อาสาตมันตชาดก
ว่าด้วยหญิงเลวทราม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๑ · บรรทัด ๔๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าอาสา โลกิตฺถิโย นาม ดังนี้. เรื่องของภิกษุนั้น จักแจ่มแจ้งในอุมมาทยันตีชาดก. (เรื่องย่อ ๆ มีว่า) ก็พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลังเธอจะกระสันปั่นป่วนเพราะหญิงเลว ๆ เช่นนี้ทำไม แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมืองตักกสิลา คันธารรัฐ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เรียนจบไตรเพทและศิลปะทั้งปวง ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์. ดังนั้น ในกรุงพาราณสีมีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย. ครั้นในเวลาที่พราหมณกุมารมีอายุได้ ๑๖ มารดาบิดาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เราจุดไฟตั้งไว้ในวันที่เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลกจงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้ถ้าประสงค์จะครองเรือน ก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักฐานเถิด. มาณพกล่าวว่า ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ มุ่งจะตั้งหลักฐานเท่านั้น แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันกษาปณ์ เป็นค่าคำนับอาจารย์ เดินทางไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะแล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้ครองเรือนต้องการให้เขาบำเรอไฟอยู่ในป่า. ลำดับนั้น มารดาปรารถนาจะสำแดงโทษของสตรีส่วนมาก แล้วส่งเขาเข้าป่า จึงดำริว่าอาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษแห่งสตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้ จึงกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าเรียนศิลปะสำเร็จแล้วหรือ ? มาณพตอบว่า ครับ คุณแม่. มารดาจึงกล่าวว่า แม้อสาตมนต์เจ้าก็เรียนแล้วหรือ ?. มาณพตอบว่ายังไม่ได้เรียนครับ คุณแม่. มารดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเจ้ายังไม่ได้เรียนอสาตมนต์แล้ว จะเรียกว่า เรียนศิลปะสำเร็จแล้วไม่ได้ ไปเถิด ไปเรียนแล้วค่อยมา. มาณพรับคำแล้ว ก็มุ่งหน้าไปกรุงตักกสิลาอีก. แม้มารดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น เป็นหญิงชรา อายุ ๑๒๐ ปี อาจารย์อาบน้ำให้มารดาด้วยมือของตนเอง หาอาหารให้บริโภคเอง หาน้ำให้ดื่มเอง ปรนนิบัติมารดาอยู่ มนุษย์เหล่าอื่น พากันรังเกียจอาจารย์ผู้กระทำอย่างนั้น. อาจารย์ดำริว่า อย่ากระนั้นเลย เราเข้าป่า ปรนนิบัติมารดาในป่านั้นอยู่เถิด. ครั้นแล้วก็จักการสร้างบรรณศาลา