มหาสุทัสสนชาดก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๕ · บรรทัด ๖๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดา บรรทมเหนือแท่นปรินิพพาน ทรงปรารภคำของพระอานนทเถระเจ้าที่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จปรินิพพาน ในพระนครเล็ก ๆ นี้เลย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ดังนี้. ความย่อว่า เมื่อพระตถาคตเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ท่านพระสารีบุตรเถระเจ้า ปรินิพพานแล้ว ณ ห้องที่ท่านเกิด ในหมู่บ้านนาลกะ เมื่อวันเพ็ญเดือน ๑๒ พระมหาโมคคัลลานะ ปรินิพพานในวันอมาวสี (สิ้นเดือน) ในกาฬปักษ์ของเดือน ๑๒ นั่นเอง. พระศาสดาทรงพระดำริว่า เมื่อคู่อัครสาวกปรินิพพานแล้วอย่างนี้ แม้เราก็จักปรินิพพานในเมืองกุสินารา เสด็จจาริกไปโดยลำดับในเมืองนั้น เสด็จบรรทมด้วยอนุฏฐานไสยาเหนือพระแท่น ผันพระเศียรทางอุตตรทิศ ระหว่างไม้รังทั้งคู่. ครั้งนั้น พระอานนทเถระเจ้า กราบทูลวิงวอนพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองเล็ก ๆ นี้ เป็นเมืองดอน เป็นเมืองเขิน เป็นเมืองกิ่ง เชิญพระองค์เสด็จปรินิพพาน ณ เมืองมหานคร เมืองใดเมืองหนึ่งบรรดามหานคร มีจัมปากะและราชคฤห์เป็นต้นอื่น ๆ พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ เธออย่ากล่าวว่า นครนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองดอนเมืองกิ่ง ครั้งก่อนในรัชกาลแห่งพระเจ้าจักรพรรดิสุทัสสนะเราอยู่ในเมืองนี้ ในครั้งนั้นเมืองนี้แวดล้อมด้วยกำแพง ๑๒ โยชน์เป็นมหานครมาแล้ว พระเถระเจ้ากราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก มหาสุทัสสนสูตร ดังต่อไปนี้ :ก็ในครั้งนั้น เมื่อพระนางสุภัททาเทวี ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เสด็จลงจากปราสาทสุธัมมา เสด็จบรรทมโดยอนุฏฐานไสยา โดยพระปรัศเบื้องขวา เหนือพระแท่นอันสมควร ล้วนแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ อันราชบุรุษจัดไว้ในป่าตาลไม่ไกลนัก จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อมพระนครแปดหมื่นสี่พัน มีราชธานีกุสาวดี เป็นประมุขเหล่านี้เป็นของทูลกระหม่อม โปรดพอพระทัยในพระนครเหล่านี้เถิดพระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสว่า เทวี อย่าได้พูดอย่างนี้เลย จงตักเตือนเราอย่างนี้เถิดว่า พระองค์จงกำจัดความพอใจในพระนครเหล่านี้เสียให้จงได้เถิด อย่าทรงกระทำความเพ่งเล็งเลย พระเทวีทูลถามว่า เพราะเหตุไรเล่า พระเจ้าข้า ? ตรัสว่า เราจักต้องตายในวันนี้. ทันใดนั้นพระเทวีทรงพระกรรแสงเช็ดพระเนตรตรัสคำอย่างนั้นกะพระเจ้ามหาสุทัสสนะ โดยยากลำบาก เอาแต่ทรงพระกรรแสงร่ำไห้ เหล่าสตรีแปดหมื่นสี่พันนางแม้ที่เหลือก็พากันร้องไห้ร่ำไร ถึงในหมู่อำมาตย์เป็นต้น แม้คนเดียวก็ไม่อาจอดกลั้นความโศกไว้ได้ ต่างร้องไห้ระงมทั่วกัน พระโพธิสัตว์ห้ามคนทั้งหมดว่า อย่าเลยพนาย อย่าได้ส่งเสียงคร่ำครวญไปเลยเพราะสังขารที่ชื่อว่า เที่ยง แม้เท่าเมล็ดงาไม่มีเลย ทุกอย่างไม่เที่ยง มีความแตกดับเป็นธรรมดาทั้งนั้น เมื่อจะทรงสั่งสอนพระเทวีตรัสพระคาถานี้ ความว่า "สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และความเสื่อมไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ความว่าดูก่อนสุภัททาเทวีผู้เจริญ สังขารทั้งหลายมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น