ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๔. อัฏฐกวรรค
  12. /
  13. ๑๓. มหาวิยูหสูตร

๑๓. มหาวิยูหสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๔๒๐ · บรรทัด ๑๐๔๙๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑-

ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิสูตรใหญ่

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๙๐๒]

สมณพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งเหล่านี้

ยึดถือทิฏฐิอยู่ พากันกล่าวอ้างว่า นี้เท่านั้นจริง

สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกพวกนั่นแหละจะถูกนินทา

หรือว่าจะได้รับความสรรเสริญเพราะทิฏฐินั้น

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๙๐๓]

ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก ไม่พอเพื่อความสงบ

เรากล่าวผลแห่งการวิวาทเป็น ๒ อย่าง ๒-

บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว

มองเห็นภูมิ(เหตุ)แห่งการไม่วิวาท ๓- ว่า เกษม

ไม่พึงวิวาทกัน

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๙๐๔]

ทิฏฐิสมมติ ๔- เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดจากปุถุชน

บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงทิฏฐิสมมติเหล่านี้ทุกอย่าง

บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น

ไม่ทำความพอใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน

พึงถึงสิ่งที่ควรเข้าถึงอะไรเล่า

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๓๐-๑๔๙/๓๖๒-๓๙๗

@๒ หมายถึงมีนินทา หรือสรรเสริญ อีกนัยหนึ่ง มีชนะ หรือพ่ายแพ้ (ขุ.สุ.อ. ๒/๙๐๓/๔๐๐)

@๓ ภูมิแห่งการไม่วิวาท ในที่นี้หมายถึงอมตนิพพาน (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๓๑/๓๖๕)

@๔ ทิฏฐิสมมติ หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๓๒/๓๖๖, ขุ.สุ.อ. ๒/๙๐๔/๔๐๐)

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๙๐๕]

สมณพราหมณ์ผู้กล่าวอ้างศีลว่า สูงสุด

สมาทานวัตรแล้ว ดำรงอยู่

ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า

พวกเราศึกษาในทิฏฐินี้แหละ และศึกษาความหมดจดแห่งวัตรนั้น

สมณพราหมณ์เหล่านั้นอ้างตนว่า เป็นคนฉลาด

ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ

[๙๐๖]

ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลและวัตร

พลาดกรรมแล้วก็หวั่นไหว

เขาย่อมเฝ้าแต่พร่ำเพ้อและปรารถนาความหมดจด

เหมือนคนออกจากเรือนอยู่ร่วมกับพวกเดินทาง

พลัดพรากจากพวก ฉะนั้น

[๙๐๗]

อริยสาวกละศีลและวัตรได้ทั้งหมด

ละกรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษ ๑- เสียได้

ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด

งดเว้นแล้ว ไม่ยึดมั่นทิฏฐิที่มีอยู่เที่ยวไป

[๙๐๘]

สมณพราหมณ์เข้าไปอาศัยตบะที่ตนเกลียดชังนั้น

เข้าไปอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้

เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า

ยังไม่คลายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่

จึงยังพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่

@เชิงอรรถ :

@๑ กรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษ หมายถึงอกุศลทั้งปวง ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

@และโลกิยกุศลได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ขุ.สุ.อ. ๒/๙๐๗/๔๐๑, ที.ปา.อ. ๓/๓๑๒/๒๒๐)

[๙๐๙]

ความชอบใจวัตถุ ย่อมมีแก่ผู้กำลังปรารถนา

อนึ่ง ความหวั่นไหว ย่อมมีเพราะวัตถุที่กำหนดแล้ว

ความตายและความเกิดมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้

ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไรเล่า

หรือจะพึงชอบใจในอะไรเล่า

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๙๑๐]

สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เยี่ยม

แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นเองว่า เลว

วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงกันหนอ

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทุกพวก

ต่างกล่าวอ้างตนว่า เป็นคนฉลาด

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๙๑๑]

อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวก

กล่าวธรรมของตนว่า บริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่า เลว

พวกสมณพราหมณ์ถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน

เพราะต่างกล่าวทิฏฐิสมมติของตนๆ ว่า จริง

[๙๑๒]

