ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อาสาตมันตชาดก
ชาดกที่ ๖๑ · เอกกนิบาตชาดก · อิตถีวรรค

อาสาตมันตชาดก

ว่าด้วยหญิงเลวทราม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๖๑ · บรรทัด ๔๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอาสาตมันตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าอาสา โลกิตฺถิโย นาม ดังนี้. เรื่องของภิกษุนั้น จักแจ่มแจ้งในอุมมาทยันตีชาดก. (เรื่องย่อ ๆ มีว่า) ก็พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลังเธอจะกระสันปั่นป่วนเพราะหญิงเลว ๆ เช่นนี้ทำไม แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมืองตักกสิลา คันธารรัฐ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เรียนจบไตรเพทและศิลปะทั้งปวง ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์. ดังนั้น ในกรุงพาราณสีมีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย. ครั้นในเวลาที่พราหมณกุมารมีอายุได้ ๑๖ มารดาบิดาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เราจุดไฟตั้งไว้ในวันที่เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลกจงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้ถ้าประสงค์จะครองเรือน ก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักฐานเถิด. มาณพกล่าวว่า ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ มุ่งจะตั้งหลักฐานเท่านั้น แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันกษาปณ์ เป็นค่าคำนับอาจารย์ เดินทางไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะแล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้ครองเรือนต้องการให้เขาบำเรอไฟอยู่ในป่า. ลำดับนั้น มารดาปรารถนาจะสำแดงโทษของสตรีส่วนมาก แล้วส่งเขาเข้าป่า จึงดำริว่าอาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษแห่งสตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้ จึงกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าเรียนศิลปะสำเร็จแล้วหรือ ? มาณพตอบว่า ครับ คุณแม่. มารดาจึงกล่าวว่า แม้อสาตมนต์เจ้าก็เรียนแล้วหรือ ?. มาณพตอบว่ายังไม่ได้เรียนครับ คุณแม่. มารดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเจ้ายังไม่ได้เรียนอสาตมนต์แล้ว จะเรียกว่า เรียนศิลปะสำเร็จแล้วไม่ได้ ไปเถิด ไปเรียนแล้วค่อยมา. มาณพรับคำแล้ว ก็มุ่งหน้าไปกรุงตักกสิลาอีก. แม้มารดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น เป็นหญิงชรา อายุ ๑๒๐ ปี