ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๑ · สัตตตินิบาตชาดก

กุสชาดก

ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๘

เรื่องเล่า

ลำดับนั้น ในกาลที่พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงเจริญพระชนมายุได้๑๖ พระชันษา พระราชาทรงปรารถนาจะมอบพระราชสมบัติให้ จึงรับสั่งให้พระเทวีมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพระเทวีผู้เจริญ ฉันจะมอบราชสมบัติให้แก่พระโอรสองค์ใหญ่ของเธอแล้ว จักให้นางฟ้อนทั้งหลายบำรุงบำเรอ ขณะที่เราทั้ง ๒ ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ จักได้เห็นลูกของเราครอบครองราชสมบัติ ก็ลูกของเราจะชอบใจพระราชธิดาของกษัตริย์พระองค์ใด ในชมพูทวีปทั้งสิ้น เราจะได้นำพระราชธิดานั้นมาสถาปนาให้เป็นอัครมเหสีของลูก เธอจงรู้จิตใจของลูกว่า จะชอบพระราชธิดาองค์ไหนกัน. พระนางรับว่า ดีละ แล้วทรงส่งนางบริจาริกาคนหนึ่งไป ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปบอกเรื่องนี้แก่กุมารแล้ว จงรู้จิตใจ. นางบริจาริกานั้นไป ทูลเรื่องนั้น แก่พระกุมารนั้นแล้ว. พระมหาสัตว์ได้สดับถ้อยคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า เรามีรูปร่างไม่สะสวยงดงาม พระราชธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูป แม้ถูกนำตัวมาพอเห็นเรา ก็จักหนีไปด้วยคิดว่า เราจะมีประโยชน์อะไร ด้วยกุมารผู้มีรูปร่างน่าเกลียด ความอับอายก็จะพึงมีแก่เราด้วยประการฉะนี้ ประโยชน์อะไร เราจะอยู่เป็นฆราวาส เราบำรุงมารดาบิดาผู้ยังทรงพระชนม์ไปก่อน พอท่านทั้งสองนั้นสวรรคตแล้ว ก็จักออกบวช. พระองค์จึงตรัสบอกว่า เราไม่มีความต้องการด้วยพระราชสมบัติ ไม่ต้องการด้วยหมู่นางฟ้อน พอพระชนกและพระชนนีสวรรคตไปแล้ว เราก็จักบวช. นางบริจาริกานั้น สดับพระดำรัสแล้ว จึงกลับมากราบทูลพระดำรัสของพระกุมารนั้นแด่พระเทวี. แม้พระเทวีก็กราบทูลแด่พระราชาแล้ว พระราชาทรงสดับถ้อยคำทูลนั้นแล้ว ก็ทรงเสียพระทัย พอล่วงผ่านไป ๒ - ๓ วัน ก็ทรงส่งข่าวสาส์นไปอีก แม้พระกุมารนั้น ก็คัดค้านอีกเหมือนเดิม. พระกุมารทรงคัดค้านอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๔ จึงทรงดำริว่า ธรรมดาว่าลูกจะขัดขืนคัดค้านมารดาบิดาอยู่ร่ำไป ก็ไม่เหมาะสมเลย เราจักกระทำอุบายสักอย่างหนึ่ง. พระกุมารนั้น จึงเสด็จไปเรียกหัวหน้าช่างทองคนหนึ่งมาแล้ว พระราชทานทองคำไปเป็นอันมาก รับสั่งว่า ท่านจงทำรูปผู้หญิงให้สักรูปหนึ่งเถิด แล้วทรงส่งนายช่างทองนั้นไป เมื่อนายช่างทองนั้นไปแล้ว จึงทรงเอาทองคำส่วนอื่นมาทำเป็นรูปผู้หญิงด้วยพระองค์เอง. ก็ธรรมดาว่า ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสำเร็จตลอดไป. รูปทองที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำขึ้นเองนั้น ช่างงดงามเสียเหลือล้น จนไม่มีถ้อยคำจะรำพันด้วยลิ้นได้. ลำดับนั้นพระมหาสัตว์จึงทรงแต่งตัวรูปหญิงนั้น ให้นุ่งผ้าโขมพัสตร์แล้ว ทรงให้วางไว้ในห้องอันเป็นสิริ. พระมหาสัตว์นั้น ครั้นทรงเห็นรูปผู้หญิงที่หัวหน้าช่างทองนำมา จึงทรงติรูปนั้นแล้ว ตรัสว่า เธอจงไปนำเอารูปหญิงที่ตั้งอยู่ในห้องอันเป็นสิริของเรามาเทียบดูซิ นายช่างทองนั้นเข้าไปยังห้องอันเป็นสิริ มองเห็นรูปหญิงนั้นแล้ว สำคัญว่านางเทพอัปสรนางหนึ่ง มาร่วมอภิรมย์กับพระกุมารจึงไม่อาจจะเหยียดมือไปจับ กลับออกมากราบทูลว่า พระแม่เจ้าพระองค์ไรประทับอยู่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ในห้องอันเป็นสิริ ข้าพระองค์ไม่อาจจะเข้าไปได้. พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ท่านจงไปนำมาเถิด รูปทองคำนี้เราทำขึ้นมาเอง แล้วทรงส่งไปอีก. นายช่างทองนั้นจึงกลับเข้าไปยกออกมา. พระราชกุมารให้เก็บรูปที่ช่างทองทำมานั้น ไว้เสียในห้องสำหรับเก็บทองแล้วให้คนตกแต่งรูปที่พระองค์ทรงกระทำ แล้วทรงให้ยกขึ้นวางบนรถ ส่งไปยังสำนักของพระมารดา ด้วยพระดำรัสว่า ถ้าผู้หญิงงดงามเหมือนอย่างรูปนี้มีอยู่ หม่อมฉันจักอยู่ครอบครองเรือน.

