ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จุลลหังสชาดก
ชาดกที่ ๕๓๓ · อสีตินิบาตชาดก

จุลลหังสชาดก

ว่าด้วยพระยาหงส์ทรงติดบ่วง

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจุลลหังสชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๔ จาก ๕

เรื่องเล่า

นายพรานยืนกราบทูลสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อยู่ ด้วยประการฉะนี้ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสสั่งให้จัดอาสนะ มีราคาเป็นอันมาก ประทานแก่พญาหงส์ และให้จัดตั่งอันเจริญ กระทำด้วยทองคำ ประทานแก่สุมุขหงส์เมื่อหงส์ทั้งสองเกาะอยู่ในที่นั้นแล้ว จึงรับสั่งให้นำเอาภาชนะทองมาใส่ข้าวตอกน้ำผึ้งและน้ำอ้อยปนกันประทาน เมื่อเสร็จกิจแห่งการบริโภคแล้ว ทรงประคองอัญชลีอาราธนา ให้พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแล้ว ประทับนั่ง ณ ตั่งทองคำ. พระมหาสัตว์นั้น เมื่อพระราชาตรัสอาราธนา จึงได้กระทำการปฏิสันถารแล้ว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์เห็นพระราชาประทับนั่งบนตั่งทอง อันงดงาม เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหู จึงได้ทูลว่า พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ พระองค์ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม หรือ. พระราชาตรัสตอบว่า ก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ เราสุขสำราญดี อนึ่ง เราปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้ โดยธรรม. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า โทษอะไร ๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ แลหรือ อำมาตย์เหล่านั้นย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะ ประโยชน์ของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า โทษอะไร ๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้น ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะ ประโยชน์ของเรา. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระอัครมเหสีของพระองค์ เป็นผู้มีพระชาติ เสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรง ประกอบด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ ทรงคล้อยตามพระราชอัธยาศัย ของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า พระอัครมเหสีของเรา เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรงประกอบ ด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ ทรงคล้อย ตามอัธยาศัยของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชานํ ได้แก่ พระเจ้าสาคลราช. บทว่า วงฺกงฺโค ได้แก่ พญาหงส์ธตรฐ. บทว่า ธมฺเมน มนุสาสสิ ความว่าสั่งสอนโคตรรม. บทว่า โทโส ได้แก่ ความผิด. บทว่า ตวตฺเถสุ ได้แก่ในประโยชน์ทั้งหลายมีการรบเป็นต้น ของพระองค์ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว. บทว่า นาวกงฺขนฺติ ความว่า อำมาตย์เหล่านั้นให้ชีวิตเสียสละอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาชีวิตของตนแม้น้อยหนึ่ง คือ สละชีวิตกระทำประโยชน์เพื่อพระองค์ผู้เดียว. บทว่า สาทิสี ได้แก่ เป็นผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า อสฺสวา ได้แก่ เป็นผู้รับเอาซึ่งถ้อยคำ. บทว่า ปุตฺตรูปยสูเปตา ได้แก่ เป็นผู้เข้าถึงแล้วด้วยพระโอรสทั้งหลาย ด้วยพระรูปโฉมทั้งหลายและด้วยยศทั้งหลาย. บทว่า ตว ฉนฺทวสานุคา ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระเทวียังเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์ คืออยู่ในอำนาจของพระองค์หรือ อธิบายว่าย่อมไม่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งจิตของตนหรือ.

เมื่อพระโพธิสัตว์กระทำปฏิสันถารด้วยประการฉะนี้แล้ว พระราชาเมื่อจะตรัสถ้อยคำกับพญาหงส์นั้นอีก จึงตรัสว่า

ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของมหาศัตรู ได้รับทุกข์ ใหญ่หลวงในเบื้องต้น พึงได้รับทุกข์นั้นบ้างแลหรือ นายพรานวิ่งเข้าไปโบยตีท่าน ด้วยท่อนไม้แลหรือ เพราะว่าปกติของคนหยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีเป็นประจำ อย่างนั้น. พญาหงส์ทูลตอบว่า ข้าแต่พระมหาราช ในยามมีทุกข์อย่างนี้ ต้อง มีความปลอดโปร่งใจ จริงอยู่ นายพรานนี้มิได้ทำ อะไร ๆ ในข้าพระองค์ทั้งสองเหมือนศัตรู นายพราน ค่อย ๆ เดินเข้าไป และได้ปราศรัยขึ้นก่อน ในกาลนั้น สุมุขหงส์บัณฑิตมิได้กล่าวตอบ นายพรานได้ฟังคำ ของสุมุขหงส์นั้นแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ปล่อยข้าพระองค์จากบ่วงนั้น และอนุญาตให้ข้าพระองค์กลับ ได้ตามสบาย สุมุขหงส์ปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานนี้ จึงคิดชวนกันมาในสำนักของพระองค์ เพื่อประโยชน์ แก่นายพรานนี้. พระราชาจึงตรัสว่า ก็การที่ท่านทั้งสองมาในที่นี้ เป็นการมาดีแล้ว และเราก็มีความปราโมทย์ เพราะได้เห็นท่านทั้งสอง แม้นายพรานนี้ก็จะได้ทรัพย์อันมากมายตามที่เขา ปรารถนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสตฺตุหตฺถตฺถตํ คโต ได้แก่ไปแล้วในเงื้อมมือของศัตรูผู้ใหญ่. บทว่า อาปติตฺวาน ได้แก่ รีบวิ่งตรงเข้าไป. บทว่า ปาติกํ ได้แก่ ตามธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. มีคำกล่าวอธิบายว่า บุคคลผู้หยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีปกติเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด เขาทุบตีนกทั้งหลายด้วยท่อนไม้ เขาทำให้ตายแล้วก็ได้ค่าจ้าง. บทว่า กิญฺจิรสฺมาสุ ได้แก่ มิได้ล่วงเกินอะไร ๆ ในข้าพระองค์ทั้งสอง. บทว่า สตฺตูว ได้แก่ ประหนึ่งว่าศัตรู. บทว่า ปจฺจกมฺปิตฺถ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายพรานนี้เห็นข้าพระองค์แล้ว ย่องเข้าไปหน่อยหนึ่งด้วยสำคัญว่าติดบ่วง. บทว่า ปุพฺเพว ได้แก่ นายพรานนี้แลได้ปราศรัยกะข้าพระองค์ก่อน. บทว่า ตทา ได้แก่ ในกาลนั้น. บทว่า เอตทตฺถาย ได้แก่ คิดกันแล้วเพื่อประโยชน์แก่บุตรนายพรานนี้. บทว่า ธนมิจฺฉตา ความว่า สุมุขหงส์นั้นปรารถนาอยู่ซึ่งทรัพย์เพื่อนายพรานนี้จึงคิดชักชวนกันมายังสำนักของพระองค์. บทว่า สฺวาคตญฺเจวิทํ ความว่าท่านผู้เจริญทั้งสองอย่าคิดไปเลย การมาในที่นี้ของท่านผู้เจริญทั้งสองนี้ เป็นการมาดีแล้ว. บทว่า ลภตํ แปลว่า จงได้.

ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงมองดูอำมาตย์คนใดคนหนึ่งเมื่ออำมาตย์นั้นทูลว่า พระองค์จะต้องพระประสงค์อะไร พระเจ้าข้า จึงตรัสว่าเจ้าจงพานายพรานนี้ไปให้ช่างกัลบกตัดผม โกนหนวด ให้อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอมแล้ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เมื่ออำมาตย์นำนายพรานมาจัดทำตามรับสั่งแล้ว พากลับมาเฝ้าแล้ว จึงทรงยกบ้านส่วย ซึ่งเก็บส่วยได้แสนกหาปณะในปีหนึ่ง ประทานแก่เขาแล้ว ได้ประทานหญิง ๒ คน เรือนหลังใหญ่ รถอันประเสริฐและเงินทองอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระราชาผู้เป็นจอมมนุษย์ ทรงยังนายพรานให้ เอิบอิ่มด้วยโภคสมบัติทั้งหลาย พญาหงส์ได้กล่าว วาจาอันรื่นหูอนุโนทนา.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงแสดงธรรมแก่พระราชา ท้าวเธอทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์นั้นแล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงพระดำริว่า เราจักกระทำสักการะแก่พญาหงส์ผู้แสดงธรรม จึงทรงประทานเศวตฉัตรแก่พญาหงส์นั้น เมื่อจะให้พญาหงส์รับราชสมบัติ จึงตรัสว่า

ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม ย่อมเป็น ไปในที่เท่าใด ที่เท่านั้นมีประมาณน้อย ความเป็น ใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปกครองตาม ปรารถนาเถิด ทานวัตถุก็ดี เครื่องอุปโภคก็ดี และสิ่ง. อื่นใดที่เข้าไปสำเร็จประโยชน์ เราขอยกสิ่งนั้น ๆ ซึ่ง ล้วนเป็นของปลื้มใจให้แก่ท่าน และขอสละความเป็น ใหญ่ให้แก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วโส วตฺตติ ความว่า อำนาจของเราเป็นไปในสถานที่เท่าใด. บทว่า กิญฺจิ นํ คือ สถานที่นั้นมีประมาณเล็กน้อยยิ่งนัก. บทว่า สพฺพตฺถิสฺสริยํ ความว่า สมบัติทั้งหมดและความเป็นใหญ่นั้นแล จงมีแก่ท่านเถิด. บทว่า ยญฺจญฺมุปกปฺปติ ความว่า สิ่งของเครื่องบำเพ็ญทานเพราะความเป็นผู้ใคร่ในบุญก็ดี การยกเศวตฉัตรขึ้นเสวยราชสมบัติก็ดี หรือของสิ่งอื่นใด ย่อมเป็นที่ชอบใจแก่ท่าน ขอเชิญท่านจงกระทำสิ่งนั้นเถิด. บทว่า เอตํ ททามิ โว วิตฺตํ ความว่า เราสละความเป็นใหญ่อันเป็นของของเราพร้อมด้วยเศวตฉัตรให้แก่ท่าน

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มอบเศวตฉัตรที่พระราชาประทานให้แก่ตนถวายกลับคืนพระองค์อีกทีเดียว พระราชาทรงพระดำริว่า เราได้ฟังธรรมกถาของพญาหงส์ก่อนแล้ว ก็แต่ว่าบุตรของนายพรานสรรเสริญยกย่องสุมุขหงส์นี้เป็นนักหนาว่า มีถ้อยคำไพเราะยิ่งนัก เราจักฟังธรรมกถาของสุมุขหงส์นี้บ้าง ท้าวเธอเมื่อจะทรงสนทนากับสุมุขหงส์นั้น จึงตรัสคาถาอันเป็นลำดับต่อไปว่า

ก็ถ้าว่า สุมุขหงส์บัณฑิตนี้สมบูรณ์ด้วยปัญญา พึงเจรจาแก่เราตามปรารถนา ข้อนั้นพึงเป็นที่รัก อย่างยิ่งของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา แปลว่า ถ้าว่า. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ถ้าว่าสุมุขหงส์นั้นเป็นบัณฑิต ถึงพร้อมแล้วด้วยความรอบรู้ก็พึงเจรจาแก่เราตามความปรารถนา คือตามความพอใจของตน ข้อนั้นจะพึงเป็นที่รักอย่างยิ่งของเรา.

ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงทูลว่า

ข้าแต่มหาราช ได้ยินว่า ข้าพระองค์หาอาจจะ พูดสอดขึ้นในระหว่าง เหมือนพญานาคเลื้อยเข้าไป ภายในศิลา ฉะนั้นไม่ ข้อนั้นไม่เป็นวินัยของข้าพระองค์ พญาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และ พระองค์ก็สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จอมมนุษย์ ทั้งสองพระองค์ควรแก่การบูชา ด้วยเหตุ มากมาย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ เมื่อพระองค์ ทั้งสองกำลังตรัสกันอยู่ เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ผู้เป็นสาวก ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาคราชาริวนฺตรํ ได้แก่ ประหนึ่งพญานาคที่จะเลื้อยเข้าไปในระหว่างแห่งศิลา ฉะนั้น. บทว่า ปฏิวตฺถุํ ความว่า ข้าพระองค์ไม่อาจที่จะพูดสอดขึ้นในระหว่างพระองค์ทั้งสองได้. บทว่าน เม โส ความว่า ถ้าข้าพระองค์พึงกล่าวสอดขึ้นไซร้ การกระทำเช่นนั้นมิใช่วินัยของข้าพระองค์เลย. บทว่า อมฺหากญฺเจว ได้แก่ พญาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และหงส์อีกเก้าหมื่นหกพัน. บทว่า อุตฺตมสตฺตโว คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด. บทว่า ปูชา ความว่า พระองค์ทั้งสองเป็นผู้ควรแก่การบูชาและควรแก่การสรรเสริญของข้าพระองค์ด้วยเหตุมากมาย. บทว่า เปสฺเสน คือเป็นเสวกผู้การทำการขวนขวาย.

พระราชาทรงสดับคำของสุมุขหงส์นั้น ก็ทรงเบิกบานพระทัยแล้วตรัสว่า บุตรนายพรานกล่าวสรรเสริญท่านว่า บุคคลอื่นที่จะแสดงธรรมไพเราะเช่นกับท่านไม่พึงมี และได้ตรัสต่อไปว่า

ได้ยินว่า นายพรานกล่าวโดยความจริงว่า

สุมุขหงส์เป็นบัณฑิต เพราะว่านัยเช่นนี้ ไม่พึงมีแก่ บุคคลผู้ไม่ได้รับการอบรมเลย ความมีปกติอันเลิศ และสัตว์อันอุดมอย่างนี้ มีเพียงเท่าที่เราเห็นแล้ว เรา ไม่ได้เห็นผู้อื่นเป็นเช่นนี้ เราจึงยินดีด้วยปกติและ วาจาอันไพเราะของท่านทั้งสอง ก็การที่เราพึงเห็น ท่านทั้งสองได้นาน ๆ เช่นนี้ เป็นความพอใจของเรา โดยแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน คือ โดยสภาพ โดยเหตุการณ์. บทว่า อกตตฺตสฺส คือ บุคคลที่มีอัตภาพยังมิได้ปรับปรุง คือ ยังประทุษร้ายมิตร. บทว่า นโย หมายเอาปัญญา. บทว่า อคฺคปกติมา คือ มีสภาพอันเลิศ. บทว่า อุตฺตมสตฺตโว คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด บทว่า ยาวตตฺถิ มยาได้แก่ ชื่อว่าที่เราเห็นแล้วมีอยู่ประมาณเท่าใด. บทว่า นาญฺํ ความว่าเราย่อมไม่เห็นคนอื่น แม้เห็นปานนี้ในสถานที่ที่เราเห็นแล้วนั้น. บทว่า ตุฏฺโสฺมิ โว ปกติยา ความว่า ดูก่อนพญาหงส์ผู้เป็นสหาย เราดีใจเพราะได้เห็นท่านทั้งสองตามปกติก่อนทีเดียว. บทว่า วากฺเยน ความว่า แต่บัดนี้เราได้ดีใจเพราะถ้อยคำอันไพเราะของเธอทั้งสอง. บทว่า จิรํ ปสฺเสยฺย โว ความว่า พระราชาตรัสว่า เราให้ท่านอยู่ในที่นี้แล ไม่อยากให้ท่านจากไปแม้ชั่วครู่หนึ่ง จะได้เห็นท่านเป็นเวลานาน ๆ การเห็นนี้เป็นความพอใจของเราด้วยประการฉะนี้.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสรรเสริญพระราชา จึงทูลว่า

กิจใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตร กิจนั้นพระองค์ ทรงกระทำแล้วในข้าพระองค์ทั้งสอง ข้าพระองค์ ทั้งสอง ย่อมเป็นอันพระองค์ปล่อยด้วยความภักดีใน ข้าพระองค์ทั้งสอง โดยไม่ต้องสงสัย ก็ความทุกข์ คงเกิดขึ้นในหมู่หงส์เป็นอันมากโน้น เพราะมิได้เห็น ข้าพระองค์ทั้งสอง ในระหว่างญาติหมู่ใหญ่เป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบปรามศัตรู ข้าพระองค์ทั้งสอง อันพระองค์ทรงอนุญาต กระทำประทักษิณพระองค์ แล้ว พึงไปพบญาติทั้งหลาย เพื่อกำจัดความเศร้าโศก ของหงส์เหล่านั้น ข้าพระองค์ย่อมจะได้ปีติอันไพบูลย์ เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ ผู้ทรงพระเจริญโดยแท้ การสงเคราะห์ญาตินี้เป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตรสฺมาสุ ได้แก่ พระองค์ได้กระทำกิจทุกอย่างในข้าพระองค์. บทว่า จตฺตา นิสฺสํสยํ ตฺยมฺหา ได้แก่ ข้าพระองค์ทั้งสองย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้วทีเดียว โดยมิต้องสงสัยเลย บทว่า ภตฺติรสฺมาสุ ยา ตว ความว่า พระมหาสัตว์แสดงว่า ความภักดีในข้าพระองค์ทั้งสองของพระองค์อันใด ข้าพระองค์ย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้วโดยไม่ต้องสงสัยเพราะความภักดีนั้น อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งสองพลัดพรากแล้วแม้อยู่ปราศแล้ว ชื่อว่าอยู่ร่วมกันก็หาไม่. บทว่า อสฺมากํ ความว่าความทุกข์บังเกิดขึ้นแล้วในหงส์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะไม่ได้เห็นข้าพระองค์ทั้งสอง. บทว่า ปสฺเสมุรินฺทม แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบข้าศึกให้ราบคาบ ข้าพระองค์ทั้งสองพึงได้เห็น. บทว่า ภวตํ คือ ข้าพระองค์ได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ. บทว่า เอโส วาปิ มหาอตฺโถ ความว่าความคุ้นเคยกับหมู่ญาติกล่าวคือการสงเคราะห์ญาตินี้ เป็นความประสงค์อย่างใหญ่หลวงของข้าพระองค์อย่างแท้จริง.