อาจารย์อาบน้ำให้มารดาด้วยมือของตนเอง หาอาหารให้บริโภคเอง หาน้ำให้ดื่มเอง ปรนนิบัติมารดาอยู่ มนุษย์เหล่าอื่น พากันรังเกียจอาจารย์ผู้กระทำอย่างนั้น. อาจารย์ดำริว่า อย่ากระนั้นเลย เราเข้าป่า ปรนนิบัติมารดาในป่านั้นอยู่เถิด. ครั้นแล้วก็จักการสร้างบรรณศาลา ในที่มีน้ำท่าสะดวก ในป่าอันเงียบสงัด ตำบลหนึ่ง เสร็จแล้วขนสิ่งของมีเนย และข้าวสารเป็นต้น มาสำรองไว้ อุ้มมารดาพาไปที่นั้นปรนนิบัติมารดา อยู่สืบมา. ฝ่ายมาณพไปถึงเมืองตักกสิลาแล้ว ไม่พบอาจารย์ ก็สอบถามว่า ท่านอาจารย์ไปไหน ? ครั้นฟังเรื่องราวนั้นแล้วก็ไปในป่านั้น ไหว้อาจารย์แล้วยืนอยู่. ครั้งนั้นอาจารย์ถามเขาว่า พ่อมหาจำเริญ เรื่องราวเป็นอย่างไร เจ้าจึงกลับมาเร็วนัก ? มาณพตอบว่า ท่านอาจารย์ยังไม่ได้ให้ผมเรียน อสาตมนต์เลยมิใช่หรือขอรับ ? อ. ใครกล่าวเคี่ยวเข็ญให้เจ้าเรียนอสาตมนต์ให้ได้ ? มาณพ. มารดาของกระผมขอรับท่านอาจารย์. พระโพธิสัตว์ดำริว่า มนต์อะไร ๆ ที่มีชื่อว่า อสาตมนต์ไม่มีเลย แต่มารดาของมาณพนี้ คงประสงค์ให้เขารู้โทษของสตรีเป็นแน่ จึงกล่าวว่า ดีละ พ่อคุณ เราจักให้อสาตมนต์แก่เจ้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงทำหน้าที่แทนเรา ให้มารดาของเราอาบน้ำด้วยมือของตน ให้บริโภค ให้ดื่ม ปรนนิบัติสม่ำเสมออนึ่งเมื่อเจ้านวดมือเท้าศีรษะและหลังของมารดาเรา ต้องพูดยกย่องมือเท้าเป็นต้น ในเวลาที่กำลังบีบนวดว่า คุณแม่ครับ ถึงคุณแม่จะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็ยังดูกระชุ่มกระชวยในยามที่คุณแม่ยังสาว ร่างกายของคุณแม่สวยสะคราญปานไฉน ? ก็แลมารดาของเรากล่าวคำใดกะเจ้า เจ้าไม่ต้องอายไม่ต้องอำพราง บอกคำนั้นแก่เราเถิด เจ้าทำอย่างนี้จึงจะได้อสาตมนต์ ไม่ทำก็ไม่ได้. มาณพรับคำว่า ดีแล้วครับท่านอาจารย์เริ่มแต่วันนี้ ก็กระทำตามข้อที่อาจารย์ชี้แจงทุกอย่าง เมื่อมาณพรำพรรณบ่อย ๆ นางก็สำคัญว่า มาณพนี้ต้องการจะอภิรมย์กับเราเป็นแม่นมั่น ทั้ง ๆ ที่แก่เฒ่า ตามืดมน กิเลสก็ยังเกิดขึ้นในสันดานได้. วันหนึ่ง นางจึงกล่าวกะมาณพกำลังกล่าวสรรเสริญร่างกายของตนอยู่ว่า เธอปรารถนาจะร่วมอภิรมย์กับเราหรือ ? มาณพ. คุณแม่ครับ ผมปรารถนานักแล้ว แต่ (มาติดอยู่ตรง) ท่านอาจารย์เป็นที่ยำเกรงหนัก. มารดา. ถ้าเธอปรารถนาฉันละก็ จงฆ่าลูกฉันเสียเถิด. มาณพ. ผมเล่าเรียนศิลปะถึงเพียงนี้ ในสำนักของท่านอาจารย์ จะมาฆ่าอาจารย์ เพราะอาศัยเหตุเพียงกิเลส ก็ดูกระไรอยู่มารดา. ถ้าเช่นนั้น ถ้าเธอไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันนี่แหละจะฆ่าเขาเสียเอง. ขึ้นชื่อว่า หญิง