ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โลมหังสชาดก
ชาดกที่ ๙๔ · เอกกนิบาตชาดก · ลิตตวรรค

โลมหังสชาดก

ว่าด้วยการแสวงหาอย่างประเสริฐ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๖๒๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโลมหังสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาทรงอาศัยพระนครเวสาลี ประทับอยู่ ณปาฏิการาม ทรงปรารภท่านพระสุนักขัตตะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โสตตฺโต โสสีโต ดังนี้. ความพิสดารว่า สมัยหนึ่งท่านพระสุนักขัตตะเป็นผู้อุปัฏฐากพระศาสดา ถือบาตรจีวรตามเสด็จไป เกิดพอใจธรรมของโกรักขัตติยปริพาชก ถวายบาตรจีวรคืนพระทศพล ไปอาศัยโกรักขัตติยปริพาชก ในเมื่อโกรักขัตติยปริพาชกนั้นไปเกิดในกำเนิดอสูรพวกกาลัญชิกะ จึงสึกเป็นคฤหัสถ์เที่ยวกล่าวติโทษพระศาสดา ตามแนวกำแพงทั้ง ๓ ในพระนครเวสาลีว่า อุตตริมนุษยธรรม คือญาณทัสสนอันวิเศษซึ่งพอแก่ความเป็นพระอริยเจ้าของพระสมณโคดม ไม่มีดอก พระสมณโคดมแสดงธรรมที่ตนกำหนดนึกเอาเอง ค้นคว้าเอาตามที่สอบสวน เป็นปฏิภาณของตนเอง และธรรมที่พระสมณโคดมแสดงนั้นเล่า ก็มิได้นำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่ผู้ปฏิบัติตาม คราวนั้นท่านพระสารีบุตรเถระเจ้า เที่ยวบิณฑบาต ได้ยินเขากล่าวติโทษเรื่อยมา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็กราบทูลข้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตรสุนักขัตตะเป็นคนมักโกรธ เป็นโมฆบุรุษ กล่าวอย่างนี้ด้วยอำนาจความโกรธเท่านั้น กล่าวอยู่ว่า ธรรมนั้นมิได้นำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่ผู้ปฏิบัติตามนั้น ดังนี้ แม้ต้องอำนาจแห่งความโกรธมาก เพราะเหตุที่ไม่รู้จริง จึงกล่าวโทษเราอยู่ตลอดเวลา ก็เขาเป็นโมฆบุรุษ จึงไม่รู้คุณของเราเลย ดูก่อนสารีบุตร ที่แท้คุณพิเศษที่ชื่อว่า อภิญญา ๖ ของเราก็มี แม้ข้อนี้ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกันพล ๑๐ ก็มี เวสารัชชญาณ ๔ ประการก็มี ญาณที่จะกำหนดรู้กำเนิดทั้ง ๔ ก็มี ญาณที่จะกำหนดรู้คติทั้ง ๕ก็มี แม้ข้อนี้ก็เป็นอุตตริมนุษยธรรมของเราเหมือนกัน ก็ผู้ใดกล่าวว่า เราผู้ถึงพร้อมด้วยอุตตริมนุษยธรรมเพียงเท่านี้ อย่างนี้ว่า อุตตริมนุสสธรรมของพระสมณโคดมไม่มีดอก ผู้นั้นไม่ละคำนั้น ไม่ละความคิดนั้น ไม่ถอนคืนความเห็นนั้น ย่อมถูกฝังในนรกเหมือนกับถูกจับมาฝัง ฉะนั้น ครั้นตรัสพระคุณแห่งอุตตริมนุษยธรรม ที่มีในพระองค์อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ได้ยินว่า สุนักขัตตะ เลื่อมใสในมิจฉาตบะ ด้วยกิริยาแห่งกรรมอันบุคคลทำได้ยากของโกรักขัตติยะ เมื่อเลื่อมใสอยู่ ก็ไม่สมควรจะเลื่อมใสในเราทีเดียว ที่จริงในที่สุดแห่งกัป ๙๑ แต่ภัททกัปนี้เราทดลองมิจฉาตบะของลัทธิภายนอก เพื่อจะรู้ว่าสาระในตบะนั้นมีจริงหรือไม่ อยู่บำเพ็ญพรหมจรรย์อันประกอบด้วยองค์ ๔เรากล่าวได้ว่า เป็นผู้เรืองตบะ เรืองตบะอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้เศร้าหมอง