ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. ธรรมบท
  8. /
  9. ๕. พาลวรรค

๕. พาลวรรค

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๑๕ · บรรทัด ๔๓๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. พาลวรรค

หมวดว่าด้วยคนพาล ๑-

๑. อัญญตรปุริสวัตถุ

เรื่องชายคนใดคนหนึ่ง

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล และชายคนหนึ่ง ดังนี้)

[๖๐]

ราตรีหนึ่ง ยาวนานสำหรับคนผู้ตื่นอยู่

ระยะทางโยชน์หนึ่ง ยาวไกลสำหรับคนผู้เมื่อยล้า

สังสารวัฏ ๒- ยาวนานสำหรับคนพาลผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คนพาล ในที่นี้หมายถึงคนโง่ ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า ไม่รู้จักพระ

@สัทธรรมมีโพธิปักขิยธรรม และอริยสัจ ๔ เป็นต้น จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๐,

@ขุ.ธ.ฏีกา ๘๑)

@๒ สังสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๐)

๒. มหากัสสปสัทธิวิหาริกวัตถุ

เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุผู้อยู่ในกรุงราชคฤห์ ดังนี้)

[๖๑]

หากบุคคลเที่ยวหาคนดีกว่าตน หรือเสมอกับตนไม่ได้

ก็ควรถือการเที่ยวไปคนเดียวให้มั่นคง

เพราะจะหาความเป็นเพื่อน ๑- ในคนพาลไม่ได้เลย

๓. อานันทเสฏฐิวัตถุ

เรื่องอานันทเศรษฐี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เศรษฐีชื่อมูลสิริบุตรของอานันทเศรษฐี ดังนี้)

[๖๒]

คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า “เรามีบุตร เรามีทรัพย์”

แท้จริง ตัวตนก็ไม่มี บุตรและทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน

๔. คัณฐิเภทกโจรวัตถุ

เรื่องโจรผู้ทำลายปม

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่โจรผู้ทำลายปมและชนทั้งหลาย ดังนี้)

[๖๓]

คนพาลที่รู้ตัวว่าเป็นคนพาล

ยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง

แต่คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต

นั่นแหละ เรียกว่า คนพาลแท้

@เชิงอรรถ :

@๑ ความเป็นเพื่อน ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมที่ได้จากความเป็นเพื่อนคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐

@ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนา มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๑๙-๑๒๐)

๕. อุทายิเถรวัตถุ

เรื่องพระอุทายีเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๖๔]

คนพาล แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตชั่วชีวิต

ก็ไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง ฉะนั้น

๖. ปาเฐยยกภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๖๕]

วิญญูชน แม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตเพียงชั่วครู่

ก็รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกง ฉะนั้น

๗. สุปปพุทธกุฏฐิวัตถุ

เรื่องนายสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๖๖]

คนพาลผู้มีปัญญาทราม ทำตนให้เป็นดุจข้าศึก

เที่ยวทำบาปกรรมที่ให้ผลเผ็ดร้อน

๘. กัสสกวัตถุ

เรื่องชาวนา

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ชาวนาคนหนึ่ง ดังนี้)

[๖๗]

บุคคลทำกรรมใดแล้ว

ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง

ร้องไห้น้ำตานองหน้า เสวยผลกรรมอยู่

กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมไม่ดี

๙. สุมนมาลาการวัตถุ

เรื่องช่างดอกไม้ชื่อสุมนะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๖๘]

บุคคลทำกรรมใดแล้ว

ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง

อิ่มเอิบ ดีใจ เสวยผลกรรมอยู่

กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมดี

๑๐. อุปปลวัณณาเถรีวัตถุ

เรื่องพระอุบลวัณณาเถรี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๖๙]

ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล

คนพาลย่อมสำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง ๑-

แต่เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้นคนพาลย่อมประสบทุกข์

@เชิงอรรถ :

@๑ สำคัญบาปดุจน้ำผึ้ง หมายถึงสำคัญว่าบาปอกุศลที่ตนทำอยู่ ปรากฏน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ

@เหมือนน้ำผึ้ง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๔๒)

๑๑. ชัมพุกาชีวกวัตถุ

เรื่องอาชีวกชื่อชัมพุกะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่มหาชนชาวแคว้นอังคะและมคธ ดังนี้)

[๗๐]

