เตลปัตตชาดก
ว่าด้วยการรักษาจิต
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๖ · บรรทัด ๖๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ทรงรับสั่งว่านางผู้เจริญ ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้น มิได้เป็นสมบัติบางส่วนของฉันฉันไม่ได้เป็นเจ้าของของพวกนั้น แต่ชนเหล่าใดละเมิดพระราชกำหนดกฎหมาย กระทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เราเป็นเจ้าของคนพวกนั้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจให้ความเป็นใหญ่ และการบังคับในแว่นแคว้นทั้งสิ้นแก่เธอได้ นางกราบทูลว่า ทูลกระหม่อมเพคะ ถ้าพระองค์ไม่สามารถจะพระราชทานการบังคับในแว่นแคว้น หรือในพระนคร ก็ขอได้โปรดพระราชทานอำนาจเหนือปวงชนผู้รับใช้ข้างใน ภายในพระราชวัง เพื่อให้เป็นไปในอำนาจของหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า พระราชาทรงติดพระทัยโผฏฐัพพะดุจทิพย์เสียแล้ว ไม่สามารถจะละเลยถ้อยคำของนางได้ตรัสว่า ตกลงนางผู้เจริญ เราขอมอบอำนาจในหมู่ชนผู้รับใช้ภายในแก่เธอ เธอจงควบคุมคนเหล่านั้นให้เป็นไปในอำนาจของตนเถิด นางยักษิณีรับคำว่าดีแล้ว พระเจ้าข้า พอพระราชาบรรทมหลับสนิท ก็ไปเมืองยักษ์ชวนพวกยักษ์มา ยังพระราชาของตนให้ถึงชีพิตักษัย เคี้ยวกินหนังเนื้อและเลือดจนหมด เหลือไว้แต่เพียงกระดูก พวกยักษ์ที่เหลือก็พากันเคี้ยวกินคนและสัตว์ตั้งต้นแต่ไก่และสุนัข ภายในวังตั้งแต่ประตูใหญ่จนหมด เหลือไว้แต่กระดูก รุ่งเช้าพวกคนทั้งหลาย เห็นประตูวังยังปิดไว้ตามเดิมก็พากันพังบานประตูด้วยขวาน แล้วชวนกันเข้าไปภายใน เห็นพระราชวังทุกแห่งหน เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก จึงพูดกันว่าบุรุษคนนั้น พูดไว้เป็นความจริงหนอว่า นางนี้มิใช่เมียของเรามันเป็นยักษิณี แต่พระราชาไม่ทรงทราบอะไร ทรงพามันมาแต่งตั้งให้เป็นมเหสีของพระองค์ พอค่ำมันก็ชวนพวกยักษ์มากินคนเสียหมดแล้วไปเสีย เป็นแน่. ในวันนั้นแม้พระโพธิสัตว์ ก็ทรงใส่ทรายเศกพระปริตที่ศีรษะ วงด้ายเศกพระปริต ทรงถือพระขรรค์ประทับยืนอยู่ในศาลานั้น จนรุ่งอรุณ. พวกมนุษย์พากันทำความสะอาดพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้น ฉาบสีเหลือง ประพรมข้างบนด้วยของหอมโปรยดอกไม้ ห้อยพวงดอกไม้ อบควัน ผูกพวงดอกไม้ใหม่ แล้วปรึกษากันว่า เมื่อวานนี้บุรุษนั้นไม่ได้กระทำแม้เพียงแต่จะทำลายอินทรีย์ มองดูยักษิณีอันจำแลงรูปดุจรูปทิพย์เดินมาข้างหลังเลย เขาเป็นสัตว์ประเสริฐยิ่งล้น หนักแน่น สมบูรณ์ด้วยญาณ เมื่อบุรุษเช่นนั้น ปกครองแว่นแคว้น รัฐสีมามณฑลจักมีแต่สุขสันต์ พวกเราจงทำให้เขาเป็นพระราชาเถิด. ครั้งนั้นพวกอำมาตย์และชาวเมืองทุกคน ร่วมกันเป็นเอกฉันท์ เข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์ กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เชิญพระองค์ทรงครองราชสมบัตินี้เถิด พระเจ้าข้า. เชิญเสด็จเข้าสู่พระนครแล้วเชิญขึ้นประทับเหนือกองแก้ว อภิเศก กระทำให้เป็นพระราชาแห่งตักกสิลายนคร. ท้าวเธอทรงเว้นการลุอคติ ๔ มิให้ราชธรรม๑๐ กำเริบ ครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธก ครั้นตรัสรู้สัมโพธิญาณแล้ว ตรัสพระคาถานี้ความว่า " ผู้ปรารถนาทิศที่ยังไม่เคยไป พึงรักษาจิตของตนไว้ เหมือนคนประคองไปซึ่งโถน้ำมันอันเต็มเปี่ยมเสมอขอบ มิได้มีส่วนพร่องเลย" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมติตฺติกํ ความว่า เต็มเสมอขอบ ถึงลวดที่วงปากด้านใน. บทว่า อนวเสกํ ความว่า การทำให้ใส่ลงไปอีกไม่ได้ คือหยดลงไปไม่ได้อีกเลย. บทว่า เตลปตฺตํ ได้แก่โถที่เขาใส่น้ำมันงา. บทว่า ปริหเรยฺย ความว่า พึงประคองไป คือถือเอาไป. บทว่า เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข ความว่า พระโยคาวจรผู้เป็นบัณฑิต พึงประคองจิตของตน อันเป็นดุจโถที่เต็มเปี่ยมด้วยน้ำมันนั้นไว้ ในระหว่างแห่งธรรมแม้ทั้งสอง คือ ในอารมณ์กับสติ ที่ประกอบไว้เป็นอันดี แล้วพึงรักษาไว้คือ คุ้มครองไว้ด้วยกายคตาสติ โดยจิตไม่ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก แม้เพียงครู่เดียวฉันนั้น. เพราะเหตุไร ? " เพราะเหตุว่าการฝึกจิตที่ข่มได้ยาก เบาพลันตกไปในอารมณ์ที่ปรารถนานี้ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ จิตที่ฝึกแล้ว เป็นเหตุนำความสุขมาให้" เพราะฉะนั้น :"ท่านผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากแท้ ละเอียดลออ พลันตกไปในอารมณ์ที่น่าปรารถนา จิตที่คุ้มครองไว้ได้แล้ว นำความสุขมาให้" ด้วยว่า :" ชนเหล่าใด จักสำรวมจิตนี้ ซึ่งไปได้ไกลเที่ยวไปโดดเดี่ยว ไม่มีรูปร่าง อาศัยถ้ำ คือร่างกายไว้ได้ ชนเหล่านั้น จักพ้นจากบ่วงแห่ง
มารได้ " ส่วนคนนอกนี้ คือ" ผู้ที่มีจิตไม่มั่นคง ไม่ทราบพระสัทธรรมมีความเลื่อมใสรวนเร ย่อมมีปัญญาบริบูรณ์ไม่ได้" ส่วนผู้ที่คุ้นเคยกับพระกรรมฐานมานาน "มีจิตอันราคะไม่รั่วรดแล้ว มีใจอันโทสะตามกำจัดไม่ได้ ละบุญและบาปเสียได้แล้ว เป็นผู้ตื่นอยู่ ย่อมไม่มีภัยเลย" เพราะฉะนั้น :" ผู้มีปัญญา ย่อมกระทำจิตอันดิ้นรนกวัดแกว่ง รักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ให้ตรงเหมือนช่างศร ดัดลูกศรฉะนั้น" เมื่อพระโยคาวจรกระทำจิตให้ตรงอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า ตามรักษาจิตของตน. บทว่า ปฏฺยมาโน ทิสํ อคตปุพฺพํ ความว่า พระโยคาวจรเมื่อปรารถนาบริกรรม ในกายคตาสติกรรมฐานนี้แล้ว ปรารถนาต้องการทิศที่ยังไม่เคยไป ในสงสารอันไม่มีที่สุดและเบื้องต้นพึงรักษาจิตของตนโดยนัยดังกล่าวแล้ว. ก็ที่ชื่อว่า ทิศ นี้ คืออะไร เล่า ? ก่อนอื่น บุตรและภรรยาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า เป็นทิศดังในคาถานี้ว่า " มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลังมิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสและกรรมกรทั้งหลายเป็นทิศเบื้องต่ำ สมณะและพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ชนในสกุลไม่พึงประมาท นอบน้อมทิศเหล่านี้" ยังมีทิศต่าง ๆ แยกประเภทออกเป็นทิศบูรพาเป็นต้นท่านก็เรียกว่าทิศ ดังในคาถานี้ว่า :" ทิศใหญ่ ๔ ทิศเฉียง ๔ ทิศเบื้องบนเบื้องต่ำ รวมเป็น ๑๐ ทิศ เหล่านี้ หม่อมฉันได้เห็นพระยาช้าง ๖ วา ในความฝัน พระยาช้างนั้นสถิตย์อยู่ทิศไหน ?" พระนิพพานท่านก็เรียกว่าทิศ ดังในคาถานี้ว่า :"คฤหัสถ์ทั้งหลาย ผู้ให้ข้าวน้ำ และผ้าท่านกล่าวว่า เป็นทิศแม้ของบรรพชิต ผู้ขอร้องผู้มีทุกข์ ถึงทิศใดเล่าจึงจะมีความสุขได้ ทิศนี้เป็นทิศอย่างยิ่งนะ เจ้าเสตเกตุ" แม้ในบาทคาถานี้ ที่ว่า "ทิศที่ไม่เคยไป" ก็ประสงค์เอาทิศคือพระนิพพานนั่นแล. เพราะว่า พระนิพพานนั้น ย่อมปรากฏด้วยลักษณะเป็นต้นว่า ความสิ้นไป ความคลายกำหนัด เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกว่า ทิศ. ส่วนที่ตรัสว่า ชื่อว่าทิศที่ไม่เคยไป เพราะพาลปุถุชนไร ๆ ในสงสารอันหาเบื้องต้นและเบื้องปลายไม่พบนี้ ไม่เคยไปกันเลยแม้แต่ความฝัน. อันพระโยคาวจรผู้ปรารถนาทิศนั้น พึงกระทำความเพียร ในกายคตาสติ. พระบรมศาสดาทรงถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยพระนิพพาน ด้วยประการฉะนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ราชบริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้ ส่วนพระราชกุมารผู้ครองราชสมบัติในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเตลปัตตชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๕๓–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๔๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖. เตลปตฺตชาตกํ
สมติตฺติกํ อนวเสสกนฺติ อิทํ สตฺถา สุมฺภรฏฺเฐ เสตกํ นาม นิคมํ อุปนิสฺสาย อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ วิหรนฺโต ชนปทกลฺยาณิสุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตตฺร หิ ภควา เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ชนปทกลฺยาณี ชนปทกลฺยาณีติ โข ภิกฺขเว มหาชนกาโย สนฺนิปเตยฺย ฯ สา โข ปเนสา ชนปทกลฺยาณี ปรมปาสาวินี นจฺเจ ปรมปาสาวินี คีเต ชนปทกลฺยาณี นจฺจติ คายตีติ โข ภิกฺขเว ภิยฺโยโส มตฺตาย มหาชนกาโย สนฺนิปเตยฺย ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกูโล ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺย อยนฺเต อมฺโภ ปุริส สมติตฺติโก เตลปตฺโต อนฺตเร จ มหาชนกายสฺส อนฺตเร จ ชนปทกลฺยาณิยา หริตพฺโพ ปุริโส จ ตํ อุกฺขิตฺตาสิโก ฐิโต ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิสฺสติ ยตฺเถว ตํ โถกํปิ ฉฑฺเฑสฺสสิ ตตฺเถว เต สิรํ ปาเตสฺสามีติ ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ โข โส ปุริโส อมุํ เตลปตฺตํ อมนสิกริตฺวา พหิทฺธา ปมาทํ อาหเรยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อุปมา โข มฺยายํ ภิกฺขเว กตา อตฺถสฺส วิญฺญาปนาย อยเมตฺถ อตฺโถ สมติตฺติโกเตลปตฺโตติ โข ภิกฺขเว กายคตาเยตํ สติยา อธิวจนํ ฯ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ กายคตา โน สติ ภาวิตา ภวิสฺสติ สุสมารทฺธาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ อิทํ ชนปทกลฺยาณิสุตฺตํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ กเถสิ ฯ
