ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาสุทัสสนชาดก
ชาดกที่ ๙๕ · เอกกนิบาตชาดก · ลิตตวรรค

มหาสุทัสสนชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๕ · บรรทัด ๖๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาสุทัสสนชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระบรมศาสดา บรรทมเหนือแท่นปรินิพพาน ทรงปรารภคำของพระอานนทเถระเจ้าที่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จปรินิพพาน ในพระนครเล็ก ๆ นี้เลย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ดังนี้. ความย่อว่า เมื่อพระตถาคตเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ท่านพระสารีบุตรเถระเจ้า ปรินิพพานแล้ว ณ ห้องที่ท่านเกิด ในหมู่บ้านนาลกะ เมื่อวันเพ็ญเดือน ๑๒ พระมหาโมคคัลลานะ ปรินิพพานในวันอมาวสี (สิ้นเดือน) ในกาฬปักษ์ของเดือน ๑๒ นั่นเอง. พระศาสดาทรงพระดำริว่า เมื่อคู่อัครสาวกปรินิพพานแล้วอย่างนี้ แม้เราก็จักปรินิพพานในเมืองกุสินารา เสด็จจาริกไปโดยลำดับในเมืองนั้น เสด็จบรรทมด้วยอนุฏฐานไสยาเหนือพระแท่น ผันพระเศียรทางอุตตรทิศ ระหว่างไม้รังทั้งคู่. ครั้งนั้น พระอานนทเถระเจ้า กราบทูลวิงวอนพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองเล็ก ๆ นี้ เป็นเมืองดอน เป็นเมืองเขิน เป็นเมืองกิ่ง เชิญพระองค์เสด็จปรินิพพาน ณ เมืองมหานคร เมืองใดเมืองหนึ่งบรรดามหานคร มีจัมปากะและราชคฤห์เป็นต้นอื่น ๆ พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ เธออย่ากล่าวว่า นครนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองดอนเมืองกิ่ง ครั้งก่อนในรัชกาลแห่งพระเจ้าจักรพรรดิสุทัสสนะเราอยู่ในเมืองนี้ ในครั้งนั้นเมืองนี้แวดล้อมด้วยกำแพง ๑๒ โยชน์เป็นมหานครมาแล้ว พระเถระเจ้ากราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก มหาสุทัสสนสูตร ดังต่อไปนี้ :ก็ในครั้งนั้น เมื่อพระนางสุภัททาเทวี ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เสด็จลงจากปราสาทสุธัมมา เสด็จบรรทมโดยอนุฏฐานไสยา โดยพระปรัศเบื้องขวา เหนือพระแท่นอันสมควร ล้วนแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ อันราชบุรุษจัดไว้ในป่าตาลไม่ไกลนัก จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อมพระนครแปดหมื่นสี่พัน มีราชธานีกุสาวดี เป็นประมุขเหล่านี้เป็นของทูลกระหม่อม โปรดพอพระทัยในพระนครเหล่านี้เถิดพระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสว่า เทวี อย่าได้พูดอย่างนี้เลย จงตักเตือนเราอย่างนี้เถิดว่า พระองค์จงกำจัดความพอใจในพระนครเหล่านี้เสียให้จงได้เถิด อย่าทรงกระทำความเพ่งเล็งเลย พระเทวีทูลถามว่า เพราะเหตุไรเล่า พระเจ้าข้า ? ตรัสว่า เราจักต้องตายในวันนี้. ทันใดนั้นพระเทวีทรงพระกรรแสงเช็ดพระเนตรตรัสคำอย่างนั้นกะพระเจ้ามหาสุทัสสนะ โดยยากลำบาก เอาแต่ทรงพระกรรแสงร่ำไห้ เหล่าสตรีแปดหมื่นสี่พันนางแม้ที่เหลือก็พากันร้องไห้ร่ำไร ถึงในหมู่อำมาตย์เป็นต้น แม้คนเดียวก็ไม่อาจอดกลั้นความโศกไว้ได้ ต่างร้องไห้ระงมทั่วกัน พระโพธิสัตว์ห้ามคนทั้งหมดว่า อย่าเลยพนาย อย่าได้ส่งเสียงคร่ำครวญไปเลยเพราะสังขารที่ชื่อว่า เที่ยง แม้เท่าเมล็ดงาไม่มีเลย ทุกอย่างไม่เที่ยง มีความแตกดับเป็นธรรมดาทั้งนั้น เมื่อจะทรงสั่งสอนพระเทวีตรัสพระคาถานี้ ความว่า "สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และความเสื่อมไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ความว่าดูก่อนสุภัททาเทวีผู้เจริญ สังขารทั้งหลายมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น อันปัจจัยมีประมาณเท่าใดมาประชุมก่อกำเนิดไว้ ทั้งหมดนั้น ชื่อว่าไม่เที่ยงไปทั้งหมด เพราะบรรดาสังขารเหล่านี้ รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง จักษุไม่เที่ยง ฯลฯ ธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง รวมความว่าสิ่งที่ยังความยินดีให้เกิด ทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ มีอันใดบ้าง อันนั้นทั้งหมด ไม่เที่ยงทั้งนั้นด้วยเหตุนี้จงกำหนดถือเอาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นอุปปาทวยธรรม คือ เพราะสังขารเหล่านี้ทั้งหมดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาด้วย และมีความเสื่อมเป็นธรรมดาด้วย ล้วนมีความเกิดขึ้นและความแตกดับเป็นสภาวะทั้งนั้น เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า เป็นของไม่เที่ยง ก็เพราะไม่เที่ยง จึงเกิดแล้วก็ดับ คือแม้จะเกิดแล้วถึงความดำรงอยู่ได้ ก็ต้องดับทั้งนั้น แท้จริง สังขารเหล่านี้ทุกอย่างกำลังเกิด ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น กำลังสลาย ชื่อว่าย่อมดับเมื่อความเกิดขึ้นแห่งสังขารเหล่านั้น มีอยู่ ชื่อว่า ฐีติ จึงมีได้เมื่อ ฐิติมีอยู่ ชื่อว่า ภังคะ จึงมีได้ เพราะเมื่อสังขารไม่เกิดขึ้นฐีติก็มีไม่ได้, ฐีติขณะปรากฏแล้ว ชื่อว่าความไม่แตกดับ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น สังขารแม้ทั้งหมด ถึงขณะทั้ง ๓ แล้วก็ย่อมดับไปในขณะนั้น ๆ เอง เพราะเหตุนั้น สังขารเหล่านี้แม้ทั้งหมด จึงเป็นของไม่เที่ยง เป็นไปชั่วขณะ เป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยั่งยืน เปื่อยเน่า หวั่นไหว โยกคลอน ตั้งอยู่ได้ไม่นานแปรผันได้ เป็นของชั่วคราว ไร้สาระ เป็นเช่นกับของหลอกลวงพยับแดด และฟองน้ำ ด้วยอรรถว่า เป็นของเป็นไปชั่วขณะ. ดูก่อนสุภัททาเทวีผู้เจริญ เพราะเหตุไรเธอจึงยังสุขสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นสุข) ให้บังเกิดขึ้นในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นเล่า อย่าได้ถือเอาอย่างนั้นเลย. บทว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความว่า ดูก่อนพระนางสุภัททาเทวีผู้เจริญ สภาพที่ชื่อว่าระงับเสียซึ่งสังขารเหล่านั้น เพราะระงับดับเสียได้ ซึ่งวัฏฏะทั้งมวล ได้แก่พระนิพพาน และพระนิพพานนี้อย่างเดียวเท่านั้น ชื่อว่าเป็นสุขโดยส่วนเดียว อื่น ๆ ที่จะชื่อว่าเป็นสุขไม่มีเลย ดังนี้. พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทรงถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอมตมหานิพพาน ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงประทานโอวาทแม้แก่มหาชนที่เหลือว่า ท่านทั้งหลาย จงให้ทาน จงรักษาศีลจงการทำอุโบสถกรรม ดังนี้แล้ว ได้เป็นผู้มีเทวโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สุภัททาเทวีในครั้งนั้น ได้มาเป็นราหุลมารดา ขุนพลแก้วได้มาเป็นพระราหุล ส่วนพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามหาสุทัสสนชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๔๘–๓๕๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕. มหาสุทสฺสนชาตกํ