ส่วนมากไม่น่ายินดี ลามก มีลับลมคมในอย่างนี้ ถึงจะแก่ปานนั้น ก็ยังร่านรัก เริงชู้ ถึงกับมุ่งฆ่าลูกผู้มีอุปการะเห็นปานนี้ เสียก็ได้. มาณพบอกถ้อยคำทั้งหมดนั้น แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ที่เธอบอกมาทุกอย่างนั้น เธอทำถูกแล้ว. เมื่อตรวจดูอายุสังขารของมารดา ก็รู้ว่า ต้องตายในวันนี้เป็นแน่จงกล่าวว่า มาเถิดมาณพ เราต้องทดลองดู จึงตัดไม้มะเดื่อเข้าต้นหนึ่ง ทำรูปหุ่นเท่าตน คลุมเสียทั่วร่าง วางนอนหงายไว้เหนือที่นอนของตน ผูกราวเชือกไว้ แล้วกล่าวกะศิษย์ว่า พ่อคุณเธอจงถือขวานไป ให้สัญญาแก่มารดาของเรา. มาณพก็ไปบอกว่า คุณแม่ครับ ท่านอาจารย์นอนเหนือที่นอนของตน บนบรรณศาลา ผมผูกราวเชือกไว้เป็นสำคัญ คุณแม่ถือขวานเล่มนี้ถ้าสามารถจะฆ่าได้ ก็จงฆ่าเสีย. นางกล่าวว่า เธอต้องไม่ทอดทิ้งฉันแน่นะ ! มาณพ. เหตุไร ผมจักทอดทิ้งเล่า ขอรับ. นางจึงจับขวาน งก ๆ เงิ่น ๆ เดินไปตามราวเชือก เอามือคลำดู สำคัญแน่ว่า นี่ลูกของเรา แล้วเลิกผ้าห่มส่วนหน้าของรูปหุ่นออก เงื้อขวานด้วยคิดว่า จักฟันหนเดียวให้ตายคาที่ แล้วฟันตรงคอทีเดียว เมื่อเกิดเสียงดังกระด้าง จึงได้ทราบว่า ที่ตนฟันนั้นเป็นไม้. ครั้นพระโพธิสัตว์ถามว่า คุณแม่ทำอะไร ขอรับก็ได้คิดว่า เราถูกลวงเสียแล้ว ล้มลงตายอยู่ตรงนั้นเอง. ได้ยินว่าถึงนางจะนอนตายอยู่ที่บรรณศาลาของตน ก็คงตายในขณะนั้นแน่นอน. พระโพธิสัตว์ทราบอาการที่มารดาตายแล้ว ก็กระทำสรีรกิจ ครั้นดับไฟที่เผาแล้ว ก็บูชาด้วยดอกไม้ป่า พามาณพมานั่งที่ประตูบรรณศาลา กล่าวสอนเขาว่า พ่อคุณ ขึ้นชื่อว่าอสาตมนต์ ที่จัดเป็นวิชาแผนกหนึ่ง โดยเฉพาะไม่มีดอก ก็แต่ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเธอบอกให้เธอเรียนอสาตมนต์ แล้วส่งตัวมาถึงสำนักเรา ก็ส่งมาเพื่อให้รู้โทษของหญิงส่วนมาก บัดนี้เธอก็เห็นโทษของมารดาเราโดยประจักษ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ พึงทราบเถิดว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมากไม่รู้จักอิ่ม ลามก ดังนี้แล้วส่งตัวไป. เขากราบลาอาจารย์ไปสำนักมารดาบิดา. ครั้งนั้นมารดาถามเขาว่า เจ้าเรียนอสาตมนต์จบแล้วหรือ ? เขาตอบว่า ครับคุณแม่. มารดาถามว่า คราวนี้จักทำอย่างไร จักบวช จักบำเรอไฟ หรือจักอยู่ครองเรือน ? มาณพกล่าวว่า คุณแม่ขอรับ ผมเห็นโทษของหญิงส่วนมากโดยประจักษ์แล้ว ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนละ ผมจักบวช. เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :ขึ้นชื่อว่า หญิงในโลก ส่วนมากไม่รู้จักยับยั้ง หาเวลาแน่นอนไม่ได้ ทั้งร่านรัก เริงชู้