เศร้าหมองอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้น่าเกลียด น่าเกลียดอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้เงียบ เงียบอย่างยอดเยี่ยม ดังนี้ อันพระเถระเจ้ากราบทูลอาราธนา จึงทรงทำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ พระโพธิสัตว์ดำริว่า เราจักทดลองตบะของพวกนอกลู่นอกทางดู จึงบวชเป็นอาชีวก ไม่นุ่งผ้า คลุกเคล้าด้วยธุลี เงียบฉี่อยู่คนเดียว เห็นพวกมนุษย์แล้วต้องวิ่งหนี เหมือนมฤคมีมหาวิกัติเป็นโภชนะ บริโภคโคมัยแห่งลูกโคเป็นต้น เพื่อจะอยู่ด้วยความไม่ประมาท จึงอยู่ในไพรสณฑ์เปลี่ยวตำบลหนึ่งในราวไพร เมื่ออยู่ในถิ่นนั้น เวลาหิมะตกตอนกลางคืน ออกจากไพรสณฑ์ อยู่กลางแจ้ง ชุ่มโชกด้วยน้ำหิมะเวลากลางวันก็ทำนองเดียวกัน ให้ตนชุ่มโชกด้วยหยาดน้ำที่ไหลจากไพรสณฑ์ เสวยทุกข์แต่ความหนาว ทั้งกลางวันกลางคืนอยู่อย่างนี้ อนึ่งในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ตอนกลางวันก็ถึงความรุ่มร้อนด้วยแสงแดด ณ ที่โล่ง กลางคืนก็อย่างนั้นเหมือนกับถึงความรุ่มร้อนอยู่ในไพรสณฑ์ที่ปราศจากลม หยาดเหงื่อไหลออกจากสรีระ ครั้งนั้น คาถานี้ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ได้ปรากฏแจ่มแจ้งว่า :" เราเร่าร้อนแล้ว หนาวเหน็บแล้ว อยู่ผู้เดียวในป่าอันน่าสพึงกลัว เป็นคนเปลือย ไม่ได้ผิงไฟ เป็นมุนีขวนขวายแล้ว ในการแสวงบุญ " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสตตฺโต ความว่า เราเร่าร้อนด้วยความแผดเผาจากดวงอาทิตย์. บทว่า โสสีโต ความว่า เราหนาวเหน็บ คือชุ่มโชกด้วยน้ำหิมะ. ด้วยบทว่า เอโก ภิสนเก วเน นี้ ท่านแสดงความว่า เราอยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนเลย ในป่าชัฎอันน่าสพึงกลัวถึงกับทำให้ผู้ที่เข้าไปแล้วต้องขนลุกขนพองโดยมาก. ด้วยบทว่า นคฺโค น จคฺคิมาสีโน นี้ท่านแสดงว่า เราเป็นคนเปลือย ทั้งไม่ได้ผิงไฟ คือแม้จะถูกลมหนาวเบียดเบียนก็มิได้อาศัยผ้านุ่งผ้าห่มเป็นต้น และไม่ได้ผิงไฟอีกด้วย. ด้วยบทว่า เอสนาปสุโต นี้ท่านแสดงว่า แม้ในอพรหมจรรย์ก็มีความมั่นหมายว่า เป็นพรหมจรรย์ในความเพียรนั้น คือเป็นผู้ขวนขวายพากเพียร ถึงความมั่นหมายในการแสวงหาพรหมจรรย์นั้นอย่างนี้ว่า ก็แลข้อนี้เป็นพรหมจรรย์แท้ การแสวงหาและการค้นหาเป็นอุบายแห่งพรหมโลก. ด้วยบทว่า มุนี ท่านแสดงว่า ได้เป็นผู้อันชาวโลกยกย่องอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ ปฏิบัติเพื่อต้องการญาณเป็นเครื่องรู้เป็นมุนีแล. ก็พระโพธิสัตว์ประพฤติพรหมจรรย์ ประกอบด้วยองค์ ๔อย่างนี้. เล็งเห็นลางนรกปรากฏชัดขึ้นในเวลารุ่งอรุณ ก็ทราบว่าการสมาทานวัตรนี้ไร้ประโยชน์ จึงทำลายลัทธินั้นเสียในขณะนั้นเอง กลับถือสัมมาทิฏฐิ เกิดในเทวโลกแล้ว. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า สมัยนั้นเราตถาคตได้เป็นอาชีวกนั้นแล. จบ อรรถกถาโลมหังสชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๔๓–๓๔๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

