ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๑ · สัตตตินิบาตชาดก

กุสชาดก

ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๖ จาก ๘

เรื่องเล่า

ลำดับนั้น แม้พระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อไม่ได้เห็นพระนาง ทรงลำบากอยู่ด้วยพระกระยาหารที่ไม่ดี ด้วยการบรรทมอย่างลำบาก จึงทรงดำริว่า นางค่อมนี้ จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราอยู่มาตั้ง ๗ เดือนแล้ว ยังไม่ได้เห็นพระนางเลย นางค่อมนี้ ช่างหยาบคายร้ายกาจเสียเหลือเกิน เราจักไปเยี่ยมพระราชมารดาและพระราชบิดาละ ในขณะนั้นท้าวสักกเทวราช ทรงรำพึงอยู่ ก็ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์นั้นทรงเบื่อหน่ายระอาพระทัย จึงทรงดำริว่า พระราชาไม่ได้เห็นพระนางประภาวดีมาถึง ๗ เดือน เราจักทำให้พระราชาได้เห็นสมประสงค์ จึงทรงเนรมิตบุรุษทั้งหลาย ให้เป็นทูตไปยังพระราชา ๗ พระนครทรงส่งข่าวสาสน์ไปเฉพาะแก่พระราชาแต่ละองค์ว่า พระนางประภาวดี ทรงละทิ้งพระเจ้ากุสราชกลับมาแล้ว ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ ก็จงเสด็จมารับเอาพระนางประภาวดีไปเถิด พระราชาทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น จึงพากันมาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เสด็จถึงกรุงสาคละต่างก็มิได้ทรงทราบถึงเหตุที่ต่างฝ่ายต่างมาของกันและกัน พระราชาเหล่านั้น ต่างตรัสถามกันว่า พระองค์เสด็จมาทำไม ครั้นทรงทราบเรื่องราวนั้น ต่างองค์ก็ทรงพิโรธพระเจ้ามัททราชพระองค์นั้น ตรัสกันว่า ได้ยินว่า พระเจ้ามัททราช จักยกลูกสาวคนเดียวให้แก่พระราชา ๗ พระนคร ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่สมควรของพระราชานั้น พระองค์ช่างมาเยาะเย้ยพวกเราได้ เราทั้งหลายจงช่วยกันจับท้าวเธอให้ได้เถิด ดังนั้น ทุก ๆ พระองค์จึงส่งพระราชสาสน์เข้าไปว่า พระเจ้ามัททราช จงให้พระนางประภาวดีแก่พวกเรา หรือว่าจะต่อยุทธ์ แล้วยกพลล้อมพระนครเข้าไว้ พระเจ้ามัททราช ทรงสดับพระราชสาสน์ ก็ตกพระทัยพระกายสั่น จึงตรัสเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาตรัสถามว่า เราจะทำอย่างไรกันดีลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงกราบทูลพระองค์ว่า ขอเดชะ พระราชาแม้ทั้ง๗ พระองค์ เสด็จมาเพราะอาศัยพระนางประภาวดี ต่างพระองค์ก็ตรัสว่าถ้าพระเจ้ามัททราชไม่ให้พระนาง เราทั้งหลายจักพังกำแพงเมืองเข้ามาสู่พระนคร จักยังพระเจ้ามัททราชนั้น ให้ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว จักพาเอาพระนางประภาวดีนั้นไป ดังนั้นเมื่อกำแพงยังไม่ทันจะพังนี้แหละ พวกเราควรจะรีบส่งพระนางประภาวดีไปให้กษัตริย์เหล่านั้นเสียก่อน ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลคาถานี้ว่า

ช้างเหล่านี้ทั้งหมด เป็นสัตว์แข็งกระด้างตั้งอยู่ เหมือนจอมปลวก จะพากันพังกำแพงเข้ามาเสียก่อน ขอพระองค์จงส่งข่าว แก่พระราชาเหล่านั้นว่า เชิญ เสด็จนานำเอาพระนางประภาวดีนี้ไปเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปถทฺธา ได้แก่ เป็นสัตว์เข้มแข็งยิ่งนัก. บทว่า อาเนเตตํ ปภาวติ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงส่งพระราชสาสน์นี้ไปว่า เชิญเสด็จมารับพระนางประภาวดีนี้ไปเถิด เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงรีบส่งพระนางประภาวดีไปถวายพระราชาเหล่านั้นเสียก่อน ที่ช้างเหล่านั้น ยังไม่ทำลายกำแพงเมืองเข้ามา.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ถ้าเราส่งนางประภาวดีไปให้แก่กษัตริย์องค์หนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือ ก็จักกระทำการรบ เราไม่อาจที่จะให้แก่กษัตริย์เมืองเดียวได้ ก็นางประภาวดีนี้ทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้นมาเสีย ด้วยรังเกียจว่า เป็นผู้มีรูปร่างน่าเกลียด บัดนี้จงรับผลของการกลับมานั้นเถิด เราจักฆ่านางเสียแล้วตัดออกเป็น ๗ ท่อน ส่งไปให้แก่พระราชา๗ พระองค์ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาเป็นลำดับต่อไปว่า

เราจะบั่นนางประภาวดีนี้ออกเป็นเจ็ดท่อน แล้ว จักให้แก่กษัตริย์ผู้เสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อจะฆ่าเรา.

ถ้อยคำของพระเจ้ามัททราชนั้น ได้ปรากฏไปทั่วพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้นนางบริจาริกาทั้งหลาย ก็เข้าไปทูลแด่พระนางประภาวดีว่า ได้ยินว่า พระราชาจะทรงบั่นพระแม่ออกเป็น ๗ ท่อนแล้ว ส่งไปให้พระราชา ๗ พระนคร, พระนางทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ทรงหวาดกลัวย่อมรณภัย เสด็จลุกจากที่ประทับมีพระภคินีทั้งหลายแวดล้อมแล้ว เสด็จไปยังพระตำหนักของพระมารดา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระราชบุตร ผู้มีผิวผ่องดังทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ มีพระเนตรนองด้วยน้ำตา อันหมู่ทาสีแวด ล้อม เสด็จไปยังพระตำหนักของพระมารดา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามา ได้แก่ มีผิวพรรณดุจทองคำ. บทว่า โกเสยฺยวาสินี ได้แก่ นุ่งผ้าที่ทอด้วยไหมอนแซมขจิตด้วยทองคำ.

พระนางเสด็จไปเฝ้าพระมารดาแล้ว ถวายบังคมพระมารดา ทรงกำสรวลสะอึกสะอื้น กราบทูลว่า

ข้าแต่พระมารดา หน้าของลูกอันผัดแล้วด้วย แป้ง ส่องแล้วที่กระจกเงา งดงาม มีดวงเนตรคมคาย ผุดผ่องเป็นนวลใย จักถูกกษัตริย์ทั้งหลาย โยนทิ้งเสีย ในป่าเป็นแน่แล้ว ฝูงแร้ง ก็จะพากันเอาเท้ายื้อแย่ง ผมของลูกอันดำ มีปลายงอน ละเอียดอ่อน ลูบไล้ ด้วยน้ำมันหอมแก่นจันทน์ ในท่ามกลางป่าช้าอัน เปรอะเปื้อนเป็นแน่. แขนอ่อนนุ่นทั้งสองของลูกอันมี เล็บแดง มีขนละเอียด ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ ก็จะถูก กษัตริย์ทั้งหลาย ตัดทิ้งเสียในป่า และฝูงกาก็จะโฉบ คาบเอาไปตามความปรารถนาเป็นแน่ สุนัขจิ้งจอกมา เห็นถันทั้งสองของลูก เช่นกับผลตาลอันห้อยอยู่ ซึ่ง ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แคว้นกาสี ก็จะยืนคร่อมที่ ถันทั้งสองของลูกเป็นแน่ เหมือนลูกอ่อนที่เกิดแต่ตน ของมารดา ตะโพกอันกลมผึ่งผายของลูก ผูกรัดด้วย สร้อยสะอิ้งทอง ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนทิ้งไปในป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอก ก็จะพากันมาฉุด คร่าไปกิน ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่น ซึ่งมีอยู่ได้กินนางประภาวดีแล้ว คง ไม่รู้จักแก่กันเป็นแน่ ข้าแต่พระมารดา ถ้ากษัตริย์ ทั้งหลายผู้มาแต่ที่ไกล ได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมด แล้ว พระมารดาได้ทรงโปรดขอเอากระดูกมาเผาเสีย ในระหว่างทางใหญ่ ขอพระมารดาได้สร้างสวนดอก ไม้แล้ว จงปลูกต้นกรรณิการ์ในสวนเหล่านั้น ข้าแต่ พระมารดา ในกาลใด ดอกกรรณิการ์เหล่านั้นเบ่ง บานแล้ว ในเวลาหิมะตกในฤดูเหมันต์ ในกาลนั้น ขอพระมารดา พึงระลึกถึงลูกว่า ประภาวดีมีผิวพรรณ อย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กกฺกูปนิเสวิตํ ความว่า ผัดแล้วด้วยแป้งสำหรับผัดหน้า ๕ อย่างเหล่านี้คือ สาสปกักกะ แป้งที่ทำด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด ๑ โลณกักกะ แป้งที่ทำด้วยเกลือ ๑ มัตติกกักกะ แป้งที่ทำด้วยดิน ๑ติลกักกะ แป้งที่ทำด้วยเมล็ดงา ๑ หลิททกักกะ แป้งที่ทำด้วยขมิ้น ๑. บทว่า อาทาสทนฺตาถรุปจฺจเวกฺขิตํ ได้แก่ ส่องแล้วที่กระจกมีด้ามอันทำด้วยงาคือ มองดูที่กระจกนั้นแล้วแต่งตัว. บทว่า สุภํ ได้แก่ มีใบหน้าอันงดงาม. บทว่า วิรชํ ได้แก่ ปราศจากละออง คือหมดมลทินเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า อนงฺคณํ ได้แก่ เว้นจากโทษมีฝีและสิวเป็นต้น. บทว่า ฉุฑฺฑํ ความว่าข้าแต่พระมารดา ใบหน้าของลูกสวยออกอย่างนี้ คงจะถูกพวกกษัตริย์ทั้งหลายโยนทิ้งเสียในบัดนี้เป็นแน่. บทว่า วเน คือ ในราวป่า. พระนางคร่ำครวญว่าหน้าของพระนางจักทิ้งอยู่ในป่า. บทว่า อสิเต ได้แก่ ดำเป็นมันขลับ. บทว่า เวลฺลิตคฺเค ได้แก่ มีปลายงอนขึ้นข้างบน. บทว่า สีวถิกาย คือในสุสาน. บทว่า ปริกฑฺฒยนฺติ ความว่า พวกแร้งทั้งหลาย ที่ชอบเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ก็จะเอาเท้าทั้ง ๒ ตะกุยยื้อแย่งผมของลูกซึ่งงามถึงเพียงนี้เป็นแน่. บทว่า คยฺห ธํโก คจฺฉติ เยน กามํ ความว่า ข้าแต่พระมารดา นกชื่อว่า ธังกะจักโฉบเอาแขนของลูกที่สวยออกอย่างนี้ไปจิกกินแล้ว จักบินไปตามความปรารถนา. บทว่า ตาลูปนิเภ ได้แก่ คล้ายกับผลตาลมีสีเหลืองดุจทอง. บทว่า กาสิกจนฺทเนน ได้แก่ ลูบไล้แล้วด้วยจุณไม้จันทน์มีเนื้ออันละเอียด. บทว่า ถเนสุ เม ความว่า ข้าแต่พระมารดา สุนัขจิ้งจอกมาเห็นนมทั้ง ๒ข้างของลูกงามออกอย่างนี้ ซึ่งตกอยู่ในสุสาน ก็จะเอาปากกัดคร่อมลงที่นมทั้ง๒ ข้าง ของลูกนั้นเป็นแน่แท้ ประดุจลูกอ่อนของมารดาผู้เกิดแต่ตนของตนฉะนั้น. บทว่า โสณี คือ แผ่นสะเอว. บทว่า สุโกฏฺฏิตํ ได้แก่ ที่บุคคลเอาไม้คางโคทุบแต่งจนงามดี. บทว่า อวตฺถํ คือทิ้งแล้ว. บทว่า ภกฺขยิตฺวา ความว่า ข้าแต่พระมารดา สัตว์ทั้งหลายมีจำนวนเท่านี้เหล่านี้ เคี้ยวกินเนื้อของลูกแล้ว จักไม่แก่เป็นแน่แท้. บทว่า สเจ มํสานิ หาเรสุํ ความว่าข้าแต่พระมารดา ถ้าพวกกษัตริย์เหล่านั้น ยังมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันในลูก พึงแล่เนื้อของลูกออก เมื่อเป็นเช่นนั้น พระมารดาจงขอเอากระดูกมา. บทว่า อนุปนฺเถ ทหาถ นํ ความว่า พระนางประภาวดีทูลว่า ขอพระมารดาพึงเผาลูกเลีย ในระหว่างแห่งทางเล็กและทางใหญ่. บทว่า เขตฺตานิ ความว่าข้าแต่พระมารดา ขอให้พระมารดาจงสร้างสวนดอกไม้ขึ้น ในบริเวณสถานที่ที่เผาศพของลูกแล้ว. บทว่า เอตฺถ ความว่า พึงปลูกต้นกรรณิการ์ทั้งหลายในบริเวณเนื้อที่เหล่านั้นด้วย. บทว่า หิมจฺจเย ได้แก่ ในเดือน ๔ ที่พ้นจากหิมะตกแล้ว. บทว่า สเรยฺยาถ ความว่า พระมารดาพึงเอาดอกไม้เหล่านั้นบรรจุจนเต็มผอบแล้ว วางไว้ ณ พระเพลา แล้วพึงระลึกว่า ประภาวดีลูกของเรา มีผิวพรรณดังดอกกรรณิการ์ ดังนี้.