พระเทวีนั้น รับสั่งให้เรียกพวกอำมาตย์มาแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลายพระโอรสของเรามีบุญมาก เป็นพระโอรสที่ท้าวสักกะประทานให้ อยากได้นางกุมาริกาที่รูปสวยเหมือนรูปนี้ พวกท่านได้หญิงมีรูปร่างเห็นปานนี้ จงพามาจงตั้งรูปนี้ไว้บนยานอันปกปิดแล้ว เที่ยวไปตลอดชมพูทวีปทั้งสิ้น ถ้าได้พบพระธิดาของพระราชาพระองค์ใด มีรูปร่างงดงามเห็นปานรูปนี้ไซร้ ก็จงถวายรูปทองนั้นแด่พระราชาพระองค์นั้นนั่นแล แล้วกราบทูลว่า พระเจ้าโอกกากราชจักกระทำอาวาหวิวาหมงคลกับพระองค์ ทูลกำหนดนัดวันแล้ว จงรีบกลับมา. อำมาตย์เหล่านั้น รับพระราชเสาวนีย์แล้ว นำรูปนั้นออกจากเมืองพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาไปถึงราชธานีใด ก็สังเกตว่าในสถานที่ที่มหาชนมาประชุมกัน ในเวลาเย็นในราชธานีนั้น ก็ตกแต่งรูปหญิงนั้นด้วยเครื่องประดับ อันประกอบด้วยผ้าและดอกไม้ ยกขึ้นตั้งบนวอทองคำแล้ว ตั้งไว้ที่ริมหนทางที่จะไปยังท่าน้ำ ส่วนพวกตนต่างพากันหลบไปยืนอยู่ที่ส่วนข้างหนึ่ง เพื่อคอยสดับฟังถ้อยคำของมหาชนผู้มาแล้วและมาแล้วฝ่ายมหาชนครั้นมองดูรูปหญิงนั้น ไม่เข้าใจว่าเป็นรูปทองคำ จึงชวนกันชมเชยว่า หญิงนี้แม้เป็นเพียงหญิงมนุษย์ ก็ยังสวยงามอย่างที่สุด เปรียบประดุจนางเทพอัปสร ทำไมจึงมายืนอยู่ในที่นี้ หรือว่ามาจากไหน หญิงงามเห็นปานนี้ ในเมืองของพวกเราไม่เคยมีเลย ดังนี้แล้วก็พากันหลีกไป. พวกอำมาตย์ได้ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว จึงปรึกษากันว่า ถ้านางทาริกางามปานรูปนี้พึงมีในเมืองนี้ไซร้ ชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า นางคนนี้เหมือนกับพระราชธิดาองค์โน้น นางคนนี้เหมือนธิดาของอำมาตย์คนโน้น ในเมืองนี้คงไม่มีนางงามคล้ายกับรูปนี้เป็นแน่แท้ จึงถือเอารูปหญิงนั้นไปยังเมืองอื่น ๆ ต่อไปอีก. พวกอำมาตย์เหล่านั้นเที่ยวไปอย่างนี้ จนถึงเมืองสาคละ ในแคว้นมัททะโดยลำดับ. ก็พระเจ้ามัททราช ในเมืองสาคละนี้ มีพระธิดาอยู่ ๘ พระองค์ทรงพระรูปพระโฉมงดงามสูงสุดเปรียบประดุจนางฟ้า พระราชธิดาผู้เป็นพระพี่ใหญ่กว่าพระธิดาเหล่านั้นทั้งหมด มีพระนามว่า ประภาวดี เพราะมีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระสรีระของพระนาง คล้ายแสงดวงอาทิตย์อันอ่อน. แม้ในเวลากลางคืน ในห้องอันมีเนื้อที่กว้างประมาณ ๔ ศอก ก็ไม่ต้องทำการตามประทีปโคมไฟ. บริเวณห้องนั้นทั้งหมด จะมีแสงสว่างเสมอเป็นอันเดียวกันทีเดียว. ก็และพระนางประภาวดีนั้น มีพระพี่เลี้ยงคนหนึ่งเป็นหญิงค่อมพิการ นางพี่เลี้ยงนั้น พอให้พระนางประภาวดีเสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะให้นางวรรณทาสี ๘ คนถือหม้อน้ำจำนวน ๘ หม้อ ไปยังท่าน้ำในเวลาเย็นเพื่อตักน้ำไปสรงสนานพระนาง ครั้นมองเห็นรูปทองคำที่ตั้งไว้ข้างริมทางที่จะเดินไปยังท่าน้ำนั้น จึงเข้าใจไปว่า เป็นพระนางประภาวดี พากันโกรธว่าพระนางนี้ช่างว่ายากเสียจริง ๆ ตรัสว่า เราจักสรงสนานน้ำแล้ว ส่งพวกเรามาตักน้ำ กลับมายืนดักอยู่ที่หนทางจะไปสู่ท่าน้ำก่อนหน้าเรา แล้วจึงพากันกล่าวว่า ข้าแต่พระนางเจ้าผู้ทำสกุลให้ได้รับความละอาย ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่พระนางจะมายืนอยู่ในที่นี้ก่อนกว่าพวกหม่อมฉัน ถ้าพระเจ้าแผ่นดินจักทรงทราบไซร้ ก็คงจักทำพวกหม่อมฉันให้พินาศเป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงเอามือแตะที่ข้างแก้มของรูปเทียมนั้น. ฝ่ามือก็คล้ายกับว่าจะแตกออกไป. ลำดับนั้น นางจึงรู้ว่าเป็นรูปทองคำ หัวเราะขบขันอยู่ จึงไปหาพวกนางวรรณทาสีแล้วกล่าวว่า พวกเธอจงมาดูการทำของฉัน ฉันได้แตะต้องด้วยสำคัญผิดว่า รูปนี้ คือพระนางเจ้าของเรา รูปเปรียบนี้ จะมีค่าราคาอะไร ในสำนักแห่งพระธิดาของเรา เพียงแต่ให้มือของเราได้รับความเจ็บไปอย่างเดียว.

