โลมหังสชาดก
ว่าด้วยการแสวงหาอย่างประเสริฐ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๖๒๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาทรงอาศัยพระนครเวสาลี ประทับอยู่ ณปาฏิการาม ทรงปรารภท่านพระสุนักขัตตะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โสตตฺโต โสสีโต ดังนี้. ความพิสดารว่า สมัยหนึ่งท่านพระสุนักขัตตะเป็นผู้อุปัฏฐากพระศาสดา ถือบาตรจีวรตามเสด็จไป เกิดพอใจธรรมของโกรักขัตติยปริพาชก ถวายบาตรจีวรคืนพระทศพล ไปอาศัยโกรักขัตติยปริพาชก ในเมื่อโกรักขัตติยปริพาชกนั้นไปเกิดในกำเนิดอสูรพวกกาลัญชิกะ จึงสึกเป็นคฤหัสถ์เที่ยวกล่าวติโทษพระศาสดา ตามแนวกำแพงทั้ง ๓ ในพระนครเวสาลีว่า อุตตริมนุษยธรรม คือญาณทัสสนอันวิเศษซึ่งพอแก่ความเป็นพระอริยเจ้าของพระสมณโคดม ไม่มีดอก พระสมณโคดมแสดงธรรมที่ตนกำหนดนึกเอาเอง ค้นคว้าเอาตามที่สอบสวน เป็นปฏิภาณของตนเอง และธรรมที่พระสมณโคดมแสดงนั้นเล่า ก็มิได้นำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่ผู้ปฏิบัติตาม คราวนั้นท่านพระสารีบุตรเถระเจ้า เที่ยวบิณฑบาต ได้ยินเขากล่าวติโทษเรื่อยมา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็กราบทูลข้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตรสุนักขัตตะเป็นคนมักโกรธ เป็นโมฆบุรุษ กล่าวอย่างนี้ด้วยอำนาจความโกรธเท่านั้น กล่าวอยู่ว่า ธรรมนั้นมิได้นำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่ผู้ปฏิบัติตามนั้น ดังนี้ แม้ต้องอำนาจแห่งความโกรธมาก เพราะเหตุที่ไม่รู้จริง จึงกล่าวโทษเราอยู่ตลอดเวลา ก็เขาเป็นโมฆบุรุษ จึงไม่รู้คุณของเราเลย ดูก่อนสารีบุตร ที่แท้คุณพิเศษที่ชื่อว่า อภิญญา ๖ ของเราก็มี แม้ข้อนี้ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกันพล ๑๐ ก็มี เวสารัชชญาณ ๔ ประการก็มี ญาณที่จะกำหนดรู้กำเนิดทั้ง ๔ ก็มี ญาณที่จะกำหนดรู้คติทั้ง ๕ก็มี แม้ข้อนี้ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกัน ก็ผู้ใดกล่าวว่า เราผู้ถึงพร้อมด้วยอุตตริมนุษยธรรมเพียงเท่านี้ อย่างนี้ว่า อุตตริมนุสสธรรมของพระสมณโคดมไม่มีดอก ผู้นั้นไม่ละคำนั้น ไม่ละความคิดนั้น ไม่ถอนคืนความเห็นนั้น ย่อมถูกฝังในนรกเหมือนกับถูกจับมาฝัง ฉะนั้น ครั้นตรัสพระคุณแห่งอุตตริมนุษยธรรม ที่มีในพระองค์อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ได้ยินว่า สุนักขัตตะ เลื่อมใสในมิจฉาตบะ ด้วยกิริยาแห่งกรรมอันบุคคลทำได้ยากของโกรักขัตติยะ เมื่อเลื่อมใสอยู่ ก็ไม่สมควรจะเลื่อมใสในเราทีเดียว ที่จริงในที่สุดแห่งกัป ๙๑ แต่ภัททกัปนี้เราทดลองมิจฉาตบะของลัทธิภายนอก