อันปัจจัยมีประมาณเท่าใดมาประชุมก่อกำเนิดไว้ ทั้งหมดนั้น ชื่อว่าไม่เที่ยงไปทั้งหมด เพราะบรรดาสังขารเหล่านี้ รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง จักษุไม่เที่ยง ฯลฯ ธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง รวมความว่าสิ่งที่ยังความยินดีให้เกิด ทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ มีอันใดบ้าง อันนั้นทั้งหมด ไม่เที่ยงทั้งนั้นด้วยเหตุนี้จงกำหนดถือเอาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นอุปปาทวยธรรม คือ เพราะสังขารเหล่านี้ทั้งหมดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาด้วย และมีความเสื่อมเป็นธรรมดาด้วย ล้วนมีความเกิดขึ้นและความแตกดับเป็นสภาวะทั้งนั้น เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า เป็นของไม่เที่ยง ก็เพราะไม่เที่ยง จึงเกิดแล้วก็ดับ คือแม้จะเกิดแล้วถึงความดำรงอยู่ได้ ก็ต้องดับทั้งนั้น แท้จริง สังขารเหล่านี้ทุกอย่างกำลังเกิด ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น กำลังสลาย ชื่อว่าย่อมดับเมื่อความเกิดขึ้นแห่งสังขารเหล่านั้น มีอยู่ ชื่อว่า ฐีติ จึงมีได้เมื่อ ฐิติมีอยู่ ชื่อว่า ภังคะ จึงมีได้ เพราะเมื่อสังขารไม่เกิดขึ้นฐีติก็มีไม่ได้, ฐีติขณะปรากฏแล้ว ชื่อว่าความไม่แตกดับ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น สังขารแม้ทั้งหมด ถึงขณะทั้ง ๓ แล้วก็ย่อมดับไปในขณะนั้น ๆ เอง เพราะเหตุนั้น สังขารเหล่านี้แม้ทั้งหมด จึงเป็นของไม่เที่ยง เป็นไปชั่วขณะ เป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยั่งยืน เปื่อยเน่า หวั่นไหว โยกคลอน ตั้งอยู่ได้ไม่นานแปรผันได้ เป็นของชั่วคราว ไร้สาระ เป็นเช่นกับของหลอกลวงพยับแดด และฟองน้ำ ด้วยอรรถว่า เป็นของเป็นไปชั่วขณะ. ดูก่อนสุภัททาเทวีผู้เจริญ เพราะเหตุไรเธอจึงยังสุขสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นสุข) ให้บังเกิดขึ้นในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นเล่า อย่าได้ถือเอาอย่างนั้นเลย. บทว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความว่า ดูก่อนพระนางสุภัททาเทวีผู้เจริญ สภาพที่ชื่อว่าระงับเสียซึ่งสังขารเหล่านั้น เพราะระงับดับเสียได้ ซึ่งวัฏฏะทั้งมวล ได้แก่พระนิพพาน และพระนิพพานนี้อย่างเดียวเท่านั้น ชื่อว่าเป็นสุขโดยส่วนเดียว อื่น ๆ ที่จะชื่อว่าเป็นสุขไม่มีเลย ดังนี้. พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทรงถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอมตมหานิพพาน ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงประทานโอวาทแม้แก่มหาชนที่เหลือว่า ท่านทั้งหลาย จงให้ทาน จงรักษาศีลจงการทำอุโบสถกรรม ดังนี้แล้ว ได้เป็นผู้มีเทวโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สุภัททาเทวีในครั้งนั้น ได้มาเป็นราหุลมารดา ขุนพลแก้วได้มาเป็นพระราหุล ส่วนพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามหาสุทัสสนชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๔๘–๓๕๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5. Mahāsudassanajātakaṃ
aniccā vata saṅkhārāti idaṃ satthā parinibbānamañcake nipanno ānandattherassa mā bhagavā imasmiṃ khuddakanagaraketi vacanaṃ ārabbha kathesi.
