิรมย์ตามความสุขสบายตลอด ๗ วัน จึงตรัสถามนางสนมที่พากันกลับมาแล้วว่า พวกเธอพอจะให้บุตรได้บ้างไหม ? หญิงทั้งหมดกราบทูลว่า ขอเดชะ หม่อนฉันทั้งหลายให้ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า พระราชาทรงเสียพระทัยว่า โอรสจักไม่เกิดแก่เราเป็นแน่. ชาวเมืองทั้งหลายก็พากันร้องเรียนขึ้นเหมือนอย่างนั้นซ้ำอีก พระราชาตรัสว่า พวกท่านทั้งหลาย จะพากันมาร้องเรียนเอาอะไรกัน เราได้ปล่อยพวกนางฟ้อนไปตามคำของพวกท่านแล้ว จนถึงเหลือนางคนหนึ่ง ก็ยังไม่ได้บุตร บัดนี้เราจะกระทำการอย่างไรกัน. พวกชาวเมืองกราบทูลว่า ขอเดชะนางเหล่านั้น จักเป็นผู้ทุศีล ไม่มีบุญ นางเหล่านี้ ไม่มีบุญสำหรับจะได้บุตรเมื่อนางสนมเหล่านี้ไม่ได้บุตร พระองค์ก็อย่าทรงถอยพระอุตสาหะเสียเลยพระนางเจ้าสีลวดีพระอัครมเหสีของพระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยศีล ขอพระองค์จงทรงปล่อยพระนางไปเสียเถิด พระนางจักได้พระโอรสเป็นแน่แท้ ท้าวเธอทรงรับรองว่า ดีละ ดังนี้แล้วจึงรับสั่งให้คนเที่ยวตีกลองเป่าประกาศว่า ข่าวดีในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป พระราชา จะทรงนำพระนางเจ้าสีลวดี ให้เป็นนางฟ้อนรำโดยธรรมแล้วปล่อยไป บรรดาผู้ชายทั้งหลาย จงมาประชุมกัน ครั้นพอถึงวันที่ ๗ จึงให้ตกแต่งประดับประดาพระนางเจ้าแล้ว ให้ลงจากพระราชนิเวศน์ปล่อยไป. ด้วยเดชะแห่งศีลของพระนาง พิภพของท้าวสักกะก็แสดงอาการเร่าร้อนขึ้น. ท้าวเธอจึงทรงใคร่ครวญว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นหนอ ก็ทรงทราบว่า พระนางเจ้าปรารถนาพระโอรส จึงทรงพระดำริว่า เราควรจะให้พระโอรสแก่พระนางนี้ จึงทรงใคร่ครวญต่อไปว่า พระโอรสที่สมควรแก่พระนางนี้ ในเทวโลกมีอยู่หรือไม่หนอ ก็ได้ทรงเห็นพระโพธิสัตว์.

ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้น สิ้นอายุในภพชั้นดาวดึงส์ ในกาลนั้นและเป็นผู้ใคร่จะได้เสด็จไปบังเกิดในเทวโลกเบื้องบนต่อไป ท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จไปยังประตูวิมานของพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนท่านผู้เช่นเราท่านควรจะไปยังมนุษยโลกแล้ว ถือปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสี ของพระเจ้าโอกกากราช ให้พระโพธิสัตว์ยอมรับแล้ว จึงตรัสกะเทพบุตรอีกคนหนึ่งว่า ถึงท่านก็จักต้องเป็นโอรสของพระนางนี้ แล้วได้เสด็จไปยังประตูพระราชนิเวศน์ ของพระราชาด้วยเพศแห่งพราหมณ์แก่ ด้วยทรงพระดำริว่าก็ใคร ๆ จงอย่าได้ทำลายศีลของพระนางนี้เสียเลย. แม้มหาชนอาบน้ำตกแต่งร่างกายแล้ว ก็ไปประชุมที่ประตูพระราชนิเวศน์ด้วยคิดว่า เราจักรับเอาพระเทวี ครั้นเห็นท้าวสักกะจึงได้กระทำการเยาะเย้ยว่า ท่านผู้เฒ่าจะมาทำไม. ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จะติเตียนเราทำไม ถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะแก่เฒ่าก็จริง แต่ความกระชุ่มกระชวย ก็ยังไม่หมดสิ้นไป เรามาด้วยคิดว่าถ้าเราจักได้พระนางสีลวดีก็จะพาพระนางไป ดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จเข้าไปยืนคอยอยู่ข้างหน้า ใคร ๆ ทั้งหมดด้วยอานุภาพของตน. คนอื่นไม่อาจยืนบังหน้าได้เลย ด้วยเดชแห่งท้าวสักกะนั้น. พอพระนางเจ้าประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ ท้าวเธอก็คว้าที่พระหัตถ์แล้ว ก็พาหลีกไป. ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้นจึงพากันติเตียนพระนางว่าดูเอาเถิดท่านผู้เจริญ พราหมณ์แก่ พาเอาพระเทวีผู้ทรงไว้ซึ่งพระรูปโฉมอันอุดมถึงเพียงนี้ไป ตาแกช่างไม่รู้จักสิ่งที่เหมาะสมแก่ตนเสียเลย แม้พระเทวีก็มิได้ทรงขวยเขินละอายพระทัยว่า พราหมณ์แก่พาเราไป. แม้พระราชาประทับยืนใกล้ช่องพระแกล ก็ทรงคอยดูอยู่ว่า ใครหนอจะพาพระเทวีไปครั้นได้เห็นพราหมณ์แก่นั้น ก็ทรงเสียพระทัย. ท้าวสักกะทรงพาพระนางออกจากประตูพระนคร ทรงเนรมิตเรือนหนหลังหนึ่ง ใกล้กับประตูเมืองทำการเปิดบานประตูไว้ และจัดแจงเครื่องลาดที่ทำด้วยไม้ไว้แล้ว. ลำดับนั้นพระนางจึงตรัสถามท้าวเธอว่า นี่เรือนของท่านหรือค่ะ ? ท้าวเธอจึงตรัสตอบว่าใช่แล้วน้องนาง แต่กาลก่อนพี่อยู่คนเดียว บัดนี้พี่กับเธออยู่ด้วยกัน ๒ คนแล้ว พี่จักต้องท่องเที่ยวไปหาข้าวสารเป็นต้นมาไว้ เชิญน้องนางนอนพักผ่อนเสียบนเครื่องลาดไม้นี้ก่อนเถิด แล้วทรงเอาพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มค่อยลูบคลำพระนาง ทรงบันดาลให้ทิพยสัมผัสแผ่ซ่านไปทั่ว ให้พระนางบรรทมหลับในที่นั้น. ด้วยความแผ่ซ่านแห่งทิพยสัมผัส พระนางจึงหมดความรู้สึก (หลับไป). ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงทรงอุ้มเอาพระนางไปยังพิภพชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพของตน ให้พระนางทรงบรรทมเหนือทิพยไสยาสน์ ในวิมานอันประดับประดาแล้ว. ในวันที่ ๗ พระนางจึงตื่นจากบรรทมแล้ว ทอดพระเนตรเห็นสมบัตินั้นก็ทรงทราบได้ว่า พราหมณ์คนนั้นคงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เห็นทีจักเป็นท้าวสักกะแน่นอน.

