เตลปัตตชาดก
ว่าด้วยการรักษาจิต
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๖ · บรรทัด ๖๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดา เมื่อทรงอาศัยนิคมชื่อ เสตกะ ในสุมภรัฐประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์ตำบลหนึ่ง ทรงปรารภชนบทกัลยาณีสูตรตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สมติตฺติกํ อนวเสสกํ ดังนี้. แท้จริงในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสชนบทกัลยาณีสูตร พร้อมด้วยอรรถ พร้อมด้วยพยัญชนะนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเสมือนว่า พอได้ยินว่า นางงามในชนบท นางงามในชนบท ดังนี้ หมู่มหาชนพึงประชุมกัน ยิ่งได้ยินว่า ก็นางงามในชนบทนี้นั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยมในการฟ้อน เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยมในการขับ นางงามในชนบทจะฟ้อนจะขับ หมู่มหาชนจะประชุมกันอย่างแออัด ที่นั้นบุรุษผู้ดำรงชีพใฝ่หาความสำราญ รังเกียจความทุกข์ ก็จะพึงมา พระราชาพึงรับสั่งกะเขาอย่างนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ โถน้ำมันอันเต็มเปี่ยมนี้เจ้าจงนำไปในระหว่างหมู่มหาชน และนางชนบทกัลยาณี และจักมีคนเงื้อดาบ จ้องเดินตามไปข้างหลัง เจ้าทำน้ำมันนั้นให้หกแม้หน่อยเดียว ณ ที่ใด เราจักสั่งให้เขาตัดศีรษะเจ้า ณ ที่นั้นแหละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจักสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน บุรุษนั้นจะไม่พึงเอาใจใส่โถน้ำมันโน้น แล้วมามัวประมาทเสียในอารมณ์ภายนอก ? ข้อนั้นจะไม่พึงเป็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออุปมานี้ เรากล่าวเพื่อให้พวกเธอทราบความ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความข้อนี้ในเรื่องนี้ว่า โถน้ำมันเต็มเปี่ยมเสมอขอบ เป็นชื่อของสติอันเป็นไปในกายแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุนั้นพวกเธอพึงศึกษาในข้อนี้อย่างนี้ว่า สติไปแล้วในกายจักเป็นข้อที่พวกเราทั้งหลายจักต้องทำให้มีให้เป็นจงได้เริ่มแล้วด้วยดีให้จงได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล. ในพระสูตรนั้นมีคำอธิบายย่อ ๆ ดังนี้ ที่ชื่อว่าชนบทกัลยาณีนั้น ได้แก่นางงามในชนบท คือ เป็นหญิงงามเยี่ยมปราศจากโทษแห่งสรีระ ๖ ประการ ถึงพร้อมด้วยความงาม๕ ประการ เพราะเหตุที่นางชนบทกัลยาณีนั้น เป็นหญิงไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่อ้วนเกินไป ไม่ดำเกินไปไม่ขาวเกินไป ขนาดยิ่งกว่าผิวมนุษย์ ไม่ถึงกับผิวเทวดา ฉะนั้นนางจึงได้ชื่อว่า เว้นจากโทษแห่งสรีระ ๖ ประการ และเพราะเหตุที่นางประกอบด้วยความงาม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ผิวงามเนื้องาม เอ็นงาม กระดูกงาม วัยงาม ฉะนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมแล้วด้วยความงาม ๕ ประการ แท้จริงหญิงเบญจกัลยาณีนั้นไม่จำเป็นต้องทำการเสริมสวยใหม่ ย่อมกระทำให้แสงสว่างได้ในที่ประมาณ ๑๒ ศอก ด้วยแสงสว่างแห่งร่างกายของตนนั่นแล ผิวนางเสมอด้วยดอกประยงค์ หรือมิฉะนั้นก็เสมอด้วยทอง นี้เป็นความมีผิวงามของนาง อนึ่งมือและเท้าของนางทั้ง ๔และริมฝีปาก เป็นดุจย้อมด้วยน้ำครั่ง เป็นเช่นกับแก้วประพาฬสีแดง และผ้ากัมพลสีแดง นี้เป็นความมีเนื้องามของนาง แผ่นเล็บทั้ง ๒๐ ในที่ที่ยังไม่พ้นจากเนื้อ ดูดุจอิ่มด้วยน้ำครั่ง ในที่ที่พ้นเนื้อ เป็นเช่นกับสายธารแห่งน้ำนม นี้เป็นความมีเอ็นงามของนาง ฟันทั้ง ๓๒ ซี่ สนิทเรียบ งามปรากฏดุจระเบียบเพชรที่เจียรนัยแล้ววางไว้ นี้เป็นความมีกระดูกงามของนาง อนึ่งแม้นางมีอายุ ๑๒๐ ปี ก็ยังดูสดใสเหมือนมีอายุได้ ๑๖ ริ้วรอย (เหี่ยวย่น) ไม่ปรากฏ ผมไม่หงอก นี้เป็นความมีวัยงามของนางก็ในบทที่ว่า นางเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยมมีอธิบายว่ามีความชำนาญ คือประสบการณ์เป็นไป ความชำนาญ ก็คือประสบการณ์นั่นเอง ความชำนาญชั้นยอดเยี่ยม ชื่อว่า มีความชำนาญอย่างยอดเยี่ยม นางชื่อว่า ปรมปาสาวินี เพราะเป็นหญิงมีความชำนาญอย่างยอดเยี่ยม ท่านอธิบายไว้ว่า มีความคล่องตัวอย่างสูง คือมีลีลาอันประเสริฐในการฟ้อนหรือในการขับ คือฟ้อนได้อย่างอ่อนช้อย และขับกล่อมได้อย่างไพเราะ. ข้อที่ว่า ลำดับนั้น บุรุษพึงมานั้น มิได้หมายความว่าบุรุษมาด้วยความพอใจของตน ก็ในข้อนี้ท่านอธิบายว่า ครั้งเมื่อนางงามในชนบทนั้นกำลังฟ้อนอยู่ท่ามกลางมหาชนนั้น และมีเสียงสาธุการว่า สวยแท้ งามจริง ทั้งเสียงดีดนิ้ว ทั้งการโบกผ้า กำลังเป็นไปอยู่อย่างสนั่นหวั่นไหว พระราชาทรงทราบพฤติกรรมนั้น รับสั่งให้เรียกนักโทษคนหนึ่งออกมาจากเรือนจำถอดขื่อคาออกเสีย ประทานโถน้ำมัน มีน้ำมันเต็มเปี่ยมเสมอขอบไว้ในมือของเขา ให้ถือไว้มั่นด้วยมือทั้งสอง ทรงสั่งบังคับบุรุษผู้ถือดาบคนหนึ่งว่า จงพานักโทษผู้นี้ไปสู่สถานมหรสพของนางงามในชนบท และถ้าบุรุษผู้นี้ถึงความประมาท เทหยดน้ำมันแม้หยดเดียวลงในที่ใดแล จงตัดศีรษะเขาเสียในที่นั้นทีเดียวบุรุษนั้นเงื้อดาบตะคอกเขาพาไป ณ ที่นั้น เขาอันมรณภัยคุกคามแล้ว ไม่ใส่ใจถึงนางด้วยสามารถแห่งความประมาทเลย ไม่ลืมตาดูนางชนบทกัลยาณีนั้น แม้ครั้งเดียว เพราะต้องการจะอยู่รอดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เคยมีมาแล้วอย่างนี้ ก็เรื่องนี้พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งการสมบัติในพระสูตรก็ในบทว่า อุปมา โข มยายํ นี้ ทรงกระทำการอุปมาเทียบเคียงโถน้ำมันกับกายคตาสติ เป็นที่ตั้ง. ก็ในเรื่องนี้ กรรม พึงเห็นดุจพระราชา กิเลสดุจดาบมารดุจคนเงื้อดาบ พระโยคาวจรผู้เพ่งเจริญกายคตาสติ ดุจคนถือโถน้ำมัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระสูตรนี้มา ทรงแสดงว่าอันภิกษุผู้มุ่งเจริญกายคตาสติ ต้องไม่ปล่อยสติ เป็นผู้ไม่ประมาทเจริญกายคตาสติ เหมือนคนถือโถน้ำมันนั้น ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุทั้งหลาย ครั้นฟังพระสูตรนี้ และอรรถาธิบายแล้ว พากันกราบทูลอย่างนี้ว่า การที่บุรุษนั้นไม่มองดูนางชนบทกัลยาณีผู้งามหยดย้อย ประคองโถน้ำมันเดินไป กระทำแล้ว เป็นการกระทำได้ยาก พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่บุรุษนั้นกระทำแล้ว มิใช่เป็นการที่กระทำได้ยาก นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายโดยแท้ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุมีคนเงื้อดาบคอยขู่ตะคอกสะกดไป แต่การที่บัณฑิตทั้งหลายในครั้งก่อนไม่ปล่อยสติทำลายอินทรีย์ไม่มองดูแม้ซึ่งรูปทิพย์ที่จำแลงไว้เสียเลย เดินไปจนได้ครองราชสมบัตินั่น (ต่างหาก) ที่กระทำได้โดยยาก อันภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพระโอรสองค์เล็กที่สุดของพระโอรส ๑๐๐ องค์ แห่งพระราชานั้น. ทรงบรรลุความเป็นผู้รู้เดียงสาโดยลำดับ และในครั้นนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายพระองค์ฉันในพระราชวัง พระโพธิสัตว์ทรงกระทำหน้าที่ไวยาจักรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น วันหนึ่งทรงพระดำริว่า พี่ชายของเรามีมาก เราจักได้ราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ในพระนครนี้หรือไม่หนอ. ครั้นแล้วพระองค์ได้มีปริวิตกว่า ต้องถามพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงจะรู้แน่ ในวันที่ ๒ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมากันแล้ว ท่านถือเอาธรรมกรกมากรองน้ำสำหรับดื่มล้างเท้า ทาน้ำมัน ในเวลาที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ฉันของเคี้ยวในระหว่าง จึงบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง มีพระดำรัสถามความนั้น ทีนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นได้บอกกะท่านว่า ดูก่อนกุมาร พระองค์จักไม่ได้ราชสมบัติในพระนครนี้แต่จากพระนครนี้ไป ในที่สุด ๑๒๐ โยชน์ ในคันธารรัฐ มีพระนครชื่อว่า ตักกสิลา เธออาจจะไปในพระนครนั้น จักต้องได้ราชสมบัติในวันที่ ๗ นับจากวันนี้ แต่ในระหว่างทาง ในดงดิบใหญ่มีอันตรายอยู่ เมื่อจะอ้อมดงนั้นไป จะเป็นทางไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ เมื่อไปตรงก็เป็นทาง ๕๐ โยชน์ ข้อสำคัญทางนั้นชื่อว่า อมนุสสกันดารในย่านนั้น ฝูงยักษิณีพากันเนรมิตบ้านและศาลาไว้ในระหว่างทางตกแต่งที่นอนอันมีค่า บนเพดานแพรวพราวไปด้วยดาวทอง แวดวงม่านอันย้อมด้วยสีต่าง ๆ ตกแต่งอัตภาพด้วยอลังการอันเป็นทิพย์ พากันนั่งในศาลาทั้งหลาย หน่วงเหนี่ยวเหล่าบุรุษผู้เดินทางไปด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน พากันเชื้อเชิญว่า ท่านทั้งหลายปรากฏดุจดังคนเหน็ดเหนื่อย เชิญมานั่งบนศาลานี้ ดื่มเครื่องดื่มแล้วค่อยไปเถิด แล้วให้ที่นั่งแก่ผู้ที่มา พากันเล้าโลม ด้วยท่าทีอันยียวนของตน ทำให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสจนได้ เมื่อได้ทำอัชฌาจารร่วมกับตนแล้ว ก็พากันเคี้ยวกินพวกนั้นเสียในที่นั้นเอง ทำให้ถึงสิ้นชีวิต ทั้ง ๆ ที่โลหิตยังหลั่งไหลอยู่ พวกนางยักษิณีจะคอยจับสัตว์ผู้มีรูปเป็นอารมณ์ด้วยรูปนั่นแหละ ผู้มีเสียงเป็นอารมณ์ด้วยเสียงขับร้องบรรเลงอันหวานเจื้อยแจ้ว ผู้มีกลิ่นเป็นอารมณ์ด้วยกลิ่นทิพย์ ผู้มีรสเป็นอารมณ์ด้วยโภชนะอันมีรสเลิศต่าง ๆดุจรสทิพย์ ผู้มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ ด้วยที่นอนดุจที่นอนทิพย์เป็นเครื่องลาดมีสีแดงทั้งสองข้าง ถ้าพระองค์จักไม่ทำลายอินทรีย์ทั้ง ๕ แลดูพวกมันเลย คุมสติมั่นคงไว้เดินไป จักได้ราชสมบัติในพระนครนั้นในวันที่ ๗ แน่. พระโพธิสัตว์ตรัสว่าข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เรื่องนั้นจงยกไว้ ข้าพเจ้ารับโอวาทของพระคุณเจ้าทั้งหลายแล้ว จักแลดูพวกมันทำไม ? ดังนี้แล้วขอให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทำพระปริต รับทรายเศกด้วยพระปริต และด้ายเศกด้วยพระปริต บังคมลาพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระราชมารดา พระราชบิดา เสด็จไปสู่พระราชวัง ตรัสกะคนของพระองค์ว่า เราจักไปครองราชสมบัติในพระนครตักกสิลา พวกเจ้าจงอยู่กันที่นี่เถิด. ครั้งนั้นคนทั้ง ๕ กราบทูลพระโพธิสัตว์ว่า แม้พวกข้าพระองค์ก็จักตามเสด็จไป ตรัสว่าพวกเจ้าไม่อาจตามเราไปได้ดอก ได้ยินว่า ในระหว่างทางพวกยักษิณีคอยเล้าโลมพวกมนุษย์ผู้มีรูปเป็นต้น เป็นอารมณ์ด้วยกามารมณ์ มีรูปเป็นต้น หลายอย่างต่างกระบวนแล้วจับกินเป็นอาหาร อันตรายมีอยู่อย่างใหญ่หลวง เราเตรียมตัวไว้แล้วจึงไปได้ พระราชบุรุษกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพเมื่อพวกข้าพระบาทนั้นตามเสด็จไปกับพระองค์ จักแลดูรูปเป็นต้นที่น่ารักเพื่อตนทำไม แม้พวกข้าพระบาท ก็จักไปในที่นั้นได้เหมือนกัน. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วพาพวกคนทั้ง ๕ เหล่านั้นเสด็จไป. ฝูงยักษิณีพากันเนรมิตบ้านเป็นต้น นั่งคอยอยู่แล้ว ในคนเหล่านั้น คนที่ชอบรูป แลดูยักษิณีเหล่านั้นแล้ว มีจิตผูกพันในรูปารมณ์ ชักจะล้าหลังลงหน่อยหนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็ตรัสว่าท่านผู้เจริญ ทำไมจึงเดินล้าหลังลงไปเล่า ? กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เท้าของข้าพระบาทเจ็บ ขอนั่งพักในศาลาสักหน่อยแล้วจักตามมาพระเจ้าข้า. ตรัสว่า ท่านผู้เจริญ นั่นมันฝูงยักษิณีเจ้าอย่าไปปรารถนามันเลย กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ จะเป็นอย่างไรก็เป็นเถิด ข้าพระบาททนไม่ไหว ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจักรู้เอง ทรงพาอีก ๔ คนเดินทางต่อไป คนที่ชอบดูรูปได้ไปสำนักของพวกมัน เมื่อได้ทำอัชฌาจารกับตนแล้ว พวกมันก็ทำให้เขาสิ้นชีวิตในที่นั้นเอง แล้วไปดักข้างหน้า เนรมิตศาลาหลังอื่นไว้ นั่งถือดนตรีต่าง ๆ ขับร้องอยู่ ในคนเหล่านั้น คนที่ชอบเสียงก็ชักล้าหลัง พวกมันก็พากันกินคนนั้นเสีย. แล้วพากันไปดักข้างหน้า จัดโภชนะดุจของทิพย์ มีรสเลิศนานาชนิดไว้เต็มภาชนะนั่งเปิดร้านขายข้าวแกง ถึงตรงนั้น คนที่ชอบรสก็ชักล้าลงพวกมันพากันกินคนนั้นเสีย แล้วไปดักข้างหน้า ตกแต่งที่นอนดุจที่นอนทิพย์ นั่งคอยแล้ว ถึงตรงนั้น คนที่ชอบโผฏฐัพพะ ก็ชักล้าลง พวกมันก็พากันกินเขาเสียอีก. เหลือแต่พระโพธิสัตว์พระองค์เดียวเท่านั้น. ครั้งนั้นนางยักษิณีตนหนึ่ง คิดว่า มนุษย์คนนี้มีมนต์ขลังนัก เราจักกินให้ได้แล้วถึงจะกลับ แล้วเดินตามหลังพระโพธิสัตว์ไปเรื่อย ๆถึงปากดงฟากโน้น พวกที่ทำงานในป่าเป็นต้น ก็ถามนางยักษิณี. ว่า ชายคนที่เดินไปข้างหน้านางนี้เป็นอะไรกัน ? ตอบว่า เป็นสามีหนุ่มของดิฉันเจ้าค่ะ. พวกคนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า พ่อมหาจำเริญ กุมาริกานี้อ่อนแอถึงอย่างนี้ น่าถนอมเหมือนพวงดอกไม้ผิวก็งามเหมือนทอง ทอดทิ้งตระกูลของตนออกมาเพราะรักคิดถึงพ่อมหาจำเริญ จึงยอมติดตามมา พ่อมหาจำเริญเหตุไรจึงปล่อยให้นางลำบาก ไม่จูงนางไปเล่า ? พระโพธิสัตว์ตรัสว่าพ่อคุณทั้งหลาย นั่นไม่ใช่เมียของเราดอก นั่นมันยักษิณี คนของเรา ๕ คน ถูกมันกินไปหมดแล้ว ยักษิณี กล่าวว่า พ่อเจ้าประคุณทั้งหลาย ธรรมดาผู้ชายในยามโกรธ ก็กระทำเมียของตนให้เป็นนางยักษ์ก็ได้ ให้เป็นนางเปรตก็ได้ นางยักษิณีเดินตามมาแสดงเพศของหญิงมีครรภ์ แล้วทำให้เป็นหญิงคลอดแล้วครั้งหนึ่งอุ้มบุตรใส่สะเอวเดินตามพระโพธิสัตว์ไป คนที่เห็นแล้ว ๆ ก็พากันถามตามนัยก่อนทั้งนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็ตรัสอย่างนั้นตลอดทาง จนถึงพระนครตักกสิลา มันทำให้ลูกหายไป ติดตามไปแต่คนเดียว พระโพธิสัตว์เสด็จถึงพระนครแล้ว ประทับนั่งณ ศาลาหลังหนึ่ง เเม้ว่านางยักษิณีนั้นเล่า ไม่อาจเข้าไปได้ด้วยเดชของพระโพธิสัตว์ ก็เนรมิตรูปเป็นนางฟ้า ยืนอยู่ที่ประตูศาลา. สมัยนั้น พระราชากำลังเสด็จออกจากพระนครตักกสิลาไปสู่พระอุทยาน ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ ตรัสใช้ราชบุรุษว่า ไปถามซินางคนนี้มีสามีแล้วหรือยังไม่มี ? พวกราชบุรุษเข้าไปหานางยักษิณี ถามว่า เธอมีสามีแล้วหรือ ? นางตอบว่า เจ้าค่ะ ผู้ที่นั่งอยู่บนศาลาคนนี้เป็นสามีของดิฉัน. พระโพธิสัตว์ตรัสว่านั่นไม่ใช่เมียของข้าพเจ้าดอก มันเป็นนางยักษิณี คนของข้าพเจ้า๕ คน ถูกมันกินเสียแล้ว ฝ่ายนางยักษิณีก็กล่าวว่า ท่านเจ้าค่ะธรรมดาผู้ชายในยามโกรธ ก็จะพูดเอาตามที่ใจตนปรารถนา. ราชบุรุษนั้นก็กราบทูลคำของคนทั้งสองแด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า ธรรมดาภัณฑะไม่มีเจ้าของ ย่อมตกเป็นของหลวงแล้วตรัสเรียกยักษิณีมาให้นั่งเหนือพระคชาธาร ร่วมกับพระองค์ทรงกระทำประทักษิณพระนคร แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทรงสถาปนามันไว้ในตำแหน่งอรรคมเหสี เสด็จสรงสนานแต่งพระองค์เรียบร้อย เสวยพระกระยาหารในเวลาเย็นแล้ว ก็เสด็จขึ้นพระแท่นที่สิริไสยาสน์ นางยักษิณีนั้นเล่า กินอาหารที่ควรแก่ตนแล้ว ตกแต่งประดับประดาตน นอนร่วมกับพระราชาเหนือพระแท่นที่บรรทมอันมีสิริ เวลาที่พระราชาทรงเปี่ยมไปด้วยความสุขด้วยอำนาจความรื่นรมย์ ทรงบรรทมแล้ว ก็พลิกไปทางหนึ่ง ทำเป็นร้องไห้ ครั้นพระราชาตรัสถามมันว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เจ้าร้องไห้ทำไม ? นางจึงทูลว่า ทูลกระหม่อมเพคะ กระหม่อมฉันเป็นผู้ที่พระองค์ทรงพบที่หนทางแล้วทรงพามา อนึ่งเล่าในพระราชวังของพระองค์ ก็มีหญิงอยู่เป็นอันมาก กระหม่อมฉันเมื่ออยู่ในกลุ่มหญิงที่ร่วมบำเรอพระบาท เมื่อเกิดพูดกันขึ้นว่าใครรู้จัก มารดา บิดา โคตร หรือชาติของเธอเล่า เธอนะพระราชาพบในระหว่างทาง แล้วทรงนำมา ดังนี้ จะเหมือนถูกจับศีรษะบีบ ต้องเก้อเขินเป็นแน่ ถ้าพระองค์พระราชทานความเป็นใหญ่ และการบังคับในแว่นแคว้นทั้งสิ้น แก่หม่อมฉัน ใคร ๆก็จักไม่อาจกำเริบจิตกล่าวแก่หม่อมฉันได้เลย.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๕๓–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๔๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖. เตลปตฺตชาตกํ
สมติตฺติกํ อนวเสสกนฺติ อิทํ สตฺถา สุมฺภรฏฺเฐ เสตกํ นาม นิคมํ อุปนิสฺสาย อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ วิหรนฺโต ชนปทกลฺยาณิสุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตตฺร หิ ภควา เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ชนปทกลฺยาณี ชนปทกลฺยาณีติ โข ภิกฺขเว มหาชนกาโย สนฺนิปเตยฺย ฯ สา โข ปเนสา ชนปทกลฺยาณี ปรมปาสาวินี นจฺเจ ปรมปาสาวินี คีเต ชนปทกลฺยาณี นจฺจติ คายตีติ โข ภิกฺขเว ภิยฺโยโส มตฺตาย มหาชนกาโย สนฺนิปเตยฺย ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกูโล ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺย อยนฺเต อมฺโภ ปุริส สมติตฺติโก เตลปตฺโต อนฺตเร จ มหาชนกายสฺส อนฺตเร จ ชนปทกลฺยาณิยา หริตพฺโพ ปุริโส จ ตํ อุกฺขิตฺตาสิโก ฐิโต ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิสฺสติ ยตฺเถว ตํ โถกํปิ ฉฑฺเฑสฺสสิ ตตฺเถว เต สิรํ ปาเตสฺสามีติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ โข โส ปุริโส อมุํ เตลปตฺตํ อมนสิกริตฺวา พหิทฺธา ปมาทํ อาหเรยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อุปมา โข มฺยายํ ภิกฺขเว กตา อตฺถสฺส วิญฺญาปนาย อยเมตฺถ อตฺโถ สมติตฺติโกเตลปตฺโตติ โข ภิกฺขเว กายคตาเยตํ สติยา อธิวจนํ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ กายคตา โน สติ ภาวิตา ภวิสฺสติ สุสมารทฺธาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ อิทํ ชนปทกลฺยาณิสุตฺตํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ กเถสิ ฯ
ตตฺถายํ สงฺเขปตฺโถ ชนปทกลฺยาณีติ ชนปทมฺหิ กลฺยาณี อุตฺตมา ฉสฺสรีรโทสวิรหิตา ปญฺจกลฺยาณสมนฺนาคตา สา หิ ยสฺมา นาติทีฆา นาติรสฺสา นาติกีสา นาติถูลา นาติกาฬา นาจฺโจทาตา อติกฺกนฺตา มานุสกํ วณฺณํ อปฺปตฺตา เทววณฺณํ ตสฺมา ฉสฺสรีรโทสวิรหิตา นาม สา หิ ยสฺมา ฉวิกลฺยาณํ มํสกลฺยาณํ นหารุกลฺยาณํ อฏฺฐิกลฺยาณํ วยกลฺยาณนฺติ อิเมหิ จ ปญฺจหิ กลฺยาเณหิ สมนฺนาคตา ปญฺจกลฺยาณสมนฺนาคตา นาม ฯ ตสฺสา หิ อาคนฺตุโก ภาสกิจฺจนฺนาม นตฺถิ อตฺตโน สรีโรภาเสเนว ทฺวาทสหตฺเถ ฐาเน อาโลกํ กโรติ ปิยงฺคุสมา วา โหติ สุวณฺณสมา วา โหติ อยมสฺสา ฉวิกลฺยาณตา ฯ จตฺตาโร ปนสฺสา หตฺถปาทา มุขปริโยสานญฺจ ลาขารสปริกมฺมกตํ วิย รตฺตปฺปวาฬรตฺตกมฺพลสทิสํ โหติ อยมสฺสา มํสกลฺยาณตา ฯ วีสตินขปตฺตานิ มํสโต อมุตฺตฏฺฐาเน ลาขารสปูริตานิ วิย มุตฺตฏฺฐาเน ขีรธารสทิสานิ อยมสฺสา นหารุกลฺยาณตา ฯ ทฺวตฺตึส ทนฺตา สุผุสฺสิตา สุโธตฏฺฐปิตวชิรปนฺตี วิย ขายนฺติ อยมสฺสา อฏฺฐิกลฺยาณตา ฯ วีสวสฺสสติกาปิ ปน สมานา โสฬสวสฺสุทฺเทสิกา วิย โหติ นิพฺพลิปลิตา อยมสฺสา วยกลฺยาณตา ฯ ปรมปาสาวินีติ เอตฺถ ปน ปสวนํ ปสโว ปวตฺตตีติ อตฺโถ ฯ ปสโวเอว ปาสาโว ฯ ปรโม ปาสาโว ปรมปาสาโว ฯ โส อสฺสา อตฺถีติ ปรมปาสาวินี ฯ นจฺเจ วา คีเต วา อุตฺตมปฺปวตฺติ เสฏฺฐกิริยา อุตฺตมเมว นจฺจํ นจฺจติ คีตญฺจ คายตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺยาติ น อตฺตโน รุจิยา อาคจฺเฉยฺย ฯ อยมฺปเนตฺถ อธิปฺปาโย อเถตฺถ มหาชนมชฺเฌ ชนปทกลฺยาณิยา นจฺจมานาย สาธุ สาธูติ สาธุกาเรสุ องฺคุลิโปฐเนสุ เจลุกฺเขเปสุ จ ปวตฺตมาเนสุ ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา ราชา พนฺธนาคารโต เอกํ ปุริสํ ปกฺโกสาเปตฺวา นิคฬานิ ภินฺทิตฺวา สมติตฺติกํ สุปริปุณฺณํ เตลปตฺตํ ตสฺส หตฺเถ ทตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ ทฬฺหํ คาหาเปตฺวา เอกํ อสิหตฺถํ ปุริสํ อาณาเปสิ เอตํ คเหตฺวา ชนปทกลฺยาณิยา สมชฺชฏฺฐานํ คจฺฉ ยตฺเถว เจส ปมาทํ อาคมฺม เอกมฺปิ เตลวินฺทุํ ฉฑฺเฑติ ตตฺเถวสฺส สีสํ ฉินฺทาติ ฯ โส ปุริโส อสึ อุกฺขิปิตฺวา ตํ ตชฺเชนฺโต ตตฺถ เนสิ ฯ โส มรณภเยน ตชฺชิโต ชีวิตุกามตาย ปมาทวเสน ตํ อมนสิกตฺวา สกึปิ อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา ตํ ชนปทกลฺยาณึ น โอโลเกสิ ฯ เอวํ ภูตปุพฺพเมเวตํ วตฺถุํ ฯ สุตฺเต ปน ปริกปฺปวเสเนตํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ ฯ อุปมา โข มฺยายนฺติ เอตฺถ ปน เตลปตฺตสฺส ตาว กายคตาย สติยา โอปมฺมสํสนฺทนํ กตเมว ฯ เอตฺถ ปน ราชา วิย กมฺมํ ทฏฺฐพฺพํ อสิ วิย กิเลสา อุกฺขิตฺตาสิกปุริโส วิย มาโร เตลปตฺตหตฺโถ ปุริโส วิย กายคตาสติภาวโก วิปสฺสกโยคาวจโร ฯ
อิติ ภควา กายคตาสตึ ภาเวตุกาเมน ภิกฺขุนา เตลปตฺตหตฺเถน เตน ปุริเสน วิย สตึ อวิสฺสชฺเชตฺวา อปฺปมตฺเตน กายคตาสติ ภาเวตพฺพาติ อิมํ สุตฺตํ อาหริตฺวา ทสฺเสติ ฯ ภิกฺขู อิมํ สุตฺตญฺจ อตฺถญฺจ สุตฺวา เอวมาหํสุ ทุกฺกรํ ภนฺเต เตน ปุริเสน กตํ ตถารูปํ ชนปทกลฺยาณึ อโนโลเกตฺวา เตลปตฺตํ อาทาย คจฺฉนฺเตนาติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว เตน ทุกฺกรํ กตํ สุกรเมเวตํ กสฺมา อุกฺขิตฺตาสิเกน ปุริเสน สนฺตชฺเชตฺวา นียมานตาย ยมฺปน ปุพฺเพ ปณฺฑิตา อปฺปมาเทน สตึ อวิสฺสชฺเชตฺวา อภิสงฺขตํ ทิพฺพรูปมฺปิ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา อโนโลเกตฺวาว คนฺตฺวา รชฺชํ ปาปุณึสุ เอตํ ทุกฺกรนฺติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส รญฺโญ ปุตฺตสตสฺส