เมื่อพระมหาสัตว์ทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็ได้ทรงอนุญาตให้หงส์ทั้งสองนั้นกลับไป แม้พระมหาสัตว์ก็ทูลแสดงโทษในการประพฤติชั่ว ๕ อย่างและแสดงอานิสงส์ในศีลแด่พระราชาแล้ว ถวายโอวาทว่า ขอพระองค์จงรักษาศีลนี้ จงเสวยราชสมบัติโดยธรรม จงสงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ประการ แล้วได้ทูลลาบินกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์ธตรฐ ครั้นกราบทูลพระเจ้าสาคลราชผู้เป็นจอมประชาชนเช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปหาหมู่ ญาติ เพราะอาศัยเชาวน์อันสูงสุด หงส์เหล่านั้นเห็น หงส์ทั้งสอง ซึ่งยิ่งใหญ่มิได้ป่วยเจ็บกลับมา ต่างก็พา กันส่งเสียงว่า เกเก เกิดเสียงอื้ออึงทั่วไป หงส์เคารพ นายได้ที่พึงเหล่านั้น ต่างก็โสมนัสยินดี เพราะนาย รอดพ้นภัย พากันห้อมล้อมนายโดยรอบ ๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาคมุํ ความว่า พญาหงส์ธตรฐและสุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีทั้งสองนั้น ครั้นได้เวลาอรุณขึ้นแล้ว ก็บริโภคน้ำผึ้งข้าวตอกและน้ำอ้อยเป็นต้น อันพระราชาและพระเทวีทรงยกขึ้นด้วยใบตาลทองสองใบแล้ว กระทำสักการะด้วยของหอม และระเบียบดอกไม้เป็นต้นแล้ว ลงจากใบตาลทองนั้น กระทำประทักษิณพระราชาบินขึ้นไปสู่เวหาส เมื่อพระราชาทรงประคองอัญชลีตรัสว่า ดูก่อนนายเอ๋ย ท่านทั้งสองจงพากันไปดีเถิด จึงออกโดยสีหบัญชรบินไปหาหมู่ญาติของตน ด้วยความเร็วอันสูงสุด. บทว่า ปรเม แปลว่า สูงสุด. บทว่า เกเก ความว่า ได้ส่งเสียงร้องว่า เกเก ด้วยเสียงร้องตามสภาพของตน. บทว่า ภตฺตุนา ภตฺตุคารวา ได้แก่ มีความเคารพนายเหล่านั้น. บทว่า ปริกรึสุ ความว่า หงส์ทั้งหลายต่างก็พากันดีใจเพราะนายพ้นภัยกลับมา จึงพากันแวดล้อมอยู่รอบข้าง. บทว่า ลทฺธปจฺจยา คือ เป็นผู้ได้ที่พึ่งพำนักแล้ว.

ครั้นหงส์เหล่านั้นเข้าล้อมหงส์ทั้งสองอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามพญาหงส์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์รอดพ้นมาได้อย่างไร พระมหาสัตว์จึงเล่าเรื่องที่ตนรอดพ้นมาได้ เพราะอาศัยสุมุขหงส์ และกิจการที่พระเจ้าสาคลราชและบุตรนายพรานกระทำ หมู่หงส์ทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็พากันดีใจกล่าวชมเชยให้พรว่า ขอให้สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดี และบุตรนายพรานพร้อมทั้งพระราชาจงมีความสุข ปราศจากทุกข์ จงมีชีวิตอยู่ตลอดกาลนาน.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๔ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๓๖–๓๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๓๒๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๑. อสีตินิบาต

๑. จูฬหังสชาดก (๕๓๓)

ว่าด้วยพญาหงส์ติดบ่วง

(พญาหงส์โพธิสัตว์เมื่อจะทดลองใจหงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๑]

ท่านสุมุขะ ฝูงหงส์ไม่เหลียวแล พากันบินหนีไป

แม้ท่านก็จงหนีไปเถิด อย่ามัวกังวลอยู่เลย

ความเป็นสหายไม่มีอยู่ในผู้ติดบ่วง

(หงส์สุมุขะกล่าวว่า)

[๒]

ข้าพระองค์จะหนีไปหรือไม่หนีไปก็ตาม

เพราะการหนีไปและไม่หนีไปนั้น ข้าพระองค์จะไม่ตายก็หามิได้

เมื่อพระองค์มีความสุข ข้าพระองค์ได้พึ่งพาอาศัย

เมื่อพระองค์มีความทุกข์ ข้าพระองค์จะพึงละทิ้งไปได้อย่างไร

[๓]

การตายพร้อมกับพระองค์เท่านั้น

ประเสริฐกว่าการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากพระองค์

การมีชีวิตโดยปราศจากพระองค์จะประเสริฐอะไร

[๔]

ข้าแต่มหาราช การที่ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์

ผู้ถึงความทุกข์อย่างนี้ไป นั่นไม่เป็นธรรมเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งหมู่วิหค

ข้าพระองค์ชอบใจคติของพระองค์

(พญาหงส์โพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๕]

คติของเราผู้ติดบ่วงจะเป็นอย่างอื่นไป

จากโรงครัวใหญ่ได้อย่างไรเล่า

ท่านมีปัญญาคือความคิดพ้นบ่วงมาแล้ว

จะพอใจคตินั้นได้อย่างไร

[๖]

นี่แน่ะพ่อปักษี ท่านเห็นประโยชน์ของเรา ของท่าน

หรือของญาติทั้งหลายที่เหลืออย่างไร

ในเมื่อเราทั้ง ๒ จะสิ้นชีวิต

[๗]

พ่อปักษีผู้มีปีกทั้ง ๒ ประดุจทองคำ

เมื่อท่านสละชีวิต ในเพราะคุณอันประจักษ์เช่นนี้

ก็เหมือนคนตาบอด ตกอยู่ในความมืดมิด

จะพึงทำประโยชน์อะไรให้โชติช่วงเล่า

(หงส์สุมุขะกล่าวตอบว่า)

[๘]

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่หงส์

ทำไมหนอ พระองค์จึงไม่ทรงทราบประโยชน์ในธรรม

ธรรมที่มีคนบูชา ย่อมชี้ประโยชน์แก่เหล่าสัตว์

[๙]

ข้าพระองค์นั้นมุ่งธรรมอยู่ ได้เห็นประโยชน์อันเกิดขึ้นจากธรรม

และความภักดีในพระองค์จึงไม่คำนึงถึงชีวิต

[๑๐]

มิตรเมื่อระลึกถึงธรรม

ไม่พึงทอดทิ้งมิตรในยามอันตรายแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต

นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายโดยแท้

(พญาหงส์โพธิสัตว์ จึงกล่าวว่า)

[๑๑]

ธรรมนี้ท่านก็ประพฤติแล้ว

และความภักดีในเราก็ปรากฏชัดแล้ว

ขอท่านจงทำตามความต้องการของเราเถิด

เราอนุญาตท่านแล้วจงหนีไป

[๑๒]

ก็แลเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแม้อย่างนี้

ส่วนที่บกพร่องอันใดที่เราได้ทำไว้แล้วแก่หมู่ญาติ

ส่วนที่บกพร่องนั้นท่านพึงสังวรอย่างยิ่ง

ให้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเถิด

[๑๓]

เมื่อพญาหงส์ ตัวประเสริฐ ผู้มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ

ปรึกษากันอยู่อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

นายพรานก็ได้ปรากฏต่อหน้า

ประดุจพญามัจจุราชปรากฏแก่คนไข้

[๑๔]

นกทั้ง ๒ ผู้เกื้อกูลกันและกันมาสิ้นกาลนานเหล่านั้น

เห็นศัตรูแล้วก็จับนิ่งเฉยอยู่

ไม่เคลื่อนไหวไปจากที่จับ

[๑๕]

ส่วนนายพรานศัตรูของนกได้เห็นเหล่าพญาหงส์ธตรัฏฐะ

กำลังบินขึ้นไปจากที่นั้นๆ

จึงได้รีบก้าวเท้าเข้าไปหาพญาหงส์ทั้ง ๒ โดยเร็ว

[๑๖]

ก็นายพรานนั้นครั้นรีบก้าวเท้าเข้าไปใกล้พญาหงส์ทั้ง ๒

ก้าวเท้าไปก็คิดไปอยู่ว่า ติดหรือไม่ติด

[๑๗]

เห็นหงส์ติดบ่วงจับอยู่เพียงตัวเดียว

อีกตัวหนึ่งไม่ติด จับอยู่ใกล้ๆ

แต่เพ่งมองตัวที่เป็นทุกข์ซึ่งติดบ่วง

[๑๘]

จากนั้น พรานนั้นก็เกิดความสงสัย

จึงได้ถามหงส์ทั้ง ๒ ตัวซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่นก

มีร่างกายเจริญเติบใหญ่ที่จับอยู่ว่า

[๑๙]

หงส์ตัวที่ติดบ่วงใหญ่ไม่กำหนดทิศทางที่จะบินหนีไป

พ่อปักษี แต่เจ้าไม่ติดบ่วง

ยังมีกำลังอยู่ ทำไมจึงไม่บินหนีไป

[๒๐]

หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับเจ้า

เจ้าพ้นแล้วยังเฝ้าหงส์ตัวที่ติดบ่วงอยู่ใกล้ๆ

นกทั้งหลายพากันละทิ้งหนีไป

ทำไมเจ้าจึงเหลืออยู่แต่ผู้เดียว

(หงส์สุมุขะตอบว่า)

[๒๑]

นี่ท่านผู้เป็นศัตรูของนก พญาหงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า

และเป็นเพื่อนเสมอด้วยชีวิตของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจักไม่ละทิ้งพระองค์ไป

จนกว่าวาระแห่งความตายจะมาถึง

(นายพรานกล่าวว่า)

[๒๒]

ก็ไฉนพญาหงส์นี้จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้แล้ว

ความจริงการรู้ถึงอันตรายเป็นเหตุของคนผู้เป็นใหญ่

เพราะเหตุนั้นผู้เป็นใหญ่เหล่านั้นควรจะรู้เท่าทันอันตราย

(หงส์สุมุขะตอบว่า)

[๒๓]

ในกาลใดความเสื่อมย่อมมีเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต

ในกาลนั้นแม้สัตว์จะเข้าใกล้ข่ายและบ่วงก็ไม่รู้

[๒๔]

ท่านผู้มีปัญญามาก ก็แลบ่วงทั้งหลายที่เขาดักไว้

มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิตอย่างนี้

สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าไปติดบ่วงที่เขาอำพรางดักไว้

(หงส์สุมุขะเมื่อจะขอชีวิตของพญาหงส์โพธิสัตว์ จึงกล่าวว่า)

[๒๕]

ก็การอยู่ร่วมกับท่านนี้พึงมีความสุขเป็นกำไรหนอ

อนึ่ง ขอท่านจงอนุญาตให้ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ไป

ขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้ง ๒ ด้วยเถิด

(นายพรานจึงกล่าวว่า)

[๒๖]

ท่านไม่ได้ติดบ่วงของข้าพเจ้า

และข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะฆ่าท่าน

ท่านจงรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา

และจงมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความทุกข์ตลอดกาลนานเถิด

(หงส์สุมุขะได้กล่าวว่า)

[๒๗]