ในสมัยนั้น แม้ท้าวสักกเทวราช ทรงมีนางฟ้อนชั้นทิพย์แวดล้อมประทับนั่งที่โคนไม้ปาริฉัตตกะ. พระนางทรงเห็นท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงเสด็จลุกออกจากที่บรรทม เสด็จเข้าไปหาท้าวเธอ ถวายบังคมแล้ว ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงตรัสกะพระนางว่า พระเทวีน้องรักที่จะให้พรแก่เธอสักอย่างหนึ่ง ขอเธอจงเลือกรับเอาเถิด. พระนางทูลว่าขอเดชะ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานโอรสแก่หม่อมฉันสักพระองค์หนึ่งเถิด. ท้าวสักกะตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี จะว่าแต่พระโอรสคนหนึ่งเลยพี่จะให้พระโอรสสัก ๒ พระองค์แก่เธอ แต่ว่าในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้นพระองค์หนึ่ง ทรงมีปัญญาแต่รูปร่างไม่สวยงาม พระองค์หนึ่งรูปร่างสวยงามแต่หาปัญญามิได้ ในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น เธอจะปรารถนาต้องการคนไหนก่อน. พระนางทูลตอบว่า ขอเดชะ หม่อมฉันปรารถนาอยากได้พระโอรสที่มีปัญญาก่อน. ท้าวสักกเทวราชนั้นตรัสรับว่า ดีละ ดังนี้แล้ว ทรงประทานสิ่งของ ๕ สิ่งอันได้แก่ หญ้าคา ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตตก์ทิพย์ ๑ พิณชื่อโกกนท ๑ แก่พระนางแล้ว ทรงพาพระนางเหาะเข้าไปยังห้องบรรทมของพระราชา ให้พระนางบรรทมบนพระยี่ภู่ร่วมพระแท่นที่เดียวกันกับพระราชา ทรงบรรจงลูบพระนาภีของพระนางด้วยพระอังคุฏฐะ (นิ้วหัวแม่มือ). ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนาง แม้ท้าวสักกะ ก็เสด็จไปยังสถานที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม. พระเทวีทรงทราบว่า พระองค์ทรงตั้งพระครรภ์ เพราะพระนางเป็นบัณฑิต. ลำดับนั้นพระราชา ทรงตื่นจากพระบรรทม ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงตรัสถามว่าดูก่อนพระเทวี นี่ใครนะพาเธอมา. พระเทวีทูลว่า ท้าวสักกะเพค่ะ พระราชาตรัสว่า ฉันได้เห็นประจักษ์แก่สายตาว่า ตาพราหมณ์แก่คนหนึ่ง ได้พาเธอไป ทำไม เธอจึงมาหลอกลวงฉัน. พระเทวีทูลว่า ขอพระองค์จงทรงเชื่อเถิดเพค่ะ ท้าวสักกะพาหม่อมฉันไป ได้พาไปถึงเทวโลก. พระราชาตรัสว่า ฉันไม่เชื่อเลย พระเทวี. ลำดับนั้น พระนางจึงได้แสดงหญ้าคาที่ท้าวสักกะ ทรงประทานไว้แก่พระราชานั้น ทูลว่า ขอพระองค์ทรงเชื่อเถิด. พระราชาตรัสว่านั่นเรียกชื่อว่า หญ้าคา ที่ไหน ๆ ใคร ๆ ก็หาเอามาได้ ดังนี้ จึงไม่ทรงเชื่อ. ลำดับนั้น พระนางจึงทรงนำเอาสิ่งของ ๔ สิ่งมีผ้าทิพย์เป็นต้นแสดงแก่ท้าวเธอพระราชาพอได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งของเหล่านั้นแล้ว จึงยอมเชื่อ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ เรื่องท้าวสักกะนำพาเธอไป จงพักไว้ก่อนก็แต่ว่าเธอได้บุตรหรือไม่เล่า. พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันได้พระโอรสแล้ว บัดนี้หม่อมฉันกำลังตั้งครรภ์ ท้าวเธอได้ทรงสดับถ้อยคำแล้ว ก็ทรงดีพระทัย จึงทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนางพอได้ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางเจ้าก็ประสูติพระราชโอรส. พระชนกและพระชนนีมิได้ทรงขนานพระนามอย่างอื่นแก่พระราชโอรสนั้น ทรงขนานพระนามว่า กุสติณราชกุมาร. ในกาลที่พระกุสติณราชกุมารเสด็จย่างพระบาทไปได้ เทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอีก. พอได้ครบ ๑๐ เดือนเต็ม พระนางก็ประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง. พระชนกและพระชนนี ได้ทรงขนานพระนามพระกุมารที่ประสูติใหม่นั้นว่า ชยัมบดีราชกุมาร. พระราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงเจริญพระชันษาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่. พระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีปัญญา ไม่ต้องทรงศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์อะไร ๆ ในสำนักของพระอาจารย์ ก็ทรงถึงความสำเร็จในศิลปศาสตร์ทั้งหมดได้ ด้วยพระปัญญาของพระองค์เอง.