อนิจฺจา วต สงฺขาราติ อิทํ สตฺถา ปรินิพฺพานมญฺจเก นิปนฺโน อานนฺทตฺเถรสฺส มา ภควา อิมสฺมึ ขุทฺทกนครเกติ วจนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตถาคเต หิ เชตวเน วิหรนฺเต สารีปุตฺตตฺเถโร กตฺติกปุณฺณมายํ นาลกคามเก ชาโต วรเก ปรินิพฺพายิ ฯ มหาโมคฺคลฺลาโน กตฺติกมาสสฺเสว กาฬปกฺเข อามาวสิยํ ปรินิพฺพายิ ฯ เอวํ ปรินิพฺพุเต อคฺคสาวกยุเค อหมฺปิ กุสินารายํ ปรินิพฺพายิสฺสามีติ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน ตตฺถ คนฺตฺวา ยมกสาลานมนฺตเร อุตฺตรสีสเก มญฺจเก อนุฏฺฐานเสยฺยาย นิปชฺชิ ฯ อถ นํ อายสฺมา อานนฺทตฺเถโร มา ภนฺเต ภควา อิมสฺมึ ขุทฺทกนครเก วิสเม อุชฺชงฺคลนครเก สาขานครเก ปรินิพฺพายิ อญฺเญสํ จมฺปากราชคหาทีนํ มหานครานํ อญฺญตรสฺมึ ภควา ปรินิพฺพายตูติ ยาจิ ฯ สตฺถา มา อานนฺท อิมํ ขุทฺทกนครกํ อุชฺชงฺคลนครกํ สาขานครกนฺติ วเทสิ อหํ ปุพฺเพ สุทสฺสนจกฺกวตฺติราชกาเล อิมสฺมึ นคเร วสึ ตทา อิทํ ทฺวาทสโยชนิเกน รตนปฺปากาเรน ปริกฺขิตฺตํ มหานครํ อโหสีติ วตฺวา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหรนฺโต มหาสุทสฺสนสุตฺตํ กเถสิ ฯ

ตทา ปน มหาสุทสฺสนํ สุธมฺมปฺปาสาทา โอตริตฺวา อวิทูเร สตฺตรตนมเย ตาลวเน ปญฺญตฺเต ตสฺมึ กปฺปิยมญฺจเก ทกฺขิเณน ปสฺเสน อนุฏฺฐานเสยฺยาย นิปนฺนํ ทิสฺวา อิมานิ เต เทว จตุราสีตินครสหสฺสานิ กุสาวตีราชธานิปฺปมุขานิ เอตฺถ ฉนฺทํ กโรหีติ สุภทฺทาย เทวิยา วุตฺเต มหาสุทสฺสโน มา เทวิ เอวํ อวจ อถ โข เอตฺถ ฉนฺทํ วิเนหิ มา อเปกฺขํ อกาสีติ เอวํ มํ โอวทาติ วตฺวา กึการณา เทวาติ ปุจฺฉิโต อชฺชาหํ กาลกิริยํ กริสฺสามีติ อาห ฯ อถ นํ เทวี โรทมานา อกฺขีนิ ปุญฺฉิตฺวา กิจฺเฉน กสิเรน ตถา วตฺวา โรทิ ปริเทวิ ฯ เสสาปิ จตุราสีติสหสฺสา อิตฺถิโย โรทึสุ ปริเทวึสุ ฯ อมจฺจาทีสุปิ เอโกปิ อธิวาเสตุํ นาสกฺขิ ฯ สพฺเพปิ โรทึสุ ฯ โพธิสตฺโต อลํ ภเณ มา สทฺทมกริตฺถาติ สพฺเพ นิวาเรตฺวา เทวึ อามนฺเตตฺวา มา ตฺวํ เทวิ โรทิ มา ปริเทวิ ติลมตฺโตปิ หิ สงฺขาโร นิจฺโจ นาม นตฺถิ สพฺเพ อนิจฺจา เภทนธมฺมาเอวาติ เทวึ โอวทนฺโต อิมํ คาถมาห

อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ

ตตฺถ อนิจฺจา วต สงฺขาราติ ภทฺเท สุภทฺทาเทวิ ยตฺตเกหิ ปจฺจเยหิ สมาคนฺตฺวา กตา ขนฺธายตนาทโย สงฺขารา สพฺเพ เต อนิจฺจาเยว นาม ฯ เอเตสุ หิ รูปํ อนิจฺจํ ฯเปฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ จกฺขุํ อนิจฺจํ ฯเปฯ ธมฺมา อนิจฺจา ยงฺกิญฺจิ สวิญฺญาณกาวิญฺญาณกํ รตนํ สพฺพนฺตํ อนิจฺจเมว อิติ อนิจฺจา วต สงฺขาราติ คณฺห ฯ กสฺมา ฯ อุปฺปาทวยธมฺมิโนติ สพฺเพ เหเต อุปฺปาทธมฺมิโน เจว วยธมฺมิโน จ อุปฺปชฺชนภิชฺชนสภาวาเยว ตสฺมา อนิจฺจาติ เวทิตพฺพา ฯ ยสฺมา ปน อนิจฺจา ตสฺมา อุปฺปชฺชิตฺวาว นิรุชฺฌนฺติ อุปฺปชฺชิตฺวา ฐิตึ ปตฺวาปิ นิรุชฺฌนฺติเยว สพฺเพว เหเต นิพฺพตฺตมานา อุปฺปชฺชนฺติ นาม ภิชฺชมานา นิรุชฺฌนฺติ นาม เตสํ อุปฺปาเท สติเยว ฐิติ นาม โหติ ฐิติยา สติเยว ภงฺโค นาม โหติ น หิ อนุปฺปนฺนสฺส ฐิติ นาม ฐิตํ อภิชฺชนกนฺนาม อตฺถิ อิติ สพฺเพปิ สงฺขารา ตีณิ ขณานิ ปตฺวา ตตฺถ ตตฺเถว นิรุชฺฌนฺติ ตสฺมา สพฺเพปิเม อนิจฺจา ขณิกา อิตฺตรา อทฺธุวา ปภงฺคุณา จลิตา สมีริตา อนทฺธนิยา ปายาตา ตาวกาลิกา นิสฺสารา ตาวกาลิกฏฺเฐน มายามรีจิเผณสทิสา เตสุ ภทฺเท สุภทฺทาเทวิ กสฺมา สุขสญฺญํ อุปฺปาเทสิ เอวํ น คณฺห ฯ เตสํ วูปสโม สุโขติ สพฺพวฏฺฏวูปสมนโต เตสํ วูปสโม นาม นิพฺพานํ ตเทเวตํ ภทฺเท เอกนฺตโต สุขํ อญฺญํ สุขํ นาม นตฺถีติ ฯ

เอวํ มหาสุทสฺสโน อมตมหานิพฺพาเนน เทสนาย กูฏํ คเหตฺวา อวเสสสฺสาปิ มหาชนสฺส ทานํ เทถ สีลํ รกฺขถ อุโปสถกมฺมํ กโรถาติ โอวาทํ ทตฺวา เทวโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สุภทฺทา เทวี ราหุลมาตา อโหสิ ปริณายกรตนํ ราหุโล อโหสิ เสสปริสา พุทฺธปริสา มหาสุทสฺสโน ปน อหเมวาติ ฯ

มหาสุทสฺสนชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๙๔. โลมหังสชาดกชาดกถัดไป๙๖. เตลปัตตชาดก