ตตฺถายํ สงฺเขปตฺโถ ชนปทกลฺยาณีติ ชนปทมฺหิ กลฺยาณี อุตฺตมา ฉสฺสรีรโทสวิรหิตา ปญฺจกลฺยาณสมนฺนาคตา สา หิ ยสฺมา นาติทีฆา นาติรสฺสา นาติกีสา นาติถูลา นาติกาฬา นาจฺโจทาตา อติกฺกนฺตา มานุสกํ วณฺณํ อปฺปตฺตา เทววณฺณํ ตสฺมา ฉสฺสรีรโทสวิรหิตา นาม สา หิ ยสฺมา ฉวิกลฺยาณํ มํสกลฺยาณํ นหารุกลฺยาณํ อฏฺฐิกลฺยาณํ วยกลฺยาณนฺติ อิเมหิ จ ปญฺจหิ กลฺยาเณหิ สมนฺนาคตา ปญฺจกลฺยาณสมนฺนาคตา นาม ฯ ตสฺสา หิ อาคนฺตุโก ภาสกิจฺจนฺนาม นตฺถิ อตฺตโน สรีโรภาเสเนว ทฺวาทสหตฺเถ ฐาเน อาโลกํ กโรติ ปิยงฺคุสมา วา โหติ สุวณฺณสมา วา โหติ อยมสฺสา ฉวิกลฺยาณตา ฯ จตฺตาโร ปนสฺสา หตฺถปาทา มุขปริโยสานญฺจ ลาขารสปริกมฺมกตํ วิย รตฺตปฺปวาฬรตฺตกมฺพลสทิสํ โหติ อยมสฺสา มํสกลฺยาณตา ฯ วีสตินขปตฺตานิ มํสโต อมุตฺตฏฺฐาเน ลาขารสปูริตานิ วิย มุตฺตฏฺฐาเน ขีรธารสทิสานิ อยมสฺสา นหารุกลฺยาณตา ฯ ทฺวตฺตึส ทนฺตา สุผุสฺสิตา สุโธตฏฺฐปิตวชิรปนฺตี วิย ขายนฺติ อยมสฺสา อฏฺฐิกลฺยาณตา ฯ วีสวสฺสสติกาปิ ปน สมานา โสฬสวสฺสุทฺเทสิกา วิย โหติ นิพฺพลิปลิตา อยมสฺสา วยกลฺยาณตา ฯ ปรมปาสาวินีติ เอตฺถ ปน ปสวนํ ปสโว ปวตฺตตีติ อตฺโถ ฯ ปสโวเอว ปาสาโว ฯ ปรโม ปาสาโว ปรมปาสาโว ฯ โส อสฺสา อตฺถีติ ปรมปาสาวินี ฯ นจฺเจ วา คีเต วา อุตฺตมปฺปวตฺติ เสฏฺฐกิริยา อุตฺตมเมว นจฺจํ นจฺจติ คีตญฺจ คายตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺยาติ น อตฺตโน รุจิยา อาคจฺเฉยฺย ฯ อยมฺปเนตฺถ อธิปฺปาโย อเถตฺถ มหาชนมชฺเฌ ชนปทกลฺยาณิยา นจฺจมานาย สาธุ สาธูติ สาธุกาเรสุ องฺคุลิโปฐเนสุ เจลุกฺเขเปสุ จ ปวตฺตมาเนสุ ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา ราชา พนฺธนาคารโต เอกํ ปุริสํ ปกฺโกสาเปตฺวา นิคฬานิ ภินฺทิตฺวา สมติตฺติกํ สุปริปุณฺณํ เตลปตฺตํ ตสฺส หตฺเถ ทตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ ทฬฺหํ คาหาเปตฺวา เอกํ อสิหตฺถํ ปุริสํ อาณาเปสิ เอตํ คเหตฺวา ชนปทกลฺยาณิยา สมชฺชฏฺฐานํ คจฺฉ ยตฺเถว เจส ปมาทํ อาคมฺม เอกมฺปิ เตลวินฺทุํ ฉฑฺเฑติ ตตฺเถวสฺส สีสํ ฉินฺทาติ ฯ โส ปุริโส อสึ อุกฺขิปิตฺวา ตํ ตชฺเชนฺโต ตตฺถ เนสิ ฯ โส มรณภเยน ตชฺชิโต ชีวิตุกามตาย ปมาทวเสน ตํ อมนสิกตฺวา สกึปิ อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา ตํ ชนปทกลฺยาณึ น โอโลเกสิ ฯ เอวํ ภูตปุพฺพเมเวตํ วตฺถุํ ฯ สุตฺเต ปน ปริกปฺปวเสเนตํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ ฯ อุปมา โข มฺยายนฺติ เอตฺถ ปน เตลปตฺตสฺส ตาว กายคตาย สติยา โอปมฺมสํสนฺทนํ กตเมว ฯ เอตฺถ ปน ราชา วิย กมฺมํ ทฏฺฐพฺพํ อสิ วิย กิเลสา อุกฺขิตฺตาสิกปุริโส วิย มาโร เตลปตฺตหตฺโถ ปุริโส วิย กายคตาสติภาวโก วิปสฺสกโยคาวจโร ฯ
อิติ ภควา กายคตาสตึ ภาเวตุกาเมน ภิกฺขุนา เตลปตฺตหตฺเถน เตน ปุริเสน วิย สตึ อวิสฺสชฺเชตฺวา อปฺปมตฺเตน กายคตาสติ ภาเวตพฺพาติ อิมํ สุตฺตํ อาหริตฺวา ทสฺเสติ ฯ ภิกฺขู อิมํ สุตฺตญฺจ อตฺถญฺจ สุตฺวา เอวมาหํสุ ทุกฺกรํ ภนฺเต เตน ปุริเสน กตํ ตถารูปํ ชนปทกลฺยาณึ อโนโลเกตฺวา เตลปตฺตํ อาทาย คจฺฉนฺเตนาติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว เตน ทุกฺกรํ กตํ สุกรเมเวตํ กสฺมา อุกฺขิตฺตาสิเกน ปุริเสน สนฺตชฺเชตฺวา นียมานตาย ยมฺปน ปุพฺเพ ปณฺฑิตา อปฺปมาเทน สตึ อวิสฺสชฺเชตฺวา อภิสงฺขตํ ทิพฺพรูปมฺปิ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา อโนโลเกตฺวาว คนฺตฺวา รชฺชํ ปาปุณึสุ เอตํ ทุกฺกรนฺติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส รญฺโญ ปุตฺตสตสฺส สพฺพกนิฏฺโฐ หุตฺวา นิพฺพตฺติตฺวา อนุปุพฺเพน วิญฺญุตํ ปาปุณิ ฯ ตทา จ รญฺโญ เคเห ปจฺเจกพุทฺธา ภุญฺชนฺติ ฯ โพธิสตฺโต เตสํ เวยฺยาวจฺจํ กโรติ ฯ โส เอกทิวสํ จินฺเตสิ มม พหู ภาตโร ลจฺฉามิ นุ โข อหํ อิมสฺมึ นคเร กุลสนฺตกํ รชฺชํ อุทาหุ โนติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ ปจฺเจกพุทฺเธ ปุจฺฉิตฺวา ชานิสฺสามีติ ฯ โส ทุติยทิวเส ปจฺเจกพุทฺเธสุ อาคเตสุ ธมฺมกรกํ อาทาย ปานียํ ปริสฺสาเวตฺวา ปาเท โธวิตฺวา เตเลน มกฺเขตฺวา เตสํ อนฺตเร ขชฺชกํ ขาทิตฺวา นิสินฺนกาเล วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ตมตฺถํ ปุจฺฉิ ฯ อถ นํ เต อโวจุํ กุมาร น ตฺวํ อิมสฺมึ นคเร รชฺชํ ลภิสฺสสิ อิโต ปน วีสติโยชนสตมตฺถเก คนฺธารรฏฺเฐ ตกฺกสิลานครํ นาม อตฺถิ ตตฺถ คนฺตุํ สกฺโกนฺโต อิโต สตฺตเม ทิวเส รชฺชํ ลจฺฉสิ อนฺตรามคฺเค ปน มหาวตฺตนิอฏฺวิยํ ปริปนฺโถ อตฺถิ ตํ อฏฺวึ ปริหริตฺวา คจฺฉนฺตสฺส วีสติโยชนสติโก มคฺโค โหติ อุชุํ คจฺฉนฺตสฺส ปญฺญาส โยชนานิ โหนฺติ โส หิ อมนุสฺสกนฺตาโร นาม ตตฺถ ยกฺขินิโย อนฺตรามคฺเค คาเม จ สาลาโย จ มาเปตฺวา อุปริสุวณฺณตารกวิจิตฺตวิตานํ มหารหํ สยนํ ปญฺญาเปตฺวา นานาวิราคปฏฺฏสาณิโย ปริกฺขิปิตฺวา ทิพฺพาลงฺกาเรหิ อตฺตภาวํ มณฺเฑตฺวา สาลาสุ นิสีทิตฺวา คจฺฉนฺเต ปุริเส มธุราหิ วาจาหิ สงฺคณฺหิตฺวา กิลนฺตรูปา วิย ปญฺญายถ อิธาคนฺตฺวา นิสีทิตฺวา ปานียํ ปิวิตฺวา คจฺฉถาติ ปกฺโกสิตฺวา อาคตานํ อาสนานิ ทตฺวา อตฺตโน รูปลีฬฺหาวิลาเสหิ ปโลเภตฺวา กิเลสวสิเก กตฺวา อตฺตนา สทฺธึ อชฺฌาจาเร กเต ตตฺเถว เน โลหิเตน ปคฺฆรนฺเตน ขาทิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปนฺติ รูปโคจรํ สตฺตํ รูเปเนว คณฺหนฺติ สทฺทโคจรํ สตฺตํ มธุเรน คีตวาทิตสทฺเทน คนฺธโคจรํ สตฺตํ ทิพฺพคนฺเธหิ รสโคจรํ สตฺตํ ทิพฺเพน นานคฺครสโภชเนน โผฏฺฐพฺพโคจรํ สตฺตํ อุภโตโลหิตกูปธาเนหิ ทิพฺพสยเนหิ สเจ ปญฺจ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา ตา อโนโลเกตฺวา สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา คมิสฺสสิ สตฺตเม ทิวเส ตตฺถ รชฺชํ ลจฺฉสีติ ฯ โพธิสตฺโต โหตุ ภนฺเต ตุมฺหากํ โอวาทํ คเหตฺวา กึ เอตา โอโลเกสฺสามีติ ปจฺเจกพุทฺเธหิ ปริตฺตํ การาเปตฺวา ปริตฺตวาลิกญฺเจว ปริตฺตสุตฺตญฺจ อาทาย ปจฺเจกพุทฺเธ จ มาตาปิตโร จ วนฺทิตฺวา นิเวสนํ คนฺตฺวา อตฺตโน ปุริเส อาห อหํ ตกฺกสิลายํ รชฺชํ คเหตุํ คจฺฉามิ ตุมฺเห อิเธว ติฏฺฐถาติ ฯ อถ นํ ปญฺจ ชนา อาหํสุ มยมฺปิ อนุคจฺฉามาติ ฯ น สกฺกา ตุมฺเหหิ อนุคนฺตุํ อนฺตรามคฺเค กิร ยกฺขินิโย รูปาทิโคจเร มนุสฺเส เอวญฺเจวญฺจ รูปาทีหิ ปโลเภตฺวา คณฺหนฺติ มหา ปริปนฺโถ อหมฺปน อตฺตานํ ตกฺเกตฺวา คจฺฉามีติ ฯ กึ ปน เต เทว มยํ ตุมฺเหหิ สทฺธึ คจฺฉนฺตา อตฺตโน ปิยานิ รูปาทีนิ โอโลเกสฺสาม มยมฺปิ ตตฺเถว คมิสฺสามาติ ฯ โพธิสตฺโต เตนหิ อปฺปมตฺตา โหถาติ เต ปญฺจ ชเน อาทาย ปฏิปชฺชิ ฯ