สพฺพกนิฏฺโฐ หุตฺวา นิพฺพตฺติตฺวา อนุปุพฺเพน วิญฺญุตํ ปาปุณิ ฯ ตทา จ รญฺโญ เคเห ปจฺเจกพุทฺธา ภุญฺชนฺติ ฯ โพธิสตฺโต เตสํ เวยฺยาวจฺจํ กโรติ ฯ โส เอกทิวสํ จินฺเตสิ มม พหู ภาตโร ลจฺฉามิ นุ โข อหํ อิมสฺมึ นคเร กุลสนฺตกํ รชฺชํ อุทาหุ โนติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ ปจฺเจกพุทฺเธ ปุจฺฉิตฺวา ชานิสฺสามีติ ฯ โส ทุติยทิวเส ปจฺเจกพุทฺเธสุ อาคเตสุ ธมฺมกรกํ อาทาย ปานียํ ปริสฺสาเวตฺวา ปาเท โธวิตฺวา เตเลน มกฺเขตฺวา เตสํ อนฺตเร ขชฺชกํ ขาทิตฺวา นิสินฺนกาเล วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ตมตฺถํ ปุจฺฉิ ฯ อถ นํ เต อโวจุํ กุมาร น ตฺวํ อิมสฺมึ นคเร รชฺชํ ลภิสฺสสิ อิโต ปน วีสติโยชนสตมตฺถเก คนฺธารรฏฺเฐ ตกฺกสิลานครํ นาม อตฺถิ ตตฺถ คนฺตุํ สกฺโกนฺโต อิโต สตฺตเม ทิวเส รชฺชํ ลจฺฉสิ อนฺตรามคฺเค ปน มหาวตฺตนิอฏฺวิยํ ปริปนฺโถ อตฺถิ ตํ อฏฺวึ ปริหริตฺวา คจฺฉนฺตสฺส วีสติโยชนสติโก มคฺโค โหติ อุชุํ คจฺฉนฺตสฺส ปญฺญาส โยชนานิ โหนฺติ โส หิ อมนุสฺสกนฺตาโร นาม ตตฺถ ยกฺขินิโย อนฺตรามคฺเค คาเม จ สาลาโย จ มาเปตฺวา อุปริสุวณฺณตารกวิจิตฺตวิตานํ มหารหํ สยนํ ปญฺญาเปตฺวา นานาวิราคปฏฺฏสาณิโย ปริกฺขิปิตฺวา ทิพฺพาลงฺกาเรหิ อตฺตภาวํ มณฺเฑตฺวา สาลาสุ นิสีทิตฺวา คจฺฉนฺเต ปุริเส มธุราหิ วาจาหิ สงฺคณฺหิตฺวา กิลนฺตรูปา วิย ปญฺญายถ อิธาคนฺตฺวา นิสีทิตฺวา ปานียํ ปิวิตฺวา คจฺฉถาติ ปกฺโกสิตฺวา อาคตานํ อาสนานิ ทตฺวา อตฺตโน รูปลีฬฺหาวิลาเสหิ ปโลเภตฺวา กิเลสวสิเก กตฺวา อตฺตนา สทฺธึ อชฺฌาจาเร กเต ตตฺเถว เน โลหิเตน ปคฺฆรนฺเตน ขาทิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปนฺติ รูปโคจรํ สตฺตํ รูเปเนว คณฺหนฺติ สทฺทโคจรํ สตฺตํ มธุเรน คีตวาทิตสทฺเทน คนฺธโคจรํ สตฺตํ ทิพฺพคนฺเธหิ รสโคจรํ สตฺตํ ทิพฺเพน นานคฺครสโภชเนน โผฏฺฐพฺพโคจรํ สตฺตํ อุภโตโลหิตกูปธาเนหิ ทิพฺพสยเนหิ สเจ ปญฺจ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา ตา อโนโลเกตฺวา สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา คมิสฺสสิ สตฺตเม ทิวเส ตตฺถ รชฺชํ ลจฺฉสีติ ฯ โพธิสตฺโต โหตุ ภนฺเต ตุมฺหากํ โอวาทํ คเหตฺวา กึ เอตา โอโลเกสฺสามีติ ปจฺเจกพุทฺเธหิ ปริตฺตํ การาเปตฺวา ปริตฺตวาลิกญฺเจว ปริตฺตสุตฺตญฺจ อาทาย ปจฺเจกพุทฺเธ จ มาตาปิตโร จ วนฺทิตฺวา นิเวสนํ คนฺตฺวา อตฺตโน ปุริเส อาห อหํ ตกฺกสิลายํ รชฺชํ คเหตุํ คจฺฉามิ ตุมฺเห อิเธว ติฏฺฐถาติ ฯ อถ นํ ปญฺจ ชนา อาหํสุ มยมฺปิ อนุคจฺฉามาติ ฯ น สกฺกา ตุมฺเหหิ อนุคนฺตุํ อนฺตรามคฺเค กิร ยกฺขินิโย รูปาทิโคจเร มนุสฺเส เอวญฺเจวญฺจ รูปาทีหิ ปโลเภตฺวา คณฺหนฺติ มหา ปริปนฺโถ อหมฺปน อตฺตานํ ตกฺเกตฺวา คจฺฉามีติ ฯ กึ ปน เต เทว มยํ ตุมฺเหหิ สทฺธึ คจฺฉนฺตา อตฺตโน ปิยานิ รูปาทีนิ โอโลเกสฺสาม มยมฺปิ ตตฺเถว คมิสฺสามาติ ฯ โพธิสตฺโต เตนหิ อปฺปมตฺตา โหถาติ เต ปญฺจ ชเน อาทาย ปฏิปชฺชิ ฯ
ยกฺขินิโย คามาทีนิ มาเปตฺวา นิสีทึสุ ฯ เตสุ รูปโคจโร ปุริโส ตา ยกฺขินิโย โอโลเกตฺวา รูปารมฺมเณ ปฏิพทฺธจิตฺโต โถกํ โอหียิ ฯ โพธิสตฺโต กึ โภ โถกํ โอหียสีติ อาห ฯ เทว ปาทา เม รุชฺฌนฺติ โถกํ สาลายํ นิสีทิตฺวา อาคมิสฺสามีติ ฯ อมฺโภ เอตา ยกฺขินิโย มา โข ปฏฺเฐสีติ ฯ ยํ โหติ ตํ โหตุ น สกฺโกมิ เทวาติ ฯ เตนหิ ปญฺญายิสฺสสีติ ฯ อิตเร จตฺตาโร อาทาย อคมาสิ ฯ โส รูปโคจรโก ตาสํ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ตา อตฺตนา สทฺธึ อชฺฌาจาเร กเต ตํ ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา อญฺญํ สาลํ มาเปตฺวา นานาตุริยานิ คเหตฺวา คายมานา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ สทฺทโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทิตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา นานปฺปกาเร คนฺธกรณฺฑเก ปูเรตฺวา อาปณํ ปสาเรตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ คนฺธโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทิตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา นานคฺครสานํ ทิพฺพโภชนานํ ภาชนานิ ปูเรตฺวา โอทนอาปณํ ปสาเรตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ รสโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทิตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา ทิพฺพสยนานิ ปญฺญาเปตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ โผฏฺฐพฺพโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทึสุ ฯ