ตอนที่ ๑ / ๘ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตตินิบาตชาดก · ๔๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๙๔]

อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ อิทนฺเต รชฺชํ อนุสาส อมฺม คจฺฉามหํ ยตฺถ ปิยา ปภาวตี ฯ

[๙๕]

อนุชุภูเตน หรํ มหนฺตํ ทิวา จ รตฺโต จ นิสีถกาเล ปฏิคจฺฉ ตฺวํ ขิปฺปํ กุสาวตึ [๑] นิจฺฉามิ ทุพฺพณฺณมหํ วสนฺตํ ฯ

[๙๖]

นาหํ คมิสฺสามิ อิโต กุสาวตึ ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว รมามิ มทฺทสฺส นิเกตรมฺเม หิตฺวาน รฏฺฐํ ตว ทสฺสเน รโต ฯ ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว สมฺมูฬฺหรูโป วิจรามิ เมทนึ ๒ ทิสํ น ชานามิ กุโตมฺหิ อาคโต ตยิมฺหิ มตฺโต มิคมนฺทโลจเน โสวณฺณจีรวสเน ชาตรูปสุเมขเล #๑ ม. กุส ฯ ๒ ม. เมทินึ ฯ สุสฺโสณิ ตว กามา หิ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ฯ

[๙๗]

อภูติ ตสฺส โภ โหติ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉติ อกามํ ราช กาเมหิ ๑ อกนฺโต กนฺตมิจฺฉสิ ๒ ฯ

[๙๘]

อกามํ วา สกามํ วา โย นโร ลภเต ปิยํ ลาภเมตฺถ ปสํสาม อลาโภ ตตฺถ ปาปโก ฯ

[๙๙]

ปาสาณสารํ ขณสิ กณิการสฺส ทารุนา วาตํ ชาเลน พาเธสิ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉสิ ฯ

[๑๐๐]

ปาสาโณ นูน เต หทเย โอหิโต มุทุลกฺขเณ โย เต สาตํ น วินฺทามิ ติโรชนปทาคโต ฯ ยทา มํ ภกุฏึ ๓ กตฺวา ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ ๔ อาฬาริโก ตทา โหมิ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ๕ ฯ ยทา อุมฺหยมานา มํ ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ ๔ นาฬาริโก ตทา โหมิ ราชา โหมิ ตทา กุโส ฯ

[๑๐๑]

สเจ หิ วจนํ สจฺจํ เนมิตฺตานํ ภวิสฺสติ เนว เม ตฺวํ ปตี อสฺส กามํ ฉินฺทนฺตุ สตฺตธา ฯ

[๑๐๒]

สเจ หิ วจนํ สจฺจํ อญฺเญสํ ยทิ วา มมํ เนว ตุยฺหํ ปตี อตฺถิ อญฺโญ สีหสฺสรา กุสา ฯ

[๑๐๓]

เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ โอโลเกยฺย ปภาวตี ฯ #๑ ม. กาเมสิ ฯ ๒ ม. อกนฺตํ กนฺตุมิจฺฉสิ ฯ ๓ สี. ยุ. ภูกุฏึ ฯ ๔ สี. ยุ. #ราชปุตฺติ อทิกฺขสิ ฯ ๕ สี. ยุ. มทฺทสฺส ถีปุเร ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อาลเปยฺย ปภาวตี ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อุมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปาณีภิ อุปสํผุเส ฯ

[๑๐๔]

น หิ นูนายํ ราชปุตฺตี กุเส สาตํปิ วินฺทติ อาฬาริเก ภเต โปเส เวตฺตเนน อนตฺถิเก ฯ

[๑๐๕]

น หิ นูน อยํ ขุชฺชา ลภติ ชิวฺหาย เฉทนํ สุนิสิเตน สตฺเถน เอวํ ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ

[๑๐๖]

มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหายโสติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี ๑ มหทฺธโนติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหพฺพโลติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหารฏฺโฐติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ #๑ ยุ. ปภาวติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหาราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สีหสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี วคฺคุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี พินฺทุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มญฺชุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มธุรสฺสโรติ ๑ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สตสิปฺโปติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี ขตฺติโยติปิ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี กุสราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ

[๑๐๗]