ข้าพเจ้าไม่ประสงค์อย่างนั้นเลย นอกจากชีวิตของพญาหงส์นี้

หากท่านยินดีหงส์ตัวเดียว ขอท่านจงปล่อยพญาหงส์นั้น

และจงกินข้าพเจ้าแทนเถิด

[๒๘]

ข้าพเจ้าทั้ง ๒ มีทรวดทรงสัณฐานและวัยเสมอกัน

ท่านจะไม่มีรายได้ลดค่าลงเลย

ขอท่านจงพอใจด้วยการแลกเปลี่ยนอย่างนี้

[๒๙]

เชิญเถิดเชิญท่านไตร่ตรองเรื่องนั้นดูให้ดี

บรรดาข้าพเจ้าทั้ง ๒ ขอท่านจงมีความพอใจ

ท่านจงใช้บ่วงผูกข้าพเจ้าไว้ก่อน

จงปล่อยพญานกไปในภายหลัง

[๓๐]

อนึ่ง เมื่อท่านกระทำตามคำขอร้อง

รายได้ของท่านก็จะมีเท่าเดิมด้วย

และท่านจะพึงมีไมตรีกับเหล่าพญาหงส์ธตรัฏฐะไปตลอดชีวิต

(นายพรานเมื่อจะยกพญาหงส์โพธิสัตว์ให้เป็นรางวัลแก่หงส์สุมุขะ จึงกล่าวว่า)

[๓๑]

ขอมิตรอำมาตย์ข้าทาสบริวารบุตรภรรยา

และพวกพ้องเผ่าพันธุ์ทั้งหลายหมู่ใหญ่

จงเห็นพญาหงส์ผู้พ้นไปแล้วจากที่นี้เพราะท่านเถิด

[๓๒]

ก็บรรดามิตรทั้งหลายเป็นอันมาก

มิตรทั้งหลายเช่นกับท่านผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิต

ของพญาหงส์ธตรัฏฐะเหล่านั้นไม่มีอยู่ในโลกนี้

[๓๓]

ข้าพเจ้ายอมปล่อยสหายของท่าน

ขอพญาหงส์จงบินตามท่านไป

ท่านทั้ง ๒ จงรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา

จงรุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางแห่งญาติเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๔]

หงส์สุมุขะผู้มีความเคารพต่อผู้เป็นนายนั้น

มีความปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วงแล้ว

เมื่อจะกล่าววาจาอันระรื่นหู จึงกล่าวว่า

[๓๕]

นายพราน วันนี้ข้าพเจ้ายินดีเบิกบานใจ

เพราะได้เห็นพญานกพ้นจากบ่วงแล้วฉันใด

ขอท่านจงยินดีเบิกบานใจพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวงฉันนั้นเถิด

(พญาหงส์สุมุขะกล่าวกับนายพรานว่า)

[๓๖]

มาเถิด ข้าพเจ้าจะบอกท่านโดยวิธีที่ท่านจะได้ลาภ

พญาหงส์ธตรัฏฐะนี้มิได้มุ่งร้ายอะไรต่อท่านเลย

[๓๗]

ท่านจงรีบนำข้าพเจ้าทั้ง ๒

ซึ่งจับอยู่ที่หาบทั้ง ๒ ข้างเป็นปกติ ไม่ถูกผูกมัด

ภายในเมืองแล้วแสดงต่อพระราชาว่า

[๓๘]

ข้าแต่มหาราช พญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ นี้

เป็นอธิบดีแห่งหงส์ หงส์นี้เป็นราชาแห่งหงส์ทั้งหลาย

ส่วนอีกตัวหนึ่งนี้เป็นเสนาบดี

[๓๙]

พระราชาผู้ทรงเป็นนราธิบดีทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว

จะทรงปรีดา ปลาบปลื้ม พอพระทัย

จะพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ท่าน

เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๐]

นายพรานได้สดับคำของหงส์สุมุขะนั้นแล้ว

ได้จัดแจงกิจการงานให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว

รีบไปยังภายในเมือง ได้แสดงหงส์ทั้ง ๒ ซึ่งจับอยู่

ที่หาบทั้ง ๒ ข้างเป็นปกติ ไม่ถูกผูกมัดแด่พระราชาว่า

[๔๑]

ข้าแต่มหาราช พญาหงส์ธตรัฏฐะทั้งหลายเหล่านี้

เป็นอธิบดีแห่งหงส์ หงส์ตัวนี้เป็นราชาแห่งหงส์ทั้งหลาย

ส่วนอีกตัวหนึ่งนี้เป็นเสนาบดี

(พระราชารับสั่งถามว่า)

[๔๒]

ก็วิหคเหล่านี้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าได้อย่างไร

เจ้าเป็นพรานจับวิหคที่เป็นใหญ่กว่าวิหคทั้งหลาย

มาในที่นี้ได้อย่างไร

(นายพรานกราบทูลว่า)

[๔๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน

บ่วงเหล่านี้ข้าพระองค์ได้วางไว้ที่เปือกตมทั้งหลาย

ซึ่งเป็นสถานที่ที่ข้าพระองค์เข้าใจว่า

เป็นสถานที่ประชุมแห่งนก

เป็นสถานที่ปลิดชีวิตนกทั้งหลาย

[๔๔]

พญาหงส์เข้ามาใกล้บ่วงเช่นนั้นแล้วก็ไม่รู้

ส่วนนกตัวนี้ไม่ได้ติดบ่วง แต่จับอยู่ใกล้ๆ พญาหงส์นั้น

ได้พูดกับข้าพระองค์

[๔๕]

วิหคผู้ประกอบแล้วในธรรม

เมื่อบากบั่นในประโยชน์ของผู้เป็นนาย

ได้ประกาศภาวะอันอุดมซึ่งคนผู้มิใช่อริยะกระทำได้ยาก

[๔๖]

วิหคนี้ยังควรที่จะมีชีวิตอยู่ แต่กลับสละชีวิตของตนเอง

จับอยู่อย่างไม่ทอดถอนท้อแท้ใจ

วิงวอนร้องขอชีวิตของผู้เป็นนาย

[๔๗]

