ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลหังสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๓ · อสีตินิบาตชาดก

จุลลหังสชาดก

ว่าด้วยพระยาหงส์ทรงติดบ่วง

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๕

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการเสียสละชีวิตของท่านพระอานนทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุมุข ดังนี้.

ความพิสดารว่า บรรดาพวกนายขมังธนู ที่พระเทวทัตเสี้ยมสอนให้ไปปลงพระชนม์พระตถาคตเจ้าเหล่านั้น คนที่ถูกส่งไปก่อนเขาทั้งหมดกลับมารายงานว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมไม่อาจที่จะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้เลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีฤทธานุภาพใหญ่หลวงยิ่งนัก พระเทวทัตนั้นจึงกล่าวว่า เออช่างเถอะ เจ้าไม่ต้องปลงพระชนม์พระสมณโคดมดอก เราจักปลงพระชนม์พระสมณโคดมเอง เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จจงกรมอยู่ ณ ร่มเงาเบื้องหลังแห่งภูเขาคิชฌกูฏตนจึงขึ้นไปบนภูเขาคิชฌกูฏเอง แล้วกลิ้งศิลาก้อนใหญ่ด้วยกำลังแห่งเครื่องยนตร์ ด้วยคิดว่า เราจักปลงพระชนม์พระสมณโคดมด้วยศิลาก้อนนี้. ในกาลนั้น ยอดเขาสองยอดก็รับเอาศิลาที่กลิ้งตกลงไปนั้นไว้ได้. แต่สะเก็ดศิลาที่กะเทาะจากศิลาก้อนนั้น กระเด็นไปต้องพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำพระโลหิตให้ห้อขึ้นแล้ว เวทนามีกำลังเป็นไปทั่วแล้ว . หมอชีวกกระทำการผ่าพระบาทของพระคถาคตเจ้าด้วยศัสตรา เอาเลือดร้ายออก นำเนื้อร้ายออกจนหมด ชำระล้างแผลสะอาดแล้ว ใส่ยากระทำให้พระองค์หายจากพระโรค. พระศาสดาทรงหายเป็นปกติดีแล้ว มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมเป็นบริวาร เสด็จเข้าไปยังพระนครด้วยพระพุทธลีลาใหญ่ทีเดียว.

ลำดับนั้น พระเทวทัตมองเห็นดังนั้น จึงคิดว่า ใคร ๆ เห็นพระสรีระอันถึงแล้ว ซึ่งส่วนอันเลิศด้วยพระรูปพระโฉมของพระสมณโคดม ถ้าเป็นมนุษย์ ก็ไม่อาจที่จะเข้าไปทำร้ายได้ ก็ช้างของพระราชาชื่อว่า นาลาคิรี มีอยู่ช้างนั้นเป็นช้างที่ดุร้ายกาจ ฆ่ามนุษย์ได้ เมื่อไม่รู้จักคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ จักยังพระสมณโคดมนั้นให้ถึงความสิ้นชีวิตได้ เธอจึงไปทูลเนื้อความนั้นแด่พระเจ้าอชาตศัตรูราช พระราชาทรงรับรองว่าดีละ ดังนี้แล้วรับสั่งให้เรียกหานายหัตถาจารย์มาแล้ว ทรงพระบัญชาว่า แน่ะเจ้า พรุ่งนี้เจ้าจงมอมช้างนาลาคิรีให้มึนเมาแล้วจงปล่อยไปบนถนน ที่พระสมณโคดมเสด็จมา แต่เช้าทีเดียว แม้พระเทวทัตก็ถามนายหัตถาจารย์นั้นว่า ในวันอื่น ๆ ช้างนาลาคิรีดื่มสุรากี่หม้อ เมื่อเขาบอกให้ทราบว่า ๘ หม้อ พระคุณเจ้าผู้เจริญจึงกำชับว่าพรุ่งนี้ท่านจงให้ช้างนั้นดื่มเพิ่มขึ้นเป็น ๑๖ หม้อแล้ว พึงกระทำให้มีหน้าเฉพาะในถนนที่พระสมณโคดมเสด็จผ่านมา. นายหัตถาจารย์นั้น ก็รับรองเป็นอันดีพระราชาให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศไปทั่วพระนครว่า พรุ่งนี้นายหัตถาจารย์จักมอมช้างนาลาคิรีให้มึนเมาแล้ว จักปล่อยในนคร ชาวเมืองทั้งหลายพึงรีบกระทำกิจที่จำต้องกระทำเสียให้เสร็จแต่เช้าทีเดียว แล้วอย่าเดินระหว่างถนน. แม้พระเทวทัตลงจากพระราชนิเวศน์แล้วก็ไปยังโรงช้าง เรียกคนเลี้ยงช้างมาสั่งว่า ดูก่อนพนายทั้งหลาย เราสามารถจะลดคนมีตำแหน่งสูงให้ต่ำและเลื่อนคนมีตำแหน่งต่ำให้สูงขึ้น ถ้าพวกเจ้าต้องการยศ พรุ่งนี้เช้า จงช่วยกันเอาเหล้าอย่างแรง กรอกช้างนาลาคิรีให้ได้ ๑๖ หม้อ ถึงเวลาพระสมณโคดมเสด็จมา จงช่วยกันแทงช้างด้วยปลายหอกซัด ยั่วยุให้มันอาละวาดให้ทำลายโรงช้าง ช่วยกันล่อให้หันหน้าตรงไปในถนนที่พระสมณโคดมเสด็จมา แล้วให้พระสมณโคดมถึงความสิ้นชีวิต. พวกคนเลี้ยงช้างเหล่านั้น พากันรับรองเป็นอันดี. พฤติการณ์อันนั้นได้เซ็งแซ่ไปทั่วพระนคร. เหล่าอุบาสกผู้นับถือพระพุทธเจ้า. พระธรรม พระสงฆ์ ได้ทราบข่าวนั้น ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตสมคบกันกับพระเจ้าอชาตศัตรูราช ให้ปล่อยช้างนาลาคิรีในหนทางที่พระองค์จะเสด็จไปในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นในวันพรุ่งนี้ ขอพระองค์อย่าได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตเลย จงประทับอยู่ในที่นี้เถิด พวกข้าพระองค์ จักถวายภิกษา แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขในวิหารนี้แล. พระศาสดามิได้ตรัสรับคำว่า พรุ่งนี้เราจักไม่เข้าไปบิณฑบาต ทรงพระดำริว่า ในวันพรุ่งนี้ เราจักทรมานช้างนาลาคิรีกระทำปาฏิหาริย์ทรมานพวกเดียรถีย์ จักเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์. มีภิกษุแวดล้อมเป็นบริวาร ออกจากพระนครไปยังพระเวฬุวันมหาวิหารทีเดียว. พวกชนชาวเมืองราชคฤห์ จักถือเอาภาชนภัตเป็นอันมากมายังวิหารเวฬุวันเหมือนกัน พรุ่งนี้ โรงภัตจักมีในวิหารทีเดียว แล้วทรงรับอาราธนาแก่พวกอุบาสกเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกอุบาสกเหล่านั้นทราบความว่า ทรงรับอาราธนาของพระตถาคตเจ้าแล้ว จึงพากันกล่าวว่า พวกเราจักนำภาชนภัตมาถวายทานในวิหารทีเดียว แล้วหลีกไป.