ลำดับนั้น พวกราชทูตจึงพากันถือเอารูปหญิงนั้นแล้ว ถามนางพี่เลี้ยงนั้นว่า ท่านกล่าวว่า ธิดาของเราสวยงามกว่ารูปเทียมนี้ ท่านกล่าวหมายถึงใครกัน นางพี่เลี้ยงตอบว่า พระธิดาของพระเจ้ามัททราช ทรงพระนามว่าประภาวดี รูปเปรียบนี้มีราคาไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระนางเลย. พวกอำมาตย์เหล่านั้นพากันดีใจ ไปยังพระทวารพระราชวัง สั่งให้กราบทูลว่า พวกราชทูตของพระเจ้าโอกกากราชมาคอยเฝ้าอยู่ที่พระทวาร พระเจ้าข้า. พระราชาเสด็จลุกจากอาสนะ ประทับยืนแล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านจงเรียกเขาเข้ามาเถิด. พวกราชทูตเหล่านั้นเข้าไปแล้ว ถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาของพวกข้าพระองค์ ตรัสถามว่า พระองค์ทรงพระสำราญดีหรือ พระเจ้าข้า พระราชาทรงกระทำสักการะและต้อนรับแล้ว ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า พวกท่านมานี่เพื่อประสงค์อะไร พวกอำมาตย์จึงกราบทูลว่าพระราชาของข้าพระองค์ มีพระโอรสพระนามว่า กุสกุมาร มีพระสุรเสียงก้องกังวานคล้ายกับเสียงราชสีห์ พระราชาทรงมีพระประสงค์จะมอบพระราชสมบัติให้แก่พระโอรสนั้น จึงส่งพวกข้าพระองค์มาเฝ้าถวายบังคมพระองค์นัยว่า พระองค์จงพระราชทานพระนางประภาวดีพระธิดาของพระองค์ แก่พระโอรสนั้นเถิดพระเจ้าข้า และขอจงทรงรับไทยธรรมพร้อมด้วยรูปทองคำนี้เถิด พอกราบทูลเสร็จแล้วจึงได้น้อมถวายรูปทองคำนั้น แด่พระราชาพระองค์นั้น. แม้พระเจ้ามัททราชนั้น ก็ทรงดีพระทัย ทรงยอมรับด้วยทรงพระดำริว่า จักมีวิวาหมงคลกับพระราชาผู้ใหญ่เห็นปานนี้. ลำดับนั้น พวกทูตจึงกราบทูลท้าวเธอว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่อาจจะรอช้าอยู่ได้ จักต้องรีบไปกราบทูลการได้พบพระราชธิดาแด่พระราชาให้ทรงทราบ เพื่อว่าพระองค์จักได้เสด็จมารับพระนางไป. พระเจ้ามัททราชพระองค์นั้น ทรงรับว่าดีละ แล้วทรงจัดแจงเครื่องทำสักการะแก่พวกทูตเหล่านั้น. พวกทูตเหล่านั้นกลับไปยังกรุงกุสาวดีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชาและพระเทวีให้ทรงทราบ. พระราชาเสด็จออกจากกุสาวดีนคร พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากเสด็จถึงเมืองสาคละโดยลำดับ . ฝ่ายพระเจ้ามัททราช ก็ทรงกระทำการต้อนรับให้ท้าวเธอเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ได้ทรงกระทำสักการะอย่างใหญ่ยิ่ง. โดยล่วงไปวันหนึ่ง สองวัน และสามวัน พระนางสีลวดีทรงพระดำริว่า ใคร่จะรู้ว่า พระราชธิดานั้นจักเป็นอย่างไร เพราะความที่พระนางเจ้าเป็นบัณฑิตจึงกราบทูลพระเจ้ามัททราชว่า หม่อมฉันใคร่จะได้เห็นพระสุณิสา (ในอนาคต) เพคะ. ท้าวเธอทรงรับว่า ดีละ แล้วรับสั่งให้เรียกพระราชธิดาประภาวดีมาเฝ้า. พระราชธิดาประภาวดี ทรงตกแต่งพระองค์ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ์แวดล้อมไปด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงนางนมเสด็จออกมาไหว้แม่ผัว. พระนางสีลวดีนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงทรงพระดำริว่า ราชธิดาองค์นี้เป็นหญิงมีรูปร่างงดงามมากนัก ส่วนโอรสของเรามีรูปร่างไม่งดงาม ถ้าพระราชธิดาองค์นี้ ได้ทอดทัศนาการเห็นโอรสของเราเข้า แม้วันเดียวก็คงจะไม่อยู่ร่วมด้วยเด็ดขาด คงจะรีบหนีไปเป็นแน่แท้ เห็นทีเราจักต้องทำกลอุบาย. พระนางสีลวดี จึงให้เชิญเสด็จพระเจ้ามัททราชมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเพคะ พระสุณิสาสมควรแก่พระโอรสของหม่อมฉัน ก็แต่ว่าจารีตอันสืบมาจากประเพณีแห่งสกุลของหม่อมฉันมีอยู่ ถ้าพระราชธิดาองค์นี้จักประพฤติตามจารีตประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันก็จักรับ พระราชธิดาองค์นี้ไว้. พระราชาตรัสว่าก็จารีตประเพณีของพระองค์เป็นอย่างไรละ พระนางสีลวดีตรัสตอบว่า ประเพณีในราชวงศ์ของหม่อมฉันมีอยู่ว่า พระวรชายาจะพบหน้าพระราชสวามีในเวลากลางวันไม่ได้ จนกว่าจะทรงตั้งพระครรภ์เสียก่อน จึงจะพบหน้ากันได้ หากว่าพระราชธิดาประภาวดีพระองค์นี้ จักทรงทำตามประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันจึงจะรับพระนางไว้. พระราชา จึงตรัสถามพระธิดาว่า ดูก่อนแม่ แม่จักประพฤติตามอย่างที่ว่านั้นได้หรือไม่เล่า. พระราชธิดาประภาวดีนั้น จึงทูลว่า ได้เพคะเสด็จพ่อ.