ในที่มีน้ำท่าสะดวก ในป่าอันเงียบสงัด ตำบลหนึ่ง เสร็จแล้วขนสิ่งของมีเนย และข้าวสารเป็นต้น มาสำรองไว้ อุ้มมารดาพาไปที่นั้นปรนนิบัติมารดา อยู่สืบมา. ฝ่ายมาณพไปถึงเมืองตักกสิลาแล้ว ไม่พบอาจารย์ ก็สอบถามว่า ท่านอาจารย์ไปไหน ? ครั้นฟังเรื่องราวนั้นแล้วก็ไปในป่านั้น ไหว้อาจารย์แล้วยืนอยู่. ครั้งนั้นอาจารย์ถามเขาว่า พ่อมหาจำเริญ เรื่องราวเป็นอย่างไร เจ้าจึงกลับมาเร็วนัก ? มาณพตอบว่า ท่านอาจารย์ยังไม่ได้ให้ผมเรียน อสาตมนต์เลยมิใช่หรือขอรับ ? อ. ใครกล่าวเคี่ยวเข็ญให้เจ้าเรียนอสาตมนต์ให้ได้ ? มาณพ. มารดาของกระผมขอรับท่านอาจารย์. พระโพธิสัตว์ดำริว่า มนต์อะไร ๆ ที่มีชื่อว่า อสาตมนต์ไม่มีเลย แต่มารดาของมาณพนี้ คงประสงค์ให้เขารู้โทษของสตรีเป็นแน่ จึงกล่าวว่า ดีละ พ่อคุณ เราจักให้อสาตมนต์แก่เจ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงทำหน้าที่แทนเรา ให้มารดาของเราอาบน้ำด้วยมือของตน ให้บริโภค ให้ดื่ม ปรนนิบัติสม่ำเสมออนึ่งเมื่อเจ้านวดมือเท้าศีรษะและหลังของมารดาเรา ต้องพูดยกย่องมือเท้าเป็นต้น ในเวลาที่กำลังบีบนวดว่า คุณแม่ครับ ถึงคุณแม่จะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็ยังดูกระชุ่มกระชวยในยามที่คุณแม่ยังสาว ร่างกายของคุณแม่สวยสะคราญปานไฉน ? ก็แลมารดาของเรากล่าวคำใดกะเจ้า เจ้าไม่ต้องอายไม่ต้องอำพราง บอกคำนั้นแก่เราเถิด เจ้าทำอย่างนี้จึงจะได้อสาตมนต์ ไม่ทำก็ไม่ได้. มาณพรับคำว่า ดีแล้วครับท่านอาจารย์เริ่มแต่วันนี้ ก็กระทำตามข้อที่อาจารย์ชี้แจงทุกอย่าง เมื่อมาณพรำพรรณบ่อย ๆ นางก็สำคัญว่า มาณพนี้ต้องการจะอภิรมย์กับเราเป็นแม่นมั่น ทั้ง ๆ ที่แก่เฒ่า ตามืดมน กิเลสก็ยังเกิดขึ้นในสันดานได้. วันหนึ่ง นางจึงกล่าวกะมาณพกำลังกล่าวสรรเสริญร่างกายของตนอยู่ว่า เธอปรารถนาจะร่วมอภิรมย์กับเราหรือ ? มาณพ. คุณแม่ครับ ผมปรารถนานักแล้ว แต่ (มาติดอยู่ตรง) ท่านอาจารย์เป็นที่ยำเกรงหนัก. มารดา. ถ้าเธอปรารถนาฉันละก็ จงฆ่าลูกฉันเสียเถิด. มาณพ. ผมเล่าเรียนศิลปะถึงเพียงนี้ ในสำนักของท่านอาจารย์ จะมาฆ่าอาจารย์ เพราะอาศัยเหตุเพียงกิเลส ก็ดูกระไรอยู่มารดา. ถ้าเช่นนั้น ถ้าเธอไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันนี่แหละจะฆ่าเขาเสียเอง. ขึ้นชื่อว่า หญิง ส่วนมากไม่น่ายินดี ลามก มีลับลมคมในอย่างนี้ ถึงจะแก่ปานนั้น ก็ยังร่านรัก เริงชู้ ถึงกับมุ่งฆ่าลูกผู้มีอุปการะเห็นปานนี้ เสียก็ได้. มาณพบอกถ้อยคำทั้งหมดนั้น แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ที่เธอบอกมาทุกอย่างนั้น เธอทำถูกแล้ว. เมื่อตรวจดูอายุสังขารของมารดา ก็รู้ว่า ต้องตายในวันนี้เป็นแน่จงกล่าวว่า