แม้พระศาสดาทรงแสดงธรรมในปฐมยาม ทรงแก้ปัญหาของเทวดาในมัชฌิมยาม ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ในส่วนแรกแห่งปัจฉิมยาม ทรงเข้าผลสมาบัติในส่วนที่ ๒ แห่งปัจฉิมยาม ในส่วนที่ ๓ แห่งปัจฉิมยาม ทรงเข้าพระกรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูเหล่าเวไนยสัตว์อันมีอุปนิสัยที่จะได้ตรัสรู้ธรรมพิเศษ ทอดพระเนตรเห็นการตรัสรู้ธรรมของสัตว์ ๘,๔๐๐ ในเวลาการทรงทรมานช้างนาลาคิรี ครั้นราตรีกาลสว่างไสวแล้ว ก็ทรงกระทำการชำระพระสรีระแล้ว ตรัสเรียกพระอานนท์ผู้มีอายุมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุแม้ทั้งหมดในมหาวิหาร ๑๘ แห่ง อันตั้งเรียงรายอยู่ในเมืองราชคฤห์เพื่อให้เข้าไปในเมืองราชคฤห์พร้อมกันกับเรา. พระเถระได้กระทำตามพระพุทธฎีกาแล้ว. พวกภิกษุทั้งหมดมาประชุมกันในพระเวฬุวัน พระศาสดามีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมเป็นบริวาร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมืองราชคฤห์. ลำดับนั้น พวกคนเลี้ยงช้างก็ปฏิบัติตามพระเทวทัตสั่ง. สมาคมใหญ่ได้มีแล้วพวกมนุษย์ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธากล่าวกันว่า ได้ยินว่า ในวันนี้ พระพุทธเจ้าผู้มหานาคกับช้างนาลาคิรีซึ่งเป็นสัตว์ดิรัจฉาน จักกระทำสงครามกัน พวกเราจักได้เห็นการทรมานช้างนาลาคิรีด้วยพุทธลีลา อันหาที่เปรียบมิได้ จึงพากันขึ้นสู่ปราสาทห้องแถวและหลังคาเรือนแล้วยืนดู. ฝ่ายพวกมิจฉาทิฏฐิผู้หาศรัทธามิได้ก็พากันกล่าวว่า ช้างนาลาคิรีเชือกนี้ดุร้ายกาจ ฆ่ามนุษย์ได้ไม่รู้จักคุณแห่งพระพุทธเจ้าเช่นกัน วันนี้ช้างเชือกนั้น จักขยี้สรีระอันมีพรรณดุจทองคำของพระโคดม จักให้ถึงความสิ้นชีวิต พวกเราจักได้เห็นหลังปัจจามิตรในวันนี้ทีเดียว แล้วได้พากันขึ้นไปยืนดูบนต้นไม้และปราสาทเช่นกัน . แม้ช้างนาลาคิรีพอเหลือบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา จึงยังมนุษย์ทั้งหลายให้สะดุ้งกลัว ทำลายบ้านเรือนเป็นอันมาก ขยี้บดเกวียนเสียแหลกละเอียดเป็นหลายเล่นยกงวงขึ้นชู มีหูกางหางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า ประหนึ่งว่าภูเขาเอียงเข้าทับพระพุทธองค์ ฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงกราบทูลเนื้อความนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างนาลาคิรีเชือกนี้ ดุร้ายกาจฆ่ามนุษย์ได้ วิ่งตรงมานี่ ก็ช้างนาลาคิรีนี้มิได้รู้จักพระพุทธคุณเป็นต้นแล ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตเจ้าจงเสด็จกลับเสียเถิด. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้กลัวไปเลย เรามีกำลังสามารถพอที่จะทรมานช้างนาลาคิรีเชือกนี้ได้.

ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มีอายุ ทูลขอโอกาสกะพระศาสดาว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่ากิจที่บังเกิดขึ้นแก่บิดา ย่อมเป็นภาระของบุตรคนโต ข้าพระองค์ผู้เดียวจะขอทรมานช้างเชือกนี้. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสห้ามพระสารีบุตรนั้น ว่าดูก่อนสารีบุตร ขึ้นชื่อว่า กำลังแห่งพระพุทธเจ้าเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนกำลังของพวกสาวกเป็นอีกอย่างหนึ่ง เธอจงยับยั้งอยู่เถิด. พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ โดยมากต่างก็พากันทูลขอโอกาสอย่างนี้เหมือนกัน. พระศาสดาตรัสห้ามพระมหาเถระเหล่านั้นแม้ทั้งหมด. ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ ไม่สามารถจะทนดูอยู่ได้ ด้วยความรักมีกำลังในพระศาสดาจึงคิดว่า ช้างเชือกนี้ จงฆ่าเราเสียก่อนเถิด ดังนี้แล้ว ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตเจ้า ได้ออกไปยืนอยู่เบื้องพระพักตร์แห่งพระศาสดา. ลำดับนั้นพระศาสดาจึงตรัสกะท่านว่า อานนท์ เธอจงหลีกไป อานนท์ เธอจงหลีกไปเธออย่ามายืนขวางหน้าตถาคต. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างเชือกนี้ดุร้ายกาจฆ่ามนุษย์ได้ เป็นเช่นกับไฟบรรลัยกัลป์ จงฆ่าข้าพระองค์เสียก่อนแล้ว จึงมายังสำนักของพระองค์ในภายหลัง. พระอานนทเถระ แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ยังคงยืนอยู่อย่างนั้นทีเดียวมิได้ถอยกลับมา. ลำดับนั้นพระศาสดาจึงให้พระอานนท์ถอยกลับมาด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ แล้วประทับยืนอยู่ในระหว่างภิกษุทั้งหลาย. ในขณะนั้น หญิงคนหนึ่งเห็นช้างนาลาคิรี มีความสะดุ้งกลัวย่อมรณภัย จึงวิ่งหนี ทิ้งทารกที่ตนอุ้มเข้าสะเอวไว้ในระหว่างกลางแห่งช้างและพระตถาคตเจ้า แล้ววิ่งหนีไป. ช้างวิ่งไล่ตามหญิงนั้นแล้วกลับมายังที่ใกล้ทารก. ทารกจึงร้องเสียงดัง พระศาสดาทรงแผ่เมตตาไปยังช้างนาลาคิรีทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะยิ่งนักดุจเสียงพรหม รับสั่งร้องเรียกว่า แน่ะเจ้าช้างนาลาคิรีที่เจริญ เขาให้เจ้าดื่มเหล้าถึง ๑๖ หม้อ มอมเมาเสียจนมึนมัวใช่ว่าเขากระทำเจ้าด้วยประสงค์ว่า จักให้จับคนอื่นก็หาไม่ แต่เขากระทำด้วยประสงค์จะให้จับเรา เจ้าอย่าเที่ยวอาละวาดให้เมื่อยขาโดยใช่เหตุเลย จงมานี่เถิดช้างนาลาคิรีเชือกนั้น พอได้ยินพระดำรัสของพระศาสดา จึงลืมตาขึ้นดูพระรูปอันเป็นสิริของพระผู้มีพระภาคเจ้า กลับได้ความสังเวชใจ หายเมาสุราด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า จึงห้อยงวงและลดหูทั้งสองข้าง ไปหมอบอยู่แทบพระบาททั้งสองของพระตถาคตเจ้า.

ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะช้างนาลาคิรีนั้นว่า ดูก่อนเจ้าช้างนาลาคิรี เจ้าเป็นช้างสัตว์ดิรัจฉาน เราเป็นพุทธะเหล่าช้างตัวประเสริฐ ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจงอย่าดุร้าย อย่าหยาบคาย อย่าฆ่ามนุษย์ จงได้เฉพาะจึงเมตตาจิตทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกไปลูบที่กระพองแล้ว ตรัสพระคาถาว่า

เจ้าช้างมีงวง เจ้าอย่าเบียดเบียนช้างตัวประเสริฐ (หมายถึงพระตถาคตเจ้า) แน่ะเจ้าช้างมีงวง เพราะว่า การเบียดเบียนช้างตัวประเสริฐ เป็นเหตุนำความทุกข์ มาให้ แน่ะเจ้าช้างมีงวง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาจนกาล บัดนี้ ผู้ฆ่าช้างตัวประเสริฐ ย่อมไม่ได้พบสุคติเลย เจ้าอย่าเมา เจ้าอย่าประมาท ด้วยว่าผู้ประมาทแล้ว ย่อมไปสู่สุคติไม่ได้ เจ้าจงกระทำหนทางที่จะพาตัวเจ้า ไปสู่สุคติเถิด.

พระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยประการฉะนี้ สรีระทั้งสิ้นของช้างนั้นได้เป็นร่างกายมีปีติถูกต้องแล้วหาระหว่างคั่นมิได้. ถ้าไม่เป็นสัตว์ดิรัจฉานก็จักได้บรรลุโสดาปัตติผล. มนุษย์ทั้งหลายเห็นปาฏิหาริย์นั้น ต่างพากันส่งเสียงปรบมืออยู่อื้ออึง พวกที่เกิดความโสมนัสยินดีก็โยนเครื่องอาภรณ์ต่าง ๆ ไปเครื่องอาภรณ์เหล่านั้น ก็ไปปกคลุมสรีระของช้าง. ตั้งแต่วันนั้นมา ช้างนาลาคิรีก็ปรากฏนามว่า ธนปาลกะ ก็ในขณะนั้น สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ในสมาคมแห่งช้างธนปาลกะก็ได้ดื่มน้ำอมฤต. พระศาสดาทรงให้ช้างธนปาลกะตั้งอยู่ในศีล ๕ ประการ ช้างนั้นก็เอางวงดูดละอองธุลีพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเอาโปรยลงบนหัวของตน ย่อตัวถอยหลังออกมายืนอยู่ในที่อุปจาร พอแลเห็นถวายบังคมพระทศพลกลับเข้าไปยังโรงช้าง. ตั้งแต่วันนั้นมา ช้างนาลาคิรีนั้น ก็กลายเป็นช้างที่ได้รับการฝึกแล้วเชือกหนึ่ง ในบรรดาช้างที่ได้รับการฝึกแล้วทั้งหลายอย่างนี้ ไม่เคยเบียดเบียนใครให้เดือดร้อนอีกต่อไปเลย. พระศาสดาทรงสำเร็จสมดังมโนรถแล้ว ทรงอธิษฐานว่า ทรัพย์สิ่งของอันใดอันผู้ใดทิ้งไว้แล้ว ทรัพย์สิ่งของอันนั้นจงเป็นของผู้นั้นตามเดิม แล้วทรงพระดำริว่า วันนี้เราได้กระทำปาฏิหาริย์อย่างใหญ่แล้ว การเที่ยวจาริกไปเพื่อบิณฑบาตในพระนครนี้ไม่สมควร ทรงทรมานพวกเดียรถีย์แล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเป็นบริวาร ประดุจกษัตริย์ที่มีชัยชนะแล้วเสด็จออกจากพระนครทรงดำเนินไปยังพระวิหารเวฬุวันทีเดียว. แม้พวกชนชาวเมืองก็พากันถือเอาข้าวน้ำและของเคี้ยวเป็นอันมากไปยังวิหาร ยังมหาทานให้เป็นไปทั่วแล้ว ในเวลาเย็นวันนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันเต็มธรรมสภาสนทนากันว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระอานนทเถระเจ้าผู้มีอายุ ได้ยอมเสียสละชีวิตของท่านเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตเจ้า ชื่อว่ากระทำกรรมที่กระทำได้ยาก ท่านเห็นช้างนาลาคิรีแล้ว แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ยังไม่ถอยไป ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย น่าสรรเสริญพระอานนท์เถรเจ้าผู้มีอายุ กระทำสิ่งซึ่งยากที่จะกระทำได้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำสรรเสริญเกียรติคุณของพระอานนท์นั้น ด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์ จึงทรงพระดำริว่า ถ้อยคำสรรเสริญเกียรติคุณของอานนท์กำลังเป็นไปอยู่ เราควรจะไปในที่นั้น จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จไปยังโรงธรรมสภาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันนี้พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่าหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระพุทธเจ้าข้า จึงตรัสว่า ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ถึงเมื่อกาลก่อน ครั้งอานนท์เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ก็ได้เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ (เรา) ตถาคตแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วได้ทรงนิ่งเฉยอยู่ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา จึงได้ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ตอนที่ ๑ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๓๖–๓๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๓๒๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๑. อสีตินิบาต

๑. จูฬหังสชาดก (๕๓๓)

ว่าด้วยพญาหงส์ติดบ่วง

(พญาหงส์โพธิสัตว์เมื่อจะทดลองใจหงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๑]

ท่านสุมุขะ ฝูงหงส์ไม่เหลียวแล พากันบินหนีไป

แม้ท่านก็จงหนีไปเถิด อย่ามัวกังวลอยู่เลย

ความเป็นสหายไม่มีอยู่ในผู้ติดบ่วง

(หงส์สุมุขะกล่าวว่า)

[๒]

ข้าพระองค์จะหนีไปหรือไม่หนีไปก็ตาม

เพราะการหนีไปและไม่หนีไปนั้น ข้าพระองค์จะไม่ตายก็หามิได้

เมื่อพระองค์มีความสุข ข้าพระองค์ได้พึ่งพาอาศัย

เมื่อพระองค์มีความทุกข์ ข้าพระองค์จะพึงละทิ้งไปได้อย่างไร

[๓]

การตายพร้อมกับพระองค์เท่านั้น

ประเสริฐกว่าการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากพระองค์

การมีชีวิตโดยปราศจากพระองค์จะประเสริฐอะไร

[๔]

ข้าแต่มหาราช การที่ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์

ผู้ถึงความทุกข์อย่างนี้ไป นั่นไม่เป็นธรรมเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งหมู่วิหค

ข้าพระองค์ชอบใจคติของพระองค์

(พญาหงส์โพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๕]

คติของเราผู้ติดบ่วงจะเป็นอย่างอื่นไป

จากโรงครัวใหญ่ได้อย่างไรเล่า

ท่านมีปัญญาคือความคิดพ้นบ่วงมาแล้ว

จะพอใจคตินั้นได้อย่างไร

[๖]

นี่แน่ะพ่อปักษี ท่านเห็นประโยชน์ของเรา ของท่าน

หรือของญาติทั้งหลายที่เหลืออย่างไร

ในเมื่อเราทั้ง ๒ จะสิ้นชีวิต

[๗]

พ่อปักษีผู้มีปีกทั้ง ๒ ประดุจทองคำ

เมื่อท่านสละชีวิต ในเพราะคุณอันประจักษ์เช่นนี้

ก็เหมือนคนตาบอด ตกอยู่ในความมืดมิด

จะพึงทำประโยชน์อะไรให้โชติช่วงเล่า

(หงส์สุมุขะกล่าวตอบว่า)

[๘]

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่หงส์

ทำไมหนอ พระองค์จึงไม่ทรงทราบประโยชน์ในธรรม

ธรรมที่มีคนบูชา ย่อมชี้ประโยชน์แก่เหล่าสัตว์

[๙]