Tathāgate hi jetavane viharante sārīputtatthero kattikapuṇṇamāyaṃ nālakagāmake jāto varake parinibbāyi. Mahāmoggallāno kattikamāsasseva kāḷapakkhe āmāvasiyaṃ parinibbāyi. Evaṃ parinibbute aggasāvakayuge ahampi kusinārāyaṃ parinibbāyissāmīti anupubbena cārikaṃ caramāno tattha gantvā yamakasālānamantare uttarasīsake mañcake anuṭṭhānaseyyāya nipajji. Atha naṃ āyasmā ānandatthero Mā bhante bhagavā imasmiṃ khuddakanagarake visame ujjaṅgalanagarake sākhānagarake parinibbāyi aññesaṃ campākarājagahādīnaṃ mahānagarānaṃ aññatarasmiṃ bhagavā parinibbāyatūti yāci. Satthā mā ānanda imaṃ khuddakanagarakaṃ ujjaṅgalanagarakaṃ sākhānagarakanti vadesi ahaṃ pubbe sudassanacakkavattirājakāle imasmiṃ nagare vasiṃ tadā idaṃ dvādasayojanikena ratanappākārena parikkhittaṃ mahānagaraṃ ahosīti vatvā therena yācito atītaṃ āharanto mahāsudassanasuttaṃ kathesi.
Tadā pana mahāsudassanaṃ sudhammappāsādā otaritvā avidūre sattaratanamaye tālavane paññatte tasmiṃ kappiyamañcake dakkhiṇena passena anuṭṭhānaseyyāya nipannaṃ disvā imāni te deva caturāsītinagarasahassāni kusāvatīrājadhānippamukhāni ettha chandaṃ karohīti subhaddāya deviyā vutte mahāsudassano mā devi evaṃ avaca atha kho ettha chandaṃ vinehi mā apekkhaṃ akāsīti evaṃ maṃ ovadāti vatvā kiṃkāraṇā devāti pucchito ajjāhaṃ kālakiriyaṃ karissāmīti āha. Atha naṃ devī rodamānā akkhīni puñchitvā kicchena kasirena tathā vatvā rodi paridevi. Sesāpi caturāsītisahassā itthiyo rodiṃsu parideviṃsu. Amaccādīsupi ekopi adhivāsetuṃ nāsakkhi. Sabbepi rodiṃsu. Bodhisatto alaṃ bhaṇe mā saddamakaritthāti sabbe nivāretvā deviṃ āmantetvā mā tvaṃ devi rodi mā paridevi tilamattopi hi saṅkhāro nicco nāma natthi sabbe aniccā bhedanadhammāevāti deviṃ ovadanto imaṃ gāthamāha
Aniccā vata saṅkhārā uppādavayadhammino
uppajjitvā nirujjhanti tesaṃ vūpasamo sukhoti.
Tattha aniccā vata saṅkhārāti bhadde subhaddādevi yattakehi paccayehi samāgantvā katā khandhāyatanādayo saṅkhārā sabbe te aniccāyeva nāma. Etesu hi rūpaṃ aniccaṃ .pe. Viññāṇaṃ aniccaṃ cakkhuṃ aniccaṃ .pe. Dhammā aniccā yaṅkiñci saviññāṇakāviññāṇakaṃ ratanaṃ sabbantaṃ aniccameva iti aniccā vata saṅkhārāti gaṇha. Kasmā. Uppādavayadhamminoti sabbe hete uppādadhammino ceva vayadhammino ca uppajjanabhijjanasabhāvāyeva tasmā aniccāti veditabbā. Yasmā pana aniccā tasmā uppajjitvāva nirujjhanti uppajjitvā ṭhitiṃ patvāpi nirujjhantiyeva sabbeva hete nibbattamānā uppajjanti nāma bhijjamānā nirujjhanti nāma tesaṃ uppāde satiyeva ṭhiti nāma hoti ṭhitiyā satiyeva bhaṅgo nāma hoti na hi anuppannassa ṭhiti nāma ṭhitaṃ abhijjanakannāma atthi iti sabbepi saṅkhārā tīṇi khaṇāni patvā tattha tattheva nirujjhanti tasmā sabbepime aniccā khaṇikā ittarā addhuvā pabhaṅguṇā calitā samīritā anaddhaniyā pāyātā tāvakālikā nissārā tāvakālikaṭṭhena māyāmarīcipheṇasadisā tesu bhadde subhaddādevi kasmā sukhasaññaṃ uppādesi evaṃ na gaṇha. Tesaṃ vūpasamo sukhoti sabbavaṭṭavūpasamanato tesaṃ vūpasamo nāma nibbānaṃ tadevetaṃ bhadde ekantato sukhaṃ aññaṃ sukhaṃ nāma natthīti.
Evaṃ mahāsudassano amatamahānibbānena desanāya kūṭaṃ gahetvā avasesassāpi mahājanassa dānaṃ detha sīlaṃ rakkhatha uposathakammaṃ karothāti ovādaṃ datvā devalokaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā subhaddā devī rāhulamātā ahosi pariṇāyakaratanaṃ rāhulo ahosi sesaparisā buddhaparisā mahāsudassano pana ahamevāti.
Mahāsudassanajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