มาเถิดมาณพ เราต้องทดลองดู จึงตัดไม้มะเดื่อเข้าต้นหนึ่ง ทำรูปหุ่นเท่าตน คลุมเสียทั่วร่าง วางนอนหงายไว้เหนือที่นอนของตน ผูกราวเชือกไว้ แล้วกล่าวกะศิษย์ว่า พ่อคุณเธอจงถือขวานไป ให้สัญญาแก่มารดาของเรา. มาณพก็ไปบอกว่า คุณแม่ครับ ท่านอาจารย์นอนเหนือที่นอนของตน บนบรรณศาลา ผมผูกราวเชือกไว้เป็นสำคัญ คุณแม่ถือขวานเล่มนี้ถ้าสามารถจะฆ่าได้ ก็จงฆ่าเสีย. นางกล่าวว่า เธอต้องไม่ทอดทิ้งฉันแน่นะ ! มาณพ. เหตุไร ผมจักทอดทิ้งเล่า ขอรับ. นางจึงจับขวาน งก ๆ เงิ่น ๆ เดินไปตามราวเชือก เอามือคลำดู สำคัญแน่ว่า นี่ลูกของเรา แล้วเลิกผ้าห่มส่วนหน้าของรูปหุ่นออก เงื้อขวานด้วยคิดว่า จักฟันหนเดียวให้ตายคาที่ แล้วฟันตรงคอทีเดียว เมื่อเกิดเสียงดังกระด้าง จึงได้ทราบว่า ที่ตนฟันนั้นเป็นไม้. ครั้นพระโพธิสัตว์ถามว่า คุณแม่ทำอะไร ขอรับก็ได้คิดว่า เราถูกลวงเสียแล้ว ล้มลงตายอยู่ตรงนั้นเอง. ได้ยินว่าถึงนางจะนอนตายอยู่ที่บรรณศาลาของตน ก็คงตายในขณะนั้นแน่นอน. พระโพธิสัตว์ทราบอาการที่มารดาตายแล้ว ก็กระทำสรีรกิจ ครั้นดับไฟที่เผาแล้ว ก็บูชาด้วยดอกไม้ป่า พามาณพมานั่งที่ประตูบรรณศาลา กล่าวสอนเขาว่า พ่อคุณ ขึ้นชื่อว่าอสาตมนต์ ที่จัดเป็นวิชาแผนกหนึ่ง โดยเฉพาะไม่มีดอก ก็แต่ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเธอบอกให้เธอเรียนอสาตมนต์ แล้วส่งตัวมาถึงสำนักเรา ก็ส่งมาเพื่อให้รู้โทษของหญิงส่วนมาก บัดนี้เธอก็เห็นโทษของมารดาเราโดยประจักษ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ พึงทราบเถิดว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมากไม่รู้จักอิ่ม ลามก ดังนี้แล้วส่งตัวไป. เขากราบลาอาจารย์ไปสำนักมารดาบิดา. ครั้งนั้นมารดาถามเขาว่า เจ้าเรียนอสาตมนต์จบแล้วหรือ ? เขาตอบว่า ครับคุณแม่. มารดาถามว่า คราวนี้จักทำอย่างไร จักบวช จักบำเรอไฟ หรือจักอยู่ครองเรือน ? มาณพกล่าวว่า คุณแม่ขอรับ ผมเห็นโทษของหญิงส่วนมากโดยประจักษ์แล้ว ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนละ ผมจักบวช. เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :ขึ้นชื่อว่า หญิงในโลก ส่วนมากไม่รู้จักยับยั้ง หาเวลาแน่นอนไม่ได้ ทั้งร่านรัก เริงชู้
กินไม่เลือก เหมือนไฟที่กินได้ทุกอย่าง. ข้าพเจ้า