ข้าพระองค์นั้นมุ่งธรรมอยู่ ได้เห็นประโยชน์อันเกิดขึ้นจากธรรม

และความภักดีในพระองค์จึงไม่คำนึงถึงชีวิต

[๑๐]

มิตรเมื่อระลึกถึงธรรม

ไม่พึงทอดทิ้งมิตรในยามอันตรายแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต

นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายโดยแท้

(พญาหงส์โพธิสัตว์ จึงกล่าวว่า)

[๑๑]

ธรรมนี้ท่านก็ประพฤติแล้ว

และความภักดีในเราก็ปรากฏชัดแล้ว

ขอท่านจงทำตามความต้องการของเราเถิด

เราอนุญาตท่านแล้วจงหนีไป

[๑๒]

ก็แลเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแม้อย่างนี้

ส่วนที่บกพร่องอันใดที่เราได้ทำไว้แล้วแก่หมู่ญาติ

ส่วนที่บกพร่องนั้นท่านพึงสังวรอย่างยิ่ง

ให้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเถิด

[๑๓]

เมื่อพญาหงส์ ตัวประเสริฐ ผู้มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ

ปรึกษากันอยู่อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

นายพรานก็ได้ปรากฏต่อหน้า

ประดุจพญามัจจุราชปรากฏแก่คนไข้

[๑๔]

นกทั้ง ๒ ผู้เกื้อกูลกันและกันมาสิ้นกาลนานเหล่านั้น

เห็นศัตรูแล้วก็จับนิ่งเฉยอยู่

ไม่เคลื่อนไหวไปจากที่จับ

[๑๕]

ส่วนนายพรานศัตรูของนกได้เห็นเหล่าพญาหงส์ธตรัฏฐะ

กำลังบินขึ้นไปจากที่นั้นๆ

จึงได้รีบก้าวเท้าเข้าไปหาพญาหงส์ทั้ง ๒ โดยเร็ว

[๑๖]

ก็นายพรานนั้นครั้นรีบก้าวเท้าเข้าไปใกล้พญาหงส์ทั้ง ๒

ก้าวเท้าไปก็คิดไปอยู่ว่า ติดหรือไม่ติด

[๑๗]

เห็นหงส์ติดบ่วงจับอยู่เพียงตัวเดียว

อีกตัวหนึ่งไม่ติด จับอยู่ใกล้ๆ

แต่เพ่งมองตัวที่เป็นทุกข์ซึ่งติดบ่วง

[๑๘]

จากนั้น พรานนั้นก็เกิดความสงสัย

จึงได้ถามหงส์ทั้ง ๒ ตัวซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่นก

มีร่างกายเจริญเติบใหญ่ที่จับอยู่ว่า

[๑๙]

หงส์ตัวที่ติดบ่วงใหญ่ไม่กำหนดทิศทางที่จะบินหนีไป

พ่อปักษี แต่เจ้าไม่ติดบ่วง

ยังมีกำลังอยู่ ทำไมจึงไม่บินหนีไป

[๒๐]

หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับเจ้า

เจ้าพ้นแล้วยังเฝ้าหงส์ตัวที่ติดบ่วงอยู่ใกล้ๆ

นกทั้งหลายพากันละทิ้งหนีไป

ทำไมเจ้าจึงเหลืออยู่แต่ผู้เดียว

(หงส์สุมุขะตอบว่า)

[๒๑]

นี่ท่านผู้เป็นศัตรูของนก พญาหงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า

และเป็นเพื่อนเสมอด้วยชีวิตของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจักไม่ละทิ้งพระองค์ไป

จนกว่าวาระแห่งความตายจะมาถึง

(นายพรานกล่าวว่า)

[๒๒]

ก็ไฉนพญาหงส์นี้จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้แล้ว

ความจริงการรู้ถึงอันตรายเป็นเหตุของคนผู้เป็นใหญ่

เพราะเหตุนั้นผู้เป็นใหญ่เหล่านั้นควรจะรู้เท่าทันอันตราย

(หงส์สุมุขะตอบว่า)

[๒๓]

ในกาลใดความเสื่อมย่อมมีเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต

ในกาลนั้นแม้สัตว์จะเข้าใกล้ข่ายและบ่วงก็ไม่รู้

[๒๔]

ท่านผู้มีปัญญามาก ก็แลบ่วงทั้งหลายที่เขาดักไว้

มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิตอย่างนี้

สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าไปติดบ่วงที่เขาอำพรางดักไว้

(หงส์สุมุขะเมื่อจะขอชีวิตของพญาหงส์โพธิสัตว์ จึงกล่าวว่า)

[๒๕]

ก็การอยู่ร่วมกับท่านนี้พึงมีความสุขเป็นกำไรหนอ

อนึ่ง ขอท่านจงอนุญาตให้ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ไป

ขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ด้วยเถิด

(นายพรานจึงกล่าวว่า)

[๒๖]

ท่านไม่ได้ติดบ่วงของข้าพเจ้า

และข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะฆ่าท่าน

ท่านจงรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา

และจงมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความทุกข์ตลอดกาลนานเถิด

(หงส์สุมุขะได้กล่าวว่า)

[๒๗]

ข้าพเจ้าไม่ประสงค์อย่างนั้นเลย นอกจากชีวิตของพญาหงส์นี้

หากท่านยินดีหงส์ตัวเดียว ขอท่านจงปล่อยพญาหงส์นั้น

และจงกินข้าพเจ้าแทนเถิด

[๒๘]

ข้าพเจ้าทั้ง ๒ มีทรวดทรงสัณฐานและวัยเสมอกัน

ท่านจะไม่มีรายได้ลดค่าลงเลย

ขอท่านจงพอใจด้วยการแลกเปลี่ยนอย่างนี้

[๒๙]