ลำดับนั้น พระเจ้าโอกกากราช จึงได้ถวายพระราชทรัพย์เป็นอันมากแด่พระเจ้ามัททราช แล้วทรงรับพระนางประภาวดีนั้นเสด็จกลับไป. แม้พระเจ้ามัททราช ก็ทรงส่งพระราชธิดาไปด้วยบริวารใหญ่. พระโอกกากราชเสด็จกลับกรุงกุสาวดีแล้ว มีพระบรมราชโองการให้ตกแต่งพระนคร ปล่อยนักโทษทั้งหมด ทรงกำหนดการอภิเษกพระราชโอรส ทรงสถาปนาพระนางประภาวดีให้เป็นอัครมเหสีแล้ว ทรงให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศว่า บัดนี้ราชอาณาจักรเป็นของพระเจ้ากุสราชแล้ว. พระราชาทั้งหลายในพื้นชมพูทวีปทั้งหมด พระองค์ใดมีพระราชธิดา พระราชาพระองค์นั้น ขอทรงส่งพระราชธิดาไปถวายแด่พระเจ้ากุสราช พระราชาเหล่านั้นได้มีพระราชโอรส พระราชาเหล่านั้น ทรงหวังความเป็นมิตรไมตรีกับพระเจ้ากุสราชนั้น ก็ทรงส่งพระราชโอรสของพระองค์ไปเป็นพระราชอุปัฏฐาก. พระโพธิสัตว์เจ้า ทรงมีพระนางสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองพระราชสมบัติด้วยพระอิสริยยศอันใหญ่ยิ่งเกรียงไกร. ฝ่ายพระนางประภาวดี ย่อมไม่ได้เพื่อจะเห็นพระโพธิสัตว์เจ้านั้นในเวลากลางวันเลย แม้พระโพธิสัตว์เจ้าก็ไม่ได้เห็นพระนางในเวลากลางวันเหมือนกัน. พระราชาและพระราชินีทั้ง ๒ พระองค์ เห็นกันก็แต่เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น. แม้รัศมีที่ฉายออกจากพระสรีระของพระนางประภาวดีในเวลากลางคืนนั้น ก็ไม่สามารถจะส่องให้เห็นพระพักตร์ชัดถนัดได้. พระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากห้องที่ประทับเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น. พอ ๒, ๓ วันผ่านพ้นไป พระโพธิสัตว์เจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงมีความปรารถนาจะได้เห็นพระพักตร์พระนางประภาวดีในเวลากลางวัน จึงทูลพระมารดาให้ทรงทราบ. พระมารดาก็ทรงห้ามเสียว่า อย่าชอบใจไปนักเลยพ่อ (อย่าทุรนทุรายใจไปนักเลย) ขอจงรอไปจนกว่าจะได้พระโอรสสักพระองค์หนึ่งก่อนเถิด. พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ทรงอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ. ลำดับนั้น พระเทวีจึงมีพระกระแสรับสั่งกะพระโพธิสัตว์เจ้านั้นว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงไปยังโรงช้างแล้วยืนอยู่ด้วยเพศแห่งคนเลี้ยงช้าง แม่จะพาพระนางประภาวดีไปในที่ตรงนั้น ขอเชิญพ่อจงดูนางเสียให้เต็มเนตร แต่อย่าให้นางรู้จักพ่อได้เป็นเด็ดขาด. พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงรับว่า ดีละ แล้วได้เสด็จไปยังโรงช้าง. ลำดับนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงมีพระดำรัสตรัสสั่งให้คนตกแต่งโรงช้างแล้วตรัสชักชวนพระนางประภาวดีว่า มาเถิดลูก เราทั้ง ๒ คนไปดูช้างต้นของพระภัสดากันเถิดแล้วจึงเสด็จไปยังโรงช้างนั้น ทรงชี้แสดงแก่พระนางประภาวดีว่า ช้างเชือกนี้มีชื่อว่าอย่างโน้น ดังนี้. พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางเสด็จดำเนินไปข้างพระมารดา จึงทรงหยิบเอาขี้ช้างก้อนหนึ่งขว้างไปที่หลังพระนางด้วยการปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงช้างทีเดียว. พระนางประภาวดีทรงกริ้วโกรธเป็นอย่างมากจึงมีพระกระแสรับสั่งว่า เราจักให้พระราชาทรงตัดมือของเจ้าเสีย แล้วทูลพระเทวีให้ลงโทษ. ฝ่ายพระราชมารดา ก็ทรงปลอบประโลมเอาพระทัยว่าอย่าทรงกริ้วโกรธไปเลยแม่เจ้า แล้วทรงลูบหลังให้. ต่อมาพระราชาทรงต้องการที่จะได้เห็นพระนางซ้ำอีก จึงเสด็จไปทอดพระเนตรพระนางที่โรงม้า ด้วยการปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงม้า แล้วทรงเอาก้อนขี้ม้าขว้างไปเหมือนเดิมนั้นอีก. แม้ในกาลนั้น พระนางก็ได้ทรงกริ้วใหญ่ พระสัสสุ (แม่ผัว) ก็ต้องทรงปลอบประโลมอีก.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๘ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตตินิบาตชาดก · ๔๐๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๐. สัตตตินิบาต

๑. กุสชาดก (๕๓๑)

ว่าด้วยพระเจ้ากุสะหลงรูปโฉมนางประภาวดี

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์กราบทูลพระมารดาว่า)

[๑]

เสด็จแม่ นี้แคว้นของเสด็จแม่

มีทรัพย์สมบัติ ยานพาหนะ เครื่องประดับ

สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง

ขอเสด็จแม่ทรงปกครองราชสมบัติของเสด็จแม่นี้เถิด

หม่อมฉันจะไปยังนครที่พระนางประภาวดี

ผู้เป็นที่รักประทับอยู่

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๒]

พระองค์มีพระทัยไม่ซื่อตรง

ทรงหาบคอนหาบใหญ่ จักทรงเหน็ดเหนื่อย

ทั้งกลางวัน กลางคืน และดึกดื่นเที่ยงคืน

ข้าแต่พระเจ้ากุสะ ขอเชิญพระองค์

รีบเสด็จกลับกรุงกุสาวดีโดยพลันเถิด

หม่อมฉันไม่ประสงค์จะให้พระองค์

ผู้ทรงมีผิวพรรณทรามประทับอยู่ ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๓]

พี่จะไม่จากที่นี้ไปกรุงกุสาวดี

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในความงามของเธอ

จึงยินดีอยู่ในที่ประทับอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททะ

พี่ยินดีพอใจที่จะเห็นเธอ จึงละทิ้งแคว้นมา

[๔]

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในผิวพรรณของเธอ

จึงซมซานท่องเที่ยวไปสู่เมทนีดล

ไม่รู้จักทิศว่า เรามาจากไหน

มัวแต่มัวเมาหลงใหลในตัวเธอ

ผู้มีดวงตาประดุจตาลูกน้อยเนื้อทราย

[๕]

น้องนางผู้มีสะโพกอันผึ่งผาย

ทรงผ้าขลิบทอง

เครื่องประดับทองคำ

พี่ไม่มีความต้องการราชสมบัติ

เพราะปรารถนาตัวเธอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖]

ข้าแต่พระราชาผู้เจริญ

ผู้ใดปรารถนาบุคคลที่เขาไม่ปรารถนา

ผู้นั้นย่อมไม่มีความเจริญ

พระองค์ต้องการบุคคลที่เขาไม่ต้องการ

ปรารถนารักใคร่บุคคลที่เขาไม่รักใคร่

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๗]

คนใดได้คนที่ไม่ต้องการตนก็ตาม

ที่ต้องการตนก็ตามมาเป็นคนรัก

เราสรรเสริญการได้ในความรักนี้ของคนนั้น

การไม่ได้ในความรักนั้นซิเป็นความโชคร้าย

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๘]

พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนาพระองค์

เปรียบเสมือนพระองค์ทรงใช้ไม้กรรณิการ์ขุดเพชร

(หรือ) ทรงใช้ตาข่ายดักลม

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๙]

หินคงถูกฝังไว้ในพระหทัยอันมีลักษณะ

อ่อนละมุนละไมของพระนางเป็นแน่

เพราะหม่อมฉันมาจากชนบทบ้านนอก

ยังมิได้ประสบความแช่มชื่นจากพระนางเลย

[๑๐]

เมื่อใด พระราชบุตรีหน้านิ่ว

ทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้นหม่อมฉันก็ยังคงเป็นคนครัวภายในเมืองของพระเจ้ามัททะ

[๑๑]

เมื่อใด พระราชบุตรีทรงแย้มสรวลทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้น หม่อมฉันไม่ใช่คนครัว

เมื่อนั้น หม่อมฉันเป็นพระเจ้ากุสะ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๑๒]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของโหรทั้งหลายจักเป็นความจริงว่า

พระองค์ไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่นอน

ขอชนทั้งหลายจงสับหม่อมฉันให้เป็น ๗ ท่อนเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๑๓]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของพวกโหรอื่น

หรือของหม่อมฉันจักเป็นความจริงไซร้

คนอื่นนอกจากพระเจ้ากุสะผู้มีพระสุรเสียงดังราชสีห์

ไม่ใช่พระสวามีของพระนางแน่นอน

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ทรงหยอกล้อหญิงค่อม พระพี่เลี้ยงพระนางประภาวดีว่า)

[๑๔]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเหลียวมองดูเรา

[๑๕]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเจรจากับเรา

[๑๖]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงยิ้มแย้มให้เรา

[๑๗]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงพระสรวลกับเรา

[๑๘]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงจับต้องเราด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒

(นางค่อมไปกราบทูลพระนางประภาวดีว่า)

[๑๙]

ก็พระราชบุตรีพระองค์นี้คงจะไม่ประสบ

แม้ความสำราญพระทัยในพระเจ้ากุสะ

ผู้เป็นคนครัว คนรับใช้ คนเลี้ยงดู

ซึ่งไม่ทรงประสงค์ค่าจ้างอย่างแน่แท้

(พระนางประภาวดีตรัสว่า)

[๒๐]

ก็นางค่อมคนนี้คงยังไม่ได้ถูกมีดคมตัดลิ้นแน่นอน

จึงยังกล่าวชั่วช้าอย่างนี้อยู่

(นางค่อมประกาศความดีของพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระยศใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีทรัพย์มากมาย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระกำลังมาก

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๔]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๕]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นมหาราช

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๖]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระสุรเสียงดังราชสีห์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๗]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๘]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหยดย้อย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๙]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหวานจับใจ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๐]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะอ่อนหวาน

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีศิลปะนับเป็นร้อยๆ อย่าง

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงพระนามว่าพระเจ้ากุสะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

(เหล่าอำมาตย์กราบทูลพระเจ้ามัททะว่า)

[๓๔]

พระราชาผู้ประเสริฐเหล่านี้ทรงกระด้างยิ่งนัก

ทั้งหมดสวมเกราะประทับยืนตระหง่านอยู่

ก่อนที่พระราชาเหล่านั้นจะทรงทำลายกำแพง

ขอพระองค์จงทรงส่งพระราชสาส์นไปว่า

ขอพระราชาทั้งหลายจงนำเอาพระธิดาประภาวดีไปเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๓๕]

เราจักสับลูกหญิงประภาวดีนั้นให้เป็น ๗ ท่อนแล้ว

ถวายให้แก่พระราชาทั้งหลายที่เสด็จมาเพื่อฆ่าเรา ณ ที่นี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๖]

พระราชบุตรีผู้มีผิวพรรณดุจทอง ทรงผ้าไหมสีขลิบทอง

พระเนตรทั้ง ๒ นองไปด้วยพระอัสสุชล

มีหมู่นางทาสีห้อมล้อมได้เสด็จลุกขึ้นแล้ว

(พระนางประภาวดีทรงคร่ำครวญว่า)

[๓๗]

ดวงหน้าหม่อมฉันที่ลูบไล้ด้วยแป้ง

ส่องดูที่กระจกเงาด้ามงาอันงดงาม

มีดวงตาคมคายผุดผ่องเป็นยองใยไม่มีไฝฝ้านั้น

จักถูกพวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่าเป็นแน่

[๓๘]

เส้นผมทั้งหลายของหม่อมฉันที่ดำสนิท

มีปลายงอน อ่อนละมุนละไม

ที่ลูบไล้ด้วยน้ำมันแก่นจันทน์เหล่านั้น

นกแร้งทั้งหลายจะพากันใช้เท้าทั้ง ๒ ตะกุยคุ้ยเขี่ย

ให้ยุ่งเหยิงในท่ามกลางป่าช้าเป็นแน่

[๓๙]

แขนทั้ง ๒ ของหม่อมฉันอ่อนนุ่ม มีเล็บมือแดง

มีขนละเอียดอ่อนซึ่งลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์เหล่านั้น

จะถูกพวกกษัตริย์ตัดทิ้งไว้ในป่า

นกกาก็จะคาบเอาไปตามความต้องการเป็นแน่

[๔๐]

ถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉันยังไม่หย่อนยาน

เปรียบปานได้กับผลตาล

ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แดงจากแคว้นกาสีเหล่านั้น

สุนัขจิ้งจอกเห็นเข้าแล้วจักยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉัน

เหมือนลูกอ่อนอันเกิดแต่ตนยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของมารดาเป็นแน่

[๔๑]

สะโพกอันกลมกลึงผึ่งผาย ที่ผูกห้อยประดับ

ด้วยสายสร้อยรัดเอวทองคำของหม่อมฉันซึ่งถูกตัด

ที่พวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่านั้น

ฝูงสุนัขจิ้งจอกจะยื้อแย่งเป็นแน่แท้

[๔๒]

ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอก

และสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นใดที่มีอยู่

พวกมันได้กัดกินเจ้าหญิงประภาวดีเป็นภักษาหารแล้ว

คงจักไม่แก่ชราเป็นแน่

[๔๓]

ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่

หากกษัตริย์ทั้งหลายผู้เสด็จไปสู่หนทางไกล

ได้ทรงนำเอาชิ้นเนื้อของหม่อมฉันไป

ขอเสด็จแม่โปรดทรงขอกระดูกไว้แล้วเผามันทิ้งเสียในระหว่างทาง

[๔๔]

ทูลกระหม่อมแม่ ขอเสด็จแม่โปรดให้สร้างเป็นสวน

แล้วให้ปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ในเขตนี้

เมื่อใด ต้นกรรณิการ์เหล่านั้นมีดอกบานสะพรั่ง

ในคราวหิมะตกแห่งฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น เสด็จแม่พึงรำลึกถึงหม่อมฉันว่า

ลูกประภาวดีของแม่มีผิวพรรณอย่างนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๕]

นางกษัตริย์ผู้มีผิวพรรณดังเทพอัปสร

ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าหญิงประภาวดีนั้น

ทอดพระเนตรเห็นดาบและเขียง

ภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ จึงเสด็จลุกขึ้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ทรงรำพันว่า)

[๔๖]