พระนางประภาวดีนั้นถูกมรณภัยคุกคามแล้ว จึงทรงบ่นเพ้ออยู่บนพระตำหนักของพระมารดา ด้วยประการฉะนี้. ฝ่ายพระเจ้ามัททราชก็ตรัสสั่งอำมาตย์ให้ถือขวานและระฆังแล้ว ทรงบังคับว่า นายเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร จงมาในที่นี้เดี๋ยวนี้ การที่นายเพชฌฆาตนั้นเข้ามา ก็ปรากฏทั่วไปในเรือนหลวงทั้งสิ้น. ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางประภาวดีทรงสดับว่า นายเพชฌฆาตนั้นมาแล้ว ก็เสด็จลุกจากอาสนะ ทรงเพรียบพร้อมด้วยความเศร้าโศก ได้เสด็จไปยังพระสำหนักของพระราชา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระมารดาของพระนางประภาวดีเป็นขัตติยานี มีพระฉวีวรรณดุจดังเทพอัปสร ได้ประทับยืนอยู่แล้ว ทอดพระเนตรเห็นดาบและธนู วางอยู่ตรงพระพักตร์

พระเจ้ามัททราชภายในบุรี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฏฺฐาสิ ความว่า พระนางเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะเสด็จไปยังพระตำหนักของพระราชาแล้ว ประทับยืนอยู่. บทว่า ทิสฺวา อสิญฺจ สูณญฺจ ความว่า พระนางทอดพระเนตรเห็นขวานและธนู ที่เขาวางไว้บนพื้นใหญ่ข้างพระพักตร์พระราชา อันประดับประดาแล้ว ณ ภายในบุรีจึงทรงรำพันอยู่ตรัสพระคาถาว่า

พระองค์จะทรงฆ่าพระธิดาของหม่อมฉัน บั่น ให้เป็นท่อน ๆ ด้วยดาบนี้ แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ ทั้งหลาย แน่หรือเพค่ะ.

คำว่า ดาบ ในคาถานั้น พระองค์ตรัสประสงค์ถึงขวาน. จริงอยู่ขวานนั้นชื่อว่าดาบ ในที่นี้. บทว่า สุสญฺํ ตนุมชฺฌิมํ ได้แก่ ฟันให้เป็นท่อนถึงกลางตัว.

ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงให้พระเทวีนั้นรู้สำนึก จึงตรัสว่าดูก่อนพระเทวี ท่านพูดอะไร ก็พระธิดาของท่านมาทอดทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น ด้วยรังเกียจว่า มีรูปร่างชั่วช้า เมื่อหนทางที่มายังไม่พินาศทีเดียว ก็พาเอาความตายมาโดยหน้าผาก บัดนี้ จงรับผลแห่งความเป็นอิสระเพราะอาศัยรูปของตนเถิด. พระนางได้ทรงสดับพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้วจึงเสด็จไปยังพระตำหนักของพระธิดา ทรงรำพันเพ้อตรัสว่า

พระลูกน้อยเอ๋ย พระราชบิดาไม่ทรงกระทำตาม คำของแม่ผู้ใคร่ประโยชน์ เจ้านั้นจะเปรอะเปื้อนโลหิต ไปสู่สำนักพระยายมในวันนี้ ถ้าบุรุษผู้ใดไม่ทำตามคำ ของบิดามารดาผู้เกื้อกูลมองเห็นประโยชน์ บุรุษผู้นั้น ย่อมได้รับโทษอย่างนี้ และจะต้องเข้าถึงโทษที่ลามก กว่า ในวันนี้ ถ้าลูกจะทรงไว้ซึ่งกุมาร ทรงโฉมงดงาม ดังสีทอง เป็นกษัตริย์เกิดกับพระเจ้ากุสราช สวม สร้อยสังวาลย์แก้วมณีแกมทอง อันหมู่พระญาติบูชา แล้วไซร้ ลูกก็จะไม่ต้องไปยังสำนักของพระยายม ลูกหญิงเอ๋ย เสียงกลองชัยเภรีดังอยู่อึงมี่ และเสียง ช้างร้องก้องอยู่ ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลายใด ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งกว่าตระกูลนั้น จึง ได้มาเสีย เสียงม้าศึกคึกคะนอง ร้องคำรนอยู่ที่ประตู เสียงกุมารร้องรำทำเพลงอยู่ ในตระกูลกษัตริย์ทั้งหลาย ลูกเห็นอะไรเล่าหนอ ที่มีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย มีนกยูง นกกระเรียนและนกดุเหว่า ส่งเสียงร้องก้องเสนาะ ไพเราะจับใจ ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่จะมีความสุขยิ่ง ไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย.

ในคาถานั้น พระเทวีตรัสเรียกพระนางประภาวดีนั้นว่า ดูก่อนลูกน้อยดังนี้. คำนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ในวันนี้เจ้าจะกระทำอะไรในที่นี้ เข้าไปในวังของสามี ย่อมมัวเมาด้วยความเมาในรูป. เพราะฉะนั้น พระราชบิดาจึงไม่ยอมกระทำตามคำของแม่ แม้จะอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ในวันนี้ เจ้านั้นจะต้องเปื้อนด้วยโลหิตไปสู่สำนักพระยายม คือไปสู่ภพแห่งพระยามัจจุราช. บทว่า ปาปิยญฺจ ได้แก่ ย้อมเข้าถึงโทษอันชั่วช้ากว่าโทษที่ได้รับอยู่นี้อีกด้วย. บทว่าสเจว อชฺช ธาเรสิ ความว่า แน่ะแม่ ถ้าเจ้าไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตใจก็จะได้พระโอรส มีรูปโฉมงดงามดังสีทองเหมือนกับรูปร่างของตัว ซึ่งได้แล้วเพราะอาศัยพระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมแห่งชน. บทว่า ยมกฺขยํ ความว่า แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จะไม่ต้องไปสู่นิเวศน์แห่งพระยายม. บทว่า ตโต ความว่าในตระกูลแห่งกษัตริย์ใด มีความสนุกสนานเพลิดเพลินถึงเพียงนี้ เจ้าเห็น. อะไรเล่า ที่มีความสุขยิ่งไปกว่าสถานที่เช่นนั้น คือแต่ราชตระกูลกุสาวดี ที่ครึกครื้นอยู่ด้วยเสียงแห่งกลองชัย และเสียงคึกคะนองร้องคำรนแห่งช้างและนกกระเรียนในระหว่างทาง จึงได้มาเสียในที่นี้. บทว่า หสิสติ แปลว่าร้องดังก้อง. บทว่า กุมาโร ได้แก่ กุมารคนธรรพ์นักฟ้อนรำ ซึ่งศึกษาชำนาญดีแล้ว. บทว่า อุปโรทติ ได้แก่ ถือเอาดนตรีชนิดต่าง ๆ แล้วทำการขับร้อง. บทว่า โกกิลาภินิกุชฺชิเต ความว่า ในตระกูลแห่งพระเจ้ากุสราช มีพวกนกกาเหว่าทั้งหลายร้องระงมอยู่ ประหนึ่งเซ็งแซ่ไปด้วยการบำรุงบำเรอด้วยการฟ้อนรำขับร้องประโคม อันเป็นไปตลอดเวลาเย็น และเวลาเช้า.

พระเทวีนั้น ทรงเจรจากับพระนางประภาวดี ด้วยคาถามีประมาณเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า ถ้าในวันนี้ พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมแห่งชน พึงประทับอยู่ในที่นี้ไซร้ ก็จะทรงออกตีพระราชาทั้ง ๗ พระนครเหล่านี้ ให้แตกหนีไป พึ่งเปลื้องเสียซึ่งพระลูกของเรา ให้พ้นจากความทุกข์แล้ว พึงพาลูกของเรากลับไป แล้วตรัสคาถาว่า

พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่าง ยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร ทรงปราบปราม แคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้องเราทั้งหลาย ให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับ อยู่ที่ไหนหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬารปญฺาโณ ได้เก่ ผู้มีปัญญายิ่ง.