ยกฺขินิโย คามาทีนิ มาเปตฺวา นิสีทึสุ ฯ เตสุ รูปโคจโร ปุริโส ตา ยกฺขินิโย โอโลเกตฺวา รูปารมฺมเณ ปฏิพทฺธจิตฺโต โถกํ โอหียิ ฯ โพธิสตฺโต กึ โภ โถกํ โอหียสีติ อาห ฯ เทว ปาทา เม รุชฺฌนฺติ โถกํ สาลายํ นิสีทิตฺวา อาคมิสฺสามีติ ฯ อมฺโภ เอตา ยกฺขินิโย มา โข ปฏฺเฐสีติ ฯ ยํ โหติ ตํ โหตุ น สกฺโกมิ เทวาติ ฯ เตนหิ ปญฺญายิสฺสสีติ ฯ อิตเร จตฺตาโร อาทาย อคมาสิ ฯ โส รูปโคจรโก ตาสํ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ตา อตฺตนา สทฺธึ อชฺฌาจาเร กเต ตํ ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา อญฺญํ สาลํ มาเปตฺวา นานาตุริยานิ คเหตฺวา คายมานา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ สทฺทโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทิตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา นานปฺปกาเร คนฺธกรณฺฑเก ปูเรตฺวา อาปณํ ปสาเรตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ คนฺธโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทิตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา นานคฺครสานํ ทิพฺพโภชนานํ ภาชนานิ ปูเรตฺวา โอทนอาปณํ ปสาเรตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ รสโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทิตฺวา ปุรโต คนฺตฺวา ทิพฺพสยนานิ ปญฺญาเปตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตตฺถ โผฏฺฐพฺพโคจรโก โอหียิ ฯ ตมฺปิ ขาทึสุ ฯ
โพธิสตฺโต เอกโกว อโหสิ ฯ อเถกา ยกฺขินี อติขรมนฺโต วตายํ อหํ ตํ ขาทิตฺวาว นิวตฺติสฺสามีติ โพธิสตฺตสฺส ปจฺฉโต ปจฺฉโต อคมาสิ ฯ อฏวิยา ปรภาเค วนกมฺมิกาทโย ยกฺขินึ ทิสฺวา อยนฺเต ปุรโต คจฺฉนฺโต ปุริโส กึ โหตีติ ปุจฺฉึสุ ฯ โกมารสามิโย เม อยฺยาติ ฯ อมฺโภ อยํ เอวํ สุขุมาลา ปุปฺผทามสทิสา สุวณฺณวณฺณา กุมาริกา อตฺตโน กุลํ ฉฑฺเฑตฺวา ภวนฺตํ ตกฺเกตฺวา นิกฺขนฺตา กสฺมา เอตํ กิลเมตฺวา อาทาย น คจฺฉสีติ ฯ เนสา อยฺยา มยฺหํ ปชาปติ ยกฺขินี เอสา เอตาย เม ปญฺจ มนุสฺสา ขาทิตาติ ฯ อยฺยา ปุริสา นาม กุทฺธกาเล อตฺตโน ปชาปติโย ยกฺขินิโยปิ กโรนฺติ เปติโยปีติ ฯ ยกฺขินี อาคจฺฉมานา คพฺภินีวณฺณํ ทสฺเสตฺวา ปุน สกึ วิชาตวณฺณํ กตฺวา ปุตฺตํ องฺเกนาทาย โพธิสตฺตํ อนุพนฺธิ ฯ ทิฏฺฐทิฏฺฐา ปุริมนเยเนว ปุจฺฉนฺติ ฯ โพธิสตฺโตปิ ตเถว วตฺวา คจฺฉนฺโต ตกฺกสิลํ ปาปุณิ ฯ สา ปุตฺตํ อนฺตรธาเปตฺวา เอกิกาว อนุพนฺธิ ฯ โพธิสตฺโต นครํ คนฺตฺวา เอกิสฺสา สาลาย นิสีทิ ฯ สาปิ โข ยกฺขินี โพธิสตฺตสฺส เตเชน ปวิสิตุํ อสกฺโกนฺตี ทิพฺพรูปํ มาเปตฺวา สาลาทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ
ตสฺมึ สมเย ตกฺกสิลโต ราชา อุยฺยานํ คจฺฉนฺโต ตํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา คจฺฉ ปุจฺฉ อิมิสฺสา สสฺสามิกภาวํ วา อสฺสามิกภาวํ วา ชานาหีติ มนุสฺสํ เปเสสิ ฯ โส ตํ อุปสงฺกมิตฺวา สสฺสามิกาสีติ ปุจฺฉิ ฯ อาม อยฺย อยํ เม สาลายํ นิสินฺโน สามิโกติ ฯ โพธิสตฺโต เนสา มยฺหํ ปชาปติ ยกฺขินี เอสา เอตาย เม ปญฺจ มนุสฺสา ขาทิตาติ อาห ฯ สาปิ ปุริสา นาม อยฺย กุทฺธกาเล ยํ อิจฺฉนฺติ ตํ วทนฺตีติ อาห ฯ โส อุภินฺนมฺปิ วจนํ รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา อสฺสามิกภณฺฑํ นาม ราชสนฺตกํ โหตีติ ยกฺขินึ ปกฺโกสาเปตฺวา เอกหตฺถิปิฏฺเฐ นิสีทาเปตฺวา นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปาสาทํ อภิรุยฺห ตํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐเปสิ ฯ โส นฺหาตานุวิลิตฺโต สายมาสํ ภุญฺชิตฺวา สิริสยนํ อภิรุหิ ฯ สาปิ ยกฺขินี อตฺตโน อุปกปฺปนกํ อาหารํ อาหริตฺวา อลงฺกตปฺปฏิยตฺตา สิริสยเน รญฺญา สทฺธึ นิปชฺชิตฺวา รญฺโญ รติวเสน สุขสมปฺปิตสฺส นิปนฺนกาเล เอเกน ปสฺเสน ปริวตฺติตฺวา ปโรทิ ฯ อถ นํ ราชา ภทฺเท กึ โรทสีติ ปุจฺฉิ ฯ เทว อหํ ตุมฺเหหิ มคฺเค ทิสฺวา อานีตา ตุมฺหากญฺจ เคเห พหู อิตฺถิโย สาหํ สปตีนํ อนฺตเร วสมานา กถาย อุปฺปนฺนาย โก ตุยฺหํ มาตรํ วา ปิตรํ วา โคตฺตํ วา ชาตึ วา ชานาติ ตฺวํ อนฺตรามคฺเค ทิสฺวา อานีตา นามาติ สีเส คเหตฺวา นิปฺปีฬิยมานา วิย มงฺกุ ภวิสฺสามิ สเจ ตุมฺเห สกลรฏฺเฐ อิสฺสริยญฺจ อาณญฺจ มยฺหํ ทเทยฺยาถ โกจิ มยฺหํ จิตฺตํ โกเปตฺวา กเถตุํ น สกฺขิสฺสตีติ ฯ ภทฺเท มยฺหํ สกลรฏฺฐวาสิโน น กิญฺจิ โหนฺติ นาหํ เอเตสํ สามิโก เย ปน ราชานํ โกเปตฺวา อกตฺตพฺพํ กโรนฺติ เตสญฺเญวาหํ สามิโก อิมินา การเณน น สกฺกา ตุยฺหํ สกลรฏฺเฐ อิสฺสริยญฺจ อาณญฺจ ทาตุนฺติ ฯ เตนหิ เทว สเจ รฏฺเฐ วา นคเร วา อาณํ ทาตุํ น สกฺโกสิ อนฺโตนิเวสเน อนฺโตวลญฺชนกานํ อุปริ มม วเส วตฺตนตฺถาย อาณํ เทถาติ อาห ฯ ราชา ทิพฺพโผฏฺฐพฺเพน พทฺโธ ตสฺสา วจนํ อติกฺกมิตุํ อสกฺโกนฺโต สาธุ ภทฺเท อนฺโตวลญฺชนเกสุ ตุยฺหํ อาณํ ทมฺมิ ตฺวํ เอเต อตฺตโน วเส วตฺตาเปหีติ อาห ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา รญฺโญ นิทฺทํ โอกฺกนฺตกาเล ยกฺขนครํ คนฺตฺวา ยกฺเข ปกฺโกสิตฺวา อตฺตโน ราชานํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อฏฺฐิมตฺตํ เสเสตฺวา สพฺพํ นหารุจมฺมมํสโลหิตํ ขาทิ ฯ อวเสสยกฺขา มหาทฺวารโต ปฏฺฐาย อนฺโตนิเวสเน กุกฺกุฏฺกุกฺกุเร อาทึ กตฺวา สพฺเพ ขาทิตฺวา อฏฺฐี เสเส อกํสุ ฯ ปุนทิวเส ทฺวารํ ยถาปิหิตเมว ทิสฺวา มนุสฺสา ผรสูหิ กวาเฏ โกฏฺเฏตฺวา อนฺโต ปวิสิตฺวา สพฺพํ นิเวสนํ อฏฺฐิกปริปุณฺณํ ทิสฺวา สจฺจํ วต โส ปุริโส อาห นายํ มยฺหํ ปชาปติ ยกฺขินี เอสาติ ราชา ปน กิญฺจิ อชานิตฺวา ตํ คเหตฺวา อตฺตโน ภริยํ อกาสิ สายํ ยกฺเข ปกฺโกสิตฺวา สพฺพชนํ ขาทิตฺวา คตา ภวิสฺสตีติ อาหํสุ ฯ
โพธิสตฺโตปิ ตํ ทิวสํ ตสฺสาเยว สาลาย ปริตฺตวาลิกํ สีเส ปกฺขิปิตฺวา ปริตฺตสุตฺตํ ปริกฺขิปิตฺวา ขคฺคํ คเหตฺวา ฐิตโกว อรุณํ อุฏฺฐาเปสิ ฯ มนุสฺสา สกลราชนิเวสนํ โสเธตฺวา หริตุปลิตฺตํ กตฺวา อุปริ คนฺเธหิ วิลิมฺปิตฺวา ปุปฺผานิ วิกิริตฺวา ปุปฺผทามานิ โอสาเรตฺวา ธูปํ กตฺวา นวมาลา พนฺธิตฺวา สมฺมนฺตยึสุ หิยฺโย โส ปุริโส ทิพฺพรูปํ มาเปตฺวา ปจฺฉโต อาคจฺฉนฺตึ ยกฺขินึ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา โอโลกนมตฺตมฺปิ น อกาสิ โส อติวิย อุฬารสตฺโต ธิติมา ญาณสมฺปนฺโน ตาทิเส ปุริเส รฏฺฐํ อนุสาสนฺเต สพฺพํ รฏฺฐํ สุขิตํ ภวิสฺสติ ตํ ราชานํ กโรมาติ ฯ อถ สพฺเพ อมจฺจา จ นาครา จ เอกจฺฉนฺทา หุตฺวา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว ตุมฺเห อิมํ รชฺชํ กาเรถาติ วตฺวา นครํ ปเวเสตฺวา รตนราสิมฺหิ ฐเปตฺวา อภิสิญฺจิตฺวา ตกฺกสิลาราชานํ อกํสุ ฯ โส จตฺตาริ อคติคมนานิ วชฺเชตฺวา ทส ราชธมฺเม อโกเปตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมํ คาถมาห