หากบุคคลเป็นคนเลวเพราะเหตุที่ผู้อื่นพูดติเตียนไซร้

ก็จะไม่พึงมีใครวิเศษในธรรมทั้งหลายได้เลย

เพราะคนส่วนมาก ต่างกล่าวยืนยันในแนวทางของตน

พากันกล่าวถึงธรรมของผู้อื่นว่า เป็นสิ่งเลวทราม

[๙๑๓]

การบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง

เหมือนสมณพราหมณ์พากันสรรเสริญแนวทางของตน ฉะนั้น

การว่าร้ายทุกอย่างก็พึงมีอยู่แท้จริง

เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น

เป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้น

[๙๑๔]

ญาณที่ผู้อื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์

ความตกลงใจแล้วยึดมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มี

เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงล่วงเลยการวิวาททั้งหลายได้แล้ว

แท้จริง พราหมณ์ไม่เห็นธรรมอื่นว่า เป็นของประเสริฐ

[๙๑๕]

สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจดเพราะทิฏฐิว่า

เรารู้ เราเห็นความหมดจดนี้ว่า มีจริง

ถ้าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว

จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นแก่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่า

เพราะพวกสมณพราหมณ์แล่นเลย(ทางแห่งความหมดจด)แล้ว

ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นอื่น

[๙๑๖]

นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป

หรือครั้นเห็นแล้วก็รู้จักเฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น

นรชนเห็นนามรูปมากบ้าง น้อยบ้างโดยแท้

ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวความหมดจด

เพราะการเห็นนามรูปนั้น

[๙๑๗]

นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น

ไม่ใช่คนที่ใครพึงแนะนำได้ง่าย

เป็นผู้เชิดชูทิฏฐิที่กำหนดไว้แล้ว

อาศัยศาสดาใด ก็กล่าวว่าศาสดานั้นดีงามเพราะทิฏฐินั้น

นรชนนั้นผู้กล่าวความหมดจดได้เห็นว่าแท้จริงในทิฏฐินั้น

[๙๑๘]

พราหมณ์พิจารณาแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด

ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ผูกพันด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเพราะญาณ

พราหมณ์นั้นครั้นรู้แล้วก็วางเฉยทิฏฐิสมมติที่เกิดจากปุถุชน

แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น

[๙๑๙]

มุนีสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดในโลกนี้แล้ว

เมื่อคนทั้งหลายเกิดวิวาทกันแล้ว

ก็ไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่าย

เมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ มุนีนั้นเป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่ถือมั่น

แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น

[๙๒๐]

มุนีละอาสวะเก่า ๑- ไม่ก่ออาสวะใหม่ ๒-

ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ

ทั้งไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น

มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย

ติเตียนตนเองไม่ได้ ไม่ติดอยู่ในโลก

[๙๒๑]

มุนีนั้น เป็นผู้กำจัดเสนา ๓- ในธรรมทั้งปวง

คือในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง

มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระ ๔- ลงแล้ว พ้นขาดแล้ว

ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี

ไม่มีความปรารถนา

มหาวิยูหสูตรที่ ๑๓ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ อาสวะเก่า หมายถึงกิเลสเกิดขึ้นเพราะปรารภรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในอดีต

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๘/๓๙๔, ขุ.สุ.อ. ๒/๙๒๐/๔๐๔)

@๒ อาวสวะใหม่ หมายถึงกิเลสที่เกิดขึ้นปรารภรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในปัจจุบัน

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๘/๓๙๔, ขุ.สุ.อ. ๒/๙๒๐/๔๐๔)

@๓ เสนา ในที่นี้หมายถึงเสนามาร คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นต้น (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๙/๓๙๗)

@๔ ภาระ หมายถึงสิ่งที่ต้องนำพา มี ๓ คือ (๑) ขันธภาระ ได้แก่ ขันธ์ ๕ (๒) กิเลสภาระ ได้แก่ ราคะ โทสะ

@โมหะ เป็นต้น (๓) อภิสังขารภาระ ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๙/๓๙๘)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๒. จูฬวิยูหสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๔. อัฏฐกวรรคพระสูตรถัดไป๑๔. ตุวฏกสูตร