ในลำดับนั้น พระนางประกาศจึงทรงดำริว่า เมื่อมารดาของเราพรรณนาคุณของพระเจ้ากุสราชอยู่ ปากย่อมไม่เพียงพอ เราจักบอกว่าพระเจ้ากุสราชนั้นทรงทำการงาน ในหน้าที่พนักงานห้องเครื่องต้น ประทับอยู่ในที่นี้นั่นแหละ แด่พระมารดานั้นก่อน จึงทูลเป็นคาถาว่า

พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่าง ยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร ทรงปราบปราบแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้น ทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับอยู่ ที่นี่แหละเพค้ะ.

ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางประภาวดีนั้น จึงทรงดำริว่า ลูกเราคนนี้ เห็นจะหวาดกลัวต่อมรณภัย จึงละเมอเพ้อไป ดังนี้แล้ว จึงตรัสเป็นพระคาถาว่า

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๖ / ๘ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตตินิบาตชาดก · ๔๐๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๐. สัตตตินิบาต

๑. กุสชาดก (๕๓๑)

ว่าด้วยพระเจ้ากุสะหลงรูปโฉมนางประภาวดี

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์กราบทูลพระมารดาว่า)

[๑]

เสด็จแม่ นี้แคว้นของเสด็จแม่

มีทรัพย์สมบัติ ยานพาหนะ เครื่องประดับ

สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง

ขอเสด็จแม่ทรงปกครองราชสมบัติของเสด็จแม่นี้เถิด

หม่อมฉันจะไปยังนครที่พระนางประภาวดี

ผู้เป็นที่รักประทับอยู่

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๒]

พระองค์มีพระทัยไม่ซื่อตรง

ทรงหาบคอนหาบใหญ่ จักทรงเหน็ดเหนื่อย

ทั้งกลางวัน กลางคืน และดึกดื่นเที่ยงคืน

ข้าแต่พระเจ้ากุสะ ขอเชิญพระองค์

รีบเสด็จกลับกรุงกุสาวดีโดยพลันเถิด

หม่อมฉันไม่ประสงค์จะให้พระองค์

ผู้ทรงมีผิวพรรณทรามประทับอยู่ ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๓]

พี่จะไม่จากที่นี้ไปกรุงกุสาวดี

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในความงามของเธอ

จึงยินดีอยู่ในที่ประทับอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททะ

พี่ยินดีพอใจที่จะเห็นเธอ จึงละทิ้งแคว้นมา

[๔]

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในผิวพรรณของเธอ

จึงซมซานท่องเที่ยวไปสู่เมทนีดล

ไม่รู้จักทิศว่า เรามาจากไหน

มัวแต่มัวเมาหลงใหลในตัวเธอ

ผู้มีดวงตาประดุจตาลูกน้อยเนื้อทราย

[๕]

น้องนางผู้มีสะโพกอันผึ่งผาย

ทรงผ้าขลิบทอง

เครื่องประดับทองคำ

พี่ไม่มีความต้องการราชสมบัติ

เพราะปรารถนาตัวเธอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖]

ข้าแต่พระราชาผู้เจริญ

ผู้ใดปรารถนาบุคคลที่เขาไม่ปรารถนา

ผู้นั้นย่อมไม่มีความเจริญ

พระองค์ต้องการบุคคลที่เขาไม่ต้องการ

ปรารถนารักใคร่บุคคลที่เขาไม่รักใคร่

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๗]

คนใดได้คนที่ไม่ต้องการตนก็ตาม

ที่ต้องการตนก็ตามมาเป็นคนรัก

เราสรรเสริญการได้ในความรักนี้ของคนนั้น

การไม่ได้ในความรักนั้นซิเป็นความโชคร้าย

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๘]

พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนาพระองค์

เปรียบเสมือนพระองค์ทรงใช้ไม้กรรณิการ์ขุดเพชร

(หรือ) ทรงใช้ตาข่ายดักลม

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๙]

หินคงถูกฝังไว้ในพระหทัยอันมีลักษณะ

อ่อนละมุนละไมของพระนางเป็นแน่

เพราะหม่อมฉันมาจากชนบทบ้านนอก

ยังมิได้ประสบความแช่มชื่นจากพระนางเลย

[๑๐]

เมื่อใด พระราชบุตรีหน้านิ่ว

ทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้นหม่อมฉันก็ยังคงเป็นคนครัวภายในเมืองของพระเจ้ามัททะ

[๑๑]

เมื่อใด พระราชบุตรีทรงแย้มสรวลทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้น หม่อมฉันไม่ใช่คนครัว

เมื่อนั้น หม่อมฉันเป็นพระเจ้ากุสะ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๑๒]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของโหรทั้งหลายจักเป็นความจริงว่า

พระองค์ไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่นอน

ขอชนทั้งหลายจงสับหม่อมฉันให้เป็น ๗ ท่อนเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๑๓]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของพวกโหรอื่น

หรือของหม่อมฉันจักเป็นความจริงไซร้

คนอื่นนอกจากพระเจ้ากุสะผู้มีพระสุรเสียงดังราชสีห์

ไม่ใช่พระสวามีของพระนางแน่นอน

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ทรงหยอกล้อหญิงค่อม พระพี่เลี้ยงพระนางประภาวดีว่า)

[๑๔]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเหลียวมองดูเรา

[๑๕]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเจรจากับเรา

[๑๖]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงยิ้มแย้มให้เรา

[๑๗]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงพระสรวลกับเรา

[๑๘]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงจับต้องเราด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒

(นางค่อมไปกราบทูลพระนางประภาวดีว่า)

[๑๙]

ก็พระราชบุตรีพระองค์นี้คงจะไม่ประสบ

แม้ความสำราญพระทัยในพระเจ้ากุสะ

ผู้เป็นคนครัว คนรับใช้ คนเลี้ยงดู

ซึ่งไม่ทรงประสงค์ค่าจ้างอย่างแน่แท้

(พระนางประภาวดีตรัสว่า)

[๒๐]

ก็นางค่อมคนนี้คงยังไม่ได้ถูกมีดคมตัดลิ้นแน่นอน

จึงยังกล่าวชั่วช้าอย่างนี้อยู่

(นางค่อมประกาศความดีของพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระยศใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีทรัพย์มากมาย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระกำลังมาก

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๔]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๕]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นมหาราช

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๖]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระสุรเสียงดังราชสีห์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๗]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๘]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหยดย้อย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๙]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหวานจับใจ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๐]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะอ่อนหวาน

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีศิลปะนับเป็นร้อยๆ อย่าง

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงพระนามว่าพระเจ้ากุสะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

(เหล่าอำมาตย์กราบทูลพระเจ้ามัททะว่า)

[๓๔]

พระราชาผู้ประเสริฐเหล่านี้ทรงกระด้างยิ่งนัก

ทั้งหมดสวมเกราะประทับยืนตระหง่านอยู่

ก่อนที่พระราชาเหล่านั้นจะทรงทำลายกำแพง

ขอพระองค์จงทรงส่งพระราชสาส์นไปว่า

ขอพระราชาทั้งหลายจงนำเอาพระธิดาประภาวดีไปเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๓๕]

เราจักสับลูกหญิงประภาวดีนั้นให้เป็น ๗ ท่อนแล้ว

ถวายให้แก่พระราชาทั้งหลายที่เสด็จมาเพื่อฆ่าเรา ณ ที่นี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๖]

พระราชบุตรีผู้มีผิวพรรณดุจทอง ทรงผ้าไหมสีขลิบทอง

พระเนตรทั้ง ๒ นองไปด้วยพระอัสสุชล

มีหมู่นางทาสีห้อมล้อมได้เสด็จลุกขึ้นแล้ว

(พระนางประภาวดีทรงคร่ำครวญว่า)

[๓๗]

ดวงหน้าหม่อมฉันที่ลูบไล้ด้วยแป้ง

ส่องดูที่กระจกเงาด้ามงาอันงดงาม

มีดวงตาคมคายผุดผ่องเป็นยองใยไม่มีไฝฝ้านั้น

จักถูกพวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่าเป็นแน่

[๓๘]

เส้นผมทั้งหลายของหม่อมฉันที่ดำสนิท

มีปลายงอน อ่อนละมุนละไม

ที่ลูบไล้ด้วยน้ำมันแก่นจันทน์เหล่านั้น

นกแร้งทั้งหลายจะพากันใช้เท้าทั้ง ๒ ตะกุยคุ้ยเขี่ย

ให้ยุ่งเหยิงในท่ามกลางป่าช้าเป็นแน่

[๓๙]

แขนทั้ง ๒ ของหม่อมฉันอ่อนนุ่ม มีเล็บมือแดง

มีขนละเอียดอ่อนซึ่งลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์เหล่านั้น

จะถูกพวกกษัตริย์ตัดทิ้งไว้ในป่า

นกกาก็จะคาบเอาไปตามความต้องการเป็นแน่

[๔๐]

ถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉันยังไม่หย่อนยาน

เปรียบปานได้กับผลตาล

ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แดงจากแคว้นกาสีเหล่านั้น

สุนัขจิ้งจอกเห็นเข้าแล้วจักยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉัน

เหมือนลูกอ่อนอันเกิดแต่ตนยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของมารดาเป็นแน่

[๔๑]

สะโพกอันกลมกลึงผึ่งผาย ที่ผูกห้อยประดับ

ด้วยสายสร้อยรัดเอวทองคำของหม่อมฉันซึ่งถูกตัด

ที่พวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่านั้น

ฝูงสุนัขจิ้งจอกจะยื้อแย่งเป็นแน่แท้

[๔๒]

ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอก

และสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นใดที่มีอยู่

พวกมันได้กัดกินเจ้าหญิงประภาวดีเป็นภักษาหารแล้ว

คงจักไม่แก่ชราเป็นแน่

[๔๓]

ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่

หากกษัตริย์ทั้งหลายผู้เสด็จไปสู่หนทางไกล

ได้ทรงนำเอาชิ้นเนื้อของหม่อมฉันไป

ขอเสด็จแม่โปรดทรงขอกระดูกไว้แล้วเผามันทิ้งเสียในระหว่างทาง

[๔๔]

ทูลกระหม่อมแม่ ขอเสด็จแม่โปรดให้สร้างเป็นสวน

แล้วให้ปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ในเขตนี้

เมื่อใด ต้นกรรณิการ์เหล่านั้นมีดอกบานสะพรั่ง

ในคราวหิมะตกแห่งฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น เสด็จแม่พึงรำลึกถึงหม่อมฉันว่า

ลูกประภาวดีของแม่มีผิวพรรณอย่างนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๕]

นางกษัตริย์ผู้มีผิวพรรณดังเทพอัปสร

ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าหญิงประภาวดีนั้น

ทอดพระเนตรเห็นดาบและเขียง

ภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ จึงเสด็จลุกขึ้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ทรงรำพันว่า)