กินไม่เลือก เหมือนไฟที่กินได้ทุกอย่าง. ข้าพเจ้า

จักหลีกละพวกนางไปบวช เพิ่มพูนวิเวก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสา ความว่า ไม่รู้จักยับยั้งคือ มีความประพฤติเลวทราม. อีกอย่างหนึ่ง ความสุขท่านรียกว่า สาตะ ความสุขนั้นไม่มีแก่หญิงเหล่านั้น ทั้งยังให้ความไม่สุขใจ แก่คนที่มีจิตปฏิพัทธ์ในตน จึงชื่อว่าไม่รู้จักยับยั้ง อธิบายว่า อยู่ไม่สุข คือเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. เพื่อจะแสดงความข้อนี้ให้แจ่มแจ้ง พึงนำพระสูตรนี้มาสาธกดังนี้ :" หญิงเหล่านั้น ร้อยเล่ห์ หลอกลวง เป็นบ่อเกิดแห่งความโศก มีเชื้อโรคเป็นตัวอุบาทว์หยาบคาย ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ เป็นชนวนแห่งความตาย เป็นนางบังเงา ชายใดวางใจในนาง ชายนั้นจัดเป็นคนเลวในฝูงคน." ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกิตฺถิโย แปลว่า หญิงในโลก. บทว่า เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ความว่า คุณแม่ขอรับ หญิงเหล่านั้น กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เวลาคือความสำรวม เขตแดนที่ชื่อว่า ประมาณไม่มีเลย เป็นหญิงกำหนัดหนัก คือ ติดใจในกามคุณ ทั้ง ๕ ทั้งเป็นผู้คะนอง เพราะประกอบด้วยความคะนอง๓ ประการ คือ คะนองกาย คะนองวาจา เเละคะนองใจ. เพราะขึ้นชื่อว่า ความสำรวมที่มาประจวบอารมย์ มีกายทวารเป็นต้นมิได้มีในภายในของหญิงเหล่านั้นเลย คือเป็นหญิงหลุกหลิกเปรียบได้กับจำพวกกา พราหมณมาณพแสดงลักษณะหญิงดังพรรณนามานี้. บทว่า สิขี สพฺพฆโส ยถา ความว่า ธรรมดาไฟที่ถึงการนับว่า สิขี เพราะมีเปลวเป็นแฉก ได้เชื้อใด ๆ จะเป็นของไม่สะอาด มีประเภทเป็นต้นว่า คูถก็ตาม จะเป็นของสะอาด มีประเภทเป็นต้นว่า เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ก็ตาม น่าปรารถนาบ้าง ไม่น่าปรารถนาบ้าง ก็แลบเลียกินหมดทุกอย่าง เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า กินทุกอย่างฉันใด. แม้หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นนั่นแหละ จะเป็นคนมีกำเนิดทราม มีการงานทราม เช่นคนเลี้ยงช้าง เลี้ยงวัวเป็นต้น ก็ตามเถิด จะเป็นคนมีนกำเนิดสูงการงานสูง เช่นกษัตริย์เป็นต้น ก็ตามเถิด มิได้คิดถึงความเลวทรามและความอุกฤษฐ์เลย เมื่อความชื่นชมด้วยอำนาจกิเลสบังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งความยินดีในโลก ได้คนประเภทไหน ก็เสพได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหมือนกับไฟที่ไหม้ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ไฟกินได้ทุกอย่างฉันใด หญิงเหล่านั้นก็พึงทราบว่า เป็นอย่างนั้นเหมือนกันแหละ. บทว่า ตา หิตฺวา ปพฺนชิสฺสาติ ข้าพเจ้าขอหลีกเว้น หญิงลามก อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น เข้าป่าบวชเป็นฤาษี. บทว่า วิเวกมนุพฺรูหยํ ความว่า วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวกจิตตวิเวก อุปธิวิเวก ในเรื่องนี้ บรรดาวิเวกทั้ง ๓ นั้น ควรเพิ่มพูน กายวิเวกด้วย จิตวิเวกด้วย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า (พราหมณมาณพกล่าวว่า) คุณแม่ครับ ผมต้องบวช กระทำกสิณบริกรรม ให้สมาบัติทั้ง ๘ และอภิญญาทั้ง ๕ บังเกิดแล้ว จักปลีกกายออกจากหมู่ และพรากจิตจากกิเลส เพิ่มพูนวิเวกนี้ จักเป็นผู้พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เรื่องเหย้าเรือนสำหรับผม เลิกกันที. พราหมณมาณพ ติเตียนหญิงทั้งหลายอย่างนี้ กราบลามารดาบิดาบวชแล้ว เพิ่มพูลวิเวกมีประการดังกล่าวแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย ไม่รู้จักจืดจาง ลามก มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ให้ทุกข์อย่างนี้ ทรงแสดงโทษของหญิงทั้งหลาย ประกาศสัจธรรม. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า มารดามาณพในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุณี ชื่อ ภัททกาปิลานี ในบัดนี้ บิดาของมาณพได้เป็นพระมหากัสสปะ มาณพผู้เป็นศิษย์ ได้มาเป็นพระอานนท์ส่วนอาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอสาตมันตชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๑๐–๑๑๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