เอเต นาคา อุปตฺถทฺธา สพฺเพ ติฏฺฐนฺติ วมฺมิกา ๒ ปุรา มทฺทนฺติ ปาการํ อาเนเตตํ ปภาวตึ ฯ #๑ ม. มธุสฺสโรติ ฯ ๒ ม. วมฺมิตา ฯ

[๑๐๘]

สตฺต พิเล ๑ กริตฺวาน อหเมตํ ปภาวตึ ขตฺติยานํ ปทสฺสามิ เย มํ หนฺตุํ อิธาคตา ฯ

[๑๐๙]

อวุฏฺฐหิ ราชปุตฺตี สามา โกเสยฺยวาสินี อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ทาสีคณปุรกฺขตา ฯ

[๑๑๐]

ตํ นูน กกฺกูปนิเสวิตํ มุขํ อาทาสทนฺตาถรุปจฺจเวกฺขิตํ สุภํ สุเนตฺตํ วิรชํ อนงฺคณํ ฉุฑฺฑํ วเน ฐสฺสติ ขตฺติเยหิ ฯ เต นูน เม อสิเต เวลฺลิตคฺเค เกเส มุทู จนฺทนสารลิตฺเต สมากุเล สีวถิกาย มชฺเฌ ปาเทหิ คิชฺฌา ปริกฑฺฒยนฺติ ๒ ฯ ตา นูน เม ตมฺพนขา สุโลมา พาหา มุทู จนฺทนสารลิตฺตา ฉินฺนา วเน อุชฺฌิตา ขตฺติเยหิ คยฺห ธงฺโก ๓ คจฺฉติ เยน กามํ ฯ เต นูน ตาลูปนิเภ อลมฺเพ นิเสวิเต กาสิกจนฺทเนน ถเนสุ เม ลมฺพิสฺสติ สิคาโล มาตูว ปุตฺโต ตรุโณ ตนุโช ฯ #๑ สี. ยุ. ขณฺเฑ ฯ ๒ ม ปริกฑฺฒิสฺสนฺติ ฯ ๓ ยุ. วโก ฯ ตํ นูน โสณึ ปุถุลํ สุโกฏฺฏิตํ นิเสวิตํ กญฺจนเมขลาหิ ฉินฺนํ วเน ขตฺติเยหิ อวตฺถํ สิคาลสงฺฆา ปริกฑฺฒยนฺติ ๑ ฯ โสณา ธงฺกา ๒ สิคาลา จ เย จญฺเญ สนฺติ ทาฐิโน อชรา นูน เหสฺสนฺติ ภกฺขยิตฺวา ปภาวตึ ฯ สเจ มํสานิ หรึสุ ขตฺติยา ทูรคามิโน อฏฺฐีนิ อมฺม ยาจิตฺวา อนุปนฺเถ ทหาถ นํ ฯ เขตฺตานิ อมฺม กาเรตฺวา กณิกาเรตฺถ โรปเย ๓ ยทา เต ปุปฺผิตา อสฺสุ เหมนฺตานํ หิมจฺจเย สเรยฺยาถ มมํ อมฺม เอวํวณฺณา ปภาวตี ฯ

[๑๑๑]

ตสฺสา มาตา อุทฏฺฐาสิ ขตฺติยา เทววณฺณินี ทิสฺวา อสิญฺจ สูนญฺจ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ฯ

[๑๑๒]

อิมินา นูน อสินา สุสญฺญํ ตนุมชฺฌิมํ ธีตรํ มทฺท ๔ หนฺตฺวาน ขตฺติยานํ ปทสฺสสิ ๕ ฯ

[๑๑๓]

น เม อกาสิ วจนํ อตฺถกามาย ปุตฺติเก สาชฺช โลหิตสญฺฉนฺนา คจฺฉสิ ยมสาธนํ ฯ เอวมาปชฺชติ โปโส ปาปิยญฺจ นิคจฺฉติ โย เจ ๖ หิตานํ วจนํ น กโรติ อตฺถทสฺสินํ ฯ สเจว อชฺช ธาเรสิ กุมารํ จารุทสฺสนํ #๑ ม. ปริกฑฺฒิสฺสนฺติ ฯ ๒ ยุ. วกา ฯ ๓ ม. โรปย ฯ ๔ ยุ. มทฺโท ฯ #๕ ยุ. ปทสฺสติ ฯ ๖ ม. เว ฯ กุเสน ชาตํ ขตฺติยํ สุวณฺณมณิเมขลํ ฯ ปูชิตํ ๑ ญาติสงฺเฆหิ น คจฺฉสิ ยมกฺขยํ ยตฺถสฺสุ เภรี นทติ กุญฺชโร จ นิกูชติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ อสฺโส หสิยติ ๒ ทฺวาเร กุมาโร อุปโรทติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ มยูรโกญฺจาภิรุเท โกกิลาภินิกูชิเต ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ

[๑๑๔]

กหํ นุ โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ

[๑๑๕]

อิเธว โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย เน สพฺเพ วธิสฺสติ ๓ ฯ

[๑๑๖]

อุมฺมตฺติกา นุ ภณสิ อนฺธพาลา ปภาสสิ กุโส เจ อาคโต อสฺส กึ นุ ๔ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ

[๑๑๗]

เอโส อาฬาริโก โปโส กุมารีปุรมนฺตเร ทฬฺหํ กตฺวาน สํเวลฺลํ ๕ กุมฺภึ โธวติ โอนโต ฯ

[๑๑๘]

เวณี ตฺวมสิ จณฺฑาลี อาทูสิ กุลคนฺธินี กถํ มทฺทกุเล ชาตา ทาสํ กยิราสิ กามุกํ ฯ

[๑๑๙]

นมฺหิ เวณี น จณฺฑาลี น จมฺหิ กุลคนฺธินี โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ #๑ ยุ. ปูชิตา ฯ ๒ ม. อสฺโส จ สิสติ ฯ ๓ สี. โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ #๔ ม. น ฯ ๕ ม. เวลฺลึ ฯ

[๑๒๐]

โย พฺราหฺมณสหสฺสานิ สทา โภเชติ วึสติ ๑ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ ยสฺส นาคสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ ยสฺส อสฺสสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ ยสฺส รถสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ [๒] ยสฺส เธนุสหสฺสานิ สทา ทูหนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ

[๑๒๑]

ตคฺฆ เต ทุกฺกฏํ พาเล ยํ ขตฺติยํ มหพฺพลํ นาคํ มณฺฑูกวณฺเณน น นํ อกฺขาสิ มาคตํ ๓ ฯ

[๑๒๒]

อปราธํ มหาราช ตฺวํ โน ขม รเถสภ ยํ ตฺวํ ๔ อญฺญาตเวเสน นญฺญาสิมฺหา อิธาคตํ ฯ

[๑๒๓]

มาทิสสฺส น ตํ ฉนฺนํ โยหํ อาฬาริโก ภเว ตฺวญฺเญว เม ปสีทสฺสุ นตฺถิ เต เทว ทุกฺกฏํ ฯ

[๑๒๔]

คจฺฉ พาเล ขมาเปหิ กุสราชํ มหพฺพลํ ขมาปิโต กุสราชา โส เต ทสฺสติ ชีวิตํ ฯ

[๑๒๕]

ปิตุสฺส วจนํ สุตฺวา เทววณฺณี ปภาวตี สิรสา อคฺคหี ปาเท กุสราชํ มหพฺพลํ ฯ #๑ ม. วีสตึ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ #๒ สี. ยุ. ยสฺส อุสภสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสตึ ฯ # โอกฺกาก ... ... ... ... ... ... ... ทาโสติ มญฺญสิ ฯ #๓ ม. น นํ อกฺขาสิธาคตํ ฯ ๔ ม. ตํ ฯ

[๑๒๖]

ยาว ๑ รตฺโย อติกฺกนฺตา ตามา เทว ตยา วินา วนฺเท เต สิรสา ปาเท มา เม กุชฺฌ รเถสภ ฯ สจฺจนฺเต ๒ ปฏิชานามิ มหาราช สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ เอวญฺจ ยาจมานาย วจนํ เม น กาหสิ อิทานิ มํ ตาโต หนฺตฺวา ขตฺติยานํ ปทสฺสติ ฯ

[๑๒๗]