[๔๖]

ข้าแต่เสด็จพี่มัททะ พระองค์จักทรงประหาร

พระธิดาเอวบางร่างน้อยซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

ด้วยพระแสงดาบนี้แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลายแน่ละหรือ

[๔๗]

ลูกหญิง ลูกไม่ทำตามคำของแม่ผู้หวังประโยชน์

ลูกนั้นจะมีเลือดโซมกายไปสู่สำนักพญายมในวันนี้

[๔๘]

คนใดแลไม่ทำตามคำของผู้หวังเกื้อกูล

และบ่งชี้ประโยชน์ทั้งหลาย

คนนั้นย่อมต้องลำบากอย่างนี้

และต้องประสบความชั่วร้ายยิ่งกว่า

[๔๙]

ก็ถ้าวันนี้ลูกหญิงมีพระกุมารทรงโฉมงดงาม

ประดุจฉาบไว้ด้วยทอง เป็นกษัตริย์ทรงกำเนิดกับพระเจ้ากุสะ

สวมใส่สร้อยสังวาลทองคำประดับแก้วมณี

ที่หมู่พระญาติทรงบูชาแล้ว

ก็จะไม่ต้องไปสู่นิเวศน์พญายม

[๕๐]

กลองบันลือเสียงสนั่น

ช้างก็ร้องเสียงดังกึกก้อง

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๑]

ม้าศึกคะนองร้องคำรามอยู่ที่พระทวาร

กุมารร้องรำทำเพลงอยู่

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๒]

ตระกูลของกษัตริย์ทั้งหลาย

มีเสียงร้องดังกึกก้องของเหล่านกยูงและนกกระเรียน

และมีเสียงร้องเสนาะไพเราะแห่งเหล่านกดุเหว่า

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ตรัสกับพระนางประภาวดีแล้วตรัสว่า)

[๕๓]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรูปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จะพึงปลดเปลื้องพวกเราจากความทุกข์ได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๔]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรู ปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า

(พระมารดาตรัสว่า)

[๕๕]

เจ้าเป็นบ้าหรือ จึงพูดออกมาเหมือนเด็กไร้เดียงสาพูด

ถ้าพระเจ้ากุสะพึงเสด็จมา ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๖]

พระเจ้ากุสะคือคนครัวนั่น ทรงหยักรั้งอย่างมั่นคง

กำลังก้มล้างหม้ออยู่ระหว่างตำหนักเจ้าหญิงทั้งหลาย

(พระมารดาตรัสบริภาษว่า)

[๕๗]

เจ้าเป็นช่างถาก เป็นหญิงจัณฑาล

หรือเป็นคนทำลายวงศ์ตระกูล

เจ้าเกิดในวงศ์ตระกูลของพระเจ้ามัททะ

ไฉนจึงทำพระสวามีให้เป็นทาส

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๘]

หม่อมฉันมิใช่ช่างถาก มิใช่หญิงจัณฑาล

และมิใช่คนทำลายวงศ์ตระกูล ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระเจ้ากุสะนั้นคือพระราชบุตรของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระนางประภาวดีทรงสรรเสริญพระเกียรติยศของพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๕๙]

พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญพราหมณ์ ๒๐,๐๐๐ คน

ให้บริโภคทุกเมื่อ ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๐]

เจ้าพนักงานตระเตรียมช้าง ๒๐,๐๐๐ เชือกไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๑]

เจ้าพนักงานตระเตรียมม้า ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๒]

เจ้าพนักงานตระเตรียมราชรถ ๒๐,๐๐๐ คันไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๓]

เจ้าพนักงานรีดน้ำนมแม่โค ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระเจ้ามัททะทรงตำหนิพระธิดาว่า)

[๖๔]

โอ ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้านั้นชั่วช้าเหลือเกิน

ที่ไม่บอกถึงองค์กษัตริย์ผู้ทรงพลังมหาศาลดุจพญาช้าง

แปลงเป็นกบเสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ามัททะทรงแสดงโทษของพระองค์ว่า)

[๖๕]

ข้าแต่มหาราชผู้จอมทัพ

ขอพระองค์โปรดงดโทษแก่หม่อมฉัน

ที่ไม่ทราบว่าทรงปลอมพระองค์เสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๖๖]

การที่หม่อมฉันเป็นคนครัวนั้นไม่เป็นการปกปิด

สำหรับคนเช่นหม่อมฉันเลย ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

พระองค์ทรงเลื่อมใสหม่อมฉันต่างหาก

การกระทำผิดของพระองค์ไม่มี

(พระเจ้ามัททะส่งพระนางประภาวดีไปขอโทษว่า)

[๖๗]

นี่ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้าจงไปขอให้พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงพลังมหาศาลทรงงดโทษเสีย

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นผู้ที่เจ้าให้งดโทษแล้ว

จะประทานชีวิตให้เจ้า

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๘]

เจ้าหญิงประภาวดีผู้มีผิวพรรณดุจเทพอัปสร

ทรงสดับพระดำรัสของพระปิตุราชแล้วทรงซบพระเศียร

กอดพระบาทพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้ใดล่วงเลยไป

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้นั้นเว้นจากพระองค์ล่วงเลยไปแล้ว

หม่อมฉันขอถวายบังคมพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า

ข้าแต่พระจอมทัพ ขอพระองค์โปรด

อย่าทรงกริ้วหม่อมฉันเลย พระเจ้าข้า

[๗๐]

หม่อมฉันขอถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระองค์

ขอเดชะมหาราช โปรดสดับคำของหม่อมฉัน

หม่อมฉันจะไม่กระทำความชิงชังต่อพระองค์อีกต่อไป

[๗๑]