7. Itthīvaggavaṇṇanā

1. Asātamantajātakaṃ

āsā lokitthiyo nāmāti idaṃ satthā jetavane viharanto ukkaṇṭhitaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Tassa vatthu ummādayantijātake āvibhavissati. Taṃ pana satthā bhikkhu itthiyo nāma asātā asatiyo lāmikā pacchimikā tvaṃ evarūpaṃ lāmikaṃ itthiṃ nissāya kasmā ukkaṇṭhitoti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto gandhāraraṭṭhe takkasilāyaṃ brāhmaṇakule nibbattitvā viññutaṃ patto tīsu vedesu sabbasippesu ca nipphattiṃ patto disāpāmokkho ācariyo ahosi. Tadā bārāṇasiyaṃ ekasmiṃ brāhmaṇakule puttassa jātadivaseyeva aggiṃ gahetvā anibbāyantaṃ ṭhapayiṃsu. Atha taṃ brāhmaṇakumāraṃ soḷasavassakāle mātāpitaro āhaṃsu puttaka mayaṃ tava jātadivase aggiṃ gahetvā ṭhapayimhā sace brahmalokaparāyano bhavitukāmo taṃ aggiṃ ādāya araññaṃ pavisitvā aggiṃ bhagavantaṃ namassanto brahmalokaparāyano hohi sace agāraṃ ajjhāvasitukāmo takkasilaṃ gantvā disāpāmokkhassa ācariyassa santike sippaṃ uggaṇhitvā Kuṭumbaṃ saṇṭhapehīti. Māṇavo nāhaṃ sakkhissāmi araññe aggiṃ paricarituṃ kuṭumbameva saṇṭhapessāmīti mātāpitaro vanditvā ācariyabhāgaṃ sahassaṃ gahetvā takkasilaṃ gantvā sippaṃ uggaṇhitvā paccāgami. Mātāpitaro panassa anatthikā gharāvāsena araññe aggiṃ paricarāpetukāmā honti. Atha naṃ mātā itthīnaṃ dosaṃ dassetvā araññaṃ pesetukāmā so ācariyo paṇḍito byatto sakkhissati me puttassa itthīnaṃ dosaṃ kathetunti cintetvā āha uggahitante tāta sippanti. Āma ammāti. Asātamantāpi te uggahitāti. Na uggahitā ammāti. Tāta yadi te asātamantā na uggahitā na nāma te sippaṃ uggahitaṃ gaccha uggaṇhitvā ehīti. So sādhūti puna takkasilābhimukho pāyāsi. Tassāpi ācariyassa mātā mahallikā vīsavassasatikā. So taṃ sahatthā nhāpento bhojento pāyento paṭijaggati. Aññe manussā naṃ tathākarontaṃ jigucchanti. So cintesi yannūnāhaṃ araññaṃ pavisitvā tattha mātaraṃ paṭijagganto vihareyyanti. Athekasmiṃ vivitte araññe udakaphāsukaṭṭhāne paṇṇasālaṃ kāretvā sappi taṇḍulādīni āharāpetvā mātaraṃ ukkhipitvā tattha gantvā mātaraṃ paṭijagganto vāsaṃ kappesi.