สมติตฺติกํ อนวเสกํ
เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย
เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข สติยา
ปฏฺฐยาโน ทิสํ อคตปุพฺพนฺติ ฯ
ตตฺถ สมติตฺติกนฺติ อนฺโตมุขวฏฺฏิเลขํ ปาเปตฺวา สมภริตํ ฯ อนวเสกนฺติ อนวสิญฺจนกํ อปริสฺสาวนกํ กตฺวา ฯ เตลปตฺตนฺติ ปกฺขิตฺตติลเตลปตฺตํ ฯ ปริหเรยฺยาติ หเรยฺย อาทาย คจฺเฉยฺย ฯ เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเขติ ตํ เตลภริตปตฺตํ วิย อตฺตโน จิตฺตํ กายคตาสติยา โคจเร เจว สมฺปยุตฺตสฺสติยา จาติ อุภินฺนํปิ ธมฺมานํ อนฺตเร ปกฺขิปิตฺวา ยถา มุหุตฺตมฺปิ พหิทฺธา โคจเร น วิกฺขิปติ ตถา ปณฺฑิโต โยคาวจโร รกฺเขยฺย โคเปยฺย ฯ กึการณา ฯ เอตสฺส หิ
ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถกามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหนฺติ ฯ ตสฺมา
สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถกามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ ฯ อิทํ หิ
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ อิตรสฺส ปน
อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต
ปริปฺลวปฺปสาทสฺส ปญฺญา น ปริปูรติ ฯ จิรกมฺมฏฺฐานสหายสฺส ปน
อนวสฺสุตจิตฺตสฺส อนนฺวาหตเจตโส
ปุญฺญปาปปฺปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ ฯ ตสฺมา เอตํ
ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ
อุชุํ กโรติ เมธาวี อุสุกาโรว เตชนนฺติ ฯ
เอวํ อุชุํ กโรนฺโต สจิตฺตมนุรกฺเข ฯ ปฏฺฐยาโน ทิสํ อคตปุพฺพนฺติ อิมสฺมึ กายคตาสติกมฺมฏฺฐาเน กมฺมํ อารภิตฺวา อนมตคฺเค สํสาเร อคตปุพฺพํ ทิสํ ปฏฺเฐนฺโต ปิเหนฺโต วุตฺตนเยน สกจิตฺตํ รกฺเขยฺยาติ อตฺโถ ฯ กา ปเนสา ทิสา นาม ฯ
มาตาปิตา ทิสา ปุพฺเพ อาจริยา ทกฺขิณา ทิสา
ปุตฺตทารา ทิสา ปจฺฉา มิตฺตามจฺจา จ อุตฺตรา
ทาสกมฺมกรา เหฏฺฐา อุทฺธํ สมณพฺราหฺมณา
เอตา ทิสา นมสฺเสยฺย อปฺปมตฺโต กุเล คิหีติ
เอตฺถ ตาว ปุตฺตทาราทโย ทิสาติ วุตฺตา ฯ
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส
อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย
กตรํ ทิสํ ติฏฺฐติ นาคราชา
ยมทฺทสา สุปิเน ฉพฺพิสาณนฺติ
เอตฺถ ปุรตฺถิมาทิเภทา ทิสาว ทิสาติ วุตฺตา ฯ
อาคาริโน อนฺนทปานวตฺถทา
อวฺหายิกานมฺปิ ทิสํ วทนฺติ
เอสา ทิสา ปรมา เสตเกตุ
ยํ ปตฺวา ทุกฺขี สุขิโน ภวนฺตีติ เอตฺถ นิพฺพานํ ทิสาติ วุตฺตํ ฯ อิธาปิ ตเทว อธิปฺเปตํ ฯ ตญฺหิ ขยํ วิราคนฺติ อาทีหิ ทิสฺสติ ตสฺมา ทิสาติ วุจฺจติ ฯ อนมตคฺเค ปน สํสาเร เกนจิ พาลปุถุชฺชเนน สุปิเนปิ อคตปุพฺพตาย อคตปุพฺพทิสา นามาติ วุตฺตํ ฯ ตํ ปฏฺฐยนฺเตน กายคตาสติยา โยโค กรณีโยติ ฯ
เอวํ สตฺถา นิพฺพาเนน เทสนาย กูฏํ คเหตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชปริสา พุทฺธปริสา อเหสุํ รชฺชปฺปตฺตกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ
เตลปตฺตชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