โพธิสตฺโต เอกโกว อโหสิ ฯ อเถกา ยกฺขินี อติขรมนฺโต วตายํ อหํ ตํ ขาทิตฺวาว นิวตฺติสฺสามีติ โพธิสตฺตสฺส ปจฺฉโต ปจฺฉโต อคมาสิ ฯ อฏวิยา ปรภาเค วนกมฺมิกาทโย ยกฺขินึ ทิสฺวา อยนฺเต ปุรโต คจฺฉนฺโต ปุริโส กึ โหตีติ ปุจฺฉึสุ ฯ โกมารสามิโย เม อยฺยาติ ฯ อมฺโภ อยํ เอวํ สุขุมาลา ปุปฺผทามสทิสา สุวณฺณวณฺณา กุมาริกา อตฺตโน กุลํ ฉฑฺเฑตฺวา ภวนฺตํ ตกฺเกตฺวา นิกฺขนฺตา กสฺมา เอตํ กิลเมตฺวา อาทาย น คจฺฉสีติ ฯ เนสา อยฺยา มยฺหํ ปชาปติ ยกฺขินี เอสา เอตาย เม ปญฺจ มนุสฺสา ขาทิตาติ ฯ อยฺยา ปุริสา นาม กุทฺธกาเล อตฺตโน ปชาปติโย ยกฺขินิโยปิ กโรนฺติ เปติโยปีติ ฯ ยกฺขินี อาคจฺฉมานา คพฺภินีวณฺณํ ทสฺเสตฺวา ปุน สกึ วิชาตวณฺณํ กตฺวา ปุตฺตํ องฺเกนาทาย โพธิสตฺตํ อนุพนฺธิ ฯ ทิฏฺฐทิฏฺฐา ปุริมนเยเนว ปุจฺฉนฺติ ฯ โพธิสตฺโตปิ ตเถว วตฺวา คจฺฉนฺโต ตกฺกสิลํ ปาปุณิ ฯ สา ปุตฺตํ อนฺตรธาเปตฺวา เอกิกาว อนุพนฺธิ ฯ โพธิสตฺโต นครํ คนฺตฺวา เอกิสฺสา สาลาย นิสีทิ ฯ สาปิ โข ยกฺขินี โพธิสตฺตสฺส เตเชน ปวิสิตุํ อสกฺโกนฺตี ทิพฺพรูปํ มาเปตฺวา สาลาทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ
ตสฺมึ สมเย ตกฺกสิลโต ราชา อุยฺยานํ คจฺฉนฺโต ตํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา คจฺฉ ปุจฺฉ อิมิสฺสา สสฺสามิกภาวํ วา อสฺสามิกภาวํ วา ชานาหีติ มนุสฺสํ เปเสสิ ฯ โส ตํ อุปสงฺกมิตฺวา สสฺสามิกาสีติ ปุจฺฉิ ฯ อาม อยฺย อยํ เม สาลายํ นิสินฺโน สามิโกติ ฯ โพธิสตฺโต เนสา มยฺหํ ปชาปติ ยกฺขินี เอสา เอตาย เม ปญฺจ มนุสฺสา ขาทิตาติ อาห ฯ สาปิ ปุริสา นาม อยฺย กุทฺธกาเล ยํ อิจฺฉนฺติ ตํ วทนฺตีติ อาห ฯ โส อุภินฺนมฺปิ วจนํ รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา อสฺสามิกภณฺฑํ นาม ราชสนฺตกํ โหตีติ ยกฺขินึ ปกฺโกสาเปตฺวา เอกหตฺถิปิฏฺเฐ นิสีทาเปตฺวา นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปาสาทํ อภิรุยฺห ตํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐเปสิ ฯ โส นฺหาตานุวิลิตฺโต สายมาสํ ภุญฺชิตฺวา สิริสยนํ อภิรุหิ ฯ สาปิ ยกฺขินี อตฺตโน อุปกปฺปนกํ อาหารํ อาหริตฺวา อลงฺกตปฺปฏิยตฺตา สิริสยเน รญฺญา สทฺธึ นิปชฺชิตฺวา รญฺโญ รติวเสน สุขสมปฺปิตสฺส นิปนฺนกาเล เอเกน ปสฺเสน ปริวตฺติตฺวา ปโรทิ ฯ อถ นํ ราชา ภทฺเท กึ โรทสีติ ปุจฺฉิ ฯ เทว อหํ ตุมฺเหหิ มคฺเค ทิสฺวา อานีตา ตุมฺหากญฺจ เคเห พหู อิตฺถิโย สาหํ สปตีนํ อนฺตเร วสมานา กถาย อุปฺปนฺนาย โก ตุยฺหํ มาตรํ วา ปิตรํ วา โคตฺตํ วา ชาตึ วา ชานาติ ตฺวํ อนฺตรามคฺเค ทิสฺวา อานีตา นามาติ สีเส คเหตฺวา นิปฺปีฬิยมานา วิย มงฺกุ ภวิสฺสามิ สเจ ตุมฺเห สกลรฏฺเฐ อิสฺสริยญฺจ อาณญฺจ มยฺหํ ทเทยฺยาถ โกจิ มยฺหํ จิตฺตํ โกเปตฺวา กเถตุํ น สกฺขิสฺสตีติ ฯ ภทฺเท มยฺหํ สกลรฏฺฐวาสิโน น กิญฺจิ โหนฺติ นาหํ เอเตสํ สามิโก เย ปน ราชานํ โกเปตฺวา อกตฺตพฺพํ กโรนฺติ เตสญฺเญวาหํ สามิโก อิมินา การเณน น สกฺกา ตุยฺหํ สกลรฏฺเฐ อิสฺสริยญฺจ อาณญฺจ ทาตุนฺติ ฯ เตนหิ เทว สเจ รฏฺเฐ วา นคเร วา อาณํ ทาตุํ น สกฺโกสิ อนฺโตนิเวสเน อนฺโตวลญฺชนกานํ อุปริ มม วเส วตฺตนตฺถาย อาณํ เทถาติ อาห ฯ ราชา ทิพฺพโผฏฺฐพฺเพน พทฺโธ ตสฺสา วจนํ อติกฺกมิตุํ อสกฺโกนฺโต สาธุ ภทฺเท อนฺโตวลญฺชนเกสุ ตุยฺหํ อาณํ ทมฺมิ ตฺวํ เอเต อตฺตโน วเส วตฺตาเปหีติ อาห ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา รญฺโญ นิทฺทํ โอกฺกนฺตกาเล ยกฺขนครํ คนฺตฺวา ยกฺเข ปกฺโกสิตฺวา อตฺตโน ราชานํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อฏฺฐิมตฺตํ เสเสตฺวา สพฺพํ นหารุจมฺมมํสโลหิตํ ขาทิ ฯ อวเสสยกฺขา มหาทฺวารโต ปฏฺฐาย อนฺโตนิเวสเน กุกฺกุฏฺกุกฺกุเร อาทึ กตฺวา สพฺเพ ขาทิตฺวา อฏฺฐี เสเส อกํสุ ฯ ปุนทิวเส ทฺวารํ ยถาปิหิตเมว ทิสฺวา มนุสฺสา ผรสูหิ กวาเฏ โกฏฺเฏตฺวา อนฺโต ปวิสิตฺวา สพฺพํ นิเวสนํ อฏฺฐิกปริปุณฺณํ ทิสฺวา สจฺจํ วต โส ปุริโส อาห นายํ มยฺหํ ปชาปติ ยกฺขินี เอสาติ ราชา ปน กิญฺจิ อชานิตฺวา ตํ คเหตฺวา อตฺตโน ภริยํ อกาสิ สายํ ยกฺเข ปกฺโกสิตฺวา สพฺพชนํ ขาทิตฺวา คตา ภวิสฺสตีติ อาหํสุ ฯ