Sopi kho māṇavo takkasilaṃ gantvā ācariyaṃ apassanto kahaṃ ācariyoti pucchitvā taṃ pavuttiṃ sutvā tattha gantvā vanditvā aṭṭhāsi. Atha naṃ ācariyo kiṃ nu kho tāta atisīghaṃ āgatosīti. Nanu ahaṃ tumhehi asātamanto nāma uggaṇhāpitoti. Ko pana Te asātamante uggaṇhitabbe katvā kathesīti. Mayhaṃ mātā ācariyāti. Bodhisatto cintesi asātamantā nāma keci natthi imassa pana mātā imaṃ itthīdosaṃ jānāpetukāmā bhavissatīti. Atha naṃ sādhu tāta dassāmi te asātamante tvaṃ ajjādiṃ katvā mama ṭhāne ṭhatvā mama mātaraṃ sahatthā nhāpento bhojento pāyento paṭijaggāhi hatthapādasīsapiṭṭhisambāhanādīni cassā karonto ayye jaraṃ pattakālepi tāva te evarūpaṃ sarīraṃ daharakāle kīdisaṃ ahosīti parikammakaraṇakāle hattha pādādīnaṃ vaṇṇaṃ katheyyāsi yañca te mama mātā katheti taṃ alajjanto anigūhanto mayhaṃ ārocesi evaṃ karonto asātamante lacchasi akaronto na lacchasīti. So sādhu ācariyāti tassa vacanaṃ sampaṭicchitvā tato paṭṭhāya sabbaṃ yathāvuttavidhānaṃ akāsi. Athassā tasmiṃ māṇave punappunaṃ vaṇṇayamāne ayaṃ mayā saddhiṃ abhiramitukāmo bhavissatīti andhāya jarājiṇṇāya abbhantare kileso uppajji. Sā ekadivasaṃ attano sarīravaṇṇaṃ kathayamānaṃ māṇavaṃ āha mayā saddhiṃ abhiramituṃ icchasīti. Ayye ahaṃ atiiccheyyaṃ ācariyo pana garukoti. Sace maṃ icchasi puttaṃ me mārehīti. Ahaṃ ācariyassa santike ettakaṃ sippaṃ uggaṇhitvā kilesamattaṃ nissāya kinti katvā ācariyaṃ māressāmīti. Tenahi sace maṃ na pariccajasi ahameva naṃ māressāmīti. Evaṃ itthiyo nāma asātā lāmikā pacchimikā tathārūpe nāma vaye ṭhitā rāgacittaṃ uppādetvā kilesaṃ anuvattamānā evaṃupakāraṃ puttaṃ māretukāmā jātā.

Māṇavo sabbaṃ taṃ kathaṃ bodhisattassa ārocesi. Bodhisatto suṭṭhu te māṇava kataṃ mayhaṃ ārocentenāti vatvā mātu āyusaṅkhāraṃ olokento ajjeva marissatīti ñatvā ehi māṇava vīmaṃsissāmi nanti ekaṃ udumbararukkhaṃ chinditvā attano pamāṇena kaṭṭharūpakaṃ katvā sarīraṃ pārupitvā attano sayanaṭṭhāne uttānaṃ nipajjāpetvā rajjukaṃ bandhitvā antevāsikaṃ āha tāta pharasuṃ ādāya gantvā mama mātu saññaṃ dehīti. Māṇavo gantvā ayye ācariyo paṇṇasālāyaṃ attano sayanaṭṭhāne nipanno rajjusaññā me bandhā imaṃ pharasuṃ ādāya gantvā sace sakkosi mārehi nanti āha. Tvaṃ maṃ na pariccajissasīti . Kiṃkāraṇā pariccajissāmīti. Sā pharasuṃ ādāya pavedhamānā uṭṭhāya rajjusaññāya gantvā hatthena parāmasitvā ayaṃ me puttoti saññāya kaṭṭharūpakassa mukhato sāṭakaṃ apanetvā pharasuṃ ādāya ekappahāreneva māressāmīti gīvāyameva paharitvā thaddhasadde uppanne rukkhabhāvaṃ aññāsi. Atha bodhisattena kiṃ karosi ammāti vutte vañcitamhīti tattheva maritvā patitā. Attano kira paṇṇasālāya nipannāyapi taṃ khaṇaṃyeva maritabbameva. So tassā matabhāvaṃ ñatvā sarīrakiccaṃ katvā āhaḷanaṃ nibbāpetvā vanapupphehi pūjetvā māṇavaṃ ādāya paṇṇasālādvāre nisīditvā tāta pāṭiyekkā asātamantā nāma natthi itthiyo asātā ca nāma tava mātā asātamante uggaṇhāti mama santikaṃ pesayamānā itthīnaṃ dosaṃ jānanatthaṃ pesesi idāni pana te paccakkhatova Mama mātu dosā diṭṭhā iminā kāraṇena itthiyo nāma asātā lāmikāti jāneyyāsīti taṃ ovaditvā uyyojesi. Sopi ācariyaṃ vanditvā mātāpitūnaṃ santikaṃ agamāsi. Atha naṃ mātā pucchi uggaṇhitā te asātamantāti. Āma ammāti. Idāni kiṃ karissasi pabbajitvā aggiṃ vā paricarissasi agāramajjhe vā vasissasīti. Māṇavo mayā amma paccakkhato itthīnaṃ dosā diṭṭhā agārena me kiccaṃ natthi pabbajissāmahanti attano adhippāyaṃ pakāsento imaṃ gāthamāha

āsā lokitthiyo nāma velā tāsaṃ na vijjati

sārattā ca pagabbhā ca sikhī sabbaghaso yathā

tā hitvā pabbajissāmi vivekamanubrūhayanti.