จักหลีกละพวกนางไปบวช เพิ่มพูนวิเวก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสา ความว่า ไม่รู้จักยับยั้งคือ มีความประพฤติเลวทราม. อีกอย่างหนึ่ง ความสุขท่านรียกว่า สาตะ ความสุขนั้นไม่มีแก่หญิงเหล่านั้น ทั้งยังให้ความไม่สุขใจ แก่คนที่มีจิตปฏิพัทธ์ในตน จึงชื่อว่าไม่รู้จักยับยั้ง อธิบายว่า อยู่ไม่สุข คือเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. เพื่อจะแสดงความข้อนี้ให้แจ่มแจ้ง พึงนำพระสูตรนี้มาสาธกดังนี้ :" หญิงเหล่านั้น ร้อยเล่ห์ หลอกลวง เป็นบ่อเกิดแห่งความโศก มีเชื้อโรคเป็นตัวอุบาทว์หยาบคาย ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ เป็นชนวนแห่งความตาย เป็นนางบังเงา ชายใดวางใจในนาง ชายนั้นจัดเป็นคนเลวในฝูงคน." ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกิตฺถิโย แปลว่า หญิงในโลก. บทว่า เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ความว่า คุณแม่ขอรับ หญิงเหล่านั้น กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เวลาคือความสำรวม เขตแดนที่ชื่อว่า ประมาณไม่มีเลย เป็นหญิงกำหนัดหนัก คือ ติดใจในกามคุณ ทั้ง ๕ ทั้งเป็นผู้คะนอง เพราะประกอบด้วยความคะนอง๓ ประการ คือ คะนองกาย คะนองวาจา เเละคะนองใจ. เพราะขึ้นชื่อว่า ความสำรวมที่มาประจวบอารมย์ มีกายทวารเป็นต้นมิได้มีในภายในของหญิงเหล่านั้นเลย คือเป็นหญิงหลุกหลิกเปรียบได้กับจำพวกกา พราหมณมาณพแสดงลักษณะหญิงดังพรรณนามานี้. บทว่า สิขี สพฺพฆโส ยถา ความว่า ธรรมดาไฟที่ถึงการนับว่า สิขี เพราะมีเปลวเป็นแฉก ได้เชื้อใด ๆ จะเป็นของไม่สะอาด มีประเภทเป็นต้นว่า คูถก็ตาม จะเป็นของสะอาด มีประเภทเป็นต้นว่า เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ก็ตาม น่าปรารถนาบ้าง ไม่น่าปรารถนาบ้าง ก็แลบเลียกินหมดทุกอย่าง เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า กินทุกอย่างฉันใด. แม้หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นนั่นแหละ จะเป็นคนมีกำเนิดทราม มีการงานทราม เช่นคนเลี้ยงช้าง เลี้ยงวัวเป็นต้น ก็ตามเถิด จะเป็นคนมีนกำเนิดสูงการงานสูง เช่นกษัตริย์เป็นต้น ก็ตามเถิด มิได้คิดถึงความเลวทรามและความอุกฤษฐ์เลย เมื่อความชื่นชมด้วยอำนาจกิเลสบังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งความยินดีในโลก ได้คนประเภทไหน ก็เสพได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหมือนกับไฟที่ไหม้ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ไฟกินได้ทุกอย่างฉันใด หญิงเหล่านั้นก็พึงทราบว่า เป็นอย่างนั้นเหมือนกันแหละ. บทว่า ตา หิตฺวา ปพฺนชิสฺสาติ ข้าพเจ้าขอหลีกเว้น หญิงลามก อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น เข้าป่าบวชเป็นฤาษี. บทว่า วิเวกมนุพฺรูหยํ ความว่า วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวกจิตตวิเวก อุปธิวิเวก ในเรื่องนี้ บรรดาวิเวกทั้ง ๓ นั้น ควรเพิ่มพูน กายวิเวกด้วย จิตวิเวกด้วย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า (พราหมณมาณพกล่าวว่า) คุณแม่ครับ ผมต้องบวช กระทำกสิณบริกรรม ให้สมาบัติทั้ง ๘ และอภิญญาทั้ง ๕ บังเกิดแล้ว จักปลีกกายออกจากหมู่ และพรากจิตจากกิเลส เพิ่มพูนวิเวกนี้ จักเป็นผู้พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เรื่องเหย้าเรือนสำหรับผม เลิกกันที. พราหมณมาณพ ติเตียนหญิงทั้งหลายอย่างนี้ กราบลามารดาบิดาบวชแล้ว เพิ่มพูลวิเวกมีประการดังกล่าวแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย ไม่รู้จักจืดจาง ลามก มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ให้ทุกข์อย่างนี้ ทรงแสดงโทษของหญิงทั้งหลาย ประกาศสัจธรรม. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า มารดามาณพในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุณี ชื่อ ภัททกาปิลานี ในบัดนี้ บิดาของมาณพได้เป็นพระมหากัสสปะ มาณพผู้เป็นศิษย์ ได้มาเป็นพระอานนท์ส่วนอาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอสาตมันตชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๑๐–๑๑๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๗. อิตฺถีวคฺควณฺณนา
๑. อสาตมนฺตชาตกํ
อาสา โลกิตฺถิโย นามาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺส วตฺถุ อุมฺมาทยนฺติชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ ตํ ปน สตฺถา ภิกฺขุ อิตฺถิโย นาม อสาตา อสติโย ลามิกา ปจฺฉิมิกา ตฺวํ เอวรูปํ ลามิกํ อิตฺถึ นิสฺสาย กสฺมา อุกฺกณฺฐิโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต คนฺธารรฏฺเฐ ตกฺกสิลายํ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วิญฺญุตํ ปตฺโต ตีสุ เวเทสุ สพฺพสิปฺเปสุ จ นิปฺผตฺตึ ปตฺโต ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย อโหสิ ฯ ตทา พาราณสิยํ เอกสฺมึ พฺราหฺมณกุเล ปุตฺตสฺส ชาตทิวเสเยว อคฺคึ คเหตฺวา อนิพฺพายนฺตํ ฐปยึสุ ฯ อถ ตํ พฺราหฺมณกุมารํ โสฬสวสฺสกาเล มาตาปิตโร อาหํสุ ปุตฺตก มยํ ตว ชาตทิวเส อคฺคึ คเหตฺวา ฐปยิมฺหา สเจ พฺรหฺมโลกปรายโน ภวิตุกาโม ตํ อคฺคึ อาทาย อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อคฺคึ ภควนฺตํ นมสฺสนฺโต พฺรหฺมโลกปรายโน โหหิ สเจ อคารํ อชฺฌาวสิตุกาโม ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา ทิสาปาโมกฺขสฺส อาจริยสฺส สนฺติเก สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปหีติ ฯ มาณโว นาหํ สกฺขิสฺสามิ อรญฺเญ อคฺคึ ปริจริตุํ กุฏุมฺพเมว สณฺฐเปสฺสามีติ มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา อาจริยภาคํ สหสฺสํ คเหตฺวา ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา ปจฺจาคมิ ฯ มาตาปิตโร ปนสฺส