เชิญเถิดเชิญท่านไตร่ตรองเรื่องนั้นดูให้ดี

บรรดาข้าพเจ้าทั้ง ๒ ขอท่านจงมีความพอใจ

ท่านจงใช้บ่วงผูกข้าพเจ้าไว้ก่อน

จงปล่อยพญานกไปในภายหลัง

[๓๐]

อนึ่ง เมื่อท่านกระทำตามคำขอร้อง

รายได้ของท่านก็จะมีเท่าเดิมด้วย

และท่านจะพึงมีไมตรีกับเหล่าพญาหงส์ธตรัฏฐะไปตลอดชีวิต

(นายพรานเมื่อจะยกพญาหงส์โพธิสัตว์ให้เป็นรางวัลแก่หงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๓๑]

ขอมิตรอำมาตย์ข้าทาสบริวารบุตรภรรยา

และพวกพ้องเผ่าพันธุ์ทั้งหลายหมู่ใหญ่

จงเห็นพญาหงส์ผู้พ้นไปแล้วจากที่นี้เพราะท่านเถิด

[๓๒]

ก็บรรดามิตรทั้งหลายเป็นอันมาก

มิตรทั้งหลายเช่นกับท่านผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิต

ของพญาหงส์ธตรัฏฐะเหล่านั้นไม่มีอยู่ในโลกนี้

[๓๓]

ข้าพเจ้ายอมปล่อยสหายของท่าน

ขอพญาหงส์จงบินตามท่านไป

ท่านทั้ง ๒ จงรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา

จงรุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางแห่งญาติเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๔]

หงส์สุมุขะผู้มีความเคารพต่อผู้เป็นนายนั้น

มีความปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วงแล้ว

เมื่อจะกล่าววาจาอันระรื่นหู จึงกล่าวว่า

[๓๕]

นายพราน วันนี้ข้าพเจ้ายินดีเบิกบานใจ

เพราะได้เห็นพญานกพ้นจากบ่วงแล้วฉันใด

ขอท่านจงยินดีเบิกบานใจพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวงฉันนั้นเถิด

(พญาหงส์สุมุขะกล่าวกับนายพรานว่า)

[๓๖]

มาเถิด ข้าพเจ้าจะบอกท่านโดยวิธีที่ท่านจะได้ลาภ

พญาหงส์ธตรัฏฐะนี้มิได้มุ่งร้ายอะไรต่อท่านเลย

[๓๗]

ท่านจงรีบนำข้าพเจ้าทั้ง ๒

ซึ่งจับอยู่ที่หาบทั้ง ๒ ข้างเป็นปกติ ไม่ถูกผูกมัด

ภายในเมืองแล้วแสดงต่อพระราชาว่า

[๓๘]

ข้าแต่มหาราช พญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ นี้

เป็นอธิบดีแห่งหงส์ หงส์นี้เป็นราชาแห่งหงส์ทั้งหลาย

ส่วนอีกตัวหนึ่งนี้เป็นเสนาบดี

[๓๙]

พระราชาผู้ทรงเป็นนราธิบดีทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว

จะทรงปรีดา ปลาบปลื้ม พอพระทัย

จะพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ท่าน

เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๐]

นายพรานได้สดับคำของหงส์สุมุขะนั้นแล้ว

ได้จัดแจงกิจการงานให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว

รีบไปยังภายในเมือง ได้แสดงหงส์ทั้ง ๒ ซึ่งจับอยู่

ที่หาบทั้ง ๒ ข้างเป็นปกติ ไม่ถูกผูกมัดแด่พระราชาว่า

[๔๑]

ข้าแต่มหาราช พญาหงส์ธตรัฏฐะทั้งหลายเหล่านี้

เป็นอธิบดีแห่งหงส์ หงส์ตัวนี้เป็นราชาแห่งหงส์ทั้งหลาย

ส่วนอีกตัวหนึ่งนี้เป็นเสนาบดี

(พระราชารับสั่งถามว่า)

[๔๒]

ก็วิหคเหล่านี้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าได้อย่างไร

เจ้าเป็นพรานจับวิหคที่เป็นใหญ่กว่าวิหคทั้งหลาย

มาในที่นี้ได้อย่างไร

(นายพรานกราบทูลว่า)

[๔๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน

บ่วงเหล่านี้ข้าพระองค์ได้วางไว้ที่เปือกตมทั้งหลาย

ซึ่งเป็นสถานที่ที่ข้าพระองค์เข้าใจว่า

เป็นสถานที่ประชุมแห่งนก

เป็นสถานที่ปลิดชีวิตนกทั้งหลาย

[๔๔]

พญาหงส์เข้ามาใกล้บ่วงเช่นนั้นแล้วก็ไม่รู้

ส่วนนกตัวนี้ไม่ได้ติดบ่วง แต่จับอยู่ใกล้ๆ พญาหงส์นั้น

ได้พูดกับข้าพระองค์

[๔๕]

วิหคผู้ประกอบแล้วในธรรม

เมื่อบากบั่นในประโยชน์ของผู้เป็นนาย

ได้ประกาศภาวะอันอุดมซึ่งคนผู้มิใช่อริยะกระทำได้ยาก

[๔๖]

วิหคนี้ยังควรที่จะมีชีวิตอยู่ แต่กลับสละชีวิตของตนเอง

จับอยู่อย่างไม่ทอดถอนท้อแท้ใจ

วิงวอนร้องขอชีวิตของผู้เป็นนาย

[๔๗]