เพื่อจะรู้ว่าสาระในตบะนั้นมีจริงหรือไม่ อยู่บำเพ็ญพรหมจรรย์อันประกอบด้วยองค์ ๔เรากล่าวได้ว่า เป็นผู้เรืองตบะ เรืองตบะอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้เศร้าหมอง เศร้าหมองอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้น่าเกลียด น่าเกลียดอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้เงียบ เงียบอย่างยอดเยี่ยม ดังนี้ อันพระเถระเจ้ากราบทูลอาราธนา จึงทรงทำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ พระโพธิสัตว์ดำริว่า เราจักทดลองตบะของพวกนอกลู่นอกทางดู จึงบวชเป็นอาชีวก ไม่นุ่งผ้า คลุกเคล้าด้วยธุลี เงียบฉี่อยู่คนเดียว เห็นพวกมนุษย์แล้วต้องวิ่งหนี เหมือนมฤคมีมหาวิกัติเป็นโภชนะ บริโภคโคมัยแห่งลูกโคเป็นต้น เพื่อจะอยู่ด้วยความไม่ประมาท จึงอยู่ในไพรสณฑ์เปลี่ยวตำบลหนึ่งในราวไพร เมื่ออยู่ในถิ่นนั้น เวลาหิมะตกตอนกลางคืน ออกจากไพรสณฑ์ อยู่กลางแจ้ง ชุ่มโชกด้วยน้ำหิมะเวลากลางวันก็ทำนองเดียวกัน ให้ตนชุ่มโชกด้วยหยาดน้ำที่ไหลจากไพรสณฑ์ เสวยทุกข์แต่ความหนาว ทั้งกลางวันกลางคืนอยู่อย่างนี้ อนึ่งในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ตอนกลางวันก็ถึงความรุ่มร้อนด้วยแสงแดด ณ ที่โล่ง กลางคืนก็อย่างนั้นเหมือนกับถึงความรุ่มร้อนอยู่ในไพรสณฑ์ที่ปราศจากลม หยาดเหงื่อไหลออกจากสรีระ ครั้งนั้น คาถานี้ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ได้ปรากฏแจ่มแจ้งว่า :" เราเร่าร้อนแล้ว หนาวเหน็บแล้ว อยู่ผู้เดียวในป่าอันน่าสพึงกลัว เป็นคนเปลือย ไม่ได้ผิงไฟ เป็นมุนีขวนขวายแล้ว ในการแสวงบุญ " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสตตฺโต ความว่า เราเร่าร้อนด้วยความแผดเผาจากดวงอาทิตย์. บทว่า โสสีโต ความว่า เราหนาวเหน็บ คือชุ่มโชกด้วยน้ำหิมะ. ด้วยบทว่า เอโก ภิสนเก วเน นี้ ท่านแสดงความว่า เราอยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนเลย ในป่าชัฎอันน่าสพึงกลัวถึงกับทำให้ผู้ที่เข้าไปแล้วต้องขนลุกขนพองโดยมาก. ด้วยบทว่า นคฺโค น จคฺคิมาสีโน นี้ท่านแสดงว่า เราเป็นคนเปลือย ทั้งไม่ได้ผิงไฟ คือแม้จะถูกลมหนาวเบียดเบียนก็มิได้อาศัยผ้านุ่งผ้าห่มเป็นต้น และไม่ได้ผิงไฟอีกด้วย. ด้วยบทว่า เอสนาปสุโต นี้ท่านแสดงว่า แม้ในอพรหมจรรย์ก็มีความมั่นหมายว่า เป็นพรหมจรรย์ในความเพียรนั้น คือเป็นผู้ขวนขวายพากเพียร ถึงความมั่นหมายในการแสวงหาพรหมจรรย์นั้นอย่างนี้ว่า ก็แลข้อนี้เป็นพรหมจรรย์แท้ การแสวงหาและการค้นหาเป็นอุบายแห่งพรหมโลก. ด้วยบทว่า มุนี ท่านแสดงว่า ได้เป็นผู้อันชาวโลกยกย่องอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ ปฏิบัติเพื่อต้องการญาณเป็นเครื่องรู้เป็นมุนีแล. ก็พระโพธิสัตว์ประพฤติพรหมจรรย์ ประกอบด้วยองค์ ๔อย่างนี้. เล็งเห็นลางนรกปรากฏชัดขึ้นในเวลารุ่งอรุณ ก็ทราบว่าการสมาทานวัตรนี้ไร้ประโยชน์ จึงทำลายลัทธินั้นเสียในขณะนั้นเอง กลับถือสัมมาทิฏฐิ เกิดในเทวโลกแล้ว. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า สมัยนั้นเราตถาคตได้เป็นอาชีวกนั้นแล. จบ อรรถกถาโลมหังสชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๔๓–๓๔๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔. โลมหํสชาตกํ
โสตตฺโต โสสีโตติ อิทํ สตฺถา เวสาลึ อุปนิสฺสาย ปาฏิการาเม วิหรนฺโต สุนกฺขตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ สมเย สุนกฺขตฺโต สตฺถุ อุปฏฺฐาโก หุตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย วิจรมาโน โกรกฺขตฺติยสฺส ธมฺมํ โรเจตฺวา ทสพลสฺส ปตฺตจีวรํ นิยฺยาเทตฺวา โกรกฺขตฺติยํ นิสฺสาย ตสฺส กาลกญฺชิกอสุรโยนิยํ นิพฺพตฺตกาเล คิหี หุตฺวา นตฺถิ สมณสฺส โคตมสฺส อุตฺตริมนุสฺสธมฺโม อลมริยญาณทสฺสนวิเสโส ตกฺกปริยาหตํ สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสสิ วีมํสานุจริตํ สยํปฏิภาณํ ยสฺส จ ขฺวสฺส อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต โส น นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยายาติ เวสาลิยํ ติณฺณํ ปาการานมนฺตเร วิจรนฺโต สตฺถุ อวณฺณํ ภาสติ ฯ อถายสฺมา สารีปุตฺโต ปิณฺฑาย จรนฺโต ตสฺเสว อวณฺณํ ภาสนฺตสฺส สุตฺวา ปิณฺฑปาตปฺปฏิกฺกนฺโต ตมตฺถํ ภควโต อาโรเจสิ ฯ ภควา โกธโน สารีปุตฺต สุนกฺขตฺโต โมฆปุริโส โกธวเสเนว เอวมาห มหาโกธวเสนาปิ โส น นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยายาติ วทนฺโต อชานิตฺวาปิ มยฺหํ อคุณเมว ภาสติ น โข ปน โส โมฆปุริโส มยฺหํ คุณํ ชานาติ มยฺหญฺหิ สารีปุตฺต ฉ อภิญฺญา นาม อตฺถิ อยมฺปิ เม อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมว ทสพลานิ อตฺถิ จตุเวสารชฺชญาณํ อตฺถิ จตุยฺโยนิปริจฺเฉทกญาณํ อตฺถิ ปญฺจคติปริจฺเฉทกญาณํ อตฺถิ อยมฺปิ เม อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมว เอวํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมสมนฺนาคตมฺปน มํ โย เอวํ วเทยฺย นตฺถิ สมณสฺส โคตมสฺส อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ โส ตํ วาจํ อปฺปหาย ตํ จิตฺตํ อปฺปหาย ตํ ทิฏฺฐึ อปฺปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ เอวํ อตฺตโน วิชฺชมานํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมสฺส คุณํ กเถตฺวา สุนกฺขตฺโต กิร สารีปุตฺต โกรกฺขตฺติยสฺส ทุกฺกรการิกาย มิจฺฉาตเป ปสนฺโน ปสีทนฺโต น ปน มยิเอว ปสีทิตุํ วฏฺฏติ อหญฺหิ อิโต เอกนวุติกปฺปมตฺถเก อตฺถิ นุ โข เอตฺถ สาโรติ พาหิรกมิจฺฉาตปํ วีมํสนฺโต จตุรงฺคสมนฺนาคตํ พฺรหฺมจริยวาสํ วสึ ตปสฺสี สุทํ โหมิ ปรมตปสฺสี ลูโข สุทํ โหมิ ปรมลูโข เชคุจฺฉี สุทํ โหมิ ปรมเชคุจฺฉี ปวิวิตฺโต สุทํ โหมิ ปรมปวิวิตฺโตติ วตฺวา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต เอกนวุติกปฺปมตฺถเก โพธิสตฺโต พาหิรกตปํ วีมํสิสฺสามีติ อาชีวกปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อเจลโก อโหสิ รโชชลฺลิโก ปวิวิตฺโต อโหสิ เอกวิหารี มนุสฺเส ทิสฺวา มิโค วิย ปลายิ มหาวิกติโภชโน อโหสิ วจฺฉโคมยาทีนิ ปริภุญฺชิตฺวา อปฺปมาทวิหารตฺถาย อรญฺเญ เอกสฺมึ ภึสนเก วนสณฺเฑ วิหาสิ ตสฺมึ วิหรนฺโต หิมปาตสมเย อนฺตรฏฺฐเก รตฺตึ วนสณฺฑา นิกฺขมิตฺวา อพฺโภกาเส วิหริตฺวา สุริเย อุคฺคเต วนสณฺฑํ ปวิสติ ฯ โส ยถา รตฺตึ อพฺโภกาเส หิโมทเกน ตินฺโต ตเถว ทิวา วนสณฺฑโต ปคฺฆรนฺเตหิ อุทกวินฺทูหิ เตมิยติ เอวํ อโหรตฺตํ สีตทุกฺขํ อนุโภติ คิมฺหานํ ปน ปจฺฉิเม มาเส ทิวา อพฺโภกาเส วิหริตฺวา รตฺตึ วนสณฺฑํ ปวิสติ ฯ โส ยถา ทิวา อพฺโภกาเส อาตเปน ปริฬาหํ ปตฺโต ตเถว รตฺตึ นิวาเต วนสณฺเฑ ปริฬาหํ ปาปุณาติ ฯ สรีรา เสทธารา มุจฺจนฺติ ฯ อถสฺส ปุพฺเพ อสฺสุตปุพฺพา อยํ คาถา ปฏิภาสิ
โสตตฺโต โสสีโต คโต เอโก ภึสนเก วเน
นคฺโค น จคฺคิมาสีโน เอสนาปสุโต มุนีติ ฯ
ตตฺถ โสตตฺโตติ สุริยสนฺตาเปน สุตตฺโต ฯ โสสีโตติ หิโมทเกน สุสีโต สุฏฺฐุ ตินฺโต ฯ เอโก ภึสนเก วเนติ ยตฺถ ปวิฏฺฐานํ เยภุยฺเยน โลมานิ หํสนฺติ ตถารูเป ภึสนเก วนสณฺเฑ เอโก อทุติโยว อโหสินฺติ ทีเปติ ฯ นคฺโค น จคฺคิมาสีโนติ นคฺโค น จ อคฺคิมาสีโน วาตสีเตน ปีฬิยมาโนปิ เนว นิวาสนปารุปนาทีนิ น อคฺคึ อาคมฺม นิสีทินฺติ ทีเปติ ฯ เอสนาปสุโตติ อพฺรหฺมจริเยปิ ตสฺมึ พฺรหฺมจริยสญฺญี หุตฺวา พฺรหฺมจริยญฺเจเวตํ เอสนา จ คเวสนา จ อุปาโย พฺรหฺมโลกสฺสาติ เอวํ ตาย พฺรหฺมจริเยสนาย ปสุโต อนุยุตฺโต อุสฺสุกฺกํ อาปนฺโน อโหสินฺติ ทสฺเสติ ฯ มุนีติ มุนิ โข เอส โมนตฺถาย ปฏิปนฺโนติ เอวํ โลเกน สมฺภาวิโต อโหสินฺติ ทีเปติ ฯ
เอวํ จตุรงฺคสมนฺนาคตมฺปน พฺรหฺมจริยํ จริตฺวา โพธิสตฺโต อรุณกาเล อุปฏฺฐิตํ นิรยนิมิตฺตํ ทิสฺวา อิทํ วตฺตสมาทานํ นิรตฺถกนฺติ ญตฺวา ตํ ขณญฺเญว ตํ ลทฺธึ ภินฺทิตฺวา สมฺมาทิฏฺฐึ คเหตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ อหํ เตน สมเยน โส อาชีวโก อโหสินฺติ ฯ
โลมหํสชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