อนตฺถิกา ฆราวาเสน อรญฺเญ อคฺคึ ปริจราเปตุกามา โหนฺติ ฯ อถ นํ มาตา อิตฺถีนํ โทสํ ทสฺเสตฺวา อรญฺญํ เปเสตุกามา โส อาจริโย ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สกฺขิสฺสติ เม ปุตฺตสฺส อิตฺถีนํ โทสํ กเถตุนฺติ จินฺเตตฺวา อาห อุคฺคหิตนฺเต ตาต สิปฺปนฺติ ฯ อาม อมฺมาติ ฯ อสาตมนฺตาปิ เต อุคฺคหิตาติ ฯ น อุคฺคหิตา อมฺมาติ ฯ ตาต ยทิ เต อสาตมนฺตา น อุคฺคหิตา น นาม เต สิปฺปํ อุคฺคหิตํ คจฺฉ อุคฺคณฺหิตฺวา เอหีติ ฯ โส สาธูติ ปุน ตกฺกสิลาภิมุโข ปายาสิ ฯ ตสฺสาปิ อาจริยสฺส มาตา มหลฺลิกา วีสวสฺสสติกา ฯ โส ตํ สหตฺถา นฺหาเปนฺโต โภเชนฺโต ปาเยนฺโต ปฏิชคฺคติ ฯ อญฺเญ มนุสฺสา นํ ตถากโรนฺตํ ชิคุจฺฉนฺติ ฯ โส จินฺเตสิ ยนฺนูนาหํ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ตตฺถ มาตรํ ปฏิชคฺคนฺโต วิหเรยฺยนฺติ ฯ อเถกสฺมึ วิวิตฺเต อรญฺเญ อุทกผาสุกฏฺฐาเน ปณฺณสาลํ กาเรตฺวา สปฺปิ ตณฺฑุลาทีนิ อาหราเปตฺวา มาตรํ อุกฺขิปิตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา มาตรํ ปฏิชคฺคนฺโต วาสํ กปฺเปสิ ฯ
โสปิ โข มาณโว ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา อาจริยํ อปสฺสนฺโต กหํ อาจริโยติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ อาจริโย กึ นุ โข ตาต อติสีฆํ อาคโตสีติ ฯ นนุ อหํ ตุมฺเหหิ อสาตมนฺโต นาม อุคฺคณฺหาปิโตติ ฯ โก ปน เต อสาตมนฺเต อุคฺคณฺหิตพฺเพ กตฺวา กเถสีติ ฯ มยฺหํ มาตา อาจริยาติ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อสาตมนฺตา นาม เกจิ นตฺถิ อิมสฺส ปน มาตา อิมํ อิตฺถีโทสํ ชานาเปตุกามา ภวิสฺสตีติ ฯ อถ นํ สาธุ ตาต ทสฺสามิ เต อสาตมนฺเต ตฺวํ อชฺชาทึ กตฺวา มม ฐาเน ฐตฺวา มม มาตรํ สหตฺถา นฺหาเปนฺโต โภเชนฺโต ปาเยนฺโต ปฏิชคฺคาหิ หตฺถปาทสีสปิฏฺฐิสมฺพาหนาทีนิ จสฺสา กโรนฺโต อยฺเย ชรํ ปตฺตกาเลปิ ตาว เต เอวรูปํ สรีรํ ทหรกาเล กีทิสํ อโหสีติ ปริกมฺมกรณกาเล หตฺถ ปาทาทีนํ วณฺณํ กเถยฺยาสิ ยญฺจ เต มม มาตา กเถติ ตํ อลชฺชนฺโต อนิคูหนฺโต มยฺหํ อาโรเจสิ เอวํ กโรนฺโต อสาตมนฺเต ลจฺฉสิ อกโรนฺโต น ลจฺฉสีติ ฯ โส สาธุ อาจริยาติ ตสฺส วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตโต ปฏฺฐาย สพฺพํ ยถาวุตฺตวิธานํ อกาสิ ฯ อถสฺสา ตสฺมึ มาณเว ปุนปฺปุนํ วณฺณยมาเน อยํ มยา สทฺธึ อภิรมิตุกาโม ภวิสฺสตีติ อนฺธาย ชราชิณฺณาย อพฺภนฺตเร กิเลโส อุปฺปชฺชิ ฯ สา เอกทิวสํ อตฺตโน สรีรวณฺณํ กถยมานํ มาณวํ อาห มยา สทฺธึ อภิรมิตุํ อิจฺฉสีติ ฯ อยฺเย อหํ อติอิจฺเฉยฺยํ อาจริโย ปน ครุโกติ ฯ สเจ มํ อิจฺฉสิ ปุตฺตํ เม มาเรหีติ ฯ อหํ อาจริยสฺส สนฺติเก เอตฺตกํ สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา กิเลสมตฺตํ นิสฺสาย กินฺติ กตฺวา อาจริยํ มาเรสฺสามีติ ฯ เตนหิ สเจ มํ น ปริจฺจชสิ อหเมว นํ มาเรสฺสามีติ ฯ เอวํ อิตฺถิโย นาม อสาตา ลามิกา ปจฺฉิมิกา ตถารูเป นาม วเย ฐิตา ราคจิตฺตํ อุปฺปาเทตฺวา กิเลสํ อนุวตฺตมานา เอวํอุปการํ ปุตฺตํ มาเรตุกามา ชาตา ฯ