เอวนฺเต ยาจมานาย กึ น กาหามิ เต วโจ วิกุทฺโธ ตฺยสฺมิ กลฺยาณี มา ตฺวํ ภายิ ปภาวตี ฯ สจฺจนฺเต ๒ ปฏิชานามิ ราชปุตฺตี สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ ตว กามา หิ สุสฺโสณิ พหุทุกฺขํ ติติกฺขิสํ พหุมทฺทกุลํ หนฺตฺวา นยิตุํ ตํ ปภาวตี ฯ

[๑๒๘]

โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส นานาจิตฺเต สมาหิเต๕ อถ ทกฺขถ เม เวคํ วิธเมนฺตสฺส ๓ สตฺตโว ฯ ตญฺจ ตตฺถ อุทิกฺขึสุ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ๔ วิชมฺภมานํ สีหํว โปเฐนฺตํ ทิคุณํ ภุชํ ฯ

[๑๒๙]

หตฺถิกฺขนฺธญฺจ อารุยฺห อาโรเปตฺวา ปภาวตึ สงฺคามํ โอตริตฺวาน สีหนาทํ นที กุโส ฯ ตสฺส ตํ นทโต สุตฺวา สีหสฺเสวีตเร มิคา #๑ ม. ยามา ฯ ๒ ม. สพฺพํ เต ฯ ๓ ม. วิธมนฺตสฺส ฯ ๔ สี. มทฺทสฺส ถีปุเร ฯ ขตฺติยา วิปลายึสุ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ๑ ฯ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา อญฺญมญฺญสฺส ฉินฺทนฺติ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ฯ ตสฺมึ สงฺคามสีสสฺมึ ปสฺสิตฺวา หฏฺฐมานโส ๒ กุสสฺส รญฺโญ เทวินฺโท อทา เวโรจนํ มณึ ฯ โส ตํ วิชิตฺวา สงฺคามํ ลทฺธา เวโรจนํ มณึ หตฺถิกฺขนฺธคโต ราชา ปาเวกฺขิ นครํ ปุรํ ฯ ชีวคฺคาหํ คเหตฺวาน พนฺธิตฺวา สตฺต ขตฺติเย สสฺสุรสฺสูปนาเมสิ อิเม เต เทว สตฺตโว ฯ สพฺเพว เต วสํ คตา อมิตฺตา วิหตา ตว กามํ กโรหิ เต ตยา มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ

[๑๓๐]

ตุเยฺหว สตฺตโว เอเต นหิ เต มยฺห สตฺตโว ตฺวญฺเญว โน มหาราช มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ

[๑๓๑]

อิมา เต ธีตโร สตฺต เทวกญฺญูปมา สุภา ททาหิ เนสํ เอเกกํ โหนฺตุ ชามาตโร ตว ฯ

[๑๓๒]

อมฺหากญฺเจว ตาสญฺจ ตฺวํ โน สพฺเพสมิสฺสโร ตฺวญฺเญว โน มหาราช เทหิ เนสํ ยทิจฺฉสิ ฯ

[๑๓๓]

เอกเมกสฺส เอเกกํ อทา สีหสฺสโร กุโส ขตฺติยานํ ตทา เตสํ รญฺโญ มทฺทสฺส ธีตโร ฯ ปีณิตา เตน ลาเภน ตุฏฺฐา สีหสฺสเร กุเส #๑ ยุ. กุสสทฺทภยฏฺฐิตา ฯ ๒ สี. ตุฏฺฐมานโส ฯ สกรฏฺฐานิ ปายึสุ ขตฺติยา สตฺต ตาวเท ฯ ปภาวติญฺจ อาทาย มณึ เวโรจนํ สุภํ ๑ กุสาวตึ กุโส ราชา อคมาสิ มหพฺพโล ฯ ตฺยสฺสุ เอกรเถ ยนฺตา ปวิสนฺตา กุสาวตึ สมานา วณฺณรูเปน นาญฺญมญฺญาติโรจิสุํ ๒ ฯ มาตา ปุตฺเตน สงฺคญฺฉิ อุภโย จ ชยมฺปตี สมคฺคา เต ตทา อาสุํ ผีตํ ธรณิมาวสุนฺติ ฯ กุสชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๔

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๐. สังกิจจชาดกชาดกถัดไป๕๓๒. โสณนันทชาดก