ข้าแต่เสด็จพี่มัททะ พระองค์จักทรงประหาร

พระธิดาเอวบางร่างน้อยซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

ด้วยพระแสงดาบนี้แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลายแน่ละหรือ

[๔๗]

ลูกหญิง ลูกไม่ทำตามคำของแม่ผู้หวังประโยชน์

ลูกนั้นจะมีเลือดโซมกายไปสู่สำนักพญายมในวันนี้

[๔๘]

คนใดแลไม่ทำตามคำของผู้หวังเกื้อกูล

และบ่งชี้ประโยชน์ทั้งหลาย

คนนั้นย่อมต้องลำบากอย่างนี้

และต้องประสบความชั่วร้ายยิ่งกว่า

[๔๙]

ก็ถ้าวันนี้ลูกหญิงมีพระกุมารทรงโฉมงดงาม

ประดุจฉาบไว้ด้วยทอง เป็นกษัตริย์ทรงกำเนิดกับพระเจ้ากุสะ

สวมใส่สร้อยสังวาลทองคำประดับแก้วมณี

ที่หมู่พระญาติทรงบูชาแล้ว

ก็จะไม่ต้องไปสู่นิเวศน์พญายม

[๕๐]

กลองบันลือเสียงสนั่น

ช้างก็ร้องเสียงดังกึกก้อง

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๑]

ม้าศึกคะนองร้องคำรามอยู่ที่พระทวาร

กุมารร้องรำทำเพลงอยู่

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๒]

ตระกูลของกษัตริย์ทั้งหลาย

มีเสียงร้องดังกึกก้องของเหล่านกยูงและนกกระเรียน

และมีเสียงร้องเสนาะไพเราะแห่งเหล่านกดุเหว่า

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ตรัสกับพระนางประภาวดีแล้วตรัสว่า)

[๕๓]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรูปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จะพึงปลดเปลื้องพวกเราจากความทุกข์ได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๔]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรู ปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า

(พระมารดาตรัสว่า)

[๕๕]

เจ้าเป็นบ้าหรือ จึงพูดออกมาเหมือนเด็กไร้เดียงสาพูด

ถ้าพระเจ้ากุสะพึงเสด็จมา ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๖]

พระเจ้ากุสะคือคนครัวนั่น ทรงหยักรั้งอย่างมั่นคง

กำลังก้มล้างหม้ออยู่ระหว่างตำหนักเจ้าหญิงทั้งหลาย

(พระมารดาตรัสบริภาษว่า)

[๕๗]

เจ้าเป็นช่างถาก เป็นหญิงจัณฑาล

หรือเป็นคนทำลายวงศ์ตระกูล

เจ้าเกิดในวงศ์ตระกูลของพระเจ้ามัททะ

ไฉนจึงทำพระสวามีให้เป็นทาส

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๘]

หม่อมฉันมิใช่ช่างถาก มิใช่หญิงจัณฑาล

และมิใช่คนทำลายวงศ์ตระกูล ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระเจ้ากุสะนั้นคือพระราชบุตรของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระนางประภาวดีทรงสรรเสริญพระเกียรติยศของพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๕๙]

พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญพราหมณ์ ๒๐,๐๐๐ คน

ให้บริโภคทุกเมื่อ ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๐]

เจ้าพนักงานตระเตรียมช้าง ๒๐,๐๐๐ เชือกไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๑]

เจ้าพนักงานตระเตรียมม้า ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๒]

เจ้าพนักงานตระเตรียมราชรถ ๒๐,๐๐๐ คันไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๓]

เจ้าพนักงานรีดน้ำนมแม่โค ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระเจ้ามัททะทรงตำหนิพระธิดาว่า)

[๖๔]

โอ ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้านั้นชั่วช้าเหลือเกิน

ที่ไม่บอกถึงองค์กษัตริย์ผู้ทรงพลังมหาศาลดุจพญาช้าง

แปลงเป็นกบเสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ามัททะทรงแสดงโทษของพระองค์ว่า)

[๖๕]

ข้าแต่มหาราชผู้จอมทัพ

ขอพระองค์โปรดงดโทษแก่หม่อมฉัน

ที่ไม่ทราบว่าทรงปลอมพระองค์เสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๖๖]

การที่หม่อมฉันเป็นคนครัวนั้นไม่เป็นการปกปิด

สำหรับคนเช่นหม่อมฉันเลย ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

พระองค์ทรงเลื่อมใสหม่อมฉันต่างหาก

การกระทำผิดของพระองค์ไม่มี

(พระเจ้ามัททะส่งพระนางประภาวดีไปขอโทษว่า)

[๖๗]

นี่ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้าจงไปขอให้พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงพลังมหาศาลทรงงดโทษเสีย

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นผู้ที่เจ้าให้งดโทษแล้ว

จะประทานชีวิตให้เจ้า

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๘]

เจ้าหญิงประภาวดีผู้มีผิวพรรณดุจเทพอัปสร

ทรงสดับพระดำรัสของพระปิตุราชแล้วทรงซบพระเศียร

กอดพระบาทพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้ใดล่วงเลยไป

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้นั้นเว้นจากพระองค์ล่วงเลยไปแล้ว

หม่อมฉันขอถวายบังคมพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า

ข้าแต่พระจอมทัพ ขอพระองค์โปรด

อย่าทรงกริ้วหม่อมฉันเลย พระเจ้าข้า

[๗๐]

หม่อมฉันขอถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระองค์

ขอเดชะมหาราช โปรดสดับคำของหม่อมฉัน

หม่อมฉันจะไม่กระทำความชิงชังต่อพระองค์อีกต่อไป

[๗๑]