มาณโว สพฺพํ ตํ กถํ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสิ ฯ โพธิสตฺโต สุฏฺฐุ เต มาณว กตํ มยฺหํ อาโรเจนฺเตนาติ วตฺวา มาตุ อายุสงฺขารํ โอโลเกนฺโต อชฺเชว มริสฺสตีติ ญตฺวา เอหิ มาณว วีมํสิสฺสามิ นนฺติ เอกํ อุทุมฺพรรุกฺขํ ฉินฺทิตฺวา อตฺตโน ปมาเณน กฏฺฐรูปกํ กตฺวา สรีรํ ปารุปิตฺวา อตฺตโน สยนฏฺฐาเน อุตฺตานํ นิปชฺชาเปตฺวา รชฺชุกํ พนฺธิตฺวา อนฺเตวาสิกํ อาห ตาต ผรสุํ อาทาย คนฺตฺวา มม มาตุ สญฺญํ เทหีติ ฯ มาณโว คนฺตฺวา อยฺเย อาจริโย ปณฺณสาลายํ อตฺตโน สยนฏฺฐาเน นิปนฺโน รชฺชุสญฺญา เม พนฺธา อิมํ ผรสุํ อาทาย คนฺตฺวา สเจ สกฺโกสิ มาเรหิ นนฺติ อาห ฯ ตฺวํ มํ น ปริจฺจชิสฺสสีติ ฯ กึการณา ปริจฺจชิสฺสามีติ ฯ สา ผรสุํ อาทาย ปเวธมานา อุฏฺฐาย รชฺชุสญฺญาย คนฺตฺวา หตฺเถน ปรามสิตฺวา อยํ เม ปุตฺโตติ สญฺญาย กฏฺฐรูปกสฺส มุขโต สาฏกํ อปเนตฺวา ผรสุํ อาทาย เอกปฺปหาเรเนว มาเรสฺสามีติ คีวายเมว ปหริตฺวา ถทฺธสทฺเท อุปฺปนฺเน รุกฺขภาวํ อญฺญาสิ ฯ อถ โพธิสตฺเตน กึ กโรสิ อมฺมาติ วุตฺเต วญฺจิตมฺหีติ ตตฺเถว มริตฺวา ปติตา ฯ อตฺตโน กิร ปณฺณสาลาย นิปนฺนายปิ ตํ ขณํเยว มริตพฺพเมว ฯ โส ตสฺสา มตภาวํ ญตฺวา สรีรกิจฺจํ กตฺวา อาหฬนํ นิพฺพาเปตฺวา วนปุปฺเผหิ ปูเชตฺวา มาณวํ อาทาย ปณฺณสาลาทฺวาเร นิสีทิตฺวา ตาต ปาฏิเยกฺกา อสาตมนฺตา นาม นตฺถิ อิตฺถิโย อสาตา จ นาม ตว มาตา อสาตมนฺเต อุคฺคณฺหาติ มม สนฺติกํ เปสยมานา อิตฺถีนํ โทสํ ชานนตฺถํ เปเสสิ อิทานิ ปน เต ปจฺจกฺขโตว มม มาตุ โทสา ทิฏฺฐา อิมินา การเณน อิตฺถิโย นาม อสาตา ลามิกาติ ชาเนยฺยาสีติ ตํ โอวทิตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ โสปิ อาจริยํ วนฺทิตฺวา มาตาปิตูนํ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ อถ นํ มาตา ปุจฺฉิ อุคฺคณฺหิตา เต อสาตมนฺตาติ ฯ อาม อมฺมาติ ฯ อิทานิ กึ กริสฺสสิ ปพฺพชิตฺวา อคฺคึ วา ปริจริสฺสสิ อคารมชฺเฌ วา วสิสฺสสีติ ฯ มาณโว มยา อมฺม ปจฺจกฺขโต อิตฺถีนํ โทสา ทิฏฺฐา อคาเรน เม กิจฺจํ นตฺถิ ปพฺพชิสฺสามหนฺติ อตฺตโน อธิปฺปายํ ปกาเสนฺโต อิมํ คาถมาห
อาสา โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ
สารตฺตา จ ปคพฺภา จ สิขี สพฺพฆโส ยถา
ตา หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามิ วิเวกมนุพฺรูหยนฺติ ฯ