ข้าพระองค์สดับคำของวิหคนั้นแล้วจึงกลับเลื่อมใส

จากนั้นจึงได้ปลดปล่อยพญาหงส์จากบ่วง

และอนุญาตให้ไปได้ตามสบาย

[๔๘]

หงส์สุมุขะนั้นมีความเคารพต่อผู้เป็นนาย

มีความปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วง

เมื่อจะกล่าววาจาอันระรื่นหู จึงได้กล่าวว่า

[๔๙]

นายพราน วันนี้ข้าพเจ้ายินดีเบิกบานใจ

เพราะได้เห็นพญานกพ้นจากบ่วงแล้วฉันใด

ขอท่านจงยินดีเบิกบานใจพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวงฉันนั้นเถิด

[๕๐]

มาเถิด ข้าพเจ้าจะบอกท่านโดยวิธีที่ท่านจะได้ลาภ

พญาหงส์ธตรัฏฐะนี้มิได้มุ่งร้ายอะไรต่อท่านเลย

[๕๑]

ท่านจงรีบนำข้าพเจ้าทั้ง ๒

ซึ่งจับอยู่ที่หาบทั้ง ๒ ข้างเป็นปกติ ไม่ถูกผูกมัด

ไปภายในเมืองแล้วแสดงต่อพระราชาว่า

[๕๒]

ข้าแต่มหาราช พญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ นี้

เป็นอธิบดีแห่งหงส์ หงส์นี้เป็นราชาแห่งหงส์ทั้งหลาย

ส่วนอีกตัวหนึ่งนี้เป็นเสนาบดี

[๕๓]

พระราชาผู้ทรงเป็นนราธิบดีทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว

จะทรงปรีดา ปลาบปลื้ม พอพระทัย

จะพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ท่าน

เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย

[๕๔]

หงส์ทั้ง ๒ เหล่านี้ข้าพระองค์นำมา

ตามคำของหงส์สุมุขะนั้น ด้วยประการฉะนี้

ความจริง ข้าพระองค์ได้อนุญาต

ให้หงส์ทั้ง ๒ เหล่านี้อยู่ที่สระนั้นตามเดิม

[๕๕]

ก็สุมุขพญาปักษีทิชาชาติตัวนี้นั้น

เป็นหงส์ประกอบอยู่ในธรรมอย่างยิ่ง

แม้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้

ก็ยังทำนายพรานเช่นข้าพระองค์ให้เกิดความอ่อนโยนได้

[๕๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

ก็ในบ้านพรานนกทุกแห่งข้าพระองค์มิได้เห็น

เครื่องบรรณาการอย่างอื่นเหมือนเช่นนี้สำหรับพระองค์เลย

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเครื่องบรรณาการนั้นเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๕๗]

พญาหงส์ครั้นเห็นพระราชาประทับนั่ง

บนตั่งทองคำอันสวยงาม

เมื่อจะกล่าววาจาอันระรื่นหู จึงกล่าวว่า

[๕๘]

พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ

ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ

แคว้นอันมั่งคั่งนี้พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๕๙]

เราสุขสำราญดีพญาหงส์ และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง แคว้นอันมั่งคั่งนี้เราก็ปกครองโดยธรรม

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๖๐]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีหรือ

อนึ่ง อำมาตย์เหล่านั้นไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๖๑]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของเราก็ไม่มี

อนึ่ง แม้อำมาตย์เหล่านั้นก็ไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อเราเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๖๒]

พระราชเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับพระองค์

ทรงเชื่อฟัง ตรัสพระวาจาอ่อนหวานน่ารัก

ทรงมีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ทรงคล้อยตามพระอัธยาศัยของพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๖๓]

ก็พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับเรา

เชื่อฟัง กล่าววาจาอ่อนหวานน่ารัก

มีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ยังคล้อยตามอัธยาศัยของเราอยู่

[๖๔]

ท่านผู้เจริญตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูผู้ร้ายกาจนั้น

ถึงความลำบากมากเพราะอันตรายเบื้องต้นนั้นหรือ

[๖๕]

นายพรานได้วิ่งเข้าไปใช้ท่อนไม้โบยตีท่านหรือ

เพราะคนต่ำทรามเหล่านี้จะมีปกติเป็นอย่างนี้ในขณะนั้น

(พญาหงส์โพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๖๖]

ขอเดชะมหาราช ในคราวมีอันตรายอย่างนี้

ความปลอดภัยได้มีแล้ว ด้วยว่านายพรานผู้นี้

หาได้ดำเนินการบางสิ่งบางอย่าง

ในข้าพระองค์ทั้ง ๒ เหมือนศัตรูไม่

[๖๗]

นายพรานค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาและได้ปราศรัยขึ้นก่อน

ในกาลนั้นสุมุขบัณฑิตผู้นี้แหละได้กล่าวตอบ

[๖๘]

นายพรานสดับคำของสุมุขวิหคนั้นแล้วจึงกลับเลื่อมใส

จากนั้นจึงได้ปลดปล่อยข้าพระองค์จากบ่วง

และอนุญาตให้ไปได้ตามสบาย

[๖๙]

ก็การมาสู่สำนักของพระองค์ผู้ทรงพระเจริญนี้

สุมุขวิหคนั่นแหละปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานผู้นี้

ได้คิดแล้วเพื่อประโยชน์แก่เขา

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐]

ก็การมาของท่านผู้เจริญนี้เป็นการมาดีแล้วทีเดียว

และเราก็ยินดีเพราะได้เห็นท่าน

อนึ่ง แม้นายพรานนี้จะได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจจำนวนมาก

ตามที่ตนปรารถนา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงเผยข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๑]