ถ้าพระองค์ไม่ทรงโปรดกระทำตาม

คำของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้

พระราชบิดาก็จักทรงเข่นฆ่าหม่อมฉัน

แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๒]

เมื่อพระน้องนางอ้อนวอนอยู่อย่างนี้

ไฉนพี่จะไม่กระทำตามคำของพระน้องนางเล่า

แม่ประภาวดีผู้เลอโฉม พระน้องนางอย่าทรงกลัวไปเลย

พี่ไม่โกรธพระน้องนางหรอก

[๗๓]

พี่ขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อพระน้องนาง

พระราชบุตรีโปรดทรงสดับคำของพี่เถิด

พี่จะไม่กระทำความชิงชังต่อพระน้องนางอีกต่อไป

[๗๔]

แม่ประภาวดีผู้มีสะโพกผึ่งผาย

ความจริง พี่สามารถที่จะย่ำยีตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย

ให้ย่อยยับแล้วนำพระนางไป แต่เพราะความรักพระนาง

จึงยอมสู้ทนอดกลั้นความทุกข์อย่างล้นเหลือ

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ให้ขัตติยมานะเกิดขึ้น แล้วตรัสว่า)

[๗๕]

ข้าหลวงทั้งหลาย จงตระเตรียมราชรถ

ที่วิจิตรไปด้วยเครื่องอลังการต่างๆ และม้าที่ฝึกฝนดีแล้ว

ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงดูความเร็วของเรา

ผู้กำลังกำจัดศัตรูเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๖]

หญิงทั้งหลายภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ

พากันมองดูพระเจ้ากุสะนั้น

กำลังทรงเยื้องกรายดุจราชสีห์ ปรบพระหัตถ์

เสวยพระกระยาหารเป็นสองเท่า ณ ที่นั้น

[๗๗]

พระเจ้ากุสะเสด็จขึ้นทรงคอช้าง

และโปรดให้พระนางประภาวดีขึ้นประทับด้วย

ทรงหยั่งลงสู่สงครามบันลือสีหนาท

[๗๘]

กษัตริย์ทั้งหลายนอกนี้ทรงสดับพระสุรสีหนาท

ของท้าวเธอผู้ทรงบันลืออยู่

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

จึงพากันเสด็จหนีไป

เหมือนหมู่เนื้อหวาดกลัวต่อเสียงราชสีห์แล้วพากันหนีไป

[๗๙]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

ต่างพากันฟาดฟันกันเอง

[๘๐]

ในสงครามสำคัญครั้งนั้น

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว

ทรงมีพระหฤทัยร่าเริงชื่นชมยินดี

จึงได้พระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์ดวงหนึ่งแด่พระเจ้ากุสะ

[๘๑]

พระราชาพระองค์นั้นครั้นทรงชนะสงครามนั้นแล้ว

ได้รับพระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์

ประทับบนคอช้าง เสด็จเลียบบุรีนคร

[๘๒]

ทรงจับเป็นกษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ แล้วทรงพันธนาการ

ให้น้อมนำเข้าไปถวายต่อพระสัสสุระ (พ่อตา) ด้วยพระดำรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์

[๘๓]

พวกศัตรูทั้งหมดที่จะกำจัดพระองค์

ก็ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว

ขอพระองค์ทรงทำตามพระประสงค์เถิด

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้นก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๘๔]

กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ต่างหาก

มิใช่เป็นศัตรูของหม่อมฉันเลย

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้น

ก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๕]

พระธิดาทั้ง ๗ ของพระองค์เหล่านี้ ทรงเลอโฉม

อุปมาดังเทพกัญญา ขอพระองค์โปรดพระราชทาน

พระราชธิดาแต่ละพระองค์แด่กษัตริย์เหล่านั้น

ขอกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นพระราชบุตรเขยของพระองค์เถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสกับพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๘๖]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

กว่าธิดาของหม่อมฉันเหล่านั้น และกว่าหม่อมฉันทั้งปวง

ขอพระองค์ทรงพระราชทานธิดาทั้งหลายของหม่อมฉัน

แด่กษัตริย์เหล่านั้นตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๗]

ในกาลนั้น พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงมีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ได้พระราชทานพระธิดาของพระเจ้ามัททะ

แด่กษัตริย์เหล่านั้นพระนางละองค์

[๘๘]

กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ต่างพากันเอิบอิ่มพระทัย

ด้วยการได้นั้น ทรงมีพระทัยยินดีในพระเจ้ากุสะ

ผู้มีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ต่างฝ่ายต่างเสด็จกลับสู่แคว้นของตนทันที

[๘๙]

ส่วนพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

ทรงพาเจ้าหญิงประภาวดีและแก้วมณี

อันไพโรจน์งดงามเสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี

[๙๐]

เมื่อพระราชาและพระราชเทวีทั้ง ๒ พระองค์นั้น

เสด็จไปในราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้าไปยังกรุงกุสาวดี

ทรงมีพระฉวีวรรณและพระรูปโฉมทัดเทียมกัน

มิได้ทรงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่ากันและกันเลย

[๙๑]

ในกาลนั้น พระราชมารดาได้ทรงพบ

พระราชบุตรและพระชายา

พระบิดาและพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้นทรงสมัครสมานกัน

ครอบครองแผ่นดินกุสาวดีให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาลสืบมา

กุสชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๐. สังกิจจชาดกชาดกถัดไป๕๓๒. โสณนันทชาดก