โพธิสตฺโตปิ ตํ ทิวสํ ตสฺสาเยว สาลาย ปริตฺตวาลิกํ สีเส ปกฺขิปิตฺวา ปริตฺตสุตฺตํ ปริกฺขิปิตฺวา ขคฺคํ คเหตฺวา ฐิตโกว อรุณํ อุฏฺฐาเปสิ ฯ มนุสฺสา สกลราชนิเวสนํ โสเธตฺวา หริตุปลิตฺตํ กตฺวา อุปริ คนฺเธหิ วิลิมฺปิตฺวา ปุปฺผานิ วิกิริตฺวา ปุปฺผทามานิ โอสาเรตฺวา ธูปํ กตฺวา นวมาลา พนฺธิตฺวา สมฺมนฺตยึสุ หิยฺโย โส ปุริโส ทิพฺพรูปํ มาเปตฺวา ปจฺฉโต อาคจฺฉนฺตึ ยกฺขินึ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา โอโลกนมตฺตมฺปิ น อกาสิ โส อติวิย อุฬารสตฺโต ธิติมา ญาณสมฺปนฺโน ตาทิเส ปุริเส รฏฺฐํ อนุสาสนฺเต สพฺพํ รฏฺฐํ สุขิตํ ภวิสฺสติ ตํ ราชานํ กโรมาติ ฯ อถ สพฺเพ อมจฺจา จ นาครา จ เอกจฺฉนฺทา หุตฺวา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว ตุมฺเห อิมํ รชฺชํ กาเรถาติ วตฺวา นครํ ปเวเสตฺวา รตนราสิมฺหิ ฐเปตฺวา อภิสิญฺจิตฺวา ตกฺกสิลาราชานํ อกํสุ ฯ โส จตฺตาริ อคติคมนานิ วชฺเชตฺวา ทส ราชธมฺเม อโกเปตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมํ คาถมาห
สมติตฺติกํ อนวเสกํ
เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย
เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข สติยา
ปฏฺฐยาโน ทิสํ อคตปุพฺพนฺติ ฯ
ตตฺถ สมติตฺติกนฺติ อนฺโตมุขวฏฺฏิเลขํ ปาเปตฺวา สมภริตํ ฯ อนวเสกนฺติ อนวสิญฺจนกํ อปริสฺสาวนกํ กตฺวา ฯ เตลปตฺตนฺติ ปกฺขิตฺตติลเตลปตฺตํ ฯ ปริหเรยฺยาติ หเรยฺย อาทาย คจฺเฉยฺย ฯ เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเขติ ตํ เตลภริตปตฺตํ วิย อตฺตโน จิตฺตํ กายคตาสติยา โคจเร เจว สมฺปยุตฺตสฺสติยา จาติ อุภินฺนํปิ ธมฺมานํ อนฺตเร ปกฺขิปิตฺวา ยถา มุหุตฺตมฺปิ พหิทฺธา โคจเร น วิกฺขิปติ ตถา ปณฺฑิโต โยคาวจโร รกฺเขยฺย โคเปยฺย ฯ กึการณา ฯ เอตสฺส หิ
ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถกามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหนฺติ ฯ ตสฺมา
สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถกามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ ฯ อิทํ หิ
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ อิตรสฺส ปน
อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต
ปริปฺลวปฺปสาทสฺส ปญฺญา น ปริปูรติ ฯ จิรกมฺมฏฺฐานสหายสฺส ปน
อนวสฺสุตจิตฺตสฺส อนนฺวาหตเจตโส
ปุญฺญปาปปฺปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ ฯ ตสฺมา เอตํ
ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ
อุชุํ กโรติ เมธาวี อุสุกาโรว เตชนนฺติ ฯ
เอวํ อุชุํ กโรนฺโต สจิตฺตมนุรกฺเข ฯ ปฏฺฐยาโน ทิสํ อคตปุพฺพนฺติ อิมสฺมึ กายคตาสติกมฺมฏฺฐาเน กมฺมํ อารภิตฺวา อนมตคฺเค สํสาเร อคตปุพฺพํ ทิสํ ปฏฺเฐนฺโต ปิเหนฺโต วุตฺตนเยน สกจิตฺตํ รกฺเขยฺยาติ อตฺโถ ฯ กา ปเนสา ทิสา นาม ฯ
มาตาปิตา ทิสา ปุพฺเพ อาจริยา ทกฺขิณา ทิสา
ปุตฺตทารา ทิสา ปจฺฉา มิตฺตามจฺจา จ อุตฺตรา
ทาสกมฺมกรา เหฏฺฐา อุทฺธํ สมณพฺราหฺมณา
เอตา ทิสา นมสฺเสยฺย อปฺปมตฺโต กุเล คิหีติ
เอตฺถ ตาว ปุตฺตทาราทโย ทิสาติ วุตฺตา ฯ
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส
อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย
กตรํ ทิสํ ติฏฺฐติ นาคราชา
ยมทฺทสา สุปิเน ฉพฺพิสาณนฺติ
เอตฺถ ปุรตฺถิมาทิเภทา ทิสาว ทิสาติ วุตฺตา ฯ
อาคาริโน อนฺนทปานวตฺถทา
อวฺหายิกานมฺปิ ทิสํ วทนฺติ
เอสา ทิสา ปรมา เสตเกตุ
ยํ ปตฺวา ทุกฺขี สุขิโน ภวนฺตีติ เอตฺถ นิพฺพานํ ทิสาติ วุตฺตํ ฯ อิธาปิ ตเทว อธิปฺเปตํ ฯ ตญฺหิ ขยํ วิราคนฺติ อาทีหิ ทิสฺสติ ตสฺมา ทิสาติ วุจฺจติ ฯ อนมตคฺเค ปน สํสาเร เกนจิ พาลปุถุชฺชเนน สุปิเนปิ อคตปุพฺพตาย อคตปุพฺพทิสา นามาติ วุตฺตํ ฯ ตํ ปฏฺฐยนฺเตน กายคตาสติยา โยโค กรณีโยติ ฯ
เอวํ สตฺถา นิพฺพาเนน เทสนาย กูฏํ คเหตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชปริสา พุทฺธปริสา อเหสุํ รชฺชปฺปตฺตกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ
เตลปตฺตชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