Tattha āsāti asatiyo lāmikā. Athavā. Sātaṃ vuccati sukhaṃ taṃ tāsaṃ natthi attani paṭibaddhacittānaṃ asātameva dentītipi asātā dukkhā dukkhavatthubhūtāti attho. Imassa panatthassa dīpanatthāya idaṃ suttaṃ āharitabbaṃ

māyā cetā marīci ca sokā rogā cupaddavā

kharāva bandhanā cetā maccupāsā guhāsayā

tāsu yo vissase poso so naresu narādhamoti.

Lokitthiyoti loke itthiyo. Velā tāsaṃ na vijjatīti amma tāsaṃ itthīnaṃ kilesuppattiṃ patvā velā saṃvaro mariyādā pamāṇannāma natthi. Sārattā ca pagabbhā cāti velā ca Etāsaṃ natthi pañcasu kāmaguṇesu sārattā allīnā tathā kāyapāgabbhiyena vācāpāgabbhiyena manopāgabbhiyenāti tividhena pāgabbhiyena samannāgatattā pagabbhā cetā. Etāsaṃ hi abbhantare kāyadvārādīni patvā saṃvaro nāma natthi lolā kākappaṭibhāgāti dasseti. Sikhī sabbaghaso yathāti amma yathā jālasikhāya sikhīti saṅkhyaṃ gato aggi nāma gūthagatādibhedaṃ asucimpi sappimadhuphāṇitādibhedaṃ sucimpi iṭṭhampi aniṭṭhampi yaṃ yadeva labhati sabbaṃ ghasati khādati tasmā sabbaghasoti vuccati tatheva itthiyopi hatthimeṇḍagomeṇḍādayo vā hontu hīnajaccā hīnakammantā khattiyādayo vā hontu uttamakammantā hīnukkaṭṭhabhāvaṃ acintetvā lokassādavasena kilesasanthave uppanne yaṃ yaṃ labhanti sabbameva sevantīti sabbaghasasikhisadisāva honti tasmā sikhī sabbaghaso yathā tathevetāti veditabbā. Tā hitvā pabbajissāmīti ahaṃ tā lāmikā dukkhavatthubhūtā itthiyo hitvā araññaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajissāmi. Vivekamanubrūhayanti kāyaviveko cittaviveko upadhivivekoti tayo vivekā tesu idha kāyavivekopi vaṭṭati cittavivekopi. Idaṃ vuttaṃ hoti ahaṃ amma pabbajitvā kasiṇaparikammaṃ katvā aṭṭha samāpattiyo pañca abhiññāyo ca uppādetvā gaṇato kāyaṃ kilesehi ca cittaṃ vivecetvā imaṃ vivekaṃ brūhanto vaḍḍhento brahmalokaparāyano bhavissāmi alaṃ me agārenāti.

Evaṃ itthiyo garahitvā mātāpitaro vanditvā pabbajitvā Vuttappakāraṃ vivekaṃ brūhanto brahmalokaparāyano ahosi.

Satthāpi evaṃ bhikkhu itthiyo nāma asātā lāmikā pacchimikā dukkhadāyikāti itthīnaṃ aguṇaṃ kathetvā saccāni pakāsesi. Saccapariyosāne so bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhāsi. Satthā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā mātā bhaddakāpilānī pitā mahākassapo ahosi antevāsiko ānando ācariyo pana ahamevāti.

Asātamantajātakaṃ paṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๖๐. สังขธมนชาดกชาดกถัดไป๖๒. อัณฑภูตชาดก