ตตฺถ อาสาติ อสติโย ลามิกา ฯ อถวา ฯ สาตํ วุจฺจติ สุขํ ตํ ตาสํ นตฺถิ อตฺตนิ ปฏิพทฺธจิตฺตานํ อสาตเมว เทนฺตีติปิ อสาตา ทุกฺขา ทุกฺขวตฺถุภูตาติ อตฺโถ ฯ อิมสฺส ปนตฺถสฺส ทีปนตฺถาย อิทํ สุตฺตํ อาหริตพฺพํ
มายา เจตา มรีจิ จ โสกา โรคา จุปทฺทวา
ขราว พนฺธนา เจตา มจฺจุปาสา คุหาสยา
ตาสุ โย วิสฺสเส โปโส โส นเรสุ นราธโมติ ฯ
โลกิตฺถิโยติ โลเก อิตฺถิโย ฯ เวลา ตาสํ น วิชฺชตีติ อมฺม ตาสํ อิตฺถีนํ กิเลสุปฺปตฺตึ ปตฺวา เวลา สํวโร มริยาทา ปมาณนฺนาม นตฺถิ ฯ สารตฺตา จ ปคพฺภา จาติ เวลา จ เอตาสํ นตฺถิ ปญฺจสุ กามคุเณสุ สารตฺตา อลฺลีนา ตถา กายปาคพฺภิเยน วาจาปาคพฺภิเยน มโนปาคพฺภิเยนาติ ติวิเธน ปาคพฺภิเยน สมนฺนาคตตฺตา ปคพฺภา เจตา ฯ เอตาสํ หิ อพฺภนฺตเร กายทฺวาราทีนิ ปตฺวา สํวโร นาม นตฺถิ โลลา กากปฺปฏิภาคาติ ทสฺเสติ ฯ สิขี สพฺพฆโส ยถาติ อมฺม ยถา ชาลสิขาย สิขีติ สงฺขฺยํ คโต อคฺคิ นาม คูถคตาทิเภทํ อสุจิมฺปิ สปฺปิมธุผาณิตาทิเภทํ สุจิมฺปิ อิฏฺฐมฺปิ อนิฏฺฐมฺปิ ยํ ยเทว ลภติ สพฺพํ ฆสติ ขาทติ ตสฺมา สพฺพฆโสติ วุจฺจติ ตเถว อิตฺถิโยปิ หตฺถิเมณฺฑโคเมณฺฑาทโย วา โหนฺตุ หีนชจฺจา หีนกมฺมนฺตา ขตฺติยาทโย วา โหนฺตุ อุตฺตมกมฺมนฺตา หีนุกฺกฏฺฐภาวํ อจินฺเตตฺวา โลกสฺสาทวเสน กิเลสสนฺถเว อุปฺปนฺเน ยํ ยํ ลภนฺติ สพฺพเมว เสวนฺตีติ สพฺพฆสสิขิสทิสาว โหนฺติ ตสฺมา สิขี สพฺพฆโส ยถา ตเถเวตาติ เวทิตพฺพา ฯ ตา หิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ อหํ ตา ลามิกา ทุกฺขวตฺถุภูตา อิตฺถิโย หิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิสฺสามิ ฯ วิเวกมนุพฺรูหยนฺติ กายวิเวโก จิตฺตวิเวโก อุปธิวิเวโกติ ตโย วิเวกา เตสุ อิธ กายวิเวโกปิ วฏฺฏติ จิตฺตวิเวโกปิ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อหํ อมฺม ปพฺพชิตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา อฏฺฐ สมาปตฺติโย ปญฺจ อภิญฺญาโย จ อุปฺปาเทตฺวา คณโต กายํ กิเลเสหิ จ จิตฺตํ วิเวเจตฺวา อิมํ วิเวกํ พฺรูหนฺโต วฑฺเฒนฺโต พฺรหฺมโลกปรายโน ภวิสฺสามิ อลํ เม อคาเรนาติ ฯ
เอวํ อิตฺถิโย ครหิตฺวา มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา ปพฺพชิตฺวา วุตฺตปฺปการํ วิเวกํ พฺรูหนฺโต พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถาปิ เอวํ ภิกฺขุ อิตฺถิโย นาม อสาตา ลามิกา ปจฺฉิมิกา ทุกฺขทายิกาติ อิตฺถีนํ อคุณํ กเถตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาสิ ฯ สตฺถา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มาตา ภทฺทกาปิลานี ปิตา มหากสฺสโป อโหสิ อนฺเตวาสิโก อานนฺโท อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ
อสาตมนฺตชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