ถ้าพระองค์ไม่ทรงโปรดกระทำตาม

คำของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้

พระราชบิดาก็จักทรงเข่นฆ่าหม่อมฉัน

แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๒]

เมื่อพระน้องนางอ้อนวอนอยู่อย่างนี้

ไฉนพี่จะไม่กระทำตามคำของพระน้องนางเล่า

แม่ประภาวดีผู้เลอโฉม พระน้องนางอย่าทรงกลัวไปเลย

พี่ไม่โกรธพระน้องนางหรอก

[๗๓]

พี่ขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อพระน้องนาง

พระราชบุตรีโปรดทรงสดับคำของพี่เถิด

พี่จะไม่กระทำความชิงชังต่อพระน้องนางอีกต่อไป

[๗๔]

แม่ประภาวดีผู้มีสะโพกผึ่งผาย

ความจริง พี่สามารถที่จะย่ำยีตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย

ให้ย่อยยับแล้วนำพระนางไป แต่เพราะความรักพระนาง

จึงยอมสู้ทนอดกลั้นความทุกข์อย่างล้นเหลือ

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ให้ขัตติยมานะเกิดขึ้น แล้วตรัสว่า)

[๗๕]

ข้าหลวงทั้งหลาย จงตระเตรียมราชรถ

ที่วิจิตรไปด้วยเครื่องอลังการต่างๆ และม้าที่ฝึกฝนดีแล้ว

ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงดูความเร็วของเรา

ผู้กำลังกำจัดศัตรูเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๖]

หญิงทั้งหลายภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ

พากันมองดูพระเจ้ากุสะนั้น

กำลังทรงเยื้องกรายดุจราชสีห์ ปรบพระหัตถ์

เสวยพระกระยาหารเป็นสองเท่า ณ ที่นั้น

[๗๗]

พระเจ้ากุสะเสด็จขึ้นทรงคอช้าง

และโปรดให้พระนางประภาวดีขึ้นประทับด้วย

ทรงหยั่งลงสู่สงครามบันลือสีหนาท

[๗๘]

กษัตริย์ทั้งหลายนอกนี้ทรงสดับพระสุรสีหนาท

ของท้าวเธอผู้ทรงบันลืออยู่

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

จึงพากันเสด็จหนีไป

เหมือนหมู่เนื้อหวาดกลัวต่อเสียงราชสีห์แล้วพากันหนีไป

[๗๙]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

ต่างพากันฟาดฟันกันเอง

[๘๐]

ในสงครามสำคัญครั้งนั้น

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว

ทรงมีพระหฤทัยร่าเริงชื่นชมยินดี

จึงได้พระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์ดวงหนึ่งแด่พระเจ้ากุสะ

[๘๑]

พระราชาพระองค์นั้นครั้นทรงชนะสงครามนั้นแล้ว

ได้รับพระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์

ประทับบนคอช้าง เสด็จเลียบบุรีนคร

[๘๒]

ทรงจับเป็นกษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ แล้วทรงพันธนาการ

ให้น้อมนำเข้าไปถวายต่อพระสัสสุระ (พ่อตา) ด้วยพระดำรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์

[๘๓]

พวกศัตรูทั้งหมดที่จะกำจัดพระองค์

ก็ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว

ขอพระองค์ทรงทำตามพระประสงค์เถิด

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้นก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๘๔]

กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ต่างหาก

มิใช่เป็นศัตรูของหม่อมฉันเลย

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้น

ก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๕]

พระธิดาทั้ง ๗ ของพระองค์เหล่านี้ ทรงเลอโฉม

อุปมาดังเทพกัญญา ขอพระองค์โปรดพระราชทาน

พระราชธิดาแต่ละพระองค์แด่กษัตริย์เหล่านั้น

ขอกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นพระราชบุตรเขยของพระองค์เถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสกับพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๘๖]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

กว่าธิดาของหม่อมฉันเหล่านั้น และกว่าหม่อมฉันทั้งปวง

ขอพระองค์ทรงพระราชทานธิดาทั้งหลายของหม่อมฉัน

แด่กษัตริย์เหล่านั้นตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๗]

ในกาลนั้น พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงมีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ได้พระราชทานพระธิดาของพระเจ้ามัททะ

แด่กษัตริย์เหล่านั้นพระนางละองค์

[๘๘]

กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ต่างพากันเอิบอิ่มพระทัย

ด้วยการได้นั้น ทรงมีพระทัยยินดีในพระเจ้ากุสะ

ผู้มีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ต่างฝ่ายต่างเสด็จกลับสู่แคว้นของตนทันที

[๘๙]

ส่วนพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

ทรงพาเจ้าหญิงประภาวดีและแก้วมณี

อันไพโรจน์งดงามเสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี

[๙๐]

เมื่อพระราชาและพระราชเทวีทั้ง ๒ พระองค์นั้น

เสด็จไปในราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้าไปยังกรุงกุสาวดี

ทรงมีพระฉวีวรรณและพระรูปโฉมทัดเทียมกัน

มิได้ทรงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่ากันและกันเลย

[๙๑]

ในกาลนั้น พระราชมารดาได้ทรงพบ

พระราชบุตรและพระชายา

พระบิดาและพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้นทรงสมัครสมานกัน

ครอบครองแผ่นดินกุสาวดีให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาลสืบมา

กุสชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๐. สังกิจจชาดกชาดกถัดไป๕๓๒. โสณนันทชาดก