พระราชาผู้เป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

ทรงยังนายพรานให้อิ่มเอมใจด้วยโภคะทั้งหลายแล้ว

เมื่อจะตรัสวาจาอันระรื่นหู จึงตรัสกับพญาหงส์ว่า

[๗๒]

ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม

ย่อมเป็นไปในที่มีประมาณเล็กน้อย

ความเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน

ขอท่านจงปกครองตามความปรารถนาเถิด

[๗๓]

อนึ่ง สิ่งอื่นใดย่อมเข้าไปสำเร็จเพื่อประโยชน์

แก่การต้านทานหรือเพื่อการเสวยราชสมบัติได้

สิ่งนั้นซึ่งเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจเราขอยกให้ท่าน

และขอสละอิสริยยศให้แก่ท่านด้วย

(พระราชาเมื่อจะทรงสนทนากับหงส์สุมุขะ จึงตรัสว่า)

[๗๔]

ก็ถ้าว่าหงส์สุมุขะผู้เป็นบัณฑิตถึงพร้อมด้วยปัญญานี้

จะพึงเจรจากับเราตามความปรารถนาบ้าง

ข้อนั้นจะพึงเป็นที่รักยิ่งแห่งเรา

(หงส์สุมุขะกราบทูลว่า)

[๗๕]

ข้าแต่มหาราช นัยว่า

ข้าพระองค์เหมือนกับพญาช้างเข้าไประหว่างซอกหิน

ไม่อาจจะพูดสอดแทรกขึ้นได้ นั้นไม่ใช่วินัยของข้าพระองค์

[๗๖]

พญาหงส์นั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ทั้งหลาย

ส่วนพระองค์ก็เป็นผู้สูงสุด เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

เป็นยอดแห่งมนุษย์ พระองค์ทั้ง ๒

เป็นผู้อันข้าพระองค์พึงบูชาด้วยเหตุเป็นอันมาก

[๗๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

เมื่อพระองค์ทั้ง ๒ กำลังตรัสปราศรัยกันอยู่

เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ผู้เป็นคนรับใช้

จึงไม่ควรที่จะพูดสอดแทรกขึ้นในระหว่าง

(พระราชาสดับคำของหงส์สุมุขะแล้วดีพระทัย จึงตรัสว่า)

[๗๘]

ได้ยินว่า โดยธรรมดานายพรานกล่าวว่า

นกนี้เป็นบัณฑิต

ความจริง นัยเช่นนี้ไม่พึงมีแก่บุคคลผู้มิได้อบรมตนเลย

[๗๙]

บุคคลผู้มีปกติเลิศอย่างนี้ เป็นสัตว์อุดมอย่างนี้

เท่าที่เราเห็นมามีอยู่ แต่เราหาเห็นสัตว์อื่นเช่นนี้ไม่

[๘๐]

เรายินดีต่อท่านทั้ง ๒ โดยปกติ

และยินดีด้วยการกล่าวถ้อยคำอันไพเราะของท่านทั้งสอง

อนึ่ง ความพอใจของเราอีกอย่างหนึ่ง

นั่นคือการที่เราพึงเห็นท่านทั้ง ๒ เป็นเวลานาน

(พญาหงส์โพธิสัตว์เมื่อจะสรรเสริญพระราชา จึงกราบทูลว่า)

[๘๑]

กิจอันใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตรผู้สูงศักดิ์

กิจอันนั้นพระองค์ทรงกระทำแล้วในข้าพระองค์ทั้ง ๒

เพราะความภักดีต่อพระองค์ที่มีอยู่ในข้าพระองค์ทั้งหลาย

ข้าพระองค์จึงมีความภักดีต่อพระองค์โดยไม่ต้องสงสัย

[๘๒]

ส่วนทางโน้น ความทุกข์คงเกิดขึ้นแล้ว

ในหมู่หงส์จำนวนมากเป็นแน่

เพราะมิได้พบเห็นข้าพระองค์ทั้ง ๒

ในระหว่างแห่งหมู่ญาติเป็นอันมาก

[๘๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีข้าศึก

พวกข้าพระองค์ได้รับอนุมัติจากพระองค์แล้ว

จะขอกระทำประทักษิณพระองค์แล้วไปพบเห็นหมู่ญาติ

เพื่อกำจัดความโศกของหงส์เหล่านั้น

[๘๔]

ข้าพระองค์ได้ประสบปีติอันไพบูลย์

เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ผู้เจริญแน่แท้

อนึ่ง ความคุ้นกับหมู่ญาติแม้นี้ก็พึงมีประโยชน์ใหญ่หลวง

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๕]

พญาหงส์ธตรัฏฐะครั้นกราบทูลคำนี้กับนราธิบดีแล้ว

อาศัยการบินเร็วอย่างสุดกำลัง ได้เข้าไปหาหมู่ญาติแล้ว

[๘๖]

หงส์ทั้งหลายเห็นพญาหงส์ทั้ง ๒ นั้น

มาถึงโดยลำดับอย่างปลอดภัย

ต่างพากันส่งเสียงว่าเกกๆ ได้เกิดสำเนียงเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว

[๘๗]

หงส์เหล่านั้นผู้มีความเคารพต่อผู้เป็นนาย

พากันปลาบปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วง

จึงพากันแวดล้อมอยู่โดยรอบ หงส์ทั้งหลายได้ที่พึ่งแล้ว

(พระศาสดาตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า)

[๘๘]

ประโยชน์ทั้งปวงของบุคคลผู้มีกัลยาณมิตร

ย่อมสำเร็จผลเป็นความสุขความเจริญ

เหมือนพญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ ได้อยู่ใกล้หมู่ญาติฉะนั้น

จูฬหังสชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๒. โสณนันทชาดกชาดกถัดไป๕๓๔. มหาหังสชาดก