4. Lomahaṃsajātakaṃ

sotatto sosītoti idaṃ satthā vesāliṃ upanissāya pāṭikārāme viharanto sunakkhattaṃ ārabbha kathesi.

Ekasmiṃ hi samaye sunakkhatto satthu upaṭṭhāko hutvā pattacīvaramādāya vicaramāno korakkhattiyassa dhammaṃ rocetvā dasabalassa pattacīvaraṃ niyyādetvā korakkhattiyaṃ nissāya tassa kālakañjikaasurayoniyaṃ nibbattakāle gihī hutvā natthi samaṇassa gotamassa uttarimanussadhammo alamariyañāṇadassanaviseso takkapariyāhataṃ samaṇo gotamo dhammaṃ desesi vīmaṃsānucaritaṃ sayaṃpaṭibhāṇaṃ yassa ca khvassa atthāya dhammo desito so na niyyāti takkarassa sammādukkhakkhayāyāti vesāliyaṃ tiṇṇaṃ pākārānamantare vicaranto satthu avaṇṇaṃ bhāsati. Athāyasmā sārīputto piṇḍāya caranto tasseva avaṇṇaṃ bhāsantassa sutvā piṇḍapātappaṭikkanto tamatthaṃ bhagavato ārocesi. Bhagavā kodhano sārīputta sunakkhatto moghapuriso kodhavaseneva evamāha mahākodhavasenāpi so na niyyāti takkarassa Sammādukkhakkhayāyāti vadanto ajānitvāpi mayhaṃ aguṇameva bhāsati na kho pana so moghapuriso mayhaṃ guṇaṃ jānāti mayhañhi sārīputta cha abhiññā nāma atthi ayampi me uttarimanussadhammova dasabalāni atthi catuvesārajjañāṇaṃ atthi catuyyoniparicchedakañāṇaṃ atthi pañcagatiparicchedakañāṇaṃ atthi ayampi me uttarimanussadhammova evaṃ uttarimanussadhammasamannāgatampana maṃ yo evaṃ vadeyya natthi samaṇassa gotamassa uttarimanussadhammoti so taṃ vācaṃ appahāya taṃ cittaṃ appahāya taṃ diṭṭhiṃ appaṭinissajjitvā yathābhataṃ nikkhitto evaṃ nirayeti evaṃ attano vijjamānaṃ uttarimanussadhammassa guṇaṃ kathetvā sunakkhatto kira sārīputta korakkhattiyassa dukkarakārikāya micchātape pasanno pasīdanto na pana mayieva pasīdituṃ vaṭṭati ahañhi ito ekanavutikappamatthake atthi nu kho ettha sāroti bāhirakamicchātapaṃ vīmaṃsanto caturaṅgasamannāgataṃ brahmacariyavāsaṃ vasiṃ tapassī sudaṃ homi paramatapassī lūkho sudaṃ homi paramalūkho jegucchī sudaṃ homi paramajegucchī pavivitto sudaṃ homi paramapavivittoti vatvā therena yācito atītaṃ āhari.

Atīte ekanavutikappamatthake bodhisatto bāhirakatapaṃ vīmaṃsissāmīti ājīvakapabbajjaṃ pabbajitvā acelako ahosi rajojalliko pavivitto ahosi ekavihārī manusse disvā migo viya palāyi mahāvikatibhojano ahosi vacchagomayādīni paribhuñjitvā appamādavihāratthāya araññe ekasmiṃ bhiṃsanake vanasaṇḍe vihāsi tasmiṃ viharanto Himapātasamaye antaraṭṭhake rattiṃ vanasaṇḍā nikkhamitvā abbhokāse viharitvā suriye uggate vanasaṇḍaṃ pavisati. So yathā rattiṃ abbhokāse himodakena tinto tatheva divā vanasaṇḍato paggharantehi udakavindūhi temiyati evaṃ ahorattaṃ sītadukkhaṃ anubhoti gimhānaṃ pana pacchime māse divā abbhokāse viharitvā rattiṃ vanasaṇḍaṃ pavisati. So yathā divā abbhokāse ātapena pariḷāhaṃ patto tatheva rattiṃ nivāte vanasaṇḍe pariḷāhaṃ pāpuṇāti. Sarīrā sedadhārā muccanti. Athassa pubbe assutapubbā ayaṃ gāthā paṭibhāsi

sotatto sosīto gato eko bhiṃsanake vane

naggo na caggimāsīno esanāpasuto munīti.

Tattha sotattoti suriyasantāpena sutatto. Sosītoti himodakena susīto suṭṭhu tinto. Eko bhiṃsanake vaneti yattha paviṭṭhānaṃ yebhuyyena lomāni haṃsanti tathārūpe bhiṃsanake vanasaṇḍe eko adutiyova ahosinti dīpeti. Naggo na caggimāsīnoti naggo na ca aggimāsīno vātasītena pīḷiyamānopi neva nivāsanapārupanādīni na aggiṃ āgamma nisīdinti dīpeti. Esanāpasutoti abrahmacariyepi tasmiṃ brahmacariyasaññī hutvā brahmacariyañcevetaṃ esanā ca gavesanā ca upāyo brahmalokassāti evaṃ tāya brahmacariyesanāya pasuto anuyutto ussukkaṃ āpanno ahosinti dasseti. Munīti muni kho esa monatthāya paṭipannoti evaṃ Lokena sambhāvito ahosinti dīpeti.

Evaṃ caturaṅgasamannāgatampana brahmacariyaṃ caritvā bodhisatto aruṇakāle upaṭṭhitaṃ nirayanimittaṃ disvā idaṃ vattasamādānaṃ niratthakanti ñatvā taṃ khaṇaññeva taṃ laddhiṃ bhinditvā sammādiṭṭhiṃ gahetvā devaloke nibbatti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi ahaṃ tena samayena so ājīvako ahosinti.

Lomahaṃsajātakaṃ catutthaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๙๓. วิสสาสโภชนชาดกชาดกถัดไป๙๕. มหาสุทัสสนชาดก