ข้าพระองค์สดับคำของวิหคนั้นแล้วจึงกลับเลื่อมใส

จากนั้นจึงได้ปลดปล่อยพญาหงส์จากบ่วง

และอนุญาตให้ไปได้ตามสบาย

[๔๘]

หงส์สุมุขะนั้นมีความเคารพต่อผู้เป็นนาย

มีความปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วง

เมื่อจะกล่าววาจาอันระรื่นหู จึงได้กล่าวว่า

[๔๙]

นายพราน วันนี้ข้าพเจ้ายินดีเบิกบานใจ

เพราะได้เห็นพญานกพ้นจากบ่วงแล้วฉันใด

ขอท่านจงยินดีเบิกบานใจพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวงฉันนั้นเถิด

[๕๐]

มาเถิด ข้าพเจ้าจะบอกท่านโดยวิธีที่ท่านจะได้ลาภ

พญาหงส์ธตรัฏฐะนี้มิได้มุ่งร้ายอะไรต่อท่านเลย

[๕๑]

ท่านจงรีบนำข้าพเจ้าทั้ง ๒

ซึ่งจับอยู่ที่หาบทั้ง ๒ ข้างเป็นปกติ ไม่ถูกผูกมัด

ไปภายในเมืองแล้วแสดงต่อพระราชาว่า

[๕๒]

ข้าแต่มหาราช พญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ นี้

เป็นอธิบดีแห่งหงส์ หงส์นี้เป็นราชาแห่งหงส์ทั้งหลาย

ส่วนอีกตัวหนึ่งนี้เป็นเสนาบดี

[๕๓]

พระราชาผู้ทรงเป็นนราธิบดีทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว

จะทรงปรีดา ปลาบปลื้ม พอพระทัย

จะพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ท่าน

เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย

[๕๔]

หงส์ทั้ง ๒ เหล่านี้ข้าพระองค์นำมา

ตามคำของหงส์สุมุขะนั้น ด้วยประการฉะนี้

ความจริง ข้าพระองค์ได้อนุญาต

ให้หงส์ทั้ง ๒ เหล่านี้อยู่ที่สระนั้นตามเดิม

[๕๕]

ก็สุมุขพญาปักษีทิชาชาติตัวนี้นั้น

เป็นหงส์ประกอบอยู่ในธรรมอย่างยิ่ง

แม้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้

ก็ยังทำนายพรานเช่นข้าพระองค์ให้เกิดความอ่อนโยนได้

[๕๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

ก็ในบ้านพรานนกทุกแห่งข้าพระองค์มิได้เห็น

เครื่องบรรณาการอย่างอื่นเหมือนเช่นนี้สำหรับพระองค์เลย

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเครื่องบรรณาการนั้นเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๕๗]

พญาหงส์ครั้นเห็นพระราชาประทับนั่ง

บนตั่งทองคำอันสวยงาม

เมื่อจะกล่าววาจาอันระรื่นหู จึงกล่าวว่า

[๕๘]

พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ

ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ

แคว้นอันมั่งคั่งนี้พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๕๙]

เราสุขสำราญดีพญาหงส์ และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง แคว้นอันมั่งคั่งนี้เราก็ปกครองโดยธรรม

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๖๐]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ไม่มีหรือ

อนึ่ง อำมาตย์เหล่านั้นไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๖๑]

โทษบางสิ่งบางอย่างในหมู่อำมาตย์ของเราก็ไม่มี

อนึ่ง แม้อำมาตย์เหล่านั้นก็ไม่กังวลถึงชีวิต

ในเพราะราชกิจอันเป็นประโยชน์ต่อเราเลย

(พญาหงส์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๖๒]

พระราชเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับพระองค์

ทรงเชื่อฟัง ตรัสพระวาจาอ่อนหวานน่ารัก

ทรงมีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ทรงคล้อยตามพระอัธยาศัยของพระองค์หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๖๓]

ก็พระเทวีผู้มีพระชาติเสมอกับเรา

เชื่อฟัง กล่าววาจาอ่อนหวานน่ารัก

มีพระโอรสประกอบด้วยพระรูปโฉมและอิสริยยศ

ยังคล้อยตามอัธยาศัยของเราอยู่

[๖๔]

ท่านผู้เจริญตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูผู้ร้ายกาจนั้น

ถึงความลำบากมากเพราะอันตรายเบื้องต้นนั้นหรือ

[๖๕]

นายพรานได้วิ่งเข้าไปใช้ท่อนไม้โบยตีท่านหรือ

เพราะคนต่ำทรามเหล่านี้จะมีปกติเป็นอย่างนี้ในขณะนั้น

(พญาหงส์โพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๖๖]

ขอเดชะมหาราช ในคราวมีอันตรายอย่างนี้

ความปลอดภัยได้มีแล้ว ด้วยว่านายพรานผู้นี้

หาได้ดำเนินการบางสิ่งบางอย่าง

ในข้าพระองค์ทั้ง ๒ เหมือนศัตรูไม่

[๖๗]

นายพรานค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาและได้ปราศรัยขึ้นก่อน

ในกาลนั้นสุมุขบัณฑิตผู้นี้แหละได้กล่าวตอบ

[๖๘]

นายพรานสดับคำของสุมุขวิหคนั้นแล้วจึงกลับเลื่อมใส

จากนั้นจึงได้ปลดปล่อยข้าพระองค์จากบ่วง

และอนุญาตให้ไปได้ตามสบาย

[๖๙]

ก็การมาสู่สำนักของพระองค์ผู้ทรงพระเจริญนี้

สุมุขวิหคนั่นแหละปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานผู้นี้

ได้คิดแล้วเพื่อประโยชน์แก่เขา

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐]

ก็การมาของท่านผู้เจริญนี้เป็นการมาดีแล้วทีเดียว

และเราก็ยินดีเพราะได้เห็นท่าน

อนึ่ง แม้นายพรานนี้จะได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจจำนวนมาก

ตามที่ตนปรารถนา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงเผยข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๑]

พระราชาผู้เป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

ทรงยังนายพรานให้อิ่มเอมใจด้วยโภคะทั้งหลายแล้ว

เมื่อจะตรัสวาจาอันระรื่นหู จึงตรัสกับพญาหงส์ว่า

[๗๒]

ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม

ย่อมเป็นไปในที่มีประมาณเล็กน้อย

ความเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน

ขอท่านจงปกครองตามความปรารถนาเถิด

[๗๓]

อนึ่ง สิ่งอื่นใดย่อมเข้าไปสำเร็จเพื่อประโยชน์

แก่การต้านทานหรือเพื่อการเสวยราชสมบัติได้

สิ่งนั้นซึ่งเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจเราขอยกให้ท่าน

และขอสละอิสริยยศให้แก่ท่านด้วย

(พระราชาเมื่อจะทรงสนทนากับหงส์สุมุขะ จึงตรัสว่า)

[๗๔]

ก็ถ้าว่าหงส์สุมุขะผู้เป็นบัณฑิตถึงพร้อมด้วยปัญญานี้

จะพึงเจรจากับเราตามความปรารถนาบ้าง

ข้อนั้นจะพึงเป็นที่รักยิ่งแห่งเรา

(หงส์สุมุขะกราบทูลว่า)

[๗๕]

ข้าแต่มหาราช นัยว่า

ข้าพระองค์เหมือนกับพญาช้างเข้าไประหว่างซอกหิน

ไม่อาจจะพูดสอดแทรกขึ้นได้ นั้นไม่ใช่วินัยของข้าพระองค์

[๗๖]

พญาหงส์นั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ทั้งหลาย

ส่วนพระองค์ก็เป็นผู้สูงสุด เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

เป็นยอดแห่งมนุษย์ พระองค์ทั้ง ๒

เป็นผู้อันข้าพระองค์พึงบูชาด้วยเหตุเป็นอันมาก

[๗๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งมนุษย์

เมื่อพระองค์ทั้ง ๒ กำลังตรัสปราศรัยกันอยู่

เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ผู้เป็นคนรับใช้

จึงไม่ควรที่จะพูดสอดแทรกขึ้นในระหว่าง

(พระราชาสดับคำของหงส์สุมุขะแล้วดีพระทัย จึงตรัสว่า)

[๗๘]

ได้ยินว่า โดยธรรมดานายพรานกล่าวว่า

นกนี้เป็นบัณฑิต

ความจริง นัยเช่นนี้ไม่พึงมีแก่บุคคลผู้มิได้อบรมตนเลย

[๗๙]

บุคคลผู้มีปกติเลิศอย่างนี้ เป็นสัตว์อุดมอย่างนี้

เท่าที่เราเห็นมามีอยู่ แต่เราหาเห็นสัตว์อื่นเช่นนี้ไม่

[๘๐]

เรายินดีต่อท่านทั้ง ๒ โดยปกติ

และยินดีด้วยการกล่าวถ้อยคำอันไพเราะของท่านทั้งสอง

อนึ่ง ความพอใจของเราอีกอย่างหนึ่ง

นั่นคือการที่เราพึงเห็นท่านทั้ง ๒ เป็นเวลานาน

(พญาหงส์โพธิสัตว์เมื่อจะสรรเสริญพระราชา จึงกราบทูลว่า)

[๘๑]

กิจอันใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตรผู้สูงศักดิ์

กิจอันนั้นพระองค์ทรงกระทำแล้วในข้าพระองค์ทั้ง ๒

เพราะความภักดีต่อพระองค์ที่มีอยู่ในข้าพระองค์ทั้งหลาย

ข้าพระองค์จึงมีความภักดีต่อพระองค์โดยไม่ต้องสงสัย

[๘๒]

ส่วนทางโน้น ความทุกข์คงเกิดขึ้นแล้ว

ในหมู่หงส์จำนวนมากเป็นแน่

เพราะมิได้พบเห็นข้าพระองค์ทั้ง ๒

ในระหว่างแห่งหมู่ญาติเป็นอันมาก

[๘๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีข้าศึก

พวกข้าพระองค์ได้รับอนุมัติจากพระองค์แล้ว

จะขอกระทำประทักษิณพระองค์แล้วไปพบเห็นหมู่ญาติ

เพื่อกำจัดความโศกของหงส์เหล่านั้น

[๘๔]

ข้าพระองค์ได้ประสบปีติอันไพบูลย์

เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ผู้เจริญแน่แท้

อนึ่ง ความคุ้นกับหมู่ญาติแม้นี้ก็พึงมีประโยชน์ใหญ่หลวง

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๕]

พญาหงส์ธตรัฏฐะครั้นกราบทูลคำนี้กับนราธิบดีแล้ว

อาศัยการบินเร็วอย่างสุดกำลัง ได้เข้าไปหาหมู่ญาติแล้ว

[๘๖]

หงส์ทั้งหลายเห็นพญาหงส์ทั้ง ๒ นั้น

มาถึงโดยลำดับอย่างปลอดภัย

ต่างพากันส่งเสียงว่าเกกๆ ได้เกิดสำเนียงเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว

[๘๗]

หงส์เหล่านั้นผู้มีความเคารพต่อผู้เป็นนาย

พากันปลาบปลื้มใจเพราะพญาหงส์ผู้เป็นนายพ้นจากบ่วง

จึงพากันแวดล้อมอยู่โดยรอบ หงส์ทั้งหลายได้ที่พึ่งแล้ว

(พระศาสดาตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า)

[๘๘]

ประโยชน์ทั้งปวงของบุคคลผู้มีกัลยาณมิตร

ย่อมสำเร็จผลเป็นความสุขความเจริญ

เหมือนพญาหงส์ธตรัฏฐะทั้ง ๒ ได้อยู่ใกล้หมู่ญาติฉะนั้น

จูฬหังสชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๒. โสณนันทชาดกชาดกถัดไป๕๓๔. มหาหังสชาดก