คนพาลถึงใช้ปลายหญ้าคาจิ้มอาหารกินทุกๆ เดือน

เขาก็ไม่ได้รับผลแห่งการปฏิบัติเช่นนั้น

เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว ๑-

๑๒. อหิเปตวัตถุ

เรื่องเปรตผู้มีรูปร่างเหมือนงู

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๑]

บาปกรรมที่บุคคลทำแล้วยังไม่ให้ผลทันที

เหมือนน้ำนมที่รีดในวันนี้

บาปกรรมนั้นจะค่อยๆ เผาผลาญคนพาล

เหมือนไฟที่ถูกเถ้ากลบไว้ ฉะนั้น

๑๓. สัฏฐิกูฏเปตวัตถุ

เรื่องเปรตถูกค้อนต่อยศีรษะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๒]

ความรู้ ๒- เกิดแก่คนพาลเพียงเพื่อทำลายถ่ายเดียว

ความรู้ของคนพาลนั้น กำจัดคุณงามความดี

ทำปัญญาของเขาให้ตกต่ำ

@เชิงอรรถ :

@๑ ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว หมายถึงผู้มีธรรมอันรู้แล้ว ผู้มีธรรมอันชั่งได้แล้ว ในที่นี้หมายถึง พระโสดาบัน

@จนถึงพระอรหันต์ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๕๓)

@๒ ความรู้ ในที่นี้หมายรวมถึงศิลปะ ยศ ชื่อเสียง (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๓)

๑๔. สุธัมมเถรวัตถุ

เรื่องพระสุธัมมเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระสุธัมมเถระ ดังนี้)

[๗๓]

ภิกษุพาลปรารถนาการยกย่องที่ตนไม่มี ๑-

ปรารถนาให้ภิกษุทั้งหลายตามแวดล้อมตน

ปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส

และปรารถนาเครื่องบูชาจากชาวบ้านทั้งหลาย

[๗๔]

ภิกษุพาลเกิดความดำริว่า

“ขอให้คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้ง ๒ ฝ่าย จงเข้าใจว่า

เราผู้เดียวทำกิจนี้ เราผู้เดียวพึงมีอำนาจในการงาน

ไม่ว่ากิจการใหญ่หรือเล็ก”

ความริษยา ๒- และความถือตัว ๓- จึงเกิดพอกพูนขึ้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ปรารถนาการยกย่องที่ตนไม่มี หมายถึงไม่มีศรัทธา ต้องการให้คนชมว่ามีศรัทธา ทุศีลต้องการให้คนชม

@ว่ามีศีล เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๖)

@๒ ความริษยา ในที่นี้หมายถึงตัณหาที่เกิดในทวาร ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๗)

@๓ ความถือตัว ในที่นี้หมายถึงมานะ ๙ อย่าง (๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขา

@ถือตัวว่าเสมอเขา (๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๔) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา

@(๕) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๖) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๗) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา

@ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๘) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา

@(ขุ.ธ.อ. ๓/๑๖๗) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๑/๙๖-๙๗

๑๕ วนวาสีติสสเถรวัตถุ

เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๕]

ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง

ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงนิพพานเป็นอีกอย่างหนึ่ง

ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

รู้ชัดข้อปฏิบัติทั้งสองนี้แล้ว ไม่พึงยินดีสักการะ ๑-

แต่พึงเพิ่มพูนวิเวก ๒- (ให้ต่อเนื่อง)

พาลวรรคที่ ๕ จบ

๖. ปัณฑิตวรรค

หมวดว่าด้วยบัณฑิต

๑. ราธเถรวัตถุ

เรื่องพระราธเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๖]

บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญามักชี้โทษ

มักพูดปรามไว้ เหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์

(และ) พึงคบผู้ที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้น

เพราะเมื่อคบคนเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย ๓-

@เชิงอรรถ :

@๑ สักการะ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย ๔ (จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร) (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๙)

@๒ วิเวก หมายถึงความสงัด มี ๓ คือ (๑) กายวิเวก ความสงัดกาย (๒) จิตตวิเวก ความสงัดใจ (๓) อุปธิวิเวก

@ความสงัดอุปธิ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๙-๑๙๐)

@๓ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๓/๕๐๒, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๐๘/๖๑๐

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๔. ปุปผวรรคกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕ธรรมบทหัวข้อถัดไป๖. ปัณฑิตวรรค